Home Blog Page 6

พาชมเรือนเวลา Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton ‘Cosmic Rain’ ที่ผลิตจำกัดเพียง 20 เรือนทั่วโลก

เมื่อแบรนด์ที่เคยเน้นความเรียบง่าย หันมารังสรรค์เรือนเวลาระดับสุดทางของความซับซ้อน

ชื่อเสียงของ H. Moser & Cie. ยุคใหม่มักถูกจดจำในฐานะนาฬิการิมหน้าปัดเกลี้ยงเกลา ไร้โลโก้ และการใช้สีดรัมมิ่งแบบไล่เฉด (Fumé) อันเป็นเอกลักษณ์ แต่สำหรับเรือนเวลารุ่นใหม่อย่าง Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton Cosmic Rain ทางแบรนด์กลับเลือกเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ด้วยการอัดแน่นสามศาสตร์แห่งความซับซ้อนระดับสูงสุดของ Haute Horlogerie ลงในตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 40 มิลลิเมตร ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือนทั่วโลก

H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton 'Cosmic Rain'

ย้ายฆ้องและค้อนมาไว้ด้านหน้า ให้สายตาได้ดูจังหวะการตีบอกเวลา

โดยปกติแล้ว กลไกตีบอกเวลา Minute Repeater มักจะถูกซ่อนค้อนและฆ้องกังวานเอาไว้ด้านหลังของตัวเรือน ทว่า Moser เลือกที่จะสลับธรรมเนียมเดิมด้วยการนำกลไกสร้างเสียงทั้งชุดมาวางไว้อวดโฉมบนหน้าปัดอย่างเปิดเผย การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงามภายนอก แต่ทำให้วิศวกรต้องรื้อและออกแบบโครงสร้างของกลไกใหม่ยกแผง เพื่อรักษาคุณภาพ acoustic ของเสียงตีบอกเวลาชั่วโมง, สิบห้านาที และนาทีให้กังวานชัดเจน โดยไม่ถูกบดบังด้วยชิ้นส่วนอื่น และทำให้ผู้สวมใส่สามารถรับชมจังหวะที่ค้อนกระทบฆ้องได้พร้อมกับเสียงที่ได้ยิน

H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton 'Cosmic Rain'
H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton ‘Cosmic Rain’

หน้าปัด Skeleton และสายใยจักรกรอกทรงกระบอกจากยุคศตวรรษที่ 18

กลไกไขลานอินเฮาส์ Calibre HMC 909 ถูกฉลุโปร่งจนเห็นโครงสร้าง 415 ชิ้นส่วนที่ทำงานประสานกันอย่างซับซ้อน โดย ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เป็นที่ตั้งของกรง Flying Tourbillon แบบหมุนรอบตัวเองหนึ่งนาที ซึ่งความพิเศษที่สุดอยู่ที่ตัวสายใยจักรกรอกทรงกระบอก (Cylindrical Hairspring) ที่ขดตัวเป็นแนวตั้งรอบ trục สมดุล ซึ่งเป็นเทคนิคดั้งเดิมจากนาฬิกาเดินเรือในศตวรรษที่ 18 เพื่อเพิ่มความเที่ยงตรงขั้นสุด เนื่องจากความยากในการดัดและปรับแต่งด้วยมือ ทำให้แทบไม่มีใครในอุตสาหกรรมผลิตสายใยชนิดนี้แล้ว เว้นแต่ Precision Engineering AG ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Moser เองที่รังสรรค์ชิ้นส่วนนี้ขึ้นมาด้วยมือทีละชิ้น

H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton 'Cosmic Rain'

ศิลปะ Cosmic Rain บนหน้าปัดย่อย

ท่ามกลางความโปร่งโล่งแบบสเกเลตัน จุดพักสายตาหนึ่งเดียวบนหน้าปัดคือหน้าปัดย่อยบอกชั่วโมงและนาทีทรงโดม ณ ตำแหน่ง 2 นาฬิกา ที่เนรมิตขึ้นด้วยแก้วอเวนทูรีน (Aventurine) 2 เฉดสี นำมาผ่านการอบความร้อนหลายครั้งเพื่อสร้างการไล่สีแบบ Fumé จากนั้นจึงฝังเส้นสายจากหอยมุก (Mother-of-pearl) ตัดโค้งด้วยมือลงไปทีละชิ้น สะท้อนแสงระยิบระยับคล้ายกับฝนดาวตกพุ่งผ่านท้องฟ้า ถือเป็นชิ้นงานศิลปะ Métiers d’Art ที่ตัดรับกับความดิบเท่ของจักรกลลอยฟ้าได้อย่างลงตัว

H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton 'Cosmic Rain'
H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton ‘Cosmic Rain’

เรือนเวลารุ่นพิเศษนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre HMC 909 สำรองพลังงานได้ยาวนาน 90 ชั่วโมง บรรจุในตัวเรือนไทเทเนียมความหนา 14.4 มิลลิเมตร ขัดแต่งลายเส้น Moser Double Stripes บนแท่นเครื่อง มาพร้อมสายหนังจระเข้สีเทา นับเป็นผลงานฉลองปี 2026 ที่แสดงให้เห็นว่า Moser ไม่ได้มีดีแค่ดีไซน์ยั่วเย้า แต่ยังตอกย้ำฝีมือระดับยอดเขาของวงการนาฬิกาอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม ขนาด 40 มม. หนา 14.4 มม.
  • หน้าปัดย่อย (2 นาฬิกา): แก้วอเวนทูรีนไล่สี Fumé ฝังลายหอยมุก (Mother-of-pearl)
  • กลไก: ไขลาน Calibre HMC 909 แบบ Skeleton (415 ชิ้นส่วน, 35 ทับทิม) ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชม.
  • จุดเด่น: Minute Repeater ด้านหน้าตัวเรือน, 1-Minute Flying Tourbillon พร้อมสายใยทรงกระบอก (Cylindrical Hairspring) ณ 6 นาฬิกา
  • การสำรองพลังงาน: 90 ชั่วโมง
  • สาย: หนังจระเข้สีเทา
  • รหัสอ้างอิง: Reference 1909-0501 (ผลิตจำกัด 20 เรือน)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
หัตถศิลป์หรือแฟชั่น? มาแกะรอยความลึกซึ้งบนหน้าปัดของ Louis Vuitton Color Blossom คอลเลกชัน
Changes the Game? เมื่อรางวัลออสการ์ของโลกนาฬิกา ยอมทุบกำแพงเรื่องเพศ รื้อกฎเดิม จะมีอะไรซ่อนอยู่หลังกติกาใหม่ของ GPHG 2026 บ้าง?
เปลี่ยนอารมณ์หรือจงใจท้าทายกรอบเดิมๆ? พบกับความจัดจ้านครั้งใหม่ในร่าง MB&F Legacy Machine Perpetual Chromatic Editions

ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

สัมผัสความงดงามของหุ่นกล Automaton ผสาน Minute Repeater และ Tourbillon บนหน้าปัดลงยา Anita Porchet

การเดินทางครั้งใหม่ของ Maison Louis Vuitton ในคอลเลกชัน Escales Autour du Monde ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งผ่านการรังสรรค์ Escale en Alaska Pocket Watch นาฬิกาพกสั่งทำพิเศษชิ้นเดียวในโลก (Unique Piece) ที่พาเราดำดิ่งสู่ความอ้างว้างอันงดงามของธารน้ำแข็ง Margerie Glacier ในรัฐอะแลสกา ภายใต้ประกายแสงเหนือสีเขียว โดยแบรนด์ได้ถ่ายทอดงานหัตถศิลป์ลงยาและงานแกะสลักระดับสูง ควบคู่กับวิศวกรรมจักรกลที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่ La Fabrique du Temps Louis Vuitton เคยผลิตมา

การสร้างสรรค์หน้าปัดฉากธรรมชาติอันมีชีวิตชีวานี้เป็นผลงานอินเฮาส์ของ La Fabrique des Arts ที่ผสานเทคนิคการลงยาแบบ Grand Feu ทั้ง champlevé, cloisonné และการลงยาภาพจิ๋ว (Miniature Enamel) ร่วมกับงานแกะสลักด้วยมืออย่างประณีต ช่างฝีมือต้องใช้สีลงยาที่แตกต่างกันถึง 32 เฉดสี และผ่านการเผาในเตามากกว่า 35 ครั้ง เพื่อให้ได้เฉดสีของธารน้ำแข็งและท้องฟ้าที่สมบูรณ์แบบ ล้อมรอบด้วยขอบตัวเรือนที่ฝังอัญมณีเจียระไนทรง Baguette จำนวน 60 เม็ด ประกอบด้วยแซฟไฟร์ เพชร และทัวร์มาลีน ที่เรียงสลับเฉดสีไล่ระดับอย่างสง่างาม

การแสดงหุ่นกลเคลื่อนไหว 9 รูปแบบกับ 17 ชิ้นส่วนบนหน้าปัด

จุดเด่นสำคัญที่ทำให้นาฬิกาพกเรือนนี้โดดเด่นเหนือเรือนเวลาทั่วไป คือการรวมเอา 3 ฟังก์ชันระดับ Haute Horlogerie มาไว้ในเรือนเดียว ได้แก่ กลไกขับเคลื่อนหุ่นกล Automaton, ระบบตีบอกเวลา Minute Repeater และกรงตระกูลทูร์บิญอง (Tourbillon)

ทำให้นาฬิกาพกเรือนนี้กลายเป็นการแสดงจักรกลขนาดจิ๋ว คือระบบหุ่นกล Jacquemart Automaton ที่ทำงานร่วมกับกลไกตีบอกเวลา Minute Repeater เมื่อระบบเริ่มทำงาน ฉากขั้วโลกจะขยับเคลื่อนไหวผ่าน 9 รูปแบบการแสดงและ 17 ชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่ได้พร้อมกัน

โดยวาฬสีน้ำเงินจะผุดขึ้นมาจากผิวน้ำ วาฬเพชฌฆาตอ้าปากเผยให้เห็นฟันไวท์โกลด์ ครอบครัวเพนกวินขยับปีกและเดินต่ายเตาะบนแผ่นน้ำแข็ง ขณะที่ภูเขาน้ำแข็งจะค่อยๆ ลอยผ่านหน้าปัดพร้อมเปิดออกให้เห็นหีบเดินทางสัญลักษณ์ของ Louis Vuitton ที่ซ่อนดอกไม้ Monogram เอาไว้ภายใน นอกจากนี้ เข็มทิศกุหลาบทองคำ ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกาจะหมุนวน พร้อมกับเพชรทรง LV Monogram Star-cut ที่เคลื่อนผ่านท้องฟ้าเสมือนดาวตก

กลไกจักรกลทรงพลังกับการแยกหน้าปัดบอกเวลาไว้ด้านหลัง

เพื่อให้พื้นที่ด้านหน้าถูกอุทิศให้กับงานศิลปะและการแสดงหุ่นกลได้อย่างเต็มที่ Louis Vuitton จึงออกแบบให้การแสดงเวลาชั่วโมงและนาทีไปอยู่บริเวณฝาหลังของตัวเรือน ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานรหัส LFT AU14.03 ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการเป็นนาฬิกาพกโดยเฉพาะ

กลไกชิ้นนี้ประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนมากถึง 751 ชิ้น รวมเอาฟังก์ชัน Minute Repeater, กลไกหุ่นกล Jacquemart และกรงตระกูลทูร์บิญอง (One-minute Tourbillon) เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 8 วันเต็ม (192 ชั่วโมง)

ตัวเรือนทำจากไวท์โกลด์ 18K ขนาด 50 มิลลิเมตร หนา 19 มิลลิเมตร สลักลวดลายธรรมชาติขั้วโลกบริเวณด้านข้างตัวเรือนด้วยมืออย่างประณีต มาพร้อมกับสายโซ่ไวท์โกลด์ 18K กระเป๋าเดินทางหนังดีไซน์พิเศษ และกล่องบรรจุภัณฑ์ทรงหีบเดินทาง (Trunk) ที่สั่งทำขึ้นให้เข้าชุดกันโดยเฉพาะ

นาฬิกาพก Escale En Alaska เรือนนี้ มาพร้อมกับกล่องเก็บรูปทรงหีบเดินทาง (Trunk) ขนาดเล็กที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะ สะท้อนถึงรากเหง้าแห่งการเดินทางของ Louis Vuitton ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Hermès Cape Cod Titanium นาฬิกาทรงเหลี่ยมดีไซน์ข้อโซ่สมอในเวอร์ชันสปอร์ตล้ำสมัย
JISBAR กลับมาวาดลวดลายบนหน้าปัด Vanguard Lady Crazy Hours  
เมื่อทฤษฎีหลุมดำย้ายมาอยู่บนข้อมือ นี่คือ Bremont Supernova Hawking Limited Edition

Gerald Charles เปิดตัวนาฬิการุ่น Masterlink ประดับอัญมณี 3 รุ่น พร้อมหน้าปัดหินที่เป็นงานศิลปะระดับลิมิเต็ดที่ยากจะเลียนแบบ 

ทำไมแร่หินธรรมชาติที่ตัดยากที่สุดในโลก ถึงมาอยู่บนเรือนเวลาสาย Integrated ได้อย่างสมบูรณ์แบบ?

การนำวัสดุธรรมชาติจากใต้ผืนโลกที่มีอายุหลายพันล้านปี มาผสมผสานเข้ากับงานเจียระไนอัญมณีแบบวิจิตร คือโจทย์สำคัญที่ทำให้ Gerald Charles เปิดตัว Masterlink Gem Set Stone Dial ซีรีส์นาฬิกาสปอร์ตลักชัวรีรุ่นพิเศษที่รวมเอาแร่หินหายากสามชนิด มาผ่านกระบวนการฝานและเจียระไนอย่างพิถีพิถัน ให้เข้ารูปกับขอบตัวเรือนทรงอะซิมเมตรีอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ เจรัลด์ เจนตา (Gérald Genta)

กระบวนการผลิตนาฬิกาซีรีส์นี้มีความท้าทายกว่านาฬิกาหน้าปัดหินทั่วไป เนื่องจากช่างฝีมือต้องฝานแผ่นหินแร่ธรรมชาติให้มีความบางเฉียบเพียง 0.55 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความเสี่ยงต่อการแตกร้าวสูง ทั้งยังต้องตัดแต่งรูปทรงให้รับกับส่วนโค้งรอยยิ้ม (Smile) ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาอย่างแม่นยำ โดยขั้นตอนการคัดสรร แปรรูป และประกอบหน้าปัดหินแต่ละชิ้น ต้องใช้เวลารวมกันยาวนานกว่า 24 ชั่วโมงเต็ม เพื่อให้ได้โครงสร้างหน้าปัดที่สมบูรณ์ที่สุด

รุ่น Spectrolite กับมิติเหลือบสีรุ้งแห่งฟินแลนด์

นาฬิกาเวอร์ชันแรกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยการนำแร่ Spectrolite จากประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นแร่ในตระกูลลาบราดอไรต์ระดับพรีเมียมมาทำเป็นแผ่นหน้าปัด จุดเด่นของแร่ชนิดนี้คือความสามารถในการสะท้อนแสงเกิดเป็นเฉดสีรุ้งเหลือบเขียวและน้ำเงินตามมุมตกกระทบของแสง Gerald Charles เพิ่มความสมบูรณ์แบบด้วยการประดับแซฟไฟร์สีน้ำเงิน (Blue Sapphires) ทรง Baguette รวม 60 เม็ดลงบนขอบตัวเรือนและหลักชั่วโมง ขับเน้นโทนสีลุ่มลึกของหน้าปัดได้อย่างมีรสนิยม

รุ่น Iron Eye กับลวดลายชั้นหินอันทรงพลัง

นาฬิกาเวอร์ชันที่สองนำเสนอความดุดันด้วยหินแร่ธรรมชาติ Iron Eye จากประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นแร่ที่เกิดจากการรวมตัวของไทเกอร์ไอซ์ แฮมาไทต์ และแจสเปอร์ เกิดเป็นลายชั้นหินเฉดสีน้ำตาลตัดกับสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ เสริมความคมเข้มด้วยการประดับแซฟไฟร์สีแดง (Red Sapphires) ทรง Baguette รวม 60 เม็ดบนขอบตัวเรือนและหลักชั่วโมง สะท้อนเสน่ห์อันทรงพลังของธรรมชาติได้อย่างโดดเด่น

รุ่น Malachite กับเส้นสายริ้วลายสีเขียวอันสง่างาม

นาฬิกาเวอร์ชันที่สามเลือกใช้หิน Malachite (มาลาไคต์) แร่คาร์บอเนตธรรมชาติที่โดดเด่นด้วยโทนสีเขียวสดและลวดลายริ้วชั้นหินตามธรรมชาติที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละเรือน ทางแบรนด์นำมาจับคู่กับขอบตัวเรือนและหลักชั่วโมงที่ประดับด้วยซาโวไรต์สีเขียว (Tsavorites) ทรง Baguette รวม 60 เม็ด ช่วยเสริมมิติความสดชื่นและความหรูหราให้เข้ากับลวดลายบนหน้าปัดได้อย่างลงตัว

โครงสร้างตัวเรือนและกลไกจักรกลบางเฉียบ

ทั้งสามรุ่นมาในตัวเรือนสเตนเลสสตีล 316L ขนาด 38 x 38 มิลลิเมตร มีความบางเพียง 7.9 มิลลิเมตร พร้อมสาย Integrated ที่ออกแบบให้ซ่อนสกรูยึดและตัวล็อกบัตเตอร์ฟลายเอาไว้อย่างมิดชิด ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติไมโครโรเตอร์ Calibre GCA1000 (GCA5401) ความบางพิเศษเพียง 2.67 มิลลิเมตร ให้การสำรองพลังงานนาน 50 ชั่วโมง และรองรับการกันน้ำได้ลึก 100 เมตร โดยนาฬิกาแต่ละเวอร์ชันผลิตในจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 10 เรือนทั่วโลก

ข้อมูลทางเทคนิค
  • รุ่น: Gerald Charles Masterlink Gem Set Stone Dial (จำกัดรุ่นละ 10 เรือน)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L ขนาด 38 x 38 มม. หนา 7.9 มม. กันน้ำ 100 ม.
  • ขอบตัวเรือน/หลักชั่วโมง: ประดับอัญมณีทรง Baguette 60 เม็ด (Spectrolite: แซฟไฟร์สีน้ำเงิน / Iron Eye: แซฟไฟร์สีแดง / Malachite: ซาโวไรต์สีเขียว)
  • หน้าปัด: แผ่นหินธรรมชาติฝานบาง 0.55 มม. (Spectrolite, Iron Eye, Malachite)
  • กลไก: ไมโครโรเตอร์อัตโนมัติ Cal. GCA1000 (หนา 2.67 มม.) สำรองพลังงาน 50 ชม.
  • สาย: สเตนเลสสตีล Integrated ตัวล็อกแบบซ่อน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Nomos Tetra 27 รุ่นใหม่ เมื่อ “ความเล็ก” ไม่ใช่เรื่องของขนาด แต่เป็นเรื่องของความตั้งใจ 
Rado True Round Open Heart Limited Edition นาฬิกาเซรามิกหน้าปัดเปลี่ยนสีได้เมื่อโดนแดด
Introducing: RGM ถ่ายทอด Snoopy Flying Ace ลงบนหน้าปัด Grand Feu Enamel ครั้งแรก

Hermès Cape Cod Titanium นาฬิกาทรงเหลี่ยมดีไซน์ข้อโซ่สมอในเวอร์ชันสปอร์ตล้ำสมัย

พลิกโฉมมรดกดีไซน์ปี 1991 สู่ตัวเรือนไทเทเนียมขัดแต่งพิเศษและสายยางหลากสีสันที่พร้อมรับความท้าทายแห่งท้องทะเล

หากเราพูดถึงนาฬิกาทรงเหลี่ยมที่แหวกแนวและท้าทายขนบเดิมๆ ของวงการ แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ Cape Cod ติดอยู่ในอันดับต้นๆ นาฬิการุ่นนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1991 จากปลายปากกาของนักออกแบบชื่อดัง อองรี ดอริญี (Henri d’Origny) ผู้ที่นำเอาโครงสร้างรูปทรงอันขัดแย้งอย่าง “สี่เหลี่ยมจัตุรัสในสี่เหลี่ยมผืนผ้า” มารวมเข้าด้วยกันอย่างกล้าหาญ โดยหยิบยืมแรงบันดาลใจอันเป็นอิสระมาจากข้อโซ่สมอเรือเรือนเวลาของแบรนด์

Hermès Cape Cod Titanium
Stacked from 36 images. Method=B (R=8,S=3)

จุดสังเกตที่น่าสนใจในเวอร์ชันล่าสุดนี้คือ การที่แอร์เมส (Hermès) เลือกจะพาตัวตนของ Cape Cod ก้าวข้ามจากความหรูหราแบบคลาสสิกที่คุ้นตา เข้าสู่สุนทรียะความสปอร์ตที่ร่วมสมัยและดูผ่อนคลายยิ่งขึ้น โดยไม่ได้เน้นการประโคมโฆษณา แต่เน้นการเล่นกับพื้นผิวสัมผัสและวัสดุศาสตร์อย่างแท้จริง

ความน่าตื่นเต้นเริ่มต้นตั้งแต่การเปลี่ยนมาใช้ตัวเรือนวัสดุไทเทเนียมขนาด 41 มิลลิเมตร ซึ่งทีมออกแบบได้สร้างมิติผ่านการตกแต่งพื้นผิวอย่างประณีต โดยเลือกขัดซาติน (Satin-brushed) ที่บริเวณด้านบนตัวเรือน เพื่อให้ล้อไปกับแสงเงาอย่างนุ่มนวล แล้วตัดสลับกับเทคนิคบีดบลาสต์ (Beadblasted) หรือการพ่นทรายประกายละเอียดที่บริเวณด้านข้าง การเลือกจับคู่พื้นผิวต่างสไตล์บนวัสดุไทเทเนียมนี้ ช่วยลดทอนความแข็งกร้าวของนาฬิกาสปอร์ต และเพิ่มความรู้สึกสุขุมแบบแคชวลเข้ามาแทน

เมื่อมองลึกลงไปในหน้าปัดสีดำ คุณจะพบกับงานเลเยอร์ซ้อนผิวสัมผัสที่น่าเพ่งมอง ใจกลางหน้าปัดถูกตกแต่งด้วยเทคนิคแซนด์บลาสต์ (Sandblasted) เม็ดละเอียดตัดสลับกับลวดลายชาร์มิลส์ (Charmilles) วงแหวนขอบนอกขัดซาตินด้านเพื่อขับให้ตัวเลขอารบิกที่นำมาติดภายหลังและเข็มชี้ทรงบาตอง (Baton) ชุบโรเดียมดูเด่นชัดขึ้นมา และกิมมิกที่ถือเป็นจุดนำสายตาชั้นยอดคือ เข็มวินาทีสีส้มสดใสที่เปรียบเสมือนแสงอาทิตย์ยามเจิดจ้า ซึ่งช่วยตัดกับความเข้มของหน้าปัดได้อย่างมีชีวิตชีวา

Hermès Cape Cod Titanium

หัวใจสำคัญที่อยู่ภายในคือกลไกไขลานอัตโนมัติ Manufacture Hermès H1912 ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตัวกลไกขับเคลื่อนการทำงานของเข็มชั่วโมง นาที วินาที และฟังก์ชันแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาได้อย่างเที่ยงตรง โดยทำงานที่ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และสำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง

Hermès Cape Cod Titanium

เพื่อให้สอดรับกับเสียงเพรียกแห่งท้องทะเลและการพักผ่อนอย่างแท้จริง นาฬิการุ่นนี้จึงจับคู่มากับสายยางประสิทธิภาพสูงที่กันน้ำได้ลึกถึง 10 บาร์ (100 เมตร) โดยมีโทนสีให้เลือกแมตช์ตามบุคลิก ตั้งแต่สีคลาสสิกอย่างสีดำ และสีน้ำเงินเข้ม เบลอ อะบิสส์ (bleu abysse) ไปจนถึงสีสันที่เปี่ยมพลังอย่างสีส้มประจำแบรนด์ และสีเหลือง โฌน เดอ นาเปลส์ (jaune de Naples)

ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว เวลาไม่ใช่สิ่งที่ต้องเข้าไปควบคุมหรือสั่งการ แต่เรือนเวลานี้กลับแสดงให้เห็นว่านี่คือพื้นที่สำหรับการปล่อยใจให้สนุกสนานและเป็นธรรมชาติ แล้วในมุมมองของคุณ คิดว่าการนำเรือนเวลาทรงเหลี่ยมดีไซน์ระดับมรดกชิ้นนี้มาปรับโฉมด้วยวัสดุไทเทเนียมและสายยางสีสันจัดจ้าน สามารถตอบโจทย์คำว่า “สไตล์สปอร์ตที่หรูหราแบบไม่ต้องตะโกน” ในแบบที่คุณจินตนาการไว้ได้ดีแค่ไหน?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น:
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม ขนาด 41 มม., ตกแต่งขัดซาตินสลับพ่นทราย (Beadblasted) ด้านข้าง, กันน้ำ 100 เมตร (10 บาร์)
  • หน้าปัด: สีดำ ตกแต่งแซนด์บลาสต์ใจกลาง สลับลายชาร์มิลส์ (Charmilles) และขอบนอกขัดซาติน, ตัวเลขอารบิกและเข็มชุบโรเดียม, เข็มวินาทีสีส้ม
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง, นาที, วินาที, แสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ In-house Calibre Manufacture Hermès H1912 (ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์), ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง, สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง
  • สาย: สายยาง (Rubber Strap) มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ, สีน้ำเงินเข้ม (Bleu Abysse), สีส้ม และสีเหลือง (Jaune de Naples)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม
เมื่อ TAG Heuer ประกาศเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษส่งตรงเพื่อนักสะสมชาวไทยโดยเฉพาะกับ Carrera Chronograph Thailand Limited Edition
Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy ถ่ายทอดจิตวิญญาณซามูไรผ่านศิลปะนาฬิกาชั้นสูง

Introducing: RGM ถ่ายทอด Snoopy Flying Ace ลงบนหน้าปัด Grand Feu Enamel ครั้งแรก

เมื่อศิลปะการทำหน้าปัดแบบดั้งเดิมพบกับตัวละครระดับไอคอนของอเมริกา ผลลัพธ์จึงออกมาเป็น RGM Model 151 Snoopy Flying Ace

ในโลกของนาฬิกา “Snoopy” ไม่ใช่ตัวละครหน้าใหม่ แต่การนำเขามาอยู่บนหน้าปัด Grand Feu Enamel กลับเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ RGM เลือกทำกับ Model 151 รุ่นล่าสุด

หากพูดถึงนาฬิกาที่มี Snoopy เป็นตัวเอก หลายคนอาจนึกถึงแบรนด์สวิสที่เคยร่วมงานกับตัวละครจาก Peanuts อยู่บ่อยครั้ง แต่สำหรับ RGM ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระจากสหรัฐอเมริกา กลับเลือกนำเสนอในมุมที่แตกต่างออกไป ด้วยการจับ Snoopy ในเวอร์ชัน Flying Ace มาถ่ายทอดผ่านงานศิลป์บนหน้าปัด Grand Feu Enamel ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคการทำหน้าปัดแบบดั้งเดิมที่ต้องอาศัยทั้งความละเอียดและความชำนาญของช่างฝีมือ

แม้ RGM จะไม่ได้เป็นชื่อที่คุ้นหูเท่าแบรนด์รายใหญ่ แต่ในแวดวง Independent Watchmaking ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตจากสหรัฐอเมริกาที่มีบทบาทสำคัญ แบรนด์ก่อตั้งโดย Roland G. Murphy ในปี 1992 และเป็นที่รู้จักจากการรักษาเทคนิคดั้งเดิมของการทำนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นงานแกะลายกิโยเช่ (Guilloché) หรือการผลิตชิ้นส่วนหลายรายการภายในโรงงานของตัวเอง

สำหรับผู้ที่ต้องการดีไซน์เดียวกันในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า RGM ยังพัฒนาเวอร์ชัน Blue Sky Metal Dial ซึ่งใช้หน้าปัดโลหะสีฟ้า แต่ยังคงองค์ประกอบของ Snoopy Flying Ace ไว้อย่างครบถ้วน

พื้นฐานของนาฬิกาคือ Model 151 ซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลกชันสไตล์ Pilot Watch ของแบรนด์ ตัวเรือนขนาด 38.5 มิลลิเมตร ผลิตในสหรัฐอเมริกา มีให้เลือกทั้งสเตนเลสสตีลและไทเทเนียม พร้อมขอบตัวเรือนที่บาง ทำให้หน้าปัดดูโปร่งและสวมใส่ได้ใหญ่กว่าขนาดจริง

ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Sellita SW300-1 ที่ผ่านการตกแต่งโดย RGM ทั้ง Rhodium Finish, Côtes de Genève และ Perlage พร้อมพลังงานสำรองสูงสุดประมาณ 56 ชั่วโมง

และแม้จะเลือกใช้ตัวละครจากโลกของการ์ตูน แต่ Model 151 Snoopy Flying Ace ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาแนว Character Watch หากยังสะท้อนแนวทางของ RGM ที่ให้ความสำคัญกับงานฝีมือแบบดั้งเดิมและการผลิตภายในประเทศ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้แบรนด์ยังคงได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการ Independent Watchmaking ของสหรัฐอเมริกา ผลิตนาฬิกาเพียงราว 400 เรือนต่อปี และยังคงเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L หรือ CP-2 Titanium ขนาด 38.5 มม.
  • หน้าปัด: Grand Feu Enamel สีขาว หรือหน้าปัดโลหะสีฟ้า พร้อมลวดลาย Snoopy Flying Ace กระจก Sapphire Crystal
  • กลไก: อัตโนมัติ RGM-Sellita SW300-1ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz)พลังงานสำรอง ประมาณ 52–56 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง, นาที, วินาที และวันที่ กันน้ำ 50 เมตร
  • สาย: Hirsch Performance หนังผสมยาง

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa

JISBAR กลับมาวาดลวดลายบนหน้าปัด Vanguard Lady Crazy Hours

Rado True Round Open Heart Limited Edition นาฬิกาเซรามิกหน้าปัดเปลี่ยนสีได้เมื่อโดนแดด

Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน

เปิดตัวรุ่นลิมิเต็ด 500 เรือน นิยามใหม่แห่งความชัดเจนยามค่ำคืน สว่างไสวประดุจแสงเหนือบนข้อมือ

Bell & Ross ตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งนาฬิกานักบินสไตล์เครื่องวัดในห้องนักการบิน (Cockpit Instrument) ด้วยการเปิดตัว BR-03 GMT Green Lum เรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 500 เรือนทั่วโลก ที่ยกระดับการเรืองแสงยามค่ำคืนด้วยการใช้พรายน้ำ Super-LumiNova® C3 เข้มข้น ร่วมกับหน้าปัดไล่เฉดสีเขียวดำอันเป็นเอกลักษณ์

แรงบันดาลใจจากแสงเหนือ สู่ความสว่างไสวบนข้อมือ

นับตั้งแต่การเปิดตัวไลน์ BR 03-93 GMT ในปี 2021 แบรนด์ Bell & Ross ได้พัฒนาและแต่งเติมสีสันให้กับคอลเลกชันนี้นำเสนอรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งขอบเบเซิลสี Coke เวอร์ชันหน้าปัดสีน้ำเงิน ไปจนถึงรุ่นสายเข็มทิศ ล่าสุดนี้ แบรนด์ฝรั่งเศสหัวใจสวิสได้นำเสนอความตื่นตาตื่นใจครั้งใหม่ภายใต้ชื่อ BR-03 GMT Green Lum

จุดเด่นสำคัญที่สุดของเรือนเวลานี้คือหน้าปัดแบบไล่เฉดสีในแนวตั้ง โดยไล่โทนจากสีเขียวสว่างทางด้านบนลงสู่สีดำลุ่มลึกทางด้านล่าง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของปรากฏการณ์แสงเหนือหรือออโรราบนท้องฟ้าอันมืดมิด มอบมิติทางสายตาที่ลุ่มลึกและแปลกตามากกว่าหน้าปัดสีเดี่ยวทั่วไป

Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum

Super-LumiNova® C3 พระเอกตัวจริงที่เปลี่ยนคืนมืดมิดให้สว่างไสว

ซีรีส์ Lum ของ Bell & Ross เป็นที่รู้จักดีในเรื่องการให้ความสำคัญกับสมรรถนะการอ่านค่าในที่มืด และในรุ่น Green Lum นี้ พรายน้ำสีเขียว Super-LumiNova® C3 ถูกนำมาใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยแต้มลงบนตัวเลขและหลักชั่วโมงอย่างครบถ้วน ทางด้านชุดเข็มชั่วโมง เข็มนาที และเข็มวินาที ได้เลือกใช้เข็มทำสีดำเงากระจกที่ตัดกับพรายน้ำอย่างชัดเจน ช่วยมอบลุคมิลลิทารีที่ดุดัน

Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum

ความพิเศษยังครอบคลุมไปถึงเข็ม GMT ฉลุโปร่งทรงสามเหลี่ยมชี้เวลาเขตที่สอง รวมถึงสเกล 24 ชั่วโมงบนขอบเบเซิลเซรามิกสีดำ โดยพรายน้ำ C3 นี้สามารถส่องสว่างได้ยาวนานสูงสุดถึง 10 ชั่วโมง ทำให้ไม่เพียงแค่หน้าปัดเท่านั้นที่เรืองแสง แต่ขอบเบเซิลหมุนได้สองทิศทางก็ยังสว่างไสวเป็นวงกลมประกายสีเขียวประดุจแผงควบคุมในเครื่องบินรบยามค่ำคืน

ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมเอกลักษณ์ และกลไกอัตโนมัติไว้ใจได้

BR-03 GMT Green Lum ยังคงรักษาโครงสร้างสี่เหลี่ยมซิกเนเจอร์ขนาด 42 x 42 มิลลิเมตร พร้อมความหนาพอเหมาะที่ 11.3 มิลลิเมตร ตัวเรือนผลิตจากสแตนเลสสติลปัดลายซาตินสลับขัดเงา ให้ความรู้สึกแกร่งทนทานแบบนาฬิกาใช้งานจริงแต่ยังประณีตพอสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ปิดทับด้วยกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อน ฝาหลังขันแน่นแบบทึบ รองรับการกันน้ำได้ที่ระดับ 100 เมตร

Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum

ขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก Calibre BR-CAL.303 ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง สามารถสำรองพลังงานยาวนาน 54 ชั่วโมง มอบฟังก์ชันปรับเข็ม GMT เป็นอิสระ และมีช่องหน้าต่างบอกวันที่ทรงกลมบริเวณ 4 นาฬิกา 30 นาที สวมใส่เข้าคู่กับสายยางสีดำ หรือสลับไปใช้สายผ้าสังเคราะห์สีดำความทนทานสูงที่แถมมาให้ในชุดเพื่อเปลี่ยนลุคได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • รหัสอ้างอิง (Reference): BR0393-GN-ST/SRB
  • จำนวนการผลิต: ลิมิเต็ดเอดิชัน 500 เรือนทั่วโลก
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสติลปัดลายซาตินและขัดเงา ขนาด 42 มม. x 42 มม. หนา 11.3 มม., ขอบเบเซิลเซรามิกสีดำหมุนได้สองทิศทางพร้อมสเกล C3, กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีเขียวไล่เฉดสีดำแนวตั้ง (Vertical Green-to-Black Gradient), ตัวเลข หลักชั่วโมง และเข็มเคลือบพรายน้ำ Super-LumiNova® C3 สีเขียว, ช่องบอกวันที่ตำแหน่ง 4:30 น.
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง, นาที, วินาที, วันที่, เข็ม GMT บอกเวลาเขตที่สองแบบ 24 ชั่วโมง
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre BR-CAL.303 (Base Sellita SW330-2), ความถี่ 28,800 vph (4Hz), สำรองพลังงาน 54 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางสีดำ + สายผ้าสังเคราะห์สีดำความทนทานสูง พร้อมหัวสายแบบเข็มขัด (Pin Buckle) สแตนเลสสติล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม
เมื่อ TAG Heuer ประกาศเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษส่งตรงเพื่อนักสะสมชาวไทยโดยเฉพาะกับ Carrera Chronograph Thailand Limited Edition
Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy ถ่ายทอดจิตวิญญาณซามูไรผ่านศิลปะนาฬิกาชั้นสูง

McLaren M6 GT: การชุบชีวิตนวัตกรรมระดับตำนาน และความฝันสายสตรีทของ Bruce McLaren โดย MSO

McLaren M6 GT โดย MSO คืนชีพซูเปอร์คาร์ถนนคันแรกในตำนานของ Bruce McLaren

McLaren Special Operations (MSO) เผยโฉมผลงานระดับมาสเตอร์พีซด้วยการบูรณะ McLaren M6 GT ยอดรถสปอร์ตระดับตำนานขึ้นมาใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อรำลึกถึงวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของ Bruce McLaren ที่ต้องการเปลี่ยนรถแข่งสายพันธุ์แชมป์ให้กลายเป็นซูเปอร์คาร์ขับบนท้องถนนได้อย่างแท้จริง

McLaren M6 GT (MSO Restoration Project)

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ซูเปอร์คาร์คันแรกในประวัติศาสตร์

ในช่วงปลายยุค 1960s ซึ่งเป็นยุคทองของการแข่งขันรายการ Can-Am อันดุเดือด Bruce McLaren ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผู้ล่วงลับ ได้วาดฝันที่จะสร้างรถยนต์วิ่งบนถนนหลวง (Road Car) คันแรกของค่าย โดยตั้งใจนำพื้นฐานจาก M6A รถแข่งสายพันธุ์แชมป์โลกมาต่อยอดพัฒนา โดยแผนการในขณะนั้นคือการผลิตให้ครบ 25 คัน เพื่อส่งเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐาน (Homologation) สำหรับลงชิงชัยในศึกการแข่งขันระดับตำนานอย่าง 24 Hours of Le Mans

McLaren M6 GT (MSO Restoration Project)
McLaren M6 GT (MSO Restoration Project)

โปรเจกต์ดังกล่าวนำไปสู่การกำเนิดของ McLaren M6 GT ทว่าน่าเสียดายที่กฎเกณฑ์การแข่งในยุคนั้นถูกปรับเปลี่ยนประกอบกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของ Bruce McLaren ทำให้โปรเจกต์นี้ต้องหยุดชะงักลง และมีรถต้นแบบเดิมถูกสร้างขึ้นมาเพียงไม่กี่คันเท่านั้น ฝันที่ M6 GT จะได้เป็นรถโปรดักชันผลิตจริงในยุคนั้นจึงกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่ถูกจดจำในฐานะสิ่งที่ “เกือบจะเกิดขึ้น”

การฟื้นคืนชีพระดับ Nut-and-Bolt Restoration โดย MSO

เพื่อตอบคำถามและสานต่อความฝันในอดีต แผนกแต่งพิเศษ McLaren Special Operations หรือ MSO จึงได้เริ่มต้นโปรเจกต์บูรณะ M6 GT ขึ้นมาใหม่อย่างพิถีพิถันแบบถอดชิ้นส่วนร้อยน็อตใหม่ทุกตัว (Nut-and-bolt Restoration) โดยใช้โครงสร้างแชสซีเดิมจากรถแข่ง M6A และการค้นพบแม่พิมพ์ดั้งเดิมพร้อมแบบแปลนพิมพ์เขียวเก่าแก่ในคลังของแบรนด์ MSO จึงสามารถจำลองชิ้นส่วนทุกชิ้นให้ถูกต้องตามประวัติศาสตร์มากที่สุด

ตัวถังถูกแต่งแต้มด้วยเฉดสีขาว Colnbrook White ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่เมือง Colnbrook อันเป็นที่ตั้งของเวิร์กช็อปแห่งแรกของ Bruce McLaren Motor Racing ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยรถคันประวัติศาสตร์นี้ได้รับการเผยโฉมอย่างยิ่งใหญ่ต่อหน้าสาธารณชนในงานแสดงรถยนต์ระดับโลก Goodwood Festival of Speed

สมรรถนะข้ามยุคสมัยภายใต้ทรวดทรงแอโรไดนามิก

งานดีไซน์ของ M6 GT อิงตามรูปทรงอันทรงพลังของ M6A แต่เพิ่มหลังคาแข็งแบบขี่ติดกับตัวเรือนกระจกหน้าทรงโค้งมน และช่องดักอากาศรอบตัวถังเพื่อส่งลมเย็นเข้าสู่เครื่องยนต์ ตัวรถโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบป็อปอัปที่อยู่เหนือไฟดวงหลักในโคมกระจก

ขุมพลังดั้งเดิมเลือกใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.7 ลิตร จาก Chevrolet ที่ได้รับการปรับแต่งให้ปลดปล่อยกำลังสูงสุด 370 แรงม้า แม้แรงม้าจะถูกปรับลดลงจากเวอร์ชันสนามแข่ง แต่ด้วยน้ำหนักตัวรถที่เบาหวิวเพียงประมาณ 800 กิโลกรัม ทำให้ M6 GT กลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่เร็วที่สุดในยุคนั้นด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 4 วินาทีกว่า และทำความเร็วสูงสุดได้แตะระดับ 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นผลงานวิศวกรรมสปอร์ตคาร์ที่แสดงถึงจิตวิญญาณแห่งความเร็วอันไม่เคยจางหายของ Bruce McLaren อย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: McLaren M6 GT (MSO Restoration Project)
  • ประเภทตัวรถ: รถสปอร์ตคูเป้เครื่องยนต์วางกลาง (Mid-Engine Road-Legal Sports Car)
  • โครงสร้างตัวถัง/แชสซี: แชสซีดั้งเดิมจากรถแข่ง McLaren M6A พร้อมตัวถังไฟเบอร์กลาสหล่อจากแม่พิมพ์เดิม
  • สีตัวถัง: สีขาว Colnbrook White
  • ขุมพลัง/เครื่องยนต์: เครื่องยนต์เบนซิน Chevrolet V8 ขนาด 5.7 ลิตร (Naturally Aspirated)
  • พละกำลังสูงสุด: 370 แรงม้า (BHP)
  • น้ำหนักตัวรถ: ประมาณ 800 กิโลกรัม
  • สมรรถนะ: อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาประมาณ 4.2 วินาที / ความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม.

Rado True Round Open Heart Limited Edition นาฬิกาเซรามิกหน้าปัดเปลี่ยนสีได้เมื่อโดนแดด

เรือนเวลารุ่นพิเศษที่มาพร้อม “หน้าปัดโฟโตโครมิก” เปลี่ยนเฉดสีได้จริง

หากกล่าวถึงแบรนด์ที่เป็นเจ้าแห่งนวัตกรรมวัสดุศาสตร์ในโลกนาฬิกา แน่นอนว่าจะต้องมีชื่อของ Rado อยู่ในใจของทุกคน แต่ในผลงานล่าสุดอย่าง True Round Open Heart Limited Edition (Ref. R27183012) นี้ แบรนด์สัญชาติสวิสไม่ได้มาเพื่อโชว์ความแกร่งของไฮเทคเซรามิกเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขากำลังเล่นสนุกกับแสงและเวลาในแบบที่ไม่มีใครคาดถึง

ความน่าสนใจในการสังเกตนาฬิการุ่นนี้คือ การเลือกเฉดสีที่ฉีกกรอบความดุดันของนาฬิกาเซรามิกทั่วไป โดย Rado เลือกใช้สีชมพูพาสเทลอ่อนละมุน (Pale Rose) บนตัวเรือนและสาย แต่ความมหัศจรรย์ที่แท้จริงนั้นซ่อนอยู่บน หน้าปัดโฟโตโครมิก (Photochromic Dial) ซึ่งเป็นนวัตกรรมไวต่อแสง

ถ้าคุณสวมใส่อยู่ในร่ม หน้าปัดจะแสดงสีชมพูอ่อนกลมกลืนไปกับตัวเรือนอย่างเรียบง่าย แต่ทันทีที่คุณก้าวเดินออกไปสัมผัสกับแสงแดดธรรมชาติ พลังของรังสี UV จะกระตุ้นให้พื้นผิวหน้าปัดค่อยๆ เปลี่ยนเฉดสีเข้มขึ้นจนกลายเป็นสีชมพูมาเจนตา (Magenta) ที่สดใสและทรงพลังอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ทุกครั้งที่มองเวลาในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน อารมณ์ของนาฬิกาเรือนนี้จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

อีกหนึ่งกิมมิกที่ชวนให้มองคือ งานโครงสร้างหน้าปัดแบบฉลุเปลือย (Open Heart) ที่จงใจตัดเจาะเป็นรูปทรงเลข 8 ซึ่งนอกจากจะเป็นเลขมงคลตามความเชื่อแล้ว เมื่อมองจากบางมุม โครงสร้างนี้จะเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์อินฟินิตี้ (Infinity) ที่สื่อถึงเวลาอันเป็นนิรันดร์ โดยเป็นช่องหน้าต่างที่เปิดให้เห็นบาลานซ์วีลและตลับลานที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในอย่างมีชีวิตชีวา

ขุมพลังที่อยู่เบื้องหลังความงดงามนี้คือ กลไกอัตโนมัติ Calibre R734 ซึ่งโดดเด่นอย่างมากในเรื่องการสำรองพลังงานที่ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง ผสานด้วยสายใยจักรกรอก Nivachron™ ที่ช่วยต้านทานแรงดึงดูดของสนามแม่เหล็กในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมการขัดแต่งลวดลายซันเรย์กิโยเช (Sunray Guilloché) บนชิ้นส่วนกลไกเพื่อขับเน้นมิติยามแสงส่องผ่านช่อง Open Heart และที่สำคัญมีการผลิตนาฬิกาเรือนเวลารุ่นพิเศษนี้ในจำนวนจำกัดเพียง 888 เรือนทั่วโลกเท่านั้น 

การที่ Rado หยิบเอานวัตกรรมหน้าปัดเปลี่ยนสีตามแสงแดดมารวมเข้ากับงานโครงสร้าง Open Heart บนตัวเรือนเซรามิกสีพาสเทลแบบนี้ ในมุมมองของคุณ คิดว่านี่คือทิศทางใหม่ที่ทำให้นาฬิกาหรูสไตล์อินโนเวชันเข้าถึงง่ายและดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่านาฬิกาหน้าปัดทึบแบบเดิมๆ อย่างไรบ้าง?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: โครงสร้างชิ้นเดียว (Monobloc) ทำจากไฮเทคเซรามิกสีชมพูอ่อนขัดเงา (Polished rose high-tech ceramic) ขนาด 40.0 x 47.3 มม. กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ทรงโค้งเคลือบสารกันสะท้อนทั้งสองด้าน กันน้ำได้ลึก 5 บาร์ (50 เมตร)
  • หน้าปัด: สีชมพูอ่อนขัดลายซันเรย์ (Pale rose sunray) พร้อมเอฟเฟกต์โฟโตโครมิก หน้าต่าง Open Heart รูปทรงเลข 8 ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ติดตั้งหลักชั่วโมงและเข็มชี้โทนสีโรสโกลด์พร้อมเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาชั่วโมง, นาที และวินาที
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติอินเฮาส์ Calibre R734 (บรรจุทับทิม 25 เม็ด) ชิ้นส่วนกลไกขัดแต่งลวดลายซันเรย์กิโยเช มาพร้อมสายใยจักรกรอก Nivachron™ ที่มีคุณสมบัติต้านทานสนามแม่เหล็ก ผ่านการทดสอบความเที่ยงตรง 3 ถึง 5 ตำแหน่ง ให้การสำรองพลังงานยาวนานถึง 80 ชั่วโมง
  • สาย: สายวัสดุไฮเทคเซรามิกสีชมพูอ่อนขัดเงาเข้าชุดกับตัวเรือน พร้อมตัวล็อกสายแบบพับ 3 ทบ (3-fold clasp) ทำจากวัสดุไทเทเนียมน้ำหนักเบา
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำกัด 888 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม
เมื่อ TAG Heuer ประกาศเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษส่งตรงเพื่อนักสะสมชาวไทยโดยเฉพาะกับ Carrera Chronograph Thailand Limited Edition
Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy ถ่ายทอดจิตวิญญาณซามูไรผ่านศิลปะนาฬิกาชั้นสูง

Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa 

แม้ Panerai จะมีประวัติศาสตร์อันยาวนานและผูกพันกับท้องทะเลมาอย่างลึกซึ้ง แต่สำหรับครั้งนี้ เรือนเวลาทั้งสองกลับถูกสรรค์สร้างมาเพื่อแล่นฉิ่วอยู่บนผืนน้ำ มากกว่าที่จะดำดิ่งลงสู่ห้วงลึก 

ในปีนี้ Panerai ยังคงสานต่อบทบาทผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการให้กับทีมเรือใบ Luna Rossa และในขณะที่การแข่งขัน America’s Cup ครั้งที่ 38 กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเตรียมลุยศึกตัดสินครั้งสำคัญใกล้เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลีในปีหน้า นี่จึงเป็นจังหวะเวลานี้ที่เหมาะเจาะที่สุดในการเปิดตัวเรือนเวลาธีม Luna Rossa และนั่นคือสิ่งที่เราได้สัมผัสผ่าน PAM01768 และ PAM01791 นาฬิกาต่างสไตล์สองเรือนที่หลอมรวมเป็นหนึ่งด้วยสมรรถนะการใช้งานจริง และเฉดสีอันโดดเด่นสะดุดตา

Panerai Luminor Luna Rossa Chrono PAM01768
Panerai Luminor Luna Rossa GMT PAM01791

ประเดิมเรือนแรกด้วย Luminor Luna Rossa Chrono PAM01768 (หากจะเรียกชื่อเต็มอย่างเป็นทางการ) นาฬิกาจับเวลาขนาด 44 มิลลิเมตร บนตัวเรือนทรงเอกลักษณ์ที่คุ้นตาของตระกูล Luminor ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre P.9210 ซึ่งเป็นระบบจับเวลาแบบสองหน้าปัดย่อย (Twin-Register) โดยวางปุ่มกดจับเวลาไว้ทางฝั่งซ้ายของตัวเรือน หลบทางให้การคุ้มกันอย่างแน่นหนาของก้านปกป้องเม็ดมะยมอันเป็น Signature ทางฝั่งขวา 

Panerai Luminor Luna Rossa Chrono PAM01768

หน้าปัดสีเงินรับกันได้อย่างหมดจดกับตัวเรือนสแตนเลสสติล เกิดเป็นเรือนเวลาสไตล์โมโนโครมที่หยอดดีเทลสีแดงสดลงไปเป็นลูกเล่นได้อย่างมีชั้นเชิง สะท้อนอัตลักษณ์ประจำทีม Luna Rossa ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฝาหลังขันแน่นแบบทึบ รองรับการกันน้ำในระดับที่ไว้ใจได้ถึง 100 เมตร ที่น่าสนใจคือเรือนเวลารุ่น ลิมิเต็ด เอดิชัน นี้ ได้เปิดตัวสายตีนตุ๊กแก (Velcro) ดีไซน์ใหม่ล่าสุดของคอลเลกชัน โดยเป็นสายผ้าสีเทาสโลปเรียวสวมใส่สบายพร้อมคาดแถบสีแดง และยังมีตัวเลือกสายยางสีดำแถมมาให้ สำหรับวันที่ต้องการลุคเรียบขรึมและเป็นทางการมากขึ้น

ฝาหลังแบบปิดสำหรับ PAM01768

หากนาฬิกาจับเวลานั้นยังไม่ใช่แนวของคุณ ลองมาดู Luminor Luna Rossa GMT PAM01791 นาฬิกา GMT สแตนเลสขนาด 40 มม. เรือนนี้ ใช้โทนสีโดยรวมเหมือนกับ PAM01768 แต่มาในรูปแบบนาฬิกาใช้งาน (Tool Watch) ที่ลุยยิ่งกว่า มาพร้อมสายโลหะแบบเรียวลง (ซึ่งเป็นครั้งแรกสำหรับนาฬิกา Luna Rossa) และมอบฟังก์ชัน GMT โดยเข็มชั่วโมงที่สองตรงกลางมีปลายเข็มสีแดง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากใบเรือของ Luna Rossa หน้าปัดเป็นสีเงิน พร้อมงานตกแต่งแบบลวดลายก้นหอย (Azurage) บนหน้าปัดย่อย และรายละเอียดพรายน้ำเช่นเดียวกับรุ่นจับเวลา ในขณะที่สายนาฬิกาใช้ระบบถอดเปลี่ยนสายได้อย่างรวดเร็วของ Panerai 

PAM01791
ข้อมูลทางเทคนิค 
1. Luminor Luna Rossa Chrono (PAM01768)
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสติล ขนาด 44 มม. (ฝาหลังทึบ กันน้ำ 100 เมตร)
  • หน้าปัด: สีเงิน ตกแต่งลายก้นหอย (Azurage) พรายน้ำ และดีเทลสีแดง
  • ฟังก์ชัน: จับเวลา (Chronograph แบบ Twin-Register), บอกเวลาชั่วโมง-นาที-วินาที
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre P.9210 (ปุ่มกดจับเวลาอยู่ฝั่งซ้าย)
  • สาย: สายผ้า Velcro สีเทาคาดแถบแดง (ดีไซน์ใหม่) + สายยางสีดำ พร้อมระบบปลดสายด่วน
2. Luminor Luna Rossa GMT (PAM01791)
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสติล ขนาด 40 มม. (ฝาหลังทึบ กันน้ำ 100 เมตร)
  • หน้าปัด: สีเงิน ตกแต่งลายก้นหอย (Azurage) พรายน้ำ และดีเทลสีแดง
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาสองต่างเมือง (GMT) เข็มปลายสีแดง, บอกเวลาชั่วโมง-นาที-วินาที
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ
  • สาย: สายสแตนเลสสติลทรงสโลป (ครั้งแรกของคอลเลกชัน) พร้อมระบบปลดสายด่วน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม
เมื่อ TAG Heuer ประกาศเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษส่งตรงเพื่อนักสะสมชาวไทยโดยเฉพาะกับ Carrera Chronograph Thailand Limited Edition
Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy ถ่ายทอดจิตวิญญาณซามูไรผ่านศิลปะนาฬิกาชั้นสูง

เมื่อทฤษฎีหลุมดำย้ายมาอยู่บนข้อมือ นี่คือ Bremont Supernova Hawking Limited Edition

0

นาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟธีมหลุมดำและหน้าปัดอุกกาบาต

หากเอ่ยชื่อ ศาสตราจารย์ สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking) ภาพจำของหลายคนคงเป็นสมการคณิตศาสตร์อันซับซ้อนและการเดินทางของความรู้เพื่อทำความเข้าใจจักรวาล แต่สำหรับแบรนด์นาฬิกาสัญชาติอังกฤษอย่าง Bremont โจทย์ของพวกเขาคือการตั้งคำถามว่า “เราจะเปลี่ยนมรดกทางความคิดฟิสิกส์ทฤษฎี ให้กลายเป็นงานดีไซน์โครงสร้างนาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟได้อย่างไร?”

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือการร่วมมือกันครั้งที่สองระหว่าง Bremont และครอบครัวฮอว์คิง ในรุ่น Supernova Hawking Limited Edition ซึ่งเป็นการนำคอลเลกชันนาฬิกาสปอร์ตสี่เหลี่ยมมุมมนที่เพิ่งเปิดตัวไปอย่าง Supernova มาชุบตัวใหม่ในโทนสีดำสนิทเพื่อสะท้อนแนวคิดเรื่อง “หลุมดำ” (Black Hole) งานศึกษาชิ้นสำคัญของฮอว์คิง

ความน่าสนใจในการสังเกตรายละเอียดของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่ตัวเรือนขนาด 41 มิลลิเมตร ที่ทำจากเหล็กกล้า 904L แต่ถูกนำไปเคลือบ DLC โทนสี Ultra-black ดำลึกรับกับขอบเซรามิกสีดำขัดลายซาติน ตัวเรือนเป็นโครงสร้างแบบหลายชั้น (Multi-layered construction) ตามสไตล์ Trip-Tick ของแบรนด์ เหลี่ยมมุมของเคสถูกออกแบบมาเพื่อเลียนแบบการหักเหและการเดินทางของแสงที่กำลังจมดิ่งลงสู่ขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event Horizon) ของหลุมดำได้อย่างมีนัยสำคัญ

ถ้ามองลึกลงไปบนพื้นผิวหน้าปัดกัลวาไนซ์สีดำ เราจะเห็นลวดลายตารางเรขาคณิตสามมิติที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแผงโซลาร์เซลล์ของยานอวกาศ โดยมีเส้นสายสามเหลี่ยมนำสายตาเข้าสู่ใจกลางหน้าปัด แต่จุดที่เป็นพระเอกของนาฬิการุ่นนี้คือ หน้าปัดย่อยสำหรับฟังก์ชันจับเวลา (Sub-dials) ณ ตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา ที่เลือกใช้แผ่นหินอุกกาบาตแท้ (Genuine Meteorite) มาทำหน้าปัด เป็นการนำเศษเสี้ยวจากห้วงอวกาศลึกมาอยู่บนนาฬิกาอย่างถูกที่ถูกเวลา ในขณะที่บริเวณ 6 นาฬิกา มีการพิมพ์ชื่อสลักของ Stephen Hawking คู่กับสมการอุณหภูมิหลุมดำที่เขาคิดค้นขึ้นมา

พลิกไปด้านหลังผ่านกระจกฝาหลังแซฟไฟร์ แบรนด์จงใจพิมพ์ลวดลายกราฟิกจำลองการบิดเบี้ยวของหลุมดำเอาไว้ ทำให้เวลามองลงไปดูตัวกลไกไขลานอัตโนมัติโครโนกราฟรหัส BC77 (ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจาก Sellita SW500 และผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ ISO 3159) จะให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังมองทะลุผ่านมิติอวกาศลงไปดูชิ้นส่วนกลไกที่ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และสำรองพลังงานได้ 62 ชั่วโมง

Bremont ผลิตนาฬิการุ่นนี้ในจำนวนจำกัดเพียง 600 เรือนทั่วโลก ตัวสายมีให้เลือกทั้งแบบสายเหล็ก 904L เคลือบ DLC สีดำเข้าชุดกัน หรือสายยางสีดำ ซึ่งทั้งสองแบบมาพร้อมระบบ Quick-release สำหรับเปลี่ยนสายด้วยตัวเองได้ทันที 

Bremont Supernova Hawking

ในมุมมองของคุณผู้อ่าน การหยิบเอาคอนเซปต์ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่จับต้องยากอย่างเรื่องหลุมดำและชิ้นส่วนอุกกาบาตจริง มาใส่ไว้ในรูปทรงของนาฬิกาสปอร์ตจับเวลาสีดำดุดันแบบนี้ คิดว่า Bremont สามารถเล่าเรื่องราวชีวิตของ สตีเฟน ฮอว์คิง ออกมาได้ฉีกแนวและน่าสนใจกว่านาฬิกาแนวเดรสคลาสสิกทั่วไปอย่างไรบ้าง?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลเกรด 904L เคลือบ DLC สีดำ ขนาด 41 มม. ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำทรง Decahedral กระจกแซฟไฟร์ กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำลายกริดแรงบันดาลใจจากแผงโซลาร์เซลล์ของยานอวกาศ พร้อมหน้าปัดย่อยหินอุกกาบาตแท้ 2 ตำแหน่ง หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบ Super-LumiNova®
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีย่อย จับเวลาโครโนกราฟ 30 นาที วันที่ และสเกล Tachymeter
  • กลไก: คาลิเบอร์ BC77 กลไกอัตโนมัติ มาตรฐาน Chronometer สำรองพลังงาน 62 ชั่วโมง
  • สาย: สายยาง Quick Release หรือสายสเตนเลสสตีลเคลือบ DLC สีดำ
  • จำนวนการผลิต: จำกัด 600 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม
เมื่อ TAG Heuer ประกาศเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษส่งตรงเพื่อนักสะสมชาวไทยโดยเฉพาะกับ Carrera Chronograph Thailand Limited Edition
Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy ถ่ายทอดจิตวิญญาณซามูไรผ่านศิลปะนาฬิกาชั้นสูง


JISBAR กลับมาวาดลวดลายบนหน้าปัด Vanguard Lady Crazy Hours  

ผลงานความร่วมมือกับสตรีทอาร์ติสต์ชาวฝรั่งเศสกลับมาในเวอร์ชันสาวซน และตัวเรือนขนาดเล็กกว่าเดิม 

การจับคู่ระหว่างสตรีทอาร์ติสต์ชื่อดังอย่าง JISBAR กับนาฬิกาสุดกวนอย่าง Vanguard Crazy Hours นั้นคือคู่แม็ตช์หยุดโลกแห่งวงการนาฬิกาที่ใครๆ ก็บอกว่า ทั้งสองเกิดมาเพื่อกันและกันอย่างแท้จริง หลังจากละเลงสีสันลงบนหน้าปัด Vanguard Crazy Hours JISBAR ไปเมื่อปีก่อน ปีนี้ศิลปินสุดป่วนได้รับโอกาสให้ละเลงสีสันลงบนหน้าปัด Vanguard Lady Crazy Hours JISBAR ที่มาในเวอร์ชันที่เพรียวบางและหวานละมุนขึ้น แต่ยังคงความแสบซ่าเหมือนเดิม

ความปั่นป่วนอันอ่อนหวาน

ต้องบอกว่า JISBAR จับแก่นแท้ของ Vanguard นาฬิกาตัวเรือนแวงการ์ดได้อย่างอยู่หมัด ด้วยตัวเรือนเส้นสายโค้งมนที่โอบรับกับสรีระข้อมืออันเพรียวบางของสุภาพสตรีได้อย่างเหมาะเจาะ และยังมาในขนาดเพียงแค่ 32 มม. เท่านั้น ที่อาจจะทำให้การวาดลวดลายสไตล์กราฟิตี้ของเขามีพื้นที่จำกัดกว่าคราวก่อน แต่ข้อจำกัดนั้นกลับไม่เป็นปัญหาเลยแม้แต่น้อย เพราะศิลปินหนุ่มสามารถออกแบบเส้นสายอันเปี่ยมชีวิตชีวาลงบนหน้าปัดสีขาวโอบอุ้มด้วยตัวเรือนโรสโกลด์หรือสเตนเลสสตีลได้อย่างลงตัว 

ใน Vanguard Lady Crazy Hours JISBAR เราจึงได้เห็นหลักชั่วโมงวางสุ่มตำแหน่งในรูปแบบที่สนุกสนาน อ่อนหวานสไตล์เฟมินีนยิ่งขึ้น อย่างการใช้ลวดลายดอกไม้ยิ้มเริงร่า หรือก้อนเมฆวาดด้วยลายเส้นขี้เล่นแต่เปี่ยมพลังสไตล์ JISBAR ซึ่งให้ความรู้สึกแตกต่างจากเวอร์ชันก่อนที่ดูเท่ซ่าสไตล์สตรีทชัดเจน แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ในลายเส้นที่ไม่ซ้ำใครไว้อย่างไม่สามารถลอกเลียนแบบได้

คอมพลิเคชันอันซับซ้อน

ถึงแม้จะเป็นนาฬิกาที่หน้าตาดูไม่ซีเรียส แต่แท้จริงแล้ว Crazy Hours ซ่อนความซับซ้อนในเชิงกลไกไว้อย่างแยบยล ด้วยคอมพลิเคชัน Jumping Hour ที่ทำหน้าที่ควบคุมการบอกเวลาแบบกระโดดของเข็มนาฬิกาอย่างฉับพลัน ซึ่งความไร้ระเบียบบนหน้าปัดที่จัดวางตัวเลขหลักชั่วโมงแบบสุ่มตำแหน่ง ถูกควบคุมด้วยการกระโดดของเข็มนาฬิกาที่ถูกจัดระเบียบไว้อย่างเที่ยงตรงเบื้องหลังหน้าปัด แต่ละครั้งที่หลักชั่วโมงเปลี่ยนการกระโดดของเข็มนาฬิกาจึงเหมือนกับการเต้นระบำในจังหวะแสนเร้าใจ และทำให้การอ่านค่าเวลาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นไปเสียทุกครั้ง 

ลองคิดดูว่า นาฬิกาหน้าตาสุภาพเรียบร้อย แต่พอก้มลงอ่านค่าเวลาเท่านั้นแหละเราจะสัมผัสได้ถึงอารมณ์ขันและความคิดนอกกรอบที่แฝงอยู่ได้ในทันที นี่แหละคือความรู้สึกที่ Vanguard Lady Crazy Hours JISBAR  นาฬิกาสาวซนเรือนนี้มอบให้

ข้อมูลทางเทคนิค

Vanguard Lady Crazy Hours JISBAR

  • รหัส: V 32 CH JSR LTD (BC) 
  • กลไก:  ไขลานอัตโนมัติ ขึ้นลานสองทิศทาง MVT 2800CHRS สำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: Jumping Hour แบบไม่เรียงลำดับ, นาที, วินาที
  • ตัวเรือน: แวงการ์ด โรสโกลด์หรือสเตนเลสสตีล ขนาด 32 มม. ขัดเงาด้วยมือ อินเสิร์ตสีขาวบนทั้งสองด้านของตัวเรือน กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์ 25 ชั้น
  • สาย: หนังจระเข้บนยาง บักเคิลโรสโลกด์หรือสเตนเลสสตีล 
  • จำนวน: ตัวเรือนโรสโกลด์จำกัด 25 เรือน ตัวเรือนสเตนเลสสตีลจำกัด 50 เรือน


อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เมื่อไอคอนป๊อปคัลเจอร์โคจรมาพบกับศิลปะเรือนเวลาชั้นสูง Franck Muller Cintrée Curvex Hello Kitty

Franck Muller เผยโฉม ‘Round Triple Mystery’ เรือนเวลาลึกลับแห่งปี จากงาน WPHH 2025

FR2NCK MULLER Vanguard Beach Limited Edition ผสานความขบถเข้ากับความสดใสแห่งซัมเมอร์

Nomos Tetra 27 รุ่นใหม่ เมื่อ “ความเล็ก” ไม่ใช่เรื่องของขนาด แต่เป็นเรื่องของความตั้งใจ 

รุ่นใหม่ นาฬิกาทรงเหลี่ยมขนาด 27.5 มม. ที่มีดีมากกว่าตัวเลขสเปก

ลองจินตนาการถึงนาฬิกาหน้าปัดสี่เหลี่ยมขนาด 27.5 มิลลิเมตร หลายคนอาจจะคิดทันทีว่านี่คือขนาดสำหรับข้อมือผู้หญิง หรืออย่างมากก็คงดูจมหายไปบนข้อมือผู้ชาย แต่ถ้าใครเคยลองสัมผัสนาฬิกาทรงเหลี่ยมมาก่อน น่าจะพอทราบดีว่ารูปทรงเรขาคณิตมีกฎของมันเอง นาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมที่มีความกว้างเท่ากับนาฬิกาทรงกลม จะกินพื้นที่บนข้อมือมากกว่าถึงเกือบ 22% นั่นทำให้ Tetra 27 ของ Nomos แบรนด์นาฬิกาสไตล์มินิมัลจากเยอรมนี มีตัวตนบนข้อมือที่เด่นชัดกว่าตัวเลขสเปกที่เห็นในกระดาษมาก

ปีนี้ Nomos เลือกที่จะพากลุ่มผลิตภัณฑ์หน้าปัดสี่เหลี่ยมที่เล็กที่สุดของแบรนด์อย่าง Tetra 27 กลับมาสู่ความเรียบง่ายขั้นสุดอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวสองเวอร์ชันใหม่ ได้แก่ Tetra 27 White และ Tetra 27 Duo

สิ่งที่น่าสนใจและถือเป็นรายละเอียดที่น่ารักคือ Nomos เป็นแบรนด์ที่ทำนาฬิกาขนาดต่ำกว่า 35 มิลลิเมตรมาโดยตลอดตั้งแต่ยุค 90s ตั้งแต่ก่อนที่กระแส “นาฬิกาไซส์เล็ก” (Sizing Down) จะกลับมาฮิตในวงการนาฬิกาปัจจุบันด้วยซ้ำ พวกเขาไม่ได้เพิ่งมาทำตามเทรนด์ แต่ทำเพราะเชื่อมั่นในสัดส่วนนี้มาตั้งแต่ต้น

หากลองสังเกตที่ตัวเรือน คุณจะเห็นขอบตัวเรือนสตีลขัดเงาที่บางเฉียบ และขาตัวเรือน (Lugs) ที่ออกแบบเป็นขั้นบันไดสองชั้น (Double-stepped lugs) ซึ่งช่วยดึงกลิ่นอายงานดีไซน์แบบ Art Deco ออกมาได้อย่างเงียบเชียบ โดยไม่ต้องป่าวประกาศความหรูหรา

Tetra 27

ในรุ่น Tetra 27 White แบรนด์เลือกใช้หน้าปัดชุบกัลวาไนซ์สีขาวเงิน (Silver-plated) จับคู่กับเข็มบลูสตีลสีน้ำเงินเข้มตามขนบดั้งเดิม แต่จุดที่แตกต่างจากรุ่นขนาด 29.5 มิลลิเมตรเดิมคือ การเปลี่ยนช่องหน้าปัดย่อยสำหรับเข็มวินาที (Small Seconds) จากทรงสี่เหลี่ยมจมลึกลงไป ให้กลายเป็นวงกลมเรียบเสมอไปกับหน้าปัด การปรับเปลี่ยนตรงนี้ช่วยลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไป ทำให้หน้าปัดดูเบาสบายตาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ตัวเรือนสีขาวชุบเงิน มีสีเทาแต้มอยู่บนหน้าปัดเล็กน้อย ถ้าสังเกตบางคนอาจเห็นรูปทรงสี่เหลี่ยมของมันได้ก็ต่อเมื่อมองดูครั้งที่สองหรือสาม
หัวใจสำคัญของนาฬิกาเรือนนี้คือกลไก NOMOS DUW 4001 ซึ่งทำให้ได้รูปทรงที่สวยงามเมื่อมองจากด้านข้าง

Tetra 27 white

ส่วนรุ่น Tetra 27 Duo คือการตีโจทย์ความเรียบง่ายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วยการถอดเข็มวินาทีออกเหลือเพียงเข็มชั่วโมงและนาที แล้วใช้ลูกเล่นการทำสีหน้าปัดแบบสองโทน (Two-tone) โดยเน้นพื้นที่สี่เหลี่ยมสีเทาอ่อนตรงกลาง ตัดกับขอบรางนาทีสีเทาที่ล้อมรอบด้านนอก เป็นการสร้างมิติบนระนาบแบนๆ ได้อย่างน่ามอง

พลิกมาดูที่ฝาหลัง (ซึ่งเราขอแนะนำให้เลือกแบบฝาหลังเปลือยกระจกแซฟไฟร์) จะพบกับกลไกไขลาน Calibre DUW 4001 ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากกลไก Alpha ดั้งเดิม ด้านในเต็มไปด้วยงานฝีมือประณีตสไตล์เยอรมันแท้ ทั้งการขัดแต่งลายริ้วริบบิ้นแบบ Glashütte (Glashütte ribbing) การขัดลายก้นหอย (Perlage) และจักรลานลายสองวงอาทิตย์ (Double-sunburst) แถมยังมาพร้อมกับระบบ Escapement ที่ผลิตเองในบ้านอย่าง Nomos Swing System พร้อมสายใยจักรกรอกสีน้ำเงิน และสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 53 ชั่วโมง

นาฬิกา Max มีขนาดรอบข้อมือ 18 ชม. (7.0 นิ้ว) และความยาว
สาย S
นาฬิกา Emilia มีขนาดรอบข้อมือ 15 ซม. (5.9 นิ้ว) และความยาว
สาย XS

สำหรับใครที่กังวลเรื่องขนาด ลองนึกภาพตามว่าเมื่อสวมใส่จริงด้วยสายหนังม้า Horween Genuine Shell Cordovan สีดำสนิท ความกว้างของสายและเหลี่ยมมุมของตัวเรือนจะช่วยพยุงให้นาฬิกาดูบาลานซ์และสง่างามอย่างพอดี

สำหรับคุณแล้ว นาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมขนาด 27.5 มิลลิเมตรแบบนี้ คิดว่าเล็กเกินไปสำหรับข้อมือยุคปัจจุบัน หรือมองว่าเป็นสัดส่วนที่พอดีและแสดงถึงความมั่นใจในสไตล์ที่ไม่จำเป็นต้องตะโกน?

ข้อมูลทางเทคนิค
Nomos Tetra 27 White
และ Nomos Tetra 27 Duo
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลทรงสี่เหลี่ยม ขัดเงา ขนาด 27.5 × 27.5 มม. หนา 6.1 มม. กระจกแซฟไฟร์ กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีขาวซิลเวอร์เคลือบเงิน พร้อมหน้าปัดวินาทีขนาดเล็ก เข็มเหล็กอบสีน้ำเงิน หลักชั่วโมงและตัวเลขพิมพ์สีดำ
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีขนาดเล็ก
  • กลไก: คาลิเบอร์ DUW 4001 ขึ้นลานมือ สำรองพลังงาน 53 ชั่วโมง พร้อมระบบ Nomos Swing System
  • สาย: สายหนังสีดำ Horween Genuine Shell Cordovan พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลส

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม
เมื่อ TAG Heuer ประกาศเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษส่งตรงเพื่อนักสะสมชาวไทยโดยเฉพาะกับ Carrera Chronograph Thailand Limited Edition
Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy ถ่ายทอดจิตวิญญาณซามูไรผ่านศิลปะนาฬิกาชั้นสูง

จากประวัติศาสตร์การบินสู่ข้อมือในชีวิตประจำวัน ความลงตัวครั้งใหม่ของ Santos de Cartier Chronograph

โฉมใหม่ Santos de Cartier Chronograph นาฬิกาจับเวลาทรงเหลี่ยมที่สืบทอดมรดกนักบินยุคบุกเบิก

ลองย้อนเวลากลับไปในปี 1906 ท่ามกลางยุคบุกเบิกของอุตสาหกรรมการบิน ชายผู้ชื่อ อัลแบร์โต ซานโตส-ดูมงต์ (Alberto Santos-Dumont) ได้สร้างสถิติวัดความเร็วด้วยการบินระยะทาง 220 เมตร ภายในเวลาเพียง 21 วินาที ความเร็วและความท้าทายในระดับนั้นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเคยขอให้ หลุยส์ คาร์เทียร์ (Louis Cartier) เพื่อนสนิท ช่วยออกแบบนาฬิกาข้อมือที่สามารถดูเวลาได้ง่ายในขณะควบคุมเครื่องบินเมื่อปี 1904 จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลก

ในวันนี้ Cartier ได้นำมรดกทางความคิดและจิตวิญญาณแห่งความเร็วเหล่านั้นมาส่งต่อสู่อนาคต ผ่านการตีความใหม่ของ Santos de Cartier Chronograph นาฬิกาฟังก์ชันจับเวลาขนาดใหญ่ (LM) ที่น่าสนใจตรงการบาลานซ์ระหว่างความสามารถทางเทคนิคชั้นสูง กับความตั้งใจที่จะทำให้นาฬิกาเรือนนี้เป็นเรือนที่หยิบมาใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ความท้าทายของการออกแบบนาฬิกาโครโนกราฟหน้าปัดสี่เหลี่ยมคือการจัดวางองค์ประกอบอย่างไรไม่ให้ดูแน่นหรือเทอะทะจนเกินไป ซึ่งในรุ่นขนาดตัวเรือน 47.5 x 39.8 มิลลิเมตรนี้ คาร์เทียร์เลือกใช้วิธีเพิ่มมิติด้วยพื้นผิวหน้าปัดสีเงิน ที่สลับระหว่างลายขัดซาตินตรงกึ่งกลาง และเอฟเฟกต์ซันเรย์ที่ขอบด้านนอก หน้าปัดย่อยสำหรับจับเวลาทั้งสามตำแหน่ง (วินาที นาที และชั่วโมง) ถูกล้อมด้วยวงแหวนที่ขึ้นรูปอย่างประณีต ช่วยให้การอ่านค่าเวลาชัดเจนและเพิ่มมิติในแนวลึกได้อย่างนุ่มนวล โดยกระบวนการตกแต่งหน้าปัดทั้งหมดนี้มีขั้นตอนที่สลับซับซ้อนรวมกันกว่า 70 ขั้นตอนเลยทีเดียว

เอกลักษณ์เดิมที่แฟนๆ คาร์เทียร์คุ้นเคยยังคงอยู่ครบ ทั้งสกรูขัดเงา 8 ตัวบนตัวเรือน และเม็ดมะยมทรงเจ็ดเหลี่ยมที่ประดับด้วยสปิเนลสีน้ำเงิน (หรือแซฟไฟร์สำหรับรุ่นทองคำ) แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือฟังก์ชันการใช้งานที่ยืดหยุ่น ตัวเรือนมาพร้อมระบบ QuickSwitch™ ที่ช่วยให้สามารถเปลี่ยนสลับระหว่างสายโลหะและสายสำรอง (เช่น สายยางสีดำ หรือสายหนังจระเข้ตามแต่ละรุ่น) ได้ด้วยตัวเองภายในไม่กี่วินาที ควบคู่ไปกับระบบ SmartLink™ สำหรับการปรับข้อสายสตีล

ส่วนขุมพลังภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติรหัส 1904-CH MC ตัวกลไกทำงานผ่านปุ่มกดโครโนกราฟสองปุ่มเพื่อการเริ่ม หยุด และรีเซ็ตที่แม่นยำ พร้อมให้พลังงานสำรอง 47 ชั่วโมง รวมถึงผ่านการทดสอบความทนทานต่อทั้งแรงกระแทก สนามแม่เหล็ก และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เพื่อให้มั่นใจว่านาฬิกาเรือนนี้พร้อมจะไปกับคุณในทุกกิจกรรม

สำหรับเวอร์ชันใหม่นี้มีให้เลือกหลากหลายวัสดุตามสไตล์ของผู้สวมใส่ ตั้งแต่สตีลล้วนโฉบเฉี่ยว โกลด์สตีล (สองกษัตริย์) ไปจนถึงวัสดุทองคำเยลโลว์โกลด์ล้วน

ลองจินตนาการดูว่า การนำนาฬิกาจับเวลาที่มีจุดกำเนิดจาก cockpit ของนักบินยุคแรก มาแมตช์เข้ากับเสื้อเชิ้ตดีๆ หรือชุดลำลองในวันทำงานยุคปัจจุบัน มันให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปจากการใส่นาฬิกาทรงสปอร์ตทรงกลมทั่วไปอย่างไร? คิดว่าหน้าปัดสี่เหลี่ยมขนาด LM นี้ จะเข้าคู่กับไลฟ์สไตล์วันทำงานของคุณได้ดีในมุมมองไหนบ้าง?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล / เยลโลว์โกลด์และสเตนเลสสตีล / เยลโลว์โกลด์ ขนาด 47.5 × 39.8 มม. หนา 11.6 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีเงิน ตกแต่งผิวซาตินและซันเรย์ พร้อมเข็มทรงดาบเคลือบ Super-LumiNova® และหน้าปัดย่อย 3 ตำแหน่ง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที พร้อมจับเวลาโครโนกราฟ (Chronograph)
  • กลไก: คาลิเบอร์ 1904-CH MC กลไกอัตโนมัติ สำรองพลังงาน 47 ชั่วโมง
  • สาย: สายโลหะพร้อมระบบ SmartLink™ และ QuickSwitch™ พร้อมสายสำรอง (ยางสีดำ หรือหนังจระเข้สีเทาเข้ม ขึ้นอยู่กับรุ่น)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม
เมื่อ TAG Heuer ประกาศเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษส่งตรงเพื่อนักสะสมชาวไทยโดยเฉพาะกับ Carrera Chronograph Thailand Limited Edition
Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy ถ่ายทอดจิตวิญญาณซามูไรผ่านศิลปะนาฬิกาชั้นสูง

เปิดวิสัยทัศน์ของ Laurent Lecamp ผู้นำชื่อ Minerva กลับคืนสู่หน้าปัดอย่างสง่างามอีกครั้ง

บทสัมภาษณ์พิเศษระหว่าง Revolution Thailand และ CEO แห่ง Minerva Montblanc ภายในทริป Minerva Moment ที่สิงคโปร์

Laurent Lecamp – CEO แห่ง Minerva และ Managing Director แห่ง Montblanc

เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่านักสะสมนาฬิกาได้ไม่น้อย เมื่อ Minerva โรงงานผลิตกลไกอันเก่าแก่ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ Montblanc มาตั้งแต่ปี 2007 จะกลับมาผลิตคอลเลกชันนาฬิกาโดยเชิดชูชื่อ ‘Minerva’ บนหน้าปัดอย่างสง่าผ่าเผย หลังจากเปิดตัวรุ่นไฮไลต์อย่าง Unveiled Crownless ที่นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์คลาสสิกสไตล์ดั้งเดิม และการเชิดชูความงามของกลไกด้วย Reverse Movement ใน Unveiled รุ่นลิมิเต็ดอีกสองรุ่น ทิศทางต่อไปของ Minerva จะเป็นอย่างไร Laurent Lecamp CEO แห่ง Minerva ได้แบ่งปันวิสัยทัศน์ของเขาให้เราฟังในทริป Montblanc Minerva Moment ที่สิงคโปร์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

Q: เราคิดว่านักสะสมจำนวนมากคุ้นเคยกับชื่อของ Minerva เป็นอย่างดี แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ พวกเขาอาจยังไม่รู้จักแบรนด์มากนัก คุณมีแผนจะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายใหม่นี้อย่างไร 
“นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก เพราะผมมองว่าคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันกำลังแสวงหา ‘ความจริงแท้’ (Authenticity) เหนือสิ่งอื่นใด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกวันนี้ผมถึงเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพบปะผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม รวมถึงคนรุ่นใหม่ด้วย เพื่อขยายการรับรู้เกี่ยวกับ Minerva ให้กว้างยิ่งขึ้น ผมคิดว่าภาษาของการสื่อสารได้เปลี่ยนไปแล้ว ทุกวันนี้มันไม่ใช่การพูดฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่เป็นบทสนทนาที่เราจำเป็นต้องแบ่งปัน แลกเปลี่ยน และสร้างการมีส่วนร่วม รวมทั้งต้องนำเสนอสิ่งที่มีความจริงแท้ในการสนทนาเหล่านั้น เมื่อคุณสื่อสารอย่างจริงใจและอธิบายให้ผู้คนเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณแตกต่าง คนรุ่นใหม่ก็จะเดินเข้ามาหาคุณเองโดยธรรมชาติ 

แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะบอก นั่นคือ ผมไม่เคยแบ่งกลุ่มลูกค้าตามอายุเลย ผมแบ่งตามทัศนคติและวิธีคิดมากกว่า ผู้คนมักพูดถึง ‘Gen Z’ แต่ลองคิดดูว่า คนอายุ 20 ปีในประเทศไทย คนอายุ 20 ปีในรัสเซีย ญี่ปุ่น จีน หรือกรีซ พวกเขามีความคาดหวังต่อชีวิตเหมือนกันจริงหรือ? สำหรับผม คำว่า ‘Gen Z’ เพียงอย่างเดียวแทบไม่มีความหมาย เพราะผู้คนต่างเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อม การศึกษา และประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายตามเจเนอเรชันเลย แต่กำหนดจาก ‘State of Mind’ หรือกรอบความคิดและทัศนคติของผู้คนมากกว่า”

Q: ดูเหมือนว่าผู้ติดตามของ Minerva ส่วนใหญ่จะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ใช่หรือไม่

“ผมไม่ได้กำลังมองหา ‘ลูกค้าใหม่’ แต่ผมกำลังมองหา ‘แฟนพันธุ์แท้’ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ทั้งสองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ลูกค้าอาจเดินจากคุณไปในวันหนึ่ง แต่แฟนพันธุ์แท้จะอยู่กับคุณเสมอ แม้ว่าพวกเขาจะตั้งคำถาม ท้าทาย และคาดหวังจากคุณมากก็ตาม และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมทีมของเราจึงให้ความสำคัญกับความจริงแท้และการเล่าเรื่องที่จริงใจ เพราะผมเชื่อว่านั่นจะทำให้แบรนด์แข็งแกร่งขึ้น

ตลอดระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ผมได้พบกับนักสะสม Minerva เกือบทั้งหมดทั่วโลก ผมเดินทางไปมากมายเพื่อพบพวกเขา รับฟังความคิดเห็น และเรียนรู้จากพวกเขาอยู่เสมอ และด้วยข้อเสนอแนะเหล่านี้ เราจึงสามารถพัฒนาบักเคิลแบบใหม่ขึ้นมาได้ ซึ่งมันเป็นแนวคิดที่แข็งแกร่งมาก บักเคิลดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้รูบนสายได้รับความเสียหายจากการถอดหรือสวมใส่ อีกทั้งยังสามารถปรับได้อย่างละเอียดอีกด้วย ผมกล้าพูดได้เลยว่ามันเป็นบักเคิลที่สมบูรณ์แบบที่สุด”

Q: เท่าที่ฟังดูเหมือนว่าคุณกำลังมุ่งไปที่คนที่เห็นคุณค่าในศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาอย่างแท้จริงเหนือสิ่งอื่นใด

ใช่ครับ และที่ Minerva เราได้พัฒนาแนวคิดที่เรียกว่า ‘AI’ ซึ่งไม่ได้หมายถึง Artificial Intelligence แต่หมายถึง ‘Artisanal Intelligence’ สำหรับผม นี่คือหัวใจสำคัญ เพราะผมเชื่อว่างานหัตถศิลป์ (Artisan) คืออนาคตของโลกแห่งความหรูหรา

ผมเชื่ออย่างแรงกล้าว่า โลกของลักชัวรี่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผู้คนกำลังมองหาแบรนด์ขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน แบรนด์ที่พวกเขาสามารถสร้างบทสนทนาและความสัมพันธ์ที่แท้จริงร่วมกันได้ และนั่นคือสิ่งที่ Minerva กำลังมอบให้แก่พวกเขา

Laurent Lecamp – CEO แห่ง Minerva


Q: สิ่งที่ท้าทายที่สุดอย่างหนึ่งคือการสร้างความแตกต่างระหว่างการสื่อสารของ Minerva และ Montblanc คุณวางแผนเรื่องนี้ไว้อย่างไร

“ก่อนอื่นเลย ทั้งสองแบรนด์ไม่ได้มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ผมดำรงตำแหน่ง CEO ของ Minerva และเป็น Managing Director ของ Montblanc ไปพร้อมกัน Montblanc มีความแข็งแกร่งอย่างมากในฐานะสัญลักษณ์แห่งการยอมรับและการเฉลิมฉลองความสำเร็จส่วนบุคคล ดังนั้น การสื่อสารของ Montblanc จึงแตกต่างจาก Minerva อย่างสิ้นเชิงครับ 

Minerva Manufacture Calibre M13.26 กลไกแบบกลับด้านไขลานด้วยมือ โมโนพุชเชอร์โครโนกราฟ ผลิตและตกแต่งด้วยมือจากโรงงาน

สำหรับ Minerva สิ่งที่ผู้คนกำลังแสวงหาคือ ‘งานฝีมือ’ และ ‘งานหัตถศิลป์’ ที่แทบจะสูญหายไปจากสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ครั้งหนึ่ง Minerva เคยผลิตแฮร์สปริงของตัวเอง และแม้แต่ในปัจจุบัน เรายังคงเลือกใช้วัสดุแบบดั้งเดิมที่ถูกใช้มาตั้งแต่เมื่อ 150 ปีก่อน แทนที่จะใช้ทองเหลืองหรือเหล็กสำหรับทุกชิ้นส่วน เราเลือกใช้ German Silver Alloy ซึ่งเป็นโลหะผสมของนิกเกิล ทองแดง และสังกะสี สำหรับสร้างแผ่นเพลตและสะพานจักรของกลไก รวมถึงรายละเอียดเล็กๆ อย่างลูกศร Minerva ที่ปลายชุดควบคุมโครโนกราฟ ซึ่งเป็นลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ สำหรับผม Minerva จึงเป็นแบรนด์ที่มีความโดดเด่นอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ของศาสตร์การทำนาฬิกาและศิลปะเชิงช่าง มันคือการผลักดันงานหัตถศิลป์ไปจนถึงขีดสุด”

Q: สำหรับผลงานใหม่ๆ ที่ Minerva นำกลับมาอีกครั้ง หลายรุ่นดูเหมือนจะตรงกับความคาดหวังของนักสะสม แต่บางรุ่นก็สร้างความประหลาดใจไม่น้อย อะไรคือความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองความคาดหวังของนักสะสมและการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ

“พวกเขารู้ว่าเราทำอะไร รู้ว่าเรายืนอยู่บนรากฐานของสิ่งที่ Minerva เคยสร้างไว้ในอดีต พร้อมทั้งนำเอานวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาต่อยอด แต่เราไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทุกอย่างล่วงหน้า และพวกเขาชื่นชอบสิ่งนั้นมาก ผมมีนักสะสมหลายคนที่ติดต่อผมมาก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยขอให้กันนาฬิกาไว้สำหรับพวกเขาหนึ่งเรือน ทั้งที่พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านาฬิการุ่นนั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร คำถามเดียวที่พวกเขาถามผมคือ “Laurent สิ่งนี้มีรากฐานมาจากสิ่งที่ Minerva เคยทำในอดีตหรือไม่? และคุณได้เพิ่มนวัตกรรมใหม่เข้าไปหรือเปล่า?” เมื่อผมตอบว่า “ใช่” พวกเขาก็ตอบกลับทันทีว่า “ถ้าอย่างนั้นเก็บไว้ให้ผมหนึ่งเรือน ผมจะรับมันไว้เอง” นั่นคือระดับความเชื่อมั่นที่นักสะสมมีต่อ Minerva”

Q: จากสิ่งที่เราได้เห็น ดูเหมือนว่า Minerva จะยิ่งให้ความสำคัญกับงานฝีมือมากขึ้น ทั้งในแง่ของการออกแบบและตัวกลไก
“ถูกต้องอย่างยิ่งเลยครับ และเมื่อพูดถึงก้าวต่อไปของ Minerva เรามีทิศทางที่ชัดเจนมาก แนวทางแรกคือการพัฒนาฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับขอบตัวเรือน อีกแนวทาง หนึ่งคือกลไกแบบ Reverse Movement ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนมีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ของ Minerva แต่ได้รับการตีความใหม่ให้มีความทันสมัย เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรม และล้ำหน้าอย่างแท้จริง หลังจากนั้น เราจะก้าวเข้าสู่โลกของเรือนเวลาชั้นสูงระดับสูงสุด รวมถึงการสร้างสรรค์นาฬิกาแบบ Made-to-Order และ Customized ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้เรากำลังสร้างผลงานที่มีมูลค่าประมาณ 365,000 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 9 เรือน และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ เพียงแค่แสดงภาพสเก็ตช์ให้ลูกค้าเห็น นาฬิกาทั้ง 9 เรือนก็ถูกจองจนหมดทันที เรามีลูกค้าเพียง 3 ราย แต่ละคนสั่งคนละ 3 เรือน นั่นคือ Minerva ความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และความคาดหวังที่ผู้คนมีต่อแบรนด์นั้นสูงมาก แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เข้าใจและตระหนักถึงจุดแข็งที่แท้จริงของ Minerva เป็นอย่างดี”

Q: ในฐานะคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนาน คุณคงเข้าใจดีว่านักสะสมกำลังมองหาอะไร คุณคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตหรือไม่ หรือพวกเขายังคงมองหาสิ่งเดิมอยู่

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนก็คือ ทุกวันนี้ผู้คนต่างแสวงหา ‘ความจริงแท้’ มากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนต้องการสิ่งที่มีความจริงใจ มีรากฐาน มีเรื่องราว และมีคุณค่าที่แท้จริงมากขึ้นกว่าในอดีตครับ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง

Minerva 3 รุ่นใหม่ สุดยอดกลไกแฮนด์เมดที่มาพร้อมความประณีตในทุกรายละเอียด

Montblanc Star Legacy Suspended Exo Tourbillon Château de Versailles สุดยอดนาฬิกาลิมิเต็ด 8 เรือน


 

Introducing: นี่คือศิลปะแห่งแสงสีบนเรือนเวลาหรู Krayon Parhelion กับก้าวสำคัญสู่ความแมกซิมาลิสต์ที่น่าทึ่ง

เรือนเวลาสไตล์แมกซิมาลิสต์ที่ผสานแซฟไฟร์ไล่เฉดสีและกลไกสุดล้ำ

ครั้งก่อนเราเคยพูดถึงแบรนด์นี้ในรุ่น Anywhere PAC-MAN นาฬิกาแพลทินัมรุ่นพิเศษที่เปลี่ยนหน้าปัดเป็นตู้เกมอาร์เคด กันมาแล้วหากใครยังจำกันได้ และเมื่อพูดถึง Krayon (เครยอง) แบรนด์นาฬิกาอิสระระดับสูง สิ่งแรกที่เหล่านักสะสมนึกถึงคือความสง่างามอันเรียบหรูของรุ่นคลาสสิกอย่าง Anywhere ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยกลไกอัจฉริยะที่สามารถคำนวณและแสดงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกได้อย่างแม่นยำ ณ จุดใดก็ได้บนโลกใบนี้ 

Krayon เผยโฉม Parhelion

ล่าสุดนี้ Krayon ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับอุตสาหกรรมเครื่องบอกเวลาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวเรือนเวลารุ่นล่าสุด Krayon Parhelion ชิ้นงานที่นำความงามของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในแถบอาร์กติกมาเป็นแรงบันดาลใจ สรรค์สร้างออกมาเป็นนาฬิกาสไตล์แมกซิมาลิสต์ (Maximalist) ที่เปล่งประกายชวนหลงใหลอย่างที่สุด

Krayon เผยโฉม Parhelion
Krayon เผยโฉม Parhelion

ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแปลงในรุ่น Parhelion นี้ ถือเป็นการยกระดับงานฝีมือสู่ความวิจิตรขั้นสุด ตัวเรือนทำจากไวท์โกลด์ (White Gold) ขนาด 42 มิลลิเมตร โดดเด่นด้วยการประดับอัญมณีแบบไล่เฉดสีอย่างประณีต โดยเฉพาะรอบตัวเรือนและหัวเข็มขัดที่ได้รับการฝังด้วยแซฟไฟร์สีน้ำเงินทรงบาเก็ตต์ (Baguette-cut blue sapphires) รวมกว่า 124 เม็ด ซึ่งดูลื่นไหลเข้ากับหน้าปัดที่ทำจากเปลือกหอยมุกสีฟ้า (Blue mother-of-pearl) และหลักชั่วโมงที่ประดับด้วยเพชรแท้เจียระไนทรงเหลี่ยมในลักษณะการฝังแบบไร้หนามเตย (Invisible setting) นับว่างานดีไซน์ชิ้นนี้เป็นการหลอมรวมงานศิลปะเครื่องประดับชั้นสูงเข้ากับศาสตร์แห่งเวลาได้อย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

Introducing The Krayon Parhelion
Krayon เผยโฉม Parhelion
Introducing The Krayon Parhelion
Krayon เผยโฉม Parhelion

แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะมีความหรูหราตระการตา แต่หัวใจสำคัญด้านวิศวกรรมบอกเวลานั้นก็ยังคงความล้ำสมัยเช่นเดิม เพราะภายในตัวเรือนบางเฉียบเพียง 9.5 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ Calibre C030 ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรวม 432 ชิ้น ให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 72 ชั่วโมง

Krayon เผยโฉม Parhelion
Krayon Parhelion

 

ส่วนฟังก์ชันแสดงขอบเขตกลางวันและกลางคืน บริเวณรอบนอกของหน้าปัดนั้นถูกแบ่งเฉดสีอย่างมีชีวิตชีวา โดยฝั่งกลางวันใช้สีฟ้าอ่อนเหลือบมุก ขณะที่ฝั่งกลางคืนมาในสีน้ำเงินเข้มประกายระยิบระยับล้อไปกับดวงอาทิตย์ที่ทำหน้าที่เป็นเข็มชี้บอกเวลา 24 ชั่วโมง ผลงานเรือนนี้จึงเปรียบเสมือนภาพวาดแห่งจักรวาลที่เคลื่อนไหวได้บนข้อมือ ซึ่งผ่านกระบวนการคิดและรังสรรค์มาอย่างยอดเยี่ยมจากหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาอิสระในยุคนี้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง
Hermès Arceau Cavalier en Formes ผลงานชิ้นพิเศษที่ผลิตขึ้นจำกัดเพียง 6 เรือนทั่วโลก

Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy ถ่ายทอดจิตวิญญาณซามูไรผ่านศิลปะนาฬิกาชั้นสูง

0

Roger Dubuis เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่กล้าท้าทายขนบของโลกนาฬิอกาชั้นสูง ทั้งในแง่ของดีไซน์ที่มีความไฮเปอร์ และกลไกที่ก้าวล้ำ  นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1995 โดยช่างนาฬิกา Roger Dubuis และนักธุรกิจ Carlos Dias และเข้ามาอยู่ในเครือ Richemont ในปี 2016  เมซงจากเจนีวาแห่งนี้เลือกเดินบนเส้นทางที่แตกต่างจากผู้ผลิตนาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิมมาโดยตลอด 

แม้จะมีอายุเพียงสามทศวรรษ แต่ Roger Dubuis กลับได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตที่สามารถสร้างสรรค์กลไกอันซับซ้อนควบคู่กับงานออกแบบร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น ความพิถีพิถันของแบรนด์ยังสะท้อนผ่านการได้รับตรารับรอง Poinçon de Genève (Geneva Seal) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานสูงสุดของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส โดยทุกคาลิเบอร์ของแบรนด์ได้รับการตกแต่งและประกอบตามข้อกำหนดอันเข้มงวด

อย่างผลงานล่าสุด Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy  ที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมของญี่ปุ่น โดยนำผู้สวมใส่ย้อนเวลากลับไปยังญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 17 ช่วงเวลาซึ่งประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคสงครามกลางเมืองสู่ยุคแห่งความสงบภายใต้การรวมแผ่นดินของ โชกุนโทกูงาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) แต่แทนที่จะนำเสนอภาพลักษณ์ของสงคราม Roger Dubuis เลือกเล่า “ช่วงเวลาแห่งการรวมเป็นหนึ่ง” ซึ่งบรรดาแม่ทัพซามูไรได้ร่วมกันสร้างระเบียบใหม่ให้ประเทศญี่ปุ่น จนเกิดความสงบสุขที่ดำรงอยู่ยาวนานกว่า 250 ปี โดยมีปราสาทเอโดะเป็นศูนย์กลางเชิงสัญลักษณ์ของยุคสมัยนั้น 

องค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดของนาฬิการุ่นนี้คือ Kabuto หรือหมวกเกราะของซามูไร ซึ่งในประวัติศาสตร์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงป้องกันศีรษะ หากยังเป็นสัญลักษณ์ของสายตระกูล ปรัชญาการดำเนินชีวิต และอุดมคติของนักรบแต่ละคนอีกด้วย 

Roger Dubuis ถ่ายทอดรายละเอียดเหล่านี้ผ่านงาน Métiers d’Art ระดับสูง ด้วยการแกะสลักหมวก Kabuto ขนาดจิ๋วจากทองคำชมพู 18K ทั้งหมด 12 ชิ้น แต่ละชิ้นใช้เวลาสร้างสรรค์ราว 2-3 วัน โดยเฉพาะเครื่องประดับด้านหน้าของหมวกซึ่งเป็นรายละเอียดที่ยากที่สุดและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแม่ทัพแต่ละคน 

บริเวณตำแหน่ง 12 นาฬิกา คือ Kabuto ของโชกุน Tokugawa Ieyasu ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ล้อมรอบด้วยแม่ทัพผู้มีบทบาทสำคัญในการรวมชาติ อาทิ Honda Tadakatsu, Sakai Tadatsugu, Sakakibara Yasumasa และ Date Masamune แต่ละคนล้วนมีหมวกและตราประจำตระกูล (Kamon) ที่แตกต่างกันตามประวัติศาสตร์จริง 

ส่วนจุดศูนย์กลางของหน้าปัดคือการตีความ ปราสาทเอโดะ (Edo Castle) ผ่านภาษาการออกแบบแบบโมเดิร์น แทนการจำลองสถาปัตยกรรมอย่างตรงไปตรงมา ตัวปราสาทถูกสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนถึง 17 ชิ้น พร้อมพื้นผิวที่ผ่านการขัดแต่งหลายรูปแบบ ทั้งการขัดเงา การปัดลาย และการพ่นทราย เพื่อสร้างมิติของแสงเงา

เฉดสีน้ำเงินเข้มที่โดดเด่นได้รับแรงบันดาลใจจาก สีคราม (Indigo) ซึ่งเคยใช้ย้อมเครื่องแต่งกายของซามูไร และต่อมากลายเป็นสีสำคัญในศิลปะและสิ่งทอของญี่ปุ่น 

เบื้องหลังหน้าปัดอันซับซ้อนคือกลไกอัตโนมัติ Calibre RD821 ซึ่งพัฒนาและผลิตภายในเมซง ตัวกลไกได้รับการตกแต่งด้วยเทคนิคถึง 14 รูปแบบ พร้อมการรับรอง Poinçon de Genève อันเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานสูงสุดของงานผลิตนาฬิกาสวิส 

นาฬิกาตัวเรือนขนาด 45 มิลลิเมตร ผลิตจากทองคำชมพู 18K มาพร้อมสายหนังลูกวัวสีน้ำเงินที่เย็บเป็นลวดลายคล้ายเกราะของซามูไร ขณะที่ด้านหลังตัวเรือนยังสลักตราประจำตระกูลของแม่ทัพทั้ง 12 คนไว้บนวงแหวนสีน้ำเงิน ก่อนเผยให้เห็นโรเตอร์ผ่านกระจกแซฟไฟร์ด้านหลัง ตัวเรือนผลิตจำนวนจำกัดเพียง 28 เรือนทั่วโลก

เพื่อให้รายละเอียดทั้งหมดมีความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ Roger Dubuis ได้ร่วมงานกับ Frederik Cryns ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และที่ปรึกษาของซีรีส์ Shōgun เจ้าของรางวัล Emmy ในการตรวจสอบข้อมูลและออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ของนาฬิกา 

Cryns กล่าวว่า “วัฒนธรรมซามูไรได้สร้างสรรค์หนึ่งในงานศิลปะที่สวมใส่ได้อันน่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และเมื่อประเพณีแห่งงานช่างชั้นสูงนี้มาบรรจบกับศิลปะของนาฬิกาชั้นสูง  ก็เป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะทั้งสองศาสตร์ต่างยึดมั่นในมาตรฐานแห่งความเป็นเลิศอย่างไม่ประนีประนอม” 

กล่าวได้ว่า Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy  เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม งานฝีมือ และศาสตร์การผลิตนาฬิกาชั้นสูง มาหลอมรวมกันอย่างลงตัว เปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาให้กลายเป็นเวทีที่เล่าเรื่องการรวมชาติของญี่ปุ่น ผ่านภาษาการออกแบบร่วมสมัยที่ยังคงเอกลักษณ์อันกล้าหาญของ Roger Dubuis  

Jaeger-LeCoultre เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม

นอกจากจะมีคอลเลกชันให้ชมหลากหลาย ยังนำเสนอประสบการณ์เสมือนได้ไปสัมผัสโรงงานของแบรนด์ใน Vallée de Joux


ข่าวดีสำหรับสาวก Jaeger-LeCoultre เพราะทางแบรนด์ได้ฤกษ์เปิดตัวบูติกสาขาใหม่ ณ ไพรม์โลเกชันฝั่งธนบุรีอย่างไอคอนสยาม โดยจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 14 กรกฏาคมที่ผ่านมา ภายในงานได้รับเกียรติจาก Jérôme Lambert CEO แห่ง Jaeger-LeCoultre บินตรงมาตัดริบบิ้นเปิดบูติก และยังได้นักแสดงหนุ่มสุดฮอตอย่าง ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน มาร่วมแสดงความยินดีภายในงานอีกด้วย

แรงบันดาลใจจาก Vallée de Joux

บูติกแห่งใหม่นี้แบ่งแต่ละโซนเป็นสัดส่วน เน้นให้ผู้มาชมนาฬิกาได้สัมผัสประสบการณ์ในโลกแห่งนวัตกรรมเรือนเวลาของ Jaeger-LeCoultre อย่างเต็มรูปแบบ ตกแต่งอย่างเรียบหรูตามแบบฉบับของ Jaeger-LeCoultre โดยใส่ความหมายลงไปในทุกรายละเอียด องค์ประกอบต่างๆ ล้วนหยิบยกแรงบันดาลใจมาจาก Vallée de Joux อันเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตนาฬิกาของแบรนด์เอง โดยเน้นเลือกใช้วัสดุโทนสีธรรมชาติ ที่ช่วยเชื่อมโยงเข้ากับดินแดนอันเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์ ผสมผสานกับงานออกแบบร่วมสมัยที่สะท้อนบรรยากาศสงบงามของ Le Sentier แหล่งกำเนิดของแบรนด์อันมีประวัติศาสตร์ยาวนาน

การจัดแสดงคอลเลกชัน
แน่นอนว่า ภายในบูติกที่จำลองบรรยากาศของแหล่งกำเนิดแบรนด์ไว้ในบริบทร่วมสมัยย่อมเป็นพื้นที่จัดแสดงคอลเลกชันหลักของแบรนด์ที่แฟนๆ Jaeger-LeCoultre อยากสัมผัสเรือนจริง ไม่ว่าจะเป็น Reverso ที่ใครๆ ต่างก็หลงใหลในตัวเรือนแบบพลิกกลับด้านได้ นาฬิกาสปอร์ตแสนสง่าอย่าง Polaris หรือจะเป็น Rendez-Vous เรือนเวลาสำหรับสุภาพสตรีที่มีดีไซน์งดงามอ่อนหวาน ผสานเข้ากับความล้ำเลิศด้านกลไก ส่วนใครที่อินกับกลไกสุดบางอันทรงประสิทธิภาพของคอลเลกชัน Master Ultra Thin และ Master Control รวมถึงคอลเลกชันกลไกซับซ้อนสูงอย่าง Duometre รวมถึงนาฬิกาตั้งโต๊ะอย่าง Atmos สามารถรับชมในบูติกแห่งนี้ได้เช่นกัน

Watchmaker of Watchmakers™ Wall

การออกแบบบูติกที่มอบประสบการณ์ใหม่ๆ และทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับความรู้สึกราวกับกำลังได้เยี่ยมชมแหล่งผลิตถึงถิ่น เป็นสิ่งที่ Jaeger-LeCoultre ให้ความสำคัญ การเข้ามาเยี่ยมชมบูติกจึงไม่ใช่แค่การเข้ามาชมนาฬิกาที่หมายตาไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเข้าถึงโลกของ Jaeger-LeCoultre อย่างล้ำลึก ผ่าน ผ่าน Interactive Screen, Calibre Wall, Patent Wall และ Manufacture Wall ที่ถ่ายทอดมรดกทางนวัตกรรมเชิงกลไกของแบรนด์ผ่านประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนได้เข้าไปนั่งบนโต๊ะของช่างนาฬิกาในโรงงานของ Jaeger-LeCoultre เลยทีเดียว 

เอกลักษณ์เฉพาะและความเป็นส่วนตัว

การได้ครอบครองเรือนเวลาที่ใส่ตัวตนของผู้สวมลงไปในนั้น และการได้เลือกชมเรือนเวลาในบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวเป็นสิ่งที่คนรักนาฬิกาทุกคนต้องการ และ Jaeger-LeCoultre ก็พร้อมตอบสนองความต้องการนี้ ด้วยการจัด  Personalisation Wall ให้ผู้มาเยือนได้ถ่ายทอดสไตล์ของตนเอง ผ่านการปรับแต่งเรือนเวลาตามความต้องการเฉพาะบุคคล เช่นเดียวกับ Strap Bar แบบอินเทอร์แอ็กทีฟที่เปิดโอกาสให้ได้สัมผัสและทดลองคอลเลกชันสายนาฬิกาสำหรับทุกรุ่นของแบรนด์ เพื่อค้นหาคู่แม็ตช์ที่ลงตัวที่สุดสำหรับผู้สวมใส่โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีห้องรับรองส่วนตัวเพื่อให้ประสบการณ์การเลือกลองนาฬิกาเป็นไปอย่างสงบ โอบล้อมด้วยบรรยากาศอันหรูหราและสง่างามตามแบบฉบับของแบรนด์นาฬิกาที่รุ่มรวยด้วยมรดกในเชิงนวัตกรรมและงานช่างฝีมือ 

แวะไปชมนาฬิกาหลากคอลเลกชัน พร้อมชมนาฬิกา Reverso รุ่นมิวเซียมพีซ ที่นำมาจัดแสดงเฉพาะวันที่ 15 – 19 กรกฏาคมนี้เท่านั้น ได้ที่บูติก Jaeger-LeCoultre ชั้น M ไอคอนสยาม

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ทำไม Jaeger-LeCoultre ถึงเลือก “ไอยู” เป็นแอมบาสเดอร์คนล่าสุด

The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – The Jaeger-LeCoultre Gyrotourbillon 1

พาชมเบื้องหลังความวิจิตรของ Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica “Pegasus” กับงานสลักเสลามือกว่า 180 ชั่วโมง

เมื่อ TAG Heuer ประกาศเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษส่งตรงเพื่อนักสะสมชาวไทยโดยเฉพาะกับ TAG Heuer Carrera Chronograph Thailand Limited Edition

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเรือนเวลาไทยกำลังจะเริ่มขึ้น… พาชมเบื้องหลังเฉดสี Bira Blue และข้อความ “TIME & TRUTH” บนเรือนเวลา Carrera รุ่นพิเศษสำหรับประเทศไทยที่ผลิตเพียง 90 เรือน

เมื่อพูดถึงนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันที่ทำมาเพื่อตลาดประเทศไทย หลายครั้งเรามักจะเห็นการหยิบยกสัญลักษณ์ที่เข้าใจง่ายอย่างลวดลายไทยหรือศิลปะดั้งเดิมมาใช้ แต่สำหรับผลงานล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 นี้ มีความน่าสนใจที่ลึกซึ้งกว่านั้นในเชิงประวัติศาสตร์สากล ยิ่งถ้าลองพิจารณาดูว่าทำไมแบรนด์สวิสที่มีรากฐานมาจากกีฬามอเตอร์สปอร์ตอย่าง TAG Heuer ถึงเลือกเล่าเรื่องนี้ เราจะพบจุดเชื่อมโยงที่น่าศึกษาระหว่างเวลา ความเร็ว และปรัชญาชีวิต

ผลงานชิ้นนี้คือ TAG Heuer Carrera Chronograph Thailand Limited Edition ซึ่งผลิตขึ้นมาเพียง 90 เรือน วันเปิดตัวนั้นตรงกับวันคล้ายวันประสูติของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช หรือ “พระองค์พีระ” นักแข่งรถชาวไทยคนแรกในเวทีระดับโลกและฟอร์มูลาวัน การเลือกกลไกโครโนกราฟตระกูล Carrera มาตีความใหม่ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การหยิบชื่อบุคคลสำคัญมาประทับไว้ แต่เป็นการดึงเอาบริบทจากเหตุการณ์วันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 1936 ณ การแข่งขัน Coupe de Prince Rainier ที่โมนาโก ซึ่งทรงขับรถ ERA “Romulus” ในนามทีมหนูขาว (White Mouse Racing Team) เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งกลับมาขยายความต่อในรูปทรงของเรือนเวลา

เมื่อ “สีน้ำเงิน” ไม่ใช่แค่เรื่องของความงาม

หากมองไปที่ตัวเรือนขนาด 39 มิลลิเมตร สิ่งแรกที่สะดุดตาคือหน้าปัดสีฟ้าอ่อนขัดลายซันเรย์ (Light blue circular brushed dial) สำหรับคนทั่วไป นี่อาจเป็นเพียงเฉดสีที่ดูสบายตาและร่วมสมัย แต่สำหรับคนที่สนใจประวัติศาสตร์ความเร็ว จะทราบดีว่านี่คือ “Bira Blue” หรือสีน้ำเงินแข่งรถประจำชาติของสยามในยุคก่อน การนำเฉดสีนี้มาอยู่บนโครงสร้างกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมโค้งมนแบบ “Glassbox” ทำให้มิติของแสงที่ตกกระทบหน้าปัดเปลี่ยนไปตามมุมมอง คล้ายกับภาพสะท้อนของรถแข่งที่กำลังผ่านมุมเลี้ยวในแทร็กโมนาโก

ถ้าลองซูมเข้าไปดูรายละเอียดใกล้ๆ บนหน้าปัด คุณจะพบสัญลักษณ์ “หนูขาว” พิมพ์อยู่เหนือตำแหน่ง 6 นาฬิกาอย่างถ่อมตัว เคียงข้างกับวงหน้าปัดย่อยโครโนกราฟสีขาวที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาที่มีเข็มสีเหลืองคอยทำหน้าที่จับเวลา การจัดวางองค์ประกอบเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านักออกแบบไม่ได้ต้องการให้ตัวรถหรือตัวบุคคลตะโกนออกมาเสียงดัง แต่เลือกใช้สัญลักษณ์ของทีมแข่งในอดีตมาเล่าเรื่องอย่างเงียบเชียบ ทว่าชัดเจนสำหรับผู้ที่รู้ความหมายเบื้องหลัง

ปรัชญาเบื้องหลังความเที่ยงตรง

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ ในยุคปัจจุบันที่เราสามารถดูเวลาได้จากหน้าจอสมาร์ทโฟนอย่างแม่นยำ ทำไมคนเรายังคงแสวงหานาฬิกาจักรกลจับเวลาอยู่? คำตอบอาจซ่อนอยู่บนฝาหลังแซฟไฟร์ของนาฬิการุ่นนี้ ที่มีการพิมพ์ข้อความว่า “TIME & TRUTH” ซึ่งเป็นปรัชญาการดำเนินชีวิตที่สืบทอดมาจากพระองค์พีระผ่านคำบอกเล่าของทายาท

“คนเราควรมีสองสิ่ง คือ เวลา และ ความจริง”

ลองจินตนาการถึงชีวิตของนักแข่งรถในยุคทศวรรษ 1930 ที่ระบบความปลอดภัยยังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน ความหมายของ “เวลา” สำหรับพวกเขานั้นไม่ใช่แค่การนัดหมายให้ตรงนัด แต่คือเศษเสี้ยววินาทีบนหน้าปัดจับเวลาที่จะตัดสินความอยู่รอดและความชนะ ส่วน “ความจริง” คือความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ต่อกติกา และต่อหัวใจของนักกีฬาในทุกโค้งที่ตัดสินใจกดคันเร่ง

เมื่อนำปรัชญานี้มาวางควบคู่กับกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ TH20-07 ที่อยู่ภายใน มันจึงเกิดความสอดคล้องอย่างน่าสนใจ ตัวกลไกทำหน้าที่ขับเคลื่อนเพื่อแสดงเวลาที่แม่นยำที่สุดตามมาตรฐานวิศวกรรมสวิส ขณะเดียวกันตัวตนของนาฬิกาก็ทำหน้าที่เตือนใจผู้สวมใส่ถึงคุณค่าของการรักษาคำพูดและการใช้ชีวิตอย่างมีวินัย

มากกว่างานดีไซน์ คือเรื่องเล่าที่จับต้องได้

รายละเอียดทางเทคนิคอื่นๆ ก็ถูกคิดมาเพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้ เช่น สายหนังวัวฉลุรู (Perforated calf skin strap) สีดำซับในสีเหลืองที่ชวนให้นึกถึงถุงมือขับรถแข่งโบราณ และปุ่มกดทรงกลมขัดเงาที่ให้ความรู้สึกหนักแน่นเมื่อใช้งานฟังก์ชันจับเวลา ทุกอย่างถูกออกแบบมาภายใต้รหัสของ Jack Heuer ที่เคยเน้นย้ำเรื่อง “ความสามารถในการอ่านค่าได้อย่างรวดเร็วขณะใช้ความเร็ว”

การผลิตจำนวนจำกัดเพียง 90 เรือน มีขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 90 ปี ของชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ในการแข่งขัน Coupe de Prince Rainier ณ โมนาโก เมื่อวันที่ 11 เมษายน 1936 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดผ่านนาฬิการุ่นพิเศษเรือนนี้ และเชื่อว่าเรือนนี้จะกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของทั้งนักสะสมนาฬิกาโครโนกราฟและผู้ที่หลงใหลในเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเร็ว

เรือนนี้พร้อมวางจำหน่าย 15 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป ที่ TAG Heuer Boutique ประเทศไทยทุกสาขา
ค้นหาสาขาได้ที่ https://www.tagheuer.com/th/en/stores/
o TAG Heuer Line Official Account : @TAGHeuerTH

TAG Heuer Carrera Chronograph Thailand Limited Edition

ท้ายที่สุดแล้ว นาฬิกาเรือนนี้กำลังตั้งคำถามที่น่าคิดกับเราทุกคนว่า ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร เรามองหาอะไรจากสิ่งที่เราเลือกสวมใส่บนข้อมือ? ระหว่างเครื่องบอกสถานะภายนอก หรือสิ่งที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงคุณค่าภายในอย่างเรื่อง “เวลาและความจริง” ที่เรายึดถือในการดำเนินชีวิต ทุกท่านมีความเห็นอย่างไรกับแนวคิดการออกแบบที่หยิบเอาประวัติศาสตร์และปรัชญามาตีความในลักษณะนี้ สามารถมาร่วมพูดคุยและแบ่งปันมุมมองกันได้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง
Hermès Arceau Cavalier en Formes ผลงานชิ้นพิเศษที่ผลิตขึ้นจำกัดเพียง 6 เรือนทั่วโลก

มินิมอลที่ทรงพลัง… จะเป็นอย่างไร ถ้าความเรียบหรูท้าทายขีดจำกัดแห่งวิศวกรรมบอกเวลา ในตระกูล Astronomia ของ Jacob & Co. 

นิยามใหม่ของนาฬิกามินิมอลที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกสุดล้ำ

Jacob & Co. Astronomia Régulateur

หากพูดถึงตระกูล Astronomia ของ Jacob & Co. ภาพจำในใจของหลายคนคงเป็นเรือนเวลาสุดอลังการที่เต็มไปด้วยดวงดาวจำลองและกลไกโคจรสามมิติที่โลดแล่นอยู่บนข้อมืออย่างตื่นตาตื่นใจ แต่สำหรับผลงานล่าสุดอย่าง Astronomia Régulateur แบรนด์ได้ตัดสินใจเดินหน้าสู่ทิศทางใหม่ที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ด้วยการสลัดภาพความวิจิตรตระการตาของระบบสุริยะจักรวาลออกไป แล้วแทนที่ด้วยปรัชญาความเรียบง่ายสไตล์มินิมอล แต่นั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของความท้าทายทางกลไกที่ซับซ้อนและก้าวล้ำที่สุดเท่าที่คอลเลกชันนี้เคยมีมา

Jacob & Co. Astronomia Régulateur

ความโดดเด่นของเรือนเวลารุ่นนี้อยู่ที่การนำศาสตร์แห่งนาฬิกาประเภท Regulator หรือนาฬิกาตั้งเวลาที่มีหน้าปัดแยกแสดงชั่วโมง นาที และวินาทีออกจากกันเพื่อความแม่นยำสูงสุด มาผสานเข้ากับกลไกการโคจรแบบหมุนรอบตัวเองที่เป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์ หน้าปัดย่อยสำหรับแสดงชั่วโมงและนาทีทำจากวัสดุโปร่งแสง ติดตั้งอยู่บนแกนหมุนสามแขนร่วมกับจักรกลฟลายอิงทูร์บิญองแบบสองแกน (Double-axis flying tourbillon) โดยแขนรับน้ำหนักชุดนี้จะหมุนครบรอบในเวลาเพียง 1 นาที ซึ่งถือเป็นความเร็วที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูล Astronomia และเร็วกว่ารุ่นต้นตำรับเมื่อ 12 ปีก่อนถึง 20 เท่า ในขณะที่จานดิสก์แสดงวินาทีขนาดใหญ่ด้านล่างจะหมุนสวนทางกัน เกิดเป็นทัศนียภาพแห่งการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลและน่าหลงใหลบนข้อมือ

Jacob & Co. Astronomia Régulateur

การเพิ่มความเร็วในการหมุนอย่างมหาศาลเช่นนี้จำเป็นต้องแลกด้วยพลังงานจำนวนมาก แม้ Jacob & Co. จะติดตั้งตลับลานคู่ (Twin mainspring barrels) เพื่อให้แรงบิดที่เพียงพอ แต่จริงๆ แล้ว หากแรงบิดที่สูงเกินไปก็อาจสร้างความเสียหายให้แก่ชุดปล่อยจักรได้ วิศวกรจึงได้แก้ปัญหาด้วยการคิดค้นระบบ Remontoir d’égalité รูปแบบพิเศษที่ทำงานด้วยความเร็วสูงถึง 6 ครั้งต่อวินาที เพื่อทำหน้าที่ควบคุมและปล่อยพลังงานให้คงที่ในทุกๆ จังหวะการทำงานของกลไก นอกจากนี้ยังมีระบบเฟืองต่างจำพวก (Differential mechanism) ที่ช่วยประคองให้หน้าปัดแสดงชั่วโมงและนาทีตั้งตรงอยู่ตลอดเวลาในขณะที่โคจรไปรอบๆ อีกด้วย

Jacob & Co. Astronomia Régulateur

ในแง่ของสุนทรียภาพ นาฬิการุ่นล่าสุดนี้มาพร้อมกับหน้าปัดสีดำขลับที่สะท้อนความสุขุมลุ่มลึกอย่างเป็นที่สุด ตัวเรือนทำจากทองชมพู 18k ขนาด 43 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นขนาดที่สวมใส่ได้ง่ายที่สุดเท่าที่เคยผลิตมาในคอลเลกชันนี้ พร้อมกระจกแซฟไฟร์รอบตัวเรือนที่ยังคงรักษาความโปร่งใสอันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน นี่จึงไม่ใช่เพียงแค่การลดทอนรายละเอียดเพื่อความเรียบง่าย แต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าความงามที่แท้จริงเกิดจากการหลอมรวมกันระหว่างดีไซน์ที่หมดจดและอัจฉริยภาพทางกลไกขั้นสูงอย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค:

  • กลไก: คาลิเบอร์ JCAM56 ไขลาน (Manual-winding) สำรองพลังงาน 28 ชั่วโมง ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และทูร์บิญอง (Tourbillon)
  • ตัวเรือน: ขนาด 43 มม. หนา 18 มม. ผลิตจากโรสโกลด์ 18K กันน้ำลึก 30 เมตร
  • สาย: สายหนังอัลลิเกเตอร์ พร้อมบานพับพับ (Folding Buckle) ผลิตจากโรสโกลด์ 18K
  • จำนวนการผลิต: ลิมิเต็ดเอดิชัน 18 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เมื่อความสมบูรณ์แบบระดับพิพิธภัณฑ์มาอยู่บนข้อมือ นี่คือ Greubel Forsey “Balancier QM” นิยามใหม่ของศาสตร์การขัดแต่งด้วยมือ
เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก
Perpetual Moon 41.5 Steel “Colours of the Moon” เมื่อหน้าต่างแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมของ Arnold & Son ได้รับการแต้มสีสันใหม่

ในงาน Watch Week Aspen 2026 ครั้งที่ 3 จะดีแค่ไหน… ถ้างานแสดงนาฬิกาหรูสามารถเป็นส่วนหนึ่งของวันพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ?

งานรวมพลคนรักนาฬิกาสุดยิ่งใหญ่แห่งปี เตรียมจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ณ เมืองแอสเพน รัฐโคโลราโด 13–16 สิงหาคมนี้

  • สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับ เมื่อโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูงโคจรมาพบกับมนต์เสน่ห์ของเมืองตากอากาศระดับโลก ในเทศกาลที่เปลี่ยนการชมนาฬิกาให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ
Watch Week Aspen 2026

ลองจินตนาการถึงการเดินทอดน่องท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของทิวเขาภูร็อคกี้ สูดอากาศบริสุทธิ์ในเมืองตากอากาศระดับโลก พร้อมกับมีโอกาสได้ยลโฉมเรือนเวลาลิมิเต็ดและพูดคุยกับผู้สร้างสรรค์นาฬิกาแบรนด์โปรดของคุณอย่างเป็นกันเอง ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความฝันของนักสะสมอีกต่อไป แต่กำลังจะเกิดขึ้นจริงในงาน Watch Week Aspen 2026 ครั้งที่ 3 ที่เตรียมจะเปลี่ยนเมืองแอสเพน รัฐโคโลราโด ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขของคนรักนาฬิกาผสานไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม ระหว่างวันที่ 13–16 สิงหาคมนี้

ความน่าตื่นตาตื่นใจของงานในปีนี้คือการเติบโตอย่างงดงาม หลังจากสร้างสถิติผู้เข้าชมและแบรนด์ที่เข้าร่วมอย่างล้นหลามในปีที่ผ่านมา ในปี 2026 นี้ งานแสดงนาฬิกาได้ยกระดับการสร้างประสบการณ์ไปอีกขั้น ด้วยการจับมือกับแบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำระดับโลกมากมาย นำโดยแบรนด์นาฬิกาชั้นนำอย่าง A. Lange & Söhne, Arnold & Son, Cyrus Watches, Gerald Charles, Glashütte Original, Hermès, IWC, L. Leroy, Moritz Grossmann, Norqain และ OMEGA พร้อมด้วยร้านค้าพันธมิตรอย่าง Avi & Co, Betteridge, Meridian Jewelers, M.S. Rau และ Oliver Smith Jeweler รวมถึงร้านค้าพันธมิตรรายใหม่ๆ อีกหลายราย ที่ตบเท้าเข้าร่วมสร้างสีสันเป็นครั้งแรก มอบโอกาสสุดพิเศษให้นักสะสมและผู้ที่หลงใหลในเครื่องบอกเวลาได้สัมผัสชิ้นงานอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

Watch Week Aspen 2026
Watch Week Aspen 2026

เสน่ห์ที่ทำให้เทศกาลนี้แตกต่างและเต็มไปด้วยพลังงานเชิงบวก คือรูปแบบการจัดงานแบบ “กระจายศูนย์” ทั่วเมืองแอสเพน แทนที่จะต้องเดินอยู่ภายในห้องโถงนิทรรศการสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ ผู้เข้าร่วมงานสามารถเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติอันร่มรื่น ร้านอาหารชั้นเลิศ และศิลปวัฒนธรรมของเมือง ขณะเดียวกันก็สามารถแวะเวียนเข้าร่วมงานเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ การเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม หรือปาร์ตี้ต้อนรับสุดอบอุ่นที่แต่ละแบรนด์ตั้งใจรังสรรค์ขึ้นในแบบฉบับของตนเอง

งาน Watch Week Aspen ในปีนี้จึงเปรียบเสมือนพื้นที่แห่งการเฉลิมฉลองความงดงามของศาสตร์แห่งเวลา ที่เชื่อมโยงผู้คนที่มีความชอบคล้ายกันให้มาพบเจอและแบ่งปันแรงบันดาลใจร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศการพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดงานหนึ่งของปี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เจาะลึก IAMWATCH 2026: เมื่อสิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณนาฬิกาอิสระ
ฉลองครบรอบ 25 ปี ‘Freak’ นาฬิการุ่นปฏิวัติวงการ พร้อมย้อนศึกษาประวัติศาสตร์ 180 ปีของ Ulysse Nardin
ก้าวต่อไปของ Seiko ผ่านวิสัยทัศน์ของ Akio Naito  ประธานแห่ง Seiko Watch Corporation

WRIST LUCK JULY Edition: 7 นาฬิกาแบรนด์อิสระ กับเรื่องราวและสัญลักษณ์ดีๆ สำหรับครึ่งปีหลัง

เมื่อ Independent Watchmaking ไม่ได้โดดเด่นแค่กลไกและงานคราฟต์ แต่ยังสะท้อนตัวตนผ่านสีสัน วัสดุ และแรงบันดาลใจที่ทำให้การเลือกนาฬิกาเป็นมากกว่าการบอกเวลา

คอลัมน์ Wrist Luck ประจำเดือนกรกฎาคมของ Revolution Thailand ชวนทุกคนมองนาฬิกาในอีกมุมหนึ่ง นอกเหนือจากความงดงามของกลไกและงานออกแบบ เรือนเวลาแต่ละเรือนยังเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ สีสัน วัสดุ และเรื่องราวที่นักออกแบบตั้งใจถ่ายทอด ซึ่งหลายครั้งก็สอดคล้องกับความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ผู้คนตีความและนำมาเชื่อมโยงกับบุคลิกหรือการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิต

ครั้งนี้เราเลือก 7 Independent Watches ที่โดดเด่นทั้งด้านงานดีไซน์ งานคราฟต์ และราคา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงตั้งแต่หลักหมื่นปลายจนถึงแสนต้น เพราะเราเชื่อว่าโลกของ Independent Watchmaking ไม่จำเป็นต้องไกลเกินเอื้อมเสมอไป

1. Studio Underd0g 01Series “Watermel0n”

Mood: ความสดใส ความคิดสร้างสรรค์ และการเริ่มต้นสิ่งใหม่

Studio Underd0g คือแบรนด์อิสระจากสหราชอาณาจักรที่ก่อตั้งโดย Richard Benc และกลายเป็นปรากฏการณ์ในวงการนาฬิกาช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยการนำแรงบันดาลใจจากอาหาร เครื่องดื่ม และวัฒนธรรมป๊อปมาตีความเป็นหน้าปัดที่ทั้งสนุกและมีเอกลักษณ์

รุ่น Watermel0n คือหนึ่งในไอคอนของแบรนด์ ด้วยหน้าปัดแบบสองชั้น (Two-layer Dial) ที่จำลองสีสันของแตงโมได้อย่างสมจริง ตั้งแต่พื้นผิวที่มีเท็กซ์เจอร์คล้ายเนื้อผลไม้ วงจับเวลาสีเขียว ไปจนถึงเข็มจับเวลาสีส้มสด ตัวเรือนขนาด 38.5 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน Seagull ST-1901 ซึ่งมีรากฐานมาจาก Venus 175 โครโนกราฟระดับตำนานของสวิส

ในมุมของ Wrist Luck สีชมพูและสีเขียวมักถูกเชื่อมโยงกับความสดชื่น ความคิดสร้างสรรค์ และการเปิดรับไอเดียใหม่ๆ จึงเป็นเรือนที่เหมาะกับคนที่อยากเริ่มต้นครึ่งปีหลังด้วยมุมมองที่สนุกและแตกต่าง

7 Affordable Independent Watches to Know in 2026
7 Affordable Independent Watches to Know in 2026

2. Kurono Tokyo Grand Mori

Mood: ความสงบนิ่ง ความมั่นคง และการเติบโต

Kurono Tokyo คือโปรเจกต์ของ Hajime Asaoka หนึ่งในช่างนาฬิกาอิสระระดับแนวหน้าของญี่ปุ่นและสมาชิก AHCI ที่ต้องการถ่ายทอดคุณภาพงานออกแบบระดับ Haute Horlogerie ให้เข้าถึงนักสะสมได้มากขึ้น

Grand Mori โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเขียวเข้มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผืนป่าญี่ปุ่น รายละเอียดของการเล่นระดับสี หลักชั่วโมง ตัวเลข Breguet และเข็มทรงใบไม้ ล้วนสะท้อนความพิถีพิถันแบบญี่ปุ่น ภายในใช้กลไกอัตโนมัติ Miyota ที่ผ่านการปรับแต่งและควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานของแบรนด์

สีเขียวในหลายวัฒนธรรมเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโต ความสมดุล และความยั่งยืน จึงเหมาะกับผู้ที่กำลังสร้างรากฐานใหม่ ทั้งในเรื่องการงาน ธุรกิจ หรือการใช้ชีวิต

Wrist Luck 7 Affordable Independent Watches to Know in 2026
7 Affordable Independent Watches to Know in 2026

3. Baltic MR01 “Salmon Dial”

Mood: ความอบอุ่น เสน่ห์ และการสื่อสาร

Baltic คือ Microbrand จากฝรั่งเศสที่ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วจากการผสมผสานดีไซน์วินเทจกับงานผลิตคุณภาพสูง และ MR01 ก็เป็นรุ่นที่ทำให้ชื่อของแบรนด์เป็นที่รู้จักในระดับโลก

จุดเด่นอยู่ที่ตัวเรือนขนาด 36 มม. สัดส่วนแบบ Dress Watch คลาสสิก หน้าปัด Salmon พร้อมวงแหวน Sector Dial และกลไก Micro-rotor จาก Hangzhou ที่สามารถชมการทำงานผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ ซึ่งหาได้ยากในระดับราคานี้

หน้าปัดสี Salmon เป็นหนึ่งในสีที่นักสะสมนิยมมากที่สุด เพราะให้ความรู้สึกอบอุ่น สุภาพ และเหนือกาลเวลา จึงเป็นเรือนที่เหมาะกับผู้ที่ต้องพบปะผู้คน เจรจาธุรกิจ หรือสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ

7 Affordable Independent Watches to Know in 2026

4. Louis Erard × Konstantin Chaykin Le Régulateur “Time-Eater”

Mood: ความกล้าที่จะแตกต่าง และอารมณ์ขัน

เมื่อ Louis Erard จับมือกับ Konstantin Chaykin หนึ่งในนักประดิษฐ์นาฬิกาอิสระที่มีจินตนาการโดดเด่นที่สุดของโลก ผลลัพธ์คือ Le Régulateur “Time-Eater” ที่นำภาษาการออกแบบของ Wristmon มาตีความใหม่ในราคาที่เข้าถึงได้

ตัวเรือนแบบ Regulator แยกการแสดงผลชั่วโมง นาที และวินาที โดยเปลี่ยนวงแสดงชั่วโมงให้กลายเป็น “ดวงตา” และวินาทีเป็น “ปาก” ที่ขยับตลอดเวลา สร้างคาแรกเตอร์เฉพาะตัวจนแทบไม่มีใครเหมือน

แม้ว่าเรือนนี้ไม่ได้สื่อถึงโชคลาง แต่อย่างน้อยก็สะท้อนถึงแนวคิดของการมองความท้าทายด้วยอารมณ์ขัน กล้าที่จะเป็นตัวเอง และพร้อมเปลี่ยนทุกบทสนทนาให้กลายเป็นเรื่องน่าจดจำ

Wrist Luck 7 Affordable Independent Watches to Know in 2026

5. Furlan Marri “Disco Onyx Diamonds”

Mood: ความสุขุม ความมั่นใจ และความสง่างาม

หลังประสบความสำเร็จจากโครโนกราฟสไตล์วินเทจ Furlan Marri ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นาฬิกาที่อ้างอิงงานออกแบบคลาสสิก โดยรุ่น Disco Onyx Diamonds ได้แรงบันดาลใจจากตัวเรือน Disco Volante ในยุคราวๆ 1930s – 1940s

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือหน้าปัดที่ผลิตจาก Black Onyx ธรรมชาติ ขัดเงาจนเรียบลึกคล้ายกระจก ก่อนประดับหลักชั่วโมงด้วยเพชรทรง Baguette อย่างเรียบหรู ภายในใช้กลไกอัตโนมัติคุณภาพสูงที่เข้ากับแนวคิด Dress Watch ร่วมสมัยของแบรนด์

ตามความเชื่อ Black Onyx มักถูกใช้ในเครื่องประดับมาตั้งแต่โบราณ และหลายวัฒนธรรมมองว่าเป็นหินที่สื่อถึงความมั่นคง ความหนักแน่น และการปกป้อง ขณะที่ประกายของเพชรช่วยเติมความสง่างามโดยไม่จำเป็นต้องหวือหวา

6. MING × Shapiro 37.06 “Lightning”

Mood: ความเฉียบคม การตัดสินใจ และการมองเห็นโอกาส

MING คือหนึ่งในแบรนด์อิสระที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งทศวรรษที่ผ่านมา และรุ่น 37.06 คือผลงานร่วมกับ David Shapiro ปรมาจารย์ด้านการแกะสลักหน้าปัดชาวอเมริกัน

หน้าปัดผลิตจากโลหะ Tantalum ก่อนแกะสลักด้วยมือเป็นลวดลายสายฟ้า ซึ่งสะท้อนแสงแตกต่างกันในทุกมุมมอง ขณะที่ตัวเรือนยังคงภาษาการออกแบบอันเรียบง่ายแต่ล้ำสมัยของ MING พร้อมกลไกสวิสที่ผ่านการตกแต่งอย่างประณีต

ลวดลายสายฟ้าเป็นดั่งสัญลักษณ์ของพลัง ความรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลง จึงเหมาะกับผู้ที่กำลังเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ หรือต้องตัดสินใจในจังหวะสำคัญของชีวิต

7. Unimatic Modello Uno U1 Classic

Mood: ความเรียบง่าย ความแข็งแกร่ง และความพร้อม

Unimatic คือแบรนด์อิสระจากอิตาลีที่สร้างชื่อจากการลดทอนองค์ประกอบของนาฬิกาดำน้ำให้เหลือเพียงสิ่งจำเป็นที่สุด จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ Tool Watch ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในปัจจุบัน

Modello Uno U1 Classic มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มม. ขอบหมุนสำหรับดำน้ำ เม็ดมะยมขันเกลียว และกันน้ำ 300 เมตร ใช้กลไกอัตโนมัติ Sellita SW200-1 ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความทนทานและการดูแลรักษาที่ง่าย

หน้าปัดสีดำแบบมินิมัลสะท้อนแนวคิด “Less is More” อย่างชัดเจน เป็นนาฬิกาที่เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบความเรียบง่ายแต่พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การทำงาน หรือการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

ศิลปะแห่ง Independent Watchmaking กับแรงบันดาลใจบนข้อมือ

Wrist Luck ไม่ได้ชวนให้เชื่อว่านาฬิกาจะเปลี่ยนโชคชะตา แต่ชวนมองว่าเรือนเวลาที่เราเลือกสวมใส่อาจสะท้อนตัวตน วิธีคิด และช่วงเวลาของชีวิตได้ไม่ต่างจากงานศิลปะหรือเครื่องประดับชิ้นโปรด และ Independent Watch ทั้ง 7 เรือนนี้ต่างก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง ทั้งในด้านงานออกแบบ งานฝีมือ และเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกมั่นใจและสนุกกับการใช้ชีวิตมากขึ้นในครึ่งปีหลัง

แล้วสำหรับคุณ… Independent Watch เรือนไหนคือเรือนที่สะท้อนตัวตนของคุณมากที่สุด? มาร่วมพูดคุยกับเราได้ 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เจาะลึก IAMWATCH 2026: เมื่อสิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณนาฬิกาอิสระ
ช่วงเวลาแห่งความสุขที่เปล่งประกายผ่านนาฬิกาเรือนโปรดของจอน- สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์
เมื่อไอคอนป๊อปคัลเจอร์โคจรมาพบกับศิลปะเรือนเวลาชั้นสูง Franck Muller Cintrée Curvex Hello Kitty

ชมนาฬิกาหลากรุ่นจาก Cvstos แบรนด์นาฬิกาคาแร็กเตอร์ชัด ที่ป่าวประกาศตัวตนผ่านตัวเรือนตอนโนอันโดดเด่น

Challenge Purity Sapphire, Challenge K. Khachanov และอีกหลากรุ่นที่ท้าทายทุกสายตา

ไม่ใช่โอกาสง่ายๆ ที่จะได้สัมผัสคอลเลกชันหลากหลายจาก Cvstos แบรนด์นาฬิกาอิสระที่ก่อตั้งด้วยความหลงใหลในศาสตร์การผลิตนาฬิกาของ Sassoun Sirmakes ร่วมกับ Antonio Terranova นักออกแบบและผลิตเรือนเวลาผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ โดยทาง SHH Pendulum ได้เชิญ Stefan Kunz ซีอีโอของแบรนด์มาแนะนำนาฬิกาแต่ละรุ่นด้วยตัวเองเลยทีเดียว

เรือนเวลาของ Cvstos นั้นมีความโดดเด่นแทบทุกมุมไม่ว่าจะเป็น การเลือกใช้วัสดุอันแสนท้าทายฝีมือช่างนาฬิกาอย่างแซฟไฟร์ การออกแบบสะพานจักรที่มีเอกลักษณ์ การจัดวางเลย์เอาท์บนหน้าปัด และโครงสร้างสถาปัตยกรรมกลไกที่มีความงดงามเฉพาะตัว แต่ความชัดเจนของ Cvstos ย่อมเป็นการเลือกใช้ตัวเรือนทรงตอนโนในแทบทุกคอลเลกชันและสร้างสรรค์ด้วยหลายวัสดุ

รุ่นเด่นที่แสดงถึงตัวตนของแบรนด์ที่กล้าจะแตกต่างท้าทายสายตาน่าจะเป็น Challenge Purity Sapphire ที่นำแซฟไฟร์หลากสีมารังสรรค์เป็นตัวเรือนตอนโนโปร่งใสหลากสีสันเผยให้เห็นกลไกอินเฮ้าส์ CVS610 ได้อย่างชัดเจน รวมถึงสะพานจักรอะลูมิเนียมอโนไดซ์ที่ออกแบบได้ดูร่วมสมัยและมีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง การเลือกเคลือบสีที่สอดคล้องกับสีแซฟไฟร์ของตัวเรือนทำให้เกิดความเชื่อมโยง และยังส่งเสริมให้ชุดกลไกที่ยึดโยงไว้กับตัวสะพานจักรดูโดดเด่น และกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับดีไซน์ ความสปอร์ตถูกขับเน้นให้ชัดเจนด้วยตัวเลือกสาย Cordura® ที่มีน้ำหนักเบา คล่องตัวสูง เมื่ออยู่กับตัวเรือนแซฟไฟร์ใสสีสันต่างๆ ยิ่งมอบความรู้สึกเบาเหลือเชื่อในยามสวมใส่

Challenge K. Khachanov

และ Challenge K. Khachanov ที่ทางแบรนด์จับมือกับนักเทนนิสมือโปรชาวรัสเซีย ออกแบบนาฬิกาสปอร์ตหรูรุ่นลิมิเต็ด 100 เรือน ตัวเรือนคาร์บอนไฟเบอร์ให้ลวดลายไม่ซ้ำกันในแต่ละเรือน ภายในบรรจุกลไกอินเฮ้าส์แบบโอเพนเวิรก์ CVS610 จับคู่กับสายผ้า Cordura® ซึ่งเป็นนาฬิกาที่แข็งแกร่งและมีน้ำหนักเบาเพียงแค่ 50 กรัมเท่านั้น เป็นอีกรุ่นที่มีความเฉพาะตัวสูง ดูดุดันกว่ารุ่นตัวเรือนแซฟไฟร์ด้วยวัสดุตัวเรือนที่ดูเข้มขรึม ดูพร้อมลุยกับกิจกรรมหนักหน่วง แต่ก็ดูคล้ายคลึงกันด้วยรูปแบบของตัวเรือน และสะพานจักรเคลือบรูทีเนียมที่มีเส้นสายกราฟิกที่ดูเรียบง่ายแต่โฉบเฉี่ยว     

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายรุ่นที่ได้ลองขึ้นข้อแล้วต้องบอกว่า ตัวเรือนตอนโนขนาดต่างๆ นั้นสามารถโอบรับข้อมือได้ดี การจัดวางเลย์เอาต์ของกลไกภายในของ Cvstos ก็ออกแบบมาให้กลไกโดดเด่นพอๆ กับตัวเรือนดีไซน์น่าจดจำ จัดเป็นนาฬิกาที่สร้าง conversation ได้อย่างดีเยี่ยม รุ่นที่โดดเด่นเรื่องการจัดวางเลย์เอาท์โครงสร้างกลไกคงจะต้องยกให้กับ Challenge Double Tourbillon ที่มาพร้อมฟลายอิ้งทูร์บิญองสองชุด ทำงานร่วมกันด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ และมอบขุมพลังมหาศาลด้วยบาร์เรล 4 ชุด ด้วยกลไกที่เหมือนมีมากกว่าทูร์บิญองรุ่นธรรมดาไปอีกเท่าตัว ทำให้นาฬิการุ่นนี้มาในขนาดค่อนข้างใหญ่สักนิด (54 x 41มม.) ตัวเรือนมีทั้งแซฟไฟร์ เรดโกลด์ และไทเทเนียม การจัดวางโครงสร้างกลไกที่ติดตั้งทูร์บิญองสองชุดไว้ขนาบข้างกัน โดยมี differential ที่ติดตั้งการแสดงค่าวินาทีไว้ด้วยกันอยู่ด้านล่าง ทำให้เกิดเลย์เอาท์ที่แลดูคล้ายกับใบหน้าหุ่นจักรกลกำลังจ้องมองเราอยู่ เป็นเอกลักษณ์ของ Double Tourbillon ที่ดูหรูหราและดุดันรุ่นนี้        

Jetliner

หรือ Jetliner ที่น่าจะถูกใจสาวๆ ด้วยขนาดตัวเรือนทรงตอนโนที่มีขนาด 36 มม. ที่รับกับข้อมือเพรียวบาง และมีทางเลือกสีที่หลากหลายตั้งแต่โทนสี neutral ไปจนถึงสีสดใส ไล่ระดับความหรูไปจนถึงรุ่นประดับอัญมณีหลากสี หน้าปัดสเกเลตันทำให้ดูมีมิติลึก และมีรายละเอียดชวนมอง แต่การอ่านค่าเวลาทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยหลักชั่วโมงเคลือบ Super-Luminova และออกแบบให้ดูกึ่งลอยตัวอยู่บนหน้าปัดเปลือยโครงสร้างได้อย่างลงตัว

ใครที่ชื่นชอบนาฬิกาตัวเรือนทรงตอนโนหรือถังเบียร์ ที่โอบรับข้อมือได้ดีในทุกขนาด ชื่นชอบในดีไซน์ที่ไม่เกรงสายตาใคร และอยากมองหานาฬิกาที่ใครเห็นเป็นต้องทัก แวะมาชมคอลเลกชันของ Cvstos ได้ที่ SHH Pendulum สยามพารากอน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เมื่อความสมบูรณ์แบบระดับพิพิธภัณฑ์มาอยู่บนข้อมือ นี่คือ Greubel Forsey “Balancier QM” นิยามใหม่ของศาสตร์การขัดแต่งด้วยมือ

เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก

Perpetual Moon 41.5 Steel “Colours of the Moon” เมื่อหน้าต่างแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมของ Arnold & Son ได้รับการแต้มสีสันใหม่

ฉลองครบรอบ 25 ปี ‘Freak’ นาฬิการุ่นปฏิวัติวงการ พร้อมย้อนศึกษาประวัติศาสตร์ 180 ปีของ Ulysse Nardin

เรียนรู้ความเป็นมาและวิวัฒนาการของ Freak ภายในบรรยากาศสุดล้ำ

ถ้าถามว่า นาฬิกาที่มีหน้าตาแตกต่างสุดขั้ว และยังมีฟังก์ชันการบอกเวลาที่แปลกประหลาดกว่าใครเพื่อน ‘Freak’ นาฬิกาไร้เข็ม ไร้หน้าปัด และไร้เม็ดมะยม (ในบางรุ่น) คือชอยซ์แรกในใจอย่างไม่ต้องสงสัย ปี 2026 นี้ Freak อายุครบเบญจเพสพอดิบพอดี ส่วนแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่อย่าง Ulysse Nardin ก็เดินทางมาถึงวาระครบรอบ 180 ปีเช่นกัน ทาง PMT The Hour Glass และแบรนด์ Ulysse Nardin จึงขอจัดงานฉลองครบรอบให้พร้อมๆ กัน โดยมาในรูปแบบปาร์ตี้บรรยากาศสุดล้ำ แต่ยังคงอัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ของแบรนด์และนาฬิการุ่นไอคอนที่นำเรื่องราวมาเล่าใหม่ในบริบทร่วมสมัย

บอกเล่าประวัติศาสตร์ในบริบทปัจจุบัน

เพื่อเป็นการถ่ายทอดนวัตกรรมทางวิศวกรรมอันล้ำสมัยของแบรนด์ Ulysse Nardin ทาง PMT The Hour Glass จึงได้แปลงโฉม Lecture Hall @ The Campus ภายในโรงแรม Grand Hyatt Erawan Bangkok ให้กลายเป็นห้องทดลองของ Ulysse Nardin ผ่านการจัดแสดงในโซนต่างๆ ที่เผยให้เห็นกลไกสุดล้ำ และแนวคิดเบื้องหลังการสร้างสรรค์นาฬิกาคอลเลกชัน Freak โดยละเอียด

พร้อมย้อนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ในโซน Freak Genesis ที่ถ่ายทอดเรื่องราวตลอด 180 ปีของแบรนด์ นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 1846 โดย Ulysse Nardin ณ เมือง Le Locle ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องบอกเวลาทางทะเล (Marine Chronometer) ที่ได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือกว่า 50 ประเทศทั่วโลก พร้อมรางวัลการันตีความเที่ยงตรงกว่า 4,300 รางวัล

ภายในโซนนี้เราจะได้ทำความรู้จักกับบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของ Ulysse Nardin และได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับแบรนด์อย่าง Rolf Schnyder ผู้นำแนวคิดนอกกรอบ เขาเข้าซื้อกิจการ Ulysse Nardin ในปี 1983 และนำพาแบรนด์กลับมาอยู่ในสปอตไลต์อีกครั้งด้วยกลไกที่กล้าท้าทายกรอบ และ Dr. Ludwig Oechslin นักดาราศาสตร์และนักประดิษฐ์นาฬิกา ผู้สร้างผลงานระดับตำนานอย่าง Astrolabium Galileo Galilei และผู้เป็นกำลังสำคัญเบื้องหลังการถือกำเนิดของ Freak

Freak รุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุด

แน่นอนว่า อีกหนึ่งโซนไฮไลต์ย่อมเป็นโซน ‘Freak Saga’ การจัดแสดงนาฬิกา Freak ตั้งแต่รุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 2001 ไล่เรียงรุ่นต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ไม่เคยหยุดนิ่งของนาฬิการุ่นนี้ มาจนถึง Freak One ที่คว้ารางวัล Iconic Watch Prize จาก Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ในปี 2023 มาจนถึงปี 2026 ที่ Freak ก้าวล้ำไปอีกขึ้นด้วยการเปิดตัว [Super] Freak ที่มาพร้อมนวัตกรรมล้ำสมัยที่ผ่านการจดสิทธิบัตรถึง 8 รายการ จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนาฬิกาแบบ Time Only ที่มีความซับซ้อนทางวิศวกรรมมากที่สุดรุ่นหนึ่งในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมี Freak X รุ่นใหม่ที่มาในสามเวอร์ชันด้วยกัน ถือเป็น Freak เวอร์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันยิ่งขึ้น ด้วยตัวเรือนขนาด 41.5 มม. ทำจากสเตนเลสสตีลรีไซเคิล 80% กันน้ำได้ลึก 100 เมตร พร้อมติดตั้ง DIAMonSIL Escapement, Gold Micro-Rotor และระบบเปลี่ยนสายอย่างรวดเร็ว จัดว่าเป็น Freak เจเนอเรชันใหม่ที่นำเสนอนวัตกรรมล้ำสมัย และปรับตัวเข้ากับบริบทปัจจุบันได้อย่างลงตัวทีเดียว

ภายในงานเรายังได้พบกับหุ่น ‘Freaky’ ที่ออกมาทักทายทุกคน สร้างเสียงฮือฮาในหมู่ผู้มาร่วมงาน และทำให้สัมผัสได้ถึงนวัตกรรมของ Freak ที่ไม่มีวันหยุดนิ่งอยู่กับที่แต่พร้อมมุ่งหน้าสู่อนาคตอย่างไม่หยุดยั้ง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Ulysse Nardin เปิดตัว SUPER FREAK ฉลองครบรอบ 180 ปีของแบรนด์และ 25 ปีของคอลเลกชัน Freak ในงาน Watches & Wonders 2026

Freak X Crystalium การกลับมาของความบ้าคลั่งที่ยังคงความ “Freaky”

The Game Changers – ว่าด้วยนาฬิกาที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการนาฬิกาและนำพาศาสตร์แห่งการบอกเวลาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

เจาะลึก IAMWATCH 2026: เมื่อสิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณนาฬิกาอิสระ

0

การกลับมาของงานรวมตัวคนรักนาฬิกาและช่างอิสระระดับโลกที่สิงคโปร์

สำหรับคนรักนาฬิกาแล้ว ข่าวการเปิดลงทะเบียนร่วมงาน IAMWATCH 2026 ที่กำลังจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–15 พฤศจิกายน 2026 ณ โรงแรม The Singapore EDITION ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่คอมมูนิตี้ผู้นิยมเรือนเวลาอย่างมาก เพราะงานที่จัดขึ้นโดย เดอะ อาวร์ กลาส (The Hour Glass) ในครั้งนี้ ไม่ใช่งานนิทรรศการจัดแสดงสินค้าเพื่อปิดยอดขาย หรือตลาดนัดนาฬิกาในรูปแบบที่เราคุ้นเคย แต่เป็นพื้นที่นัดพบที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนรักนาฬิกา ช่างฝีมือ และนักสะสมได้มาใช้เวลาแลกเปลี่ยนเรื่องราวร่วมกันอย่างแท้จริง

การย้ายสมรภูมิการค้าสู่การสร้างมิตรภาพ

ความพิเศษที่ทำให้คนรักนาฬิกาต้องจับตามองงานนี้ คือการที่ผู้จัดงานกล้าที่จะปฏิเสธกรอบคิดเชิงพาณิชย์ แล้วหันมามุ่งเน้นการส่งต่อคุณค่าของศิลปะการทำนาฬิกาแทน ในมุมมองของนักสะสม สิ่งที่หาได้ยากยิ่งกว่าตัวเรือนนาฬิการุ่นลิมิเต็ด คือโอกาสในการได้นั่งคุยแบบประจันหน้ากับช่างนาฬิกาผู้ลงมือสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนั้นขึ้นมา

การเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมฟรีตั้งแต่วันที่ 13–15 พฤศจิกายน จึงสร้างแรงดึงดูดอย่างมหาศาลต่อคนรุ่นใหม่ที่อยากก้าวเข้าสู่โลกของเรือนเวลาชั้นสูง เพราะนี่คือโอกาสที่จะได้เห็นผลงานระดับแลนด์มาร์กที่หาชมยาก ควบคู่ไปกับนวัตกรรมล่าสุดจากช่างฝีมืออิสระทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความผูกพันและการส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ

ขยายพรมแดนนาฬิกาอิสระ และการเรียนรู้ที่ไม่มีเบื่อ

หัวใจของ IAMWATCH 2026 ในปีนี้หยั่งรากลึกลงไปในโลกของ Independent Watchmaking หรือกลุ่มนาฬิกาอิสระอย่างเต็มตัว งานนี้รวบรวมช่างนาฬิกาฝีมือฉกาจเอาไว้มากกว่าครั้งแรกในปี 2024 และที่น่าสนใจคือการเปิดรับมุมมองจากช่างฝีมือรุ่นใหม่ที่อยู่นอกเขตแดนดั้งเดิมของการผลิตนาฬิกา สะท้อนให้เห็นว่ารสนิยมของนักสะสมยุคปัจจุบันกำลังมองหาความแตกต่างและอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่หลุดพ้นจากแบรนด์กระแสหลัก

นอกจากนี้ การออกแบบกิจกรรมในงานยังทำการบ้านมาอย่างดีเพื่อไม่ให้น่าเบื่อ โดยมีทั้งเวทีเสวนา ภาพยนตร์สั้น และไฮไลต์สำคัญอย่างการบรรยายประวัติศาสตร์ศาสตร์แห่งเวลาที่มีมายาวนานกว่า 500 ปี ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปในแต่ละวัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับประสบการณ์และความรู้ใหม่ๆ กลับไปแบบไม่ซ้ำกัน

เปลี่ยนภาพจำที่เคร่งขรึม สู่พื้นที่พักผ่อนของคนรักนาฬิกา

อีกหนึ่งจุดเด่นที่แสดงถึงความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ของคนรักนาฬิการ่วมสมัย คือการทลายความเข้มงวดและภาพจำอันหรูหราจนเข้าถึงยากออกไป การนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ในสไตล์ทรอปิคอลที่สดใสและอบอุ่น พร้อมการกำหนด Dress Code ในแบบ Resort Casual ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แต่งตัวตามสบาย ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวให้กลายเป็นงานสังสรรค์ที่เป็นมิตรและผ่อนคลาย

ยิ่งไปกว่านั้น กิมมิกสนุกๆ อย่างการชวนให้สวมนาฬิกามางานพร้อมกันทั้งสองข้อมือ หรือ “Double-wristed, double the fun” ยิ่งช่วยทลายกำแพงระหว่างนักสะสม ทำให้ทุกคนสามารถเริ่มต้นบทสนทนาใหม่ๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านสิ่งของที่อยู่บนข้อมือ งานนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่นิทรรศการนาฬิกา แต่เป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมที่ทำให้คนรักนาฬิการู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมรักษาและสืบทอดเปลวไฟแห่งศาสตร์การประดิษฐ์เรือนเวลาให้คงอยู่ต่อไป

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เปิดตัว Seiko Boutique Gaysorn บูติกแห่งใหม่และแห่งเดียวในประเทศไทยของ Seiko
ชวนดูแนวคิด “ซ่อนวันที่” ของ Armin Strom Orbit
Rado Captain Cook ปรับลุคใหม่ ในตัวเรือนขนาดกลาง 39 มม. ชูจุดเด่นด้วยหน้าปัดสีทองเท็กซ์เจอร์ผงเพชรประกายระยิบระยับ

เมื่อไอคอนป๊อปคัลเจอร์โคจรมาพบกับศิลปะเรือนเวลาชั้นสูง Franck Muller Cintrée Curvex Hello Kitty

เผยโฉมคอลเลกชันพิเศษ Cintrée Curvex Hello Kitty ที่ผสานความหรูหราเข้ากับความสนุกสนานได้อย่างน่าหลงใหล

ในฐานะคนรักนาฬิกา คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงความสุขุม เคร่งขรึม และกลไกที่ซับซ้อนเมื่อพูดถึงเรือนเวลาจากสวิตเซอร์แลนด์ แต่ล่าสุด Franck Muller (แฟรงค์ มุลเลอร์) แบรนด์ผู้สร้างตำนานแห่งความซับซ้อนสไตล์อินดีเพนเดนท์ ได้ทลายกรอบความคิดนั้นด้วยการจับมือกับ Hello Kitty ไอคอนความน่ารักระดับโลก ถ่ายทอดออกมาเป็นคอลเลกชันพิเศษ Cintrée Curvex Hello Kitty ที่ผสมผสานความขี้เล่นเข้ากับศาสตร์การทำนาฬิกาชั้นสูงได้อย่างลงตัว

เสน่ห์บนส่วนโค้งอันเป็นเอกลักษณ์

สิ่งแรกที่สะดุดสายตาของนักสะสมในนาฬิการุ่นนี้ คือตัวเรือนทรง Tonneau (ทรงถังเบียร์) อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคอลเลกชัน Cintrée Curvex เส้นสายความโค้งมนที่ลื่นไหลบนข้อมือนี้ เกิดจากกระบวนการผลิตอันซับซ้อน ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับงานฝีมือขัดเงาด้วยมืออย่างประณีต ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลที่ทนทาน เหมาะสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ตัวเรือนมีขนาดกำลังดีด้วยความกว้าง 29.1 มม. และยาว 39 มม. ซึ่งพอเหมาะพอเจาะกับข้อมือของสุภาพสตรี

งานหน้าปัดกิโยเช่ และความพิถีพิถันระดับ 10 เพลท

เมื่อเจาะลึกไปที่รายละเอียดบนหน้าปัด แฟรงค์ มุลเลอร์ ยังคงรักษามาตรฐานของ Haute Horlogerie (เครื่องบอกเวลาชั้นสูง) เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

ในส่วนของพื้นผิวหน้าปัด จะใช้เทคนิคปั๊มลายสลักกิโยเช่ (Guilloché) เป็นลวดลายรัศมีดวงอาทิตย์ (Sun pattern) สะท้อนแสงเงาอย่างมีมิติ พร้อมเคลือบแล็กเกอร์หนาถึง 25 ชั้น เพื่อให้ได้ความใสสะอาดและดูมีมิติ ความใส่ใจในดีเทล ตัวการ์ตูน Hello Kitty ยังรวมถึงดีเทลอื่นๆ เช่น ลายดอกซากุระและกิโมโน ไม่ได้เป็นแค่การสกรีนธรรมดา เพราะผ่านกรรมวิธีพิมพ์ด้วยเพลทส่งผ่านภาพต่อเนื่องกันถึงประมาณ 10 แผ่น โดยการพิมพ์ในแต่ละชั้นจะต้องทิ้งช่วงให้แห้งนานกว่า 30 นาที เพื่อความคมชัด มีมิติ และสีสันที่อิ่มแน่น

พลังงานควอตซ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย

ภายในตัวเรือนรหัส Reference 7502 QZ HELLO KITTY นั้นขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ Caliber MVD 1321 QZ ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 27 ชิ้น แม้จะเป็นกลไกควอตซ์ที่เน้นความสะดวกแม่นยำในการใช้งานทุกวัน แต่ทางแบรนด์ก็ยังใส่ใจตกแต่งลวดลาย Côtes de Genève และ Perlage บนวงแหวนประกอบตัวเรือนตามธรรมเนียมดั้งเดิมของเจนีวา

ตัวนาฬิกามาพร้อมสายหนังจระเข้ (Alligator leather) แท้ที่มีให้เลือกในโทนสีสันสดใส เช่น สีขาวบริสุทธิ์และสีชมพูช็อกกิ้งพิงค์ รับกับเม็ดมะยมที่ประดับหมุดสีเข้ากันอย่างลงตัว เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในงานคอลแลบที่พิสูจน์ว่า โลกของนาฬิกาหรูไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ความจริงจังเสมอไป เพราะนี่คือการแบ่งปันความสุขและจินตนาการผ่านงานดีไซน์ที่เข้าถึงหัวใจของผู้คนได้ทุกวัย

ข้อมูลทางเทคนิคFranck Muller Cintrée Curvex Hello Kitty
ตัวเรือนCintrée Curvex สเตนเลสสตีล (กว้าง 29.1 มม. x ยาว 39 มม. x หนา 8.6 มม.) ขัดเงาด้วยมือ
กระจกแซฟไฟร์กันรอยขีดข่วน, กันน้ำ 30 เมตร
หน้าปัดลายกิโยเช่เคลือบแล็กเกอร์ 25 ชั้น พิมพ์ลาย Hello Kitty ด้วยเทคนิคพิเศษ
กลไกควอตซ์ MVD 1321 QZ (ความถี่ 32,768 เฮิรตซ์ ชิ้นส่วน 27 ชิ้น)
สายหนังจระเข้แท้ พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เปิดตัว Seiko Boutique Gaysorn บูติกแห่งใหม่และแห่งเดียวในประเทศไทยของ Seiko
ชวนดูแนวคิด “ซ่อนวันที่” ของ Armin Strom Orbit
Rado Captain Cook ปรับลุคใหม่ ในตัวเรือนขนาดกลาง 39 มม. ชูจุดเด่นด้วยหน้าปัดสีทองเท็กซ์เจอร์ผงเพชรประกายระยิบระยับ

ช่วงเวลาแห่งความสุขที่เปล่งประกายผ่านนาฬิกาเรือนโปรดของจอน- สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์

5 เรือนเวลาสะท้อนตัวตนแบบ “Anti-luxury” ของคุณ จอน-สิรพัฐ

WORDS: Pisuthinee B.

ด้วยความที่เป็นหนุ่มช่างแต่งตัวและใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งสวยงามอย่างจิวเวลรี่และเครื่องประดับล้ำค่า นาฬิกาที่ จอน- สิรพัฐ พิพัฒน์วีรวัฒน์ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์แห่ง DERMOND เลือกมาเติมเต็มทุกช่วงเวลาในชีวิตจึงไม่เพียงแต่เป็นรุ่นยอดนิยม แต่ต้องสะท้อนความสุขที่เปล่งประกายผ่านหน้าปัดในทุกครั้งที่ได้มอง นาฬิกาทุกเรือนของเขาจึงช่วยเติมความสุขให้กับทุกวัน และยังเป็นตัวแทนช่วงเวลาสำคัญในชีวิต

School Time Watch: Swatch สีแดง ความสนุกสนานสมัยวัยเรียน
ก่อนอื่นอยากให้คุณช่วยย้อนเวลากลับไปทบทวนให้เราฟังหน่อยว่า ความชื่นชอบในนาฬิกาของคุณเริ่มต้นได้อย่างไร

ตอนแรกผมนึกว่า นาฬิกาเรือนแรกของผมคือ Baby-G เสียอีก แต่กลับไม่ใช่ กลายเป็น Swatch Pop สมัยอยู่ม. ปลาย โรงเรียนอัสสัมชัญ สิ่งเดียวที่เป็นเครื่องประดับที่ทางโรงเรียนให้ใส่ได้คือ นาฬิกา ตอนนั้นผมเลยใส่ Swatch Pop เรือนสีแดงแป๊ดเลย เป็นรูปกระสุน เป็นนาฬิกาตะโกนมากๆ แล้วเวลาใส่ไปโรงเรียนเพื่อนจะชอบทัก ทำให้รู้สึกว่า เราอาจจะชอบนาฬิกามาตั้งแต่ตอนนั้นนะ เพราะมันเป็นแบบเครื่องประดับเดียวที่เราใส่ได้ แล้วเราอาจจะชอบนาฬิกาที่สนุกและดูแตกต่าง สมัยนั้นรู้สึกว่า ผมจะมี Swatch Pop อยู่หลายเรือนเลย จำได้ว่ามี Swatch Pop ที่สายเป็นเหมือนไม้บรรทัดที่ยืดได้ ตีแล้วรัดข้อมือได้ทันที หลังจากนั้นก็เริ่มมองหาอย่างอื่นครับ

พอเริ่มมองหานาฬิกาที่จริงจังขึ้น นาฬิกาเรือนไหนเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่คุณซื้อเอง

นาฬิกาแบบกึ่งลักซ์ชัวรีเรือนแรกของผมก็ต้องเป็น Panerai ครับ สมัยนั้นนาฬิกา Panerai เริ่มต้นหลักแสนกว่าบาทนะครับ แล้วตอนนั้น PAM ฮิตมากๆ  แล้วถ้าเป็นรุ่นเบสิกเลยอาจจะธรรมดาไปนิด  เราก็อาจจะเลือกรุ่นที่เติมพวก Power Reserve เข้าไปอะไรประมาณนี้ แต่จำได้เป็น PAM00090 แล้วก็เริ่มเก็บ PAM 00111 เริ่มเก็บ Panerai ไปสัก 2-3 เรือนนะครับ ในช่วงแรกที่เริ่มซื้อนาฬิกาเองครับ

หลังจากเก็บสะสมนาฬิกามาสักพักเมื่อไรถึงจะเริ่มรู้แนวทางในการสะสมนาฬิกาของตัวเองว่าเป็นแนวไหนอย่างไรบ้าง

ตอนเรียนจบมหาวิทยาลัยเริ่มรู้สึกว่า อยากจะได้นาฬิกาเป็นของขวัญสักเรือนหนึ่ง คุณแม่ก็บอกว่าเดี๋ยวช่วยออกสตางค์ให้ เราออกเองครึ่งหนึ่ง คุณแม่ออกให้ครึ่งหนึ่งอะไรประมาณนี้ ตอนนั้นเริ่มดูๆ Patek Philippe กับ Audemars Piguet ไว้  แต่ตอนนั้นรู้สึกว่า คนใส่ Patek Philippe กันค่อนข้างเยอะ Audemars Piguet ยังมีคนใส่กันน้อยมาก เลยรู้สึกว่าเราซื้อ Audemars Piguet ดีกว่าเพราะไปจับพลัดจับผลูถูกใจ AP มากด้วย ตอนนั้นก็เลยเลือกเลือกเป็น Audemars Piguet Royal Oak เรือนนี้เลยครับสำหรับเรือนเรียนจบมหาวิทยาลัย

My Top 5 Watches: 5 เรือนโปรดที่บอกเล่าแต่ละช่วงชีวิต
เริ่มจาก Audemars Piguet Chronograph ที่เก็บสตางค์ซื้อตอนเรียนจบก่อนเลย เรือนนี้น่าจะมีความสำคัญกับคุณมากทีเดียว
 

เรือนนี้ดูจะมีสตอรี่ที่ใช่ โดนใจพอสมควรครับ ตอนนั้นต้องบอกว่าผม study เรื่องนาฬิกาน้อยมาก แต่รู้สึกว่า เราไม่อยากได้อะไรที่คนใส่ซ้ำกันเยอะแยะแล้วรู้สึกว่า คนยังไม่ได้มองเห็นมูลค่าของ AP มันไม่ได้เป็นนาฬิกาที่พอคนเห็นปุ๊บแล้วรู้เลยว่า เรือนนี้ราคาเท่าไร เพราะฉะนั้นก็เลยเริ่มด้วย Audemars Piguet  แล้วพอดีได้คุยกับคุณอาที่เป็นคนเล่นนาฬิกาเหมือนกัน แล้วก็ปรึกษาว่า คุณอาแนะนำรุ่นไหนบ้าง คุณอาจึงเป็นคล้ายๆ กับ inspiration ให้ผมสนใจในแบรนด์นี้ แล้วด้วยความที่เรารู้สึกถูกชะตากับแบรนด์นี้อย่างบอกไม่ถูก ไม่มีเหตุผลชัดเจน แต่พอเลือกมาแล้วก็ประทับใจมาก หลังจากนั้นก็เลยรู้สึกว่า เราชอบนาฬิกาที่มันไม่ค่อยซ้ำกับใครเท่าไร ใส่แล้วดูมีคาแร็กเตอร์มากกว่า

ทำไมถึงเริ่มต้น Royal Oak ด้วยรุ่นโครโนกราฟเลย แทนที่จะเริ่มจากนาฬิกาสามเข็ม

ผมเป็นคนชอบอะไรที่มี detail สักหน่อยหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นรุ่นค่อนข้างเริ่มต้นก็ตาม  แต่เราก็รู้สึกว่า เราอยากมีอะไรแตกต่างจากตัวเริ่มต้นหน่อยๆ แล้วเรือนนี้มีขนาดหน้าปัด 39 มม. ซึ่ง Royal Oak รุ่นใหม่จะเป็นขนาดประมาณ 41 มม. รุ่นขนาด 39 มม. เริ่มจะ discontinue แล้ว  พอดีตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่า ไซส์ 39 มม. มันก็เหมาะกับสรีระของเรา แล้วเราเริ่มหนีจาก PAM ที่มีขนาดใหญ่มาก เปลี่ยนมาเป็นนาฬิกาที่มีขนาดสลิมลงมาครับ

ด้วยความผูกพันที่มีต่อนาฬิกา Swatch ซึ่งเป็นนาฬิกาเรือนแรกของคุณ กับ Audemars Piguet Royal Oak ที่เป็นนาฬิกาเรือนแรกที่เก็บสตางค์ซื้อเอง พอ AP x Swatch ออกมา คุณคิดว่า รุ่นนี้ต้องมีเลยไหม

ผมรู้สึกว่า ทั้งแบบและสีน่ารักดีนะครับ ชอบสีมาก แต่มันหาโอกาสใส่ยากครับ รู้สึกว่า ถ้านำมาใส่บนข้อมือเราอาจจะไม่เหมาะ ตัวผมเองเป็นคนซื้อนาฬิกามาใส่ ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขาย เลยชอบนาฬิกาที่ใส่ได้บ่อยๆ มากกว่า

หลังจากได้ Royal Oak เรือนนี้มาแล้ว เล็งรุ่นถัดๆ ไปไว้บ้างไหม

ผมอาจจะชอบสับเปลี่ยนแบรนด์มากกว่า ไม่ค่อย repeat อยากได้ความแตกต่าง เพราะเราก็รักเรือนนี้เราไม่ยอมปล่อยเรือนนี้ แล้วก็รู้สึกว่าไม่อยากให้มีซ้ำกัน อยากให้เป็นคนละ occasion กัน จะได้สลับกันใส่ได้

เรือนถัดไป Patek Philippe Aquanaut อีกหนึ่งรุ่นไอคอนิกที่ได้มาในโอกาสพิเศษ รบกวนเล่าเรื่องราวเบื้องหลังเรือนนี้ให้ฟังหน่อย

น่าจะเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่เป็นแบรนด์ในฝันที่ผมอยากได้มาตลอดครับ ต้องบอกว่า Patek Philippe Aquanaut เรือนนี้ผมได้เป็นของขวัญแต่งงานครับ คุณแม่ยายให้เป็นของขวัญเซอร์ไพรส์หลังแต่งงาน  เป็นเรือนที่พอได้มารู้จักแล้ว รู้สึกว่ามันสลิม แล้วยังเป็นนาฬิกาที่ค่อนข้างเหมาะกับลุคฟอร์มัล แล้วยิ่งเป็นสายสตีลด้วย พอใส่แบบฟอร์มัลแล้วมันดู complete ได้ง่ายกว่า แล้วด้วยความที่ตัวเรือนค่อนข้างบาง ทำให้รู้สึกว่า เรือนนี้ก็มีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างจากเรือนก่อนๆ ที่เคยมีไปเลย เรือนนี้จึงเป็นอีกเรือนหนึ่งที่ชอบและได้ใส่อยู่บ่อยๆ ครับ

Rolex- Submarine Green dial หรือ Rolex ‘Hulk’ ในตำนาน หลายคนชอบที่หน้าปัดสีเขียวรับกับขอบตัวเรือน สำหรับคุณแล้วนาฬิกาเรือนนี้มีอะไรพิเศษมากไปกว่าเป็นรุ่นที่หลายคนตามหา

เรือนนี้เกิดจากความรู้สึกว่า อยากมีนาฬิกาสบายๆ สายสปอร์ตไว้ใส่ในวันธรรมดาบ้าง ตอนนั้น Audemars Piguet ก็เริ่มราคาขึ้นไปสูงแล้ว เราก็รู้สึกว่าไม่เหมาะที่จะใส่ทุกวัน งั้นลองมาดู Sumariner แล้วกัน ดูง่ายๆ สบายๆ แล้วเราเองก็ยังไม่เคยมีนาฬิกาสีเขียว ก็เลยรู้สึกว่า หานาฬิกาสีๆ มาสักเรือนหนึ่งดีกว่า แล้วสีเขียวก็เป็นสีฮีโร่อยู่แล้วก็เลยรู้สึกว่า ‘Hulk’ นี่แหละ ชื่อน่ารักดีด้วย ผมเป็นคนตัดสินใจง่ายครับ (หัวเราะ)

นี่เป็น Rolex เรือนแรกของผมด้วยครับ ไม่นับรุ่น Rootbeer ที่คุณพ่อให้ แล้วเราก็เอามาเปลี่ยนสาย ผมเป็นคนชอบใส่นาฬิกาในรูปแบบที่ค่อนข้างเป็นแฟชั่น หมายความว่า อยากนำมาแต่งเอง บางทีก็จะมีแอ็กเซสซอรี่ต่างๆ เพราะเราทำงานเกี่ยวกับจิวเวลรี่อยู่แล้ว อย่างพอได้รุ่น Rootbeer สีทูโทนมา ก็รู้สึกว่าค่ อนข้างมีอายุก็เลยเปลี่ยนสายเป็นสายผ้า

Vintage Rolex: เสน่ห์ของนาฬิกาวินเทจที่ไม่อาจต้านทาน

Vintage Rolex- Daydate Black dial 1984-1987อีกหนึ่งรุ่นที่นักสะสมตามหา ถึงแม้ Daydate จะออกมาหลายเวอร์ชันแต่ยังไม่มีเวอร์ชันไหนเทียบรุ่นนี้ได้ สำหรับคุณแล้วอะไรทำให้ Daydate ยุคนี้จับใจนักสะสมได้ดีเป็นพิเศษ

ช่วงหลังโควิดฯ ตอนนั้นเป็นช่วงพีคของนาฬิกาสปอร์ต แล้วก็เริ่มรู้สึกว่า “เฮ้ย…นาฬิกามันเริ่มแพงขึ้นไปเรื่อยๆ  แล้วอย่างนาฬิกาวินเทจเราก็ไม่รู้ว่าราคามันจะสูงขึ้นไปถึงเมื่อไร เริ่มรู้สึกว่า มันสูงพีคไปหน่อยนะ แต่นาฬิกาวินเทจมันหาเพิ่มไม่ได้อีกแล้วนะ เลยเริ่มรู้สึกว่า เรามาเก็บนาฬิกาวินเทจดีกว่าไหม ประกอบกับเริ่มเห็นดาราฮอลลีวูดใส่รุ่น Daydate แล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย…มันเท่ดีนะ แล้วตอนนั้นก็คนไทยก็ยังใส่กันน้อย เราดูตั้งแต่ราคายังไม่แพง แต่เวลาตัดสินใจซื้อขึ้นไปสูงแล้วครับ เลยคิดว่าต้องเก็บแล้วแหละ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ก็เลยตัดสินใจซื้อเลยครับ

เรือนนี้ใส่แล้วจะให้ฟีลแบบมาเฟียอิตาเลียนยุคเก่า แต่เราก็มาปรับให้มันคาแร็กเตอร์เหมาะกับเรา แล้วสิ่งที่แตกต่างของวินเทจก็จะพวกแบบหน้าปัดนูนกว่ากระจกยังไม่บาง ทำให้ดูมีดีเทล มีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างออกไป แล้วยังก็เป็นนาฬิกาทองเรือนแรกของผมด้วย ตอนแรกก็ยังคิดว่า ตัวเองจะใส่นาฬากเรือนทองได้หรือเปล่า แต่พอไปๆ มาๆ แล้วเราก็ใส่ได้นี่หว่า บางทีแบบใส่กับลุคสไตล์แคชวลก็ดู contrast กันดี ดูกลายเป็นนาฬิกามาดกวนๆ ไปเลย

ดูเหมือนว่านาฬิกา Daydate เรือนนี้จะเป็นนาฬิกาที่มีไซส์เล็กที่สุดเท่าที่คุณมีอยู่ด้วย ช่วงนี้เขาบอกว่าคนเริ่มหันมาชอบใส่นาฬิกาเรือนเล็กกันมากขึ้น สำหรับตัวคุณแล้วพอเทรนด์นี้เริ่มมา คุณรู้สึกสนใจนาฬิกาไซส์เล็กมากขึ้นไหม

จริงๆ ผมชอบนาฬิกาเรือนเล็กประมาณหนึ่งอยู่แล้ว ชอบไซส์ 30 ปลายๆ ทั้งหมดครับ เพราะรู้สึกว่า สำหรับผู้ชายไทยบางคนที่ตัวไม่ใหญ่มาก ใส่นาฬิกาไซส์ 30 มม. กว่าๆ ถึง 40 มม. ต้นๆ ก็ดูเหมาะดีครับ

ตอนนี้ผมลองดูพวกวัสดุอื่นๆ  แต่อาจจะเป็นนาฬิกาสายหนัง หรือหน้าปัดทองอะไ ร ตอนนี้ก็มีดูอยู่หลายๆ เรือน แต่ถ้าไม่มีอะไรมาดลใจผมก็ไม่ได้แบบไม่รู้สึกว่าต้องซื้อทันที แต่ก็มาร์คเอาไว้ในใจอยู่บ้าง ส่วนใหญ่จะเป็น Indie brand มากกว่า เริ่มหาอะไรที่ไม่ค่อยหาได้ทั่วไปในตลาดครับ ตอนนี้ก็ดู F.P. Journe และ Jaeger LeCoultre อยู่ว่าอาจจะเป็นเรือนต่อไปของเราหรือเปล่า

พอเราเริ่มเบนเข็มมาทางวินเทจแล้ว รู้สึกติดใจเสน่ห์ของนาฬิกาวินเทจไปเลยหรือเปล่า

ชอบมากครับ พอได้ใส่นาฬิกาวินเทจแล้วรู้สึกว่า มันดูมีเรื่องราว แล้วพอเราเข้ามาศึกษามากขึ้น แล้วเรารู้สึกว่า Rolex เป็นแบรนด์ที่ใส่ได้ทุกวัน แต่งตัวแคชวลหรือฟอร์มัลก็ เป็นนาฬิกาที่ใส่ง่ายได้มาตรฐานดี เพราะฉะนั้นเราก็มองว่า ถ้าเราจะซื้อ Rolex เรือนต่อไป แต่เป็นคนไม่ชอบ Daytona ที่เป็นรุ่นโมเดิร์น รู้สึกว่ามีคนใส่ค่อนข้างเยอะ เลยบอกกับตัวเองว่า ถ้าจะซื้อ Daytona เราอาจจะซื้อ Daytona รุ่นวินเทจนะ แล้วพอดีมีคุณอาใส่มา แล้วเขาเอามาให้ลอง ผมก็รู้สึกว่า “เฮ้ย…มันเบาขนาดนี้เลยเหรอ มันมีคาแร็กเตอร์แตกต่าง หน้าปัดมันนูน แล้วก็เลยรู้สึกว่า อยากได้ Daytona รุ่นวินเทจ

แล้วก็จับพลัดจับผลูมาก ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ แต่ไปทำงานแล้วได้ไปเดินดูงานจิวเวลรี่แฟร์ที่ฮ่องกง วันที่สี่ผมเดินไปเจอร้านนี้ แล้วก็ถามเขาว่าเท่าไร ต้องบอกว่า วันนั้นผมไม่ได้แต่งตัวดีมากนะ เราใส่รองเท้าผ้าใบเพราะต้องเดินเยอะ คนขายเขาเห็นลุคเราเขาก็บอกว่า “เรือนนี้ยูซื้อไม่ได้หรอก แต่เขามีอีกเรือนที่อยากปล่อย” แล้วเขาบอกว่า เรือนนี้เป็นรุ่นแรกของ Daytona เลย มันอาจจะไม่ได้ฮิตเท่ารุ่น 6235 นะ แต่มันก็เป็น Daytona เรือนแรก ที่มีโลโก้สีแดงตรงกลางเขียนไว้ว่า ‘Daytona’ เราคุยกันนานมากจนเราตัดสินใจว่า ขอกลับบ้านไปตัดสินใจอีกวันหนึ่ง แต่เขาบอกว่า ถ้าไม่เอาจะเสียใจนะ วันนั้นก็เลยคิดหนักเลยครับ  แล้วก็แบบเอาก็เอาเถอะ  คนเรามีดวงจะเสียเงินครับ แล้วเสียเงินหนักกว่าคือตกเครื่องด้วย (หัวเราะ) เพราะกว่าจะจ่ายเงินได้ต้องใช้ international transfer ซึ่งต้องใช้เวลานาน แต่ก็เป็นเรือนที่เติมเต็มเราได้ในสาย Rolex เพราะถ้าไม่ได้เรือนนี้เราคงไม่ได้ซื้อรุ่นอื่นแล้ว

Wear What You Value: เห็นคุณค่าในสิ่งที่สวมใส่
ทุกวันนี้ให้นิยามแนวการสะสมนาฬิกาของ คุณจอน เองเนี่ย นิยามว่า เป็นแนวไหน

อาจจะเรียกว่า ‘Anti-luxury’ หน่อยๆ ไม่ได้ชอบใส่นาฬิกาที่เห็นแล้วรู้ราคาเลย หรือรู้สึกว่าใส่แล้วดูบ่งบอกว่า “เออ…ฉันรวยนะ” ผมจะไม่เลือกซื้อนาฬิกาแนวนั้น

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Must Have: มัดรวมคอลเลกชัน 5 เรือนเวลาพาสเทลบอกลาซัมเมอร์ 
ชวนดูแนวคิด “ซ่อนวันที่” ของ Armin Strom Orbit
เมื่อสถาปัตยกรรมบอกเล่าความดิบ นี่คือร่องรอยสิ่วบนเรือนเวลา Anoma A1 Prehistoric

Introducing: พาชมความประณีตบนตัวเรือนเหล็กของ Speake-Marin Ripples Portobello จิตวิญญาณลอนดอนในเฉดสีลาเวนเดอร์ 

สถาปัตยกรรมตัวเรือน “La City” และกลไกไมโครโรเตอร์อันเพรียวบาง

หากพูดถึงคอลเลกชัน Ripples ของแบรนด์อิสระจากเจนีวาอย่าง Speake-Marin นักสะสมมักจะนึกถึงพื้นที่แห่งการทดลองทางสีสันที่กล้าหาญ และสำหรับผลงานล่าสุดอย่าง Ripples Portobello แบรนด์ได้พาเราเดินทางไปซึมซับบรรยากาศของย่าน Notting Hill ในลอนดอน โดยหยิบเอาเสน่ห์ของตลาดนัดบนถนน Portobello Road ที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องสีพาสเทลและส่วนผสมอันลงตัวระหว่างความเก่าและใหม่ มาตีความประทับลงบนเรือนเวลา

ผลลัพธ์ที่ได้คือการจับคู่กันระหว่าง หน้าปัดสีม่วงลาเวนเดอร์อ่อน (Soft Lavender) และตัวเรือนเหล็กทรงดีไซน์เฉพาะตัว เพื่อเป็นคำตอบของแบรนด์ต่อกระแสนาฬิกาสปอร์ตสายเหล็กแบบร่วมสมัย

มิติระลอกคลื่นสีลาเวนเดอร์และการจัดวางที่แตกต่าง

พระเอกของรุ่นนี้คือตัวหน้าปัดที่ทำจากฐานทองเหลืองชุบโรเดียม นำมาแกะสลักอย่างประณีตด้วยมือเป็นลวดลายระลอกคลื่นแนวนอนแบบสามมิติจำนวน 12 ร่องคลื่นอันเป็นลายเซ็นของตระกูล Ripples พร้อมแต่งผิวสัมผัสแบบซาติน (Satin-finished) ก่อนจะเคลือบด้วยแลกเกอร์สีม่วงลาเวนเดอร์โปร่งแสง (Translucent Lavender Lacquer) ทับลงบนพื้นรองสีเงิน กระบวนการนี้ทำให้สีม่วงบนหน้าปัดสามารถเปลี่ยนระดับความเข้มและสะท้อนมิติของแสงเงาได้อย่างลุ่มลึกยามข้อมือขยับ

รายละเอียดบนหน้าปัดสะท้อนเอกลักษณ์ของ Maison นับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ในปี 2002 ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น

  • Small Seconds at 1:30: หน้าปัดย่อยบอกวินาทีถูกจัดวางแบบอสมมาตรไว้ที่ตำแหน่ง 1:30 นาฬิกา ตกแต่งด้วยลาย Sunray และล้อมกรอบด้วยวงแหวนไดมอนด์คัทชุบโรเดียมอย่างคมชัด
  • Signature Hands: เข็มชั่วโมงและนาทีขัดเงา โดยที่ปลายเข็มชั่วโมงยังคงรักษารูปทรง “หัวใจ” (Heart-shaped) อันเป็นเครื่องหมายการค้าสำคัญของแบรนด์เอาไว้
  • Indices & Track: หลักชั่วโมงทำจากโรเดียมเหลี่ยมเพชร ควบคู่ไปกับสเกลนาทีรอบนอกสีลาเวนเดอร์ตัดด้วยจุดกลมสีขาวประกายเงา

สถาปัตยกรรมตัวเรือน “La City” และกลไกไมโครโรเตอร์อันเพรียวบาง

ในส่วนของตัวเรือนของ Ripples Portobello นั้นจะมาในรูปทรงที่เรียกว่า “La City” ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Stéphane Lacroix โดยใช้ชิ้นส่วนประกอบกันถึง 40 ชิ้น ซึ่งโครงสร้างเป็นการผสมผสานระหว่างรูปทรงเรขาคณิต โดยนำขอบตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ลบมุมให้โค้งมน (Square-rounded bezel) ปัดเงาสลับด้าน มาวางซ้อนอยู่บนโครงตัวเรือนทรงกลม ผลิตจากสเตนเลสสตีล มีขนาดหน้าตัก 40.3 มิลลิเมตร และมีความบางเฉียบเพียง 9.20 มิลลิเมตร เท่านั้น สามารถกันน้ำได้ระดับ 5 ATM (50 เมตร) ด้วยเม็ดมะยมแบบขันเกลียว

ความบางระดับต่ำกว่า 10 มิลลิเมตรนี้เกิดขึ้นได้จากการเลือกใช้กลไกอินเฮ้าส์อัตโนมัติรหัส Calibre SMA03-T ซึ่งคิดค้นและประกอบขึ้นโดย Le Cercle des Horlogers โรงงานผลิตกลไกของแบรนด์ในเมือง La Chaux-de-Fonds

ถัดมาทางด้านของตัวกลไกใช้ระบบไมโครโรเตอร์ที่ทำจากทังสเตน (Tungsten Micro-rotor) ฝังรวมเป็นเนื้อเดียวกับแท่นเครื่อง พร้อมแกะสลักลวดลายด้วยเลเซอร์ สามารถสำรองพลังงานได้ราว 52 ชั่วโมง ทำงานด้วยความถี่ 4 Hz (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) งานขัดแต่งหลังบ้านผ่านกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อนทำได้อย่างงดงาม ทั้งการทำลาย Côtes de Genève ขนาด 3 มิลลิเมตรบนสะพานเครื่องชุบโรเดียม และงานลบมุมขัดเงาด้วยมือ (Hand-beveled edges)

สายหนังปั๊มลายเดนิม 

ต้องบอกว่าความเข้ากันได้ดีของธีม Portobello นั้นถูกส่งต่อมายังสายนาฬิกา รุ่นนี้สลัดภาพสายเหล็กแบบผสานเดิมๆ แล้วจับคู่กับ สายหนังสีม่วงลาเวนเดอร์ที่ปั๊มลายผ้าเดนิม (Lavender leather strap with embossed denim motif) เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีโทนเดียวกัน และล็อกข้อมือด้วยบานพับล็อกสเตนเลสสตีล ซึ่งตัวสายเดนิมสีลาเวนเดอร์นี้ช่วยขับเน้นอารมณ์ความนุ่มนวลแบบพาสเทลและจิตวิญญาณแห่งแฟชั่นสตรีทของลอนดอนออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด

หลังจากที่ได้เห็นภาพของ Speake-Marin Ripples Portobello แล้ว ถือเป็นหนึ่งในงานดีไซน์ที่ชัดเจนในตัวเอง นี่คือนาฬิกาที่สร้างขึ้นจากคอนเซปต์ของ “เฉดสี” และ “สถานที่” โดยมีงานวิศวกรรมกลไกชั้นสูงระดับอินเฮ้าส์คอยรองรับอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นหนา

สำหรับคุณผู้อ่านและแฟนๆ แล้ว คิดเห็นยังไงกับการที่แบรนด์สปอร์ตหรูหันมาใช้หน้าปัดสีม่วงลาเวนเดอร์คู่กับสายหนังลายเดนิมแบบนี้ ถือเป็นความสดใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย หรือคุณคิดว่านาฬิกาทรง La City นี้จะดูลงตัวกว่าเมื่ออยู่บนสายเหล็กแบบดั้งเดิม?

ข้อมูลทางเทคนิคSpeake-Marin Ripples Portobello (Ref. 604015600)
ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ทรง La City ขนาด 40.3 มม. หนา 9.20 มม.
หน้าปัดทองเหลืองชุบโรเดียมทำสีม่วงลาเวนเดอร์ แกะลายลอนคลื่น 12 ร่อง
การกันน้ำ5 ATM (50 เมตร) เม็ดมะยมขันเกลียว
กลไกอินเฮ้าส์อัตโนมัติ Calibre SMA03-T (ไมโครโรเตอร์ทังสเตน)
พลังงานสำรองประมาณ 52 ชั่วโมง
สายนาฬิกาสายหนังสีลาเวนเดอร์ปั๊มลายเดนิม พร้อมบานพับล็อกเหล็ก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Must Have: มัดรวมคอลเลกชัน 5 เรือนเวลาพาสเทลบอกลาซัมเมอร์ 
ชวนดูแนวคิด “ซ่อนวันที่” ของ Armin Strom Orbit
เมื่อสถาปัตยกรรมบอกเล่าความดิบ นี่คือร่องรอยสิ่วบนเรือนเวลา Anoma A1 Prehistoric

Rado Captain Cook ปรับลุคใหม่ ในตัวเรือนขนาดกลาง 39 มม. ชูจุดเด่นด้วยหน้าปัดสีทองเท็กซ์เจอร์ผงเพชรประกายระยิบระยับ

สำหรับคนที่ชื่นชอบนาฬิกาดำน้ำมาดวินเทจ ทรงเหลี่ยมมนขอบตัวเรือนเฉียงเข้าในของ Rado Captain Cook ที่ถอดพิมพ์เขียวมาจากปี 1962 น่าจะเป็นโมเดลที่คุ้นตาจนแทบจะนึกภาพออกได้ทันที แต่สำหรับการขยายไลน์อัปครั้งล่าสุดในรหัส Ref. R32223258 ทางแบรนด์เลือกที่จะใช้โครงสร้างสเตนเลสสตีลแบบเดิม แต่ทุ่มพลังทั้งหมดไปกับการปฏิวัติเลเยอร์ทางสายตาบนหน้าปัด จนทำให้นาฬิกาโมเดลคลาสสิกนี้ดูมีชีวิตชีวาและภาพจำที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

เล่นกับแสงด้วยเท็กซ์เจอร์เนื้อทองประกายระยิบระยับ

ความน่าสนใจที่เป็นหัวใจหลักของเรือนนี้คือ งานดีไซน์หน้าปัดสีทองที่ผ่านกระบวนการผลิตซับซ้อนหลายขั้นตอน จนได้พื้นผิวที่มีความหยาบและเป็นประกายคล้ายกับการโปรยผงเพชร (Diamond Powder-like Golden Finish) ความเจ๋งคือมันไม่ได้เป็นสีทองเงาๆ เรียบๆ แบบนาฬิกาเดรสคลาสสิก แต่เมื่อแสงตกกระทบในมุมที่ต่างกัน หน้าปัดจะสะท้อนประกายระยิบระยับล้อไปกับการขยับข้อมือ ซึ่งพอถูกล้อมด้วยขอบตัวเรือนไฮเทคเซรามิกสีดำเงา (High-Tech Ceramic) มันจึงเกิดความคอนทราสต์ที่ช่วยขับให้สีทองดูป็อปและโมเดิร์นขึ้นมาทันที

ดีเทลอื่นๆ บนหน้าปัดยังคงเน้นความเรียบง่ายและฟังก์ชันการใช้งานที่ตรงไปตรงมา ทั้งเข็มและหลักชั่วโมงขนาดใหญ่ที่แต้มสารเรืองแสง Super-LumiNova สีขาวเพื่อการอ่านค่าในที่มืด มีช่องหน้าต่างวันที่ตรงตำแหน่ง 3 นาฬิกา ครอบทับด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมสูง (Box-shaped) ที่ช่วยเพิ่มมิติความนูนต่ำเมื่อมองจากด้านข้าง

39 มิลลิเมตร ตัวเรือนขนาดกลางที่ลงตัวกว่าเดิม

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเลือกใช้ขนาดตัวเรือน 39 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นระยะ “ทางสายกลาง” ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างไซส์ย่อมเยา 37 มิลลิเมตร และไซส์ดุดัน 43 มิลลิเมตรที่มีอยู่เดิมในคอลเลกชัน ตัวเลข 39 มิลลิเมตรนี้คือไซส์ยอดนิยมของคนยุคปัจจุบัน เพราะมันช่วยขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังคนที่มีข้อมือขนาดเล็กหรือปานกลาง แต่ยังต้องการนาฬิกาที่มีตัวตนเด่นชัดบนข้อมือ

นอกจากเรื่องขนาดแล้ว การอัปเกรดที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลุยๆ คือระบบสลับสายด่วน EasyClip โดยในเซ็ตจะให้มาทั้งสายสเตนเลสสตีลลายเมล็ดข้าว (Rice Grain) ขัดเงาสลับด้านที่ดูเรียบหรูสไตล์วินเทจ และสายยางสีดำเนื้อสัมผัสสากที่ล้อไปกับผิวหน้าปัด ทำให้เราสามารถเปลี่ยนบุคลิกนาฬิกาจากชุดสูททำงานไปเป็นชุดสปอร์ตพร้อมลุยน้ำ (ตัวเรือนกันน้ำลึก 30 บาร์ หรือ 300 เมตร) ได้ภายในไม่กี่วินาที

มาตรฐานการทำงานของกลไก R763 

ขยับมาดูหลังบ้าน แม้ว่ารุ่นนี้จะใช้ฝาหลังเหล็กทึบตามสไตล์นาฬิกาดำน้ำคลาสสิก แต่ข้างในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Rado Calibre R763 (ซึ่งเป็นการนำเอาเครื่อง ETA C07.611 ของ Swatch Group มาปรับแต่งโรเตอร์เฉพาะของแบรนด์) เครื่องตัวนี้ถูกปรับตั้งความแม่นยำมาถึง 5 ตำแหน่งเพื่อให้เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป พ่วงด้วยสายใยนาฬิกา Nivachron ที่ช่วยต้านทานสนามแม่เหล็กในชีวิตประจำวัน และให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 80 ชั่วโมง เต็มอิ่มพอที่จะวางทิ้งไว้ช่วงสุดสัปดาห์แล้วหยิบมาใส่เช้าวันจันทร์ได้โดยไม่ต้องตั้งเวลาใหม่

ถ้าพิจารณาในแง่ราคา การที่โมเดลนี้มีราคาขยับขึ้นจากรุ่นหน้าปัดมาตรฐาน (รหัส R32223313)   สะท้อนให้เห็นว่าทาง Rado เลือกที่จะตั้งราคาตามความยากง่ายและขั้นตอนที่ซับซ้อนในการรังสรรค์ตัวหน้าปัด

การหยิบเอาสีทองมาตีความใหม่ให้ดูวัยรุ่นขึ้นและมีลูกเล่นประกายระยิบระยับแบบนี้ ชวนให้ตั้งข้อสังเกตครับว่า นาฬิกาดำน้ำในยุคนี้อาจไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การเป็น “เครื่องมือใช้งาน” อีกต่อไป แต่กำลังขยับไปเป็นเครื่องประดับที่สะท้อนความมั่นใจและคาแรกเตอร์ที่กล้าต่าง แล้วสำหรับคุณ มองว่าหน้าปัดทองวิบวับในร่างสปอร์ต 39 มิลลิเมตรเรือนนี้ คือทิศทางที่น่าสนุกของ Rado หรือคุณยังคงชอบหน้าปัดสีทึบแบบเรียบง่ายตามขนบดั้งเดิมมากกว่ากัน?

ข้อมูลทางเทคนิคRado Captain Cook (Ref. R32223258)
ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. ขอบไฮเทคเซรามิกสีดำ
หน้าปัดสีทองประกายระยิบระยับเท็กซ์เจอร์ผงเพชร
การกันน้ำ30 ATM (300 เมตร / 1,000 ฟุต)
กลไกกลไกอัตโนมัติ Calibre R763 (Nivachron กันสนามแม่เหล็ก)
พลังงานสำรอง80 ชั่วโมง
อุปกรณ์ในเซ็ตสายสเตนเลสสตีล, สายยางสีดำ, และกระเป๋าหนังสำหรับพกพา

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
MB&F ฉลองเปิดตัว New York Lounge ด้วยรุ่นลิมิเต็ดสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “LM101 EVO NYC Edition” 
Must Have: มัดรวมคอลเลกชัน 5 เรือนเวลาพาสเทลบอกลาซัมเมอร์ 
Patek Philippe เปิดตัวนาฬิกาสุดพิเศษ 2 รุ่นแรก ที่จะจัดแสดงในงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026

ก้าวต่อไปของ Seiko ผ่านวิสัยทัศน์ของ Akio Naito  ประธานแห่ง Seiko Watch Corporation

การฉลองครบรอบ 145 ปี การเปิดบูติกสแตนด์อโลนแห่งแรกในประเทศไทย และการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

Akio Naito  ประธานแห่ง Seiko Watch Corporation

ไม่น่าเชื่อว่า แบรนด์นาฬิกาที่ยังคงเดินควบคู่กับปัจจุบันได้อย่างสง่าผ่าเผยอย่าง Seiko ทำหน้าที่บอกเวลาอย่างเที่ยงตรงมากว่า 145 ปีแล้ว หรือจะนับว่ากว่าศตวรรษครึ่งก็คงไม่ผิดนัก และจากที่เห็นมาตั้งแต่ต้นปีว่า Seiko เริ่มเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้อย่างต่อเนื่องด้วยการเผยโฉมนาฬิการุ่นครบรอบ 145 ปี มาครบถ้วนทุกไลน์ ล่าสุดยังปักหมุดเปิด Seiko Boutique Gaysorn ซึ่งถือเป็นสแตนด์อโลนบูติกแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ยิ่งเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์นาฬิกาที่สามารถครองใจคนรักนาฬิกาชาวไทยมาได้อย่างยาวนาน และพร้อมนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้กับแฟนๆ ของแบรนด์เสมอ

ก่อนหน้าที่ริบบิ้นสีน้ำเงินหน้าบูติกจะถูกคมกรรไกรตัดขาดเพื่อเป็นการเปิดฉากบูติกแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ เรามีโอกาสได้สนทนากับ Akio Naito  ประธานแห่ง Seiko Watch Corporation ผู้กำหนดทิศทางของแบรนด์นาฬิกาจากแดนอาทิตย์อุทัยแบรนด์นี้เป็นเวลา 15 นาที ประธาน Naito ตอบทุกคำถามอย่างอ่อนน้อม แต่ภายในแววตาสะท้อนความแน่วแน่ในทิศทางที่เขาจะพา Seiko และแบรนด์ย่อยอีกห้าแบรนด์เดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมั่นคง 

บทบาทของ Seiko ในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Q: ปีนี้ Seiko ก้าวเข้าสู่ปีที่ 145 และมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมนาฬิกาโลก ในมุมมองของคุณ ช่วงเวลาใดของ Seiko ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดต่อวงการนาฬิกา โดยเฉพาะในโลกตะวันออก

“ผมขอเลือกสองช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดดังต่อไปนี้ครับ ช่วงแรกคือช่วงปี 1960s ซึ่งถือเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Seiko ในเชิงธุรกิจ ตลอดทศวรรษนั้น บริษัทได้สร้างนวัตกรรมที่เป็นทั้งครั้งแรกของญี่ปุ่นและครั้งแรกของโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกาข้อมือโครโนกราฟเรือนแรกของญี่ปุ่นในปี 1964 นาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของญี่ปุ่นในปี 1965 และในปี 1969 Seiko ได้เปิดตัว Speedtimer ซึ่งเป็นโครโนกราฟระบบอัตโนมัติเรือนแรกของโลกที่ใช้คลัตช์แนวตั้งรวมถึง Quartz Astron นาฬิกาควอตซ์เรือนแรกของโลก ช่วงเวลานี้จึงไม่ได้มีความสำคัญเพียงในแง่ของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงที่ Seiko ก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกอย่างแท้จริง

การได้รับหน้าที่เป็น ผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน โตเกียว 1964 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้บริษัทได้แสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีต่อสายตาของผู้คนทั่วโลก ส่งผลให้ชื่อเสียงของ Seiko เป็นที่รู้จักในระดับสากลมากขึ้น และช่วยผลักดันการเติบโตของธุรกิจในตลาดต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญจากพัฒนาการเหล่านี้ Seiko ค่อย ๆ สร้างสถานะของตนเองในฐานะผู้ผลิตนาฬิการะดับนานาชาติ พร้อมทั้งมีส่วนช่วยยกระดับอุตสาหกรรมนาฬิกาของญี่ปุ่นและเอเชีย แม้ว่านั่นจะไม่ใช่เป้าหมายหลักตั้งแต่ต้นก็ตาม

ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า บริษัทจากโลกตะวันออกก็สามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานระดับโลกด้านความเที่ยงตรงและนวัตกรรมได้ ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อ Seiko เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมนาฬิกาโดยรวมอีกด้วย ปัจจุบัน Seiko ยังคงสืบทอดมรดกดังกล่าว ผ่านความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีและงานฝีมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ

อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ผมอยากกล่าวถึงคือ ช่วงสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ Grand Seiko ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์นาฬิกาลักชัวรีที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยยอดขายนอกประเทศญี่ปุ่นเติบโตขึ้นถึง 15 เท่า ถึงแม้ Grand Seiko และ Seiko จะมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน แต่การที่ Grand Seiko ได้รับการยอมรับในระดับสากล ก็ช่วยส่งเสริมการรับรู้ต่อชื่อ Seiko ไปพร้อมกัน อีกทั้งโครงสร้างแบบหลายแบรนด์ยังคงเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สุดของเรา เพราะช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้หลงใหลในนาฬิกาที่มีความหลากหลายได้อย่างครอบคลุม”

สายสัมพันธ์ระหว่างแฟนชาวไทย

Q: ประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันยาวนานกับ Seiko และการเปิด Seiko Boutique แห่งใหม่ที่ Gaysorn Centre ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากแฟนๆ ชาวไทย ในมุมมองของคุณ บูติกแห่งนี้จะมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้ที่ชื่นชอบ Seiko ได้อย่างไร

“ก่อนอื่น ผมขอขอบคุณแฟนๆ ชาวไทยทุกท่านอย่างจริงใจ สำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุน Seiko มาโดยตลอดครับ เดิมที Seiko Boutique ตั้งอยู่ที่เซ็นทรัลแกรนด์ พระราม 9 ก่อนจะย้ายมายังที่ตั้งแห่งใหม่ ณ Gaysorn Centre ซึ่งปัจจุบันถือเป็น Seiko Boutique แบบสแตนด์อโลนแห่งเดียวและแห่งใหม่ล่าสุดในประเทศไทย การเปิดบูติกแห่งใหม่นี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เราตั้งใจให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของผู้ที่รัก Seiko โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์ที่ครบครันที่สุด พร้อมตัวเลือกนาฬิกาที่หลากหลายอย่างเหนือระดับ

แน่นอนว่า เรามุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์และความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ตามแนวทางระดับโลกของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอนาฬิกาหลากหลายคอลเลกชัน การจัดหานาฬิการุ่นหายากสำหรับนักสะสม รวมถึง รุ่นพิเศษที่จำหน่ายเฉพาะใน Seiko Boutique ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านอื่น ที่สำคัญที่สุด เราต้องการให้บูติกแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของผู้ที่ชื่นชอบ Seiko ในภูมิภาค โดยมีแผนจัดกิจกรรมและอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นภายในคอมมูนิตี้ของคนรักนาฬิกา เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แขกทุกท่านจะได้รับความประทับใจอย่างลึกซึ้งจากประสบการณ์ที่ได้รับเมื่อมาเยือนบูติกแห่งนี้”

นาฬิการุ่นพิเศษในดวงใจ

Q: เนื่องในโอกาสครบรอบ 145 ปี Seiko ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษหลายรุ่น มีเรือนไหนที่คุณรู้สึกผูกพันเป็นพิเศษหรือไม่

“เรามีคอลเลกชันที่โดดเด่นหลายรุ่น แต่หากให้เลือกเพียงหนึ่งเรือน ผมรู้สึกผูกพันเป็นพิเศษกับ King Seiko รุ่นฉลองครบรอบในซีรีส์ KS1969 (SJE121J) ตลอดประวัติศาสตร์ของ Seiko มีเหตุการณ์สำคัญมากมายที่หล่อหลอมให้แบรนด์เป็นอย่างทุกวันนี้ แต่สำหรับผม King Seiko คือสัญลักษณ์ที่สะท้อนจิตวิญญาณของ Seiko ได้อย่างชัดเจนที่สุด ควบคู่ไปกับ Grand Seiko มีบทบาทสำคัญในการยกระดับการผลิตนาฬิกาจักรกลคุณภาพสูงของญี่ปุ่น

นาฬิกา King Seiko รุ่น SJE121J หน้าปัดของนาฬิการุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายอันประณีตที่ Kintaro Hattori เคยสั่งให้สลักลงบนนาฬิกาพกที่นำเข้าจากต่างประเทศในช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งบริษัท

เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก คุณพ่อของผมสวมใส่นาฬิกา King Seiko อยู่เสมอ ซึ่งส่งอิทธิพลต่อมุมมองของผมที่มีต่อนาฬิกา ว่านอกจากจะเป็นเครื่องบอกเวลาแล้ว ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจอีกด้วย ทุกครั้งที่คุณพ่อกลับจากที่ทำงาน หรืออยู่บ้านในช่วงวันหยุด ท่านจะวางนาฬิกา King Seiko ไว้บนโต๊ะทำงาน ทุกครั้งที่ผมเห็นนาฬิกาเรือนนั้นวางอยู่บนโต๊ะ ผมจะรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจว่าคุณพ่อกลับถึงบ้านแล้ว แม้ในวัยเด็ก ผมก็รู้สึกว่านาฬิกาเรือนนั้นสมบูรณ์แบบในฐานะเครื่องมือบอกเวลา ความทรงจำเหล่านั้นจึงหล่อหลอมมุมมองของผมเกี่ยวกับคุณภาพของนาฬิกาข้อมือ และคุณค่าทางอารมณ์ที่สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น สำหรับผมนาฬิกาเป็นสิ่งที่อยู่เคียงข้างผู้คนตลอดช่วงชีวิต และสามารถเก็บรักษาความทรงจำส่วนตัวเพื่อส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปได้ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างนาฬิกาซึ่งผสานคุณภาพที่ยั่งยืนเข้ากับคุณค่าทางอารมณ์ คือหัวใจสำคัญที่ Seiko ยังคงยึดมั่นมาจนถึงปัจจุบัน”

การก้าวข้ามอุปสรรค

Q: ปี 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ท้าทายสำหรับหลายธุรกิจ จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท Seiko ได้รับผลกระทบอย่างไร และแบรนด์มีแนวทางรับมือกับความท้าทายเหล่านี้อย่างไรบ้าง

“ในสภาพแวดล้อมของโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วย VUCA (Volatility, Uncertainty, Complexity และ Ambiguity หรือความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ) เป็นเรื่องยากมากที่จะคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องพร้อมประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็ต้องยึดมั่นในอัตลักษณ์และคุณค่าหลักของแบรนด์ จากสถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลาง เราตระหนักดีว่าข้อจำกัดด้านอุปทานกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบ

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ธุรกิจของเรายังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงาน แม้จะเป็นเช่นนั้น เราก็มองเห็นความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะวัตถุดิบบางประเภท โดยเฉพาะวัสดุสำคัญที่ใช้ในกระบวนการผลิต เช่น สารทำความสะอาดที่มีส่วนประกอบจากแนฟทา(Naphtha-derived cleaning agents) หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตของเราได้ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว เราได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาวัสดุทดแทน รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายซัพพลายเชนระดับโลก เพื่อกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เราจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการที่เหมาะสมอย่างทันท่วงทีต่อไป

ลูกค้าของเราคาดหวังมาตรฐานที่สูงจาก Seiko และเราเชื่อว่าการตอบสนองต่อความคาดหวังเหล่านั้น จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านการยกระดับศักยภาพด้านวิศวกรรม การพัฒนาโครงสร้างกลไก รวมถึงการยกระดับงานฝีมือในทุกมิติ ความก้าวหน้าเหล่านี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งจากนักสะสมนาฬิกาที่ติดตามแบรนด์มาอย่างยาวนาน และกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มรู้จัก Seiko

มองย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลยุทธ์ของ Seiko คือการมุ่งเน้นพัฒนาคอลเลกชันระดับโลกที่สะท้อนจุดแข็งของแบรนด์ ซึ่งแนวทางดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างมาก และช่วยให้ Seiko สร้างภาพลักษณ์ในฐานะแบรนด์นาฬิการะดับพรีเมียมได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดโลก จากนี้ไป เราจะยังคงให้ความสำคัญกับ 5 ไลน์คอลเลกชันหลักระดับโลกของ Seiko ได้แก่ King Seiko, Prospex, Presage, Astron และ 5 Sports ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของแบรนด์ในอนาคต”

Akio Naito  ประธานแห่ง Seiko Watch Corporation

ก้าวต่อไปของ Seiko

Q: Seiko เป็นแบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นที่ครองใจผู้คนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน ในมุมมองของคุณ อยากเห็น Seiko พัฒนาไปในทิศทางใดในอนาคต

ในอดีต Seiko เป็นแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมหลากหลายกลุ่ม ทั้งในด้านประเภทของนาฬิกาและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม เราตระหนักดีว่าการมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากเกินไปโดยไม่มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน อาจทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เกิดความสับสนและไม่โดดเด่น ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันเราจึงมุ่งเน้นไปที่ 5 ไลน์หลักระดับโลกของ Seiko ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจนให้กับแต่ละคอลเลกชัน โดยยึดโยงกับทั้งมาตรฐานการผลิตนาฬิกาคุณภาพสูงในแบบร่วมสมัยของ Seiko และมรดกทางประวัติศาสตร์ของแบรนด์ เพื่อยกระดับให้ Seiko ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์นาฬิกาพรีเมียมที่ผู้บริโภคเลือกเป็นอันดับต้นๆ

โดยเฉพาะ King Seiko ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องจากการเปิดตัวซีรีส์ ‘VANAC’ ที่นำดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นคลาสสิกในยุค 1970 มาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย เมื่อปีที่ผ่านมา เราได้เลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงานเปิดตัวระดับโลก ของคอลเลกชัน VANAC ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาจากทั่วโลก ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีฐานแฟนพันธุ์แท้ของ Seiko ที่แข็งแกร่ง ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จของงาน King Seiko เมื่อปีที่ผ่านมา

ในอนาคต เราตั้งใจจะสานต่อความสัมพันธ์กับลูกค้าชาวไทยผ่านกิจกรรมและอีเวนต์ต่าง ๆ เพื่อให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในประเทศไทยได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น Seiko เป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและเรื่องราวที่โดดเด่น ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนยังคงเลือก Seiko มาจนถึงทุกวันนี้ สิ่งนี้สะท้อนถึงความไว้วางใจที่แบรนด์ได้สั่งสมจากการสร้างสรรค์นาฬิกาด้วยงานฝีมือคุณภาพสูงมาอย่างยาวนาน ตลอดจนเรื่องราวของแบรนด์ที่สามารถสร้างความผูกพันกับผู้หลงใหลในนาฬิกาจากทั่วทุกมุมโลก

ในด้านเทคโนโลยี ทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ของเราทุ่มเททำงานอย่างหนักในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และผมตั้งตารอที่จะเปิดตัวหรือประกาศสิ่งใหม่ๆ ที่จะสร้างความตื่นเต้นให้กับทั้งผู้หลงใหลในเรือนเวลาและนักสะสมนาฬิกาในอนาคตอันใกล้นี้ครับ สำหรับตัวแบรนด์เอง แม้ปัจจุบันเราจะมีแบรนด์ระดับโลกอยู่ 5 แบรนด์ แต่เราก็ยังคงหวนกลับไปศึกษามรดกและประวัติศาสตร์ของเราอยู่เสมอ เพื่อค้นหาว่ามีสิ่งใดจากอดีตที่สามารถนำกลับมารื้อฟื้นคืนและตีความใหม่ได้บ้าง ให้สอดคล้องและตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันครับ”

Photographer: Piyawat Jarunppong

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เปิดตัว Seiko Boutique Gaysorn บูติกแห่งใหม่และแห่งเดียวในประเทศไทยของ Seiko

Seiko ฉลองครบรอบ 145 ปี ด้วยนาฬิการุ่นพิเศษที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ทั้ง 4 รูปแบบ

Seiko 5 Sports HUF Limited Edition นี่คือการพบกันของจิตวิญญาณวินเทจและสตรีทคัลเจอร์ยุคใหม่

Must Have: มัดรวมคอลเลกชัน 5 เรือนเวลาพาสเทลบอกลาซัมเมอร์ 

5 นาฬิกาสีพาสเทล 2026 ลบภาพจำความขรึม เมื่อโลกเวลาบอกลาหน้าร้อนด้วยเฉดสีพาสเทล

แม้บ้านเราจะอยู่ในช่วงหน้าฝน แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปี ภาพจำที่หลายคนมีต่อนาฬิกาสำหรับฤดูนี้มักหนีไม่พ้นนาฬิกาดำน้ำมาดลุย หรือไม่ก็แบรนด์แฟชั่นที่เน้นสาดสีสันจัดจ้านสะดุดตา แต่ในอุตสาหกรรมเวลาร่วมสมัยช่วงนี้ เราเริ่มเห็นทิศทางที่น่าสนใจจากหลายแบรนด์ที่เลือกหยิบเอาเฉดสีพาสเทลละมุนตา มาใช้เป็นเครื่องมือในการทลายความเคร่งขรึมของนาฬิกาจักรกล แล้วเปลี่ยนข้อมือให้กลายเป็นพื้นที่ทดลองทางศิลปะที่ดูผ่อนคลายขึ้น

หากลองสำรวจความเคลื่อนไหวล่าสุดในตลาด มีผลงาน Must Have จาก 5 แบรนด์ที่มีวิธีคิดและการตีความคำว่า “สีสัน” ได้อย่างมีชั้นเชิง 

1. Hublot Big Bang: ตัวเรือนเซรามิกสีละมุน

เริ่มต้นด้วยแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการทดลองกับวัสดุใหม่อย่าง Hublot ที่รอบนี้พบคอลเลกชัน Big Bang เวอร์ชันตัวเรือนเซรามิกในโทนสีพาสเทล ซึ่งข้อดีของเซรามิกคือการให้เนื้อสัมผัสที่เนียนลื่นและทนทานต่อรอยขีดข่วน เมื่อนำมาจับคู่กับเฉดสีที่ดูซอฟต์ลง มันจึงช่วยลดทอนความดุดันของรูปทรงโครงสร้างเหลี่ยมมุมอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น Big Bang ให้กลายเป็นนาฬิกาสปอร์ตที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในการแต่งตัวชีวิตประจำวัน

Must Have 5 นาฬิกาสีพาสเทล 2026

2. Norqain Freedom Chrono: ลูกกวาดเรืองแสงบนหน้าปัด

ขยับมาที่แบรนด์สายลุยรุ่นใหม่อย่าง Norqain กับรุ่น Freedom Chrono เวอร์ชันลิมิเต็ด ที่รอบนี้สร้างความขี้เล่นด้วยการโปรยลวดลายคล้ายเกล็ดน้ำตาล (Sprinkles) ที่เรามักเห็นบนไอศกรีมลงบนหน้าปัด ความสนุกคือลายเหล่านี้สามารถเรืองแสงได้ในที่มืด เพิ่มเลเยอร์ทางสายตาที่ไม่ซ้ำใคร และทำให้หน้าปัดนาฬิกาจับเวลาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก

Must Have 5 นาฬิกาสีพาสเทล 2026
Must Have 5 นาฬิกาสีพาสเทล 2026

3. Kollokium: งานดีไซน์สามมิติจากแบรนด์อินดี้

สำหรับใครที่ชอบความแปลกใหม่และหลงใหลในงานดีไซน์ทางสถาปัตยกรรม แบรนด์อินดี้หน้าใหม่อย่าง Kollokium เลือกที่จะใช้โครงสร้างหน้าปัดแบบสามมิติที่เต็มไปด้วยหมุดพิกเซลขนาดเล็ก มาผสานเข้ากับโทนสีพาสเทลอ่อนๆ ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้เกิดการสะท้อนของแสงและเงาบนหน้าปัดที่เปลี่ยนไปตามมุมมอง ชวนให้นึกถึงงานศิลปะอวองการ์ดมากกว่านาฬิกาบอกเวลาทั่วไป

Must Have 5 นาฬิกาสีพาสเทล 2026

4. Vanguart: ความล้ำสมัยระดับไฮเอนด์

ในขณะที่แบรนด์อิสระระดับไฮเอนด์อย่าง Vanguart ก็นำเฉดสีพาสเทลมาตีความในบริบทของความหรูหราแห่งอนาคต พวกเขาใช้การจับคู่สีโทนอ่อนเข้ากับโครงสร้างกลไกที่ซับซ้อนและตัวเรือนรูปทรงล้ำยุค เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่านาฬิการะดับไฮคอมพลิเคชัน (High Complication) ไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในกรอบสีทองหรือสีเงินแบบคลาสสิกเสมอไป

Must Have 5 นาฬิกาสีพาสเทล 2026

5. Swatch x Audemars Piguet Royal Pop: บิ๊กโปรเจกต์ท้าทายขนบ

ปิดท้ายด้วยความตื่นเต้นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการ กับโปรเจกต์ความร่วมมือในรุ่น Royal Pop ที่เป็นการพบกันระหว่าง Swatch และ Audemars Piguet โดยนำเอารูปทรงสัญลักษณ์แปดเหลี่ยมมาตีความใหม่ในรูปแบบของนาฬิกาพก (Pocket Watch) ที่สาดสีสันพาสเทลแบบจัดเต็ม ถือเป็นการท้าทายขนบความหรูหราแบบดั้งเดิม และเปลี่ยนนาฬิกาพกที่เคยถูกมองว่าโบราณให้กลายเป็นเครื่องประดับแฟชั่นสตรีทที่ดูสนุกสนาน

การเติบโตของนาฬิกาเฉดสีพาสเทลเหล่านี้ กำลังชวนให้เรานึกถึงในยุคที่นาฬิกาไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเวลาอีกต่อไป แล้วนิยามของคำว่า “นาฬิกาหรู” กำลังเปลี่ยนจากความเคร่งขรึมและประวัติศาสตร์อันยาวนาน มาสู่การเป็นพื้นที่แสดงออกถึงความสนุกสนานและรสนิยมส่วนตัวที่จับต้องได้ง่ายขึ้นใช่หรือไม่?

แล้วสำหรับหน้าร้อนนี้ ในบรรดางานดีไซน์สีพาสเทลทั้ง 5 สไตล์ที่คุณเพิ่งอ่านผ่านตาไป มีเรือนไหนที่คิดว่าสะดุดตาและคิดว่าน่าจะเข้ากับสไตล์การใช้ชีวิตของคุณมากที่สุด?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ทำไม Jaeger-LeCoultre ถึงเลือก “ไอยู” เป็นแอมบาสเดอร์คนล่าสุด
Patek Philippe เปิดตัวนาฬิกาสุดพิเศษ 2 รุ่นแรก ที่จะจัดแสดงในงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026
Hublot เปิดคอลเลกชันฤดูร้อน 2026 ด้วยเซรามิกเฉดสีพาสเทล ที่ดูผ่อนคลายขึ้นแต่ยังคงความซับซ้อนเชิงกลไกไว้ครบถ้วน