ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Date:

จุดกำเนิดของทองคำบนนาฬิกาข้อมือ ไปจนถึงวันที่อุตสาหกรรมนาฬิกาต้องปรับตัวตามราคาทอง

ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหนนาฬิกาที่ทำจากทองคำคือสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง ยิ่งถูกเพิ่มคุณค่าด้วยกับงานช่างฝีมือที่ช่วยสลักเสลาให้เรือนเวลาที่ทำจากวัสดุเปล่งประกายสุกปลั่งกลายเป็นงานศิลปะชั้นเลิศ คุณค่าและมูลค่าของทองคำเมื่อถูกนำมาผลิตเป็นเรือนเวลาจึงยิ่งทวีค่าสูงขึ้นหลายเท่าตัว ยิ่งในช่วงที่ราคาทองในตลาดโลกทะยานสูงทะลุเพดานยิ่งทำให้ใครๆ หันมาจับตามองนาฬิกาที่ทำจากวัสดุล้ำค่าชนิดนี้แบบตาไม่กระพริบว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมนาฬิกาอย่างไรบ้าง ทองคำกับนาฬิกากลายเป็นวัสดุ perfect match ได้อย่างไร และทุกวันนี้วัสดุล้ำค่าชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในแวดวงนาฬิกาในรูปแบบใดบ้าง เราจะมาค้นหาคำตอบไปด้วยกัน 

นาฬิกาข้อมือทองคำยุคแรกเริ่ม

ก่อนอื่นขออนุญาตข้ามไทม์ไลน์ของนาฬิกาพกและนาฬิกาตั้งโต๊ะทั้งหลายที่ใช้วัสดุทองในการผลิตมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 มายังนาฬิกาข้อมือที่มีวัสดุทองคำเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเรือนแรก นั่นก็คือผลงานที่ Abraham-Louis Breguet สร้างสรรค์ให้กับลูกค้าประจำคนสำคัญระดับ vvip อย่างองค์ราชินีแห่งเนเปิลส์ พระราชินีผู้มีพระสิริโฉมงดงาม และเป็นนักสะสมนาฬิกาตัวยง พระนางครอบครองนาฬิกาตั้งโต๊ะและนาฬิกาพกถึง 34 เรือนด้วยกันเลยทีเดียว 

ด้วยความหลงใหลในนาฬิกาอย่างสุดหัวใจ และคงจะเป็นธรรมชาติของสตรีที่ต้องการสวมใส่เครื่องประดับงดงามชิ้นโปรดไว้คู่กาย คำสั่งให้ Breguet ผลิตนาฬิกาข้อมือจึงได้บังเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 1810 ให้ช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ผู้นี้ออกแบบและผลิตนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลกภายใต้รหัสหมายเลข 2639 โดยคำสั่งที่พบในจดหมายเหตุในกรุงปารีสยังระบุว่า ราชินีแห่งเนเปิลส์ได้สั่งทำนาฬิกาพิเศษสองเรือน ได้แก่ นาฬิกา carriage แบบแกรนด์คอมพลิเคชันในราคา 100 หลุยส์ และนาฬิการีพีทเตอร์สำหรับสวมข้อมือราคา 5,000 ฟรังก์ นาฬิกาที่ผลิตขึ้นตามคำสั่งดังกล่าวเป็นนาฬิการีพีทเตอร์ทรงวงรีที่บางเป็นพิเศษ พร้อมกลไกซับซ้อน ติดตั้งอยู่บนสายรัดข้อมือที่ทำจากเส้นผมถักร่วมกับเส้นทองคำ นับเป็นนาฬิกาที่มีโครงสร้างแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนและรังสรรค์ขึ้นด้วยความประณีตสูงสุด 

อย่างไรก็ตามด้วยความที่ไม่เคยมีใครได้เห็นภาพเรือนจริงของนาฬิการีพีทเตอร์ทองคำเรือนดังกล่าวทำให้นาฬิกาข้อมือเรือนทองเรือนแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้มีการผลิตขึ้นจริงคือ นาฬิกาข้อมือทองคำ Ref. 27368 ที่ทาง Patek Philippe ผลิตให้กับเคานต์เตส Koscowicz แห่งฮังการี ในปี 1868 ซึ่งจัดว่าเป็นนาฬิกาที่งดงามและวิจิตรบรรจงในทุกรายละเอียด ด้วยตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมแบบ hunter ทำจากเยลโลว์โกลด์ มาพร้อมฝาหลังแบบบานพับ ใช้ระบบขึ้นลานและตั้งเวลาด้วยกุญแจ หน้าปัดเคลือบอีนาเมลสีขาว แสดงค่าเวลาด้วยตัวเลขหลักชั่วโมงแบบ Breguet และเข็มทรง Poire ทำจากสตีลสีน้ำเงิน ฝาปิดด้านนอกเคลือบอีนาเมลสีดำ และประดับด้วยเพชรเจียระไนแบบ rose-cut ทุกวันนี้จัดแสดงอยู่ ณ Patek Philippe Museum

ยุคทองของนาฬิกาทองคำ

ความเฟื่องฟูในด้านดีไซน์ในสไตล์อาร์ตเดโค ที่แสดงตัวตนชัดเจนด้วยเส้นสายเรขาคณิตถ่ายทอดผ่านวัสดุล้ำค่าอย่างทองคำ และโลหะมีค่าอื่นๆ เดินหน้าควบคู่ไปกับไลฟ์สไตล์หรูหราฟู่ฟ่าของเหล่า flappers ในยุค Roaring 20s ที่การปาร์ตี้และการสวมใส่เครื่องประดับล้ำค่าเป็นเครื่องแสดงสถานะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของชนชั้นสูง นาฬิกาข้อมือตัวเรือนทองทรงเหลี่ยม ทรงแปดเหลี่ยม ไปจนถึงทรงตอนโน ที่ทำหน้าที่ประหนึ่งกำไลหรือสายสร้อยข้อมือกลายเป็นที่นิยม 

Vintage Vacheron Constantin American 1921 Ref. 11032F-1919

ตัวอย่างของนาฬิกาที่สะท้อนตัวตนของนาฬิกาทองในยุคที่ศิลปะและความฟุ้งเฟ้อผสานเข้าด้วยกันอย่างเปี่ยมรสนิยม ขอยกให้กับ Cartier Tank ปี 1917 ต้นแบบตัวเรือนทรงเหลี่ยมแรงบันดาลใจจากรถถังที่พลิกโฉมหน้าวงการนาฬิกาให้เดินออกจากกรอบวงกลมสู่รูปทรงแปลกใหม่ หรือนาฬิกาไซส์ใหญ่แต่ตัวตนชัดอย่าง Vacheron Constantin American 1921 คือนาฬิกาที่แสดงความสนุกสนานขี้เล่นในยุค 20s และคำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งานในเวลาเดียวกัน ผ่านเลย์เอาท์การวางหน้าปัดแบบเฉียง เม็ดมะยม ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกาตรงกับขอบมุมนาฬิกาทรงคุชชันพอดี รุ่นดั้งเดิมตัวเรือนทองมาพร้อมสายเมชเส้นทองถักคือความหรูหราในแบบฉบับอาร์ตเดโคถึงขีดสุด จนกระทั่งหลังจากนั้นไม่นานควันหลงความฟู่ฟ่าจากยุค 20s ก็เริ่มจางหายเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการ นาฬิกากลายเป็นเครื่องมือทางการทหารมากกว่าเครื่องแสดงสถานะและรสนิยม วัสดุโลหะที่มีราคาถูกกว่าและมีความแข็งแกร่งกว่าทองจึงเข้ามาแทนที่       

อย่างไรก็ตามคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อโลกกลับมาเริงร่าได้อีกครั้งความหรูหราของวัสดุทองก็คืบคลานเข้ามาเติมประกายให้กับข้อมือ นาฬิกาเรือนทองกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งในช่วงปี 1950s – 1970s ซึ่งเป็นยุคที่นาฬิกาทำจากเยลโลว์โกลด์สีสุกปลั่งได้รับความนิยมอย่างสูงกลายเป็นเครื่องแสดงสถานะและบ่งบอกสไตล์เฉพาะตัวได้อย่างเหมาะเจาะ และในยุคมิดเซนจูรี่ที่งานดีไซน์กำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุด ควบคู่กันไปกับการแข่งขันกันพัฒนากลไกในแบรนด์นาฬิกาต่างๆ ที่เป็นไปอย่างเข้มข้นในยุคที่วิกฤตควอตซ์กำลังคืบคลานเข้ามา ทำให้นาฬิกาที่ถือกำเนิดในยุคนี้ครองความเป็นเลิศรอบด้าน นาฬิกาเรือนทองคำหลายรุ่นได้ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นนาฬิกาที่ครองใจเหล่านักสะสมมาจวบจนถึงทุกวันนี้ที่ใครๆ ต่างก็พากันหันมาสนใจนาฬิกาวินเทจเรือนทองที่เกิดขึ้นในยุคทองของงานดีไซน์และกลไกจักรกล 

Piaget Polo คือหนึ่งในนาฬิกาเรือนทองที่เป็นตัวแทนยุคสมัยนั้นได้อย่างแจ่มชัด เพราะมันคือผลผลิตในปี 1979 ภายหลังจากที่โลกนาฬิกากำลังเผชิญกับวิกฤตควอตซ์ แต่ Piaget ที่มุ่งมั่นผลิตนาฬิกาทองคำมาตั้งแต่ปี 1969 ยังคงเดินหน้าพัฒนาความเชี่ยวชาญในงานทองของเมซงอย่างไม่หวั่นไหวไปกับกระแส ด้วยการสร้างสรรค์ Piaget Polo นาฬิกาตัวเรือนและสายทองคำ ที่สื่อถึงไลฟ์สไตล์หรูหราในแบบที่ Yves Piaget ผู้ก่อตั้งเมซงคุ้นเคย ผสานเข้ากับความชื่นชอบในการขี่ม้าอันเป็นหนึ่งในกิจกรรมโปรดของเขา ดีไซน์อันเป็นอมตะของ Polo ทำให้เมื่อถูกพลิกฟื้นกลับมาในรุ่น Polo 79 ตัวเรือนเยลโกลด์ในปี 2024 ต่อยอดสู่รุ่น two-tone ที่เลือกใช้วัสดุไวท์โกลด์สลับกับข้อต่อเยลโลว์โกลด์ขัดเงา ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของเมซงเรียกว่า gadroon รองรับหน้าปัดทำจากทองคำแท้วัสดุเดียวกับตัวเรือน ดีไซน์ดังกล่าวยังคงสื่อสารกับยุคปัจจุบันได้ดี และต้องบอกว่าเส้นสายเรียบหรูของ Polo 79 ช่วยขับประกายเงางามของวัสดุล้ำค่าชนิดนี้ออกมาได้อย่างเต็มที่

เมื่อเข้าสู่ยุค 80s ยุคที่นาฬิกาควอตซ์ครองวงการอย่างเต็มตัว ยังคงมีนาฬิการุ่นหนึ่งที่พยายามผสานงานช่างฝีมือเข้ากับระบบควอตซ์ นั่นก็คือ Audemars Piguet ‘Bamboo’ นาฬิกาทองคำที่สร้างภาพจำได้อย่างง่ายดายด้วยขอบตัวเรือนและสายข้อต่อลายลำไม้ไผ่ร้อยต่อเข้าด้วยกันราวกับแพไม้ไผ่ ขับเคลื่อนด้วยระบบควอตซ์ทำให้ตัวเรือนที่มีขนาดเล็กตามแบบฉบับ dress watch ที่ถูกต้องอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ทำให้สามารถรักษาความเพรียวบางไว้ได้ ในช่วงปี 2025 นาฬิการุ่น Bamboo หวนคืนสู่กระแสนิยมอีกครั้ง และได้เข้ายึดครองพื้นที่สื่อบนข้อมือเซเลบริตี้แถวหน้าหลายต่อหลายคน กลายเป็นสัญลักษณ์ของการโหยหาอดีตในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มใส่ใจงานช่างฝีมือที่มีเอกลักษณ์และหาตัวจับยาก หรือมองในอีกนัยยะหนึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวอาจสื่อถึงการแสดงออกถึงความเป็นผู้รู้ลึกรู้จริง สวนทางกับกระแสที่ไหลไปตามโซเชียลมีเดียอันฉาบฉวยก็เป็นได้  


สัดส่วนของทองคำในนาฬิกา

ทุกวันนี้วัสดุทองที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมนั้นไม่ใช่ทองคำบริสุทธิ์ ที่อาจมีคุณสมบัติไม่เหมาะในการนำมาผลิตนาฬิกา เนื่องด้วยคุณสมบัติตามธรรมชาติของทองบริสุทธิ์นั้นอ่อนนุ่มเกินไป ทำให้อาจบิดเบี้ยวเสียรูปได้ง่าย หรืออาจเกิดริ้วรอยขีดข่วนได้ง่ายเช่นกัน การผสมวัสดุชนิดอื่นเข้าไปจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งทนทานให้นาฬิกาที่ทำจากโลหะมีค่าที่มีทองเป็นส่วนผสมหลัก ในขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในอีกทางหนึ่ง 

สัดส่วนของทองที่นิยมใช้เป็นวัสดุในการผลิตนาฬิกาส่วนใหญ่อยู่ที่ 9, 14 และ 18 กะรัต ซึ่งแต่ละชนิดมาพร้อมความแข็งแกร่งทนทานที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัสดุชนิดอื่นที่นำมาผสมผสานเข้าด้วยกัน การผสมวัสดุชนิดอื่นลงไปทำให้ได้อัลลอยที่มีสีสันแตกต่าง สามารถควบคุมและออกแบบโทนสีได้ตามต้องการได้ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้วงการนาฬิกาสามารถสร้างสรรค์สีทองในเฉดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ทองอมแดงอย่างเรดโกลด์ ทองอมชมพูกุหลาบสุดโรแมนติกอย่างพิงก์โกลด์ หรือเยลโลว์โกลด์สีทองอร่าม ไปจนถึงไวท์โกลด์ ทองคำสีขาวที่แยกได้ยากจากโลหะมีค่าชนิดอื่น

‘ทอง’ เฉดเฉพาะของแต่ละแบรนด์ 

Breguet Gold

Breguet Classique 7235

ในเมื่อเกือบจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือด้วยวัสดุทองเรือนแรกของโลก การที่ Breguet รังสรรค์วัสดุทองเฉดเฉพาะของแบรนด์เองจึงเป็นเรื่องเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง และทางแบรนด์เลือกตั้งชื่ออย่างตรงไปตรงมาและแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจว่า ‘Breguet Gold’ วัสดุทองอมชมพูเฉดสีอบอุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจจากทองคำที่ช่างทำนาฬิกาในศตวรรษที่ 18 ใช้ โดยยึดตามแนวทางของ Abraham-Louis Breguet ในยุคนั้น

วัสดุทองคำ 18 กะรัตของ Breguet ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นภายในเวิร์กช็อปของแบรนด์เอง โดยมีส่วนประกอบของทองคำบริสุทธิ์ 75% ผสมผสานเข้ากับเงิน ทองแดง และพัลลาเดียม ซึ่งนอกจากมอบความแวววาวแล้วยังคงทนต่อการเปลี่ยนสีและมีความเสถียรในระยะยาว ช่วยคงความบริสุทธิ์และความงดงามของพื้นผิวในระยะยาว ซึ่งทาง Breguet ยังให้ความสำคัญกับการตกแต่งพื้นผิวที่ช่วยขับประกายของทองเฉดสีเฉพาะได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นาฬิการุ่นสำคัญที่ถ่ายทอดประกายเฉดเฉพาะของ Breguet Gold 18 กะรัตออกมาได้อย่างงดงามวิจิตร คงต้องยกให้กับรุ่น Classique 7235 หนึ่งในนาฬิกาที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 125 ปีของแบรนด์ นอกจากจะนำวัสดุล้ำค่าเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์มารังสรรค์ขึ้นเป็นตัวเรือนแล้ว หน้าปัดลวดลาย ‘Quai de l’Horloge’ ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิค guilloche รวมถึงดวงจันทร์ที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา ซึ่งถอดแบบมาจากนาฬิกาหมายเลข N°5 ในปี 1794 ยังทำขึ้นจาก Breguet gold เช่นเดียวกัน

Omega – Bronze Gold

ทองประกายเหลือบชมพูระเรื่อ (แต่เข้มกว่าพิงก์โกลด์) เจือด้วยกลิ่นอายวินเทจนิดๆ คือวัสดุบรอนซ์โกลด์ของ Omega ที่กำลังรอจดสิทธิบัตรอยู่ โลหะล้ำค่าชนิดนี้เกิดขึ้นจากส่วนผสมของทองคำ 37.5% ( 9 กะรัต) พัลลาเดียม และเงิน คุณสมบัติเด่นของบรอนซ์โกลด์ไม่ได้มีเพียงแค่ประกายสีอบอุ่นที่เติมเข้ามา แต่ยังเด่นในด้านทนทานต่อการกัดกร่อน ไม่เกิดสนิมเขียวได้ง่าย แต่คงความเป็นพาติน่าโดยธรรมชาติ และคงความเงางามได้ยาวนาน  

Omega Seamaster 300 ตัวเรือนบรอนซ์โกลด์

นาฬิการุ่น Seamaster 300 คือตัวอย่างของการนำบรอนซ์โกลด์มาใช้ได้อย่างกลมกล่อม ด้วยตัวเรือนบรอนซ์โกลด์รับกับโทนสีน้ำตาลเข้มของหน้าปัดบรอนซ์ที่มาพร้อมพาติน่า ขอบตัวเรือนเซรามิกสีน้ำตาลมาพร้อมสเกลดำน้ำเคลือบสารเรืองแสง เมื่อทุกองค์ประกอบถูกจับคู่กับวัสดุบรอนซ์โกลด์ยิ่งทำให้ประกายเปล่งปลั่งของโลหะล้ำค่าชนิดนี้เผยเสน่ห์ในตัวเองออกมาโดยธรรมชาติ   

Audemars Piguet – Sand Gold

เฉดสีทองอมชมพูอ่อนระเรื่อที่ให้ความรู้สึกร่วมสมัยไปในตัว คือหนึ่งในนวัตกรรมล้ำสมัยในเชิงวัสดุศาสตร์ที่ทาง Audemars Piguet พัฒนาขึ้น โดยใช้ส่วนผสมของทองคำ 18 กะรัต หลอมรวมเข้ากับทองแดงและพัลลาเดียมในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ทำให้ได้เฉดสีทองอมชมพูแกมขาวที่ล้อเล่นกับแสงและเงาที่ตกกระทบได้อย่างมีชั้นเชิง นาฬิการุ่นที่ใช้วัสดุชนิดนี้ยังผลิตออกมาเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือรุ่น Royal Oak Selfwinding Flying Tourbillon Ref. 26735SG.OO.1320SG.01 ที่ใช้วัสดุแซนด์โกลด์ตั้งแต่ตัวเรือนจรดสายนาฬิกา เช่นเดียวกับสะพานจักรเจาะโครงโปร่งและเมนเพลตของคาลิเบอร์ 2972 นาฬิกาโครงสร้างซับซ้อนรุ่นนี้สามารถถ่ายทอดประกายเฉดใหม่ของวัสดุแซนด์โกลด์ให้เห็นถึงความแตกต่างได้อย่างเต็มตา 

อีกหนึ่งรุ่นที่เผยให้เห็นประกายอันแปลกตาของแซนด์โกลด์ได้อย่างชัดเจนคือ Code 11.59 Selfwinding Flying Tourbillon Ref. 26665SG.ZZ.D209CR.01 ซึ่งนับเป็นการยกระดับวัสดุทองคำเฉดเฉพาะนี้ไปอีกขั้น เนื่องด้วยการประดับเพชรรอบขอบหน้าปัดจำนวน 235 เม็ดที่ช่วยขับประกายสว่างเจิดจ้าให้กับตัวเรือน และด้วยความที่นาฬิการุ่นนี้บรรจุคาลิเบอร์ใหม่รหัส 2968 การเลือกใช้ตุ้มถ่วงน้ำหนักทำจากแซนด์โกลด์จึงช่วยเสริมความพิเศษเฉพาะตัวให้กับ Code 11.59 รหัสนี้ได้อย่างไม่เหมือนใคร 

Hublot – Magic Gold

หากพิจารณาดูดีๆ จะเห็นได้ว่า เมจิกโกลด์เป็นวัสดุทองให้เฉดสีที่ดูหม่นกว่า และไม่ได้เปล่งประกายล้อแสงอย่างสนุกสนานในแบบที่วัสดุที่มีส่วนผสมของทองคำชนิดอื่นเป็น แต่คุณสมบัติที่ทำให้เมจิกโกลด์ของ Hublot โดดเด่นเหนือใครคงเป็นคุณสมบัติความแข็งแกร่งทนทานกว่าใครเพื่อน เพราะวัสดุทองคำ 18 กะรัตชนิดนี้ทนทานต่อรอยขีดข่วนต่างๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ 

Hublot Square Bang Unico ขอบตัวเรือนเมจิกโกลด์

ด้วยกระบวนการหลอมที่เกิดขึ้นโดยการอัดแทรกเซรามิกโบรอนคาร์ไบด์ด้วยทองคำบริสุทธิ์ 24 กะรัต ภายใต้แรงดันและอุณหภูมิสูง โดยทองคำจะเข้าไปเติมเต็มโครงสร้างรูพรุนของโบรอนคาร์ไบด์ จนเกิดเป็นวัสดุคล้ายโลหะผสมชนิดหนึ่ง กลายมาเป็นเมจิกโกลด์ที่ไม่ได้โดดเด่นด้วยประกายสุกปลั่ง แต่คงทนเหมาะสำหรับการนำมาใช้ในนาฬิกาสปอร์ตหรูอย่าง Big Bang Unico หรือ Square Bang ที่มีการผสมผสานวัสดุอื่นๆ อย่างเซรามิก หรือการจับคู่กับสายนาฬิกายางที่ทำให้วัสดุเมจิกโกลด์ดูเป็นวัสดุทองที่ให้ความรู้สึกเท่หรูในรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเอง

ราคาทองกับการปรับตัวของวงการนาฬิกา

ณ นาทีที่เรากำลังพิมพ์บทความนี้อยู่ราคาทองอยู่ที่ราว 66,000 บาท/บาท ซึ่งเป็นราคาที่ตกลงมาหลังจากทะยานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และหากไล่ย้อนหลังดูก็จะพบว่า ราคาทองสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อปี 2025 หากถามว่าในเมื่อราคาทองสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อวงการนาฬิกาที่ใช้วัสดุชนิดนี้ในการผลิตนาฬิกาเป็นหลักบ้าง ก็ต้องบอกว่าหลายๆ แบรนด์มีการปรับตัวในวิถีที่แตกต่างกันไป แน่นอนว่า การขึ้นราคาขายปลีกอันเนื่องมาจากราคาต้นทุนวัสดุสูงขึ้นเป็นเรื่องที่แบรนด์ที่ใช้วัสดุทองเป็นตัวเอกจำต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นาฬิการุ่นยอดนิยมบางรุ่นจำต้องปรับราคาขายปลีกสูงขึ้นถึง 50 – 60% ซึ่งถ้าหากราคาทองคำยังไม่มีแนวโน้มว่าจะคงที่ได้ในเร็ววันนี้ การปรับทิศทางของแบรนด์นาฬิกาน่าจะต้องทบทวนแนวทางรับมือใหม่อีกครั้ง

การรังสรรค์อัลลอยใหม่ๆ ที่มีสัดส่วนการใช้ทองคำลดลง แต่เพิ่มสัดส่วนวัสดุอื่นๆ เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายแบรนด์นิยมทำ เพื่อให้นาฬิกายังคงเข้าถึงได้ไม่ยากเกินไปนัก และในอีกแง่หนึ่งมันยังเป็นการสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในเชิงวัสดุและดีไซน์ สร้างความสดใหม่ให้กับนาฬิการุ่นไอคอนิกที่ไม่มีใครกังขาเรื่องคุณภาพของกลไกอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ทั้งยังเป็นการเสริมคุณสมบัติด้านความทนทานเข้ามาทดแทนได้ด้วย นี่จึงเป็นทางเลือกที่น่าพิจารณาทีเดียว 

Girard-Perregaux Laureato FIFTY กับการเลือกผสมผสานสองวัสดุบริเวณข้อสายกลาง ขอบตัวเรือน และเม็ดมะยม โดยใช้เทคนิค gold cap บริเวณข้อสายกลาง

อีกแนวทางที่หลายแบรนด์นิยมใช้คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้วัสดุทองในสัดส่วนที่น้อยลง แต่ยังคงความหรูหราของวัสดุชนิดนี้ไว้ได้ ด้วยการใช้รูปแบบ two-tone หรือสองกษัตริย์ ที่สามารถนำวัสดุทองมาใช้ควบคู่กับสตีล โดยอาจเลือกใช้ทองเฉพาะในส่วนขอบตัวเรือน หรือข้อกลางสาย รวมถึงอีกหนึ่งทางเลือกในการปรับใช้วัสดุล้ำค่าชนิดนี้ได้แก่ การชุบทอง (gold plated) หรือครอบทอง (gold cap) ซึ่งแบรนด์ใหญ่ๆ บางแบรนด์ได้ใช้แนวทางนี้มานานแล้ว แต่ถ้าถามว่าการชุบทองหรือการครอบทองมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร คงต้องบอกว่า การชุบทองชั้นบางเหนือวัสดุโลหะนั้นอาจทำให้เกิดการหลุดลอกได้ หรือสีซีดจางลงไปจากเดิมได้เมื่อเผชิญกับสภาวะต่างๆ เทคโนโลยีการชุบทองในปัจจุบันนั้นก้าวหน้าไปมากแล้ว นาฬิกาชุบทองของแบรนด์นาฬิกาชั้นนำในทุกวันนี้จึงไม่หลุดลอกได้โดยง่าย ส่วนการครอบทองนั้นเป็นการนำแผ่นทองแท้ที่มีความหนากว่าทองที่ใช้ในการชุบ โดยนำแผ่นทองมาหุ้มโลหะด้วยการอัดหรือเชื่อมเข้ากับแผ่นโลหะโดยตรง ซึ่งการครอบนั้นให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าการชุบ สีไม่หลุดลอกซีดจางได้ง่าย และให้ผิวสัมผัสใกล้เคียงกับทองแท้  

แต่ถึงแม้ว่าราคาทองจะทะยานขึ้นสูงเพียงไร ทองคำก็ยังคงเป็นวัสดุสำคัญในอุตสาหกรรมนาฬิกา และคงไม่ถูกลดบทบาทลงไปได้ง่ายๆ เพราะยิ่งโลกโหยหาความรุ่งเรืองและรุ่มรวยในงานช่างฝีมือที่เครื่องจักรไม่อาจเลียนแบบได้มากขึ้นเท่าไร ทองคำก็ยังคงเป็นวัสดุชั้นดีที่ถ่ายทอดผลงานศิลปะบนเรือนเวลาได้อย่างงดงาม ทรงคุณค่า และทวีมูลค่า ไม่ว่าจะกาลเวลาที่ผ่านไปกี่ยุคสมัยก็ตามที 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

The Game Changers – ว่าด้วยนาฬิกาที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการนาฬิกาและนำพาศาสตร์แห่งการบอกเวลาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

ไขปริศนาศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกายุคโบราณผ่านโปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre ครั้งล่าสุดของ Ferdinand Berthoud

Breguet ฉลองครบรอบ 250 ปีอย่างยิ่งใหญ่ด้วยผลงานร่วมสมัยที่เป็นตัวแทนประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า

Share post:

More like this

นาฬิกาพกกำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง แต่เราเคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้วไม่ใช่หรือ?

คำแนะนำของเราคือ จงโอบรับกระแสนี้ในฐานะการชื่นชมศาสตร์แห่งเรือนเวลา มากกว่าการตามแฟชั่น เพราะเสน่ห์ที่แท้จริงของนาฬิกาพกอยู่ที่คุณค่าทางประวัติศาสตร์ งานช่างฝีมือ และความซับซ้อนทางกลไกอันน่าทึ่ง WORDS: Nick Scott นาฬิกาพก แผ่นเสียงไวนิล เครื่องพิมพ์ดีด...

สำรวจเบื้องหลังหนึ่งในนาฬิกาไอคอนแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านมุมมองของผู้กำกับการสร้างสรรค์ผู้สานต่อจิตวิญญาณและนวัตกรรมของ Chanel Watchmaking

บทสัมภาษณ์ Arnaud Chastaingt ผู้อำนวยการฝ่าย Chanel Watch Creation Studio มีนาฬิกาเพียงไม่กี่รุ่นที่สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการนาฬิการ่วมสมัยได้อย่างแท้จริง และ...

Minute Repeater Flying Bridges แกรนด์คอมพลิเคชันที่บอกเล่า 235 ปีแห่งงานช่างของ Girard-Perregaux

Minute Repeater Flying Bridges แกรนด์คอมพลิเคชันล่าสุดของ Girard-Perregaux  สัญลักษณ์ของจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาตลอดกว่า 235 ปี  “Never...

4 ผลงานกลไกซับซ้อนของ A. Lange & Söhne ที่นักสะสมทุกคนควรรู้จัก

นับตั้งแต่ Ferdinand Adolph Lange ก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาในปี 1845 และ Walter Lange...