J12 ได้สร้างความแตกต่าง เปลี่ยนมุมมองที่คนมีต่อวัสดุเซรามิกไปโดยสิ้นเชิง และพร้อมออกเดินทางสำรวจในเชิงวัสดุศาสตร์ต่อไป

CHANEL เป็นแบรนด์แห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเสื้อผ้า แต่ยังรวมถึงการผลิตนาฬิกาด้วย อิสระในการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์และองค์ความรู้เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ นี่คือพื้นฐานของการสร้างสรรค์ของ CHANEL ทั้งในการผลิตนาฬิกาธรรมดาและนาฬิกาชั้นเลิศ นับตั้งแต่ปี 1987 ที่เมซงได้ก้าวเข้าสู่โลกนาฬิกาเป็นครั้งแรก ตอนที่ CHANEL เปิดตัว J12 ในปี 2000 กล่าวได้ว่ามันไม่ได้เป็นแค่นาฬิกาใหม่ หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนในโลกนาฬิกาเลยก็ว่าได้… นาฬิกาในเฉดสีดำสนิททั้งเรือน เส้นสายที่มีความเรียบง่าย แฝงความสปอร์ตชิค ด้วยตัวเรือนที่เชื่อมต่อกับสาย ทั้งยังไม่เจาะจงเพศใดเพศหนึ่ง และในเชิงวัสดุศาสตร์ แม้จะไม่ใช่นาฬิกาเซรามิกรุ่นแรกในโลก แต่ J12 ก็ได้สร้างความแตกต่าง และเปลี่ยนมุมมองที่คนมีต่อวัสดุที่มีคุณสมบัติสุดพิเศษนี้
แนวคิดที่ท้าทายสู่ผลงานระดับไอคอน
“J12 ถือกำเนิดขึ้นจากการสร้างสรรค์อันกล้าหาญอย่างแท้จริง โดยปราศจากการประนีประนอมและไม่ต้องขออนุญาตจากใคร มันปรากฏขึ้นราวกับการปฏิวัติ ท้าทายขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของโลกแห่งเรือนเวลา การสร้างสรรค์อันเป็นอิสระนี้ได้เปลี่ยนมุมมองของผมที่มีต่อนาฬิกาไปโดยสิ้นเชิง และกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ J12 ไม่ได้เป็นเพียงไอคอน หากแต่คือแถลงการณ์แห่งอิสรภาพและความกล้า มันยืนหยัดเหนือทุกสิ่ง โดยเฉพาะเหนือกระแสของกาลเวลาและเทรนด์ทั้งหลาย”
Arnaud Chastaingt – ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์นาฬิกาคนปัจจุบันของ CHANEL
นาฬิการุ่น J12 ถือกำเนิดขึ้นจากสัญชาตญาณแห่งการแสวงหาและการสำรวจ ในเวลานั้น Jacques Hélleu ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของแผนกนาฬิกา CHANEL ไม่สามารถหานาฬิกาที่เขาอยากสวมใส่ได้เลย เขาจึงออกแบบเรือนหนึ่งขึ้นมาเอง โดยหยิบแรงบันดาลใจจากความหลงใหลในการแล่นเรือยอชต์ และตั้งชื่อว่า J12 ตามเรือแข่งระดับ J-Class ใน America’s Cup และที่สำคัญ ยังเป็น “นาฬิกาสีดำล้วนทั้งเรือน” ซึ่งเป็นเฉดสีที่มาดมัวแซลชาเนล ผู้ก่อตั้งแบรนด์เรียกว่าเป็นสีที่ “เหนือทุกสิ่ง” ซึ่งสวนทางกับกระแสนาฬิกาในยุคนั้น และแม้ว่า J12 เรือนแรกจะเปิดตัวในฐานะนาฬิกาสปอร์ตสำหรับผู้ชาย ด้วยตัวเรือนขนาด 38 มิลลิเมตรที่ค่อนข้างเรียบขรึม แต่ซิลูเอตต์ที่เพรียวลมและเท็กซ์เจอร์เซรามิกสีดำเงากลับดึงดูดความสนใจจากลูกค้าผู้หญิงได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นนาฬิกาที่มีเสน่ห์แบบไม่จำกัดเพศ ซึ่งตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงมุมมองทางวัฒนธรรมของผู้คน


ตลอดช่วงเวลาสองทศวรรษ J12 ถูกตีความและนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย นับตั้งแต่การนำเสนอในเวอร์ชันเซรามิกสีขาวในปี 2003 รวมถึงการเพิ่มเติมสีสันและลูกเล่นในดีไซน์ที่เข้าถึงกลุ่มคนแฟชั่น ไปจนถึงการผนวกรวมกับวัสดุล้ำๆ และกลไกคอมพลิเคชันที่ทำให้คอนาฬิกาตัวจริงต้องทึ่ง แต่สิ่งที่เป็นดีเอ็นเอดั้งเดิมก็ยังคงไม่มีอะไรมาลบล้างลงได้… และนั่นเองที่ทำให้ J12 ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนของนาฬิกาแห่งศตวรรษที่ 21
เซรามิก ความแข็งแกร่งในความนุ่มนวล
CHANEL เป็นแบรนด์แรกที่นำเซรามิกมาใช้สร้างสรรค์นาฬิกาหรู และยังจุดประกายให้วงการหันมาใช้วัสดุนี้ในการสร้างสรรค์นาฬิกาตามไปด้วย เดิมที เซรามิกมักถูกใช้ในงานอุตสาหกรรมมากกว่าจะอยู่ในโลกการทำนาฬิกา แต่ด้วย CHANEL วัสดุนี้กลับกลายเป็นพื้นผิวเงางาม เข้มข้น และเย้ายวนอย่างยากจะต้านทาน และแม้จะไม่ใช่วัสดุล้ำค่าในเชิงมูลค่า แต่ในแง่ของฟังก์ชันแล้ว เซรามิกก็มีคุณสมบัติโดดเด่น ทั้งในแง่ของน้ำหนักเบา แข็งแรงกว่าเหล็กถึงเจ็ดเท่า ให้สัมผัสที่สบายต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และที่สำคัญคือ ความทนต่อรอยขีดข่วนและสีไม่ซีดไปตามกาลเวลา

ในการจะผลิตนาฬิกาจากเซรามิกนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถทำได้ ในขณะที่แบรนด์ส่วนใหญ่เลือกที่จะ outsource ทาง CHANEL เลือกที่จะผลิตเซรามิกที่โรงงาน G&F Châtelain (ก่อตั้งในปี 1947 และ CHANEL เข้าซื้อกิจการในปี 1993) ซึ่งอยู่ในเมือง La Chaux-de-Fonds โดยลงทุนอย่างจริงจังในเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งต้องอาศัยการค้นคว้าวิจัยและความเชี่ยวชาญขั้นสูง ทางเมซงได้ผลิตผงวัตถุดิบที่ใช้ในการทำเซรามิกเอง และเทคโนโลยีการฉีดขึ้นรูป (injection technology) ต่างจากนาฬิกาเซรามิกส่วนใหญ่ในตลาดที่มักเริ่มต้นจากบล็อกเซรามิก นำไปกัดและกลึงขึ้นรูปให้ได้ทรงตามต้องการ แต่ก็ไม่สามารถได้คุณภาพในระดับเดียวกันกับวิธีฉีดขึ้นรูป ซึ่งส่งผลต่อทั้งความแข็งแรงและความเรียบเนียนของพื้นผิว
กลไกคือหัวใจของการขับเคลื่อน
หลังจาก J12 เปิดตัวมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี CHANEL กลับทำในสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ นั่นคือการยกระดับ J12 ให้ยิ่งน่าปรารถนากว่าเดิม โดย Arnaud Chastaingt ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์นาฬิกาของ CHANEL ได้ปรับดีไซน์อย่างละเอียดอ่อน (หากยังจำกันได้ การแปลงโฉมครั้งนั้นตั้งอยู่บนแนวคิดในการ ‘เปลี่ยนทุกอย่างโดยไม่เปลี่ยนแปลง”) เป็นการเปลี่ยนดีเทลซึ่งถ้าไม่สังเกตก็แทบจะไม่รู้ และสวมใส่สบายตามหลักสรีรศาสตร์มากขึ้น แต่ยังคงดีเอ็นเอเดิม

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนก็คือ ตัวเรือนผลิตจากเซรามิกทั้งเรือน จากเดิมที่ฝาหลังเป็นสตีล และยังมีการอัพเกรดกลไกครั้งสำคัญ โดยการหันไปใช้เครื่องอัตโนมัติ Caliber 12.1 ที่พัฒนาโดย Kenissi โรงงานผลิตกลไกในเมือง Le Locle ที่ CHANEL ถือหุ้นอยู่ ซึ่งการเลือกใช้กลไกระดับนี้ คือสัญญาณชัดเจนว่า CHANEL เอาจริงเอาจังกับโลกการทำนาฬิกา

Calibre 12.1 เป็นกลไกที่พัฒนาเพื่อ CHANEL โดยเฉพาะ ซึ่งบรรจุอยู่ในตัวเรือน 38 มม. ทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานโครโนมิเตอร์จาก COSC และมีพลังงานสำรองยาวนานถึง 70 ชั่วโมง กลไกนี้มีความหนาเพียงไม่กี่มิลลิเมตรแต่ประกอบด้วยชิ้นส่วนไม่น้อยกว่า 191 ชิ้นซึ่งถูกจัดวางและประกอบอย่างประณีตที่สุด และที่เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นก็คือโรเตอร์ทังสเตนแบบฉลุโปร่งพร้อมประทับตรา CHANEL กลไกที่เปรียบเป็นหัวใจเครื่องยนต์ของนาฬิกาอย่างแท้จริงทำหน้าที่ส่งผ่านพลังอย่างนุ่มนวลผ่านวินาที เข็มบนหน้าปัดจึงเคลื่อนไหวอย่างราบรื่นด้วยความแม่นยำ
ออกแบบมาให้ใช้ชีวิต
บางสิ่งไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ทันสมัยเพียงชั่วคราว แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ “อยู่เหนือกาลเวลา” ดังเช่น J12 ยังคงยืนหยัดในฐานะเรือนเวลาที่ไม่ไหลไปตามกระแส แต่กลายเป็นตัวจุดกระแส จากจุดเริ่มต้นในฐานะนาฬิกาสปอร์ตสีดำล้วน สู่การเป็นสัญลักษณ์ร่วมสมัยที่ไร้ข้อจำกัดทางเพศ J12 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ไอคอน” ไม่ได้เกิดจากความหวือหวา หากเกิดจากความชัดเจนในตัวตน และการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ภายใต้การสร้างสรรค์ของ CHANEL ที่ยึดมั่นในอิสระทางความคิดควบคู่กับองค์ความรู้


ผลงานสุดไอคอนิกที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และฟังก์ชันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพื่อนคู่ใจให้เราพร้อมออกไปใช้ชีวิต ไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตชีวิตในเมือง หรือออกไปโลดแล่นในทะเลนั่นเพราะ J12 ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่คือสัญลักษณ์ของความกล้าที่จะท้าทายกรอบเดิมๆ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
CHANEL ฉลองครบรอบ 25 ปี ด้วยนาฬิกา J12 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน
สานต่อตำนาน การกลับมาของ CHANEL PREMIÈRE GALON ที่ผสมผสานความคลาสสิกและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว

