เรือนเวลาที่หยิบยกภาพวาดผ้าพันคอไหมของศิลปิน Gianpaolo Pagni มาตีความใหม่สู่ระนาบหน้าปัดสามมิติ
- เจาะลึกวิธีการสลับสับเปลี่ยนภาษาดีไซน์ระหว่างงานหัตถศิลป์บนผืนผ้า สู่เรือนเวลาตัวเรือนไวท์โกลด์ 43 มิลลิเมตร ที่มาพร้อมกลไกทูร์บิญองและมินิทรีพีทเตอร์
เคยตั้งคำถามไหมว่า แบรนด์แฟชั่นระดับสูงที่เติบโตมาจากโรงงานผลิตอานม้าและเครื่องเทียมม้าตั้งแต่ปี 1837 อย่าง Hermès มีวิธีคิดอย่างไรในการก้าวเข้าสู่พื้นที่ของนาฬิกากลไกชั้นสูง (Haute Horlogerie) เพื่อให้ชิ้นงานเหล่านั้นมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากช่างนาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิม?

คำตอบของคำถามนี้ซ่อนอยู่ในโครงสร้างของผลงานล่าสุดอย่าง Arceau Cavalier en Formes ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18k ขนาด 43 มิลลิเมตร ที่ผลิตขึ้นจำกัดเพียง 6 เรือนทั่วโลก ชิ้นงานนี้ไม่ได้เดินตามกรอบการออกแบบนาฬิกาสปอร์ตพิมพ์นิยม แต่เลือกใช้วิธีโยกย้ายองค์ประกอบศิลป์ข้ามแผนก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่แบรนด์ใช้สร้างเอกลักษณ์มาโดยตลอด โดยการนำลวดลายจากผ้าพันคอไหมที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1937 มาลดทอนสัดส่วนลงบนหน้าปัดนาฬิกาตัวเรือนทรงอสมมาตรขอบโค้งมนและหูตัวเรือนรูปโกลนขี่ม้า (Stirrup-shaped lugs) ซึ่ง Henri d’Origny ออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 1978

หน้าปัดม้าคลาสสิกกับผู้ขี่ทรงเรขาคณิตสามมิติ
หากลองสังเกตและพิจารณาแผ่นหน้าปัดอย่างละเอียด คำถามต่อมาคือ แบรนด์สร้างมิติภาพที่ดูร่วมสมัยขึ้นมาได้อย่างไรจากลายผ้าพันคอเดิม? ลวดลายบนหน้าปัดนี้หยิบยกมาจากผืนผ้าไหมในชื่อเดียวกัน “Cavalier en Formes” ที่ออกแบบโดยศิลปิน Gianpaolo Pagni ในปี 2023 จุดเด่นของการจัดวางองค์ประกอบอยู่ตรงการปะทะกันของงานศิลปะสองยุค ตัวม้าทำจากเยลโลว์โกลด์และผ่านการแกะสลักด้วยมือตามขนบคลาสสิกดั้งเดิม ภาพอาชายืนยกขาหน้าขวาขึ้นในท่าทางที่ดูคุ้นตา ทว่าภาพของผู้ขี่และฉากแวดล้อมกลับถูกลดทอนให้เป็นรูปทรงเรขาคณิต ทั้งสี่เหลี่ยมและวงกลมตามสไตล์คิวบิซึม (Cubist)
ที่น่าสนใจคือ ความลึกของหน้าปัดเกิดขึ้นจากการใช้เทคนิคการลงสีจำลองขนาดเล็กด้วยมือ (Miniature Painting) บนชิ้นส่วนที่ถูกหล่อแยกและนำมาติดตั้งไว้บนระดับความสูงที่แตกต่างกันเหนือพื้นหลังลายใบปาล์ม การจัดเลเยอร์แบบสูงต่ำเช่นนี้ช่วยสร้างมิติภาพสามมิติที่ชัดเจนเมื่อมีแสงตกกระทบ และเพื่อเปิดพื้นที่ให้งานหัตถศิลป์เหล่านี้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แบรนด์จึงเลือกใช้เข็มชั่วโมงและนาทีแบบฉลุโปร่ง (Openworked hands) เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างเข็มไปบดบังรายละเอียดด้านล่าง

กลไกซับซ้อนคู่ และรหัสลับจากอาคารเลขที่ 24
นอกเหนือจากงานดีไซน์บนระนาบหน้าปัดแล้ว คำถามสำคัญฝั่งวิศวกรรมเวลาก็คือ แบรนด์บริหารจัดการกลไกที่มีความซับซ้อนสูงสองระบบร่วมกันอย่างไรให้ยังคงบอกเล่าเรื่องราวของตนเองได้? หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ากลไกไขลาน Calibre H1924 ชุดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นร่วมกับ Manufacture Haute Complications (MHC) สำนักผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกซับซ้อนแห่งเจนีวา โดยเป็นการควบรวมสองฟังก์ชันระดับสูงเข้าไว้ด้วยกัน
ระบบแรกคือ Flying Tourbillon (ระบบทูร์บิญอง) ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา จะทำหน้าที่ชดเชยค่าความคลาดเคลื่อนของเวลาจากแรงโน้มถ่วง โดยแบรนด์ได้ซ่อนรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ไว้ตรงตัวกรงทูร์บิญองที่ออกแบบเป็นรูปอักษร “H” สองตัวไขว้กัน ซึ่งถอดรหัสมาจากลวดลายบนประตูเหล็กดัดของลิฟต์โบราณ ณ ร้านแฟล็กชิปสโตร์ของ Hermès ตั้งอยู่บนอาคารเลขที่ 24 ถนน Faubourg Saint-Honoré ในกรุงปารีส ระบบที่สองคือ Minute Repeater (ระบบตีบอกเวลา) ควบคุมการทำงานผ่านแถบเลื่อน (Trigger) ที่ติดตั้งไว้บนตัวเรือนฝั่งซ้าย ทำหน้าที่ส่งเสียงเหง่งหง่างเพื่อขานเวลาเป็นชั่วโมง เควอเตอร์ (ทุก 15 นาที) และนาทีตามต้องการ
เมื่อพลิกกลับมาทางด้านหลังของตัวเรือน จะพบวิธีคิดที่เชื่อมโยงกับต้นกำเนิดของแบรนด์อย่างชัดเจน โดยชิ้นส่วนสะพานจักรลาน (Barrel Bridge) ของกลไกที่สำรองพลังงานได้ยาวนาน 90 ชั่วโมงนี้ ได้รับการออกแบบโครงสร้างและฉลุแต่งให้มองดูคล้ายกับรูปทรงของหัวม้าสองตัวหันหลังชนกัน เป็นการเก็บรายละเอียดเงียบๆ ที่มอบไว้ให้นักสะสมได้สังเกตเห็นยามพลิกฝาหลังนาฬิกาขึ้นมาชม

ข้อมูลทางเทคนิค
- รุ่น: Hermès Arceau Cavalier en Formes (ผลิตจำกัด 6 เรือนทั่วโลก)
- ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18k ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มิลลิเมตร โครงสร้างอสมมาตร Arceau พร้อมหูตัวเรือนรูปโกลนขี่ม้า ติดตั้งแถบเลื่อนระบบมินิทรีพีทเตอร์ที่ขอบตัวเรือนฝั่งซ้าย ประสิทธิภาพการกันน้ำ 30 เมตร
- หน้าปัด: งานแกะสลักและลงสีขนาดเล็กด้วยมือ (Miniature painting and engraving) ตัวม้าเบลโลวโกลด์ 18k แบบนูนต่ำ รายล้อมด้วยชิ้นงานเรขาคณิตลงสีจำลองมือ เข็มชั่วโมงและนาทีแบบฉลุโปร่ง ช่องเปิดกลไกทูร์บิญองที่ 6 นาฬิกาพร้อมกรงรูปอักษร H คู่
- กลไก: กลไกไขลาน Calibre H1924 พัฒนาโดย MHC ร่วมกับ Hermès บรรจุระบบทูร์บิญองและมินิทรีพีทเตอร์ ขนาดตัวเครื่อง 30 มิลลิเมตร x 6.1 มิลลิเมตร ความถี่การทำงาน 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์) พลังงานสำรอง 90 ชั่วโมง
- สายและตัวล็อก: สายหนังจระเข้สีน้ำเงิน Hermès Blue Abyss (ราคาจำหน่ายสอบถามโดยตรงจากแบรนด์)
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน?
4 นาฬิกากอล์ฟที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Happy Gilmore 2
จิตวิญญาณแห่งสนามแข่ง สู่ข้อมือคุณ เรื่องราวของ Girard-Perregaux และ Aston Martin ที่คุณต้องรู้

