นี่คือเรื่องราวของเส้นทางแห่งเรือนเวลาและอัญมณี ผ่านตำนานการเดินทางของ Chopard
หากพูดถึงแบรนด์เรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว Chopard คือหนึ่งในชื่อที่โดดเด่นที่สุดในโลกแห่งความหรูหรา แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าความยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากตระกูลใดตระกูลหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการเดินทางข้ามยุคสมัยและการบรรจบกันของสองตระกูลช่างฝีมือผู้ยิ่งใหญ่

ยุคก่อตั้งเรือนเวลาและความแม่นยำ
1860 – 1937
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ณ Sonvilier สวิตเซอร์แลนด์ ในปี 1860 เมื่อ Louis-Ulysse Chopard ช่างทำนาฬิกาวัยเพียง 24 ปี ก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาพกความแม่นยำสูง เขาเน้นสร้างสรรค์นาฬิกาที่บางและเที่ยงตรงจนได้รับความไว้วางใจจากสถาบันระดับชาติอย่างการรถไฟสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย จนกระทั่งในปี 1937 ตระกูล Chopard ได้ย้ายฐานการผลิตสู่เจนีวา ศูนย์กลางการทำนาฬิการะดับโลก

เขาตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าลูกค้าของเขากำลังมองหานาฬิกาพกที่บางเฉียบและมีความแม่นยำสูงมาก เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน





ซึ่ง Paul-André Chopard (1898-1968) หลานชายของ Louis-Ulysse ยังคงสืบทอดมรดกของครอบครัวต่อไป
คู่ขนานจากเยอรมนีสู่การฝ่าฟันสงคราม
1890 – 1958
อีกฝั่งหนึ่งในเยอรมนี Karl Scheufele I เด็กกำพร้าที่เติบโตมาจนกลายเป็นช่างทองฝีมือดี ได้ก่อตั้งบริษัท Eszeha ในปี 1904 เชี่ยวชาญด้านเครื่องประดับและนาฬิกาประดับอัญมณี แม้ภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 จะทำลายโรงงานในเมือง Pforzheim จนราบคาบ แต่ Karl Scheufele II ก็ลงมือบูรณะโรงงานขึ้นใหม่ในเวลาเพียงสองปี ก่อนจะส่งต่อกิจการให้ Karl Scheufele III ผู้เป็นลูกชาย


ปี 1958: คาร์ล เชอเฟเลที่ 2 เกษียณอายุในปี 1958 โดยมอบหมายโรงงานและพนักงาน 35 คนให้แก่ลูกชายวัย 20 ปีของเขา ซึ่งเป็นช่างทองและช่างทำนาฬิกา และแต่งงานกับคาริน รูฟเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านั้น
จุดบรรจบของสองตระกูลและการปฏิวัติงานดีไซน์
1963 – 1978
ปี 1963 โชคชะตาพาให้ Karl Scheufele III ได้พบกับ Paul-André Chopard และตกลงซื้อขายกิจการ Chopard เพื่อผสานศาสตร์แห่งเรือนเวลาเข้ากับศิลปะเครื่องประดับอย่างลงตัว
ความหลงใหลและจินตนาการนี้นำไปสู่การเปิดตัวนวัตกรรมเพชรเต้นรำได้หรือ Happy Diamonds ในปี 1976 ซึ่งเปลี่ยนโฉมนาฬิกาประดับเพชรรูปแบบเดิมไปอย่างสิ้นเชิง ตามด้วยการสร้างโรงหลอมทองของตนเองในปี 1978 เพื่อควบคุมคุณภาพอัลลอยด์ในทุกชิ้นงาน


วิสัยทัศน์คนรุ่นใหม่และไอคอนระดับโลก
1980 – 1998
ทายาทรุ่นใหม่อย่าง Karl-Friedrich และ Caroline Scheufele เข้ามากำหนดทิศทางใหม่ให้แบรนด์ เริ่มจากนาฬิกาสปอร์ตหรูรุ่น St. Moritz ในปี 1980 และการเป็นพันธมิตรรถแข่งโบราณ Mille Miglia ในปี 1988 ฝ่าย Caroline นำพาแบรนด์เข้าสู่โลกเครื่องประดับด้วย Happy Clown ในปี 1985
ก่อนจะรังสรรค์ Happy Sport ในปี 1993 ผสานสแตนเลสสตีลเข้ากับเพชรหมุนวน เกิดเป็นสไตล์ Sporty-Chic ที่ครองใจคนทั่วโลก พร้อมกับตอกย้ำภาพลักษณ์ความเรียบหรูด้วยการเป็นพันธมิตรหลักกับเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ตั้งแต่ปี 1998

บุตรชายของคารินและคาร์ล เชอเฟเลที่ 3 จึงออกแบบนาฬิกา St. Moritz Swiss: นาฬิกาสปอร์ตหรูหราสง่างามที่ผลิตจากเหล็กกล้า ซึ่งดูดีมีสไตล์ในทุกสถานการณ์


การยกระดับกลไกชั้นสูงและพันธกิจแห่งความยั่งยืน
1996 – ปัจจุบัน
Chopard ก่อตั้ง Chopard Manufacture ในปี 1996 เพื่อรังสรรค์กลไกอินเฮาส์ระดับไฮเอนด์ เช่น L.U.C Quattro และเรือนเวลากลไก Minute Repeater ซับซ้อนสูงอย่าง L.U.C Full Strike
นอกจากนี้แบรนด์ยังเดินหน้าสู่ความยั่งยืนเต็มตัวผ่านโครงการ Journey to Sustainable Luxury ในปี 2013 และการประกาศใช้ทองคำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% ในปี 2018 พร้อมนำเรือนเวลาในตำนานมาตีความใหม่เป็น Alpine Eagle ในปี 2019 และคอลเลกชัน My Happy Hearts ในปี 2022


ทำให้มีพลังงานสำรองที่ยอดเยี่ยมถึงเก้าวัน


ตลอดระยะเวลากว่า 160 ปี Chopard ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การผสานระหว่างมรดกทางประวัติศาสตร์ ความประณีตของช่างฝีมือ และความกล้าที่จะคิดค้นสิ่งใหม่ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างามในฐานะหนึ่งในผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาและอัญมณีชั้นสูงที่เป็นเอกเทศที่สุดในโลกจนถึงทุกวันนี้
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สานต่อตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรู

