ทำไม Moser ต้องยอมถอดระบบออโตเมติกทิ้ง? ถอดสูตรไขลาน HMC 730 ยัด 3 คอมพลิเคชันลงตัวเรือนเดรส
นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ชื่อของแบรนด์นาฬิกาอิสระอย่าง H. Moser & Cie. ได้รับการจดจำอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ทลายขนบการจัดวางหน้าปัดนาฬิกาจับเวลา ผ่านคอลเลกชันสปอร์ตสายเหล็กอย่าง Streamliner Flyback Chronograph การสลัดภาพจำของนาฬิกาจับเวลาแบบดั้งเดิมที่ต้องมีหน้าปัดย่อยสองถึงสามวง แล้วเปลี่ยนมาใช้เข็มจับเวลาจับกลุ่มกันอยู่บนแกนกลาง ถือเป็นหนึ่งในงานวิศวกรรมเวลาร่วมสมัยที่ฉลาดหลักแหลมที่สุดชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับ Agenhor สำนักพัฒนาคอมพลิเคชันชื่อดังแห่งเจนีวา

แต่ใครจะคิดว่าในปี 2026 นี้ ครอบครัว Meylan ผู้บริหารแบรนด์ได้เลือกที่จะขยายขอบเขตของแนวคิดดังกล่าวให้ไปไกลกว่าเดิม ด้วยการนำโครงสร้างระบบจับเวลาชุดนี้มาบรรจุลงในคอลเลกชันเดรสที่มีความคลาสสิกและสุขุมยิ่งขึ้นอย่าง Endeavour ผลลัพธ์ที่ได้คือรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date นาฬิกาที่เหมือนเป็นการรื้อโครงสร้างกลไกภายในเพื่อเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยยังคงรักษาหน้าปัดให้ดูเรียบง่ายที่สุดตามปรัชญาดั้งเดิมของแบรนด์
สัดส่วนตัวเรือนเหล็กขัดเงาและการจัดวางปุ่มกดที่เปลี่ยนไป
หลังจากได้เห็นเรือนนี้เต็มๆเป็นครั้งแรก ความน่าสนใจอยู่ที่การเลือกใช้วัสดุ ตัวเรือนของ Endeavour รุ่นนี้ทำจากสเตนเลสสตีลขัดเงา ซึ่งแตกต่างจากนาฬิกากลไกซับซ้อนระดับสูงทั่วไปที่มักจะสงวนไว้สำหรับโลหะมีค่าอย่างทองคำหรือแพลทินัม ซึ่งตัวเรือนนี้จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มิลลิเมตร และมีความหนา 13.2 มิลลิเมตร โครงสร้างโดยรวมยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตระกูล Endeavour ไว้อย่างครบถ้วนด้วยเส้นสายของขาตัวเรือนที่โค้งมนรับเข้าหาข้อมือ

จากการสังเกตลักษณะทางกายภาพ ะราจะเห็นได้ว่าการจัดวางตำแหน่งของปุ่มกดจับเวลาและเม็ดมะยมถือเป็นจุดที่สะท้อนถึงการออกแบบที่คำนวณมาเพื่อความสบายของผู้สวมใส่ แบรนด์เลือกติดตั้งปุ่มกดจับเวลาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขอบมนไว้ที่ตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา ในขณะที่เม็ดมะยมขันเกลียวสลักอักษร “M” นั้นถูกย้ายไปอยู่ที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ต้องบอกว่าการจัดเลย์เอาต์ในลักษณะนี้จะช่วยลดปัญหาปุ่มกดหรือเม็ดมะยมกดทับหลังมือเมื่อข้อมือเกิดการขยับเคลื่อนไหวได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเรือนมาพร้อมกระจกแซฟไฟร์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีประสิทธิภาพการกันน้ำอยู่ที่ 30 เมตร
ภาพลวงตาบนหน้าปัดสองกษัตริย์และการรวมศูนย์เข็ม
ต้องบอกว่าหน้าปัดของนาฬิกาเรือนนี้คือพื้นที่แสดงออกถึงศาสตร์แห่งการตัดทอนสิ่งเร้า ที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นตา บนพื้นผิวหลักนั้นจะเป็นเฉดสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ฟูเม่ (Turquoise Fumé) ไล่เฉดสีชวนให้นึกถึงผืนน้ำ แต่บริเวณใจกลางหน้าปัดถูกจัดวางด้วยแผ่นดิสก์สีดำ Blackor Fumé แยกอีกหนึ่งชั้น ทั้งสองส่วนตกแต่งด้วยลายซันเบิรสต์เพื่อเล่นกับแสงในมุมที่ต่างกัน

ในส่วนของกลไกการแสดงผลจับเวลาทั้งหมด จะถูกนำมาไว้บนแกนกลางร่วมกับเข็มบอกชั่วโมงและนาทีหลัก เข็มจับเวลาวินาทีสีแดงทำหน้าที่เดินรอบหน้าปัดเพื่อระบุค่าอย่างชัดเจน ขณะที่เข็มจับเวลานาทีชุบโรเดียมสีเงินจะทำหน้าที่เดินอยู่บนแทร็กจับเวลาสีขาวรอบนอก ซึ่งแทร็กนี้จะถูกเว้นวรรคไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเพื่อเปิดพื้นที่ให้เจาะช่องหน้าต่างแสดงวันที่ และขอบตัวเรือนด้านในสุด (Flange) ติดตั้งสเกลทาคิมิเตอร์สีดำ

ส่วนฟังก์ชันเวลาประเทศที่สอง หรือ Dual Time ที่เราคุ้นเคยจะถูกผสานเข้ากับแผ่นดิสก์สีดำตรงกลางอย่างแนบเนียน โดยแสดงผลผ่านปลายลูกศรสีขาวเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova เข็มชั่วโมงและนาทีหลักทรงใบไม้ก็ได้รับการเคลือบสารเรืองแสงชนิดเดียวกัน ช่วยให้การอ่านเวลาทั้งสองเขตประเทศในที่มืดเป็นไปได้อย่างแม่นยำและไม่เกิดความสับสนจากจำนวนเข็มที่มากบนหน้าปัด
Calibre HMC 730 กับการถอดระบบโรเตอร์ออกเพื่อเปิดทางให้ฟังก์ชันใหม่
เบื้องหลังฉากหน้าอันเงียบสงบคือการทำงานของกลไกชุดใหม่ล่าสุดรหัส คาลิเบอร์ HMC 730 ซึ่งพัฒนาขึ้นร่วมกับ Agenhor โดยเฉพาะ สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับกลไกอัตโนมัติ HMC 902 ที่ใช้ในรุ่น Streamliner จะพบว่ากลไกชุดใหม่นี้ถูกดัดแปลงโครงสร้างอย่างรุนแรงด้วยการถอดระบบขึ้นลานอัตโนมัติและโรเตอร์หมุนเหวี่ยงออกทั้งหมด แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นกลไกแบบไขลานด้วยมือแทน เหตุผลในการตัดระบบออโตเมติกออกคือการบริหารพื้นที่ภายในทางวิศวกรรม เพื่อให้มีช่องว่างเพียงพอสำหรับการติดตั้งโมดูลฟังก์ชันเวลาประเทศที่สองและกลไกแผ่นดิสก์วันที่ โดยที่ตัวเรือนไม่หนาขึ้นจนเสียสัดส่วน

อย่างไรก็ดี กลไกชุดนี้ยังคงรักษาจุดเด่นอันเป็นสิทธิบัตรของระบบ AgenGraphe เอาไว้ นั่นคือระบบควบคุมการจับเวลาด้วยคอลัมน์วีล (Column wheel) และระบบคลัตช์แนวดิ่งแบบฟันไมโคร (Micro-tooth horizontal clutch) ซึ่งนวัตกรรมฟันเฟืองขนาดเล็กพิเศษนี้ช่วยขจัดปัญหาอาการเข็มกระตุกหรือกระโดดจังหวะที่ผู้สวมใส่กดปุ่มเริ่มจับเวลา ซึ่งมักพบได้บ่อยในนาฬิกาโครโนกราฟระบบคลัตช์แนวนอนแบบดั้งเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ระบบจับเวลานาทียังใช้กลไกแคมทรงก้นหอยแบบตีกลับ (Retrograde snail cam) จะส่งผลให้เข็มนาทีจับเวลาสามารถกระโดดข้ามขีดนาทีได้อย่างฉับพลันทันที (Instantaneously) ทำให้อ่านค่าเวลาที่ผ่านไปได้อย่างเที่ยงตรงแม่นยำ

กลไกไขลานชุดนี้ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง โดยตลับลานคู่ (Twin barrels) สามารถจ่ายพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง และเพื่อไม่ให้หน้าปัดด้านหน้าสูญเสียความมินิมัล ทีมออกแบบจึงเลือกที่จะย้ายเข็มแสดงค่าพลังงานสำรอง (Power reserve indicator) ไปติดตั้งไว้ที่บริเวณฝาหลังแทน เมื่อมองผ่านฝาหลังแซฟไฟร์จะพบกับการตกแต่งชิ้นส่วนกลไกโทนสีแอนทราไซต์เข้ม การขัดลายก้นหอย ขัดลายริ้วคู่ขนานแบบ Moser Double Stripes และการฉลุสะพานจักรแบบโปร่ง นาฬิกาเรือนนี้มาคู่กับสายหนังจระเข้สีเทาขัดผิวเย็บแต่งแบบนูบัค (Nubuck finish) พร้อมตัวล็อกสายแบบหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลสลักตราแบรนด์

ข้อมูลทางเทคนิค
- ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงา ขนาด 42 มม. หนา 13.2 มม. กันน้ำ 30 เมตร
- หน้าปัด: เทอร์ควอยซ์ฟูเม่ลายซันเบิรสต์ พร้อมฟังก์ชัน Dual Time, Day/Night และวันที่
- กลไก: ไขลานมือ คาลิเบอร์ HMC 730 ฟลายแบ็กโครโนกราฟ พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วันที่ ฟลายแบ็กโครโนกราฟ เวลาประเทศที่สอง
- สาย: หนังจระเข้สีเทานูบัค พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
The Vintage Renaissance: เมื่อ ‘อดีต’ คือการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนาฬิกา
Girard-Perregaux Laureato Chronograph 42mm Chocolate การกลับมาของไอคอนิกยุค 70s ในเฉดสีช็อกโกแลตสุดหรู

