จัดเต็มความอลังการกับ 4 สุดยอดเรือนเวลาที่ผสมผสานความทึ่งและความเซอร์ไพรส์แบบคาดไม่ถึง
ถึงโลกจะหมุนไปไกลแค่ไหน แต่ชื่อของ Breguet ก็ยังคงเป็นไอคอนที่ฝังรากลึกอยู่ในโลกนาฬิกายุคปัจจุบัน เพราะกลไกเทพๆ ที่เราเห็นกันจนชินตาในวันนี้ ล้วนสืบเชื้อสายมาจากสมองระดับอัจฉริยะของ Abraham-Louis Breguet ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบกันกระแทก (pare-chute), สปริงสายใยแบบยกขด (overcoil hairspring), ชุดปล่อยจักรแรงคงที่ (constant-force escapement) และแน่นอน… สุดยอดจักรกลแกว่งกวัดอย่าง “ทูร์บิญอง” (tourbillon)
แต่รู้ไหมว่า? เบื้องหลังความสำเร็จระดับตำนานเหล่านี้ มันเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางมรสุมชีวิต ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส ชีวิตของ Breguet ต้องพลิกผันจนต้องทิ้งเวิร์กชอปคู่ใจแล้วลี้ภัยไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ (แถวเนอชาแตลและเลอโลกล์) แต่แทนที่เขาจะถอดใจทิ้งอาชีพนาฬิกา Breguet กลับใช้ช่วงเวลาที่ต้องห่างบ้านห่างเมืองนี่แหละ ตกผลึกความคิดและกลั่นกรองไอเดียสุดล้ำที่เคยคิดไว้ จนกลายมาเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลกในเวลาต่อมา

หลังจากลี้ภัยอยู่พักใหญ่ พอได้กลับมาปารีสในปี 1795 ปรมาจารย์ Breguet ก็ไม่รอช้า ปล่อยของรัวๆ ด้วยซีรีส์สิ่งประดิษฐ์ที่จะกลายเป็นตำนานค้ำฟ้า เริ่มจาก ‘ชุดปล่อยจักรแรงคงที่’ ในปี 1798 ตามมาด้วยพระเอกของงานอย่าง ‘ทูร์บิญอง’ ในปี 1801 ซึ่งนวัตกรรมสุดล้ำทั้งสองชิ้นนี้ก็ได้รับการจดสิทธิบัตรในเวลาต่อมา
และปีนี้เอง คือการฉลองครบรอบ 225 ปีเต็ม ที่สิทธิบัตรทูร์บิญองของ Breguet ได้ถือกำเนิดขึ้น บอกเลยว่าในยุคนั้น มันคือกลไกที่ล้ำยุคแบบไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน เพราะนอกจากจะทำหน้าที่แก้ปัญหาความคลาดเคลื่อนของเวลา (จากแรงโน้มถ่วงโลกเวลาที่คนพกนาฬิกาพกไว้ในกระเป๋าเสื้อแนวตั้ง) มันยังเป็นกลไกที่ ‘ดูเพลิน’ จนละสายตาไม่ได้ ด้วยกรงจักรกลที่หมุนวนโชว์การทำงานของชุดควบคุมเวลาแบบเคลื่อนไหวต่อเนื่องไม่มีหยุด

เพื่อฉลองวาระยิ่งใหญ่นี้ Breguet เลยจัดหนักเปิดตัวนาฬิกาทูร์บิญอง 4 รุ่นใหม่ที่โชว์ของดีที่สุดของแบรนด์ โดยมาครบทุกสไตล์ตั้งแต่เดรสวอทช์ไซส์สลิม นาฬิกากลไกซับซ้อนระดับเทพ ไปจนถึงสปอร์ตหรูสุดเท่ ซึ่งสิ่งที่เชื่อมโยงแก๊งสี่ทหารเสือนี้เข้าด้วยกันก็คือ โทนสีพิเศษสำหรับฉลองครบรอบอย่าง ‘สีน้ำเงินบลูเดอฟรองซ์’ (Bleu de France) จับคู่กับงานตกแต่งสุดประณีต ทั้งการลงยา (Enamel) และงานแกะสลักสุดคลาสสิก
ย้อนรอยตำนานนาฬิกาข้อมือทูร์บิญองรุ่นบุกเบิก
ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตนาฬิกาควอตซ์ (Quartz Crisis) ที่ทำเอาวงการนาฬิกากลไกแทบพังพินาศ เวิร์กชอปของ Breguet กำลังฟื้นตัวอย่างเงียบๆ ภายใต้การนำของยอดช่างนาฬิกา ‘แดเนียล โรธ’ (Daniel Roth ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นปรมาจารย์อิสระชื่อดัง) โดยได้ทุนหนุนหลังเคียงข้างจาก Chaumet แบรนด์จิวเวลรีที่เป็นเจ้าของ Breguet ในตอนนั้น ในยุคนั้นทีมงานได้พยายามดึงเอา ‘ดีเอ็นเอ’ ดั้งเดิมจากนาฬิกาพกโบราณของแบรนด์กลับมาปัดฝุ่นใหม่ จนในที่สุดก็ตกผลึกออกมาเป็น “Ref. 3350” นาฬิกาข้อมือทูร์บิญองเรือนแรกของแบรนด์ในปี 1988
ถ้าเป็นยุคนี้เราอาจจะเห็นทูร์บิญองกันจนชินตา แต่เชื่อไหมว่าในยุค 80s มันคือ ‘ของแปลก’ และทำยากสุดๆ มีแบรนด์นาฬิกาไม่กี่แบรนด์ในโลกเท่านั้นที่กล้าทำนาฬิกาข้อมือทูร์บิญองออกมาขาย ขนาดแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Patek Philippe กว่าจะเริ่มผลิตนาฬิกาทูร์บิญองแบบเป็นลอต (Serial Production) ก็ต้องรอจนถึงช่วงต้นยุค 90s นู่นเลย

Breguet Ref. 3350 รุ่นออริจินัลนั้น ถือเป็นประติมากรรมเรือนเวลาที่สวยงามและประณีตขั้นสุดด้วยขนาดตัวเรือนเพียง 35 มม. หน้าปัดแสดงเวลาถูกวางไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ในขณะที่กรงทูร์บิญองอยู่ที่ 6 นาฬิกา โดยมีสะพานจักร (Bridges) เชื่อมโยงผ่านหน้าปัดอย่างลงตัว แถมยังอัดแน่นไปด้วยงานแกะสลักลายกิโยเช่ (Guilloché) สุดคลาสสิก ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือนขนาดกะทัดรัด ซึ่งนี่แหละคือเสน่ห์ที่ทำให้มันพิเศษไม่เหมือนใคร
และในวันนี้ Breguet ได้ปลุกชีพวิสัยทัศน์ดั้งเดิมนั้นขึ้นมาอีกครั้งกับ ‘Classique Tourbillon 7357’ สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้เตะตาและทัชใจคนรักนาฬิกาสุดๆ คือความใจถึงในการทำไซส์คอมแพกต์: เพราะมันมาในขนาดเพียง 35 มม. เท่านั้น (เล็กกว่ารุ่นออริจินัลปลายยุค 80s ไปอีก 1 มม. เต็มๆ) แถมตัวเรือนยังบางเฉียบไม่ถึง 9 มม. เรียกว่าเป็นการรักษา ‘สัดส่วนที่โรแมนติกและคลาสสิกตามขนบดั้งเดิม’ ซึ่งบอกเลยว่าหาได้ยากยิ่งแล้วในโลกนาฬิกายุคปัจจุบัน


แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าเป็นรุ่นใหม่ ก็ต้องมีการอัปเกรดให้ล้ำขึ้นตามยุคสมัย โดยตัวเรือนมีให้เลือกทั้งวัสดุพลาทินัมสุดหรู หรือถ้าอยากได้ความโดดเด่นสะดุดตาก็ต้อง ‘Breguet Gold’ ซึ่งเป็นทองสูตรลับเฉพาะของแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงานฉลองครบรอบ 250 ปีเมื่อปีที่แล้วนี่เอง ส่วนตัวกลไกด้านในยังคงรักษาจิตวิญญาณความคลาสสิกเอาไว้เต็มเปี่ยม แต่เพิ่มเติมคือการทำงานที่เสถียรและทันสมัยขึ้น
หัวใจดวงใหม่นี้คือ คาลิเบอร์ 187B (Calibre 187B) ที่พัฒนาต่อยอดมาจากกลไกประวัติศาสตร์อย่าง Calibre 558 (ซึ่งใช้เบสของ Lemania มาปรับแต่งเพื่อทูร์บิญองโดยเฉพาะ) โดยยังคงรักษาความถี่ในการทำงานไว้แบบสโลว์ไลฟ์ที่ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง ทำให้เกิดท่วงทำนองที่นุ่มนวล ชวนมอง และดูสบายตาเวลาอยู่บนข้อมือ แต่ในเรื่องของเพอร์ฟอร์มานซ์บอกเลยว่าจัดเต็ม! เพราะอัปเกรดให้สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 60 ชั่วโมง แถมยังทนทานต่อสนามแม่เหล็กได้ดียิ่งขึ้นด้วยการใช้ชิ้นส่วนพาเลทลีเวอร์ (Pallet Lever) ที่ทำจากซิลิเซียม (Silicon) อีกด้วย

แต่ไฮไลต์เด็ดที่แท้จริงของเรือนนี้ ต้องยกให้งานดีไซน์หน้าปัดเลย ตัวหน้าปัดดีไซน์แบบหลากมิติ (Multi-layer) ที่มีการจัดวางเลเยอร์และแผ่นเพลตต่างระดับได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบมากในทางสายตา พอสมาร์ตโฟกัสไปที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา คุณจะเจอกับช่องเปิดโชว์กรงทูร์บิญองแบบเต็มๆ ตา ซึ่งผ่านช่องนี้เราจะมองเห็นทั้งตัวสะพานจักร ตัวกรงจักรกล และชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกขัดแต่งอย่างประณีตงดงามขั้นสุดอัดแน่นอยู่ในพื้นที่อันจำกัด บอกได้คำเดียวเลยว่า ถ้าได้เห็นและสัมผัสตัวจริงด้วยตาตัวเอง… มันคือความฟินที่สะกดจิตสุดๆ

แม้ว่าสายตาเกือบทุกคู่จะโดนความงามด้านหน้าตกไปเต็มๆ แต่บอกเลยว่า ‘ฝาหลัง’ ของเรือนนี้ก็งานดีไม่แพ้กัน งานแกะสลักลายเมล็ดข้าวบาร์เลย์ (Barleycorn Guilloché) บนแผ่นเพลตกลไกนั้นงดงามจนน่าทึ่ง เผลอๆ ในบางมุมอาจจะดูสวยสะกดสายตากว่าฝาหน้าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อมันเปล่งประกายล้อไปกับความอบอุ่นของวัสดุอย่าง Breguet Gold บนพื้นผิวที่เนียนตาไม่มีอะไรมาบดบัง ตัวเพลตถูกล้อมกรอบด้วยงานฝังสีน้ำเงินบลูเดอฟรองซ์ (Bleu de France) พร้อมชิ้นส่วนแผ่นป้าย (Appliques) ด้านล่างสองชิ้นที่สลักอักษรเพื่อสดุดีอัจฉริยบุคคลและสิ่งประดิษฐ์เปลี่ยนโลกชิ้นนี้ด้วยคำว่า “Brevet du 7 Messidor An 9” (วันที่ได้รับสิทธิบัตรตามปฏิทินปฏิวัติฝรั่งเศส) และ “Tourbillon 225e Anniversaire”
ข้อมูลทางเทคนิค: Classique Tourbillon 7357
- กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual Winding) คาลิเบอร์ 187B พร้อมระบบทูร์บิญอง
- สำรองพลังงาน: 60 ชั่วโมง
- ความถี่: 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง (2.5 Hz) เต้นช้าๆ แบบคลาสสิก
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และเข็มวินาทีวิ่ง (Running Seconds) บนตัวกรงทูร์บิญองที่หมุนรอบตัวเองใน 1 นาที
- ตัวเรือน: ขนาดคอมแพกต์ 35 มม. หนา 9.2 มม. มีให้เลือกทั้งพลาทินัม 950 หรือทอง 18K Breguet Gold (กันน้ำได้ 30 เมตร)
- หน้าปัด: ทำจากทอง 18K Breguet Gold แกะสลักลาย Clous de Paris ตรงกลาง และล้อมรอบด้วยลาย Barleycorn Guilloché สุดประณีต
- สายนาฬิกา: สายหนังลูกวัวสีเทาหรือสีเบจ (ขึ้นอยู่กับเวอร์ชันตัวเรือน) พร้อมตัวล็อกสายแบบบานพับพับได้ (Folding Clasp) ที่ทำจากพลาทินัมหรือทองเข้าคู่กับตัวเรือน
มนต์สะกดแห่งทูร์บิญองลอยฟ้าสุดลึกลับ
รุ่นถัดมาคือ Classique Tourbillon ที่มาพร้อมกับความไม่ธรรมดา เพราะคราวนี้แบรนด์ได้จับเอาทูร์บิญองมาฟิวชันเข้ากับหนึ่งในกลลวงตาที่เก่าแก่ที่สุดของโลกนาฬิกา นั่นคือ ‘การแสดงเวลาแบบลึกลับ’ (Mysterious Display) ถ้าเราลองเพ่งมองดูรุ่น Classique Tourbillon Sidéral 7255 ดีๆ แล้วคุณจะรู้สึกเหมือนกรงทูร์บิญองมันกำลัง ‘ลอยคว้าง’ อยู่กลางช่องหน้าปัด โดยดูเหมือนไม่มีชิ้นส่วนไหนเชื่อมต่อกับกลไกส่วนที่เหลือเลยแม้แต่น้อย

เบื้องหลังความเนียนตาจนเหมือนมีเวทมนตร์นี้ เกิดจากวิธีแก้ปัญหาแบบอัจฉริยะ 2 ข้อด้วยกันนั่นก็คือ ข้อแรก… นาฬิการุ่นนี้ไม่ใช่ทูร์บิญองแบบดั้งเดิมที่มีสะพานจักร (Bridge) ด้านบนมาบดบังสายตาเหมือนรุ่น 7357 ก่อนหน้านี้ แต่ตัวกรงถูกยึดโยงไว้จาก ‘ด้านล่าง’ เพียงด้านเดียว (หรือที่เรียกว่า Flying Tourbillon) เปิดโล่งด้านบนให้เห็นแบบเต็มตา ข้อที่สอง ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญเลยก็คือ ชุดจักรเฟืองที่คอยขับเคลื่อนทูร์บิญองนั้น ถูกติดตั้งอยู่บน ‘แผ่นดิสก์แซฟไฟร์โปร่งใส’ โดยขอบนอกของแผ่นดิสก์นี้จะถูกซ่อนไว้ใต้หน้าปัดอย่างมิดชิด ทำให้เรามองไม่เห็นระบบส่งกำลังเลย สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ให้เราเห็นจึงมีเพียงกรงทูร์บิญองที่กำลังลอยละล่องอย่างอิสระกลางอวกาศ
และบอกเลยว่า ผลลัพธ์ที่ได้มันทรงพลังมาก เพราะปกติแล้วแค่กลไกทูร์บิญองหมุนรอบตัวเองทุกๆ 1 นาทีมันก็สะกดสายตาจะแย่อยู่แล้ว แต่การได้มาเห็นมัน ‘ลอยได้’ ไปด้วยขณะหมุน บอกเลยว่าไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมรุ่นเก๋าเกมหรือเพิ่งเข้าวงการ ก็ต้องโดนตกจนตาค้างเหมือนกันหมด นี่แหละคือข้อพิสูจน์ว่าทำไม ‘กลไกแสดงเวลาแบบลึกลับ’ (Mysterious Display) ถึงยังคงสร้างความประหลาดใจและครองใจผู้คนมาได้อย่างยาวนาน นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

เพื่อขับเน้นให้กลไก ‘ลอยฟ้า’ ดูโดดเด่นสมบูรณ์แบบที่สุด Breguet เลยจัดเต็มด้วยการเนรมิตหน้าปัดโทนเข้มระยิบระยับแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในคอลเลกชันปัจจุบัน ซึ่งทางแบรนด์เรียกเทคนิคนี้ว่า ‘อเวนจูรีน อีนาเมล’ (Aventurine Enamel) อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เขาจะนำแก้วอเวนจูรีนมาบดจนเป็นผงละเอียด ยิบยับ แล้วนำไปผสมเข้ากับน้ำยาลงยา (Enamel Paste) ก่อนจะนำไปอบ
กรรมวิธีนี้จะคล้ายกับการทำหน้าปัดลงยาแบบดั้งเดิมเลย เพียงแต่ความท้าทายอยู่ตรงที่ตัวน้ำยาลงยานั้นมีเศษละอองอเวนจูรีนผสมอยู่ด้วย จากนั้นจึงนำหน้าปัดไปเผาในเตาด้วยอุณหภูมิความร้อนสูงทะลุ 800 องศาเซลเซียส ซึ่งความโหดและเนี้ยบระดับนี้แหละ ที่ทำให้มันคู่ควรกับคำว่าหน้าปัดลงยาชั้นสูงแบบ ‘กรองด์ เฟอ’ (Grand Feu Enamel) อย่างแท้จริง


และผลลัพธ์ที่ได้ก็บอกเลยว่า ความประกายความวิบวับนั้นไม่ได้เอะอะโวยวาย แต่จะมาแบบนุ่มนวล ทรงเสน่ห์ ซึ่งนี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้มันเวิร์กสุดๆ เพราะมันช่วยขับเน้นคาแรกเตอร์ความลึกลับน่าค้นหาของตัวนาฬิกาให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด และเพื่อให้องค์ประกอบทั้งหมดไร้ที่ติ Breguet จึงเลือกจับคู่หน้าปัดนี้เข้ากับตัวเรือน ‘พลาทินัม’ ที่มีโทนสีเงินเรียบหรูดูคูล เข้ากับธีมท้องฟ้าจำลองแห่งห้วงอวกาศ (Celestial Theme) และช่วยตอกย้ำออร่าความลึกลับของเรือนเวลาชิ้นนี้ได้อย่างเหนือชั้น
ข้อมูลทางเทคนิค: Classique Tourbillon Sidéral 7255
- กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual Winding) คาลิเบอร์ 187M1 พร้อมระบบฟลายอิ้งทูร์บิญองลอยฟ้า (Flying Tourbillon)
- สำรองพลังงาน: 50 ชั่วโมง
- ความถี่: 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง (2.5 Hz)
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที และเข็มวินาทีวิ่ง (Running Seconds) บนตัวกรงฟลายอิ้งทูร์บิญองที่หมุนรอบตัวเองใน 1 นาที
- ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. หนา 10.2 มม. ทำจากพลาทินัม 950 สุดหรู (กันน้ำได้ 30 เมตร)
- หน้าปัด: หน้าปัดลงยาชั้นสูง ‘กรองด์ เฟอ’ สีดำผสมอเวนจูรีน (Black Aventurine Grand Feu Enamel) ระยิบระยับราวกับดวงดาว
- สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้ (Alligator) พร้อมตัวล็อกสายแบบบานพับพับได้ทำจากพลาทินัม
- จำนวนการผลิต: เอ็กซ์คลูซีฟขั้นสุด ผลิตจำกัดเพียง 50 เรือนทั่วโลกเท่านั้น
ยอดจักรกลสายพานโซ่ ท็อปอัปบนทูร์บิญองสุดทรงพลัง
เรือนถัดมาที่แค่เหลือบตา มองหน้าปัดแวบเดียวก็รู้เลยว่าไม่ธรรมดา เพราะนี่คือ ‘Tradition Tourbillon 7047’ นาฬิกาที่ชูโรงด้วยสองสุดยอดกลไกอย่าง ทูร์บิญอง (Tourbillon) และระบบสายพานโซ่ (Chain-and-fusee) ซึ่งจับมือร่วมกันทำหน้าที่ยกระดับความเที่ยงตรงในการบอกเวลาให้แม่นยำขั้นสุด

มีเหตุผลร้อยแปดประการที่ทำให้คนรักนาฬิกาตกหลุมรักเรือนนี้ อย่างแรกเลยคือมันอยู่ในคอลเลกชันตำนานอย่าง ‘Tradition’ ไลน์อัปที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของ Breguet ยุคโมเดิร์น โดยคอลเลกชันนี้ได้แรงบันดาลใจเต็มๆ จากโครงสร้างกลไกนาฬิกาพกโบราณของแบรนด์ ผลลัพธ์ที่ได้คือการยกเอาเลเอาต์กลไกสุดคลาสสิกเหล่านั้นมาจัดวางอยู่บนข้อมือ เปิดเปลือยให้เราได้ดื่มด่ำกับความงามของหน้าปัดแสดงเวลาและกลไกจักรกลไปพร้อมๆ กันในคราวเดียว
และตัวท็อปที่สุดของไลน์นี้ก็คือรหัส ‘7047’ เรือนนี้เนี่ยแหละ ที่พกพามาทั้งระบบทูร์บิญองและระบบสายพานโซ่ (Fusee and Chain) ลองจินตนาการถึงเส้นสายของโซ่เส้นจิ๋วที่ยาวเหยียด ค่อยๆ ม้วนตัวพันรอบเฟืองจักรทรงหอคอยสูงตระหง่าน… เจ้ากลไกสุดอลังการนี้ทำหน้าที่รับแรงบิดจากตลับลาน (Mainspring) แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังงานที่ไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอและคงที่ ส่งตรงผ่านระบบเฟืองจักรไปเลี้ยงตัวทูร์บิญองนั่นเอง


สิ่งที่ทำให้เจเนอเรชันนี้ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ คือการเลือกใช้โทนสีใหม่ที่สลัดภาพจำเดิมๆ และเติมเต็มความโมเดิร์นสุดล้ำให้กับคอลเลกชัน Tradition โดยแผ่นเพลตกลไกถูกรังสรรค์ด้วยสีน้ำเงินถึงสองเฉดสีฝั่งหนึ่งเป็นสีน้ำเงินอ่อนใสราวกับธารน้ำแข็ง (Glacial Ice) ส่วนอีกฝั่งเป็นสีน้ำเงินเข้มลุ่มลึกดั่งมหาสมุทร (Ocean) พร้อมเพิ่มมิติด้วยเทคนิคการพ่นทราย (Sandblasting) ที่ช่วยสร้างพื้นผิวระยิบระยับทำให้สีสันเหล่านี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา ส่วนหน้าปัดแสดงเวลาก็แน่นอนว่าต้องทำจากวัสดุลงยาชั้นสูงอย่าง ‘บลู กรองด์ เฟอ อีนาเมล’ (Blue Grand Feu Enamel) สรุปภาพรวมเลยก็คือ นี่คือเวอร์ชันที่พิเศษสุดๆ และสวยสะกดสายตาที่สุดเท่าที่เคยมีมาของเรือนเวลาธงลำใหญ่อย่าง Tradition 7047

ข้อมมูลทางเทคนิค: Tradition Tourbillon 7047
- กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual Winding) คาลิเบอร์ 569 พร้อมระบบทูร์บิญองและชุดส่งกำลังแบบสายพานโซ่ (Fusee-and-chain)
- สำรองพลังงาน: 55 ชั่วโมง
- ความถี่: 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง (2.5 Hz)
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาทีบนกรงทูร์บิญอง และมาพร้อมมาตรวัดสำรองพลังงาน (Power Reserve Indicator)
- ตัวเรือน: ขนาดเต็มข้อ 41 มม. ทำจากพลาทินัม 950 ขอบตัวเรือนเซาะร่องขวางคลาสสิก (Fluted Case) ฝาหลังเปลือยโชว์กลไก (Exhibition Caseback) กรุกระจกแซฟไฟร์ (กันน้ำได้ 30 เมตร)
- หน้าปัด: หน้าปัดลงยาชั้นสูงสีน้ำเงินบลูเดอฟรองซ์ ‘กรองด์ เฟอ อีนาเมล’ (Bleu de France Grand Feu Enamel)
- สายนาฬิกา: สายยางสีน้ำเงินบลูเดอฟรองซ์ (Bleu de France Rubber Strap) ได้อารมณ์สปอร์ตโมเดิร์น พร้อมตัวล็อกสายแบบบานพับพับได้ทำจากพลาทินัม
- จำนวนการผลิต: แรร์ระดับตำนาน ผลิตจำกัดเพียง 25 เรือนทั่วโลกเท่านั้น
นิยามใหม่ของนาฬิกาสปอร์ตทูร์บิญองระดับไฮเอนด์
ปิดท้ายด้วยรุ่นที่ต้องบอกว่าสร้างความเซอร์ไพรส์ให้เราแบบสุดๆ เพราะนี่คือนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ฉีกแนวจาก 3 รุ่นสไตล์คลาสสิกก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง แต่อย่าเพิ่งโดนหน้าตาที่ดูเรียบง่ายของ ‘Marine Tourbillon Équation Marchante 5887’ เรือนนี้หลอกเอาเชียวนะ เพราะเนื้อแท้ของมันห่างไกลจากคำว่าธรรมดาไปมาก ภายใต้ดีไซน์ที่ดูคลีนสายตา มันซุกซ่อน 3 สุดยอดกลไกซับซ้อนระดับโลกเอาไว้ด้วยกันอย่างเหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบทูร์บิญอง (Tourbillon), ฟังก์ชันปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) และระบบแสดงเวลาสุริยคติ (Equation of Time)

อันที่จริงแล้ว Marine 5887 ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของคอลเลกชันสปอร์ตหรูรุ่นนี้มาอย่างยาวนาน ซึ่งในเวอร์ชันก่อนๆ หน้าปัดของมันอาจจะดูเรียบขรึมจนแทบจะซ่อนความซับซ้อนและงดงามระดับเทพเอาไว้ข้างในจนหมด แต่สำหรับเวอร์ชันฉลองครบรอบเรือนนี้ การได้โทนสีพิเศษอย่าง ‘สีน้ำเงินบลูเดอฟรองซ์’ (Bleu de France) เข้ามาช่วยแต่งแต้ม ดึงเอาความงดงามขั้นสุดของนาฬิกาเรือนนี้ให้ออกมาเฉิดฉายได้อย่างไร้ที่ติ
ตัวหน้าปัดผ่านกรรมวิธีการลงยาชั้นสูงแบบกรองด์ เฟอ (Grand Feu Enamel) พร้อมแต่งแต้มด้วยงานภาพวาดขนาดจิ๋ว (Miniature Painting) จำลองทัศนียภาพของท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวและพระจันทร์ดวงเด่น ซึ่งนี่ไม่ใช่ภาพท้องฟ้าทั่วไปนะ แต่เป็นภาพท้องฟ้าเหนือกรุงปารีส ณ วันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 1801 ซึ่งเป็นวันที่ Breguet ได้รับการอนุมัติสิทธิบัตรทูร์บิญองนั่นเอง! ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเข็มนาฬิกายังเพิ่มความโรแมนติกด้วยการดีไซน์เป็นรูปทรงดวงดาวและสมอเรือ ผสานเข้ากับธีมจักรวาลวิทยาได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยสุดยอดฟังก์ชันทั้งระบบปฏิทินถาวร เวลาสุริยคติ และทูร์บิญอง ล้วนได้รับการจัดวางและโชว์ตัวอย่างสง่างามเคียงคู่ไปกับหน้าปัดสุดวิจิตรนี้อย่างพร้อมเพรียง

พลิกมาดูด้านหลังก็บอกเลยว่าอลังการไม่แพ้กัน กับงานแกะสลักด้วยมือ (Hand-engraved) อันประณีตงดงามเป็นรูปเรือรบหลวง ‘รอยัล หลุยส์’ (Royal Louis) แห่งศตวรรษที่ 18 โดยใช้เทคนิคการเล่นเฉดสีแบบทูโทนระหว่างทองสูตรพิเศษ Breguet Gold และโรเดียม (Rhodium) ซึ่งดีเทลสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้เองที่ทำให้ Marine 5887 โดดเด่นเหนือกว่านาฬิกาสปอร์ตทั่วไปอย่างชัดเจน พร้อมทั้งช่วยตอกย้ำว่าคอลเลกชัน Marine คือตัวเลือกนาฬิกาสปอร์ตระดับไฮเอนด์ที่หรูหราขั้นสุด และสามารถยืนหยัดประชันความเก๋าได้อย่างสมศักดิ์ศรี เคียงคู่กับสุดยอดเรือนเวลาคลาสสิกซับซ้อนระดับแกรนด์คอมพลิเคชัน (Grand Complications) สำหรับสุภาพบุรุษได้อย่างไม่มีข้อกังขา

ข้อมูลทางเทคนิค: Marine Tourbillon Équation Marchante 5887
- กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ (Self-winding) คาลิเบอร์ 581DPE เพียบพร้อมด้วยระบบทูร์บิญองและกลไกซับซ้อนระดับสูง
- สำรองพลังงาน: อึดสุดๆ ถึง 80 ชั่วโมง
- ความถี่: 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4 Hz) เดินเนียนตาตามมาตรฐานนาฬิกาสปอร์ตยุคใหม่
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาทีบนกรงทูร์บิญอง, ระบบปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar), ระบบแสดงเวลาสุริยคติ (Equation of Time) และมาตรวัดสำรองพลังงาน
- ตัวเรือน: ไซส์ใหญ่เต็มข้อ 43.9 มม. หนา 11.8 มม. ทำจากพลาทินัม 950 สุดแกร่ง (กันน้ำลึกได้ถึง 100 เมตร สมฐานะตระกูล Marine)
- หน้าปัด: หน้าปัดลงยาชั้นสูงแบบไล่เฉดสีน้ำเงิน ‘บลู-เกรเดียนต์ กรองด์ เฟอ อีนาเมล’ (Blue-gradient Grand Feu Enamel) พร้อมหลักชั่วโมงเลขอารบิกแบบแปะ (Applied Numerals) และเข็มเคลือบสารเรืองแสง
- สายนาฬิกา: สายยางสีน้ำเงินบลูเดอฟรองซ์ (Bleu de France Rubber Strap) พร้อมตัวล็อกสายแบบบานพับพับได้ทำจากพลาทินัม
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อคลื่นทรายและเปลวไฟสอดประสาน สัมผัสความอบอุ่นของผืนทรายบนข้อมือผ่าน De Bethune DB25xs Sand Winds
เมื่อ Universal Genève และ Breitling ตบเท้าเข้าร่วม Palexpo: สัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ที่ Watches and Wonders 2027 จะเป็นอย่างไร?
Perpetual Moon 41.5 Steel “Colours of the Moon” เมื่อหน้าต่างแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมของ Arnold & Son ได้รับการแต้มสีสันใหม่

