เมื่อแบรนด์นาฬิกาแข่งกันว่าใครจะสามารถ ‘เล่าเรื่องอดีต’ ได้ร่วมสมัยที่สุด
Words: Chanist Prasertburanakul

เมื่อเราก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020 โลกนาฬิกาได้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Reverse Innovation’ หรือนวัตกรรมย้อนศร แบรนด์นาฬิกาไม่ได้แข่งขันกันที่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่แข่งกันว่าใครจะสามารถ ‘เล่าเรื่องอดีต’ ได้ร่วมสมัยที่สุด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการเปลี่ยนผ่านจาก ‘Vintage-Inspired’ สู่ ‘Neo-Heritage’ ในช่วงปี 2020-2024 คือยุคของการทำนาฬิกาหน้าตาวินเทจ (Vintage-Inspired) ส่วนในช่วงปี 2026-2030 หรือภายใน 3-4 ปีข้างหน้า น่าจะเป็นยุคของ Neo-Heritage เห็นได้จากการที่ Audemars Piguet หรือ Vacheron Constantin นำกลไกที่เคยห่างหายไปจากวงการอย่าง Jumping Hour หรือ Minute Repeater มาใส่ในวัสดุแห่งอนาคตอย่างแซฟไฟร์หรือเซรามิก เพื่อตอบโจทย์คนที่รักในความซับซ้อนแบบโบราณในรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งทนทาน
สิ่งที่เห็นได้อีกประการหนึ่งคือ ขนาดตัวเรือนที่ลดลงและความหลงใหลในความบาง (The Slim Revolution) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากนาฬิกาในยุค 1950s -1960s ที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมนาฬิกาในช่วงปี 2026-2030 เลิกผลิตนาฬิกาขนาดใหญ่เกินตัว (Oversized) โดยกำหนดขนาดมาตรฐานของนาฬิกาผู้ชาย (Standard New Size) คงที่อยู่ที่ 36-38 มม.และสำหรับนาฬิกาสปอร์ตจะอยู่ที่ 39 มม.

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ในยุคนี้คือการฟื้นคืนของนาฬิกาแบบ ultra-thin ที่ใช้ความบางในยุคก่อนมาสร้างขึ้นใหม่ อาทิ Piaget และ Bvlgari ที่ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องความบางเพื่อทำลายสถิติเท่านั้น แต่ยังแข่งขันกันผลิตนาฬิกาตัวเรือนบางที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตจริงเหมือนในยุคทองของนาฬิกาเดรส
การกลับมาของกระแสวินเทจส่งผลต่ออุตสาหกรรมนาฬิกาทั้งระบบ สิ่งที่เห็นชัดเจนมากก็คือนักสะสมยังคงหลงใหลงาน craftsmanship โดยเน้นงานช่างฝีมือที่ ‘เครื่องจักรทำไม่ได้’ ในปี 2026 การกำเนิดและเติบโตของ AI และเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติสามารถทำทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบก็จริงอยู่ แต่สิ่งที่นักสะสมต้องการคือ ‘ความไม่สมบูรณ์แบบที่ตั้งใจ’ อย่างชิ้นงานที่ทำขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ อย่างการขัดแต่งด้วยมือ (Anglage) และการแกะสลักหน้าปัด (Guilloché) แบบที่ Breguet ทำ หรืองานลงอีนาเมล กลายเป็นมาตรฐานที่แบรนด์ชั้นนำต้องมี เพื่อพิสูจน์คุณค่าว่านาฬิกาเรือนนี้ผ่านมือช่างผู้ชำนาญ

การกลับมาของ ‘งานฝีมือที่ใกล้สูญพันธุ์’ ทำให้อุตสาหกรรมนาฬิกาหันมาลงทุนกับ ‘ช่างฝีมือ’ มากขึ้น เพื่อสร้างจุดต่างที่เทคโนโลยีทำไม่ได้ อย่างงานแกะสลักบนพื้นผิวกลไกในกลุ่มแบรนด์อย่าง Breguet และ Audemars Piguet เราจะเห็นการโชว์กลไกที่สลักลายด้วยมือ (Skeletal Engraving) มากขึ้น การที่ช่างใช้สิ่วค่อยๆ ตอกลงบนสะพานจักรทีละขีดจะกลายเป็นสิ่งที่ยืนยันความหรูหราที่แท้จริง หรือการใช้ Stone Dial Mastery โดยการกลับมาของหน้าปัดลาพิสลาซูลี มาลาไคต์ และไทเกอร์อาย จะทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยมีการทำ Stone Marquetry หรือการนำหินหลายชนิดมาตัดต่อกันเป็นลวดลายกราฟิกแบบยุคอาร์ตเดโค
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกาเราจะได้เห็นกลยุทธ์ ‘Ecosystem’ ของแบรนด์ เริ่มตั้งแต่โรงงานสู่พิพิธภัณฑ์ แบรนด์จะไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิต แต่จะเป็น ‘ภัณฑารักษ์’ ของตัวเอง แบรนด์จะรื้อฟื้นรากเหง้าประวัติศาสตร์รุ่นที่ทั้ง ‘ประสบความสำเร็จ’ และ ‘ล้มเหลว’ หรือ ‘ผลิตน้อย’ ในอดีตมาทำใหม่ เพราะนักสะสมยุคใหม่ชอบความแตกต่างที่ไม่ได้เห็นทั่วไป การกลับมาของกระแสวินเทจยังทำให้เกิดการทำ Heritage Certification โดยแบรนด์จะเปิดศูนย์บริการพิเศษสำหรับนาฬิกาวินเทจโดยเฉพาะ เพื่อออกใบรับรองความแท้และซ่อมแซมโดยใช้อะไหล่ดั้งเดิมจากคลังแสงเก่า ทำให้ตลาดนาฬิกาวินเทจแท้และนาฬิกาใหม่จำพวก Vintage-Inspired เติบโตไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบ
นาฬิกา 5 รุ่นที่แสดงถึงการกลับมาของกระแสวินเทจ
Audemars Piguet Neo Frame Jumping Hour


เพิ่งเปิดตัวในปี 2026 นี่เอง สำหรับรุ่น Neo Frame การตีความใหม่ของนาฬิกา Audemars Piguet ในรูปแบบ Art Deco ที่ก่อนหน้านี้ทางแบรนด์เคยนำมาตีความใหม่มาแล้วในยุค ’90s ในชื่อรุ่นว่า Edward Piguet โดยนำดีไซน์ที่เกือบถูกลืมมาตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นโดยมีแรงบันดาลใจจากยุค Art Deco ในช่วงปี 1920s Audemars Piguet ได้สร้างนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เน้นความแข็งแกร่งและรูปทรงเรขาคณิต เพื่อตอบรับกระแสดีไซน์โลกที่เปลี่ยนจากความอ่อนช้อยมาเป็นเส้นสายที่คมชัด โดยในยุคนั้นกระจกนาฬิกายังเปราะบางมาก ทางแบรนด์จึงออกแบบให้ตัวเรือนโลหะปิดทับหน้าปัดเกือบทั้งหมด และเหลือเพียงช่องหน้าต่าง (Apertures) เล็กๆ ไว้ดูเวลา เพื่อป้องกันกระจกแตก มาในสไตล์ Streamline Moderne ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีเส้นสายโค้งมนและร่องริ้วแนวตั้ง (Vertical Gadroons) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากงานสถาปัตยกรรมและดีไซน์ในยุคนั้น ที่ทางแบรนด์เชี่ยวชาญมานานกว่า 100 ปี ด้วยกลไก Calibre 7122 ตัวใหม่นี้ นาฬิการุ่นนี้แสดงให้เห็นถึงจุดบรรจบของอดีตและอนาคตอย่างสมบูรณ์แบบ การพัฒนากลไก Calibre 7122 ขึ้นมาเพื่อใช้ในโปรเจ็กต์ Neo Frame Jumping Hour ของปี 2026 นี้ ถือเป็นการยกระดับวิศวกรรมนาฬิกาขึ้นไปอีกขั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า Neo Frame คือการตีความครั้งที่สองที่สมบูรณ์แบบของรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าในยุคอาร์ตเดโคกลับขึ้นมาอีกครั้ง
Piaget Polo 79


Piaget ปลุกกระแสความหรูหราแบบ Jet-set ในยุค ’70s นี่คือคำนิยามของไลฟ์สไตล์ของกลุ่มมหาเศรษฐี ดาราฮอลลีวูด และเซเลบริตี้ระดับโลกที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหราในยุคนั้น คนเหล่านี้เดินทางข้ามทวีปด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว (หรือเครื่องบินคองคอร์ด) เพื่อไปปาร์ตี้ที่แซงต์-โทรเปซ์ นอนเล่นที่รีสอร์ตในมอนติคาร์โล หรือเข้าคลับหรูอย่าง Studio 54 ในนิวยอร์ก Piaget Polo เป็นตัวแทนปลุกความหรูหราให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เราจะเห็นความเป็นวินเทจในการการถอดแบบมาจากรุ่นปี 1979 แบบ 1:1 ทั้งสายและตัวเรือนที่ทำจากทองคำล้วน กับงาน craftsmanship ที่มีจุดเด่นคืองาน Hand-engraving ลายเส้นแนวนอนที่ต่อเนื่องกันตลอดทั้งเรือน โดยช่างต้องใช้ฝีมือในการสลักลายบนทองคำให้ดูนวลเนียนเหมือนเป็นชิ้นเดียวกัน เป็นงานช่างทองที่หาได้ยากในนาฬิกายุคปัจจุบัน รุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความรุ่งโรจน์ของกีฬาโปโลและวิถีชีวิตแบบ Jet-set ในปี 1979 เป็นยุคที่นาฬิกาทองคำล้วนคือเครื่องหมายของความสำเร็จและความมั่งคั่ง

สิ่งที่ทาง Piaget ตีความใหม่ คือการแสดงให้เห็นถึง Full Gold Philosophy ที่ Piaget เลือกที่จะรักษาดีไซน์เดิมไว้แบบ 1:1 แต่ปรับขนาดให้ร่วมสมัยขึ้นเป็น 38 มม. พร้อมทั้งยังคงรูปแบบสายนาฬิกาที่เชื่อมต่อกับตัวเรือนอย่างไร้รอยต่อ และถูกแกะสลักด้วยมือเพื่อสร้างลายเส้นที่ต่อเนื่องกันทั้งเรือนแบบที่เรียกว่า ‘Gadroon Design’ ที่มีลายเส้นนูนแนวขวางที่ไหลลื่นต่อเนื่องจากหน้าปัดไปจนตลอดตัวสายนาฬิกา ทำให้เวลาสวมใส่บนข้อมือ มันไม่ได้ดูเหมือนนาฬิกาที่มีสายมาเชื่อมต่อ แต่ดูเหมือนเป็นกำไลทองคำที่บอกเวลาได้ และเลือกใช้กลไก Micro-rotor Movement ที่เปลี่ยนจากเครื่องควอตซ์ในยุค ’70s มาเป็นเครื่องออโตเมติกแบบไมโครโรเตอร์ ด้วยกลไก Calibre 1200P1 ที่มีความบางเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เพื่อรักษารูปทรงนาฬิกาให้ดูเพรียวบางเหมือนเดิม
Cartier Prive Tortue Monopoussoir Chronograph


Cartier ตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งรูปทรง หรือ ‘Shape Watch’ ได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการนำรุ่น Tortue (ทรงเต่า) จากปี 1928 กลับมาทำใหม่ในคอลเลกชัน Privé ปี 2024-2025 โดยมีความเป็นวินเทจที่หน้าปัดแบบจับเวลาปุ่มเดียว (Monopusher) ที่ดูสะอาดตาและคลาสสิกตามแบบฉบับนาฬิกาหรูยุคต้นศตวรรษ เราจะได้เห็นงาน craftsmanship บนตัวเรือนทรงโค้งมนที่ขัดแต่งอย่างประณีต และกลไกไขลานที่ออกแบบมาให้บางพอที่จะอยู่ในตัวเรือนสุดหรูนี้ได้
Cartier Privé Tortue Monopoussoir Chronograph ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรง Tortue ที่ Louis Cartier ออกแบบในปี 1912 และกลไกจับเวลาปุ่มเดียวที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1928 โดยมีการตีความใหม่ให้เข้ากับในยุคปัจจุบัน ผ่านการปรับแต่งตัวเรือนให้บางลงเหลือเพียง 10.2 มม. เท่านั้น ทำให้มันเป็นนาฬิกาจับเวลาที่ดูหรูหรามากที่สุดรุ่นหนึ่ง และการออกแบบเข็มแบบ Apple Hands โดยการใช้เข็มเหล็กสีน้ำเงินรูปทรง ‘Apple’ (Breguet-style Hands) และหน้าปัดลาย Guilloché ที่ละเอียดขึ้นกว่ารุ่นดั้งเดิม เพื่อสะท้อนถึงงานฝีมือในระดับ Haute Horlogerie พร้อมทั้งระบบกดปุ่มเดียวที่รวมอยู่ในเม็ดมะยม ทำให้ตัวเรือนไม่มีปุ่มจับเวลายื่นออกมาให้เกะกะ รักษาความมินิมัลแบบคลาสสิกไว้ได้อย่างครบถ้วน
Vacheron Constantin Historiques 222 (Steel Version)

เป็นที่ฮือฮาในปีที่ผ่านมาหลังจากปล่อยรุ่นวัสดุทองคำออกมาและประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย การมาถึงของรุ่นสตีลในปี 2025-2026 คือสิ่งที่นักสะสมสายวินเทจรอคอย และก็ได้เห็นความเป็นวินเทจฉบับสมบูรณ์แบบด้วยดีไซน์สปอร์ตหรูที่มีกลิ่นอายยุค ’70s อย่างชัดเจน พร้อมโลโก้ Maltese ที่มุมตัวเรือน ทุกรายละเอียดเห็นงาน craftsmanship ที่สมกับแบรนด์ระดับ Vacheron Constantin งานขัดแต่งผิวเหล็กแบบซาตินที่ละเอียดจนดูมีมิติเงางาม และความบางของตัวเรือนที่ทำให้ดูหรูหรากว่านาฬิกาสปอร์ตทั่วไป

Vacheron Constantin Historiques 222 ในเวอร์ชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจาก Jorg Hysek ในปี 1977 เพื่อฉลองครบรอบ 222 ปีของแบรนด์ เป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูยุคบุกเบิกที่ต่อสู้ในสงคราม ‘Luxury Steel Sports Watch’ การกลับมาทำใหม่เป็นการตีความใหม่ ในปี 2022 รุ่นสตีล ในปี 2025-2026 คือการตีความที่ตอบโจทย์ความร่วมสมัยที่เน้นการใส่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น และมีการออกแบบตัวเรือนโมโนบล็อกขึ้นใหม่โดยให้ข้อสายมีความยืดหยุ่นและรับกับข้อมือมากกว่ารุ่นปี 1977 สำหรับรุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 2455/2 ที่มีความเที่ยงตรงสูงและสามารถมองเห็นกลไกที่ขัดแต่งอย่างประณีตผ่านฝาหลังแซฟไฟร์สมศักดิ์ศรีความเป็น Vacheron Constantin อย่างแท้จริง
Breguet Classique 7637 Repetition Minutes



นี่คือตัวแทนของความเชื่อที่ว่า ‘กลไกโบราณคือศิลปะสูงสุด’ สะท้อนความเป็นวินเทจด้วยการใช้ฟังก์ชัน Minute Repeater (กลไกตีบอกเวลา) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สืบทอดมาจากศตวรรษที่ 18 งานช่างฝีมือที่เห็นชัดเจนบนหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยเทคนิค Grand Feu Enamel สีดำสนิทที่ต้องผ่านการเผาด้วยอุณหภูมิสูงหลายครั้งเพื่อให้ได้สีที่เป็นอมตะ และงานสลักลายบนสะพานจักรด้านหลังเครื่องด้วยมือทั้งหมด
Breguet Classique 7637 Répétition Minutes ได้แรงบันดาลใจมาจากมรดกของ Abraham-Louis Breguet ผู้คิดค้นกลไก ‘gong spring’ (สปริงตีระฆัง) ในปี 1783 ซึ่งเปลี่ยนโลกนาฬิกาที่บอกเวลาด้วยเสียง โดยการตีความใหม่ที่รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ลงไปอย่างเต็มที่ การใช้ Grand Feu Enamel คือการใช้หน้าปัดอีนาเมลสีน้ำเงินเข้มหรือสีดำที่ไม่มีวันซีดจาง เป็นการนำเทคนิคโบราณมาใช้อย่างสุดทางเพื่อให้ได้ความลึกของสีที่นาฬิกาสมัยใหม่เทียบไม่ได้ พร้อมด้วย Acoustic Engineering การตีความใหม่ที่เน้นคุณภาพเสียง โดยใช้ทองคำ 18K มาทำเป็น gongs เพื่อให้เสียงกังวานใสที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อีกทั้งงานช่างฝีมือที่แสดงให้เห็นผลงานแกะสลักด้วยมือระดับมาสเตอร์ โดยสะพานจักรด้านหลังเครื่องถูกสลักลายด้วยมือทั้งหมด ซึ่งเป็นการโชว์งาน craftsmanship ที่เครื่องจักร หรือ AI ในยุค 2026 ก็ยังทำลายเส้นให้นุ่มนวลเท่ามนุษย์ไม่ได้
การปลุกกระแสวินเทจในยุคทศวรรษปี 2020 ที่เราเรียกว่า Vintage Renaissance ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Retro-Chic คือคนรุ่นใหม่เริ่มเบื่อนาฬิกาสปอร์ตเหล็กที่ดูเหมือนๆ กันไปหมด และหันมาหาความหรูหราแบบที่ดูวินเทจและมีคลาส และโหยหาแฟชั่นที่มีรากฐานประวัติศาสตร์ ซึ่งนาฬิกาทั้ง 5 เรือนต่างเป็นตัวแทนของยุค Vintage Renaissance หรือนาฬิกายุคใหม่ที่นำจิตวิญญาณแห่งอดีตมาปฏิวัติวงการในช่วงทศวรรษ 2020 นี้ โดยเน้นงานช่างฝีมือระดับสูงและมีการนำดีไซน์ที่เกือบหายสาบสูญกลับมาผลิตใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง หลายแบรนด์เริ่มนำสิ่งที่เป็นรากเหง้ามาตีความใหม่
นี่จึงไม่ใช่การ ‘คิดค้นสิ่งใหม่’ แต่เป็นการ ‘ขัดเกลารากเหง้าเดิม’ ให้สมบูรณ์แบบในบริบทปัจจุบัน
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา
Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร
กลไกทรงพลังที่ส่งมอบพลังงานสู่ความเที่ยงตรงสูงสุด

