พาชมเบื้องหลังความวิจิตรของ Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica “Pegasus” กับงานสลักเสลามือกว่า 180 ชั่วโมง

Date:

เมื่อกลไกหลายแกนลอยตัวอยู่กลางอากาศ เจาะลึกวิศวกรรมและงานสลักเสลาใน JLC Reverso Hybris Artistica “Pegasus”

หากย้อนกลับไปในปี 1931 Jaeger-LeCoultre ได้ออกแบบนาฬิกาตัวเรือนพลิกได้หรือ Reverso ขึ้นมาด้วยเหตุผลทางฟังก์ชันอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือการปกป้องกระจกหน้าปัดจากการกระแทกในระหว่างการแข่งขันกีฬาโปโล ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเกือบศตวรรษ พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าผืนเดิมนี้กลับกลายเป็นพื้นที่ทดลองทั้งในแง่ของวิศวกรรมเวลาและงานศิลปะชั้นสูง

ผลงานล่าสุดประจำปี 2026 จากเวิร์กช็อปแห่งหุบเขา Vallée de Joux อย่าง Reverso Hybris Artistica Calibre 179 Pegasus คือตัวอย่างของการปฏิเสธความเรียบง่าย นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บอกเวลาสองเขตประเทศผ่านระบบ Duoface แต่เป็นการจัดวางโครงสร้างทางกลศาสตร์ระดับสูงให้ทำงานร่วมกับงานหัตถศิลป์เจียรระไนหินและงานแกะสลักที่มีความซับซ้อนในทุกมิติ

การบริหารมิติพื้นที่ ผ่านงานสลักนูนต่ำที่ลบตะเข็บตัวเรือน

ต้องบอกว่าความท้าทายแรกของนาฬิกาเรือนนี้อยู่ที่โครงสร้างภายนอก ตัวเรือนพิงก์โกลด์ 18 กะรัต (18K Pink Gold) ขนาดความยาว 51.1 มิลลิเมตร และกว้าง 31 มิลลิเมตร ถูกส่งต่อไปยังเวิร์กช็อปฝ่ายศิลป์เก่าแก่ของแบรนด์อย่าง Métiers Rares เพื่อทำการสลักลวดลายม้าปีกเพกาซัส (Pegasus) ท่ามกลางหมู่เมฆด้วยมือเพียงอย่างเดียว

ช่างแกะสลักต้องใช้เวลาทำงานประมาณ 180 ชั่วโมงต่อหนึ่งเรือน ความยากไม่ใช่แค่การสร้างลวดลายตื้นลึกบนแผ่นทองราบเรียบเท่านั้น แต่เป็นการแกะสลักลายให้ต่อเนื่องไหลลื่นไปตามความโค้งมนของขอบตัวเรือน (Convex case flanks) รายละเอียดของก้อนเมฆถูกสลักให้มีผิวสัมผัสสองรูปแบบสลับกันส่วนขอบของก้อนเมฆ ขัดเงาเพื่อเล่นกับแสง และส่วนเนื้อในของก้อนเมฆนั้น ทำผิวพ่นทรายเม็ดละเอียด (Grained interior) เพื่อสร้างมิติความลึก

Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica Calibre 179 Pegasus
Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica Calibre 179 Pegasus

การสลักลายในลักษณะนี้ช่วยพรางสายตา และลบภาพรอยต่อระหว่างโครงตัวเรือนชั้นนอกกับตัวเรือนชั้นในที่พลิกหมุนได้ ทำให้ตัวนาฬิกาเมื่อมองจากด้านข้างจะดูเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ลวดลายนี้ยังลามไปจนถึงส่วนหูสาย (Fixed lugs) ที่ทำหน้าที่ซ่อนกลไกเลื่อนและพลิกตัวเรือนเอาไว้ด้านล่าง

เทคนิคแผ่นหน้าปัดสองระดับ และงานลงยา Champlevé

ความต่อเนื่องของธีมก้อนเมฆยังถูกส่งต่อไปยังหน้าปัดด้านหน้า ซึ่งทีมออกแบบเลือกใช้แผ่นพิงก์โกลด์สองชิ้นวางซ้อนเหลื่อมกันคนละระดับเพื่อสร้างมิติทางสายตา พื้นผิวหน้าปัดผ่านกระบวนการเซาะร่อง (Hollows) เป็นโพรงมากกว่า 50 ช่อง โดยเหลือเพียงเส้นขอบทองคำที่ดัดโค้งเป็นรูปทรงก้อนเมฆเอาไว้

Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica Calibre 179 Pegasus

ในแต่ละช่องที่ถูกเซาะลงไป ช่างลงยาจะค่อยๆ หยอดน้ำยาลงยาสีน้ำเงิน (Blue lacquer) สลับเฉดสีต่างกันทีละชั้นด้วยมือ จากนั้นจึงนำไปอบและขัดแต่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งเนื้อแลกเกอร์มีความหนาและเรียบเนียนเสมอกันกับขอบทองคำพิงก์โกลด์ หน้าปัดย่อยแสดงชั่วโมงและนาทีถูกจัดวางไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เพื่อเปิดพื้นที่ครึ่งล่าง ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ให้เป็นช่องหน้าต่างทรงกลมขนาดใหญ่สำหรับการทำงานของชุดจักรกลปรับแก้ความเที่ยงตรง

Calibre 179 กับทัศนียภาพของ Gyrotourbillon แบบไร้สะพานจักร

ถ้าเราพลิกตัวเรือนกลับมายังหน้าปัดด้านหลัง (Reverse dial) รูปลักษณ์จะเปลี่ยนจากงานศิลปะคลาสสิกเข้าสู่การโชว์วิศวกรรมเครื่องกลในรูปแบบสเกเลตัน (Skeletonised) แผ่นเพลตและสะพานจักรของกลไกไขลานในตัว Calibre 179 ถูกตัดทอนเนื้อโลหะออกจนเหลือเพียงโครงสร้างเท่าที่จำเป็น พร้อมขัดแต่งขอบลบมุม (Bevelling) ด้วยมืออย่างละเอียด โดยเฉพาะชิ้นส่วนสะพานจักรด้านหลังที่เคลือบด้วยสีน้ำเงินเพื่อล้อไปกับหน้าปัดด้านหน้า

Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica Calibre 179 Pegasus

ไฮไลต์เชิงวิศวกรรมของกลไกชุดนี้คือ Gyrotourbillon เจนเนอเรชันที่ 4 ซึ่งเป็นระบบทูร์บิญองแบบสองแกน (Twin-axis tourbillon) ที่หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วที่แตกต่างกันเพื่อชดเชยค่าความคลาดเคลื่อนจากแรงโน้มถ่วงในทุกตำแหน่งข้อมือ โดยที่กรงทูร์บิญองตัวใน ทำจากวัสดุไทเทเนียมน้ำหนักเบา หมุนครบรอบ 360 องศาในเวลาเพียง 16 วินาที ส่วนกรงทูร์บิญองตัวนอก จะหมุนครบรอบทุกๆ 1 นาที ทำหน้าที่ระบุค่าเสี้ยววินาทีไปในตัว

ถ้าเราลองสังเกตจะเห็นสิ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือ Jaeger-LeCoultre ได้ตัดสะพานจักรยึดด้านบน (Upper bridge) ออกไป แล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบตลับลูกปืน (Ball bearings) ติดตั้งไว้ที่ขอบด้านข้างรอบนอกแทน วิธีการนี้ทำให้ชุดกรงทูร์บิญองทั้งหมดดูเหมือนลอยตัวอยู่กลางอากาศอย่างอิสระ ระหว่างหน้าปัดฝั่งหน้าและฝั่งหลัง ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์ยังได้ติดตั้งแผ่นดิสก์เคลือบแลกเกอร์สีน้ำเงินขัดเงาแบบกระจกไว้ที่บริเวณฐานรองรับตัวเรือน (Supporting cradle) ทำให้เมื่อผู้สวมใส่พลิกตัวเรือนหรือมองผ่านช่องทูร์บิญอง แสงจะตกกระทบและสะท้อนความเคลื่อนไหวของจักรกลกลับมา ช่วยเพิ่มมิติความลึกให้กับการมองเห็น 

ทีนี้ลองมาดูกันในแง่ของระบบบอกเวลา กลไก Duoface ชุดนี้ขับเคลื่อนการแสดงผลสองเขตเวลาแยกจากกัน โดยหน้าปัดด้านหลังจะแสดงเวลาประเทศที่สองพร้อมช่องหน้าต่างบอกเวลาแบบ 24 ชั่วโมง ( Day/Night indicator) ตัวกลไกประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนทั้งหมด 385 ชิ้น มีความหนาของตัวเครื่องรวมทัวร์บิญองอยู่ที่ 6.85 มิลลิเมตร และทำงานที่ความถี่ 3 เฮิรตซ์ สามารถสำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง

ความบางและนวัตกรรมตัวล็อกสายระดับมิลลิเมตร

แม้จะเป็นนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนซ้อนกันหลายชั้นและมีระบบพลิกตัวเรือน แต่ความหนาโดยรวมของตัวเรือนกลับอยู่ที่ 12.41 มิลลิเมตร เท่านั้น ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ยังคงความสะดวกสบายในการสวมใส่บนข้อมือจริง ดูเหมือนว่ายิ่งตอกย้ำถึงเทรนด์ในยุคปัจจุบันที่คนมักชอบความเพียวบาง กะทัดรัดมากยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งจุดที่มีการสังเกตและพัฒนาเพิ่มเติมคือตัวล็อกสายแบบบานพับ (Folding clasp) ทำจากพิงก์โกลด์ 18 กะรัต โครงสร้างของตัวล็อกนี้ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนขนาดเล็กถึง 46 ชิ้น ภายในติดตั้งระบบเฟืองจักรคู่ (Double-wheel system) ที่เปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่สามารถปรับระยะความสั้นยาวของสายนาฬิกาได้ละเอียดถึงระดับ 0.5 มิลลิเมตร เพื่อรองรับการขยายหรือหดตัวของข้อมือตามสภาพอากาศได้อย่างแม่นยำ

นาฬิการุ่นนี้ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 5 เรือนทั่วโลก โดยราคาจำหน่ายจะเปิดเผยเฉพาะผู้ที่ได้รับเลือกและส่งคำขออย่างเป็นทางการเท่านั้น (Price upon request)

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • รุ่น: Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica Calibre 179 Pegasus (หมายเลขอ้างอิง: Q39424E5)
  • ตัวเรือน: พิงก์โกลด์ 18K (51.1 x 31.0 มม. หนา 12.41 มม.) แกะสลักลายม้าปีกเพกาซัสด้วยมือรอบตัวเรือน กระจกแซฟไฟร์หน้า-หลัง กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัดด้านหน้า: แสดงชั่วโมง/นาทีด้วยวงแลกเกอร์สีน้ำเงิน พื้นหลังทองคำตกแต่งลายเมฆด้วยเทคนิค Champlevé แลกเกอร์ เผยช่อง Gyrotourbillon ที่ 6 นาฬิกา
  • หน้าปัดด้านหลัง: โครงสร้างสเกเลตัน แสดงเวลาไทม์โซนที่สอง (24 ชั่วโมง/กลางวัน-กลางคืน) ด้วยวงแหวนแลกเกอร์สีน้ำเงิน สะพานจักรลบมุมด้วยมือ
  • กลไก: ไขลานอินเฮ้าส์ Calibre 179 (385 ชิ้นส่วน / หนา 6.85 มม.) ความถี่ 3 เฮิรตซ์ สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง ไฮไลต์ระบบ Gyrotourbillon สองแกน (กรงในหมุนทุก 16 วินาที / กรงนอกหมุนทุก 60 วินาที) พร้อมสายใยทรงโดมและจักรกล Gyrolab
  • สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม ตัวล็อกบานพับพิงก์โกลด์ 18K ปรับระยะละเอียดได้ทีละ 0.5 มิลลิเมตร

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
เมื่อฟังก์ชันดาราศาสตร์และงานสลักเสลามาบรรจบกันในเรือนเวลา Arnold & Son Luna Magna Platinum Dragon Verdite
เปิดมุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่: เมื่อเรือนเวลากลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา และการลงทุนในยุคดิจิทัล
Blancpain Ladybird Colors Diamond Bloom (Ref. 3662) ใครบอกว่านาฬิกาผู้หญิงต้องเน้นแค่เพชร แล้วยอมลดสเปกเรื่องกลไก?

Share post:

More like this

พาชมเรื่อนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 

วิเคราะห์ศาสตร์แห่งการตัดทอนของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph กับการปฏิวัติกลไก AgenGraphe สู่ร่างไขลานเพื่อซ่อน 3 ฟังก์ชันใหญ่ไว้บนแกนกลาง

เมื่อความจัดจ้านของสตรีทแวร์ปะทะโครงสร้างล้ำยุค เจาะลึกวิสัยทัศน์เบื้องหลัง AP x AMBUSH ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไรนะ?

บทวิเคราะห์โครงสร้างกลไกและการตัดทอนสิ่งเร้าในนาฬิกาไทเทเนียมขนาด 38.5 มิลลิเมตร Audemars Piguet Royal Oak Concept Flying Tourbillon ที่ออกแบบร่วมกับ Yoon และ Verbal สองผู้ก่อตั้งแบรนด์ AMBUSH

เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก

เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวบนฐานเงินแท้ ที่ยอมแบกรับอัตราคัดทิ้งสูงถึง 50% เพื่อมิติแสงหนึ่งเดียวในโลก

ตอกย้ำกระแสนาฬิกาพก? เมื่อสิงโตคำรามจากผ้าพันคอไหม ย้ายไปอยู่บนฝา Pocket Watch ด้วยงานต่อไม้ชิ้นเล็กระดับเศษมิลลิเมตรหน้าตาจะเป็นอย่างไร?

เบื้องหลังการรังสรรค์นาฬิกาพกเรือนพิเศษ Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar! ประจำปี 2026 ที่ผสานความงามของฝาเปิดงานต่อลายไม้ 10 ชนิดเข้ากับหน้าปัดลงยา Grand Feu และกลไกอัตโนมัติบางพิเศษ H1950 ผลิตจำกัดเพียงสีละ 3 เรือนเท่านั้น