Home Blog Page 7

เปิดตัว Seiko Boutique Gaysorn บูติกแห่งใหม่และแห่งเดียวในประเทศไทยของ Seiko

ปักหมุดใจกลางเมือง ณ ชั้น 1 Gaysorn Centre

หลักจากเคยปักหมุดโลเกชันหลักของบูติก Seiko ที่เซ็นทรัลพลาซ่า พระราม 9 คราวนี้ Seiko ได้ฤกษ์ย้ายฐานที่มั่นมายังใจกลางเมืองอย่าง Gaysorn Centre พร้อมให้แฟนๆ Seiko เข้ามาสัมผัสเรือนเวลาคอลเลกชันต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายภายใน  Seiko Boutique Gaysorn ชั้น 1 Gaysorn Centre ที่ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 กรกฏาคมที่ผ่านมา โดยมีตรี-ภรภัทร ศรีขจรเดชา และ เดียร์น่า ฟลีโป มาร่วมแสดงความยินดี พร้อมถ่ายทอดความงดงามของเรือนเวลาจาก Seiko และบูติกแห่งใหม่ที่กำลังจะกลายเป็นศูนย์รวมของคนรัก Seiko ในประเทศไทยอีกด้วย

บูติกอันเรียบง่ายแต่ครบครัน

Seiko Boutique Gaysorn ยังคงความเรียบง่ายตามแบบฉบับญี่ปุ่นขนานแท้ เน้นการตกแต่งที่สร้างบรรยากาศอบอุ่น ผ่านการเลือกใช้โทนสีครีม สีขาว และสีน้ำตาล ให้ความรู้สึกสงบและเป็นมิตร พร้อมให้ผู้มาเยือนได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการเลือกชมเรือนเวลา และตามหารุ่นที่ใช่สำหรับตัวเอง ซึ่งการจัดแบ่งกลุ่มคอลเลกชันในโซนต่างๆ ออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์ในการทำความรู้จักกับคอลเลกชันที่มีคาแร็กเตอร์แตกต่างกันทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งตรงตามวัตถุประสงค์ของ Seiko ที่ต้องการให้ทุกคนได้ค้นพบนาฬิกาที่เหมาะสำหรับตัวเองที่สุด ภายในบรรยากาศอบอุ่นเป็นส่วนตัว และมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับนาฬิกาอย่างใกล้ชิด              

แต่ละโซนแบ่งแยกคอลเลกชันต่างคาแร็กเตอร์อย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น King Seiko ที่เป็นตัวแทนงานช่างฝีมือระดับสูงที่ถ่ายทอดมรดกอันเก่าแก่ของแบรนด์ในบริบทร่วมสมัย Prospex ที่จัดมาเอาใจสายสปอร์ตโดยเฉพาะ Presage สาย Dress Watch โก้หรูงานละเอียดพิถีพิถัน และ Astron ที่ผสานนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับนาฬิกาที่เหมาะสำหรับสวมใส่ได้ทุกวัน และ Seiko 5 Sports ที่จัดมาเพื่อสายแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความหลากหลายบนข้อมือ นอกจากนี้ยังมีรุ่นบูติกเอ็กซ์คลูซีฟที่วางจำหน่ายในบูติกเท่านั้น ให้แฟนตัวจริงของ Seiko ได้มีโอกาสครอบครองอีกด้วย  

@revowatchthai

บรรยากาศงาน Grand Opening ของ SEIKO (@Seiko_Thailand) Boutique แห่งใหม่ ณ Gaysorn Centre ที่รวมทั้งคนรักนาฬิกา นักสะสม และแขกคนสำคัญไว้ในค่ำคืนเดียว นอกจากการเปิดตัวบูติกโฉมใหม่แล้ว ภายในงานยังได้สัมผัสเรือนเวลาหลากหลายคอลเลกชัน พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวของโลกแห่งเรือนเวลาในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง #Seiko #RevolutionThailand

♬ Classical Violin Chamber Orchestra – ArtArea

และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 145 ปี ของแบรนด์นาฬิกาผู้วางรากฐานอุตสาหกรรมเรือนเวลาให้กับซีกโลกตะวันออก ทางแบรนด์จึงได้จัดนิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของแบรนด์ รวมถึงจัดแสดงนาฬิการุ่นครบรอบ 145 ปี Seiko จากทั้งห้าคอลเลกชันให้ได้เข้าชมกันตลอดหนึ่งเดือนเต็ม ณ พื้นที่จัดแสดงหน้าบูติกอีกด้วย  

              ใครมาตามหาเรือนเวลา Seiko เรือนโปรดเรือนใหม่ได้ที่  Seiko Boutique Gaysorn ชั้น 1 Gaysorn Centre แวะมาชมกันได้  

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Seiko 5 Sports HUF Limited Edition นี่คือการพบกันของจิตวิญญาณวินเทจและสตรีทคัลเจอร์ยุคใหม่

King Seiko VANAC กับภาพลักษณ์ความเท่และน้ำหนักที่เบายิ่งขึ้น

Seiko ฉลองครบรอบ 145 ปี ด้วยนาฬิการุ่นพิเศษที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ทั้ง 4 รูปแบบ

Introducing: เมื่อสถาปัตยกรรมบอกเล่าความดิบ นี่คือร่องรอยสิ่วบนเรือนเวลา Anoma A1 Prehistoric

ความไม่สมบูรณ์แบบที่ต้องแลกด้วยเวลา 5 ชั่วโมง

ในโลกของนาฬิกาหรูทั่วไป “ความสมบูรณ์แบบ” มักจะถูกวัดด้วยความเงางามของพื้นผิวที่ผ่านการขัดเงาแบบไร้รอยขีดข่วน โรงงานส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อลบเศษเสี้ยวของความไม่เรียบร้อยออกไปให้หมด แต่สำหรับ Anoma แบรนด์อินดี้หน้าใหม่จากลอนดอนที่เพิ่งก่อตั้งมาได้เพียง 2 ปี พวกเขาเลือกที่จะทำสิ่งตรงกันข้ามในผลงานล่าสุดอย่าง A1 Prehistoric ด้วยการเปลี่ยนตัวเรือนนาฬิกาให้กลายเป็นงานประติมากรรมที่เต็มไปด้วยรอยแผลและคราบไคลของงานมือ

ขอเล่าย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของนาฬิการุ่นนี้ค่อนข้างแปลกแยกจากอุตสาหกรรม เพราะ Matteo Violet Vianello ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เขาไม่ได้หยิบแรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง เครื่องบิน หรือประวัติศาสตร์กองทัพใดๆ แต่เขาได้ไอเดียหลังจากไปเดินชมนิทรรศการประติมากรรมของ Constantin Brâncuși ที่เซ็นเตอร์พอมพิดู ในกรุงปารีส ศิลปินผู้หลงใหลในความงามของเครื่องมือยุคหินโบราณอย่าง ขวานหิน หรือหัวลูกศร ที่ทำขึ้นด้วยมือมนุษย์ยุคแรก ความหยาบ ดิบ และรอยสกัดเหล่านั้นถูกส่งต่อมาเป็นโจทย์สำคัญในการดีไซน์นาฬิการุ่นนี้

มาดูความไม่สมบูรณ์แบบที่ต้องแลกด้วยเวลา 5 ชั่วโมง

หากมองผ่านๆ รูปทรงสามเหลี่ยมขอบมนแบบไม่มีขาตัวเรือน (Lug-less) ของตระกูล A1 นั้นก็ดูสะดุดตาอยู่แล้ว แต่ความพิเศษของเวอร์ชัน Prehistoric คือชิ้นส่วนเหล็กสเตนเลส 316L ทั้งหมด รวมถึงหัวเข็มขัดสายนาฬิกา ที่ถูกส่งไปให้ Steven Brunel ช่างแกะสลักชาวฝรั่งเศสผู้เคยฝากผลงานจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ลงมือ “สกัดด้วยมือ” ทีละชิ้นในเวิร์กชอปเล็กๆ ของเขา

กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงต่อหนึ่งเรือน ช่างจะใช้เครื่องมือค่อยๆ เซาะร่องและสร้างหน้าตัดที่เหลื่อมล้ำกันซึ่งจงใจให้ดูเหมือนหินที่ถูกกะเทาะ ผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิกาทั้ง 100 เรือนในซีรีส์นี้จะไม่มีเรือนไหนที่มีลวดลายเหมือนกันเลย ทุกรอยบากคือนามบัตรเฉพาะตัวของช่างผู้ทำ

งานฝีมือยังลามไปถึงพื้นหน้าปัดทองเหลือง ที่ไม่ได้ใช้เครื่องจักรปั๊มลาย Sunray ธรรมดาเหมือนนาฬิกาทั่วไป แต่ช่างต้องใช้มือกรีดลายทีละเส้น รวมแล้วกว่า 600 เส้นรอบหน้าปัด ก่อนจะนำไปย้อมสีเทาเข้ม Anthracite เพื่อให้ได้โทนสีมืดมนคล้ายกับหินเหล็กไฟ (Flint) ในยุคโบราณ เข็มทรงใบไม้ขัดเงาเรียบๆ นั้นจะทำหน้าที่บอกเวลาสองเข็ม โดยไม่มีโลโก้แบรนด์หรือหลักชั่วโมงมาคอยรบกวนความสวยงามของรอยกรีด

สัดส่วนบนกระดาษกับความจริงบนข้อมือ

ถ้าเรามองในแง่ของมิติ ตัวเรือนระบุขนาดไว้ที่ 39 x 38 มิลลิเมตร และหนา 9.45 มิลลิเมตร หากดูตามตัวเลขมันอาจจะฟังดูแปลกๆ สำหรับนาฬิกาทรงสามเหลี่ยม แต่ด้วยการออกแบบให้ส่วนล่างของตัวเรือนโค้งเว้าเข้าหาข้อมือ (Inward Curve) บวกกับการซ่อนเม็ดมะยมไว้ที่ด้านหลังตัวเรือนอย่างแนบเนียน ทำให้เมื่อสวมใส่จริง นาฬิกาเรือนนี้จะให้ความรู้สึกกะทัดรัดใกล้เคียงกับนาฬิกาทรงกลมขนาด 37 มิลลิเมตรเท่านั้น

ส่วนด้านในตัวเรือนของ Anoma นั้น เลือกใช้กลไกอัตโนมัติ Sellita SW100 ขนาดย่อมจากสวิส ซึ่งทำหน้าที่เงียบๆ อยู่หลังฝาหลังทึบ คอยจ่ายพลังงานสำรองราว 38-42 ชั่วโมง แม้ว่านักสะสมบางกลุ่มอาจมองว่าการใช้กลไกพื้นฐานในราคาค่าตัวระดับ 2,900 ปอนด์ (ประมาณ 130,000 บาท ไม่รวมภาษี) ดูจะสูงเกินไปนิด แต่เมื่อหักลบกับค่าแรงและชั่วโมงการทำงานด้วยมือของช่างแกะสลักระดับศิลปินแล้ว นี่คืองานศิลปะบนข้อมือที่จับต้องได้ง่ายมากเมื่อเทียบกับแบรนด์อิสระระดับท็อปอื่นๆ

การที่แบรนด์นาฬิการุ่นใหม่ๆ เลือกที่จะมองข้ามเทคโนโลยีวัสดุล้ำยุคอย่างคาร์บอนหรือเซรามิก แล้วหันกลับไปหาจิตวิญญาณของการทำเครื่องมือในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ชวนให้เราตั้งข้อสังเกตครับว่า ในยุคที่ AI และเครื่องจักร CNC สามารถตัดแต่งทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบได้ภายในไม่กี่วินาที คุณค่าของความหรูหรากำลังถูกย้ายไปอยู่ที่ “ร่องรอยความผิดพลาดอันตั้งใจ” ของมนุษย์ใช่หรือไม่?

แล้วสำหรับคุณผู้อ่านล่ะ มองว่างานผิวตัวเรือนดิบๆ แบบสกัดมือบนรูปทรงสามเหลี่ยมนี้ คือความท้าทายใหม่ที่น่าสะสม หรือยังคงชอบความเนี๊ยบกริบแบบดั้งเดิมมากกว่ากัน?

ข้อมูลทางเทคนิคAnoma A1 Prehistoric
ตัวเรือนสเตนเลสสตีล 316L ขนาด 39 x 38 มม. หนา 9.45 มม. สกัดผิวด้วยมือ
หน้าปัดทองเหลืองสีเทา Anthracite กรีดลายด้วยมือกว่า 600 เส้น
กลไกกลไกอัตโนมัติสวิส Sellita SW100 ความถี่ 4 Hz (28,800 ครั้ง/ชั่วโมง)
พลังงานสำรองประมาณ 38-42 ชั่วโมง
สายนาฬิกาสายหนังวัวอิตาลีสีเทา พร้อมหัวเข็มขัดเหล็กสกัดมือเข้าชุดกัน
จำนวนผลิตจำกัด 100 เรือนทั่วโลก สำหรับปี 2026

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
MB&F ฉลองเปิดตัว New York Lounge ด้วยรุ่นลิมิเต็ดสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “LM101 EVO NYC Edition” 
ชวนดูแนวคิด “ซ่อนวันที่” ของ Armin Strom Orbit
Introducing: Depancel Serie R Chronograph Ice Blue เมื่อกระจังหน้ารถคลาสสิกกลายมาเป็นนาฬิกาทรงเหลี่ยมสีไอซ์บลู

ทำไม Jaeger-LeCoultre ถึงเลือก “ไอยู” เป็นแอมบาสเดอร์คนล่าสุด

เคมีที่ลงตัว Jaeger-LeCoultre ประกาศแต่งตั้ง ไอยู (IU) เป็นแอมบาสเดอร์ระดับโลกคนล่าสุด

เวลาที่แบรนด์นาฬิการะดับสูงอย่าง Jaeger-LeCoultre (JLC) ประกาศแต่งตั้งตัวแทนระดับโลก (Global Ambassador) คนใหม่ สิ่งที่คนในวงการมักจะจับตากันไม่ใช่แค่เรื่องของความดัง เพราะในยุคนี้ใครๆ ก็เข้าหาซุปเปอร์สตาร์ได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “เคมี” และ “วิธีคิด” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังต่างหาก

และล่าสุดกับการเปิดตัว ไอยู (IU) หรือ อีจีอึน ศิลปินและนักแสดงสาวชาวเกาหลีใต้เข้ามาสู่ครอบครัว JLC อย่างเป็นทางการ ผ่านแคมเปญสัมภาษณ์สุดพิเศษในชื่อ The Hour Before ก็นับเป็นหมุดหมายที่ชวนให้นักสะสมและแฟนคลับได้มานั่งวิเคราะห์ร่วมกัน

เบื้องหลังความสำเร็จที่ต้องใช้ “เวลา” และ “ความเงียบ” เหมือนกัน

หากลองมองย้อนกลับไปในเส้นทางของไอยู จากเด็กสาวที่สื่อเกาหลีใต้เคยขนานนามว่าเป็น “น้องสาวแห่งชาติ” วันนี้เธอเติบโตมาเป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้รับความเคารพสูงสุดในอุตสาหกรรมบันเทิง สิ่งที่ทำให้เธอเดินมาถึงจุดนี้ไม่ใช่การวิ่งตามกระแสหรือการทำอะไรที่หวือหวา แต่คือระเบียบวินัย ความจริงใจในผลงาน และความเพียรพยายามแบบเงียบๆ

จุดนี้เองที่กลายมาเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญกับช่างทำนาฬิกาในโรงงานของ Jaeger-LeCoultre ที่สวิตเซอร์แลนด์ เพราะกว่าที่ชิ้นงานระดับสูงจะถูกประกอบเสร็จจนสามารถทำงานได้อย่างเที่ยงตรง มันต้องผ่านชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ความอดทน และความประณีตในระดับมิลลิเมตรหลังม่านเวที ซึ่งเป็นความทุ่มเทแบบเดียวกับที่ไอยูใช้ในการกลั่นกรองบทเพลงและบทบาทการแสดงของเธอ

The Hour Before บทสนทนาที่เริ่มต้นด้วยการประกอบนาฬิกา

ความน่าสนใจของแคมเปญเปิดตัวรอบนี้ไม่ได้มาเป็นภาพนิ่งแฟชั่นเซ็ตหรูหราแบบเดิมๆ แต่ JLC เลือกใช้วิธีเล่าเรื่องผ่านวิดีโอสัมภาษณ์แบบใกล้ชิด โดยให้ไอยูนั่งลองประกอบตัวเรือนนาฬิการุ่นคลาสสิกอย่าง Reverso ด้วยตัวเอง

สเปซในคลิปนี้ออกแบบมาให้ดูผ่อนคลายและจริงใจ เมื่อไอยูค่อยๆ ใช้เครื่องมือจับชิ้นส่วนนาฬิกาด้วยความตั้งใจ บทสนทนาก็จะค่อยๆ พาลูกค้าและแฟนเพลงดิ่งลึกเข้าไปในโลกส่วนตัวของเธอ ผ่านคำถามที่เชื่อมโยงระหว่างคุณค่าของแบรนด์กับความทรงจำ ทัศนคติ และรสนิยมส่วนตัวของเธอ มันชวนให้เราเห็นภาพของความสงบนิ่งและสมาธิ ซึ่งเป็นองค์ประกอบร่วมระหว่างศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูงกับวินัยของศิลปิน

นิยามใหม่ของความหรูหราที่ยั่งยืน

ความงามของไอยูมักถูกนิยามด้วยคำว่า Understated Elegance หรือความสง่างามแบบเรียบง่าย ไม่ตะโกน ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาของนาฬิกา Reverso ที่ขึ้นชื่อเรื่องรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสุดคลาสสิก ตัวเรือนที่สามารถพลิกกลับด้านได้นั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาตามแฟชั่นชั่วคราว แต่ถูกคิดค้นมาเพื่อตอบโจทย์ฟังก์ชันและความงามที่อยู่เหนือกาลเวลา

การจับคู่กันในครั้งนี้ชวนให้เราตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า ในยุคที่โลกหมุนไวและทุกอย่างพยายามส่งเสียงดังเพื่อแย่งชิงสปอตไลท์ การที่แบรนด์เก่าแก่เลือกเดินหน้าไปพร้อมกับผู้หญิงที่มีความมั่นใจแบบนิ่งๆ และเน้นความลึกซึ้งของเนื้อหามากกว่าเปลือกนอก กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางของความงามในอนาคต?

คุณล่ะคะ มองว่าภาพลักษณ์ความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยวินัยของไอยู จะช่วยเปิดประตูให้คนรุ่นใหม่หันมาเข้าใจและอินกับคุณค่าของนาฬิกาจักรกลชั้นสูงได้มากน้อยแค่ไหน? และคุณอยากเห็นเธอแมตช์นาฬิกา Reverso รุ่นไหนเข้ากับลุคบนพรมแดงครั้งต่อไปมากที่สุด?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Introducing: Depancel Serie R Chronograph Ice Blue เมื่อกระจังหน้ารถคลาสสิกกลายมาเป็นนาฬิกาทรงเหลี่ยมสีไอซ์บลู
MB&F ฉลองเปิดตัว New York Lounge ด้วยรุ่นลิมิเต็ดสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “LM101 EVO NYC Edition” 
Longines แต้มสีฟ้าลงบนหน้าปัดที่เคยเคร่งขรึม ในรุ่น Conquest Heritage Central Power Reserve

ชวนดูแนวคิด “ซ่อนวันที่” ของ Armin Strom Orbit

จากกลไกตามสั่ง สู่การผสานสีสันเข้ากับเนื้อโลหะ พร้อมสายเหล็กดีไซน์สปอร์ต ผลิตจำกัดเพียง 20 เรือนทั่วโลก

ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนสีนาฬิกา ส่วนใหญ่แบรนด์ต่างๆ มักจะเปลี่ยนแค่สีหน้าปัดจากน้ำเงินเป็นเขียว จากเขียวเป็นแดง แต่สำหรับ Armin Strom แบรนด์อินดี้ที่ชอบโชว์โครงสร้างกลไกเปลือยๆ พวกเขาคิดต่างออกไปในรุ่นล่าสุดอย่าง Orbit Midnight Purple เพราะรอบนี้พวกเขาเลือกย้อมสีม่วงลงลึกไปถึงชิ้นส่วนด้านในสุดของตัวเครื่องเลยทีเดียว

นาฬิการุ่นนี้มีจุดเด่นหลักๆ อยู่ 3 เรื่องที่ชวนให้เราหยุดมองและคิดตาม

หน้าต่างกลไกที่มีฉากหลังเป็นสีม่วงเนื้อทราย

ความเท่ของเรือนนี้คือมันไม่มีแผ่นหน้าปัดมาปิดทับชิ้นส่วนกลไก ทำให้เรามองเห็นชิ้นส่วนฟันเฟืองต่างๆ ลอยเด่นอยู่ด้านบน และเพื่อสร้างความแปลกใหม่ ทางแบรนด์จึงจับเอาแผ่นฐานกลไกชิ้นล่างสุดไปพ่นทรายให้มีผิวสากๆ แล้วย้อมเป็นสีม่วงเข้มโทน Midnight Purple

ผลลัพธ์ที่ได้คือ เมื่อแสงตกกระทบ ตัวโครงสร้างกลไกสีเงินที่อยู่ด้านบนจะดูมีมิติและลอยเด่นขึ้นมาทันทีเพราะมีพื้นหลังสีม่วงเข้มคอยขับอยู่ ถือเป็นการเล่นสนุกกับเฉดสีที่ดูฉลาดและไม่ตะโกนจนเกินไป

Armin Strom Orbit Midnight Purple

ฟังก์ชัน “Date-on-Demand” วันที่ตามสั่ง

นี่คือหัวใจสำคัญของนาฬิกาตระกูล Orbit เพราะปกตินาฬิกาทั่วไปจะบังคับให้เราเห็นวันที่อยู่ตลอดเวลา แต่ Armin Strom มองว่า บางครั้งคนเราก็แค่อยากมองหน้าปัดโล่งๆ เพื่อดูเวลาอย่างสงบ พวกเขาเลยออกแบบเข็มชี้วันที่ (เข็มปลายศรสีม่วง) ให้หยุดนิ่งอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาเสมอ

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณอยากรู้วันที่ แค่กดปุ่มตรงข้างตัวเรือน (ตำแหน่ง 10 นาฬิกา) เข็มศรสีม่วงจะดีดตัวไปชี้วันที่ปัจจุบันบนขอบเซรามิกสีดำทันที และเมื่อดูเสร็จแล้ว กดปุ่มอีกครั้ง เข็มก็จะดีดกลับมาซ่อนตัวที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาเหมือนเดิม โดยที่ระบบสมองกลข้างในยังคงนับวันที่เดินหน้าไปเรื่อยๆ อย่างแม่นยำ

ปรับลุคใหม่ด้วยสายเหล็ก และความหายากระดับ 20 เรือน

ในเวอร์ชันก่อนหน้านี้ นาฬิการุ่นนี้เคยมากับสายผ้าใบ ซึ่งให้ลุคที่ดูลุยๆ หน่อย มาในรุ่นนี้แบรนด์เลือกเปลี่ยนมาใช้สายสเตนเลสสตีลที่ออกแบบมาให้เชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกับตัวเรือน การเปลี่ยนมาใช้สายเหล็กช่วยเบรกความจัดจ้านของสีม่วงลง ทำให้ภาพรวมของนาฬิกาดูสุขุม เรียบหรู และสามารถใส่เข้ากับการแต่งตัวในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น และผลิตออกมาเพียงแค่ 20 เรือนทั่วโลก ทำให้มันกลายเป็นไอเทมสำหรับนักสะสมกลุ่มเฉพาะจริงๆ

ในโลกยุคปัจจุบันที่หน้าจอโทรศัพท์คอยแจ้งเตือนและยัดเยียดข้อมูลให้เราตลอดเวลา การที่แบรนด์นาฬิกายอมออกแบบกลไกที่ซับซ้อนขึ้น เพียงเพื่อให้ผู้สวมใส่มีสิทธิ์เลือกที่จะ “ซ่อน” หรือ “ดู” วันที่ได้ตามใจชอบ ชวนให้คิดเหมือนกันว่า หรือความหรูหราที่แท้จริงในยุคนี้ อาจไม่ใช่การอวดฟังก์ชันเยอะๆ แต่คือการมอบ “ความสงบทางสายตา” ให้กับผู้ใช้งาน?

ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิคArmin Strom Orbit Midnight Purple (Ref. ST26-OR.01)
ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 43.4 มม. หนา 12.6 มม. ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำ
กระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อนทั้งสองด้าน ฝาหลังเปลือย
การกันน้ำ5 ATM (50 เมตร)
กลไกกลไกอินเฮ้าส์อัตโนมัติ Calibre ASS20 ความถี่ 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง (3.5 Hz)
พลังงานสำรอง72 ชั่วโมง พร้อมระบบ Equal Force Barrel
สายนาฬิกาสายสเตนเลสสตีลแบบผสาน (Integrated Bracelet) พร้อมบานพับล็อกสองชั้น

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
The Reason Why: ทำไม Hublot Big Bang ถึงกลายเป็นไอคอนแห่งศตวรรษ? กับ 3 เหตุผลที่นักสะสมทั่วโลกหลงใหล
Rado ปลุกกระแสความสนุกให้กับตัวเรือนทรงรีระดับตำนานด้วยการเปิดตัว DiaStar Original Skeleton Limited Edition ที่มาพร้อม 3 เฉดสี

MB&F ฉลองเปิดตัว New York Lounge ด้วยรุ่นลิมิเต็ดสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “LM101 EVO NYC Edition” 

การหยิบเอา LM101 มาปรับลุคสปอร์ตในร่างทองโรสโกลด์หน้าปัดดำ ผลิตจำกัดเพียง 25 เรือน

หากคุณเป็นคนที่ติดตามวงการนาฬิกาอิสระ (Independent Watchmaking) มาสักระยะหนึ่ง คุณน่าจะพอเดาทางได้ว่าเมื่อเปิดพื้นที่ใหม่อย่าง MB&F Lounge กลางแมนแฮตตัน ทางแบรนด์คงไม่ปล่อยให้ริบบิ้นตัดผ่านไปเฉยๆ โดยไม่มีอะไรติดมือมาฝากนักสะสม และสิ่งที่ตามมาก็คือการหยิบเอาโมเดลที่มีฐานแฟนคลับหนาแน่นอย่าง LM101 มาปรับลุคใหม่ในชื่อ LM101 EVO NYC Edition

MB&F LM101 EVO NYC Edition

จุดเริ่มต้นของคอลเลกชันระดับตำนาน

การเลือกใช้โมเดล LM101 ในครั้งนี้ถือเป็นพิกัดที่น่าสนใจ เพราะหากย้อนกลับไปในปี 2014 นาฬิการหัสนี้คือหมุดหมายสำคัญของแบรนด์ในฐานะกลไกชุดแรกที่ทีมวิศวกรของ MB&F คิดค้นและพัฒนาขึ้นเองในบ้าน โดยได้ลายเซนต์อันประณีตของ Kari Voutilainen มาช่วยดูแลเรื่องโครงสร้างและการเก็บงาน แน่นอนว่าจุดเด่นที่ทำให้หลายคนจดจำรหัสนี้ได้ทันทีคือความเรียบง่ายที่จงใจตัดทอนสิ่งรบกวนสายตาออกไป เหลือไว้เพียงจักรกรอกขนาดใหญ่ที่ลอยเด่นอยู่ตรงกลาง คอยทำหน้าที่ควบคุมเวลาเคียงข้างกับหน้าปัดย่อย

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้หลุดออกจากกรอบเดิมๆ คือการเติมรหัสเดรสโค้ดตัวใหม่อย่าง “EVO” เข้ามาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการตอบรับคำเรียกร้องของนักสะสมกลุ่มที่อยากพานาฬิกาข้อมือราคาหลักล้านไปลุยในชีวิตประจำวันได้จริงมากขึ้น การปรับเปลี่ยนครั้งนั้นทำให้ตัวเรือนแข็งแรงขึ้นด้วยระบบซับแรงกระแทก FlexRing มีเม็ดมะยมขันเกลียวที่ช่วยให้เดินลุยฝนหรือลงสระน้ำตื้นๆ ได้แบบไม่ต้องกังวล รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้สายยางที่โอบรับไปกับข้อมือ

เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ NYC Edition

สำหรับเวอร์ชัน NYC Edition ล่าสุดนี้ ความน่าสนใจอยู่ที่การจับคู่สีและวัสดุที่ลดทอนความจัดจ้านลง แต่เพิ่มมิติด้วยความต่างของพื้นผิว ตัวเรือนถูกเปลี่ยนมาใช้ทองโรสโกลด์ 18K 5N+ วางอยู่บนพื้นแผ่นหน้าปัดย้อมดำด้วยเทคนิค PVD พร้อมปัดลาย Sunray การเลือกใช้พื้นหลังสีเข้มจัดตัดกับเนื้อทองสว่าง ช่วยทำหน้าที่เหมือนสปอตไลท์กลายๆ ที่ส่งให้จักรกรอกลอยตัวขนาด 14 มิลลิเมตรที่แกว่งด้วยความถี่ 2.5 เฮิรตซ์ ดูลอยเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจนภายใต้กระจกโดมแซฟไฟร์ทรงสูง ซึ่งการจัดวางองค์ประกอบแบบนี้ทำให้นึกถึงสถาปัตยกรรมตึกสูงในนิวยอร์กที่มีทั้งความขรึมและความโมเดิร์นอยู่รวมกัน

ถ้าพลิกไปดูด้านหลัง สิ่งที่ยืนยันความจำกัดของนาฬิกาเรือนนี้คือรอยสลักอักษร “MB&F NYC” ขนาดเล็กบนฝาหลังแซฟไฟร์ เป็นการฝากนามบัตรแบบเงียบๆ เพื่อบ่งบอกว่านี่คือ 1 ใน 25 เรือนที่จะถูกส่งมอบให้กับผู้ที่ไปเยือนเลานจ์แห่งใหม่บนชั้น 5 ของตึก Fuller Building เท่านั้น

หากมองในมุมของนักสะสม การทำรุ่นพิเศษเฉพาะพื้นที่ (Boutique Edition) อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในอุตสาหกรรมนี้ แต่สิ่งที่น่าคิดคือแนวคิดการออกแบบพื้นที่ของ MB&F ที่ตึก Fuller Building แมนแฮตตัน เพราะที่นี่ไม่ได้รับการนิยามว่าเป็น “บูติก” หรือร้านค้าทั่วไป แต่ถูกวางโครงสร้างให้เป็น “เลานจ์” ที่เปิดรับเฉพาะผู้ที่นัดหมายล่วงหน้า มันชวนให้เราตั้งคำถามว่า ในยุคที่การซื้อขายนาฬิกาหรูสามารถจบได้บนหน้าจอโทรศัพท์ การที่แบรนด์ยอมลงทุนสร้างพื้นที่ปิดในทำเลทองเพื่อให้คนมานั่งคุยเรื่องจักรกลข้อมือท่ามกลางงานศิลปะ กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางของความหรูหราในอนาคต?

สำหรับการเป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้ นับเป็นการเข้าถึงประสบการณ์ที่แบรนด์ตั้งใจออกแบบไว้ร่วมกับตัวนาฬิกา แล้วคุณล่ะ มองว่าการปรับโฉมกลไกคลาสสิกด้วยหน้าปัดดำบนตัวเรือนโรสโกลด์ในร่างสปอร์ตของเวอร์ชันนิวยอร์กนี้ เป็นส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับทิศทางใหม่ของแบรนด์ หรือคุณยังคงเทใจให้กับความคลาสสิกดั้งเดิมในตัวเรือนโลหะรุ่นแรกมากกว่ากัน?

ข้อมูลทางเทคนิครายละเอียด
ตัวเรือนโรสโกลด์ 18K 5N+ ขนาด 40 x 16.5 มม.
กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมสูง เคลือบสารตัดแสงสะท้อนทั้งสองด้าน
การกันน้ำ8 ATM (80 เมตร / 270 ฟุต) พร้อมเม็ดมะยมขันเกลียว
ระบบซับแรงกระแทกFlexRing ดักจับแรงกระแทกในชีวิตประจำวัน
กลไกไขลานด้วยมือ ประกอบด้วยชิ้นส่วน 233 ชิ้น ทับทิม 23 เม็ด ความถี่ 2.5 Hz
สายนาฬิกาสายยางสีดำพร้อมบานพับล็อกสายที่เข้าคู่กับตัวเรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
The Reason Why: ทำไม Hublot Big Bang ถึงกลายเป็นไอคอนแห่งศตวรรษ? กับ 3 เหตุผลที่นักสะสมทั่วโลกหลงใหล
Rado ปลุกกระแสความสนุกให้กับตัวเรือนทรงรีระดับตำนานด้วยการเปิดตัว DiaStar Original Skeleton Limited Edition ที่มาพร้อม 3 เฉดสี

Introducing: Depancel Serie R Chronograph Ice Blue เมื่อกระจังหน้ารถคลาสสิกกลายมาเป็นนาฬิกาทรงเหลี่ยมสีไอซ์บลู

นี่คือนาฬิกาทรงเหลี่ยมสไตล์รถแข่งคลาสสิก

ในโลกของการออกแบบนาฬิกาที่ได้แรงบันดาลใจจากยานยนต์ (Automotive-inspired watches) แบรนด์ส่วนใหญ่มักเลือกเดินบนเส้นทางที่คุ้นตา ด้วยตัวเรือนทรงกลม หน้าปัดย่อยสไตล์มาตรวัดความเร็ว และสายหนังเจาะรูระบายอากาศ แต่สำหรับแบรนด์อิสระสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Depancel เลือกที่จะเล่าเรื่องนี้ต่างออกไปในคอลเลกชัน Serie R ที่จงใจหยิบเอาอัตลักษณ์ของโครงสร้างด้านหน้ารถยนต์คลาสสิกมาตีความใหม่ในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ในรุ่นล่าสุดกับเวอร์ชันลิมิเต็ดเรือนนี้ที่เราหยิบมาเล่า แบรนด์ตัดสินใจสลัดลุคดุดันของโทนสีเข้มแบบรถแข่งในสนาม มารับจังหวะฤดูร้อนด้วยเฉดสีไอซ์บลู (Ice Blue) ที่กำลังเป็นกระแสในอุตสาหกรรมเรือนเวลา

จุดที่น่าสังเกตและแสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดคือพื้นผิวของหน้าปัด หากพิจารณาให้ดีเราจะพบว่าแบรนด์ไม่ได้ทำหน้าปัดเรียบๆ ทั่วไป แต่เลือกใช้การขัดแต่งลวดลายแถบแนวตั้ง (Vertical Stripes) ที่สื่อถึงกระจังหน้าหม้อน้ำของรถยนต์โบราณ วางล้อมรอบวงหน้าปัดย่อยตรงกลางที่ขัดลาย Sunray ผิวมันวาว การเลือกใช้เฉดสีฟ้าไอซ์บลูบนพื้นผิวที่มีการขัดแต่งต่างกันเช่นนี้ จะช่วยให้หน้าปัดมีมิติในการเล่นกับแสงอย่างชาญฉลาดโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวเรือนที่ซับซ้อน

ในส่วนของตัวเรือนสเตนเลสสตีล 316L นั้นมาในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 36 x 43 มิลลิเมตร ซึ่งการเลือกทำนาฬิกาทรงเหลี่ยมนั้นมีความท้าทายสูงในการบาลานซ์สัดส่วน เพราะหากออกแบบไม่ดีนาฬิกาจะดูแข็งและกางเกินไปบนข้อมือ แต่ Depancel ชดเชยจุดนี้ด้วยความหนา 12.95 มิลลิเมตร ควบคู่ไปกับการออกแบบมุมของหูสาย (Lugs) ให้ลาดลงรับกับสรีระข้อมืออย่างพอเหมาะ โครงสร้างตัวเรือนผ่านการขัดเงาสลับด้านเพื่อเน้นเส้นสายที่เฉียบคมแบบสถาปัตยกรรมตัวถังรถ

ถ้าเราพลิกมาด้านหลัง ฝาหลังเปลือยกรุกระจกแซฟไฟร์เผยให้เห็นการทำงานของกลไกอัตโนมัติโครโนกราฟ Caliber Peacock SL4612 ซึ่งถือเป็นการเลือกใช้กลไกที่น่าสนใจสำหรับแบรนด์ระดับไมโครแบรนด์ กลไกตัวนี้มาพร้อมกับระบบคอลัมน์วีล (Column Wheel) ที่ช่วยให้การกดจับเวลามีความนุ่มนวลและแม่นยำ พร้อมทั้งได้รับการตกแต่งชิ้นส่วนและโรเตอร์ขึ้นลานให้เข้ากับธีมยนตรกรรม ขับเคลื่อนด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และสำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง สำเร็จความสปอร์ตด้วยสายหนังวัวสีน้ำเงินเจาะรูสไตล์เรซซิ่งที่ตัดเย็บด้วยมือในฝรั่งเศส

สำหรับการเปลี่ยนมาใช้สีไอซ์บลูในเรือนเวลาทรงเหลี่ยมคลาสสิกแบบนี้ ถือเป็นการทดลองที่น่าสนใจ ไม่น้อย เพราะจะช่วยลดทอนความเข้มขรึมของนาฬิกาสปอร์ตสายมอเตอร์สปอร์ตแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นความสดใหม่ที่สวมใส่ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน

สำหรับคุณแล้ว นาฬิกาที่ได้แรงบันดาลใจจากรถยนต์ในร่างทรงสี่เหลี่ยมสีพาสเทลแบบนี้ ดูแปลกตาและน่าค้นหา หรือยังคงปักใจกับนาฬิกาจับเวลาทรงกลมคลาสสิกมากกว่ากัน?

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Depancel Serie R Chronograph Ice Blue (Limited Edition 300 เรือน)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 36 มม. x 43 มม. หนา 12.95 มม. กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อน ฝาหลังแซฟไฟร์เปลือย กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีฟ้าไอซ์บลู (Ice Blue) ตกแต่งลวดลายแถบแนวตั้ง (Vertical Stripes) ร่วมกับผิวมันวาวลาย Sunray บนหน้าปัดย่อย หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที), ระบบจับเวลาโครโนกราฟ (Chronograph) พร้อมสเกล Tachymeter รอบหน้าปัด
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติโครโนกราฟ Caliber Peacock SL4612 พร้อมระบบ Column Wheel ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังวัวเจาะรูสไตล์เรซซิ่ง (Racing leather strap) สีน้ำเงิน ตัดเย็บด้วยมือในฝรั่งเศส พร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มขัด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
The Reason Why: ทำไม Hublot Big Bang ถึงกลายเป็นไอคอนแห่งศตวรรษ? กับ 3 เหตุผลที่นักสะสมทั่วโลกหลงใหล
Rado ปลุกกระแสความสนุกให้กับตัวเรือนทรงรีระดับตำนานด้วยการเปิดตัว DiaStar Original Skeleton Limited Edition ที่มาพร้อม 3 เฉดสี

Patek Philippe เปิดตัวนาฬิกาสุดพิเศษ 2 รุ่นแรก ที่จะจัดแสดงในงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026

‘Burano’ Ref. 992/193J-001 และ ‘Sicilian Oranges’ Ref. 20179M-001

เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า สำหรับการจัดงาน Grand Exhibition ครั้งที่ 7 ที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 2–18 ตุลาคมนี้  Patek Philippe ได้เลือกกรุงมิลานประเทศอิตาลี เป็นสถานที่จัดแสดงงานครั้งสำคัญที่แฟนนาฬิกาทั่วโลกต่างเฝ้ารอคอยโอกาสที่จะไปสำรวจเบื้องหลังของ Patek Philippe อย่างใกล้ชิด และได้ชมนาฬิการุ่นพิเศษที่จะเปิดตัวในงานนี้ ล่าสุดทางแบรนด์ได้เผยโฉมนาฬิการุ่นพิเศษสองรุ่นด้วยกันที่ล้วนแต่ได้แรงบันดาลใจจากกลิ่นอายและสีสันของอิตาลีมาอย่างเต็มตัว


‘Burano’ Ref. 992/193J-001


 นาฬิกาพก ‘Burano’ Ref. 992/193J-001 ผลงาน Unique Piece ที่ถ่ายทอดทัศนียภาพของเกาะ Burano ในเมืองเวนิสได้อย่างวิจิตรงดงาม ด้วยการผสานเทคนิคอีนาเมลสุดประณีตอย่าง Cloisonné Enamel, Flinqué Enamel และ Paillonné Enamel ผสานเข้ากับการแกะสลักด้วยมืออย่างประณีต 

ฝาหลังตัวเรือนตกแต่งด้วยลวดลาย Guilloché รูปคลื่น ก่อนเคลือบด้วยโคลัวซอนเน่อีนาเมลที่ใช้เฉดสีมากถึง 70 สี ขณะที่ประกายสะท้อนอันสดใสของผืนน้ำได้รับการถ่ายทอดผ่านเทคนิค Paillonné ซึ่งฝังแผ่นทองคำและแผ่นเงินบาง ๆ ไว้ใต้ชั้นอีนาเมล เพื่อสร้างมิติและความเปล่งประกายอันน่าหลงใหล นอกจากนี้ ขอบฝาหลัง ขอบตัวเรือน และห่วงคล้องนาฬิกายังได้รับการแกะสลักลวดลายเส้นด้วยมือ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายโบราณที่ใช้ในงานลูกไม้ ศิลปะอันเลื่องชื่อของเกาะ Burano

หน้าปัดประดับลายกิโยเช่รูปคลื่นเช่นเดียวกัน ซึ่งเผยประกายงดงามผ่านชั้นอีนาเมลโปร่งแสงสีน้ำเงินด้วยเทคนิค Flinqué Enamel ช่วยเพิ่มความลุ่มลึกและความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นผิวหน้าปัด

นาฬิกาพกเรือนนี้มาพร้อมแท่นตั้งในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ โดดเด่นด้วยซุ้มโค้งที่ประดับลวดลาย Capstan Knot และห่วงวงแหวน 8 วง ฝังอัญมณีสปิเนล 108 เม็ด (รวม 1.15 กะรัต) และ แซฟไฟร์ 102 เม็ด (รวม 1.18 กะรัต) ซุ้มดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานทรงรีที่ทำจากบลูควอตซ์หุ้มด้วยงานแกะสลัก Glyptic บนคริสตัลหิน (Rock Crystal) และประดับบลูแซฟไฟร์ทรงคาบูชง น้ำหนัก 0.40 กะรัต มาพร้อมสายโซ่เยลโลว์โกลด์ ห้อยเหรียญเมดัลเลียนที่ประดับด้วยแซฟไฟร์ 18 เม็ด (รวม 0.31 กะรัต) และสปิเนล 18 เม็ด (รวม 0.30 กะรัต) เรียกได้ว่า เป็นผลงานที่รวบรวมเทคนิคงานหัตถศิลป์ชั้นสูงได้อย่างมีสีสันบรรเจิด ประณีตในทุกรายละเอียด

‘Sicilian Oranges’ Ref. 20179M-001

นาฬิกาตั้งโต๊ะทรงโดม ‘Sicilian Oranges’ Ref. 20179M-001 อีกหนึ่งผลงาน Unique Piece ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิค Grand Feu Cloisonné Enamel ถ่ายทอดความงดงามและเปี่ยมชีวิตชีวาของสวนส้มแห่งเกาะซิซิลี พร้อมแสดงถึงความเชี่ยวชาญทางเทคนิคอันโดดเด่นด้วยการสร้างมิติของภาพใน 2 ระนาบ ด้วยเทคนิค Miniature Painting on Enamel เพื่อให้เกิดความลึกเสมือนจริง

ในการรังสรรค์เส้นขอบของต้นส้มและผลส้ม ช่างลงยาต้องใช้งานลวดทองคำยาวรวมประมาณ 15 เมตร (น้ำหนักราว 26.8 กรัม) ในส่วนของการถ่ายทอดเฉดสีอันสดใสและหลากหลายของต้นส้มอาศัยอีนาเมลทั้งแบบโปร่งแสง กึ่งโปร่งแสง (Opalescent) และทึบแสง รวมถึง 49 เฉดสี เพื่อให้ได้รายละเอียดและมิติของธรรมชาติอย่างสมจริง

ภาพเมือง Palermo ในฉากหลังได้รับการวาดด้วยเทคนิค Miniature Painting on Enamel โดยใช้สีพาสเทลเพียง 4–5 เฉดสี เพื่อสร้างความนุ่มนวลให้กับองค์ประกอบของภาพ ความแตกต่างระหว่างสีสันสดใสของสวนส้มกับโทนสีอ่อนละมุนของฉากหลัง ช่วยให้ช่างลงยาสามารถสื่อถึงระยะห่างระหว่างสองระนาบได้อย่างแนบเนียน ผ่านการไล่ระดับความคมชัดและเงาเบลอ (Blurring and Shading Effects) ซึ่งสะท้อนถึงทักษะทางศิลปะและความเชี่ยวชาญในระดับสูง

แผ่นอีนาเมลแต่ละชิ้นผ่านการเผาด้วยอุณหภูมิ 900–910 องศาเซลเซียส จำนวน 9–11 ครั้ง เพื่อให้ได้สีสัน ความลึก และความคงทนตามมาตรฐานของศิลปะ Grand Feu Enamel วงแสดงเวลาบริเวณหน้าปัดได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาบนโบสถ์แห่งหนึ่งในซิซิลี ประดับด้วยเลขโรมันแบบติดตั้ง (Applied Roman Numerals) ที่พิมพ์ลายด้วยสีน้ำเงิน พร้อมเข็มนาฬิการูปใบไม้เคลือบแล็กเกอร์สีน้ำเงินแบบฉลุ ซึ่งโอบล้อมลวดลายโลหะตรงกลางที่ตัดเป็นรูปดวงอาทิตย์

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกล Caliber 17’’’ PEND TABLE ซึ่งได้รับการไขลานโดยอัตโนมัติผ่านมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยรักษาพลังงานของกลไกอย่างต่อเนื่อง พร้อมผสานศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาเข้ากับงานศิลป์ชั้นสูงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แน่นอนว่าภายในงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026 จะต้องมีการเปิดตัวนาฬิการุ่นลิมิเต็ดที่มีความพิเศษสุดอีกหลายรุ่น ส่วนจะมีรุ่นไหนที่น่าตื่นตาตื่นใจกันบ้าง เรามารอลุ้นไปพร้อมๆ กัน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – เทียร์รี สเติร์น (Thierry Stern)

Patek Philippe ประกาศจัดงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026

Longines แต้มสีฟ้าลงบนหน้าปัดที่เคยเคร่งขรึม ในรุ่น Conquest Heritage Central Power Reserve

นี่คือความขี้เล่นที่ซ่อนอยู่ในความคลาสสิก

สำหรับคนรักนาฬิกา การได้เห็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานยอมขยับออกจากพื้นที่ปลอดภัย มักจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเสมอ ยิ่งถ้าเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเนี้ยบและอนุรักษนิยมอย่าง Longines การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็อาจชวนให้ตั้งคำถามและชวนมองได้มากกว่าปกติ

หากยังจำกันได้ เมื่อปี 2024 Longines ได้ชุบชีวิตกลไกบอกพลังงานสำรองแบบพิเศษจากปี 1959 กลับมาอีกครั้งในรุ่น Conquest Heritage Central Power Reserve ซึ่งในตอนนั้นเปิดตัวด้วยหน้าปัดโทนสีที่เดาใจง่ายและปลอดภัยตามสูตรสำเร็จ ทั้งสีครีม สีเทา และสีดำ แต่ล่าสุดในปี 2026 นี้ แบรนด์เลือกที่จะหยิบเฉดสีใหม่อย่างสีฟ้าอ่อน (Light Blue Opalin) มาใส่ลงในโมเดลเดิม ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่น่าคิด เพราะนี่ไม่ใช่สีที่เราจะพบเห็นได้บ่อยนักในนาฬิกาสไตล์ย้อนยุคยุค 50s-60s

สิ่งที่ทำให้เรือนนี้แตกต่างจากนาฬิกาทั่วไปไม่ใช่แค่หน้าปัดสีฟ้าพาสเทล แต่คือวิธีที่กลไกภายในแสดงผลพลังงานสำรอง แทนที่จะใช้เข็มกวาดสเกลครึ่งวงกลมแบบที่คุ้นเคย Longines เลือกใช้แผ่นดิสก์สองแผ่นหมุนซ้อนกันอยู่ตรงกึ่งกลางหน้าปัด ความสนุก (และอาจจะความปวดหัวสำหรับบางคน) อยู่ตรงที่ตำแหน่งของเข็มชี้พลังงานจะเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ตามการขึ้นลาน หมายความว่าจุดที่บอกว่า “ลานเต็ม” หรือ “ลานหมด” จะไม่ได้อยู่ประจำที่เดิมตลอดเวลาเหมือนนาฬิกาทั่วไป

ลองจินตนาการถึงการเหลือบมองข้อมือเพื่อเช็กพลังงาน แล้วพบว่าหน้าปัดตรงกลางมีการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน มันอาจจะไม่ใช่วิธีการอ่านค่าที่ตรงไปตรงมาที่สุด และต้องใช้เวลาทำความเข้าใจมากกว่าปกติเล็กน้อย แต่นี่คือเสน่ห์ของการออกแบบที่กล้าฉีกกรอบเดิมๆ ในขณะที่อุตสาหกรรมนาฬิกาหลายแบรนด์มักใส่ฟังก์ชันบอกพลังงานสำรองไว้เป็นเพียงรายละเอียดแถวรองตรงมุมใดมุมหนึ่ง แต่เรือนนี้กลับเอามาวางไว้กลางหน้าปัดอย่างจงใจ

Longines Conquest Heritage Central Power Reserve In Light Blue

ในแง่ของสัดส่วน ตัวเรือนสเตนเลสสตีลมาในขนาด 38 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่พอดีสำหรับข้อมือยุคปัจจุบัน ทว่ามีความหนาอยู่ที่ 12.3 มิลลิเมตร ซึ่งอาจจะรู้สึกหนาไปนิดสำหรับนาฬิกาประเภทสามเข็มทั่วไป แต่ก็ชดเชยด้วยการกระจายน้ำหนักและสัดส่วนความยาวจากหูสายถึงหูสาย (Lug-to-Lug) ที่ 45.6 มิลลิเมตร ทำให้เมื่อสวมใส่จริงแล้วยังคงแนบไปกับข้อมือได้ดี ส่วนฝาหลังแซฟไฟร์เผยให้เห็นกลไก Caliber L896.5 ที่ทำขึ้นเพื่อ Longines โดยเฉพาะ พร้อมสายใยจักรกรอกซิลิคอนที่ช่วยต้านทานสนามแม่เหล็กในชีวิตประจำวัน โดยมีให้เลือกทั้งแบบสายเหล็กและสายหนังจระเข้สีเทา

Longines Conquest Heritage Central Power Reserve In Light Blue

กระแสหน้าปัดสีฟ้าอ่อนกำลังถูกนำมาใช้ในหลายๆ รุ่นของแบรนด์ ตั้งแต่ตระกูลสปอร์ตอย่าง Hydroconquest มาจนถึงรุ่นเดรสคลาสสิกเรือนนี้ สำหรับบางคน สีฟ้าอ่อนอาจดูแฟชั่นเกินไปสำหรับนาฬิกาที่ถอดรหัสมาจากปี 1959 แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง การจับคู่ระหว่างฟังก์ชันดิสก์หมุนที่ดูแปลกตากับสีสันที่สดใสขึ้น มันช่วยลดความเคร่งขรึมของนาฬิกาวินเทจลงไปได้มาก และเปลี่ยนให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นบทสนทนาที่สนุกขึ้นบนข้อมือ

Longines Conquest Heritage Central Power Reserve In Light Blue

แล้วสำหรับคุณ การที่แบรนด์นาฬิกาวินเทจหันมาเล่นกับเฉดสีสมัยใหม่แบบนี้ คิดว่าเป็นทิศทางที่ช่วยเพิ่มความสดใหม่ หรือยังคงชอบความเรียบง่ายในโทนสีคลาสสิกแบบดั้งเดิมมากกว่ากัน?

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ชื่อรุ่น: Longines Conquest Heritage Central Power Reserve (Reference: L1.648.4.92.6 สำหรับสายเหล็ก / L1.648.4.92.2 สำหรับสายหนัง)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 38 มม. หนา 12.3 มม. ความยาวขาแว่นถึงขาแว่น (Lug-to-Lug) 45.6 มม. ฝาหลังแซฟไฟร์เปลือย กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีฟ้าอ่อนโอพาลีน (Light blue opaline) ดีไซน์แบบ Sector Dial หลักชั่วโมงแบบ Applied พร้อมสารเรืองแสง Super-LumiNova
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที), วันที่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา, และแสดงพลังงานสำรองกึ่งกลางหน้าปัดด้วยแผ่นดิสก์หมุนสองแผ่น
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Caliber L896.5 (ผลิตโดย ETA เอกสิทธิ์เฉพาะ Longines) ความถี่ 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง สายใยจักรกรอกซิลิคอนทนทานต่อสนามแม่เหล็ก สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลพร้อมตัวล็อกระบบ Micro-adjustment หรือ สายหนังจระเข้สีเทา

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง
Hermès Arceau Cavalier en Formes ผลงานชิ้นพิเศษที่ผลิตขึ้นจำกัดเพียง 6 เรือนทั่วโลก

Bull & Bear เผยเมนูใหม่สไตล์สเต๊กเฮาส์เกรดพรีเมี่ยมปรุงรสชาติถูกปากโลคัลเอาใจทั้งสายเนื้อและซีฟู้ด

พร้อมเสิร์ฟมื้อแรกแล้ววันนี้ ที่ Bull & Bear โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok

ช่วงเวลาสุดพิเศษไม่ได้มีแค่ยามที่ได้จ้องมองนาฬิกาเรือนโปรด แต่เป็นการได้สวมนาฬิกาในฝันไปดินเนอร์กับคนที่อยากใช้เวลาด้วยในมื้ออาหารรสเลิศต่างหากล่ะ และเมื่อได้ข่าวว่า ห้องอาหาร Bull & Bear ชั้น 55 โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok กำลังจะเผยโฉมเมนูใหม่ ที่จัดเต็มทั้งในไลน์สเต๊กและซีฟู้ด ด้วยวัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยมและสไตล์การปรุงที่ถูกปากคนเอเชียด้วยฝีมือของเชฟจิ๋ว-หทัยรัตน์ อุระพันธมาศ เราก็รู้แล้วว่าต้องพานาฬิกาเรือนโปรดเรือนใหม่ไปโชว์ตัวที่ไหน ถึงจะอัพเกรดช่วงเวลาพิเศษให้เป็นช่วงเวลาคุณภาพอย่างแท้จริง

เมื่อวัตถุดิบชั้นเลิศจากทั่วโลกถูกปรุงด้วยรสมือเชฟไทย

อาหารรสเลิศเริ่มต้นจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมเสมอ ยิ่งสำหรับสเต๊กเฮาส์แล้ว ‘เนื้อสัตว์’ ที่เป็นตัวเอกของจาน ต้องผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน และที่ Bull & Bear เนื้อวัวที่เป็นวัตถุดิบหลักของสเต๊กเนื้อนุ่มล้วนเดินทางมาจากแหล่งผลิตชั้นเลิศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และยุโรป ไม่เพียงแต่มาจากแหล่งกำเนิดที่ได้รับการยอมรับ เนื้อแต่ละชนิดยังได้รับการคัดเลือกจากสายพันธุ์ วิธีการเลี้ยงดู และเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละภูมิภาค เพื่อสะท้อนแนวคิด ‘Terroir of Beef’ หรืออัตลักษณ์ของเนื้อจากแหล่งกำเนิดที่แตกต่างกัน เนื้อ American Wagyu ให้รสเข้มข้นถึงใจ แต่ถ้าใครชอบเนื้อสายละมุนต้องเลือกไปทางเนื้อ Australian Wagyu หรือ ‘Samurai Beef’ วากิวหายากจากจังหวัดไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ดำเนินการโดยฟาร์มครอบครัวซึ่งสืบทอดการเลี้ยงวากิวมากกว่า 3 รุ่น และได้รับรางวัลการันตีระดับประเทศจากประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

เนื้อวัวชั้นเยี่ยมจากหลากแหล่งที่มาจะถูกส่งไปเข้า Bull & Bear Dry-Aged Program ซึ่งเป็นการปรุงโดยใช้เทคนิคการบ่มเนื้อเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติและเนื้อสัมผัสให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น เมนูเด่นที่ต้องลองคือ Australian Black Angus NY Strip Steak ที่ผ่านกระบวนการ Whiskey Butter Aging นานกว่า 35 วัน หรือร่วมเดือนนิดๆ เลยทีเดียว เนื้อที่บ่มจนได้รสและสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ผสานเข้ากับกลิ่นอายของ Michter’s Kentucky Rye Whiskey ยิ่งเพิ่มกลิ่นหอมที่ซับซ้อน รสเข้มข้น และนุ่มละมุนในทุกคำที่ได้ลิ้มลอง

Bull & Bear Prime Cuts Voyage

หรือจะเลือกโปรแกรม Bull & Bear Prime Cuts Voyage ที่นำเสนอเนื้อวัวจากสามประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ให้ได้เปรียบเทียบอัตลักษณ์ของรสชาติ เนื้อสัมผัส และระดับไขมันแทรกที่แตกต่างกันของแต่ละสายพันธุ์ เนื้อวัวในโปรแกรมนี้มีสามสัญชาติด้วยกัน ได้แก่ American Wagyu Ribeye (MBS 6/7), Australian Wagyu Tenderloin (MBS 6/7) และ Bushu Wagyu Striploin A5 จากจังหวัดไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเลี้ยงด้วยสูตรอาหารพิเศษที่มีส่วนผสมของกากสาเกและแอปเปิ้ล ซึ่งแน่นอนว่า ให้กลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์ และเนื้อสัมผัสนุ่มนวล

และถ้าหากใครชอบรสจัดสไตล์เอเชียต้องไม่ผิดหวังกับเมนูใหม่ที่เติมความเผ็ดร้อนให้กับเนื้อชั้นเลิศได้อย่างกลมกล่อม และสามารถสร้างเซอร์ไพรส์ได้ในทุกคำ ด้วยเครื่องเคียงและซอสที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมรสชาติของเนื้อให้ยิ่งโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็น Prakaan Whiskey Peppercorn Jus ซอสพริกไทยที่ผสานกลิ่นควันและความซับซ้อนจากวิสกี้ไทย และ Siamese Green Pepper Chimichurri ที่นำซอสชิมิชูร์รีสไตล์อเมริกาใต้มาตีความใหม่ด้วยสมุนไพรไทย ผักชี ผักแพว และพริกลาบภาคเหนือ มอบมิติการรับรสที่แปลกใหม่ จัดจ้านแบบตะวันตกผสมกับกลิ่นหอมของสมุนไพรโลคัลได้อย่างน่าทึ่ง

Grilled Australian Lamb Saddle

ถ้าหากไม่ทานเนื้อวัวแต่ยังชื่นชอบรสเข้มข้นและกลิ่นที่มีเอกลักษณ์ของเนื้อแกะ เมนูใหม่ของ Bull & Bear ก็มีเนื้อแกะเกรดพรีเมียมให้เลือกเช่นกัน  โดยเชฟจิ๋วจะนำเนื้อแกะส่วนสันหลังมาปรุงเป็นเมนู Grilled Australian Lamb Saddle โดยปรุงด้วยเทคนิคซูวีด์เพื่อรักษาความชุ่มฉ่ำและรสชาติธรรมชาติของเนื้อแกะที่ถูกเลี้ยงดูด้วยอาหารคุณภาพ เสิร์ฟพร้อมครีมถั่วที่เข้ามาช่วยส่งเสริมรสชาติให้เข้มข้นและกลมกล่อมได้เป็นอย่างดี

Smoked Soy Butter Seafood Fettuccine

          หรือถ้าเป็นสายซีฟู้ดเลิฟเวอร์ทาง Bull & Bear ก็พร้อมต้อนรับด้วยเมนู Sea Bream Meunière ที่นำปลาบรีมมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย และแน่นอนว่าต้องปรุงรสแบบฟิวชั่นโดยผสานเทคนิคการปรุงอาหารตะวันตกเข้ากับวัตถุดิบจากเอเชีย ตัวแทนฝั่งเอเชียที่โดดเด่น คือ ก้านผักโอซุ่น (Wosun) ที่ตัดเป็นเส้นยาวคล้ายเส้นพาสต้า สร้างเนื้อสัมผัสที่แปลกใหม่และน่าจะถูกใจสายเฮลธ์ตี้  

            รีบหยิบนาฬิกาเรือนโปรดมาขึ้นลาน แล้วจองมื้อสุดพิเศษได้ที่ โทร. 02 846 8888 LINE: @WaldorfAstoriaBKK  หรือ bkkwa.fb@waldorfastoria.com ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

ลิ้มรสอาหารไทยสไตล์โลคัลแท้ๆ จากร้านดัง 4 ภาค ในโปรเจ็กต์ Taste of Thailand 2026ที่ Front Room โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok 

Geneva – The Capital of Haute Horlogerie

เมื่อ Audi แอบซุ่มทำซูเปอร์คาร์ 987 แรงม้า ออกมาขิง Lamborghini

Hublot เปิดคอลเลกชันฤดูร้อน 2026 ด้วยเซรามิกเฉดสีพาสเทล ที่ดูผ่อนคลายขึ้นแต่ยังคงความซับซ้อนเชิงกลไกไว้ครบถ้วน

เมื่อแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องนวัตกรรมวัสดุศาสตร์หันมาตีความสีสันประจำฤดูกาลผ่านความเรียบง่ายและกลไกที่หลากหลายยิ่งขึ้น

สำหรับคนรักนาฬิกา เสน่ห์ของ Hublot อยู่ที่ศิลปะแห่งการผสมผสานวัสดุ แต่บ่อยครั้งที่วัสดุศาสตร์ขั้นสูงของพวกเขามักจะถูกนำเสนอในมุมที่ดุดันหรือสีสันฉูดฉาดแบบตะโกน แต่ในงานเปิดตัวคอลเลกชันฤดูร้อนปี 2026 ณ แซงต์-โทรเปซ์ ริมชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน แบรนด์ได้แสดงให้เห็นวิธีคิดที่สุขุมและผ่อนคลายลงอย่างน่าสนใจ พวกเขานำวัสดุไฮเทคเซรามิกที่มีสิทธิบัตรเฉพาะตัว ซึ่งมีความแข็งแกร่งกว่าเซรามิกทั่วไปในตลาดถึง 300 วิกเกอร์ส มาเคลือบด้วยโทนสีพาสเทลรวม 6 โมเดลใหม่ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากความแข็งกร้าวทางวิศวกรรมสู่ความลงตัวบนข้อมือในวันพักผ่อนอย่างแท้จริง

Hublot Summer The Soft Side of High-Tech Ceramic

เจาะลึกความซับซ้อนของ 6 เฉดสีและกลไกประจำฤดูกาล

เริ่มต้นด้วยรุ่นแรก Big Bang Summer Multi-Colored Ceramic ขนาด 42 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นเรือนไฮไลท์ที่เล่าเรื่องสีสันพาสเทลได้จัดจ้านที่สุด ตัวเรือนชิ้นกลางผลิตจากเซรามิกสีชมพูและสีเขียวมิ้นต์ที่ผ่านการพ่นทรายละเอียดสลับกับงานขัดเงาอย่างมีมิติ เพิ่มความพิเศษด้วยชิ้นขอบตัวเรือนและฝาหลังที่เลือกใช้เซรามิกสีฟ้าสกายบลู ยึดด้วยสกรูไทเทเนียมทรงตัว H หน้าปัดเป็นแบบสเกเลตันแมตต์ที่โชว์ชุดคอลัมน์วีลของกลไกอินเฮาส์โครโนกราฟ Unico คาลิเบอร์ HUB1280 สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง และกันน้ำได้ 100 เมตร โดยรุ่นนี้จะผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือนเท่านั้น

Hublot Summer The Soft Side of High-Tech Ceramic
Hublot Summer

ขยับความเหนือชั้นขึ้นมาในรุ่นที่สองอย่าง Big Bang Summer Multi-Colored Ceramic ขนาด 44 มิลลิเมตร ที่ใช้โครงสร้างเลเยอร์สีพาสเทลภายนอกและตัวเรือนเซรามิกเหมือนกับรุ่นแรกทุกประการ แต่สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้พิเศษและแตกต่างคือการเปลี่ยนมาใช้แผ่นหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์สีชมพูโปร่งใส เพื่อเปิดพื้นที่ให้มองเห็นสถาปัตยกรรมกลไกทูร์บิญองอัตโนมัติ คาลิเบอร์ HUB6035 ที่จัดวางไมโครโรเตอร์ไว้ฝั่งหน้าปัดได้อย่างชัดเจน ตัวเรือนรุ่นนี้สามารถกันน้ำได้สูงถึง 300 เมตร และผลิตจำกัดแบบเอ็กซ์คลูซีฟเพียง 10 เรือนทั่วโลก

Hublot Summer

รุ่นที่สามคือ Big Bang Titanium Peach Ceramic ขนาด 42 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นรุ่นเดียวในคอลเลกชันนี้ที่ไม่ได้ใช้เซรามิกทำตัวเรือนหลัก โดยแบรนด์เลือกใช้ไทเทเนียมขัดซาตินสลับเงามาทำตัวเรือน เพื่อเน้นความเบาและทนทานแบบนาฬิกาสปอร์ต จากนั้นนำเซรามิกสีพีชขัดเงามาทำชิ้นขอบตัวเรือน แมตช์เข้ากับหน้าปัดสเกเลตันและชุดเข็มที่ย้อมเป็นสีพีชทั้งหมด ขับเคลื่อนด้วยกลไกฟลายแบ็กโครโนกราฟ Unico กันน้ำได้ 100 เมตร ถือเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ชอบความแกร่งของโลหะแต่ต้องการความนุ่มนวลของสีสันในฤดูร้อน

Hublot Summer

จากนั้นเดินทางเข้าสู่กลุ่มนาฬิกาสีเดี่ยวล้วนหรือโมโนโครมขนาดเล็กในรุ่นที่สี่ Big Bang Peach Ceramic ขนาด 33 มิลลิเมตร ตัวเรือน ขอบตัวเรือน และหน้าปัดผลิตจากเซรามิกขัดเงาสีพีชทั้งหมด

รุ่นนี้ให้ความรู้สึกนุ่มนวล อบอุ่น และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Big Bang ไซส์นี้ที่ไม่มีการประดับเพชรบนขอบเลย เพื่อตั้งใจเปิดพื้นที่ให้เนื้อสีพาสเทลและวัสดุทำหน้าที่เล่าเรื่องด้วยตัวเอง ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ 3 เข็ม คาลิเบอร์ HUB1120 พร้อมหน้าต่างวันที่ และสำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง

ถัดมาในรุ่นที่ห้า Big Bang Green Ceramic ขนาด 33 มิลลิเมตร ใช้สเปกกลไกอัตโนมัติ HUB1120 และโครงสร้างตัวเรือนเซรามิกขัดเงาขนาด 33 มิลลิเมตรที่ปราศจากเพชรเช่นเดียวกัน แต่เปลี่ยนเฉดสีทั้งหมดให้เป็นสีเขียวมิ้นต์ผิวกลอส ตั้งแต่หน้าปัด ตัวเรือน ไปจนถึงสายยางบุด้านในสีขาว ให้บุคลิกที่ดูสดชื่น ผ่อนคลาย และเหมาะกับบรรยากาศลอนช์ริมชายหาดอย่างลงตัว

Hublot Summer
Hublot Summer

ปิดท้ายคอลเลกชันด้วยรุ่นที่หก Big Bang Petrol Blue Ceramic ขนาด 33 มิลลิเมตร นาฬิกาเซรามิกขัดเงาขนาด 33 มิลลิเมตรที่มาในโทนสีน้ำเงินเพโทรลบลูล้วน หน้าปัดและตัวเรือนสีน้ำเงินเข้มโทนนี้ช่วยมอบความสุขุม ลุ่มลึก และเป็นรุ่นที่แมตช์เข้ากับการแต่งตัวได้ง่ายที่สุดในกลุ่มโมโนโครม ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ 3 เข็มและกันน้ำได้ 100 เมตร เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมซีรีส์

จากหน้าปัดสีหวานสู่การใช้งานจริง

นาฬิกาทุกรุ่นในคอลเลกชันฤดูร้อนนี้ ได้รับการติดตั้งระบบเปลี่ยนสาย One-Click ทำให้ผู้สวมใส่สามารถสลับสายยางสีพาสเทลที่บุด้านในด้วยสีขาวควบคู่กับตัวล็อกสายไทเทเนียมได้อย่างสะดวก พร้อมการรับประกันจากโรงงานที่ขยายระยะเวลายาวนานสูงสุดถึง 10 ปี ด้วยระบบ 5+5 ปี ภาพรวมของผลงานชุดนี้จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อวิศวกรรมวัสดุศาสตร์อันซับซ้อนเดินทางมาเจอกับการเลือกใช้เฉดสีที่ฉลาดและเข้าใจไลฟ์สไตล์ ผลลัพธ์ที่ได้คู่งานออกแบบที่ดูนุ่มนวล สวมใส่สบาย โดยที่คนรักนาฬิกายังคงสัมผัสได้ถึงสมรรถนะของกลไกอินเฮาส์ชั้นดีอยู่เช่นเดิม

ข้อมูลทางเทคนิค

Big Bang Summer Multi-Colored Ceramic 42 mm (Ref. 441.ERG.6610.RX)

  • ตัวเรือน: เซรามิกสีชมพู–มิ้นต์ พ่นทรายสลับขัดเงา ขอบและฝาหลังเซรามิกสีฟ้า ขนาด 42 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สเกเลตันโทนชมพู–มิ้นต์แบบแมตต์
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที โครโนกราฟ Flyback
  • กลไก: HUB1280 Unico อัตโนมัติ คอลัมน์วีล สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางสีฟ้าบุสีขาว พร้อมสายเปลี่ยนสีมิ้นต์และชมพู ระบบ One-Click ตัวล็อกไทเทเนียม

Big Bang Summer Multi-Colored Ceramic 44 mm (Ref. 429.ERG.6610.RX)

  • ตัวเรือน: เซรามิกสีชมพู–มิ้นต์ ขอบและฝาหลังเซรามิกสีฟ้า ขนาด 44 มม. กันน้ำ 300 เมตร
  • หน้าปัด: แซฟไฟร์โปร่งใสสีชมพู
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที ทูร์บิญอง
  • กลไก: HUB6035 ทูร์บิญองอัตโนมัติ ไมโครโรเตอร์ สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางสีฟ้าบุสีขาว พร้อมสายเปลี่ยนสีมิ้นต์และชมพู ระบบ One-Click ตัวล็อกไทเทเนียม

Big Bang Titanium Peach Ceramic 42 mm (Ref. 441.NCU.5920.RX)

  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมขัดซาตินสลับเงา ขอบเซรามิกสีพีช ขนาด 42 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สเกเลตันสีพีช
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที โครโนกราฟ Flyback
  • กลไก: HUB1280 Unico อัตโนมัติ คอลัมน์วีล สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางสีพีชแบบมีพื้นผิว ตัวล็อกไทเทเนียม

Big Bang Peach Ceramic 33 mm (Ref. 485.CUP.5920.RX)

  • ตัวเรือน: เซรามิกขัดเงาสีพีช ขนาด 33 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีพีชผิวเงา
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที วันที่
  • กลไก: HUB1120 อัตโนมัติ สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางสีพีชแบบมีพื้นผิว ตัวล็อกสเตนเลสสตีล

Big Bang Green Ceramic 33 mm (Ref. 485.GS.5271.RX)

  • ตัวเรือน: เซรามิกขัดเงาสีเขียวมิ้นต์ ขนาด 33 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีเขียวมิ้นต์ผิวเงา
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที วันที่
  • กลไก: HUB1120 อัตโนมัติ สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางสีเขียวมิ้นต์แบบมีพื้นผิว ตัวล็อกสเตนเลสสตีล

Big Bang Petrol Blue Ceramic 33 mm (Ref. 485.ES.5171.RX)

  • ตัวเรือน: เซรามิกขัดเงาสี Petrol Blue ขนาด 33 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สี Petrol Blue
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที วันที่
  • กลไก: HUB1120 อัตโนมัติ สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางสี Petrol Blue แบบมีพื้นผิว ตัวล็อกสเตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
The Reason Why: ทำไม Hublot Big Bang ถึงกลายเป็นไอคอนแห่งศตวรรษ? กับ 3 เหตุผลที่นักสะสมทั่วโลกหลงใหล
Rado ปลุกกระแสความสนุกให้กับตัวเรือนทรงรีระดับตำนานด้วยการเปิดตัว DiaStar Original Skeleton Limited Edition ที่มาพร้อม 3 เฉดสี

Parmigiani Fleurier อวดโฉม Tonda PF Sport Chronograph Ultra Cermet ด้วยหน้าปัด Mineral Blue

ความสปอร์ตระดับไฮเอนด์ในเฉดสีใหม่ Mineral Blue

เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Parmigiani Fleurier มักจะได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม (และคู่ควรอย่างยิ่ง) จากเรือนเวลาสไตล์เดรสสุดหรูอย่างตระกูล Toric รวมถึงโมเดลที่มีความเรียบหรูเหนือกาลเวลาอย่าง Tonda PF Chronograph Mystérieux ที่เพิ่งเปิดตัวไป ทว่าในอีกมุมหนึ่ง เรือนเวลาสปอร์ตพันธุ์แท้ที่อัดแน่นด้วยความดุดันและทรงพลังอย่าง Tonda PF Sport Chronograph Ultra Cermet ในเฉดสีใหม่ Mineral Blue ก็มีเรื่องราวและเสน่ห์อันน่าทึ่งที่ชวนให้เราต้องหันมาจับตามองเช่นกัน

Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Ultra-Cermet Mineral Blue

Ultra Cermet จัดเป็นวัสดุที่ทั้งน่าสนใจและแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ด้วยคุณสมบัติที่อยู่ตรงกลางระหว่างโลหะดั้งเดิมกับเซรามิกยุคใหม่ ทำให้มันสามารถดึงข้อดีของวัสดุทั้งสองโลกมารวมกันได้อย่างลงตัว โดย Parmigiani Fleurier ถือเป็นแบรนด์แรกที่นำวัสดุนี้มาใช้ ซึ่งเกิดจากกระบวนการเผาผนึก (Sintering) ผงเซรามิกและผงไทเทเนียมภายใต้สภาวะเฉพาะ จนได้ออกมาเป็นวัสดุที่มีส่วนผสมของโลหะสูงถึง 40% ส่งผลให้ตัวเรือนให้สัมผัสที่เย็นและพรีเมียมเหมือนไทเทเนียม ทว่ามีความแข็งแกร่งและทนทานต่ออุณหภูมิในระดับเดียวกับเซรามิก เมื่ออยู่บนข้อมือมันจึงให้ความรู้สึกมั่นคงเหมือนนาฬิกาโลหะ แต่ทนทานไร้รอยขีดข่วนในแบบฉบับของเซรามิกอย่างแท้จริง

Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Ultra-Cermet Mineral Blue

ตัวเรือนสปอร์ตทรง Tonda PF รุ่นนี้มาในขนาดที่ดูเต็มข้อล่ำสันที่ 42.5 มิลลิเมตร โดดเด่นด้วยโทนสีดำสนิท ขอบตัวเรือนแบบร่อง (Fluted Bezel) อันเป็นเอกลักษณ์ ถูกขัดแต่งพื้นผิวอย่างประณีตด้วยการสลับลวดลายแบบปัดด้าน (Satin) และขัดเงา ซึ่งเข้าคู่กันอย่างสมบูรณ์แบบกับพื้นหน้าปัดสีดำปัดลายซาติน ทว่าลุคที่ดูสปอร์ตและเคร่งขรึมนี้กลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันตาด้วยการแต่งแต้มเฉดสี Mineral Blue ลงบนหน้าปัดย่อยทั้ง 3 วง แมตช์คู่กับสายยางสีน้ำเงินที่ปั๊มลวดลายเท็กซ์ไทล์ (Textile Pattern) คล้ายผืนผ้า ซึ่งการเติมสีน้ำเงินเข้ามาในจุดนี้ ช่วยเบรกไม่ให้นาฬิกาดูจืดชืดหรือดุดันจนเกินไป แต่กลับช่วยเติมเต็มพลังงานความสดใสรับลมร้อน (Summery Energy) ให้กับเรือนเวลาสปอร์ตเรือนนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม

Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Ultra-Cermet Mineral Blue
Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Ultra-Cermet Mineral Blue

แน่นอนว่าศาสตร์แห่งเวลาระดับ Parmigiani Fleurier นั้น มีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องของวัสดุตัวเรือนที่แปลกใหม่หรือการจับคู่สีสันที่งดงาม เพราะภายใต้ฝาหลังเรือนนี้คือจักรวาลแห่งเรือนเวลาชั้นสูง (High Horology) ของแท้ โดยขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์ Calibre PF070 เครื่องจับเวลาอัตโนมัติความถี่สูงถึง 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง (5 Hz) สำรองพลังงานได้ยาวนาน 65 ชั่วโมง ทว่าสามารถรักษาความบางของตัวเครื่องไว้ได้อย่างน่าทึ่งเพียง 6.95 มิลลิเมตร ยิ่งไปกว่านั้นงานตกแต่งยังงดงามอย่างไร้ที่ติ ด้วยการใช้โรเตอร์ทองชมพู 22 กะรัตแบบฉลุโปร่ง (Open-worked) เปิดโอกาสให้เราได้ชื่นชมการทำงานของกลไกคอลัมน์วีล (Column-wheel), จักรกรอก (Balance Wheel) และชิ้นส่วนส่วนประกอบอันประณีตที่มีมากถึง 288 ชิ้นได้อย่างเต็มสายตา

Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Ultra-Cermet Mineral Blue
รายละเอียดทางเทคนิค
  • กลไก: กลไกอินเฮาส์อัตโนมัติโครโนกราฟ Caliber PF070, ความถี่สูง 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง (5 Hz), ประสิทธิภาพการสำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาทีขนาดย่อย (Small Seconds) และระบบจับเวลาโครโนกราฟ (Chronograph)
  • ตัวเรือน: วัสดุไฮบริด อัลตร้า-เซอร์เมท (Ultra-Cermet) ขนาด 42.5 มิลลิเมตร ความหนา 13.3 มิลลิเมตร, ขอบตัวเรือนแบบร่อง (Fluted Bezel), ประสิทธิภาพการกันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำปัดลายซาติน ตกแต่งรายละเอียดด้วยเฉดสีน้ำเงินแร่ธรรมชาติ (Mineral Blue) บริเวณวงหน้าปัดย่อยจับเวลา
  • สายนาฬิกา: สายยางสีน้ำเงิน Mineral Blue ปั๊มลวดลายถักทอแบบผ้า (Textile Pattern) มาพร้อมตัวล็อกสายแบบหัวเข็มขัด (Pin Buckle) ผลิตจากวัสดุ Ultra-Cermet

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
The Reason Why: ทำไม Hublot Big Bang ถึงกลายเป็นไอคอนแห่งศตวรรษ? กับ 3 เหตุผลที่นักสะสมทั่วโลกหลงใหล
Rado ปลุกกระแสความสนุกให้กับตัวเรือนทรงรีระดับตำนานด้วยการเปิดตัว DiaStar Original Skeleton Limited Edition ที่มาพร้อม 3 เฉดสี

เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver นาฬิกาดำน้ำที่น่าจับตา และรุ่นอื่นๆ ที่ถ่ายทอดมนตร์เสน่ห์ของแดนอาทิตย์อุทัยได้อย่างน่าชื่นชม

ภายในงาน Watches and Wonders 2026 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานมานี้ แบรนด์นาฬิกาจากซีกโลกตะวันออกอย่าง Grand Seiko ก็ไม่พลาดส่งรุ่น Novelties ไปแนะนำตัวถึงกรุงเจนีวา นับเป็นการประกาศศักดาว่าแบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นก็สามารถยืนหยัดอยู่ในระดับแถวหน้าทัดเทียมกับแบรนด์ Swiss Made ได้เช่นกัน ซึ่ง Grand Seiko ก็สามารถพิสูจน์ตัวเองมาได้อย่างไร้ข้อกังขามาอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้นาฬิการุ่นใหม่ที่ทำให้เห็นว่าแบรนด์นาฬิกาจากแดนอาทิตย์อุทัยเริ่มมีการขยับปรับทิศทางใหม่ๆ ได้อย่างชัดเจนก็คือนาฬิกาดำน้ำอย่าง Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver ส่วนรุ่นอื่นๆ นั้นยังคงเดินหน้าถ่ายทอดทัศนียภาพอันงดงามของแหล่งกำเนิด ควบคู่ไปกับกลไกอันน่าเชื่อถือ

Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver:  ขนาดเล็กลงแต่มาพร้อมกลไกรุ่นใหม่

การปรับตัวเรือนให้มีขนาดเล็กลง ซึ่งนับเป็นการปรับจูนให้ตรงกับกระแสความนิยมในนาฬิกาเรือนเล็กรับกับข้อมือเพรียวบางนั้นเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของนาฬิกาสายสปอร์ตอย่าง Ushio 300 Diver เพราะนี่เป็นนาฬิกาดำน้ำที่มีตัวเรือนขนาดเล็กที่สุดเท่าที่ทางแบรนด์เคยผลิตออกมา โดยมาในตัวเรือนขนาด 40.8 มม. ทำจากวัสดุ  High-Intensity Titanium ไทเทเนียมชนิดพิเศษที่มีความหนาแน่นสูง แต่มีน้ำหนักเบากว่าสเตนเลสสตีลราว 30% และมอบประกายเงางามที่ดูเท่หรูเฉพาะตัว ซึ่งทั้งตัวเรือนและสายนาฬิกาเลือกใช้วัสดุชนิดเดียวกันทำให้เกิดความต่อเนื่องตลอดทั้งเรือน  

สายที่มาพร้อมตัวล็อกระบบ micro-adjustment ที่ช่วยให้ปรับขนาดตามสรีระข้อมือของผู้สวมใส่ได้อย่างละเอียดตรงตามขนาดจริงยิ่งขึ้น

ไม่เพียงแต่คำนึงถึงเรื่องน้ำหนักที่ต้องพอเหมาะกับการทำกิจกรรมทางน้ำ แต่ความเอาใจใส่ของ Grand Seiko ยังครอบคลุมไปถึงตัวสายที่มาพร้อมตัวล็อกระบบ micro-adjustment ที่ช่วยให้ปรับขนาดตามสรีระข้อมือของผู้สวมใส่ได้อย่างละเอียดตรงตามขนาดจริงยิ่งขึ้น โดยสามารถปรับได้สามระดับด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ 6 มม. 18 มม. ไปจนถึง 24 มม. ทั้งนี้เพื่อให้ในยามสวมใส่ชุดประดาน้ำที่อาจมีความหนาทำให้นาฬิกาที่เคยพอดีข้อมือกลายเป็นคับแน่น สามารถปรับขยายให้สวมทับชุดประดาน้้ำได้พอดีที่สุด และไม่ต้องกังวลว่า จะเลื่อนหลุดขณะทำกิจกรรมหนักหน่วง เพราะตัวล็อกสายแบบบานพับมาพร้อมระบบนิรภัยที่แน่นหนา และออกแบบมาอย่างสวยงามด้วยการใช้โลโก้ GS ประทับตราบนตัวล็อก ซึ่งเป็นดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ลงตัวสำหรับสาวก Grand Seiko 

เครื่องหมายต่างๆ บนหน้าปัดยังเน้นความคมชัดด้วยการเจียระไนเหลี่ยมเพชรบริเวณขอบ ภายในบรรจุสารเรืองแสง lumibrite ทำให้การอ่านค่าชัดเจนในทุกสภาวะ

ในส่วนดีไซน์ของหน้าปัดก็ออกแบบมาเพื่อความสวยงามควบคู่กับความสะดวกสบายในการใช้งานเช่นกัน ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Evolution 9 ที่เน้นเส้นสายลื่นไหลแต่คมชัดมาแต่ไหนแต่ไร ตัวหน้าปัดเป็นลวดลายคลื่น ซึ่งสำหรับสาวก Grand Seiko คงจดจำหน้าปัดลวดลาย ‘Ushio’ ที่แปลว่า ‘กระแสน้ำ’ ได้ดี เพราะเป็นลวดลายที่ใช้ในนาฬิกาสปอร์ตของแบรนด์มาตั้งแต่ปี 2022 โดยในครั้งนี้กลับมาในสีน้ำเงินและสีเขียวไล่เฉด ที่ทำให้นึกถึงท้องทะเลทั้งในห้วงน้ำลึกและย่านน้ำตื้น ลวดลายที่สื่อถึงการไหลเวียนของกระแสน้ำที่โอบล้อมรอบเกาะญี่ปุ่นนี้ยังทำให้เรารู้สึกถึงพลังของสายน้ำในยามดูเวลาบนข้อมือ และไม่ใช่แค่สวยงามและมีความหมาย แต่เครื่องหมายต่างๆ บนหน้าปัดยังเน้นความคมชัดด้วยการเจียระไนเหลี่ยมเพชรบริเวณขอบ ทำให้ขอบเครื่องหมายหลักชั่วโมงดูคมชัด ภายในบรรจุสารเรืองแสง lumibrite ทำให้การอ่านค่าชัดเจนในทุกสภาวะ เช่นเดียวกับเข็มชั่วโมงและนาทีที่ถูกขับเน้นให้เด่นชัดด้วยหลักการเดียวกัน ล้อมรอบด้วยขอบแบบ 120 คลิก ที่เด่นเรื่องการปรับตั้งค่าได้อย่างแม่นยำ ตกแต่งด้วยแผ่นเซรามิกสีรับกับผืนหน้าปัดที่ไม่เพียงแต่ใส่มาเพื่อความสวยงามแต่ยังเพื่อเสริมความทนทานต่อการขีดข่วนและการกัดกร่อนอีกด้วย ทุกรายละเอียดบนหน้าปัดจึงออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานในทุกสภาวะโดยไม่ละทิ้งเรื่องความลงตัวสวยงาม จัดได้ว่า แข็งแกร่งแต่สวมใส่สบายและให้มาดหรูหราในรูปแบบสปอร์ตที่หลายคนตามหา

แต่ทีนี้การลดขนาดตัวเรือนลงทำให้มีข้อจำกัดเรื่องกลไกที่ต้องลดทอนชิ้นส่วน หรือปรับให้มีขนาดเล็กรับกับตัวเรือนไปด้วยหรือเปล่า สำหรับ Grand Seiko แล้วนี่ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นความท้าทายที่ต้องก้าวข้ามผ่านได้อย่างสง่างาม และก็ดูเหมือนว่า กลไก Spring Drive U.F.A. ที่มีความแม่นยำสูง จะได้รับมอบหมายหน้าที่นั้น ซึ่งด้วยโจทย์ดังกล่าวทำให้ต้องพัฒนาคาลิเบอร์ใหม่ที่มีความเหมาะสมและมอบประสิทธิภาพสูงสุด 

โดยมีช่างฝีมือแห่ง Shinshu Watch Studio ในเมืองชิโอจิริ จังหวัดนากาโนะ เป็นผู้ประกอบสร้างคาลิเบอร์ 9RB1 ที่มอบความเที่ยงตรงในระดับ ±20 วินาทีต่อปี สืบเนื่องจากการซีลคริสตัลออสซิลเลเตอร์ในระบบสุญญากาศ หลังผ่านกระบวนการบ่มนานถึงสามเดือนเพื่อสร้างความเสถียร ร่วมกับ IC ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ความถี่ของออสซิลเลเตอร์แต่ละตัวยังถูกวัดในหลายระดับอุณหภูมิ จากนั้นข้อมูลที่ได้จะถูกบันทึกลงใน IC กำลังไฟต่ำ เพื่อให้สามารถชดเชยอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ กลไกคาลิเบอร์นี้ยังมาพร้อมสวิตช์ปรับแต่งที่สามารถใช้ในการบริการหลังการขาย เพื่อแก้ไขความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นหลังจากผ่านการใช้งานมาเป็นระยะยาวนาน 

ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนมาใช้คาลิเบอร์ 9RB1 ยังทำให้การแสดงค่าการสำรองพลังงานถูกย้ายมาแสดงผลบนหน้าปัดแทนที่จะอยู่ข้างหลังกลไกแบบที่เคยเป็น แต่ก็ไม่ได้รบกวนดีไซน์บนหน้าปัดแต่อย่างใด เพราะจัดวางตำแหน่งได้ลงตัวทีเดียว ไม่บดบังรายละเอียดอื่นๆ และจะว่าไปก็ทำให้สะดวกในการเช็กพลังงานสำรองยิ่งขึ้นอีกด้วย   

Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver จึงเป็นตัวเปิดเกมในปี 2026 ที่น่าจับตามองที่สุดของ Grand Seiko เลยก็ว่าได้ 

ข้อมูลทางเทคนิค

รหัส: SLGB023, SLGB025

กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Spring Drive U.F.A. คาลิเบอร์ 9RB1 สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง ความเที่ยงตรง ±20 วินาทีต่อปี

ฟังก์ชัน:  แสดงค่าชั่วโมง นาที วินาที

ตัวเรือน: High-Intensity Titanium ขนาด 40.8 มม. กันน้ำในระดับ 300 เมตร

หน้าปัด: Ushio สีน้ำเงินและสีเขียวไล่เฉด

สาย: High-Intensity Titanium 


3 รุ่นใหม่ที่มาพร้อมแรงบันดาลใจจากธรรมชาตินอกหน้าต่างสตูดิโอ

Spring Drive U.F.A. Ice Forest at Dawn SLGB006: ความคลาสสิกอันน่าค้นหา

หน้าปัดของนาฬิกา Grand Seiko นั้นทำหน้าที่ดั่งผืนผ้าใบให้ศิลปินได้บันทึกภาพทิวทัศน์อันสวยสะกดใจในจากหน้าต่างห้องทำงานแต่ละฤดูกาลไว้ด้วยเทคนิคเฉพาะตัวที่เขาเชี่ยวชาญ สำหรับ SLGB006 ช่างนาฬิกาจากสตูดิโอไมโครอาร์ติสท์ลงมือบันทึกช่วงเวลาอันงดงามในยามรุ่งเช้าที่เกิดปรากฎการณ์ sun pillars ในชินชู ลำแสงอาทิตย์แนวตั้งที่สาดส่องลงมาตกกระทบกับอนุภาคน้ำแข็งในอากาศ ทำให้เกิดจุดสีทองล่องลอยอยู่ทั่วพื้นที่ ซึ่งการจำลองปรากฎการณ์อันน่าทึ่งนี้ ทำขึ้นด้วยเทคนิคเฉพาะของแบรนด์ที่สาวก Grand Seiko เคยได้เห็นในโมเดล SBGD202 ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้ผืนหน้าปัดเปล่งประกายด้วยจุดสีทองเหนือพื้นสีดำเรียบ แต่ใน SLGB006 มีรายละเอียดให้พิจารณามากกว่านั้น เพราะเราจะได้เห็นลวดลายผืนป่าสนสีดำที่ถูกปกคลุมด้วยละอองสีทองกระจายตัวอยู่ทั่วผืนป่าสีดำที่ดูลึกลับ จำลองมาไว้บนหน้าปัดที่โอบอุ้มไว้ด้วยตัวเรือนเยลโลว์โกลด์สุกปลั่งจับคู่กับสายหนังจระเข้สีดำสุดคลาสสิก

ส่วนกลไก Spring Drive U.F.A. คาลิเบอร์ 9RB2 ที่มีการขัดแต่งผิวอย่างประณีตถูกอวดโฉมผ่านฝาหลังใส ทำให้เราได้ชื่นชมการทำงานของกลไกที่นอกจากจะเที่ยงตรงสูงแล้วยังงดงามน่ามอง โดยเฉพาะส่วนสะพานจักรที่ขัดแต่งผิวอย่างละเอียด โรเตอร์สลักข้อความ “Spring Drive Ultra Fine Accuracy” และสเกลแสดงค่าการสำรองพลังงาน 72 ชั่วโมงที่ถูกจัดวางไว้เหนือกลไกอันเป็นเอกลักษณ์ของคาลิเบอร์รหัสนี้ 

Ice Forest at Dawn SLGB006 ผลิตจำกัดเพียง 80 เรือนเท่านั้น ถ้าใครชอบนาฬิกาหน้าตาสง่างามตามขนบแต่แฝงไว้ด้วยเสน่ห์น่าค้นหา รุ่นนี้น่าจะเข้าตาได้ไม่ยาก 

Elegance Collection Iwao Blue SBGY043: ความเพรียวบางอันแข็งแกร่ง

สายเดรสคงเปิดใจรับ SBGY043 ทันทีที่ได้เห็น เพราะนาฬิกาเดรสเรือนเพรียวบาง หน้าตาสุขุมนุ่มลึกรุ่นนี้ บ่งบอกความเป็น Grand Seiko ในทุกรายละเอียด ด้วยความที่มาในตัวเรือนทรง Thin Dress ขนาด 38.5 มม. อันเพรียวบางสมชื่อ และยังเป็นตัวเรือนที่สาวก Grand Seiko คุ้นเคยกันดีมาตั้งแต่ปี 2019 และยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยดีไซน์เรียบหรู เส้นสายสะอาดตาหมดจด และยังโค้งโอบรับกับสรีระข้อมือได้ดี ด้วยสายนาฬิกาแบบ 7 ข้อที่ขึ้นชื่อเรื่องสไตล์ที่ดูหรูหราและสวมใส่สบาย

สำหรับ SBGY043 มาในหน้าปัดสีน้ำเงินเข้ม ‘katsuiro’ ที่ดูเยือกเย็น และอ้างอิงได้กับสีย้อมครามที่เหล่าซามูไรผู้กล้านิยมสวมใส่เป็นตัวแทนแห่งความโชคดีในยามออกรบ ตกแต่งเป็นลวดลายหินที่เรียกว่า ‘iwao’ ลายหินที่สลักด้วยมือที่ดูแข็งแกร่งและละเอียดอ่อนในคราวเดียวกัน 

ขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 9R31 ระบบ Spring Drive แบบไขลานด้วยมือ พร้อมพลังงานสำรองนานถึง 72 ชั่วโมง ถ่ายทอดความประณีตในแบบฉบับ Elegance Collection ได้อย่างงดงาม ทำให้ SBGY043 เป็นนาฬิกาคลาสสิกที่ไม่เพียงสะท้อนรสนิยมเหนือกาลเวลา แต่ยังมอบประสบการณ์การสวมใส่ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์และความผูกพันในทุกช่วงเวลา 

Heritage Collection Cherry Blossoms Sakura Wakaba SBGH376: ความสดใหม่ที่คุ้นเคย

โดยปกติแล้วเมื่อนึกถึงดอกซากุระเรามักจะนึกถึงสีชมพูอ่อนหวาน โดยเฉพาะหน้าปัดสี Sakura ของ Grand Seiko ที่เลือกใช้เฉดสีชมพูละมุนที่ไม่หวานหยดเกินเหตุ แต่สำหรับ Sakura Wakaba” SBGH376 หน้าปัดที่ได้แรงบันดาลใจจากซากุระกลับกลายเป็นสีเขียวอ่อนเหลือบประกายไปเสียนี่ นั่นเป็นเพราะแทนที่จะเลือกแต่งแต้มสีของดอกซากุระลงบนหน้าปัดอย่างตรงไปตรงมา แต่กลับเลือกหยิบสีเขียวอบอุ่นของใบอ่อนแรกผลิที่แซมอยู่ระหว่างช่อดอกมาเป็นสีสันแทนสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่ที่เปี่ยมด้วยความหวัง 

หน้าปัดสีอบอุ่นในเฉดที่แปลกตาจากเดิม อยู่บนตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 38 มม. ซึ่งจัดว่าขนาดกะทัดรัดรับกับข้อมือเพรียวบาง ตัวเรือนรหัส 62GS ที่ถือกำเนิดในปี 1967 และถูกนำมาใช้ในรุ่นนี้มาพร้อมโครงสร้างไร้ขอบ เปิดให้หน้าปัดได้แสดงตัวอย่างเต็มที่ ทำให้หน้าปัดสีเขียวเหลือบประกายได้เล่นกับแสงในทุกมุมอย่างสนุกสนาน

สำหรับกลไกที่ขับเคลื่อน SBGH376 เลือกใช้คาลิเบอร์ 9S85 ที่เดินด้วยความถี่ 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง ทำให้มีความเสถียรสูง เช่นเดียวกับความเที่ยงตรงในระดับ +5 ถึง -3 วินาทีต่อวัน พร้อมพลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง จัดได้ว่ามาในรูปลักษณ์ที่คุ้นเคย เติมความสดใหม่เป็นเซอร์ไพรส์เล็กๆ ลงไป

แต่ยังคงเชื่อถือได้ในความเที่ยงตรงและเอกลักษณ์อันเป็นมรดกของ Grand Seiko อย่างครบถ้วน     

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Grand Seiko เปิดตัว Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver สองรุ่น และ SBGZ011 จาก Masterpiece Collection ภายในงาน Watches and Wonders 2026

Grand Seiko เปิดบูติกแห่งใหม่ ณ เกษรวิลเลจ ยกระดับประสบการณ์และสัมผัสปรัชญา Nature of Time

บทกวีแห่งฤดูใบไม้ผลิบนข้อมือที่บรรจงสร้าง Grand Seiko เผยโฉมเรือนเวลาควอตซ์ 26 มม. ใหม่ 2 รุ่น

Breitling เชิดชูเกียรติ ‘เอ็ดดี้ เมิกซ์’ ราชาแห่งจักรยาน ผ่านเรือนเวลารุ่นพิเศษ Top Time B01

Breitling Top Time B01 Eddy Merckx นาฬิการุ่นพิเศษฉลองราชาจักรยาน 525 เรือนทั่วโลก

สำหรับคอมมูนิตี้สองล้อ ชื่อของ Eddy Merckx (เอ็ดดี้ เมิกซ์) ไม่ใช่แค่ระดับตำนาน แต่เขาคือ GOAT (Greatest of All Time) ตลอดกาลของวงการนี้อย่างแท้จริง ตลอดเส้นทางอาชีพตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1960 ถึงปลายปี 1970

ยอดนักปั่นชาวเบลเยียมคนนี้ได้สร้างสถิติสุดมหัศจรรย์ที่ดูยังไงก็แทบเป็นไปไม่ได้ และยังคงไม่มีใครทำลายได้จนถึงยุคปัจจุบัน ด้วยผลงานการคว้าชัยชนะรวมถึง 525 ครั้ง, แชมป์แกรนด์ทัวร์ 11 สมัย, แชมป์โลก 3 สมัย และถ้วยรางวัลจากรายการระดับมอนูเมนต์คลาสสิกอีก 19 ครั้ง

Eddy Merckx

ประจวบเหมาะกับการเปิดฉากสัปดาห์แห่ง Tour de France 2026 การแข่งขันจักรยานทางไกลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประจำปี ณ เมืองบาร์เซโลนา ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2026 นี้ Breitling จึงได้ถือโอกาสเผยโฉม Top Time B01 Eddy Merckx เพื่อเชิดชูเกียรติและสืบสานตำนานอันยิ่งใหญ่ของ เอ็ดดี้ เมิกซ์

โดยนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นผลิตจำกัด (Limited Edition) เรือนนี้ ถือเป็นภาคต่อจากรุ่น Top Time Coppi และ Top Time Bartali เมื่อปีที่แล้ว ที่เคยออกมาอุทิศให้แก่ Fausto Coppi และ Gino Bartali สองตำนานนักปั่นชาวอิตาลีคู่ปรับตลอดกาลแห่งยุคหลังสงครามโลก

หากย้อนกลับไปในทศวรรษ 1960 ยุคของ Willy Breitling คอลเลกชัน Top Time ได้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะไลน์นาฬิกาโครโนกราฟที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยว สะท้อนถึงความเร็ว สไตล์ และจิตวิญญาณของยุคสมัยได้อย่างชัดเจน จึงไม่มีคอลเลกชันไหนจะเหมาะไปกว่านี้อีกแล้วในการนำมาสร้างสรรค์เพื่ออุทิศให้แก่ เอ็ดดี้ เมิกซ์ ยอดนักปั่นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬา เจ้าของฉายา “The Cannibal” (จอมเขมือบ) ที่ได้มาเพราะความกระหายในชัยชนะแบบไม่เคยปรานีใคร

นอกจากนี้ ดีเอ็นเอระหว่าง Breitling กับวงการจักรยานยังหยั่งรากลึกเกินกว่าที่คุณคิด เพราะยาวนานก่อนที่ Top Time จะเปิดตัว แบรนด์ได้ผลิตอุปกรณ์จับเวลาที่มีความแม่นยำสูงเพื่อรองรับโลกแห่งการแข่งขันกีฬามาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 รวมถึงนาฬิกาจับเวลาสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ และภายในทศวรรษ 1930 Breitling ก็ได้ก้าวขึ้นมาพัฒนาอุปกรณ์จับเวลาที่ใช้ในการแข่งขันจักรยานอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

Top Time B01 Eddy Merckx

มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 41 มม. แมตช์คู่กับปุ่มกดจับเวลาทรงหัวเห็ด (Mushroom Pushers) ย้อนยุค โดดเด่นกระแทกตาด้วยหน้าปัดสีเหลืองสด ซึ่งตั้งใจสื่อถึง “เสื้อสามารถสีเหลือง” (Yellow Jersey) ของผู้นำเวลารวมในรายการ Tour de France ตัดด้วยหน้าปัดย่อยจับเวลาสีเงินทรงสี่เหลี่ยมมน หรือ “Squircle” อันเป็นเอกราชของ Breitling พร้อมเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova ที่เข็มชั่วโมงและนาทีช่วยให้ระบุเวลาได้ชัดเจนในทุกสภาวะแสง

ลูกเล่นรอบหน้าปัดตรงสเกล Tachymeter ก็เท่ไม่เบา เพราะถูกแทนที่ข้อความ Units Per Hour เดิม ด้วยชื่อ Eddy Merckx ในโทนสีส้มแมนดารินสุดจี๊ด และเช่นเดียวกับรุ่น Coppi และ Bartali หน้าปัดที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาได้รับการประทับลายเซ็นของเขาเอาไว้ด้วย ส่วนฝาหลังกระจกแซฟไฟร์สลักข้อความ “Eddy Merckx Tribute” และตัวเลข “One of 525” เพื่อตอกย้ำถึงจำนวนแชมป์ทั้งหมดในชีวิตนักปั่นระดับพระกาฬของเขา

ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังระดับท็อปอย่างกลไกอินเฮาส์ Breitling Manufacture Caliber 01 กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติที่มาพร้อมระบบควบคุมแบบคอลัมน์วีล (Column Wheel) และระบบส่งกำลังเวอร์ติคัลคลัตช์ (Vertical Clutch) การันตีความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ผ่านการรับรองจาก COSC พร้อมสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 70 ชั่วโมง โดยตัวเรือนมาพร้อม 2 ออปชันสุดคลาสสิกให้เลือกแมตช์ ไม่ว่าจะเป็นสายหนังวัวฉลุรู (Perforated) สีดำเย็บตะเข็บขาว หรือสายถักสเตนเลสสตีล (Mesh Bracelet) เพื่อคงจิตวิญญาณความวินเทจอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Top Time ไว้อย่างครบถ้วน

Breitling Top Time B01 Eddy Merckx
รายละเอียดทางเทคนิค
  • กลไก: กลไกอินเฮาส์อัตโนมัติโครโนกราฟ Breitling Manufacture Caliber 01, ได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC, สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาทีเปิดย่อย (Small Seconds) และระบบจับเวลาโครโนกราฟ (Chronograph)
  • ตัวเรือน: วัสดุสเตนเลสสตีล ขนาด 41.0 มิลลิเมตร ความหนา 13.30 มิลลิเมตร, ประสิทธิภาพการกันน้ำ 100 เมตร (10 บาร์)
  • หน้าปัด: พื้นหน้าปัดสีเหลืองสด พร้อมวงหน้าปัดย่อยจับเวลาสีเงิน
  • สายนาฬิกา: สายหนังวัวคาล์ฟสกินสีดำฉลุรูพร้อมตัวล็อกแบบบานพับ (Folding Clasp) หรือสายถักสเตนเลสสตีลพร้อมตัวล็อกแบบปีกผีเสื้อ (Butterfly Clasp)
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 525 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

Blancpain ขยายคอลเลกชัน Villeret ด้วยขนาดใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้เดรสวอทช์คลาสสิกเข้าถึงผู้สวมใส่ได้หลากหลายขึ้น
ฉลอง 225 ปี ทูร์บิญอง Breguet ปล่อยนาฬิกาชิ้นโบแดง 4 เรือนรวด สะเทือนวงการไฮเอนด์ 
บอกลาความหนาเทอะทะและสายที่ไม่พอดีข้อมือไปได้เลย เพราะนี่คือการแก้เกมครั้งใหญ่ของ Grand Seiko ที่แฟนๆ ทั่วโลกเคยบ่น 

The Collector’s Perspective EP.15: สัมผัสเรื่องราวความหลงใหลในการสะสมนาฬิกากว่า 11 ปี สู่คุณค่าของกลไกโบราณ กับ ‘คุณวอม-ภูพิสิฐ’

0

เบื้องหลังหน้าปัดนาฬิกาเรือนงามที่คุณเห็น… มีเรื่องเล่าอะไรซ่อนอยู่มากกว่าแค่การบอกเวลา?

The Collector’s Perspective EP. นี้ จะพาทุกคนไปดำดิ่งสู่โลกแห่งเรือนเวลาผ่านมุมมองของ คุณวอม-ภูพิสิฐ สมิทธิเนตย์ นักสะสมผู้ใช้เวลากว่า 11 ปี ในการเดินทางตามหาจิตวิญญาณและเสน่ห์ของกลไกโบราณ คอลเลกชันของเขาไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และคุณค่าทางศิลปะที่หาชมได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

จากจุดเริ่มต้น… สู่การหลงรักใน “กลไกโบราณ”

การสะสมนาฬิกาสำหรับบางคนอาจเริ่มต้นที่ความหรูหรา แต่สำหรับคุณวอม มันคือการเดินทางตามหาอดีต

  • นาฬิกาพก (Pocket Watch) & นาฬิกาตั้งโต๊ะ (Desk Clock): ความงามของกลไกยุคเก่าที่ขับเคลื่อนด้วยฟันเฟืองและแรงสปริง สะท้อนถึงภูมิปัญญาของช่างนาฬิกาในอดีตที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณ
  • เสน่ห์ที่จับต้องได้: เสียงจักรกรอกและเสียงติ๊กต็อกที่เป็นดั่งชีพจรของกาลเวลา คือสิ่งที่ทำให้หัวใจของนักสะสมเต้นแรงทุกครั้งที่ได้สัมผัส

ความคลั่งไคล้ในประวัติศาสตร์ของ Breguet

ไฮไลต์สำคัญในคอลเลกชันของคุณวอม คือความหลงใหลในแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Breguet โดยเฉพาะเรื่องราวของเรือนเวลาเดินเรือประสิทธิภาพสูง (Marine Chronometers) ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อกองทัพเรือฝรั่งเศส ความแม่นยำที่เดิมพันด้วยชีวิตของเหล่านักเดินเรือในอดีต กลายมาเป็นแรงบันดาลใจและคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ในปัจจุบัน

“อะไรคือความภูมิใจที่แท้จริงของการเป็นนักสะสม?
มันอาจไม่ใช่เรื่องของมูลค่า แต่มันคือเรื่องเล่าที่ซ่อนอยู่ใต้กระจกหน้าปัดต่างหาก”

มาร่วมค้นหาคำตอบและเจาะลึกทุกซอกมุมของคอลเลกชันสุดพิเศษนี้ไปพร้อมกัน…

รับชมบทสัมภาษณ์แบบเต็มๆ ได้แล้ววันนี้

คุณสามารถรับชมเรื่องราวและชมความงามของนาฬิกาหาชมยากแบบเต็มๆ ได้แล้วทาง YouTube: REVOLUTION WATCH THAILAND

ร่วมพูดคุยและอัปเดตเทรนด์นาฬิกากับเราได้ที่:

#RevolutionWatchTH #TheCollectorsPerspective #Breguet #PocketWatch #LuxuryWatches #นาฬิกาโบราณ #นักสะสมนาฬิกา

เมื่อความสมบูรณ์แบบระดับพิพิธภัณฑ์มาอยู่บนข้อมือ นี่คือ Greubel Forsey “Balancier QM” นิยามใหม่ของศาสตร์การขัดแต่งด้วยมือ

การประกาศตั้งชื่ออย่างเป็นทางการให้กับมาตรฐานสูงสุด ‘Qualité Musée’ (QM) ผ่านเรือนร่างไวท์โกลด์ลิมิเต็ดอิดิชัน ผสานนวัตกรรมแฮร์สปริงอินเฮาส์ที่ผลิตเองทุกกระบวนการ

สำหรับคนรักนาฬิกาที่หลงใหลในความประณีตระดับสูงสุด ชื่อของ Greubel Forsey คือแบรนด์เอกเทศที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของศาสตร์แห่งการตกแต่งเรือนเวลามาโดยตลอดนับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2004 แต่ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา มาตรฐานงานขัดแต่งด้วยมืออันแสนเข้มงวดที่เป็นดั่งบรรทัดฐานของแบรนด์กลับไม่เคยถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการเลยแม้แต่ครั้งเดียว

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

มาในปีนี้ แผนกวิจัยพัฒนาเฉพาะกิจภายในห้องปฏิบัติการ EWT (Experimental Watch Technology) ได้สร้างจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัวเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Balancier QM (รหัส GF09CM) เพื่อเป็นตัวแทนในการมอบชื่อเรียกขานให้กับมาตรฐานระดับสูงนี้อย่างเป็นทางการว่า “Qualité Musée” (QM) หรือมาตรฐานระดับพิพิธภัณฑ์อย่างเต็มภาคภูมิ

เรือนเวลารุ่นแรกที่สลักชื่อมาตรฐาน Qualité Musée เอาไว้ภายในกล่องข้อความลับของกลไกอย่างเป็นทางการ

หนึ่งสะพานจักร เจ็ดเทคนิคการขัดแต่งด้วยมือ

มาตรฐาน Qualité Musée ได้เพิ่มเงื่อนไขอันเข้มงวดว่าทุกชิ้นส่วนต้องงดงามถึงระดับที่สามารถอยู่ในฐานะผลงานศิลป์ด้วยตัวเองได้อย่างเต็มภาคภูมิ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดถูกถ่ายทอดลงบนสะพานจักรที่รองรับบาลานซ์วีล ซึ่งเป็นชิ้นส่วนโลหะสตีลขนาดเพียงไม่กี่มิลลิเมตรแต่กลับรวบรวมเอาเทคนิคการขัดแต่งด้วยมือถึง 7 รูปแบบไว้ด้วยกัน โดยแขนสะพานจักรถูกขัดจนเงาใสไร้ที่ติบนพื้นผิวลาดโค้ง

ในขณะที่พื้นผิวปลายสะพานจักรฝั่งทับทิมกันสึกจะใช้การขัดเงาเรียบสนิทแบบ flat black ตกแต่งจุดกลมซ้อนเหลื่อมรอบข้างด้วยเทคนิค spotting และขัดลายวงกลม circular graining บริเวณส่วนร่องอย่างประณีต ส่วนด้านข้างถูกขัดเงาลาดโค้งรับกับแนวสายตา พื้นผิวส่วนที่เหลือขัดลายเส้นตรง straight-graining และทุกเหลี่ยมมุมผ่านการเจียรด้วยมือจนเกิดเป็นพื้นที่ลาดเอียงขนาดใหญ่พิเศษถึง 0.40 มิลลิเมตร

ลองจินตนาการดูว่าหากชิ้นส่วนสะพานจักรเพียงชิ้นเดียวยังซับซ้อนขนาดนี้ ชิ้นส่วนกลไกทั้งหมดที่มีถึง 298 ชิ้น จะต้องใช้ความทุ่มเทและเวลาจากช่างฝีมือชั้นครูมากมหาศาลเพียงใด

จากเส้นลวดสู่อินเฮาส์แฮร์สปริงเต็มรูปแบบ

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ Balancier QM คือชิ้นส่วนควบคุมการทำงานอย่างแฮร์สปริงหรือบาลานซ์สปริงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่ง Greubel Forsey เริ่มต้นวิจัยพัฒนามาตั้งแต่ปี 2012 เพื่อให้สามารถสร้างชิ้นส่วนสปริงที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากผู้ผลิตทั่วไป กระบวนการทั้งหมดเริ่มตั้งแต่การคิดค้นสูตรโลหะผสมเอง ดึงผ่านแม่พิมพ์เพชรธรรมชาติหลายขั้นตอนจนได้เส้นลวดบางเท่าเส้นผม รีดแบนด้วยความแม่นยำระดับไมครอน ม้วนด้วยมืออย่างประณีต และคงรูปด้วยเตาอบสุญญากาศความแม่นยำสูง โดยเครื่องมือจำนวนมากที่ใช้ในกระบวนการนี้เป็นอุปกรณ์โบราณที่นำกลับมาบูรณะใหม่เพื่อมอบคุณค่าที่เครื่องจักรสมัยใหม่ไม่สามารถทำแทนได้ หลังจากที่เคยทำสำเร็จในรุ่น Hand Made 1 และ Hand Made 2 วันนี้ในรุ่น Balancier QM แบรนด์ได้ขยายการผลิตแฮร์สปริงที่ทำเองเป็นการภายในนี้ไปสู่ทุกเรือนเวลาของ Greubel Forsey อย่างเต็มรูปแบบเพื่อรับประกันคุณภาพสูงสุด

สถาปัตยกรรมกลไกสามมิติที่จัดวางให้มีความลุ่มลึกราวกับภาพภูมิประเทศ

สถาปัตยกรรมกลไก 3 มิติในขนาดที่กะทัดรัดลง

ตัวเรือนทำจากวัสดุทองคำไวท์โกลด์ 18 กะรัต ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 39.60 มิลลิเมตร และมีความหนารวมกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมสูงอยู่ที่ 12.25 มิลลิเมตร โครงสร้างสถาปัตยกรรมด้านหน้าถูกออกแบบให้มีมิติความลึกไล่เรียงระดับอย่างสวยงามราวกับภูมิทัศน์ โดยเริ่มจากชุดเอสเคปเมนต์ที่วางตัวอยู่ลึกที่สุด นำสายตาขึ้นมายังเข็มวินาทีบนหน้าปัดย่อย ตลับลานคู่แบบหมุนเร็วที่สลักนูนข้อความด้วยมือ และไต่ระดับขึ้นไปยังหน้าปัดทองคำเคลือบโรเดียมที่ติดตั้งเข็มชั่วโมงและนาทีทำจากเหล็กบลูสตีลผ่านอุณหภูมิความร้อนสูง นอกจากนี้ ใต้แหวนบอกชั่วโมงยังมีเข็มมาตรแสดงพลังงานสำรองลึกลับที่ยาวนาน 72 ชั่วโมงบนสเกลเฉพาะตัว โดยมีระบบหยุดการทำงานของกลไกทั้งหมดหรือ Stop Balance เมื่อดึงเม็ดมะยมเพื่อตั้งเวลาได้อย่างแม่นยำ

แผ่นป้ายสลักคำว่า ‘Qualité Musée’ ที่แบรนด์เลือกที่จะซ่อนไว้ด้านหลังแท่นเครื่องทองคำเพื่อความเรียบง่าย

เมื่อพลิกกลับมาด้านหลัง ฝาหลังจะเผยให้เห็นการจัดวางระบบขึ้นลานราวกับการแสดงบนเวทีที่น่าตื่นตา ฟันเฟืองมีร่องเว้าลึกขัดลบมุมยาวต่อเนื่อง และชิ้นส่วนสตีลที่ซ่อนอยู่ภายในได้รับการขัดดำจนเรียบสนิทเช่นเดียวกับชิ้นส่วนที่มองเห็นได้ภายนอก ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์ยังเลือกที่จะซ่อนแผ่นทองคำลับสลักคำว่า “Qualité Musée” เอาไว้ภายในกลไกฝั่งด้านหลังแทนการประทับลงบนหน้าปัด เพื่อตอกย้ำแนวคิดที่ว่านาฬิกาของพวกเขาไม่ใช่เครื่องประดับสำหรับไว้อวดอ้างภายนอก แต่คือความสมบูรณ์แบบที่หยั่งลึกไปถึงทุกส่วนประกอบอย่างแท้จริง

เนื่องจากกระบวนการรังสรรค์ด้วยมือในมาตรฐาน Qualité Musée ที่เข้มงวดนี้ส่งผลให้แบรนด์ต้องจ่ายราคาด้วยเวลาที่ยาวนานและอาจทำให้มีจำนวนการผลิตที่น้อยลง แต่ Greubel Forsey เลือกที่จะไม่วัดความสำเร็จด้วยปริมาณ และตั้งเป้าผลิตเฉพาะชิ้นงานที่ดีที่สุด โดยรุ่น Balancier QM นี้จะผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 33 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ก่อนที่แนวคิดและมาตรฐานงานฝีมือนี้จะถูกส่งต่อไปยังโปรแกรมพัฒนา EWT รุ่นอื่นๆ ในอนาคต เช่น Nano Foudroyante และกลไกชุดใหม่ที่จะตามมาหลังจากนี้

สำหรับนักสะสมชาวไทยที่ต้องการสัมผัสความงดงามระดับมาสเตอร์พีซชิ้นนี้ สามารถติดต่อเข้าชมนาฬิกา Greubel Forsey อย่างเป็นทางการได้ที่บูติก SHH Pendulum บริเวณชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งดำเนินงานโดย Pendulum ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนาฬิกาหรูชั้นนำรายแรกของประเทศไทย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • จำนวนการผลิต: จำกัดเพียง 33 เรือนทั่วโลก
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18 กะรัต ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 39.60 มิลลิเมตร หนา 9.45 มิลลิเมตร (หนารวมกระจกหน้า-หลังคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดมสูง 12.25 มิลลิเมตร) และกันน้ำได้ที่ระดับ 3 ATM (ประมาณ 30 เมตร)
  • หน้าปัด: หน้าปัดทองคำเคลือบโรเดียมสามมิติเล่นระดับความลึก มาพร้อมเข็มชั่วโมงและนาทีทำจากเหล็กบลูสตีลผ่านกรรมวิธีอุณหภูมิความร้อนสูง และหน้าปัดย่อยแสดงเข็มวินาที
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาที, มาตรแสดงพลังงานสำรองแบบซ่อนรูป และระบบหยุดการทำงานของกลไกทั้งหมด (Stop Balance) เมื่อดึงเม็ดมะยมเพื่อตั้งเวลาอย่างแม่นยำ
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ ประกอบด้วยชิ้นส่วน 298 ชิ้น และทับทิม 34 เม็ด ทำงานด้วยความถี่ 21,500 รอบต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์) สำรองพลังงานยาวนาน 72 ชั่วโมงด้วยระบบตลับลานคู่หมุนเร็ว มาพร้อมนวัตกรรมแฮร์สปริงอินเฮาส์ที่ผลิตเองเป็นการภายใน และผ่านการตกแต่งด้วยมือตามมาตรฐานสูงสุด “Qualité Musée”
  • สาย: สายยางแต่งลวดลายหรูหราเย็บด้วยมือ จับคู่กับตัวล็อกแบบบานพับทองคำไวท์โกลด์สลักโลโก้ GF ด้วยมือ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จเตรียมจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2
Blancpain ขยายคอลเลกชัน Villeret ด้วยขนาดใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้เดรสวอทช์คลาสสิกเข้าถึงผู้สวมใส่ได้หลากหลายขึ้น
เมื่อคลื่นทรายและเปลวไฟสอดประสาน สัมผัสความอบอุ่นของผืนทรายบนข้อมือผ่าน De Bethune DB25xs Sand Winds

ฉลอง 225 ปี ทูร์บิญอง Breguet ปล่อยนาฬิกาชิ้นโบแดง 4 เรือนรวด สะเทือนวงการไฮเอนด์ 

จัดเต็มความอลังการกับ 4 สุดยอดเรือนเวลาที่ผสมผสานความทึ่งและความเซอร์ไพรส์แบบคาดไม่ถึง

ถึงโลกจะหมุนไปไกลแค่ไหน แต่ชื่อของ Breguet ก็ยังคงเป็นไอคอนที่ฝังรากลึกอยู่ในโลกนาฬิกายุคปัจจุบัน เพราะกลไกเทพๆ ที่เราเห็นกันจนชินตาในวันนี้ ล้วนสืบเชื้อสายมาจากสมองระดับอัจฉริยะของ Abraham-Louis Breguet ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบกันกระแทก (pare-chute), สปริงสายใยแบบยกขด (overcoil hairspring), ชุดปล่อยจักรแรงคงที่ (constant-force escapement) และแน่นอน… สุดยอดจักรกลแกว่งกวัดอย่าง “ทูร์บิญอง” (tourbillon)

แต่รู้ไหมว่า? เบื้องหลังความสำเร็จระดับตำนานเหล่านี้ มันเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางมรสุมชีวิต ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ชีวิตของ Breguet ต้องพลิกผันจนต้องทิ้งเวิร์กชอปคู่ใจแล้วลี้ภัยไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ (แถวเนอชาแตลและเลอโลกล์) แต่แทนที่เขาจะถอดใจทิ้งอาชีพนาฬิกา Breguet กลับใช้ช่วงเวลาที่ต้องห่างบ้านห่างเมืองนี่แหละ ตกผลึกความคิดและกลั่นกรองไอเดียสุดล้ำที่เคยคิดไว้ จนกลายมาเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกในเวลาต่อมา

ภาพเหมือนของอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ ค.ศ. 1747–1823 (ภาพ: ©คอลเล็กชันพิพิธภัณฑ์เบรเกต์)

หลังจากลี้ภัยอยู่พักใหญ่ พอได้กลับมาปารีสในปี 1795 ปรมาจารย์ Breguet ก็ไม่รอช้า ปล่อยของรัวๆ ด้วยซีรีส์สิ่งประดิษฐ์ที่จะกลายเป็นตำนานค้ำฟ้า เริ่มจาก ‘ชุดปล่อยจักรแรงคงที่’ ในปี 1798 ตามมาด้วยพระเอกของงานอย่าง ‘ทูร์บิญอง’ ในปี 1801 ซึ่งนวัตกรรมสุดล้ำทั้งสองชิ้นนี้ก็ได้รับการจดสิทธิบัตรในเวลาต่อมา

และปีนี้เอง คือการฉลองครบรอบ 225 ปีเต็ม ที่สิทธิบัตรทูร์บิญองของ Breguet ได้ถือกำเนิดขึ้น บอกเลยว่าในยุคนั้น มันคือกลไกที่ล้ำยุคแบบไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน เพราะนอกจากจะทำหน้าที่แก้ปัญหาความคลาดเคลื่อนของเวลา (จากแรงโน้มถ่วงโลกเวลาที่คนพกนาฬิกาพกไว้ในกระเป๋าเสื้อแนวตั้ง) มันยังเป็นกลไกที่ ‘ดูเพลิน’ จนละสายตาไม่ได้ ด้วยกรงจักรกลที่หมุนวนโชว์การทำงานของชุดควบคุมเวลาแบบเคลื่อนไหวต่อเนื่องไม่มีหยุด

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1801 ในประเทศฝรั่งเศส อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ ได้รับสิทธิบัตรซึ่งมีอายุสิบปีสำหรับกลไกควบคุมแบบใหม่ที่เรียกว่า “ทูร์บิญอง” (ภาพ: breguet.com)

เพื่อฉลองวาระยิ่งใหญ่นี้ Breguet เลยจัดหนักเปิดตัวนาฬิกาทูร์บิญอง 4 รุ่นใหม่ที่โชว์ของดีที่สุดของแบรนด์ โดยมาครบทุกสไตล์ตั้งแต่เดรสวอทช์ไซส์สลิม นาฬิกากลไกซับซ้อนระดับเทพ ไปจนถึงสปอร์ตหรูสุดเท่ ซึ่งสิ่งที่เชื่อมโยงแก๊งสี่ทหารเสือนี้เข้าด้วยกันก็คือ โทนสีพิเศษสำหรับฉลองครบรอบอย่าง ‘สีน้ำเงินบลูเดอฟรองซ์’ (Bleu de France) จับคู่กับงานตกแต่งสุดประณีต ทั้งการลงยา (Enamel) และงานแกะสลักสุดคลาสสิก 

ย้อนรอยตำนานนาฬิกาข้อมือทูร์บิญองรุ่นบุกเบิก

ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตนาฬิกาควอตซ์ (Quartz Crisis) ที่ทำเอาวงการนาฬิกากลไกแทบพังพินาศ เวิร์กชอปของ Breguet กำลังฟื้นตัวอย่างเงียบๆ ภายใต้การนำของยอดช่างนาฬิกา ‘แดเนียล โรธ’ (Daniel Roth ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นปรมาจารย์อิสระชื่อดัง) โดยได้ทุนหนุนหลังเคียงข้างจาก Chaumet แบรนด์จิวเวลรีที่เป็นเจ้าของ Breguet ในตอนนั้น ในยุคนั้นทีมงานได้พยายามดึงเอา ‘ดีเอ็นเอ’ ดั้งเดิมจากนาฬิกาพกโบราณของแบรนด์กลับมาปัดฝุ่นใหม่ จนในที่สุดก็ตกผลึกออกมาเป็น “Ref. 3350” นาฬิกาข้อมือทูร์บิญองเรือนแรกของแบรนด์ในปี 1988

ถ้าเป็นยุคนี้เราอาจจะเห็นทูร์บิญองกันจนชินตา แต่เชื่อไหมว่าในยุค 80s มันคือ ‘ของแปลก’ และทำยากสุดๆ มีแบรนด์นาฬิกาไม่กี่แบรนด์ในโลกเท่านั้นที่กล้าทำนาฬิกาข้อมือทูร์บิญองออกมาขาย ขนาดแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Patek Philippe กว่าจะเริ่มผลิตนาฬิกาทูร์บิญองแบบเป็นลอต (Serial Production) ก็ต้องรอจนถึงช่วงต้นยุค 90s นู่นเลย

นาฬิกา Breguet Tourbillon รุ่นดั้งเดิม Ref. 3350 เปิดตัวในปี 1988 (ภาพ: Chrono24.com)

Breguet Ref. 3350 รุ่นออริจินัลนั้น ถือเป็นประติมากรรมเรือนเวลาที่สวยงามและประณีตขั้นสุดด้วยขนาดตัวเรือนเพียง 35 มม. หน้าปัดแสดงเวลาถูกวางไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ในขณะที่กรงทูร์บิญองอยู่ที่ 6 นาฬิกา โดยมีสะพานจักร (Bridges) เชื่อมโยงผ่านหน้าปัดอย่างลงตัว แถมยังอัดแน่นไปด้วยงานแกะสลักลายกิโยเช่ (Guilloché) สุดคลาสสิก ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือนขนาดกะทัดรัด ซึ่งนี่แหละคือเสน่ห์ที่ทำให้มันพิเศษไม่เหมือนใคร

และในวันนี้ Breguet ได้ปลุกชีพวิสัยทัศน์ดั้งเดิมนั้นขึ้นมาอีกครั้งกับ ‘Classique Tourbillon 7357’ สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้เตะตาและทัชใจคนรักนาฬิกาสุดๆ คือความใจถึงในการทำไซส์คอมแพกต์: เพราะมันมาในขนาดเพียง 35 มม. เท่านั้น (เล็กกว่ารุ่นออริจินัลปลายยุค 80s ไปอีก 1 มม. เต็มๆ) แถมตัวเรือนยังบางเฉียบไม่ถึง 9 มม. เรียกว่าเป็นการรักษา ‘สัดส่วนที่โรแมนติกและคลาสสิกตามขนบดั้งเดิม’ ซึ่งบอกเลยว่าหาได้ยากยิ่งแล้วในโลกนาฬิกายุคปัจจุบัน

นาฬิกา Classique Tourbillon 7357 รุ่นใหม่ ตัวเรือนทำจากแพลทินัม (ภาพ: Revolution ©)
และในทองคำ Breguet 18k (ภาพ: Revolution ©)

แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าเป็นรุ่นใหม่ ก็ต้องมีการอัปเกรดให้ล้ำขึ้นตามยุคสมัย โดยตัวเรือนมีให้เลือกทั้งวัสดุพลาทินัมสุดหรู หรือถ้าอยากได้ความโดดเด่นสะดุดตาก็ต้อง ‘Breguet Gold’ ซึ่งเป็นทองสูตรลับเฉพาะของแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงานฉลองครบรอบ 250 ปีเมื่อปีที่แล้วนี่เอง ส่วนตัวกลไกด้านในยังคงรักษาจิตวิญญาณความคลาสสิกเอาไว้เต็มเปี่ยม แต่เพิ่มเติมคือการทำงานที่เสถียรและทันสมัยขึ้น

หัวใจดวงใหม่นี้คือ คาลิเบอร์ 187B (Calibre 187B) ที่พัฒนาต่อยอดมาจากกลไกประวัติศาสตร์อย่าง Calibre 558 (ซึ่งใช้เบสของ Lemania มาปรับแต่งเพื่อทูร์บิญองโดยเฉพาะ) โดยยังคงรักษาความถี่ในการทำงานไว้แบบสโลว์ไลฟ์ที่ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง ทำให้เกิดท่วงทำนองที่นุ่มนวล ชวนมอง และดูสบายตาเวลาอยู่บนข้อมือ แต่ในเรื่องของเพอร์ฟอร์มานซ์บอกเลยว่าจัดเต็ม! เพราะอัปเกรดให้สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 60 ชั่วโมง แถมยังทนทานต่อสนามแม่เหล็กได้ดียิ่งขึ้นด้วยการใช้ชิ้นส่วนพาเลทลีเวอร์ (Pallet Lever) ที่ทำจากซิลิเซียม (Silicon) อีกด้วย

หน้าปัดทำจากทองคำ Breguet 18K เคลือบด้วยไฟฟ้าสีเทาเข้ม (ภาพ: Revolution ©)

แต่ไฮไลต์เด็ดที่แท้จริงของเรือนนี้ ต้องยกให้งานดีไซน์หน้าปัดเลย ตัวหน้าปัดดีไซน์แบบหลากมิติ (Multi-layer) ที่มีการจัดวางเลเยอร์และแผ่นเพลตต่างระดับได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบมากในทางสายตา พอสมาร์ตโฟกัสไปที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา คุณจะเจอกับช่องเปิดโชว์กรงทูร์บิญองแบบเต็มๆ ตา ซึ่งผ่านช่องนี้เราจะมองเห็นทั้งตัวสะพานจักร ตัวกรงจักรกล และชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกขัดแต่งอย่างประณีตงดงามขั้นสุดอัดแน่นอยู่ในพื้นที่อันจำกัด บอกได้คำเดียวเลยว่า ถ้าได้เห็นและสัมผัสตัวจริงด้วยตาตัวเอง… มันคือความฟินที่สะกดจิตสุดๆ 

กลไกแบบกิโยเช่สมัยใหม่แทนที่ฝาหลังแบบสลักลายดั้งเดิม (ภาพ: Revolution ©)

แม้ว่าสายตาเกือบทุกคู่จะโดนความงามด้านหน้าตกไปเต็มๆ แต่บอกเลยว่า ‘ฝาหลัง’ ของเรือนนี้ก็งานดีไม่แพ้กัน งานแกะสลักลายเมล็ดข้าวบาร์เลย์ (Barleycorn Guilloché) บนแผ่นเพลตกลไกนั้นงดงามจนน่าทึ่ง เผลอๆ ในบางมุมอาจจะดูสวยสะกดสายตากว่าฝาหน้าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อมันเปล่งประกายล้อไปกับความอบอุ่นของวัสดุอย่าง Breguet Gold บนพื้นผิวที่เนียนตาไม่มีอะไรมาบดบัง ตัวเพลตถูกล้อมกรอบด้วยงานฝังสีน้ำเงินบลูเดอฟรองซ์ (Bleu de France) พร้อมชิ้นส่วนแผ่นป้าย (Appliques) ด้านล่างสองชิ้นที่สลักอักษรเพื่อสดุดีอัจฉริยบุคคลและสิ่งประดิษฐ์เปลี่ยนโลกชิ้นนี้ด้วยคำว่า “Brevet du 7 Messidor An 9” (วันที่ได้รับสิทธิบัตรตามปฏิทินปฏิวัติฝรั่งเศส) และ “Tourbillon 225e Anniversaire”

ข้อมูลทางเทคนิค: Classique Tourbillon 7357
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual Winding) คาลิเบอร์ 187B พร้อมระบบทูร์บิญอง
  • สำรองพลังงาน: 60 ชั่วโมง
  • ความถี่: 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง (2.5 Hz) เต้นช้าๆ แบบคลาสสิก
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และเข็มวินาทีวิ่ง (Running Seconds) บนตัวกรงทูร์บิญองที่หมุนรอบตัวเองใน 1 นาที
  • ตัวเรือน: ขนาดคอมแพกต์ 35 มม. หนา 9.2 มม. มีให้เลือกทั้งพลาทินัม 950 หรือทอง 18K Breguet Gold (กันน้ำได้ 30 เมตร)
  • หน้าปัด: ทำจากทอง 18K Breguet Gold แกะสลักลาย Clous de Paris ตรงกลาง และล้อมรอบด้วยลาย Barleycorn Guilloché สุดประณีต
  • สายนาฬิกา: สายหนังลูกวัวสีเทาหรือสีเบจ (ขึ้นอยู่กับเวอร์ชันตัวเรือน) พร้อมตัวล็อกสายแบบบานพับพับได้ (Folding Clasp) ที่ทำจากพลาทินัมหรือทองเข้าคู่กับตัวเรือน

มนต์สะกดแห่งทูร์บิญองลอยฟ้าสุดลึกลับ

รุ่นถัดมาคือ Classique Tourbillon ที่มาพร้อมกับความไม่ธรรมดา เพราะคราวนี้แบรนด์ได้จับเอาทูร์บิญองมาฟิวชันเข้ากับหนึ่งในกลลวงตาที่เก่าแก่ที่สุดของโลกนาฬิกา นั่นคือ ‘การแสดงเวลาแบบลึกลับ’ (Mysterious Display) ถ้าเราลองเพ่งมองดูรุ่น Classique Tourbillon Sidéral 7255 ดีๆ แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนกรงทูร์บิญองมันกำลัง ‘ลอยคว้าง’ อยู่กลางช่องหน้าปัด โดยดูเหมือนไม่มีชิ้นส่วนไหนเชื่อมต่อกับกลไกส่วนที่เหลือเลยแม้แต่น้อย

Classique Tourbillon Sidéral 7255 38 มม. ใหม่ (ภาพ: Revolution ©)

เบื้องหลังความเนียนตาจนเหมือนมีเวทมนตร์นี้ เกิดจากวิธีแก้ปัญหาแบบอัจฉริยะ 2 ข้อด้วยกันนั่นก็คือ ข้อแรก… นาฬิการุ่นนี้ไม่ใช่ทูร์บิญองแบบดั้งเดิมที่มีสะพานจักร (Bridge) ด้านบนมาบดบังสายตาเหมือนรุ่น 7357 ก่อนหน้านี้ แต่ตัวกรงถูกยึดโยงไว้จาก ‘ด้านล่าง’ เพียงด้านเดียว (หรือที่เรียกว่า Flying Tourbillon) เปิดโล่งด้านบนให้เห็นแบบเต็มตา ข้อที่สอง ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญเลยก็คือ ชุดจักรเฟืองที่คอยขับเคลื่อนทูร์บิญองนั้น ถูกติดตั้งอยู่บน ‘แผ่นดิสก์แซฟไฟร์โปร่งใส’ โดยขอบนอกของแผ่นดิสก์นี้จะถูกซ่อนไว้ใต้หน้าปัดอย่างมิดชิด ทำให้เรามองไม่เห็นระบบส่งกำลังเลย สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ให้เราเห็นจึงมีเพียงกรงทูร์บิญองที่กำลังลอยละล่องอย่างอิสระกลางอวกาศ

และบอกเลยว่า ผลลัพธ์ที่ได้มันทรงพลังมาก เพราะปกติแล้วแค่กลไกทูร์บิญองหมุนรอบตัวเองทุกๆ 1 นาทีมันก็สะกดสายตาจะแย่อยู่แล้ว แต่การได้มาเห็นมัน ‘ลอยได้’ ไปด้วยขณะหมุน บอกเลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมรุ่นเก๋าเกมหรือเพิ่งเข้าวงการ ก็ต้องโดนตกจนตาค้างเหมือนกันหมด นี่แหละคือข้อพิสูจน์ว่าทำไม ‘กลไกแสดงเวลาแบบลึกลับ’ (Mysterious Display) ถึงยังคงสร้างความประหลาดใจและครองใจผู้คนมาได้อย่างยาวนาน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

กลไกทูร์บิญองลอยตัวที่ดูลึกลับ (ภาพ: Revolution ©)

เพื่อขับเน้นให้กลไก ‘ลอยฟ้า’ ดูโดดเด่นสมบูรณ์แบบที่สุด Breguet เลยจัดเต็มด้วยการเนรมิตหน้าปัดโทนเข้มระยิบระยับแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในคอลเลกชันปัจจุบัน ซึ่งทางแบรนด์เรียกเทคนิคนี้ว่า ‘อเวนจูรีน อีนาเมล’ (Aventurine Enamel) อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เขาจะนำแก้วอเวนจูรีนมาบดจนเป็นผงละเอียด ยิบยับ แล้วนำไปผสมเข้ากับน้ำยาลงยา (Enamel Paste) ก่อนจะนำไปอบ

กรรมวิธีนี้จะคล้ายกับการทำหน้าปัดลงยาแบบดั้งเดิมเลย เพียงแต่ความท้าทายอยู่ตรงที่ตัวน้ำยาลงยานั้นมีเศษละอองอเวนจูรีนผสมอยู่ด้วย จากนั้นจึงนำหน้าปัดไปเผาในเตาด้วยอุณหภูมิความร้อนสูงทะลุ 800 องศาเซลเซียส ซึ่งความโหดและเนี้ยบระดับนี้แหละ ที่ทำให้มันคู่ควรกับคำว่าหน้าปัดลงยาชั้นสูงแบบ ‘กรองด์ เฟอ’ (Grand Feu Enamel) อย่างแท้จริง

ตัวเรือนแพลทินัมเซาะร่องดูหรูหราอย่างมีระดับเสมอ (ภาพ: Revolution ©)
กิโยเช่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับจานอาหารที่ค่อนข้างเรียบง่าย (ภาพ: Revolution ©)

และผลลัพธ์ที่ได้ก็บอกเลยว่า ความประกายความวิบวับนั้นไม่ได้เอะอะโวยวาย แต่จะมาแบบนุ่มนวล ทรงเสน่ห์ ซึ่งนี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้มันเวิร์กสุดๆ เพราะมันช่วยขับเน้นคาแรกเตอร์ความลึกลับน่าค้นหาของตัวนาฬิกาให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด และเพื่อให้องค์ประกอบทั้งหมดไร้ที่ติ Breguet จึงเลือกจับคู่หน้าปัดนี้เข้ากับตัวเรือน ‘พลาทินัม’ ที่มีโทนสีเงินเรียบหรูดูคูล เข้ากับธีมท้องฟ้าจำลองแห่งห้วงอวกาศ (Celestial Theme) และช่วยตอกย้ำออร่าความลึกลับของเรือนเวลาชิ้นนี้ได้อย่างเหนือชั้น

ข้อมูลทางเทคนิค: Classique Tourbillon Sidéral 7255
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual Winding) คาลิเบอร์ 187M1 พร้อมระบบฟลายอิ้งทูร์บิญองลอยฟ้า (Flying Tourbillon)
  • สำรองพลังงาน: 50 ชั่วโมง
  • ความถี่: 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง (2.5 Hz)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที และเข็มวินาทีวิ่ง (Running Seconds) บนตัวกรงฟลายอิ้งทูร์บิญองที่หมุนรอบตัวเองใน 1 นาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. หนา 10.2 มม. ทำจากพลาทินัม 950 สุดหรู (กันน้ำได้ 30 เมตร)
  • หน้าปัด: หน้าปัดลงยาชั้นสูง ‘กรองด์ เฟอ’ สีดำผสมอเวนจูรีน (Black Aventurine Grand Feu Enamel) ระยิบระยับราวกับดวงดาว
  • สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้ (Alligator) พร้อมตัวล็อกสายแบบบานพับพับได้ทำจากพลาทินัม
  • จำนวนการผลิต: เอ็กซ์คลูซีฟขั้นสุด ผลิตจำกัดเพียง 50 เรือนทั่วโลกเท่านั้น

ยอดจักรกลสายพานโซ่ ท็อปอัปบนทูร์บิญองสุดทรงพลัง

เรือนถัดมาที่แค่เหลือบตา มองหน้าปัดแวบเดียวก็รู้เลยว่าไม่ธรรมดา เพราะนี่คือ ‘Tradition Tourbillon 7047’ นาฬิกาที่ชูโรงด้วยสองสุดยอดกลไกอย่าง ทูร์บิญอง (Tourbillon) และระบบสายพานโซ่ (Chain-and-fusee) ซึ่งจับมือร่วมกันทำหน้าที่ยกระดับความเที่ยงตรงในการบอกเวลาให้แม่นยำขั้นสุด

กลไกฟิวเซ่และโซ่จับคู่กับทูร์บิญอง (ภาพ: Revolution ©)

มีเหตุผลร้อยแปดประการที่ทำให้คนรักนาฬิกาตกหลุมรักเรือนนี้ อย่างแรกเลยคือมันอยู่ในคอลเลกชันตำนานอย่าง ‘Tradition’ ไลน์อัปที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของ Breguet ยุคโมเดิร์น โดยคอลเลกชันนี้ได้แรงบันดาลใจเต็มๆ จากโครงสร้างกลไกนาฬิกาพกโบราณของแบรนด์ ผลลัพธ์ที่ได้คือการยกเอาเลเอาต์กลไกสุดคลาสสิกเหล่านั้นมาจัดวางอยู่บนข้อมือ เปิดเปลือยให้เราได้ดื่มด่ำกับความงามของหน้าปัดแสดงเวลาและกลไกจักรกลไปพร้อมๆ กันในคราวเดียว

และตัวท็อปที่สุดของไลน์นี้ก็คือรหัส ‘7047’ เรือนนี้เนี่ยแหละ ที่พกพามาทั้งระบบทูร์บิญองและระบบสายพานโซ่ (Fusee and Chain) ลองจินตนาการถึงเส้นสายของโซ่เส้นจิ๋วที่ยาวเหยียด ค่อยๆ ม้วนตัวพันรอบเฟืองจักรทรงหอคอยสูงตระหง่าน… เจ้ากลไกสุดอลังการนี้ทำหน้าที่รับแรงบิดจากตลับลาน (Mainspring) แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังงานที่ไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอและคงที่ ส่งตรงผ่านระบบเฟืองจักรไปเลี้ยงตัวทูร์บิญองนั่นเอง

สปริงซิลิโคนแบบมีขดลวดซ้อน (ภาพ: Revolution ©)
สีทูโทนสวยงาม (ภาพ: Revolution ©)

สิ่งที่ทำให้เจเนอเรชันนี้ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ คือการเลือกใช้โทนสีใหม่ที่สลัดภาพจำเดิมๆ และเติมเต็มความโมเดิร์นสุดล้ำให้กับคอลเลกชัน Tradition โดยแผ่นเพลตกลไกถูกรังสรรค์ด้วยสีน้ำเงินถึงสองเฉดสีฝั่งหนึ่งเป็นสีน้ำเงินอ่อนใสราวกับธารน้ำแข็ง (Glacial Ice) ส่วนอีกฝั่งเป็นสีน้ำเงินเข้มลุ่มลึกดั่งมหาสมุทร (Ocean) พร้อมเพิ่มมิติด้วยเทคนิคการพ่นทราย (Sandblasting) ที่ช่วยสร้างพื้นผิวระยิบระยับทำให้สีสันเหล่านี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา ส่วนหน้าปัดแสดงเวลาก็แน่นอนว่าต้องทำจากวัสดุลงยาชั้นสูงอย่าง ‘บลู กรองด์ เฟอ อีนาเมล’ (Blue Grand Feu Enamel) สรุปภาพรวมเลยก็คือ นี่คือเวอร์ชันที่พิเศษสุดๆ และสวยสะกดสายตาที่สุดเท่าที่เคยมีมาของเรือนเวลาธงลำใหญ่อย่าง Tradition 7047

สมาชิกคนสำคัญของวง (ภาพ: Revolution ©)
ข้อมมูลทางเทคนิค: Tradition Tourbillon 7047
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual Winding) คาลิเบอร์ 569 พร้อมระบบทูร์บิญองและชุดส่งกำลังแบบสายพานโซ่ (Fusee-and-chain)
  • สำรองพลังงาน: 55 ชั่วโมง
  • ความถี่: 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง (2.5 Hz)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาทีบนกรงทูร์บิญอง และมาพร้อมมาตรวัดสำรองพลังงาน (Power Reserve Indicator)
  • ตัวเรือน: ขนาดเต็มข้อ 41 มม. ทำจากพลาทินัม 950 ขอบตัวเรือนเซาะร่องขวางคลาสสิก (Fluted Case) ฝาหลังเปลือยโชว์กลไก (Exhibition Caseback) กรุกระจกแซฟไฟร์ (กันน้ำได้ 30 เมตร)
  • หน้าปัด: หน้าปัดลงยาชั้นสูงสีน้ำเงินบลูเดอฟรองซ์ ‘กรองด์ เฟอ อีนาเมล’ (Bleu de France Grand Feu Enamel)
  • สายนาฬิกา: สายยางสีน้ำเงินบลูเดอฟรองซ์ (Bleu de France Rubber Strap) ได้อารมณ์สปอร์ตโมเดิร์น พร้อมตัวล็อกสายแบบบานพับพับได้ทำจากพลาทินัม
  • จำนวนการผลิต: แรร์ระดับตำนาน ผลิตจำกัดเพียง 25 เรือนทั่วโลกเท่านั้น

นิยามใหม่ของนาฬิกาสปอร์ตทูร์บิญองระดับไฮเอนด์

ปิดท้ายด้วยรุ่นที่ต้องบอกว่าสร้างความเซอร์ไพรส์ให้เราแบบสุดๆ เพราะนี่คือนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ฉีกแนวจาก 3 รุ่นสไตล์คลาสสิกก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง แต่อย่าเพิ่งโดนหน้าตาที่ดูเรียบง่ายของ ‘Marine Tourbillon Équation Marchante 5887’ เรือนนี้หลอกเอาเชียวนะ เพราะเนื้อแท้ของมันห่างไกลจากคำว่าธรรมดาไปมาก ภายใต้ดีไซน์ที่ดูคลีนสายตา มันซุกซ่อน 3 สุดยอดกลไกซับซ้อนระดับโลกเอาไว้ด้วยกันอย่างเหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบทูร์บิญอง (Tourbillon), ฟังก์ชันปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) และระบบแสดงเวลาสุริยคติ (Equation of Time)

นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด และอาจจะเป็นรุ่นที่ดีที่สุดของ Marine Tourbillon Équation Marchante 5887 (ภาพ: Revolution ©)

อันที่จริงแล้ว Marine 5887 ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของคอลเลกชันสปอร์ตหรูรุ่นนี้มาอย่างยาวนาน ซึ่งในเวอร์ชันก่อนๆ หน้าปัดของมันอาจจะดูเรียบขรึมจนแทบจะซ่อนความซับซ้อนและงดงามระดับเทพเอาไว้ข้างในจนหมด แต่สำหรับเวอร์ชันฉลองครบรอบเรือนนี้ การได้โทนสีพิเศษอย่าง ‘สีน้ำเงินบลูเดอฟรองซ์’ (Bleu de France) เข้ามาช่วยแต่งแต้ม ดึงเอาความงดงามขั้นสุดของนาฬิกาเรือนนี้ให้ออกมาเฉิดฉายได้อย่างไร้ที่ติ

ตัวหน้าปัดผ่านกรรมวิธีการลงยาชั้นสูงแบบกรองด์ เฟอ (Grand Feu Enamel) พร้อมแต่งแต้มด้วยงานภาพวาดขนาดจิ๋ว (Miniature Painting) จำลองทัศนียภาพของท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวและพระจันทร์ดวงเด่น ซึ่งนี่ไม่ใช่ภาพท้องฟ้าทั่วไปนะ แต่เป็นภาพท้องฟ้าเหนือกรุงปารีส ณ วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1801 ซึ่งเป็นวันที่ Breguet ได้รับการอนุมัติสิทธิบัตรทูร์บิญองนั่นเอง! ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเข็มนาฬิกายังเพิ่มความโรแมนติกด้วยการดีไซน์เป็นรูปทรงดวงดาวและสมอเรือ ผสานเข้ากับธีมจักรวาลวิทยาได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยสุดยอดฟังก์ชันทั้งระบบปฏิทินถาวร เวลาสุริยคติ และทูร์บิญอง ล้วนได้รับการจัดวางและโชว์ตัวอย่างสง่างามเคียงคู่ไปกับหน้าปัดสุดวิจิตรนี้อย่างพร้อมเพรียง

หน้าปัดนาฬิกาที่ผสมผสานความคลาสสิกและความทันสมัยเข้าด้วยกัน (ภาพ: Revolution ©)

พลิกมาดูด้านหลังก็บอกเลยว่าอลังการไม่แพ้กัน กับงานแกะสลักด้วยมือ (Hand-engraved) อันประณีตงดงามเป็นรูปเรือรบหลวง ‘รอยัล หลุยส์’ (Royal Louis) แห่งศตวรรษที่ 18 โดยใช้เทคนิคการเล่นเฉดสีแบบทูโทนระหว่างทองสูตรพิเศษ Breguet Gold และโรเดียม (Rhodium) ซึ่งดีเทลสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้เองที่ทำให้ Marine 5887 โดดเด่นเหนือกว่านาฬิกาสปอร์ตทั่วไปอย่างชัดเจน พร้อมทั้งช่วยตอกย้ำว่าคอลเลกชัน Marine คือตัวเลือกนาฬิกาสปอร์ตระดับไฮเอนด์ที่หรูหราขั้นสุด และสามารถยืนหยัดประชันความเก๋าได้อย่างสมศักดิ์ศรี เคียงคู่กับสุดยอดเรือนเวลาคลาสสิกซับซ้อนระดับแกรนด์คอมพลิเคชัน (Grand Complications) สำหรับสุภาพบุรุษได้อย่างไม่มีข้อกังขา 

การแกะสลักด้วยมือบนกลไก (ภาพ: Revolution ©)
ข้อมูลทางเทคนิค: Marine Tourbillon Équation Marchante 5887
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ (Self-winding) คาลิเบอร์ 581DPE เพียบพร้อมด้วยระบบทูร์บิญองและกลไกซับซ้อนระดับสูง
  • สำรองพลังงาน: อึดสุดๆ ถึง 80 ชั่วโมง
  • ความถี่: 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4 Hz) เดินเนียนตาตามมาตรฐานนาฬิกาสปอร์ตยุคใหม่
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาทีบนกรงทูร์บิญอง, ระบบปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar), ระบบแสดงเวลาสุริยคติ (Equation of Time) และมาตรวัดสำรองพลังงาน
  • ตัวเรือน: ไซส์ใหญ่เต็มข้อ 43.9 มม. หนา 11.8 มม. ทำจากพลาทินัม 950 สุดแกร่ง (กันน้ำลึกได้ถึง 100 เมตร สมฐานะตระกูล Marine)
  • หน้าปัด: หน้าปัดลงยาชั้นสูงแบบไล่เฉดสีน้ำเงิน ‘บลู-เกรเดียนต์ กรองด์ เฟอ อีนาเมล’ (Blue-gradient Grand Feu Enamel) พร้อมหลักชั่วโมงเลขอารบิกแบบแปะ (Applied Numerals) และเข็มเคลือบสารเรืองแสง
  • สายนาฬิกา: สายยางสีน้ำเงินบลูเดอฟรองซ์ (Bleu de France Rubber Strap) พร้อมตัวล็อกสายแบบบานพับพับได้ทำจากพลาทินัม

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อคลื่นทรายและเปลวไฟสอดประสาน สัมผัสความอบอุ่นของผืนทรายบนข้อมือผ่าน De Bethune DB25xs Sand Winds
เมื่อ Universal Genève และ Breitling ตบเท้าเข้าร่วม Palexpo: สัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ที่ Watches and Wonders 2027 จะเป็นอย่างไร?
Perpetual Moon 41.5 Steel “Colours of the Moon” เมื่อหน้าต่างแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมของ Arnold & Son ได้รับการแต้มสีสันใหม่

Blancpain ขยายคอลเลกชัน Villeret ด้วยขนาดใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้เดรสวอทช์คลาสสิกเข้าถึงผู้สวมใส่ได้หลากหลายขึ้น

ขยายทางเลือกของ Villeret ให้ตอบโจทย์การสวมใส่ โดยยังคงรักษาเส้นสายอันเรียบง่ายและภาษาการออกแบบดั้งเดิมของคอลเลกชันไว้ครบถ้วน

ความเงียบมีเสียงดังกว่าการตะโกนเสมอ โดยเฉพาะในโลกที่ทุกคนกำลังบ้าคลั่งอยู่กับความหรูหราแบบส่งเสียงดัง ช่างทำนาฬิกากลุ่มหนึ่งเลือกที่จะนั่งนิ่งๆ มองดูเข็มนาฬิกาเดินผ่านแว่นขยายตัวเดียว พวกเขาไม่สนใจว่าโลกภายนอกจะแย่งชิงพื้นที่หน้าสื่อด้วยนาฬิกาสปอร์ตสตีลสายบูรณาการกันอย่างไร การยึดมั่นในสัดส่วนที่ถูกต้องและงานศิลปะที่แท้จริงคือทางรอดเดียวที่พิสูจน์ตัวเองมาตั้งแต่ยุควิกฤตควอตซ์ปี 1983 เมื่อ Jean-Claude Biver และ Jacques Piguet ตัดสินใจกอบกู้แบรนด์ด้วยการชูระบบกลไกจักรกลสวนกระแสแบตเตอรี่ นาฬิกาข้อมือ Blancpain จึงกลายเป็นพื้นที่บันทึกจิตวิญญาณ ไม่ใช่เครื่องมือบอกเวลาตามกระแสนิยม

การขยายไลน์อัปครั้งนี้ดูเผินๆ อาจเหมือนการอัปเดตย่อยทั่วไป ไม่มีวัสดุแปลกใหม่ ไม่มีฟังก์ชันกลไกที่หลุดโลก และไม่มีการทำลายสูตรสำเร็จที่สืบทอดมานานกว่าสี่ทศวรรษ แต่การลดขนาดโมเดล Ultraplate ลงมาอยู่ที่ 38 มิลลิเมตร คือการขยับตัวที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ในรอบหลายปี เพราะตระกูลนี้เคยวนเวียนอยู่กับขนาด 40 มิลลิเมตร ทั้งที่รุ่น Complete Calendar Moonphase ยุคปี 1980 ที่สร้างชื่อให้แบรนด์มีขนาดเพียง 34 มิลลิเมตรเท่านั้น 

คอลเลกชันนี้มุ่งเน้นความสง่างามเหนือกระแสแฟชั่นมาโดยตลอด ความยากของสัดส่วน 38 มิลลิเมตรใหม่นี้ คือการบีบอัดกลไกอัตโนมัติ Calibre 1150 ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 210 ชิ้น ให้ทำงานได้อย่างแม่นยำในความหนาตัวเรือนบางเฉียบเพียง 8.35 มิลลิเมตร แต่ยังคงกักเก็บพลังงานสำรองยาวนานถึง 100 ชั่วโมง ช่างต้องคำนวณพื้นที่ทุกไมครอนในเวิร์กชอปเพื่อให้สายใยจักรกรอกซิลิคอนทำงานได้สมบูรณ์แบบที่ความถี่ 3 เฮิรตซ์

สิ่งที่ดึงสายตาที่สุดคือหน้าปัดสีปลาแซลมอน (Salmon Dial) ซึ่งนำมาใช้ครั้งแรกในคอลเลกชันนี้ ตัวหน้าปัดถูกขัดลายรัศมีอย่างประณีตเพื่อสร้างเนื้อสัมผัสที่อบอุ่น ตัดกับหลักเลขโรมันทองคำ 18K เคลือบสีดำ พร้อมตราประทับอักษรย่อ JB ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และช่องหน้าต่างวันที่ตรง 3 นาฬิกาตามพิมพ์เขียวใหม่ เข้าคู่กับสายหนังนูบัคสีแอนทราไซต์ 

Blancpain Villeret Ultraplate

นอกจากนี้ยังมีทางเลือกหน้าปัดโอปาลีนโทนสีทองในตัวเรือนสตีล ตัวเรือนเรดโกลด์ และรุ่นพิเศษทูโทนสตีลผสมเยลโลว์โกลด์คู่กับสายสีเขียวโอลีฟสำหรับบูติกเท่านั้น ขณะที่ฝั่งสุภาพสตรีมีการส่งรุ่น Phases de Lune ขนาด 29.2 มิลลิเมตร ตัวเรือนสตีลและเรดโกลด์ล้อมเพชร หน้าปัดโอปาลีนสลับหลักเพชร พร้อมเข็มวันที่ทรงงูสีน้ำเงินและหน้าพระจันทร์ยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมยุค 1980

Blancpain Villeret Phases de Lune

แต่ถ้าใครคิดว่าคอลเลกชันนี้มีดีแค่ความคลาสสิกโบราณ คุณกำลังมองแบรนด์นี้ตื้นเกินไป แบรนด์ใช้เวทีแห่งนี้เป็นพื้นที่ปลดปล่อยความเนิร์ดและทดลองวิศวกรรมขั้นสูงมาโดยตลอด ดูอย่างรุ่น Tourbillon Carrousel ในปี 2013 ที่จับเอาสองจักรกลแก้อาการแรงดึงดูดโลกซึ่งแยกเส้นทางเดินกันมาร่วมศตวรรษมารวมกันอยู่ในกลไกเดียวผ่านระบบเฟืองท้าย (Differential) หลังจากที่เคยสร้างคารูเซลลอยฟ้า (Flying Carrousel) เรือนแรกของโลกสำเร็จในปี 2008 หรือจะเป็นรุ่น Traditional Chinese Calendar ในปี 2012 ที่ใช้เวลาพัฒนาทางวิศวกรรมยาวนานถึง 5 ปีเต็ม เพื่อบรรจุระบบปฏิทินจีน ทั้งจักรราศี, เดือนจันทรคติ, การนับเวลาแบบชั่วยาม (Double Hours) และธาตุทั้งห้า เข้าไปอยู่ร่วมกับปฏิทินเกรกอเรียนในนาฬิกาเดรสตัวเรือนบาง ซึ่งแทบไม่มีผู้ผลิตหน้าไหนในสวิตเซอร์แลนด์กล้าคิดหรือกล้าทำชิ้นงานที่ซับซ้อนขนาดนี้

Blancpain Villeret Tourbillon Carrousel
Blancpain Villeret Traditional Chinese Calendar

เมื่อนาฬิกาข้อมือเหล่านี้สัมผัสลงบนผิวหนัง มันจะทำหน้าที่คัดกรองตัวตนของผู้สวมใส่ทันที เส้นสายขอบตัวเรือนแบบ Double Stepped Bezel ที่ซ้อนกันสองชั้นอย่างอ่อนช้อย ไม่ได้มีไว้เพื่อให้คนอื่นหันมามองด้วยความตื่นเต้น แต่มีไว้ให้เจ้าของแอบชื่นชมรายละเอียดที่สร้างขึ้นด้วยมือของมนุษย์ตามลำพัง นาฬิกาที่ซ่อนกลไกเฉพาะกลุ่มที่ต้องใช้เวลาพัฒนาหลายปีเพื่อตอบโจทย์คนจำนวนน้อยชิ้นนี้ คือเครื่องแต่งกายของคนที่เข้าใจโลก คนที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากระแสหลักเพื่อยืนยันความสำเร็จของตัวเอง แต่เลือกที่จะเสพความยากลำบากของงานวิศวกรรมชั้นสูงอย่างสุขุม

Blancpain Villeret Phases de Lune

สัดส่วนใหม่ทั้งหกโมเดลนี้อาจไม่มีความหวือหวาพอที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนในโลกออนไลน์ แต่อุตสาหกรรมนาฬิกาที่ถูกครอบงำด้วยนาฬิกาสปอร์ตสตีลมาตลอดทศวรรษ ต้องการสิ่งเตือนใจชั้นดีแบบนี้เพื่อบอกว่าคุณค่าที่แท้จริงของงานฮอร์โลจีดั้งเดิมคืออะไร หากคุณคือคนหนึ่งที่ปฏิเสธความฉาบฉวย และถวิลหารายละเอียดเชิงลึกที่ซ่อนอยู่หลังจักรกลเวลา เข้ามาแลกเปลี่ยนทัศนคติและร่วมดำดิ่งสู่โลกแห่งเรือนเวลาที่ไร้การปรุงแต่งกับพวกเราต่อได้ที่ revolutionwatch.com

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Blancpain Villeret Ultraplate 38mm (Ref. 6224N)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล หรือเรดโกลด์ 18K ขนาด 38 มม. หนา 8.35 มม. กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ลายซันเบิร์สต์สีแซลมอน หรือโอปาลีนโทนสีทอง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre 1150 สำรองพลังงาน 100 ชั่วโมง บาลานซ์สปริงซิลิคอน ความถี่ 3Hz
  • สาย: หนังนูบัค หรือหนังอัลลิเกเตอร์ พร้อมระบบ Quick-Change
  • ชื่อรุ่น: Blancpain Villeret Phases de Lune 29.2mm (Ref. 6106N)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล หรือเรดโกลด์ 18K ขนาด 29.2 มม. หนา 10.35 มม. ขอบตัวเรือนประดับเพชร กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: โอปาลีนโทนสีทอง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และมูนเฟส
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre 913QL สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง บาลานซ์สปริงซิลิคอน ความถี่ 3Hz
  • สาย: หนังอัลลิเกเตอร์ พร้อมระบบ Quick-Change (สีน้ำเงินสำหรับรุ่นสตีล / สีน้ำตาลสำหรับรุ่นเรดโกลด์ )

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ขอแนะนำ Nomos Ahoi neomatik 36 Sand & Sky นาฬิกาสปอร์ตบางเฉียบแบบไม่มีวันที่
Perpetual Moon 41.5 Steel “Colours of the Moon” เมื่อหน้าต่างแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมของ Arnold & Son ได้รับการแต้มสีสันใหม่
Ulysse Nardin ปรับโครงสร้างของ Freak [X] ใหม่ทั้งสัดส่วน วัสดุ และวิศวกรรมภายใน เพื่อเปลี่ยนนาฬิกาแนวคิดสุดขั้วให้กลายเป็นเรือนเวลาที่ใช้งานได้จริง

กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จเตรียมจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

0

การจับมือครั้งประวัติศาสตร์กับองค์กรชั้นนำระดับโลกอย่าง FHH และกองทัพแบรนด์นาฬิกากว่า 45 แบรนด์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางวัฒนธรรมนาฬิกาแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการจัดงานครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา จนสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการนาฬิกาลักชัวรีในภูมิภาค ด้วยยอดขายที่เติบโตสูงถึง 92% พร้อมต้อนรับผู้ร่วมงานกว่า 20,000 คน ล่าสุด สยามพารากอน ในฐานะ Global Luxury Destination ได้ประกาศเดินหน้าสานต่อความสำเร็จอีกครั้งกับการเตรียมจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” (BWW2026) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 นี้

การกลับมาในครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นการยกระดับความยิ่งใหญ่ขึ้นในทุกมิติ โดยได้รับความร่วมมือระดับนานาชาติจากพันธมิตรแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก เมซงเก่าแก่ และผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาอิสระตอบรับเข้าร่วมงานมากกว่า 45 แบรนด์ ซึ่งเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึงกว่า 50% โดยคาดการณ์ว่าในปีนี้จะดึงดูดผู้เข้าร่วมงานได้มากกว่า 40,000 คน และมีนักสะสมนาฬิกาจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานมากกว่า 400 คน

ไฮไลต์ที่เป็นก้าวสำคัญบนเวทีโลกของงานในปีนี้ คือการได้รับเกียรติจาก Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานเพื่อนำองค์ความรู้มาสู่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรก พร้อมได้รับการสนับสนุนจากธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ในการขับเคลื่อนแพลตฟอร์มนี้เพื่อสร้างคุณค่าให้กับอุตสาหกรรมลักชัวรีและการท่องเที่ยวของประเทศ

ภายในงานได้รับการออกแบบพื้นที่และกิจกรรมออกเป็น 3 ส่วนหลัก เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้แก่ผู้เข้าชมอย่างรอบด้าน:

  • The Symposium: เวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกา โดยผู้ก่อตั้งแบรนด์ ผู้บริหารระดับสูง และนักสร้างสรรค์นาฬิการะดับโลก ซึ่งปีนี้จะขยายพื้นที่และเพิ่มเซสชันให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมภายใต้ความร่วมมือกับ FHH
  • The Exhibition: พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเรือนเวลาไฮไลต์ที่รวมนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน ชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซ กลไกซับซ้อนสูง รวมถึงคอลเกเลกชันส่วนตัวอันหายากของนักสะสมระดับโลก
  • The Experience: พื้นที่กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เช่น Watchmaking Class โดยช่างนาฬิกาชาวสวิส และพิเศษสุดกับการเปิดตัว “Academy Lounge” โดย FHH Academy เป็นครั้งแรกในภูมิภาค เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เข้าสอบเพื่อรับใบรับรองมาตรฐานสากล FHH Certification

สำหรับรายชื่อแบรนด์ที่เข้าร่วมในปีนี้ ครอบคลุมทั้งแบรนด์ระดับเวิลด์คลาสที่เคยสร้างความประทับใจมาแล้ว อาทิ Cartier, Chopard, Bvlgari, IWC, Grand Seiko, Piaget, Vacheron Constantin ร่วมด้วยการสมทบจากแบรนด์ใหม่ๆ ยอดนิยมในปีนี้ เช่น Blancpain, Breguet, Tudor, Oris, MB&F, Jacob & Co. และ Roger Dubuis เป็นต้น

ภายในงานแถลงข่าวยังได้มีการเชิญ Watch Community ในภูมิภาคเอเชียมาร่วมแบ่งปันความหลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาร่วมกัน และมีเซอร์ไพรส์ตรงที่หนึ่งในคนรักนาฬิกาที่มาร่วมวงสนทนาด้วยก็คือนักแสดงหนุ่ม เจมส์-จิรายุ นั่นเอง 

งานนาฬิกาในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงงานจัดแสดงนาฬิกาธรรมดา แต่คือหมุดหมายสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและตอกย้ำให้กรุงเทพมหานครก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิกาและเมืองหลวงแห่งเรือนเวลาของภูมิภาคเอเชียอย่างแท้จริง

Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 จะเริ่มเปิดฉากตั้งแต่วันที่ 22-27 กันยายน ณ สยามพารากอน ใครสนใจอยากเข้าร่วมชมสามารถลงทะเบียนได้ที่ www.bangkokwatchweek.com 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ขอแนะนำ Nomos Ahoi neomatik 36 Sand & Sky นาฬิกาสปอร์ตบางเฉียบแบบไม่มีวันที่
Perpetual Moon 41.5 Steel “Colours of the Moon” เมื่อหน้าต่างแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมของ Arnold & Son ได้รับการแต้มสีสันใหม่
Ulysse Nardin ปรับโครงสร้างของ Freak [X] ใหม่ทั้งสัดส่วน วัสดุ และวิศวกรรมภายใน เพื่อเปลี่ยนนาฬิกาแนวคิดสุดขั้วให้กลายเป็นเรือนเวลาที่ใช้งานได้จริง

บอกลาความหนาเทอะทะและสายที่ไม่พอดีข้อมือไปได้เลย เพราะนี่คือการแก้เกมครั้งใหญ่ของ Grand Seiko ที่แฟนๆ ทั่วโลกเคยบ่น 

0

เมื่อ Grand Seiko ปลดล็อกทุกข้อกังขา ผ่านการยกเครื่องครั้งใหญ่ที่ทำให้ Evolution 9 กลายเป็นมาตรฐานใหม่สมบูรณ์แบบ

การส่งสัญญาณปรับทัพครั้งสำคัญที่แบรนด์เลือกตอบสนองเสียงเรียกร้องของเหล่านักสะสมอย่างตรงจุด ทั้งเรื่องสายนาฬิกา วัสดุ และสุดยอดกลไกแห่งยุค

สำหรับคนที่ติดตาม Grand Seiko มาตลอด เราต่างรู้ดีว่าแบรนด์นี้มีจุดเด่นเรื่องงานหน้าปัดและงานขัดเงาที่หาตัวจับยาก แต่ในความสมบูรณ์แบบนั้น มักจะมี “ความกวนใจเล็กๆ” ที่เหล่านักสะสมมักหยิบยกมาพูดคุยกันในวงสนทนาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวล็อกสายที่ปรับละเอียดไม่ได้ หรือการกักเก็บกลไกขั้นสุดยอดไว้เฉพาะในรุ่นลิมิเต็ดราคาเอื้อมถึงยาก แต่ข่าวการอัปเดตไลน์ผลิตภัณฑ์ Evolution 9 พร้อมกันถึง 9 รุ่นในรอบนี้ กำลังบอกเราว่า Grand Seiko กำลังนั่งฟังเสียงวิจารณ์เหล่านั้นอย่างตั้งใจ และเลือกที่จะยกระดับคอลเลกชันเรือธงของพวกเขาให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ไร้ข้อกังขา

ประเด็นแรกที่เชื่อว่าคนรักนาฬิกาจะสะดุดตาและตื่นเต้นที่สุด คือการที่ Grand Seiko ยอมนำ “ตัวล็อกสายแบบปรับละเอียดได้” (Micro-adjustable clasp) มาใส่เป็นฟังก์ชันมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่เคยทดลองใส่มาแบบจำกัดเมื่อปีกลายจนแฟนๆ หลายคนบ่นอุบ รอบนี้แบรนด์จัดให้เต็มๆ บนสายนาฬิกาที่มีความเรียว (Tapered) รับกับข้อมือ ทั้งในขนาดตัวเรือน 37 มิลลิเมตร และ 40 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การสวมใส่ในชีวิตประจำวันสบายขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นมานาน

การยกระดับมาตรฐานยังลามไปถึงการเลือกใช้วัสดุ โดยรอบนี้ Grand Seiko เลือกสลัดสเตนเลสสตีลเกรดธรรมดาทิ้งไปจาก Evolution 9 แล้วแทนที่ด้วยโลหะเกรดพรีเมียมทั้งหมด โดยรุ่นที่เป็นสตีล 7 รุ่นจะใช้โลหะ Ever-Brilliant Steel ที่ให้ความเงางามและช่วยขับเน้นงานขัดเงาให้ดูมีมิติคมชัดกว่าสตีลทั่วไป ส่วนรุ่นไทเทเนียมอีก 2 รุ่นก็เลือกใช้ High-Intensity Titanium ที่เบาและทนทาน

แต่สิ่งที่ถือเป็นไฮไลท์ที่แท้จริงและน่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับคนชอบกลไก คือฝั่งนาฬิกา Spring Drive ทุกรุ่นในซีรีส์อัปเดตนี้ จะถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกคาร์ลิเบอร์ 9RB2 U.F.A (Ultra Fine Accuracy) ทั้งหมด ซึ่งนี่คือนวัตกรรมระดับแถวหน้าของแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวไปได้ปีกว่าๆ มีความแม่นยำในระดับที่น่าเหลือเชื่อคือคลาดเคลื่อนเพียง ±20 วินาที “ต่อปี” เท่านั้น ตัวกลไกมีการซีลสุญญากาศทั้งคริสตัลออสซิลเลเตอร์และวงจรรวม (IC) เพื่อตัดปัญหาเรื่องอุณหภูมิและความชื้นรบกวน การที่แบรนด์นำกลไกที่เป็นที่สุดของเทคโนโลยีนี้มาใส่ในรุ่นการผลิตปกติ ถือเป็นการคืนกำไรให้คนรักนาฬิกาอย่างแท้จริง ขณะที่ฝั่งกลไกจักรกล (Mechanical) ก็ได้กลไกความถี่สูง 5 Hz คาร์ลิเบอร์ 9SA5 พร้อมพลังงานสำรอง 80 ชั่วโมงมาประจำการตามคาด

ในส่วนของหน้าปัด Grand Seiko ได้นำลวดลายยอดนิยมที่แฟนๆ หลงรักกลับมาจัดระเบียบใหม่ในมิติตัวเรือนที่ลงตัว ฝั่ง Spring Drive นำทัพโดยลาย “ระลอกคลื่นแห่งทะเลสาบซึวะ” (Lake Suwa) ที่มาในโทนสีฟ้าอ่อนลงในขนาด 37 มม. (SLGB015) และ 40 มม. (SLGB013) รวมถึงเวอร์ชันหน้าปัดสีดำขรึมในตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 40 มม. (SLGB007) นอกจากนี้ยังมีลาย “เบิร์ชขาว” (White Birch – SLGB009) และลายเขียวขรุขระจากหุบเขาอเทระ (Atera Valley – SLGB011) มาให้เลือกสรร

สำหรับฝั่งกลไกจักรกล ไฮไลต์หนีไม่พ้นรหัส SLGH031 ซึ่งเป็นร่างแมคคานิคอลของ White Birch ขนาบข้างด้วยเวอร์ชันหน้าปัดสีดำ (SLGH029 โครงสร้างไทเทเนียม) สีเขียว (SLGH033) และปิดท้ายด้วยหน้าปัดสีเขียวน้ำทะเลลายหุบเขาเกนบิ (Genbi Valley – SLGH035)

สนนราคาเริ่มต้นของรุ่นตัวเรือนสตีลทั้งฝั่ง Spring Drive และกลไกจักรกลถูกตั้งไว้เท่ากัน ส่วนรุ่นตัวเรือนไทเทเนียมจะขยับขึ้นไป โดยกลุ่ม Spring Drive จะเริ่มวางจำหน่ายก่อนในเดือนกันยายน และตามด้วยรุ่นกลไกจักรกลในเดือนตุลาคมปีนี้

การขยับตัวของ Grand Seiko ในรอบนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสีสันบนหน้าปัดเพื่อสร้างกระแสไปวันๆ แต่เป็นการรับฟัง สังเกตการณ์ และแก้ไขข้อบกพร่องเชิงกายภาพอย่างจริงจัง จนทำให้ Evolution 9 กลายเป็นนาฬิกาเรือธงที่พร้อมชนกับคู่แข่งในระดับเดียวกันได้อย่างสง่างามและสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำมา

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นอัตลักษณ์ นี่คือคู่สีที่จัดจ้านที่สุดบนหน้าปัด H. Moser & Cie.
Arnold & Son HM London Skyline Limited Edition: จากลอนดอนยุควิกตอเรียนสู่มหานครร่วมสมัย ผ่านหน้าปัดที่เปลี่ยนเรื่องราวตามแสงและความมืด
หรือนี่จะเป็นลมหายใจครั้งใหม่ที่บาเซิล? เมื่อ MCH Group พยายามกู้คืนศรัทธาของเมืองหลวงแห่งเวลาผ่านงาน “Basilia Jewellery & Watch Fair”

เมื่อคลื่นทรายและเปลวไฟสอดประสาน สัมผัสความอบอุ่นของผืนทรายบนข้อมือผ่าน De Bethune DB25xs Sand Winds

การเดินทางครั้งใหม่ของ Denis Flageollet ที่เปลี่ยนผ่านจากความลุ่มลึกของเฉดสีน้ำเงินสู่อารมณ์ความรู้สึกอันอบอุ่นของทะเลทรายสีทอง

สำหรับคนทั่วไปที่มองเข้ามาในโลกของ De Bethune ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้นงานขัดเงาไทเทเนียมจนเรียบเนียนราวกับกระจกเงา หรือการใช้ความร้อนอบเหล็กและไทเทเนียมจนกลายเป็นสีน้ำเงินบลูสติลอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ในผลงานล่าสุดอย่าง DB25xs Sand Winds แบรนด์อิสระระดับแถวหน้าจากหมู่บ้าน L’Auberson แห่งนี้ เลือกที่จะพาเราเดินทางไปในเส้นทางที่ต่างออกไป ด้วยการนำเสนอเฉดสีเหลืองทองและน้ำตาลที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ทว่ายังคงเปี่ยมด้วยกลิ่นอายงานวิศวกรรมเฉพาะตัวอย่างเต็มเปี่ยม

หลังจากที่เราเห็นเรือนนี้ครั้งแรก ถ้าลองพิจารณาที่ตัวเรือน การใช้รหัส “xs” ย่อมหมายถึงการย่อขนาดลงมาให้สวมใส่ได้ง่ายขึ้น ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา มีขนาดเส้นศูนย์กลางที่ 40.6 มิลลิเมตร และมีความหนาเพียง 8.8 มิลลิเมตรเท่านั้น เมื่อประกอบเข้ากับขาตัวเรือนแบบโปร่ง (Hollowed Lugs) ที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล DB25 ทำให้นาฬิกาเรือนนี้แนบสนิทไปกับข้อมือได้อย่างลงตัว เคลียร์พื้นที่ให้ความโดดเด่นทั้งหมดไปตกอยู่ที่งานศิลปะบนหน้าปัดอย่างแท้จริง

ความน่าสนใจอยู่ที่พื้นผิวหน้าปัดซึ่งผ่านเทคนิคการแกะลายที่เรียกว่า Random Guilloché จนเกิดเป็นลวดลายระลอกคลื่นคล้ายกับสันทรายที่ถูกสายลมพัดผ่านใต้อารมณ์ของทะเลทราย Denis Flageollet ผู้ก่อตั้งและปรมาจารย์ด้านกลไกของแบรนด์ ไม่ได้เลือกใช้สารเคลือบเงาหรือแลกเกอร์ในการทำสี แต่เขาใช้ความเชี่ยวชาญในการควบคุมอุณหภูมิความร้อน (Thermal Oxidation) ค่อยๆ อบแผ่นไทเทเนียมอย่างแม่นยำจนได้เฉดสีเหลืองมัสตาร์ดสลับทองอย่างเป็นธรรมชาติ บนพื้นผิวสีทองนั้น มีการฝังหมุดไวท์โกลด์ (White Gold Inserts) เม็ดเล็กๆ กระจายอยู่โดยรอบ ชวนให้นึกถึงประกายกรวดทรายยามต้องแสงแดด ล้อมรอบด้วยวงแหวนแสดงชั่วโมงโทนสีเดียวกัน พร้อมเข็มนาฬิกาไทเทเนียมที่ผ่านการอบความร้อนจนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มเพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจน

ถ้าพลิกมาด้านหลัง เราจะเห็นคอนเซปต์งานวิศวกรรมยุคใหม่ที่ถูกเผยผ่านกระจกแซฟไฟร์ กลไกไขลานอินเฮ้าส์ Calibre DB2005 ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง โครงสร้างสะพานจักรผ่านการขัดแต่งด้วยมืออย่างเรียบเนียน ตลับลานคู่แบบปรับสมดุลเอง (Twin Self-Regulating Barrels) สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 6 วันเต็ม นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ De Bethune คิดค้นและจดสิทธิบัตรไว้มากมาย ทั้งจักรกรอกไทเทเนียมผสมไวท์โกลด์ ใยจักรกรอกที่มีส่วนโค้งแบนตรงปลาย (Flat Terminal Curve) ล้อเหล็กซิลิคอน และระบบกันสะเทือนแบบ Triple Pare-chute ที่ช่วยลดแรงกระแทกจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นาฬิกาเรือนนี้จับคู่มากับสายหนังอัลลิเกเตอร์สีน้ำตาลนุ่มพิเศษที่ซับด้านในด้วยหนังชนิดเดียวกันเพื่อความทนทานต่อการใช้งาน โดยถูกบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในคอลเลกชันหลัก (Permanent Collection) แม้จะไม่ได้ระบุจำนวนการผลิตที่จำกัดไว้ตายตัว แต่ด้วยกระบวนการทำสีไทเทเนียมด้วยความร้อนและการขัดแต่งชิ้นส่วนด้วยมืออันละเอียดอ่อน กำลังการผลิตในแต่ละปีของโรงงานแห่งนี้จึงยังคงมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ DB25xs Sand Winds กลายเป็นงานศิลปะบนข้อมือที่สะท้อนถึงรสนิยมอันลึกซึ้งของผู้ที่ได้ครอบครองอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40.6 มิลลิเมตร หนา 8.8 มิลลิเมตร ขาตัวเรือนแบบโปร่ง (Hollowed Lugs) ฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ใส กันน้ำลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: ไทเทเนียมสีเหลืองทอง (อบด้วยความร้อน) แกะลายสันทรายหมุนวน (Random Guilloché) ประดับหมุดทองคำขาว เข็มนาฬิกาไทเทเนียมอบความร้อนสีน้ำตาลเข้ม วงแหวนขอบหน้าปัดสีทอง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง และนาที
  • กลไก: กลไกไขลานอินเฮ้าส์ (In-house) คาลิเบอร์ DB2005 สำรองพลังงาน 6 วัน (144 ชั่วโมง) ด้วยตลับลานคู่ (Twin Barrels) จักรกรอกไทเทเนียมผสมทองคำขาว และระบบกันสะเทือน Triple Pare-chute
  • สาย: สายหนังอัลลิเกเตอร์สีน้ำตาล ซับด้านในด้วยหนังอัลลิเกเตอร์ พร้อมตัวล็อกสายแบบหัวเข็มขัด (Pin Buckle) ทำจากไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นอัตลักษณ์ นี่คือคู่สีที่จัดจ้านที่สุดบนหน้าปัด H. Moser & Cie.
Arnold & Son HM London Skyline Limited Edition: จากลอนดอนยุควิกตอเรียนสู่มหานครร่วมสมัย ผ่านหน้าปัดที่เปลี่ยนเรื่องราวตามแสงและความมืด
หรือนี่จะเป็นลมหายใจครั้งใหม่ที่บาเซิล? เมื่อ MCH Group พยายามกู้คืนศรัทธาของเมืองหลวงแห่งเวลาผ่านงาน “Basilia Jewellery & Watch Fair”

เมื่อ Universal Genève และ Breitling ตบเท้าเข้าร่วม Palexpo: สัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ที่ Watches and Wonders 2027 จะเป็นอย่างไร?

0

การประกาศขยับตัวของแบรนด์อิสระและยักษ์ใหญ่ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้างานแสดงนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปอีกขั้น

ในแวดวงคนรักนาฬิกา ช่วงเวลาต้นปีคือหมุดหมายที่เราต่างรู้กันดีว่ามีนัดสำคัญที่เจนีวา ล่าสุดทางผู้จัดงาน Watches and Wonders ได้ประกาศกำหนดการของปี 2027 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 ถึง 11 เมษายน

ภาพรวมของงานยังคงยึดโครงสร้างเดิมที่แบ่งสัดส่วนค่อนข้างชัดเจน คือเปิดประตูต้อนรับกลุ่มผู้ประกอบการและสื่อมวลชนในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะเปิดโอกาสให้คนทั่วไปและนักสะสมได้เข้าชมในวันศุกร์ถึงอาทิตย์ ควบคู่ไปกับกิจกรรม In The City ที่กระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ใจกลางเมือง ซึ่งหากมองในแง่ของความคึกคัก รูปแบบนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วจากจำนวนผู้เข้าชมเกือบ 60,000 คนในขบวนล่าสุด ว่าสามารถดึงดูดความสนใจจากคนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

แต่สิ่งที่ทำให้นักสังเกตการณ์และคนที่ตามข่าวนาฬิกามานานต้องพูดถึง ไม่ใช่เรื่องของจำนวนวันหรือตัวเลขผู้เข้าชม ทว่าคือรายชื่อของ ‘ผู้เล่นหน้าใหม่’ ที่กำลังจะก้าวเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ของ Palexpo

การปรากฏชื่อของ Breitling, Gallet และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Universal Genève ภายใต้กลุ่มที่เรียกว่า House of Brands ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ สำหรับคนทั่วไป นี่อาจเป็นเพียงการเพิ่มรายชื่อแบรนด์ในโบรชัวร์งาน แต่สำหรับนักสะสมที่เฝ้ามองอุตสาหกรรมนี้มาตลอด นี่คือการเดินหมากครั้งสำคัญหลังจากที่ Georges Kern และทีมงานได้เข้าไปชุบชีวิตแบรนด์เก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์กลไกโครโนกราฟอันลึกซึ้งอย่าง Universal Genève ให้กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง รวมไปถึงการเลือกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานจัดแสดงที่ใหญ่ที่สุด ย่อมแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและการวางตำแหน่งแห่งที่ของแบรนด์ในอนาคต

นอกจากนี้ การเข้าร่วมของ Damiani แบรนด์เครื่องประดับชั้นนำจากอิตาลี ก็เข้ามาย่นระยะห่างระหว่างงานหัตถศิลป์ชั้นสูงและกลไกจักรกลให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

หากเราลองถอยออกมามองภาพกว้าง การที่ Watches and Wonders Geneva Foundation (WWGF) ซึ่งมีแกนนำอย่าง Rolex, Richemont, Patek Philippe, Chanel, Hermès และ LVMH สามารถดึงแบรนด์อิสระระดับแม่เหล็กเหล่านี้มารวมอยู่ใต้หลังคาเดียวกันได้ มันอาจกำลังส่งสัญญาณว่า อุตสาหกรรมนาฬิกาในปัจจุบันกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคของการรวมกลุ่มเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนร่วมกัน ข้อมูลและรายละเอียดของนาฬิการุ่นใหม่ๆ คงต้องรอติดตามกันหลังจากนี้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ บรรยากาศของ Palexpo ในช่วงเดือนเมษายน 2027 จะมีมิติและเรื่องเล่าที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นอัตลักษณ์ นี่คือคู่สีที่จัดจ้านที่สุดบนหน้าปัด H. Moser & Cie.
Arnold & Son HM London Skyline Limited Edition: จากลอนดอนยุควิกตอเรียนสู่มหานครร่วมสมัย ผ่านหน้าปัดที่เปลี่ยนเรื่องราวตามแสงและความมืด
หรือนี่จะเป็นลมหายใจครั้งใหม่ที่บาเซิล? เมื่อ MCH Group พยายามกู้คืนศรัทธาของเมืองหลวงแห่งเวลาผ่านงาน “Basilia Jewellery & Watch Fair”

เมื่อประกายเยือกแข็งของขั้วโลกใต้ หลอมรวมเป็นศิลปะแห่งเวลาบน G-SHOCK MR-G FROGMAN (รุ่น MRG-BF1000EB-1ADR)

0

การนำปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดขั้วมาตีความใหม่ ผ่านงานหัตถศิลป์เจียระไนโลหะด้วยมือ เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปีของนาฬิกาตระกูลสูงสุดอย่าง MR-G

ท่ามกลางนาฬิกาดำน้ำที่เน้นความทนทานและฟังก์ชันการใช้งานเป็นหลัก G-SHOCK ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าพวกเขาสามารถยกระดับนาฬิกาสปอร์ตสายลุยให้กลายเป็นงานศิลปะชั้นสูงได้อย่างไร้ที่ติ เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปีของไลน์ผลิตภัณฑ์ระดับท็อปอย่าง MR-G แบรนด์จึงได้ส่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซรุ่นพิเศษ MRG-BF1000EB-1ADR เข้าสู่ตลาด โดยความโดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่การหยิบยกแรงบันดาลใจจาก “บรินิเคิล (Brinicle)” หรือแท่งน้ำแข็งหมุนวนใต้มหาสมุทรขั้วโลกอันหนาวเหน็บ มาถ่ายทอดลงบนตัวเรือนที่แข็งแกร่งที่สุด

G-SHOCK MR-G FROGMAN (รุ่น MRG-BF1000EB-1ADR)
MRG-BF1000EB-1ADR

เทคนิค Vortex Facet Cut และวัสดุระดับอัญมณี

หัวใจสำคัญที่ทำให้นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเรือนนี้มีความลึกลับและเปี่ยมด้วยมิติ คือบริเวณขอบตัวเรือน (Bezel) ที่ผ่านการตีความจากรูปทรงและประกายแสงของแท่งน้ำแข็งใต้มหาสมุทร แบรนด์เลือกใช้โลหะผสมความแข็งสูงพิเศษอย่าง COBARION ซึ่งมีคุณสมบัติเอื้อต่อการขัดเงาให้เรียบเนียนขั้นสุด มาผ่านเทคนิคการเจียระไนตัดเหลี่ยมแบบหมุนวน (Vortex Facet Cut) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ปกติจะใช้กับอัญมณีเท่านั้น ความท้าทายนี้ถูกรังสรรค์ด้วยมืออย่างพิถีพิถันทีละชิ้นโดยช่างฝีมือระดับมาสเตอร์ชาวญี่ปุ่น KOMATSU Kazuhito ก่อนจะเคลือบผิวด้วยเทคโนโลยี AIP จนได้เฉดสีน้ำเงินลุ่มลึกที่สะท้อนมิติแสงสะดุดตา

ความหรูหรายังถูกขับเน้นเพิ่มเติมด้วยสกรูด้านหน้าทั้งสองตัวที่ประดับด้วยแซฟไฟร์สีน้ำเงินสังเคราะห์ เจียระไนแบบ round brilliant-cut 57 เหลี่ยม ซึ่งส่องแสงรับกับขอบตัวเรือนอย่างลงตัว ในขณะที่หน้าปัดถูกออกแบบมาเพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจนสูงสุดด้วยพื้นผิวสีดำแบบ sandblasted matte ช่วยเพิ่มคอนทราสต์ระหว่างเข็มคาร์บอนน้ำหนักเบากับหลักชั่วโมงที่เคลือบด้วยสารเรืองแสง Neobrite ซึ่งช่างฝีมือลงสีอย่างประณีตแบบทีละชั้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะมองเห็นได้อย่างยอดเยี่ยมแม้ในความมืดมิดใต้มหาสมุทร

โครงสร้างไทเทเนียมอัลลอยกว่า 70 ชิ้นส่วน และฟังก์ชันอนาล็อกสำหรับการดำน้ำลึก

นอกจากความงามเชิงศิลป์แล้ว นาฬิกาเรือนนี้ยังคงจิตวิญญาณแห่งความทนทานตามมาตรฐานนาฬิกาดำน้ำ ISO กันน้ำลึก 200 เมตร ตัวเรือนภายนอกประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนไทเทเนียมอัลลอย Ti64 ที่มีความซับซ้อนมากกว่า 70 ชิ้น เพื่อสร้างระบบซีลที่แน่นหนาและทนต่อการกัดกร่อน เสริมความทนทานต่อรอยขีดข่วนด้วยการเคลือบ TiC ส่วนฝาหลังเป็นแบบสกรูล็อก (screw-lock) จับคู่กับคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบไอระเหยสีฟ้า สลักลายคาแร็กเตอร์กบไดฟ์วิ่ง FROGMAN อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเครื่องหมายเฉลิมฉลองวาระครบรอบและหมายเลขซีเรียลเฉพาะเรือน

ในด้านประสิทธิภาพ นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมระบบบอกเวลาพลังงานแสงอาทิตย์ (Tough Solar) ที่ทำงานร่วมกับระบบปรับเวลาอัตโนมัติผ่านสัญญาณวิทยุและการเชื่อมต่อ Bluetooth® กับสมาร์ตโฟน สำหรับนักดำน้ำ ตัวนาฬิกาสามารถแสดงเวลาในการดำน้ำ (Dive Time) ช่วงเวลาพักผิวน้ำ (Surface Interval) รวมถึงข้อมูลระดับน้ำในโหมดกราฟน้ำขึ้นน้ำลง (Tide Graph) โดยฟังก์ชันทั้งหมดถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบอนาล็อกเต็มระบบ (Full-Analog) อย่างงดงาม 

ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับสาย Dura Soft สีขาวที่ทนทานต่อการเปลี่ยนสี และสายไทเทเนียมชุบแข็งระดับลึกสำหรับสลับเปลี่ยนใช้งาน โดยจัดเก็บมาในกล่องพรีเมียมพิเศษที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์กระเป๋าเดินทางชั้นนำของญี่ปุ่นอย่าง Proteca ด้วยกระบวนการผลิตขอบตัวเรือนที่ทำด้วยมืออย่างละเอียดและทำได้เพียงไม่กี่ชิ้นต่อวัน นาฬิการุ่นครบรอบ 30 ปีนี้จึงถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 800 เรือนทั่วโลก นับเป็นชิ้นงานที่หลอมรวมวิศวกรรมการปกป้องเข้ากับสุนทรียภาพระดับลักชัวรีได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: MRG-BF1000EB-1ADR (รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันฉลองครบรอบ 30 ปี MR-G ผลิต 800 เรือนทั่วโลก)
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมอัลลอย Ti64 เคลือบ TiC กันรอยขีดข่วน ประกอบจากชิ้นส่วนซับซ้อนกว่า 70 ชิ้น ขอบเบเซลทำจาก COBARION เจียระไนด้วยมือเคลือบ AIP สีน้ำเงิน กันน้ำลึกสำหรับการดำน้ำ 200 เมตร มาตรฐาน ISO
  • หน้าปัด: พื้นผิวสีดำแบบ Sandblasted Matte ลดแสงสะท้อน กระจกแซฟไฟร์เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน เข็มนาฬิกาคาร์บอนน้ำหนักเบาขนาดใหญ่ หลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Neobrite หลายชั้น พร้อมไฟ LED Super Illuminator ความสว่างสูง
  • ฟังก์ชัน: โหมดดำน้ำ (แสดง Dive Time และ Surface Interval), โหมดกราฟน้ำขึ้นน้ำลง (Tide Graph), ปรับเวลาอัตโนมัติผ่านสัญญาณวิทยุ (Wave Ceptor) และระบบเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนผ่าน Bluetooth®
  • กลไก: ระบบอนาล็อกเต็มรูปแบบ (Full-Analog) ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (Tough Solar)
  • สาย: ในชุดมีสายให้เปลี่ยน 2 แบบ คือ สาย Dura Soft ฟลูออโรยางสีขาว (ทนคราบและการเสื่อมสภาพ) และสายไทเทเนียมชุบแข็งระดับลึก (สามารถปรับยืดเพื่อสวมทับชุดเวทสูทได้) โดยมีระบบถอดเปลี่ยนสายได้ง่ายด้วยตัวเอง

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
ตลาดนาฬิกาประมูลยังร้อนแรงต่อเนื่อง Phillips Hong Kong ปิดยอดในงาน The Hong Kong Watch Auction: XXII พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 90%
แนะนำ 6 นาฬิกาดำน้ำดีไซน์สปอร์ตที่แข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมลุยสถานการณ์ฝนตกชุกช่วงครึ่งปีหลัง
เปิดมุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่: เมื่อเรือนเวลากลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา และการลงทุนในยุคดิจิทัล

Perpetual Moon 41.5 Steel “Colours of the Moon” เมื่อหน้าต่างแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมของ Arnold & Son ได้รับการแต้มสีสันใหม่

การทดลองนำวัสดุอินทรีย์มาผสานนวัตกรรมเคลือบสี เพื่อเปลี่ยนหน้าปัดมูนเฟสขนาดใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่บันทึกเฉดสีอันหลากหลายของดวงจันทร์

ในบรรดานาฬิกาที่มีฟังก์ชันแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม นักสะสมส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับช่องหน้าต่างโค้งขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ของหน้าปัด แต่สำหรับ Arnold & Son วิธีคิดของพวกเขาต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แบรนด์เลือกที่จะให้ความสำคัญกับจักรวาลและดวงจันทร์ด้วยการขยายช่องหน้าต่างนี้ให้กินพื้นที่ไปเกือบครึ่งบนของหน้าปัด จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่คนรักนาฬิกาจดจำได้ทันที และในผลงานล่าสุดอย่าง Perpetual Moon 41.5 Steel “Colours of the Moon” พวกเขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมด้วยการนำวัสดุธรรมชาติมาทดลองร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นครั้งแรก

มิติใหม่ของการเคลือบสีบนเปลือกหอยมุก

สิ่งที่ทำให้ซีรีส์นี้น่าสนใจตั้งแต่แรกเห็นคือ แผ่นหน้าปัดและแผ่นท้องฟ้าในช่องมูนเฟส ทั้งหมดผลิตขึ้นจากเปลือกในของหอยมุก ซึ่งเป็นวัสดุอินทรีย์ที่มีความเปราะบางและมีลวดลายเฉพาะตัวตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ความท้าทายที่ Arnold & Son ทำในครั้งนี้ คือการนำเปลือกหอยมุกดังกล่าวไปผ่านกระบวนการเคลือบสีด้วยวิธี PVD ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในวงการนาฬิกาที่มีการผสมผสานกรรมวิธีนี้เข้าด้วยกันเพื่อถ่ายทอดปรากฏการณ์อันหลากหลายของดวงจันทร์

เมื่อไล่เรียงดูทีละโมเดลในคอลเลกชันนี้ แบรนด์ได้สร้างสรรค์ออกมาทั้งหมดสามเวอร์ชันเพื่อสะท้อนเฉดสีที่แตกต่างกันอย่างมีชั้นเชิง เริ่มต้นด้วยรุ่น Blue Moon ที่ถ่ายทอดความหายากและเงียบสงบผ่านโทนสีน้ำเงินลุ่มลึก ต่อด้วยรุ่น Golden Moon ที่นำเสนอความอบอุ่นนุ่มนวลด้วยโทนสีทองสว่าง และปิดท้ายด้วยรุ่น Red Moon ที่ให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหาผ่านเฉดสีแดงก่ำ โดยทั้งสามเวอร์ชันนี้จะปรากฏภาพดวงจันทร์ขนาดยักษ์เด่นตระหง่านอยู่บนแผ่นท้องฟ้าเปลือกหอยมุกเคลือบสีอย่างประณีต

โครงสร้างตัวเรือนสเตนเลสสตีล และกลไกไขลานที่แม่นยำระยะยาว

ต้องบอกว่าการเลือกใช้ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 41.5 มิลลิเมตรในรุ่นนี้ ช่วยลดความเคร่งขรึมและเพิ่มความร่วมสมัยให้ตัวนาฬิกาสามารถสวมใส่ได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับตัวเรือนโลหะมีค่าในอดีต ขอบตัวเรือนได้รับการขัดเงาเพื่อขับเน้นให้พื้นที่หน้าปัดดูโดดเด่นและกว้างสายตามากที่สุด

ถ้าพลิกมาด้านหลังจะพบกับกลไกไขลานอินเฮาส์ Caliber A&S1512 ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของระบบมูนเฟสขนาดใหญ่นี้โดยเฉพาะ กลไกชุดนี้สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 90 ชั่วโมง และทีเด็ดของกลไกนี้อยู่ที่ความแม่นยำทางดาราศาสตร์ชั้นสูง ถือเป็นงานวิศวกรรมที่คำนวณมาอย่างถี่ถ้วนเพื่อคนรักนาฬิกาที่หลงใหลในความเที่ยงตรงระยะยาว โดยนาฬิกาแต่ละเฉดสีถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียงเวอร์ชันละ 18 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ทำให้มันกลายเป็นชิ้นงานสะสมที่ผสมผสานทั้งศาสตร์แห่งดาราศาสตร์และนวัตกรรมวัสดุศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
ตลาดนาฬิกาประมูลยังร้อนแรงต่อเนื่อง Phillips Hong Kong ปิดยอดในงาน The Hong Kong Watch Auction: XXII พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 90%
แนะนำ 6 นาฬิกาดำน้ำดีไซน์สปอร์ตที่แข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมลุยสถานการณ์ฝนตกชุกช่วงครึ่งปีหลัง
เปิดมุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่: เมื่อเรือนเวลากลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา และการลงทุนในยุคดิจิทัล

ขอแนะนำ Nomos Ahoi neomatik 36 Sand & Sky นาฬิกาสปอร์ตบางเฉียบแบบไม่มีวันที่

เยอรมันสไตล์ที่สลัดมาตรวัดความหนาแบบนาฬิกาดำน้ำทิ้งไป เพื่อพิสูจน์ว่าฟังก์ชันลุยๆ อยู่ในร่างที่บางกระชับได้ดีพอ

ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปในช่วงสิบกว่าปีก่อน ยุคที่นาฬิกาสปอร์ตสายลุยครองตลาด ภาพจำของเกือบทุกแบรนด์คือตัวเรือนที่หนา ดุดัน ขอบหมุนขนาดใหญ่ และหน้าต่างวันที่ตรง 3 นาฬิกาที่กลายเป็นภาคบังคับ แต่ในสตูดิโอออกแบบที่เมืองกลาสฮุตเตอ (Glashütte) ประเทศเยอรมนี Nomos เลือกที่จะมองมุมกลับมาโดยตลอด พวกเขาพยายามตั้งคำถามว่า เราจะสร้างนาฬิกาที่ทนแรงดันน้ำระดับ 200 เมตร โดยที่ยังรักษาความบางระดับที่สอดเข้าไปใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้อยู่อย่างไร

คำตอบนั้นเคยปรากฏออกมาแล้วในรุ่นซีรีส์ Ahoi แต่ในผลงานชิ้นล่าสุดอย่าง Ahoi neomatik 36 Sand and Sky แบรนด์ได้พาย้อนกลับไปสู่ขนาดตัวเรือนที่นักสะสมหลายคนถวิลหา นั่นก็คือขนาด 36.3 มิลลิเมตร พร้อมกับการตัดสินใจครั้งสำคัญอย่างการตัดหน้าต่างวันที่ออกไปจนหมดสิ้น

การสลัดชิ้นส่วนเพื่อคืนความสมมาตรให้หน้าปัด

การสังเกตนาฬิกาของ Nomos ต้องเริ่มจากสายตาก่อนเป็นอันดับแรก สิ่งที่หน้าปัดขนาด 36.3 มิลลิเมตรชุดนี้มอบให้ แตกต่างจากรุ่นพี่ขนาด 38.5 มิลลิเมตรอย่างเห็นได้ชัด เมื่อไม่มีช่องวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา พื้นที่ทั้งหมดจึงคืนกลับสู่ความสมมาตรตามหลักการออกแบบสไตล์เยอรมันดั้งเดิม ตัวอักษรและตัวเลขอารบิกสลับขีดบอกเวลาจัดวางได้อย่างสมดุล ไม่มีส่วนใดที่ต้องหลบมุมหรือถูกเบียดบังสายตา

แบรนด์นำเสนอสองโทนสีใหม่ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย รุ่น Sand มาพร้อมหน้าปัดสีเบจโทนอบอุ่น มีการทำพื้นผิวสัมผัสแบบเนื้อละเอียด (Textured Finish) เพื่อช่วยลดการสะท้อนของแสงเมื่ออยู่กลางแจ้ง ในขณะที่รุ่น Sky ใช้สีฟ้าอ่อนที่ดูสะอาดตา ทั้งสองรุ่นถูกเบรกความเรียบนิ่งด้วยเข็มวินาทีขนาดเล็กสีส้ม (Small Seconds) ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่บ่งบอกถึงความเป็นนาฬิกาสปอร์ตอย่างมีชั้นเชิง โดยไม่ทำลายความสะอาดตาของหน้าปัด

มิติของตัวเรือน และกลไกที่หนาเท่าเหรียญซ้อนกัน

เมื่อพลิกมาพิจารณาด้านข้าง โครงสร้างตัวเรือนสเตนเลสสตีลของ Ahoi 36 มีความหนาเพียง 9.1 มิลลิเมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นความหนาที่ใกล้เคียงกับนาฬิกาเดรสทั่วไปมากกว่านาฬิกาสายลุย แต่เมื่อพิจารณาถึงสเปกภายในที่ใช้เม็ดมะยมแบบขันเกลียว (Screw-down Crown) พร้อมบ่าปกป้องเม็ดมะยม (Crown Guards) ที่กลืนไปกับตัวเรือน และขอบฝาหลังที่ยึดด้วยสกรู 6 ตัว ความหนาระดับนี้ถือเป็นงานวิศวกรรมที่น่าสนใจมาก

หัวใจหลักที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้คงความบางไว้ได้ คือกลไกอัตโนมัติอินเฮาส์ Caliber DUW 3001 ที่มีความหนาของตัวเครื่องเพียง 3.2 มิลลิเมตร กลไกชุดนี้บรรจุระบบปล่อยจักร Swing System ที่ Nomos พัฒนาขึ้นเอง และสำหรับคนที่เลือกฝาหลังแบบแซฟไฟร์โปร่งใส จะสามารถมองเห็นงานตกแต่งสไตล์เยอรมันขนานแท้ ทั้งการปัดลายริ้วแบบกลาสฮุตเตอ (Glashütte Ribbing) การเดินลายก้นหอย (Perlage) รวมไปถึงสกรูเหล็กชุบสีน้ำเงินด้วยความร้อน ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกปกป้องไว้ภายในโครงสร้างที่กันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร

มุมมองจากการสวมใส่จริง

สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังสำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสนาฬิกาของ Nomos คือเรื่องของ “ขาตัวเรือน” หรือ Lugs ด้วยลักษณะการออกแบบที่ขาตัวเรือนมีความเพรียวยาวและขอบหน้าปัดที่บางมาก (Thin Bezel) ทำให้นาฬิกาแบรนด์นี้เมื่ออยู่บนข้อมือ มักจะดูใหญ่กว่าขนาดหน้าปัดจริงบนกระดาษเสมอ ดังนั้น ตัวเรือนขนาด 36.3 มิลลิเมตรชิ้นนี้ จึงอาจจะกลายเป็นขนาดที่ลงตัวที่สุดสำหรับข้อมือมาตรฐานทั่วไป เพราะเมื่อวัดระยะจากปลายขาสองฝั่ง (Lug-to-Lug) จะอยู่ที่ 45.5 มิลลิเมตร ซึ่งกางรับกับข้อมือได้อย่างพอดิบพอดี

ตัวนาฬิกาจับคู่มากับสายผ้าทอ (Woven Textile Strap) สีกระจ่างใสตามโทนหน้าปัด ซึ่งเป็นสายที่แห้งไวและออกแบบมาสำหรับการใช้งานในน้ำโดยเฉพาะ ยึดด้วยหัวเข็มขัดแบบสี่เหลี่ยมคลาสสิก

ท้ายที่สุดแล้ว Ahoi neomatik 36 สองรุ่นใหม่นี้ อาจไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการนาฬิกาที่ดูดิบเถื่อนหรือต้องการฟังก์ชันจับเวลาสลับซับซ้อน แต่สำหรับผู้ที่รักในความบริสุทธิ์ของงานดีไซน์ และกำลังมองหานาฬิกาเรือนเดียวที่สวมใส่ไปทำงานในวันธรรมดา แล้วสามารถกระโดดลงสระว่ายน้ำต่อได้ทันทีในตอนเย็นโดยไม่ต้องเปลี่ยนเรือน นี่คือความเรียบง่ายที่มีเหตุผลรองรับในทุกรายละเอียดอย่างแท้จริง

ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค 
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 36.3 มิลลิเมตร หนา 9.1 มิลลิเมตร (ระยะขาถึงขา 45.5 มิลลิเมตร)
  • กระจก: แซฟไฟร์ทรงโดม เคลือบสารป้องกันการสะท้อนแสงทั้งสองด้าน
  • หน้าปัด: สีแซนด์ (Beige) ผิวสัมผัสละเอียด หรือ สีสกาย (Light Blue) ไม่มีหน้าต่างวันที่
  • กลไก: อินเฮาส์อัตโนมัติ Caliber DUW 3001 สำรองพลังงาน 43 ชั่วโมง ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz)
  • การกันน้ำ: 20 บาร์ (200 เมตร) เม็ดมะยมขันเกลียวพร้อมระบบแจ้งเตือนวงแหวนสีแดง
  • สาย: ผ้าทอกันน้ำสีเทาอ่อน (รุ่น Sand) หรือ สีน้ำเงินดำ (รุ่น Sky) ขนาดความกว้างขา 18 มิลลิเมตร

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
ตลาดนาฬิกาประมูลยังร้อนแรงต่อเนื่อง Phillips Hong Kong ปิดยอดในงาน The Hong Kong Watch Auction: XXII พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 90%
แนะนำ 6 นาฬิกาดำน้ำดีไซน์สปอร์ตที่แข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมลุยสถานการณ์ฝนตกชุกช่วงครึ่งปีหลัง
เปิดมุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่: เมื่อเรือนเวลากลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา และการลงทุนในยุคดิจิทัล

Oyster Story นิทรรศการฉลองครบรอบ 100 ปีนวัตกรรมตัวเรือนกันน้ำของ Rolex

0

จากการกำเนิดของตัวเรือนกันน้ำเรือนแรกของโลกในปี 1926 สู่รากฐานของนาฬิกา Rolex ทุกรุ่นในปัจจุบัน… Rolex จัดนิทรรศการฉลองหนึ่งศตวรรษแห่งความสำเร็จของ Oyster 

นับตั้งงานแสดงนาฬิกา Watches and Wonders ที่เจนีวา หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ Rolex ก็คือการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีของตัวเรือน Oyster ที่กันน้ำได้อย่างทรงประสิทธิภาพผ่านการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ หลากรุ่น แต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะตอกย้ำถึงความสำคัญของนวัตกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์การทำนาฬิกา ด้วยเหตุนี้ Rolex จึงจัดนิทรรศการ “Oyster Story” ณ West Bund Dome ในนครเซี่ยงไฮ้ประเทศจีนในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา 

ภายในนิทรรศการซึ่งแบ่งออกเป็นหลายโซนนั้น นำเสนอเรื่องราวของ Rolex นับตั้งแต่ยุคแรกเริ่มเรื่อยมาจนถึงกำเนิดของตัวเรือน Oyster ซึ่งได้กลายมาเป็นพื้นฐานของนาฬิกา Rolex รุ่นต่างๆ ในเวลาต่อมา 

กำเนิด Oyster

เมื่อ Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้ง Rolex เริ่มตั้งคำถามถึงข้อจำกัดของนาฬิกาข้อมือในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ปัญหาสำคัญที่เขาพบคือความเปราะบางต่อฝุ่น ความชื้น และน้ำ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความแม่นยำของกลไก ขณะที่นาฬิกาพกยังได้รับความนิยม นาฬิกาข้อมือกลับถูกมองว่าไม่สามารถให้ความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกันได้

คำตอบของ Wilsdorf คือ Oyster ซึ่งเปิดตัวในปี 1926 และกลายเป็นนาฬิกาข้อมือกันน้ำและกันฝุ่นเรือนแรกของโลก ด้วยระบบการขันเกลียวที่ผสานขอบตัวเรือน ฝาหลัง และเม็ดมะยมเข้ากับตัวเรือนกลางอย่างแน่นหนา กลายเป็นโครงสร้างที่ปกป้องกลไกภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

ดังที่ Wilsdorf ได้กล่าวไว้ในปี 1927 ว่า “We make the best wristwatch in the world.” ประสิทธิภาพของตัวเรือน Oyster ได้รับการพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์เมื่อMercedes Gleitze นักว่ายน้ำชาวอังกฤษได้สวม Oyster ขณะว่ายข้ามช่องแคบอังกฤษในปีเดียวกันนั้น  ซึ่งแม้จะอยู่ในน้ำเป็นเวลาหลายชั่วโมง แต่นาฬิกาก็ยังคงทำงานอย่างสมบูรณ์ หตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในแคมเปญการตลาดที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกา และยังตอกย้ำปรัชญาการผลิตของ Rolex ในเรื่อง “Proof by Trial” หรือการพิสูจน์ประสิทธิในโลกจริง

และหลังจากนั้นอีก 5 ปี  Rolex ยังได้เสริมศักยภาพของ Oyster ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยการเปิดตัว Perpetual Rotor ซึ่งเป็นกลไกไขลานอัตโนมัติที่ใช้การเคลื่อนไหวของข้อมือในการสะสมพลังงาน ทำให้นาฬิกา “Oyster Perpetual” นั้นขึ้นชื่อทั้งในเรื่องการกันน้ำ ความเที่ยงตรง และพร้อมทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งการไขลานด้วยมือ นวัตกรรมทั้งสองนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของนาฬิกา Rolex เกือบทุกรุ่นที่ผลิตมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Submariner สำหรับโลกใต้น้ำ Explorer สำหรับการผจญภัยบนภูเขาสูง GMT-Master สำหรับนักเดินทาง Cosmograph Daytona สำหรับโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ต หรือ Yacht-Master สำหรับการเดินเรือ แต่ละรุ่นล้วนต่อยอดมาจากโครงสร้างตัวเรีอน Oyster ที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อน

นิทรรศการ Oyster Story ที่เซี่ยงไฮ้ 

เรื่องราวของตัวเรือน Oyster ถูกถ่ายทอดผ่านหลากหลายมิติภายในนิทรรศการที่จัดแสดงในเซี่ยงไฮ้  ผู้เข้าชมได้พบกับนาฬิกา Rolex จำนวนมาก ตั้งแต่รุ่นหายากและรุ่นไอคอนิกในประวัติศาสตร์ ไปจนถึงผลงานร่วมสมัยที่สะท้อนวิวัฒนาการของตัวเรือน Oyster ตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งบางเรือนได้รับการยืมมาจากคอลเลกชันส่วนตัวของนักสะสมอีกด้วย 

นอกเหนือจากตัวเรือนนาฬิกาแล้ว นิทรรศการยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ทำความเข้าใจกลไกภายใน หลักการทำงาน รวมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาตัวเรือนกันน้ำอันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมนาฬิกา

หนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการจัดแสดงนาฬิกา Rolex ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเรือนที่เคยถูกสวมใส่จริงโดยนักผจญภัย นักสำรวจ และผู้บุกเบิกในสาขาต่างๆ นาฬิกาเหล่านี้ร่วมเดินทางไปยังจุดสูงสุดของโลก ดำดิ่งสู่ห้วงมหาสมุทรลึกที่สุด และแม้กระทั่งออกสู่ห้วงอวกาศ

บริเวณชั้นหนึ่งของนิทรรศการยังจัดแสดงภาพบุคคลจำนวน 100 ภาพซึ่งมีทั้งนักกีฬา ศิลปิน นักสำรวจ ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น Rolex Testimonee ผู้สวมใส่นาฬิกา Rolex ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็น Sir Edmund Hillary และ Tenzing Norgay ผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ในปี 1953 Sylvia Earle นักสำรวจและนักชีววทิยาทางทะเล Carlos Alcaraz และ Jannik Sinner สองนักเทนนิสระดับโลก จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวชาวไทยซึ่งครองมือหนึ่งของโลกในปี 2025 รวมถึง Zendaya นักแสดงฮอลลีวูด และ Yuja Wang นักเปียโน 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ Pavilion “SUPERLATIVE” ซึ่งถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านการผลิตนาฬิกาของ Rolex ตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนาวัสดุ การผลิตตัวเรือน หน้าปัด สาย และกลไก ไปจนถึงกระบวนการทดสอบคุณภาพขั้นสุดท้าย ผู้เข้าชมยังสามารถศึกษารายละเอียดของมาตรฐาน Superlative Chronometer ที่เป็นหัวใจของ Rolex ในปัจจุบัน ที่น่าสนใจคือ Rolex ยังนำเสนอ Optical Atomic Clock เครื่องอ้างอิงเวลาความเที่ยงตรงสูงที่บริษัทมีส่วนร่วมในการพัฒนา เพื่อแสดงให้เห็นว่าการแสวงหาความแม่นยำยังคงเป็นพันธกิจสำคัญของแบรนด์ แม้ในยุคที่นาฬิกากลไกไม่ได้แข่งขันกับเทคโนโลยีดิจิตัลโดยตรงอีกต่อไป

หนึ่งร้อยปีหลังการถือกำเนิด Oyster ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการสร้างนาฬิกาที่สามารถเผชิญทุกความท้าทายได้อย่างมั่นใจ และหากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ ก็อาจกล่าวได้ว่า Oyster ไม่ได้เป็นเพียงตัวเรือนนาฬิกาที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ หากเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่กำหนดอนาคตของการผลิตนาฬิกาข้อมือทั้งอุตสาหกรรม

บางครั้ง ความน่าสนใจของนาฬิกาไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มอะไรเข้าไป แต่อยู่ที่การรู้ว่าจะเก็บอะไรไว้ พาชมเรือนเวลา MIDO Ocean Star 200

เมื่อนาฬิกาดำน้ำสเปกแน่นถูกปรับรายละเอียดให้สวมใส่สนุกและเข้ากับชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น

สำหรับคนรักนาฬิกาที่ติดตามวงการมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกของเราน่าจะคุ้นเคยดีว่า เสน่ห์ที่แท้จริงของนาฬิกา Swiss Made สายสปอร์ตไม่ได้อยู่ที่การประโคมเทคโนโลยีล้ำยุคจนเกินเอื้อม แต่อยู่ที่การบาลานซ์ระหว่าง “ฟังก์ชันที่พึ่งพาได้” กับ “งานดีไซน์ที่ตรงไปตรงมา” ซึ่ง MIDO ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีวิธีคิดแบบวิศวกรรมร่วมสมัยชัดเจนมาโดยตลอด นับตั้งแต่ยุคที่ George Schaeren ก่อตั้งแบรนด์ในปี 1918

ล่าสุดบนเวทีงานเปิดตัวที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ พวกเขาได้อวดโฉมเจเนอเรชันใหม่ของตระกูลดำน้ำยอดนิยมอย่าง Ocean Star 200 การกลับมาในครั้งนี้ไม่มีการป่าวประกาศสรรพคุณจนเกินจริง แต่เน้นไปที่การขัดเกลารายละเอียดปลีกย่อยเพื่อให้ตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 41 มิลลิเมตรเรือนนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่ออยู่บนข้อมือจริง

มิติใหม่บนหน้าปัดสีน้ำเงิน

จุดที่คนรักนาฬิกาจะสังเกตเห็นเป็นอันดับแรกคือ วิธีการจัดการกับ “หน้าปัดสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นโทนสียอดนิยมของนาฬิกาสไตล์นี้ แทนที่จะใช้หน้าปัดผิวเงาหรือปัดลายซันเรย์แบบทั่วไป MIDO เลือกใช้หน้าปัดสีน้ำเงินขัดพื้นผิวแบบเกรนละเอียด (Grain-textured dial)

การเลือกใช้พื้นผิวลักษณะนี้คือ การลดแสงสะท้อนที่ไม่จำเป็นและช่วยสร้างมิติความตื้นลึกเมื่อแสงตกกระทบ ตัวหน้าปัดทำงานร่วมกับชุดเข็มชั่วโมงและนาทีที่ผ่านการขัดแต่งผิวแบบซาตินสลับกับการเจียระไนเหลี่ยมมุมอย่างประณีต โดยมีหลักชั่วโมงขัดเงาแต้มด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว เพื่อการอ่านค่าเวลาที่แม่นยำ และสิ่งที่ช่วยตัดอารมณ์ความเข้มของสีน้ำเงินได้อย่างลงตัวคือ เข็มวินาทีขนาดใหญ่ที่แต้มปลายเข็มด้วย “สีส้ม” ซึ่งเป็นสีประจำบ้านของแบรนด์

สมรรถนะภายใต้โครงสร้างที่จับต้องได้

หากเรามองข้ามเรื่องรูปลักษณ์แล้วพิจารณานาฬิกาเรือนนี้ในฐานะอุปกรณ์ใช้งาน โครงสร้างตัวเรือนขนาด 41 มิลลิเมตร ได้รับการขัดแต่งผิวแบบซาตินตัดสลับกับการขัดเงาบริเวณขอบมุม มาพร้อมขอบตัวเรือนหมุนทิศทางเดียว (Unidirectional Bezel) และวงแหวนอะลูมิเนียมตามสเปกนาฬิกาดำน้ำมาตรฐาน

หัวใจสำคัญที่อยู่ภายในคือ กลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 80 (Caliber 80) จุดเด่นที่ต้องพูดถึงคือความสามารถในการสำรองพลังงานที่ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง หรือมากกว่า 3 วันเต็ม ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถถอดนาฬิกาวางไว้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วกลับมาหยิบใส่ในเช้าวันจันทร์ได้โดยไม่ต้องตั้งเวลาใหม่ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งบาลานซ์สปริง นิวาครอง (Nivachron™) ซึ่งช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการทนทานต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็กรอบตัวในชีวิตประจำวัน

ทางด้านการใช้งานจริง ตัวเรือนมาพร้อมเม็ดมะยมและฝาหลังแบบขันเกลียว ให้ประสิทธิภาพการกันน้ำที่ระดับ 20 บาร์ (200 เมตร) พลิกมาด้านหลังจะพบงานสลักลวดลายปลาดาวนูนต่ำอันเป็นสัญลักษณ์ดั้งเดิมของคอลเลกชันนี้ จับคู่กับสายสแตนเลสสตีลขัดซาตินสลับเงาข้อกลาง ที่ติดตั้งระบบขยายสายสำหรับการดำน้ำ (Diving Extension) และที่สำคัญคือระบบเปลี่ยนสายแบบรวดเร็ว (Quick-release) ช่วยให้ผู้สวมใส่สลับไปใช้สายยางหรือสายสไตล์อื่นได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือช่าง

ในงานเปิดตัวครั้งนี้ อีจงซอก (Lee Jong Suk) ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ได้มาร่วมถ่ายทอดความรู้สึกจากการสวมใส่จริง โดยเขาเน้นย้ำถึงความสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งของตัวเรือนและความสบายเมื่ออยู่บนข้อมือตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนาฬิกาประเภท Daily Watch

ท้ายที่สุดแล้ว MIDO Ocean Star 200 เจเนอเรชันนี้ ไม่ใช่นาฬิกาที่พยายามจะตะโกนเรียกร้องความสนใจจากใคร แต่มันคือการนำสเปกนาฬิกาดำน้ำที่พึ่งพาได้จริง มาขัดเกลาหน้าตาและขนาดให้สุภาพพอที่จะใส่เข้าคู่กับเสื้อเชิ้ตในวันทำงาน และพร้อมลุยไปกับคุณในกิจกรรมสุดสัปดาห์ได้อย่างสนิทใจ

สำหรับคุณผู้อ่านแล้ว ในพิกัดนาฬิกาดำน้ำสเปก Swiss Made การเลือกใช้หน้าปัดผิวเกรนสีน้ำเงินคู่กับรายละเอียดปลายเข็มสีส้มแบบนี้ ถือเป็นจุดต่างที่ทำให้คุณอยากหยิบนาฬิกาสไตล์นี้มาสวมใส่ในชีวิตประจำวันมากขึ้นไหม? มาร่วมแชร์มุมมองกันได้

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: MIDO Ocean Star 200
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 41 มม. ขัดซาตินสลับเงา ขอบตัวเรือนหมุนทิศทางเดียวพร้อมวงแหวนอะลูมิเนียม เม็ดมะยมและฝาหลังขันเกลียว กันน้ำ 200 เมตร (20 บาร์)
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินพื้นผิวเกรน (Grain-textured dial) หลักชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova® เข็มวินาทีแต้มสีส้ม
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที พร้อมแสดงวันที่
  • กลไก: อัตโนมัติ Caliber 80 สำรองพลังงาน 80 ชั่วโมง ติดตั้งบาลานซ์สปริง Nivachron™
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลขัดซาตินสลับเงา พร้อมระบบขยายสายสำหรับดำน้ำ (Diving Extension) และระบบเปลี่ยนสายแบบ Quick-release

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นอัตลักษณ์ นี่คือคู่สีที่จัดจ้านที่สุดบนหน้าปัด H. Moser & Cie.
Arnold & Son HM London Skyline Limited Edition: จากลอนดอนยุควิกตอเรียนสู่มหานครร่วมสมัย ผ่านหน้าปัดที่เปลี่ยนเรื่องราวตามแสงและความมืด
หรือนี่จะเป็นลมหายใจครั้งใหม่ที่บาเซิล? เมื่อ MCH Group พยายามกู้คืนศรัทธาของเมืองหลวงแห่งเวลาผ่านงาน “Basilia Jewellery & Watch Fair”

Ulysse Nardin ปรับโครงสร้างของ Freak [X] ใหม่ทั้งสัดส่วน วัสดุ และวิศวกรรมภายใน เพื่อเปลี่ยนนาฬิกาแนวคิดสุดขั้วให้กลายเป็นเรือนเวลาที่ใช้งานได้จริง

เมื่อแนวคิดการบอกเวลาที่เคยแปลกแยกที่สุด ถูกปรับสัดส่วนลงมาให้สวมใส่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

หากเราย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ยุคที่นิตยสารนาฬิกาแนวทางใหม่อย่าง Revolution เพิ่งเริ่มต้นหยั่งรากในวงการ สิ่งหนึ่งที่พวกเราในฐานะคนรักนาฬิกามักจะมองหาคือ “ความกล้าหาญทางวิศวกรรม” ที่ไม่เดินตามรอยใคร และชื่อของ Ulysse Nardin Freak ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2001 คือตัวแทนของนิยามนั้นอย่างแท้จริง ด้วยโครงสร้างที่ไม่มีหน้าปัด ไม่มีเข็ม และไม่มีเม็ดมะยม โดยปล่อยให้ตัวกลไกหมุนตัวเองเพื่อทำหน้าที่บอกเวลา

Ulysse Nardin Freak [X]

ในงาน Watches and Wonders 2026 ที่ผ่านมา แบรนด์เพิ่งจะปล่อยรุ่นทดลองขีดสุดอย่าง Super Freak ออกมาฉลองครบรอบ 25 ปี แต่สำหรับคนรักนาฬิกาที่มองหาความสุขในการสวมใส่บนข้อมือทุกๆ วัน ข่าวที่น่าสนใจและสมควรแก่การหยิบยกมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนคือการมาถึงของเจเนอเรชันล่าสุดของ Freak [X] นาฬิกาที่ลดทอนความดุดันในอดีตลง เพื่อแลกกับความลงตัวที่ใช้งานได้จริง

การปรับสัดส่วนเพื่อข้อมือจริง

ความท้าทายของตระกูล Freak มาโดยตลอดคือเรื่องของ “ขนาด” มันถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะนาฬิกาที่ต้องการประกาศตัวตน และมักจะมีขนาดตัวเรือนที่ใหญ่เกินกว่าจะซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อเชิ้ต แม้แต่ Freak [X] เวอร์ชันปี 2019 ที่ปรับปรุงให้เข้าถึงง่ายขึ้นด้วยการเพิ่มเม็ดมะยมเข้ามา ก็ยังมีขนาดตัวเรือนอยู่ที่ 43 มิลลิเมตร

แต่ในเวอร์ชันล่าสุดนี้ ทีมออกแบบของ Ulysse Nardin เลือกที่จะฟังเสียงของคนใช้งานจริง ตัวเรือนถูกย่อส่วนลงจาก 43 มิลลิเมตร มาอยู่ที่ 41 มิลลิเมตร พร้อมกับระยะจากขาทั้งสองข้าง (Lug-to-lug) ที่หดสั้นลงจาก 49.6 มิลลิเมตร เหลือเพียง 47.3 มิลลิเมตร ขณะที่ความหนาของตัวเรือนอยู่ที่ 10.3 มิลลิเมตร (หรือ 13.6 มิลลิเมตรหากวัดรวมกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่อง)

ตัวเลขเหล่านี้หากดูบนแผ่นกระดาษอาจจะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ในฐานะคนชอบสังเกตนาฬิกา ข้อมูลอินไซด์ตรงนี้บอกเราว่า พิกัด 41 มิลลิเมตรคือจุดตัดที่เปลี่ยนภาพจำจากนาฬิกาโครงสร้างหวือหวาสำหรับเก็บสะสม ให้กลายเป็นนาฬิกาที่คุณสวมใส่ออกไปดื่มกาแฟตอนเช้าได้อย่างไม่เคอะเขิน

ขัดเกลากลไกและโครงสร้างวิศวกรรมภายใน

หัวใจสำคัญของตัวเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮ้าส์อัตโนมัติชุดใหม่ Calibre UN-232 ที่ใช้เวลาพัฒนามากกว่า 2 ปี โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ระบบตลับแบริ่งหมุน (Flying Carousel) ที่จะหมุนครบรอบทุก ๆ 60 นาทีเพื่อบอกนาที และใช้แผ่นจานหมุนด้านล่างแทนเข็มชั่วโมงเอาไว้

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการให้ความสำคัญกับความทนทานในระยะยาว นวัตกรรม DIAMonSIL ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเคลือบผิวซิลิคอนด้วยเพชรสังเคราะห์ของแบรนด์ ได้ถูกนำมาใช้ในชุดปล่อยจักร (Escapement) ของ Freak [X] เป็นครั้งแรก ช่วยลดแรงเสียดทานและเพิ่มความทนทานในจุดที่ต้องรับแรงกดดันสูงที่สุดของนาฬิกา ทำงานร่วมกับจักรกรอกซิลิคอนขนาดใหญ่พิเศษ (Oversized silicon balance wheel) จากห้องปฏิบัติการ SIGATEC

รายละเอียดวิศวกรรมที่น่าประทับใจอีกส่วนคือ ตัวเรือนที่ปรับเปลี่ยนจากโครงสร้างไทเทเนียมแบบประกอบชิ้นส่วน (Modular) ในรุ่นก่อน มาเป็น ตัวเรือนชิ้นเดียว (Monobloc) ที่มีให้เลือกทั้งวัสดุเหล็กบริสุทธิ์รีไซเคิล 80% หรือวัสดุโรสโกลด์

  • การเปลี่ยนมาใช้โครงสร้างตัวเรือนชิ้นเดียว ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง
  • ส่งผลดีต่อระบบเก็บเสียง (Acoustic stability) ทำให้เสียงการทำงานของกลไกจักรกลภายในที่หมุนอยู่ตลอดเวลาถูกซับลงจนเงียบสนิท
  • เพิ่มประสิทธิภาพการกันน้ำขึ้นมาอยู่ที่ 100 เมตร พร้อมเม็ดมะยมแบบขันเกลียว ซึ่งเป็นสเปกที่สมบูรณ์แบบสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

เมื่อพลิกมาด้านหลัง เราจะพบกับไมโครโรเตอร์ (Micro-rotor) ที่ทำจากวัสดุโรสโกลด์ฝังรวมเป็นเนื้อเดียวกับกลไก ปัดลายก้นหอย (Colimaçon) ซึ่งให้โทนสีที่อบอุ่นตัดกับงานขัดลายซาตินและงานลบมุมด้วยมือ (Hand-bevelled) บนสะพานจักรด้านหน้าได้อย่างสวยงาม กลไกชุดนี้ทำงานด้วยความถี่ 3 เฮิรตซ์ และมีพลังงานสำรองที่พึ่งพาได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง

ทางเลือกของความเรียบง่ายบนสายเหล็ก

ในการเปิดตัวครั้งนี้มีให้เลือกทั้งหมด 3 เวอร์ชัน ได้แก่ รุ่นหน้าปัดสีเทาพ่นทรายจับคู่ตัวเรือนเหล็ก, รุ่นหน้าปัดสีน้ำเงินไล่เฉดปัดลายซันบรัช และรุ่นตัวเรือนโรสโกลด์คู่กับสะพานจักรสีทอง

แต่เวอร์ชันที่เรามองว่าลงตัวและน่าสนใจที่สุด คือรุ่นหน้าปัดสีเทาพ่นทรายที่มาพร้อมกับสายเหล็ก (Integrated steel bracelet) ที่ผลิตจากเหล็กรีไซเคิล 80% ชนิดเดียวกับตัวเรือน ชุดสายนี้มีระบบปรับระยะความละเอียด (Micro-adjustment) ฝั่งละ 2 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยให้การสวมใส่มีความกระชับตามขนาดข้อมือที่อาจขยายตัวตามสภาพอากาศในแต่ละวัน ทำงานร่วมกับระบบเปลี่ยนสายด่วน (Quick-release) ที่มีตัวเลือกให้ปรับแต่งได้ถึง 9 รูปแบบ

ความเงียบง่ายของโทนสีเทาและสายเหล็ก ช่วยลดทอนความจัดจ้านของกลไกการหมุน และทำให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นเครื่องบอกเวลาที่มีความสมดุลสูงมากระหว่างความซับซ้อนเชิงกลไกและความเรียบง่ายในแง่ของสไตล์

ท้ายที่สุดแล้ว Freak [X] เจเนอเรชันนี้แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของ Ulysse Nardin ในการเปลี่ยนผ่านจากนาฬิกาที่เคยสร้างมาเพื่อท้าทายขีดจำกัดทางวิศวกรรม ให้กลายมาเป็นนาฬิกาที่เข้าใจเนื้อแท้ของคนที่รักและต้องการใช้ชีวิตอยู่กับมันในทุกๆ วัน

สำหรับคุณแล้ว การที่นาฬิกาที่มีกลไกแปลกตาและซับซ้อนอย่าง Freak ถูกย่อส่วนลงมาเหลือ 41 มิลลิเมตร พร้อมสายเหล็กที่สวมใส่ง่ายขึ้น ถือเป็นทิศทางที่ทำให้คุณเข้าถึงและอยากสัมผัสเครื่องบอกเวลาตระกูลนี้มากขึ้นหรือไม่?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: Calibre UN-232 แบบอัตโนมัติ ผลิตโดยแบรนด์ สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (3Hz)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 41 มม. หนา 10.35 มม. (รวมกระจก 13.6 มม.) ระยะ Lug-to-Lug 47.3 มม. ตัวเรือนโมโนบล็อกจากสตีลรีไซเคิล 80% หรือโรสโกลด์ กระจกแซฟไฟร์ทรง Glassbox กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: ดิสก์แสดงชั่วโมง มีให้เลือกสีเทาพ่นทรายพร้อมบริดจ์และอินเด็กซ์ชุบโรเดียม / สีน้ำเงินไล่เฉดลายซันเรย์พร้อมบริดจ์และอินเด็กซ์ชุบโรเดียม / สีดำพ่นทรายพร้อมบริดจ์และอินเด็กซ์สีโรสโกลด์ หลักชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova สีขาว
  • สาย: สายหนังลูกวัวสีน้ำตาลอ่อนพร้อมบานพับสตีล / สายสตีลรีไซเคิล 80% พร้อมระบบปรับละเอียด (micro-adjustment) / สายหนังอัลลิเกเตอร์สีดำเดินด้ายโรสโกลด์พร้อมบานพับโรสโกลด์ รองรับระบบเปลี่ยนสายแบบ Quick-Release ใหม่

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นอัตลักษณ์ นี่คือคู่สีที่จัดจ้านที่สุดบนหน้าปัด H. Moser & Cie.
Arnold & Son HM London Skyline Limited Edition: จากลอนดอนยุควิกตอเรียนสู่มหานครร่วมสมัย ผ่านหน้าปัดที่เปลี่ยนเรื่องราวตามแสงและความมืด
หรือนี่จะเป็นลมหายใจครั้งใหม่ที่บาเซิล? เมื่อ MCH Group พยายามกู้คืนศรัทธาของเมืองหลวงแห่งเวลาผ่านงาน “Basilia Jewellery & Watch Fair”

DEEP DIVE EP. 8: อะไรทำให้ผู้คนยังคงหลงใหลใน Royal Oak มากกว่า 50 ปีหลังจากเปิดตัว?

0

การเดิมพันครั้งสำคัญในปี 1972 ของ Audemars Piguet กับงานออกแบบสเตนเลสสตีลราคาสูงกว่าทองคำ ที่เปลี่ยนวิกฤตควอตซ์ให้กลายเป็นรากฐานความสำเร็จร่วมครึ่งศตวรรษ

ถ้าพูดถึง Audemars Piguet หลายคนคงนึกถึง Royal Oak ทันที นาฬิกาที่ไม่เพียงเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของแบรนด์ แต่ยังเปลี่ยนหน้าตาของวงการนาฬิกาลักชัวรี่ไปตลอดกาล ทว่าในความจริงแล้ว เส้นทางของยอดเรือนเวลารุ่นนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่ต้น ย้อนกลับไปในปี 1972 ช่วงวิกฤตการณ์นาฬิกาควอตซ์ (Quartz Crisis) แบรนด์ตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการส่งนาฬิกาสปอร์ตสเตนเลสสตีลที่มีราคาสูงกว่านาฬิกาทองคำในยุคนั้นออกมาสู่ตลาด ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงสะท้อนในแง่ลบจากดีไซน์แปดเหลี่ยมอันแปลกตาของ Gerald Genta แต่ท้ายที่สุด เวลาได้พิสูจน์แล้วว่าความกล้าที่จะขบถต่อขนบเดิมๆ คือจุดเริ่มต้นของตำนานที่ยั่งยืนมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

ร่วมเจาะลึกและค้นหาคำตอบไปพร้อมกันว่า อะไรทำให้ผู้คนยังคงหลงใหลใน Royal Oak มากกว่า 50 ปีหลังจากเปิดตัว? และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ชื่อของ Audemars Piguet ยังคงได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ในรายการ Deep Dive บนช่องทางของ REVOLUTION WATCH THAILAND ทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Instagram, Facebook, TikTok และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ มาร่วมดำดิ่งสู่เบื้องหลังดีไซน์ ตำนาน และปรัชญาที่ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นมากกว่านาฬิกาไปพร้อมกัน

ติดตามช่องทางอื่น ๆ ของ REVOLUTION THAILAND ได้ทาง REVOLUTION WATCH THAILAND

  • ➡️ Instagram: @revowatchthai
  • ➡️ Facebook: /RevoWatchTha
  • ➡️ Website: https://revolutionthailand.com
  • ➡️ TikTok: @revowatchthai

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 
พาชมเบื้องหลังความวิจิตรของ Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica “Pegasus” กับงานสลักเสลามือกว่า 180 ชั่วโมง

หรือนี่จะเป็นลมหายใจครั้งใหม่ที่บาเซิล? เมื่อ MCH Group พยายามกู้คืนศรัทธาของเมืองหลวงแห่งเวลาผ่านงาน “Basilia Jewellery & Watch Fair”

กลยุทธ์ใหม่ของ MCH Group กับการปัดฝุ่นเมืองบาเซิลด้วยแพลตฟอร์มขนาดกะทัดรัด ที่หันมาพึ่งพากลุ่มอิสระและปรับโครงสร้างราคาเพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมา

Basilia Jewellery & Watch Fair

หากถามนักสะสมนาฬิการุ่นเก๋าว่าเมืองไหนคือศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเรือนเวลาในอดีต คำตอบเกือบทั้งหมดจะชี้ไปที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในฐานะเจ้าภาพจัดงาน Baselworld นิทรรศการที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่หลังจากการล่มสลายอย่างเป็นทางการในปี 2020 เนื่องจากการถอนตัวของแบรนด์ยักษ์ใหญ่และการมาถึงของวิกฤตการณ์ระดับโลก เมืองบาเซิลก็เงียบเหงาลงไปทันที ขณะที่ความสนใจทั้งหมดถูกย้ายไปอยู่ที่กรุงเจนีวาแทน

ล่าสุด MCH Group ผู้จัดงานเดิม ได้ประกาศเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่จะจัดงานแสดงนาฬิกาและเครื่องประดับขึ้นอีกครั้งภายใต้ชื่อใหม่ว่า “Basilia” (Basilia Jewellery & Watch Fair) ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่น่าจับตาในเชิงกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมอย่างมากในตอนนี้

Basilia Jewellery & Watch Fair
Basilia Jewellery & Watch Fair

จากมหกรรมขนาดใหญ่ สู่แพลตฟอร์มที่จับต้องได้

โจทย์ที่ยากที่สุดของ MCH Group ในการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการหาสถานที่ เพราะพวกเขามีศูนย์นิทรรศการ Messe Basel ที่เป็นกรรมสิทธิ์อยู่แล้ว แต่น่าจะอยู่ที่การ “เรียกความเชื่อมั่น” จากแบรนด์ต่างๆ และผู้เข้าชมงานมากกว่า หลังจากที่เคยมีบทเรียนเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วและปัญหาการจัดการในอดีตมาแล้ว สิ่งที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์รูปแบบของงาน Basilia คือการปรับเปลี่ยนแนวคิดแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

  • เน้นกลุ่มอิสระและเครื่องประดับชั้นสูง: กระแสจากคนในวงการต่างพูดกันว่าพวกเขาไม่ได้พยายามจะไปแข่งกับงาน Watches and Wonders ที่เจนีวาในการดึงแบรนด์กระแสหลักขนาดใหญ่ แต่เลือกที่จะเปิดพื้นที่ให้กับแบรนด์นาฬิกาอิสระ (Independent Watchmakers) และผู้ผลิตจิวเวลรีระดับพรีเมียมที่ต้องการพื้นที่พบปะกับคู่ค้าและนักสะสมโดยตรง
  • โครงสร้างราคาที่เป็นมิตรขึ้น: อย่างที่ทราบกันดีว่าบทเรียนสำคัญจาก Baselworld คือการปล่อยให้ค่าเช่าบูธและค่าครองชีพในเมืองพุ่งสูงจนแบรนด์ขนาดกลางรับไม่ไหว ในงานใหม่นี้จึงน่าจะมีการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้มีความเป็นธรรมและเข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อลดแรงกดดันทางการเงินของผู้ร่วมงาน

การปรับตัวนี้แสดงให้เห็นว่าผู้จัดงานเข้าใจบริบทของตลาดในปัจจุบัน ที่แบรนด์ต่างๆ มีช่องทางการสื่อสารออนไลน์ของตัวเองอยู่แล้ว การจะดึงพวกเขามาออกงานออฟไลน์ได้ ตัวงานต้องมอบ “คุณค่า” ในการสร้างเครือข่ายและการเจรจาธุรกิจที่มีประสิทธิภาพจริงๆ

นัยสำคัญต่อโครงสร้างการค้าของสวิตเซอร์แลนด์

ในเชิงเศรษฐกิจแล้ว มองว่าการกลับมาของ Basilia อาจเป็นสัญญาณว่าผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยังคงต้องการเวทีการค้าในช่วงครึ่งหลังของปี การมีงานแสดงใหญ่เพียงงานเดียวที่เจนีวาในช่วงต้นปีอาจไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนกระแสเงินสดและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในไตรมาสที่สามและสี่

นอกจากนี้ การผสมผสานระหว่าง “นาฬิกา” และ “จิวเวลรี” เข้าด้วยกันอย่างเข้มข้นในงานนี้ ถือเป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคระดับบนที่ชาญฉลาด เพราะในปัจจุบัน เส้นแบ่งระหว่างเครื่องประดับอัญมณีและเรือนเวลาชั้นสูงเริ่มหลอมรวมเข้าหากันมากขึ้น กลุ่มลูกค้าที่ซื้อนาฬิการะดับไฮเอนด์มักเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่สะสมเครื่องประดับประณีตศิลป์

Basilia Jewellery & Watch Fair

บทสรุปและความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรม

การเปิดตัว Basilia ย่อมมาพร้อมกับทั้งความคาดหวังและความเคลือบแคลงใจจากคนในวงการ หลายฝ่ายยังคงตั้งคำถามว่างานนี้จะสามารถสร้างแรงดึงดูดได้มากพอที่จะสู้กับอิทธิพลของเจนีวาได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงความพยายามในการรักษาพื้นที่ของ MCH Group เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การขยับตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูจิตวิญญาณการทำนาฬิกาของเมืองบาเซิล มันแสดงให้เห็นว่าผู้จัดงานพร้อมที่จะละทิ้งอีโก้ของความยิ่งใหญ่ในอดีต แล้วหันมาเริ่มต้นใหม่ด้วยความเข้าใจในข้อจำกัดของโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งผลลัพธ์ของงานนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า บาเซิลจะยังคงมีชื่ออยู่ในแผนที่ของคนรักนาฬิกาต่อไป หรือจะกลายเป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปแล้ว

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
ตลาดนาฬิกาประมูลยังร้อนแรงต่อเนื่อง Phillips Hong Kong ปิดยอดในงาน The Hong Kong Watch Auction: XXII พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 90%
แนะนำ 6 นาฬิกาดำน้ำดีไซน์สปอร์ตที่แข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมลุยสถานการณ์ฝนตกชุกช่วงครึ่งปีหลัง
เปิดมุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่: เมื่อเรือนเวลากลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา และการลงทุนในยุคดิจิทัล

เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นอัตลักษณ์ นี่คือคู่สีที่จัดจ้านที่สุดบนหน้าปัด H. Moser & Cie.

เจาะลึก H. Moser & Cie. Pioneer Centre Seconds “Sun Berry” สีสันใหม่ในขนาดที่พอดีข้อขึ้น

ในโลกของนาฬิกาอิสระระดับไฮเอนด์ หน้าปัดแบบ Concept Dial หรือหน้าปัดที่ไม่มีโลโก้และไม่มีหลักชั่วโมง คือลายเซ็นที่สร้างความจดจำให้กับ H. Moser & Cie. ได้เป็นอย่างดี แบรนด์พิสูจน์ให้เห็นซ้ำๆ ว่าเมื่อตัดทอนรายละเอียดที่เป็นตัวอักษรออกไปทั้งหมด เนื้อสีและการไล่เฉดแบบ ฟูเม่ (Fumé) จะสามารถทำหน้าที่ประกาศอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างทรงพลัง

สำหรับผลงานล่าสุดต้อนรับฤดูกาลซัมเมอร์ แบรนด์ได้หยิบเอาโมเดลสายลุยอย่างตระกูล Pioneer กลับมาตีความใหม่ผ่านการใช้โทนสีที่ตัดกันอย่างฉูดฉาดในรุ่น Pioneer Centre Seconds Sun Berry ซึ่งเป็นเหล้าค็อกเทลรสชาติใหม่ที่ผสมผสานระหว่างสีม่วงเบอร์รีลึกและสีเหลืองมะนาวได้อย่างน่าสนใจ

การปรับสัดส่วนและมิติตัวเรือน

สิ่งที่นักสะสมหลายคนสังเกตเห็นและตั้งตารอในรุ่นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสีสัน แต่คือการเลือกใช้ “ขนาดตัวเรือน” ที่กระชับขึ้น นาฬิกาตระกูล Pioneer ยุคแรกๆ มักมาในขนาด 42.8 มิลลิเมตร ซึ่งอาจจะดูเต็มข้อเกินไปสำหรับบางคน แต่ในรุ่น Sun Berry นี้ แบรนด์เลือกใช้ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร ความหนารวมกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมอยู่ที่ 12.3 มิลลิเมตร (หากไม่นับกระจกจะหนาเพียง 10.4 มิลลิเมตร) และมีระยะจากขากกึ่งกลางถึงขากึ่งกลาง (Lug-to-Lug) ที่ 48.1 มิลลิเมตร สัดส่วนใหม่นี้ช่วยให้นาฬิกาสปอร์ตเรือนนี้มีความเป็นมิตรและสวมใส่สบายในชีวิตประจำวันมากขึ้น

ถ้าหากสังเกตรายละเอียดจากด้านข้าง จะเห็นว่าตรงด้านข้างตัวเรือนมีการปัดเงาสลับด้าน และมีการเจาะร่องลึก (Recessed Areas) พร้อมแกะสลักเป็นแนวริ้วที่ลาดเอียงลงไปยังขาตัวเรือน ดีไซน์นี้ชวนให้นึกถึงช่องดักอากาศของรถสปอร์ต ซึ่งพื้นที่ส่วนร่องลึกนี้ถูกขัดแต่งด้วยมือเพื่อสร้างมิติและแรงเงาที่ตัดกับพื้นผิวส่วนอื่นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ตัวเรือนยังมาพร้อมเม็ดมะยมแบบขันเกลียวสลักโลโก้ “M” ที่ช่วยการันตีความสามารถในการกันน้ำได้ลึกถึง 120 เมตร

ผืนผ้าใบที่ปล่อยให้สีสันทำหน้าที่เล่าเรื่อง

จุดเด่นที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คือหน้าปัดสีม่วงเบอร์รีเข้มขัดลายรัศมี (Sunburst) ซึ่งจะเปลี่ยนมิติความลึกของสีตามมุมของแสงที่ตกกระทบ สิ่งที่สร้างความขัดแย้งเชิงศิลปะคือการนำสีเหลืองสว่าง (Limoncello Yellow) มาตัดขอบบริเวณวงแหวนรอบนอก (Flange) รวมถึงแต้มสารเรืองแสง Super-LumiNova สีเหลืองลงบนเข็มชั่วโมงและนาทีทรงใบไม้

การจับคู่สีม่วงเข้มตัดด้วยรายละเอียดสีเหลืองสด โดยไม่มีตัวอักษรหรือมาร์กเกอร์ใดๆ บดบัง ทำให้พื้นที่หน้าปัดทั้งหมดกลายเป็นเวทีแสดงความขัดแย้งของโทนสีอย่างเต็มที่ ยิ่งเมื่อจับคู่กับสายยางสีเหลืองสว่างพร้อมหัวเข็มขัดสตีล มันจึงกลายเป็นนาฬิกาที่สลัดภาพความเคร่งขรึมและแทนที่ด้วยพลังงานความสนุกสนานของฤดูร้อน

วิศวกรรมภายใน ปรับปรุงเพื่อการมองเห็นที่ลึกซึ้งขึ้น

ถ้าเราพลิกมาด้านหลัง ตัวเรือนกรุกระจกแซฟไฟร์ใสเผยให้เห็นกลไกอินเฮ้าส์อัตโนมัติรหัส HMC 201 ซึ่งได้รับการอัปเดตโครงสร้างจากรหัสเดิม (HMC 200) จุดที่น่าสังเกตคือการเลือกใช้โรเตอร์และสะพานจักรแบบฉลุโปร่ง (Skeletonised Rotor & Openworked Bridges) การปรับดีไซน์นี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นการทำงานของตลับลาน (Mainspring Barrel) ชุดเฟืองจักร และจักรกรอกได้อย่างชัดเจนขึ้น

ตัวกลไกเคลือบด้วยสารอันทราไซต์สีเทาเข้มตัดลาย Double Moser Stripes ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง ติดตั้งระบบขึ้นลานแบบสองทิศทาง และให้พลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง (3 วัน) ซึ่งตอบโจทย์การเป็นนาฬิกาสำหรับสวมใส่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อย่างดี

โดยภาพรวมหลังจากที่ได้เห็น H. Moser & Cie. Pioneer Centre Seconds Sun Berry ครั้งแรกแล้วรู้สึกได้ว่า ในแง่ของตลาด นี่ไม่ใช่นาฬิกาสำหรับทุกคนอย่างแน่นอน สีสันที่จัดจ้านและการจับคู่กับสายยางสีเหลืองอาจจะดูเสี่ยงเกินไปสำหรับนักสะสมสายดั้งเดิม

แต่ในมุมมองของการสร้างแบรนด์ นาฬิกาเรือนนี้คือการตอกย้ำที่ชัดเจนว่า ความหรูหราไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับความเพลย์เซฟ ความกล้าที่จะนำเสนองานวิศวกรรมระดับสูงภายใต้หน้าตาที่ขี้เล่นและท้าทายสายตา คือสิ่งที่ทำให้ Moser ยังคงเป็นแบรนด์อิสระที่ผู้คนยอมรับในความต่างอย่างแท้จริง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
เมื่อ Audi แอบซุ่มทำซูเปอร์คาร์ 987 แรงม้า ออกมาขิง Lamborghini
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง