เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า สำหรับการจัดงาน Grand Exhibition ครั้งที่ 7 ที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 2–18 ตุลาคมนี้ Patek Philippe ได้เลือกกรุงมิลานประเทศอิตาลี เป็นสถานที่จัดแสดงงานครั้งสำคัญที่แฟนนาฬิกาทั่วโลกต่างเฝ้ารอคอยโอกาสที่จะไปสำรวจเบื้องหลังของ Patek Philippe อย่างใกล้ชิด และได้ชมนาฬิการุ่นพิเศษที่จะเปิดตัวในงานนี้ ล่าสุดทางแบรนด์ได้เผยโฉมนาฬิการุ่นพิเศษสองรุ่นด้วยกันที่ล้วนแต่ได้แรงบันดาลใจจากกลิ่นอายและสีสันของอิตาลีมาอย่างเต็มตัว
แน่นอนว่าภายในงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026 จะต้องมีการเปิดตัวนาฬิการุ่นลิมิเต็ดที่มีความพิเศษสุดอีกหลายรุ่น ส่วนจะมีรุ่นไหนที่น่าตื่นตาตื่นใจกันบ้าง เรามารอลุ้นไปพร้อมๆ กัน
ประจวบเหมาะกับการเปิดฉากสัปดาห์แห่ง Tour de France 2026 การแข่งขันจักรยานทางไกลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประจำปี ณ เมืองบาร์เซโลนา ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2026 นี้ Breitling จึงได้ถือโอกาสเผยโฉม Top Time B01 Eddy Merckx เพื่อเชิดชูเกียรติและสืบสานตำนานอันยิ่งใหญ่ของ เอ็ดดี้ เมิกซ์
โดยนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นผลิตจำกัด (Limited Edition) เรือนนี้ ถือเป็นภาคต่อจากรุ่น Top Time Coppi และ Top Time Bartali เมื่อปีที่แล้ว ที่เคยออกมาอุทิศให้แก่ Fausto Coppi และ Gino Bartali สองตำนานนักปั่นชาวอิตาลีคู่ปรับตลอดกาลแห่งยุคหลังสงครามโลก
หากย้อนกลับไปในทศวรรษ 1960 ยุคของ Willy Breitling คอลเลกชัน Top Time ได้ถือกำเนิดขึ้นในฐานะไลน์นาฬิกาโครโนกราฟที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยว สะท้อนถึงความเร็ว สไตล์ และจิตวิญญาณของยุคสมัยได้อย่างชัดเจน จึงไม่มีคอลเลกชันไหนจะเหมาะไปกว่านี้อีกแล้วในการนำมาสร้างสรรค์เพื่ออุทิศให้แก่ เอ็ดดี้ เมิกซ์ ยอดนักปั่นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬา เจ้าของฉายา “The Cannibal” (จอมเขมือบ) ที่ได้มาเพราะความกระหายในชัยชนะแบบไม่เคยปรานีใคร
นอกจากนี้ ดีเอ็นเอระหว่าง Breitling กับวงการจักรยานยังหยั่งรากลึกเกินกว่าที่คุณคิด เพราะยาวนานก่อนที่ Top Time จะเปิดตัว แบรนด์ได้ผลิตอุปกรณ์จับเวลาที่มีความแม่นยำสูงเพื่อรองรับโลกแห่งการแข่งขันกีฬามาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 รวมถึงนาฬิกาจับเวลาสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ และภายในทศวรรษ 1930 Breitling ก็ได้ก้าวขึ้นมาพัฒนาอุปกรณ์จับเวลาที่ใช้ในการแข่งขันจักรยานอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
Top Time B01 Eddy Merckx
มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 41 มม. แมตช์คู่กับปุ่มกดจับเวลาทรงหัวเห็ด (Mushroom Pushers) ย้อนยุค โดดเด่นกระแทกตาด้วยหน้าปัดสีเหลืองสด ซึ่งตั้งใจสื่อถึง “เสื้อสามารถสีเหลือง” (Yellow Jersey) ของผู้นำเวลารวมในรายการ Tour de France ตัดด้วยหน้าปัดย่อยจับเวลาสีเงินทรงสี่เหลี่ยมมน หรือ “Squircle” อันเป็นเอกราชของ Breitling พร้อมเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova ที่เข็มชั่วโมงและนาทีช่วยให้ระบุเวลาได้ชัดเจนในทุกสภาวะแสง
ลูกเล่นรอบหน้าปัดตรงสเกล Tachymeter ก็เท่ไม่เบา เพราะถูกแทนที่ข้อความ Units Per Hour เดิม ด้วยชื่อ Eddy Merckx ในโทนสีส้มแมนดารินสุดจี๊ด และเช่นเดียวกับรุ่น Coppi และ Bartali หน้าปัดที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาได้รับการประทับลายเซ็นของเขาเอาไว้ด้วย ส่วนฝาหลังกระจกแซฟไฟร์สลักข้อความ “Eddy Merckx Tribute” และตัวเลข “One of 525” เพื่อตอกย้ำถึงจำนวนแชมป์ทั้งหมดในชีวิตนักปั่นระดับพระกาฬของเขา
สำหรับฝั่งกลไกจักรกล ไฮไลต์หนีไม่พ้นรหัส SLGH031 ซึ่งเป็นร่างแมคคานิคอลของ White Birch ขนาบข้างด้วยเวอร์ชันหน้าปัดสีดำ (SLGH029 โครงสร้างไทเทเนียม) สีเขียว (SLGH033) และปิดท้ายด้วยหน้าปัดสีเขียวน้ำทะเลลายหุบเขาเกนบิ (Genbi Valley – SLGH035)
สนนราคาเริ่มต้นของรุ่นตัวเรือนสตีลทั้งฝั่ง Spring Drive และกลไกจักรกลถูกตั้งไว้เท่ากัน ส่วนรุ่นตัวเรือนไทเทเนียมจะขยับขึ้นไป โดยกลุ่ม Spring Drive จะเริ่มวางจำหน่ายก่อนในเดือนกันยายน และตามด้วยรุ่นกลไกจักรกลในเดือนตุลาคมปีนี้
ภาพรวมของงานยังคงยึดโครงสร้างเดิมที่แบ่งสัดส่วนค่อนข้างชัดเจน คือเปิดประตูต้อนรับกลุ่มผู้ประกอบการและสื่อมวลชนในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะเปิดโอกาสให้คนทั่วไปและนักสะสมได้เข้าชมในวันศุกร์ถึงอาทิตย์ ควบคู่ไปกับกิจกรรม In The City ที่กระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ใจกลางเมือง ซึ่งหากมองในแง่ของความคึกคัก รูปแบบนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วจากจำนวนผู้เข้าชมเกือบ 60,000 คนในขบวนล่าสุด ว่าสามารถดึงดูดความสนใจจากคนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี
ในบรรดานาฬิกาที่มีฟังก์ชันแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม นักสะสมส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับช่องหน้าต่างโค้งขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ของหน้าปัด แต่สำหรับ Arnold & Son วิธีคิดของพวกเขาต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แบรนด์เลือกที่จะให้ความสำคัญกับจักรวาลและดวงจันทร์ด้วยการขยายช่องหน้าต่างนี้ให้กินพื้นที่ไปเกือบครึ่งบนของหน้าปัด จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่คนรักนาฬิกาจดจำได้ทันที และในผลงานล่าสุดอย่าง Perpetual Moon 41.5 Steel “Colours of the Moon” พวกเขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมด้วยการนำวัสดุธรรมชาติมาทดลองร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นครั้งแรก
มิติใหม่ของการเคลือบสีบนเปลือกหอยมุก
สิ่งที่ทำให้ซีรีส์นี้น่าสนใจตั้งแต่แรกเห็นคือ แผ่นหน้าปัดและแผ่นท้องฟ้าในช่องมูนเฟส ทั้งหมดผลิตขึ้นจากเปลือกในของหอยมุก ซึ่งเป็นวัสดุอินทรีย์ที่มีความเปราะบางและมีลวดลายเฉพาะตัวตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ความท้าทายที่ Arnold & Son ทำในครั้งนี้ คือการนำเปลือกหอยมุกดังกล่าวไปผ่านกระบวนการเคลือบสีด้วยวิธี PVD ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในวงการนาฬิกาที่มีการผสมผสานกรรมวิธีนี้เข้าด้วยกันเพื่อถ่ายทอดปรากฏการณ์อันหลากหลายของดวงจันทร์
เมื่อไล่เรียงดูทีละโมเดลในคอลเลกชันนี้ แบรนด์ได้สร้างสรรค์ออกมาทั้งหมดสามเวอร์ชันเพื่อสะท้อนเฉดสีที่แตกต่างกันอย่างมีชั้นเชิง เริ่มต้นด้วยรุ่น Blue Moon ที่ถ่ายทอดความหายากและเงียบสงบผ่านโทนสีน้ำเงินลุ่มลึก ต่อด้วยรุ่น Golden Moon ที่นำเสนอความอบอุ่นนุ่มนวลด้วยโทนสีทองสว่าง และปิดท้ายด้วยรุ่น Red Moon ที่ให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหาผ่านเฉดสีแดงก่ำ โดยทั้งสามเวอร์ชันนี้จะปรากฏภาพดวงจันทร์ขนาดยักษ์เด่นตระหง่านอยู่บนแผ่นท้องฟ้าเปลือกหอยมุกเคลือบสีอย่างประณีต
ดังที่ Wilsdorf ได้กล่าวไว้ในปี 1927 ว่า “We make the best wristwatch in the world.” ประสิทธิภาพของตัวเรือน Oyster ได้รับการพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์เมื่อMercedes Gleitze นักว่ายน้ำชาวอังกฤษได้สวม Oyster ขณะว่ายข้ามช่องแคบอังกฤษในปีเดียวกันนั้น ซึ่งแม้จะอยู่ในน้ำเป็นเวลาหลายชั่วโมง แต่นาฬิกาก็ยังคงทำงานอย่างสมบูรณ์ หตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในแคมเปญการตลาดที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกา และยังตอกย้ำปรัชญาการผลิตของ Rolex ในเรื่อง “Proof by Trial” หรือการพิสูจน์ประสิทธิในโลกจริง
สำหรับผลงานล่าสุดต้อนรับฤดูกาลซัมเมอร์ แบรนด์ได้หยิบเอาโมเดลสายลุยอย่างตระกูล Pioneer กลับมาตีความใหม่ผ่านการใช้โทนสีที่ตัดกันอย่างฉูดฉาดในรุ่น Pioneer Centre Seconds Sun Berry ซึ่งเป็นเหล้าค็อกเทลรสชาติใหม่ที่ผสมผสานระหว่างสีม่วงเบอร์รีลึกและสีเหลืองมะนาวได้อย่างน่าสนใจ
โดยภาพรวมหลังจากที่ได้เห็น H. Moser & Cie. Pioneer Centre Seconds Sun Berry ครั้งแรกแล้วรู้สึกได้ว่า ในแง่ของตลาด นี่ไม่ใช่นาฬิกาสำหรับทุกคนอย่างแน่นอน สีสันที่จัดจ้านและการจับคู่กับสายยางสีเหลืองอาจจะดูเสี่ยงเกินไปสำหรับนักสะสมสายดั้งเดิม