ตำนานบทใหม่แห่งนาฬิการะดับไอคอนสู่แนวคิดนอกกรอบที่โดดเด่นท้าทายทุกสายตา
ภาพจำของ Royal Oak Offshore ย่อมเป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ต่อยอดจากรุ่นพี่อย่าง Royal Oak ที่ถือกำเนิดในช่วงยุค 70s มาสู่รุ่นน้องในไลน์ Royal Oak Offshore ที่เสริมความสปอร์ตสุดขั้วเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัวที่จะโดดเด่น ประกอบกับจิตวิญญาณหนุ่มนักแล่นเรือสายปาร์ตี้ที่หล่อหลอมตัวตนของ Royal Oak Offshore รุ่นแรกที่แจ้งเกิดในปี 1993 ทำให้นาฬิกาสปอร์ตมาดเท่รุ่นนี้เปรียบได้กับหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ยุค ออร่าเฉพาะตัวของเขาก็ยังคงฉายชัด ดังที่ได้เห็นใน Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph เจเนอเรชันล่าสุดในปี 2026 นี้
สานต่อตำนานนาฬิกาสปอร์ตหรู

ตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1972 อย่าง Royal Oak ครองความหล่อเท่ที่มาในตัวเรือนสตีลพร้อมขอบตัวเรือนแปดเหลี่ยมและสายนาฬิกาแบบอินทิเกรตมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงยุค ‘70s ช่วงเวลาที่ผู้คนสนุกกับการใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง การมีนาฬิกาโลหะที่ราคาสูงยิ่งกว่าทองจึงเป็นความฟู่ฟ่าที่จำเป็นในสมัยนั้น
หลังจาก Royal Oak ถูกแปลงโฉมปรับรูปแบบมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการปรับขนาดให้เล็กลง แต่งเติมประกายด้วยอัญมณีนานาชนิด ยกระดับความหรูหราด้วยวัสดุโลหะล้ำค่า แตกรุ่นแยกย่อยออกมามากถึง 129 รุ่น มาจนถึงปลายยุค ‘80s ปาร์ตี้ยังไม่เลิกราง่ายๆ
แต่ครั้นจะสนุกสนานในรูปแบบเดิมๆ ก็คงผิดวิสัยนาฬิกาของหนุ่มรวยเสน่ห์อย่าง Royal Oak ตำนานบทนี้จึงต้องการความสดใหม่เข้ามาเสริมเสน่ห์เฉพาะตัวให้ยังเปี่ยมมนตร์ขลังอยู่ในทุกยุคสมัย ในที่สุดตัวเปลี่ยนเกมที่เข้ามาเสริมทัพตระกูล Royal Oak ให้แข็งแกร่งจึงได้ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ชื่อ ‘Royal Oak Offshore’
การถือกำเนิดของ Royal Oak Offshore เกิดขึ้นเมื่อ Steve Urquhart Co-CEO แห่ง Audemars Piguet ณ ช่วงเวลานั้น ทาบทามให้นักออกแบบฝีมือฉกาจอย่าง Emmanuel Gueit ทายาทนักออกแบบนาฬิการะดับตำนานผู้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการออกแบบนาฬิกา ดีไซเนอร์หนุ่มไฟแรงได้รับอิสระในการออกแบบรุ่นน้องของ Royal Oak อย่างเต็มที่ และเขาก็พรั่งพรูไอเดียต่างๆ ผ่านแบบร่างอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนกระทั่งได้ภาพสเก็ตช์ชุดแรกของ Royal Oak Offshore จำนวนหกแบบด้วยกันในวันที่ 19 เมษายน 1989
“ไอเดียของผมคือทำให้มันใหญ่และหนา ในเวลานั้นผู้หญิงเริ่มซื้อนาฬิกาผู้ชายมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงคิดว่า ‘พวกเธอกำลังยึดเครื่องประดับของเราไป เราต้องทำบางอย่างที่พวกเธอใส่ไม่ได้’ ดังนั้นผมจึงขยาย Royal Oak ให้ใหญ่ขึ้น ขยายรายละเอียดต่างๆ และทำให้มันดูแมนสุดขีด”
Emmanuel Gueit
ตัวตนของนาฬิการุ่นใหม่ที่ปลุกปั้นมานานมีคาแร็กเตอร์โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะขนาดตัวเรือน 42 มม. พร้อมความหนา 16 มม. อันแสนสะดุดตา องค์ประกอบอื่นๆ ก็ถูกขับเน้นให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปะเก็น เม็ดมะยมเคลือบยางสีสันหลากหลาย ข้อต่อและหมุดทรงโค้งมน ทั้งยังมีการทดลองเสริมกระจกคริสตัลด้วยเลนส์ขยายขนาดใหญ่สำหรับขยายหน้าต่างวันที่ หนึ่งในการทดลองครั้งสำคัญเกิดจากไอเดียของ Jacques Piguet โดยเขาเสนอให้เพิ่มฟังก์ชันโครโนกราฟให้กับ Royal Oak Offshore ซึ่งเป็นสิ่งที่รุ่นพี่อย่าง Royal Oak ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่ปูรากฐานความสปอร์ตให้กับนาฬิการุ่นนี้
อย่างไรก็ตามการทดลองยังคงไม่เสร็จสมบูรณ์โดยง่าย และทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีแรงต้านเสมอ Royal Oak เวอร์ชันใหญ่แบบไม่เกรงใจใครจึงได้รับการคัดค้านอยู่ไม่น้อย แต่เจ้าของแบบร่างอย่าง Gueit ไม่ยอมหยุดเพียงแค่นั้นเขามุ่งมั่นเสริม เติม แต่ง สิ่งที่เขาคิดว่า ‘ใช่’ ลงไป ในปี 1991 เขาออกแบบ Royal Oak Offshore เวอร์ชันใหม่อีกสามแบบพร้อมสายโลหะ และต่อมาไม่นานก็เพิ่มรุ่นสายหนังเข้ามาสมทบ
จนกระทั่งการทดลองมาบรรจบกับความลงตัว ใน Royal Oak Offshore รุ่น 25721 ที่เปิดตัวในงาน Basel Fair เดือนเมษายน 1993 โดยมาในตัวเรือนขนาด 42 มม. ความหนา 14.05 มม. พร้อมปะเก็นกันน้ำขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากขอบตัวเรือนอย่างไม่คิดจะหลบซ่อนจากสายตาใคร ตัวเรือนกันน้ำได้ 100 เมตรมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะมีการติดตั้งกลไกโครโนกราฟแบบอัตโนมัติคาลิเบอร์ 2126/2840 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของตระกูล Royal Oak ที่มีการติดตั้งกลไกที่รองรับฟังก์ชันโครโนกราฟเข้าไปด้วย
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph


จวบจนถึงปี 2026 จิตวิญญาณนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ไม่เกรงกลัวการเดินออกนอกกรอบยังคงถูกสานต่อใน Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph รุ่นล่าสุด ที่ยังคงรายละเอียดที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวของตัวเองในทุกชิ้นส่วน และยังคงประสิทธิภาพเหนือชั้นไว้เช่นเคย
โดยทั้งสองรุ่นล่าสุดมาในวัสดุและสีสันที่แตกต่างแต่ยังคงดีเอ็นเอของ Royal Oak Offshore ไว้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะตัวเรือนขนาดใหญ่ที่ถูกขยายเป็นขนาด 43 มม. ใหญ่กว่ารุ่นบุกเบิกเล็กน้อย และมีการพัฒนากลไกให้ล้ำสมัยตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันยิ่งขึ้น

เริ่มจากรุ่นตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงิน Bleu Nuit, Nuage 50 ซึ่งเซรามิกในเฉดสีน้ำเงินที่มีความหมายเชื่อมโยงไปยังประวัติศาสตร์ของ Royal Oak นี้เคยถูกนำมาใช้ในขอบตัวเรือนรุ่นครบรอบ 150 ปี ของแบรนด์ในปีก่อน มาถึงปีนี้เซรามิกสีน้ำเงิน Bleu Nuit, Nuage 50 ได้เฉิดฉายอย่างเต็มที่ในรูปแบบตัวเรือนขนาด 43 มม. แทรกไทเทเนียมในบางจุด โอบอุ้มหน้าปัด Méga Tapisserie ซึ่งเป็นลวดลายที่ใช้ในโมเดลนี้มาตั้งแต่ปี 2005 ลวดลายพีระมิดตัดยอดอันเด่นชัดถูกถ่ายทอดด้วยสีเบจ แต้มด้วยสี Bleu Nuit, Nuage 50 บริเวณสเกลนาที และหน้าปัดย่อย ทำให้เกิดโทนสีทูโทนตัดกันได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งความโดดเด่นท้าทายทุกสายตาคือรุ่นตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 43 มม. เติมความเท่ในเฉดสีทูโทนด้วยขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำ สอดคล้องกับปุ่มกดและเม็ดมะยมทำจากวัสดุเดียวกัน หน้าปัด Méga Tapisserie เคลือบพีวีดีเฉดสีเขียวรมควันรับกับสายนาฬิกายางเฉดสีเดียวกันบนหน้าปัดแต่งแต้มรายละเอียดต่างๆ ด้วยสีเบจและสีดำ ที่ไม่เพียงแต่เอื้อในการอ่านค่าเวลา แต่ยังช่วยเติมความดุดันอันทรงพลังได้เป็นอย่างดี


ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮ้าส์ฟลายแบ็กโครโนกราฟคาลิเบอร์ 4401 ที่อยู่คู่กับ Royal Oak Offshore มาตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งเชื่อถือได้ในความเที่ยงตรงและการทำงานของฟังก์ชันจับเวลาที่ราบรื่น ด้วยโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบอินทิเกรต คลัตช์แนวตั้ง และคอลัมน์วีล ทั้งยังงดงามพอที่อวดโฉมผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ ให้เราได้ชื่นชมการแกว่งไกวของโรเตอร์สีดำเจาะโครงโปร่งพร้อมโลโก้ AP และชิ้นส่วนต่างๆ ที่ผ่านการขัดแต่งผิว ลบเหลี่ยมมุมอย่างพิถีพิถัน เรียกได้ว่าถึงแม้จะดูเป็นนาฬิกาที่ดูดุดัน แต่ทุกองค์ประกอบบ่งบอกถึงความเป็นเรือนเวลาชั้นสูงขนานแท้


ข้อมูลทางเทคนิค
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph
- รหัส: 26420CD.OO.A029VE.01 และ 26420IO.OO.A402CA.01
- กลไก: ไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4401 สำรองพลังงานได้ 70 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: ฟลายแบ็กโครโนกราฟ จับเวลาชั่วโมง นาที วินาทีบนหน้าปัดย่อย และช่องแสดงวันที่
- ตัวเรือน: ตัวเรือนเซรามิกในเฉดสี Bleu Nuit, Nuage 50 ตกแต่งด้วยไทเทเนียมอย่างประณีต และตัวเรือนไทเทเนียม ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำกันน้ำได้ 100 เมตร
- หน้าปัด: หน้าปัดสีเบจลาย Méga Tapisserie หน้าปัดย่อยสีน้าเงิน Bleu Nuit, Nuage 50 และหน้าปัดสีเขียวรมควันลาย Méga Tapisserie หน้าปัดย่อยสีดาพร้อมสีเบจรอบนอก
- สาย: หนังลูกวัวมีลวดลายสี Bleu Nuit, Nuage 50 และสายยางสีเขียวอมเทา พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายได้ และตัวล็อกแบบกลัดทำจากไทเทเนียม
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Audemars Piguet เปิดตัว Neo Frame Jumping Hour การหวนคืนกลไกระดับตำนานด้วยการออกแบบสไตล์ Art Deco
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี 2026
Audemars Piguet Royal Oak Perpetual Calendar คว้ารางวัล Iconic Watch ที่งาน GPHG 2025

