Chopard ในงาน Watches and Wonders 2026 เน้นความบางเฉียบและการผสานงานวิศวกรรมระดับสูงเข้ากับวัสดุรักษ์โลก

Date:

Chopard เปิดตัว 4 ผลงานที่สะท้อนขอบเขตของแบรนด์ครอบครัวแห่งนี้ได้อย่างครบถ้วน และทำได้ดีกว่าที่ใครหลายรายจะตามทัน

บทความโดย:  Jola Chudy . Apr 14, 2026

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว Karl-Friedrich Scheufele ตัดสินใจเปิดโรงงานผลิตนาฬิกาขึ้นที่เมือง Fleurier และเริ่มต้นสร้างกลไกแบบ in-house เป็นของตัวเอง สามทศวรรษผ่านไป โรงงาน L.U.C แห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งกำเนิดของกลไกนาฬิกาที่ผ่านการรับรองมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์

โดยปกติแล้วนาฬิกาของที่นี่มักจะคว้ามาได้ทั้งใบรับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC Chronometer และตราประทับคุณภาพสูงสุดอย่าง Poinçon de Genève ซึ่งการจะทำให้ผ่านเกณฑ์อันโหดหินทั้งสองอย่างพร้อมกันบนตัวเรือนวัสดุ “เหล็ก” ที่จัดการได้ยากกว่าทองคำอย่างที่ Chopard ทำอยู่นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งและสะท้อนถึงฝีมือระดับเหนือชั้นอย่างแท้จริง

Alpine Eagle 41 XPS คือการยกระดับความสปอร์ตของ Chopard ผ่านตัวเรือน Lucent Steel™ ในสัดส่วน ultra-thin และดีไซน์ integrated ที่เฉียบคมยิ่งกว่าเดิม

Alpine Eagle 41 XPS ในวัสดุ Lucent Steel™

เรื่องราวของ Alpine Eagle คือมหากาพย์ที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นภายในครอบครัว Scheufele อย่างแท้จริง เริ่มจากปี 1980 ที่ Karl-Friedrich ในวัยหนุ่มโน้มน้าวให้พ่อของเขาสร้างนาฬิกาสปอร์ตเหล็กเพื่อไลฟ์สไตล์แบบ St. Moritz จนกระทั่งปี 2019 ลูกชายของเขาก็ไปเจอเรือนต้นฉบับวางอยู่บนโต๊ะทำงานและขอให้ปลุกตำนานนี้ขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นคอลเลกชั่น Alpine Eagle ที่เราเห็นกันในวันนี้ และในปี 2026 รุ่น 41 XPS ก็ได้นำมรดกนี้มาบรรจบกับความทะเยอทะยานในการทำนาฬิกาที่บางเฉียบระดับ Ultra-thin

ด้วยความหนาของตัวเรือนเพียง 8 มม. ทำให้รุ่นนี้กลายเป็น Alpine Eagle ที่เพรียวบางที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตัวเรือนทำจาก Lucent Steel™ ซึ่งเป็นโลหะผสมสูตรเฉพาะที่ Chopard พัฒนาขึ้นเอง ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก L.U.C 96.40-L ซึ่งเป็นทายาทสายตรงจากกลไกชุดแรกที่โรงงาน Chopard ผลิตขึ้นในปี 1996

ความน่าทึ่งคือกลไกนี้หนาเพียง 3.3 มม. แต่กลับให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 65 ชั่วโมง ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยี Twin ของแบรนด์ที่ใช้ตลับลานสองชุดวางซ้อนกัน โดยมีไมโครโรเตอร์ที่ทำจากทองคำจรรยาบรรณ 22 กะรัตทำหน้าที่ขึ้นลานอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากความบางแล้ว งานวิศวกรรมข้างในยังเน้นความแม่นยำด้วยตัวปรับตั้งแบบ Swan’s-neck ที่ช่วยให้การจูนสายใยจักรกลอกทำได้ละเอียดสุดๆ แน่นอนว่าชิ้นส่วนทุกชิ้นที่มองเห็นได้ถูกขัดแต่งด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นลาย Côtes de Genève บนสะพานจักร การลบเหลี่ยมมุมด้วยมือ และการขัดลายวงกลมบนแท่นเครื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำตามมาตรฐานระดับสูงของ Poinçon de Genève เพื่อยืนยันว่าเป็นงานชิ้นเอกที่สมบูรณ์แบบทั้งในแง่ของฟังก์ชันและความงาม

หน้าปัดมาในสี Mountain Glow หรือสีแชมเปญอ่อน ๆ ที่จำลองแสงอาทิตย์ยามเช้าตอนตกกระทบหิมะบนยอดเขาแอลป์ ผสานเข้ากับลวดลายรัศมีที่เป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่น Alpine Eagle ซึ่งถอดแบบมาจากรูม่านตาของพญาอินทรี ส่วนตัวสายนาฬิกาถูกปรับปรุงใหม่ให้ช่วงข้อสาย 5 ข้อแรกมีความเรียวลงอย่างชัดเจน

มาพร้อมชุดล็อกที่มีระบบปรับขยายเพื่อความสบาย (Comfort-extension) สามารถปรับระยะได้ตั้งแต่ 2.5 ถึง 5 มิลลิเมตรโดยไม่ต้องถอดข้อสาย ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริงและตอบโจทย์มากสำหรับคนที่ต้องใส่ติดข้อมือตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ตัวเรือนวัสดุสเตนเลสสตีลยังได้รับตราประทับ Poinçon de Genève (Geneva Seal) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานการผลิตที่ประณีตและน่าประทับใจขั้นสุด

ข้อมูลทางเทคนิค Alpine Eagle 41 XPS in Lucent Steel™
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ L.U.C 96.40-L ความถี่ 4 Hz สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง ใช้ Chopard Twin Technology ตกแต่งสะพานจักรด้วยลาย Côtes de Genève ได้รับการรับรองมาตรฐาน COSC Chronometer และ Poinçon de Genève
  • ตัวเรือน: Lucent Steel™ ขนาด 41 มม. กันน้ำ 100 เมตร ตัวเรือนปัดซาตินแนวตั้ง พร้อมขอบมุมขัดเงา ขอบตัวเรือน (bezel) พร้อมสกรู 8 ตัววางในแนวแทนเจนต์ กระจกแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อน
  • หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดสีแชมเปญ “Mountain Glow” จากกระบวนการ galvanic ลวดลายรัศมีแบบม่านตานกอินทรี หลักชั่วโมงและเข็มผลิตจาก ethical white gold เคลือบ Super-LumiNova® Grade X1 เข็มวินาทีเล็กตกแต่ง white lacquer
  • สายและบานพับ: สาย Lucent Steel™ แบบ integrated ไล่เรียว (tapered) ข้อต่อกว้างปัดซาติน พร้อมฝาครอบกลางขัดเงา ตัวล็อกแบบ triple folding clasp พร้อม
    • ปุ่มเซฟตี้ระบบขยายสายเพื่อความสบาย (comfort-fit extension system)
L.U.C 1860 Chronometer คือการคืนชีพของไอคอน Chopard ผ่าน Lucent Steel™ ที่ยังคงสัดส่วนคลาสสิก แต่ยกระดับด้วยงานตกแต่งและความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์

นาฬิกาโครโนมิเตอร์ LUC 1860 ตัวเรือนทำจากเหล็ก Lucent Steel™

นาฬิกา L.U.C 1860 รุ่นดั้งเดิมคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โรงงานใน Fleurier เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่ง Karl-Friedrich Scheufele ตั้งใจใช้เรือนนี้เพื่อโชว์ศักยภาพในการผลิตกลไกอินเฮาส์ของ Chopard อย่างเต็มตัว โดยในเวอร์ชันปี 2026 นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติในโอกาสครบบรอบของแบรนด์

ตัวเรือนมาในขนาด 36.5 มม. ซึ่งเป็นไซส์ที่เหล่านักสะสมที่เน้นเรื่องความรับกระชับและใส่สบาย (Ergonomics) ถวิลหา และเพื่อให้หน้าปัดดูสะอาดตาที่สุด พวกเขาจึงเลือกที่จะตัดหน้าต่างวันที่ออกไป

ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือหน้าปัดสีน้ำเงิน Areuse Blue ซึ่งตั้งชื่อตามแม่น้ำที่ไหลผ่านใกล้ๆ โรงงานผลิตใน Fleurier ตัวหน้าปัดทำจากทองคำขาว 18 กะรัต และแกะสลักลวดลายกิโยเช่ (Guilloché) ด้วยมือจากเครื่องกลึงโบราณโดยช่างฝีมือของแบรนด์เอง Chopard เป็นเพียงไม่กี่แบรนด์ที่ยังคงเก็บรักษาและใช้งานเครื่องจักรเก่าเหล่านี้อยู่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ามาก เพราะลวดลายที่เกิดจากมือมนุษย์ควบคุมเครื่องกลึงแบบดั้งเดิมจะมีความลึกและมิติที่เครื่องจักรสมัยใหม่ทำไม่ได้ มอบเสน่ห์ของงานฝีมือที่จับต้องได้จริงบนข้อมือ

ภายในตัวเรือน นาฬิกา LUC 1860 Chronometer ขับเคลื่อนด้วยกลไกภายในของ Chopard ที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีต ซึ่งเป็นกลไกแบบไมโครโรเตอร์ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมที่เพรียวบางเข้ากับความแม่นยำระดับโครโนมิเตอร์ (Revolution©)

กลไกที่ใช้คือ L.U.C 96.40-L ชุดเดียวกับที่อยู่ใน Alpine Eagle XPS รุ่นใหม่ ความโดดเด่นอยู่ที่ความบางเพียง 3.3 มม. แต่กลับอัดแน่นด้วยตลับลานคู่ที่ให้พลังงานสำรองนานถึง 65 ชั่วโมง พร้อมชุดปรับตั้งความเที่ยงตรงแบบคอหงส์ (Swan’s-neck) และผ่านการรับรองระดับ COSC ทุกชิ้นส่วนถูกขัดแต่งด้วยมือตามมาตรฐานสูงสุดของ Poinçon de Genève

จับคู่มากับสายหนังวัวลายนูนสีเทาที่เข้ากันได้ดีกับตัวเรือนซึ่งบางเพียง 8.2 มม. ในมุมมองของนาฬิการุ่นฉลองครบรอบ เรือนนี้ดูถ่อมตัวและมั่นคงในตัวเองสูงมาก เพราะไม่มีการสลักข้อความแสดงการเฉลิมฉลองหรือระบุตัวเลขรุ่นพิเศษใดๆ มีเพียงตัวตนของนาฬิกาที่ดีมากๆ ซึ่งถูกสร้างขึ้นตามมาตรฐานที่โรงงานแห่งนี้ใช้เวลาบ่มเพาะมาตลอด 3 ทศวรรษ

ข้อมูลทางเทคนิค L.U.C 96.40-L
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ (Self-winding) L.U.C 96.40-L ขนาด 27.40 มม. หนา 3.30 มม. สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง พร้อมระบบบาร์เรลคู่แบบ Chopard Twin Technology ขึ้นลานด้วยไมโครโรเตอร์ทองคำ 22 กะรัตแบบ ethical ที่ผ่านการแกะสลักลวดลาย
  • ตัวเรือน: Lucent Steel™ ขนาด 36.50 มม. กันน้ำ 30 เมตร มาพร้อมเม็ดมะยมแบบ notched สลักโลโก้ L.U.C และกระจกแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน
  • หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดทองคำสี “Areuse Blue” แบบ hand-guilloché หลักชั่วโมงทรง chevron ผลิตจากไวท์โกลด์ เข็มชั่วโมงและนาทีทรง Dauphine รวมถึงเข็มวินาทีเล็กทรง baton ล้วนผลิตจากไวท์โกลด์
  • สายและตัวล็อก: สายหนังลูกวัวสีเทาแอนทราไซต์ผิวเกรน เดินด้ายสีเดียวกับสาย จับคู่กับหัวเข็มขัดแบบ pin buckle ใน Lucent Steel™ พร้อมสลักโลโก้ L.U.C
Happy Hearts ถ่ายทอดความ playful แบบ Chopard ผ่านเพชรเคลื่อนไหวและดีไซน์รูปหัวใจ บนหน้าปัด mother-of-pearl ที่เปล่งประกายอย่างละมุน

Happy Hearts in Lucent Steel™

ย้อนกลับไปในปี 1993 Caroline Scheufele เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการด้วยการเปิดตัว Happy Sport นาฬิกาที่นำเหล็กมาวางคู่กับเพชร ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นการแหกกฎที่ไม่มีใครกล้าทำ เพราะอัญมณีล้ำค่าควรอยู่คู่กับโลหะมีค่าเท่านั้น แต่เวลาได้พิสูจน์แล้วว่าวิสัยทัศน์ของเธอนั้นถูกต้อง จนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่อุตสาหกรรมนาฬิกายอมรับในเวลาต่อมา ล่าสุดจิตวิญญาณแห่งความขบถนี้ได้ถูกนำมาตีความใหม่ในรุ่นปี 2026 ที่มาพร้อมความสนุกและร่วมสมัยด้วยสายยีนส์ (Denim)

บนหน้าปัดเปลือกมุกสีขาวสะอาดตา มี “หัวใจเต้นระบำ” สองดวงที่คอยขยับไปมาอย่างอิสระอยู่ใต้กระจกแซฟไฟร์ ดวงหนึ่งทำจากเปลือกมุกสีขาวเข้ากับหน้าปัด ส่วนอีกดวงโดดเด่นด้วยเปลือกมุกไล่เฉดสีชมพู-ม่วงที่หาได้ยาก ซึ่ง Chopard ตั้งใจใส่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ไว้ โดยสีชมพูสื่อถึงความรัก สีม่วงสะท้อนถึงจิตวิญญาณและการเปลี่ยนแปลง ส่วนเปลือกมุกคือตัวแทนของความบริสุทธิ์และการปกป้อง โดยมีเพชรเต้นระบำอีก 3 เม็ดมาช่วยเติมเต็มลีลาบนหน้าปัดให้สมบูรณ์

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 09.01-C ซึ่งเป็นกลไก In-house ที่พัฒนาขึ้นเองทั้งหมดภายในเวิร์คช็อปของแบรนด์ สำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง บรรจุอยู่ในตัวเรือนขนาด 33 มม. ที่ทำจาก Lucent Steel™ วัสดุที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Chopard ซึ่งให้ความเงางามและมีความยั่งยืนสูง เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างงานวิศวกรรมที่เชื่อถือได้กับงานดีไซน์ที่มีชีวิตชีวา

ข้อมูลทางเทคนิค Happy Hearts in Lucent Steel™
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ (Self-winding) Chopard 09.01-C สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน:Lucent Steel™ ขนาด 33 มม. กันน้ำ 30 เมตร มาพร้อมกระจกแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อน และฝาหลังแบบโปร่ง (exhibition case-back) พร้อมโลโก้ Happy Sport
  • หน้าปัดและเข็ม:หน้าปัดมุกสีขาว (white mother-of-pearl) ประดับเพชรเคลื่อนไหว 3 เม็ด และหัวใจเคลื่อนไหว 2 ชิ้นในไวท์โกลด์ 18K (หนึ่งเป็น mother-of-pearl สีขาว อีกหนึ่งไล่เฉดชมพู-ม่วง) หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบโรเดียม เข็มชั่วโมง-นาทีทรง conical พร้อมเข็มวินาทีกลางแบบ baton
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีจากแกนกลาง
  • สายและตัวล็อก: สายผ้าเดนิมสีน้ำเงิน จับคู่กับหัวเข็มขัดแบบ pin buckle ใน Lucent Steel™
L’Heure du Diamant คือการแสดงศักยภาพด้าน jewellery ของ Chopard ผ่านการเซ็ตเพชรที่ออกแบบมาเพื่อขับ brilliance ของแต่ละเม็ดให้เปล่งประกายสูงสุด

ย้อนกลับไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 Karl Scheufele ที่ 1 เคยได้รับฉายาว่า “Master of Jewellery Watches” ซึ่งจิตวิญญาณนั้นยังคงส่งต่อมาถึงคอลเลกชั่น L’Heure du Diamant อย่างชัดเจน โดยเฉพาะรุ่นใหม่ปี 2026 ที่มาในรูปทรงคุชชั่น (Cushion-shaped) หน้าปัดหินนิล (Onyx) เรือนนี้ คือการประกาศก้องว่า Chopard มองนาฬิกาเป็นเครื่องประดับล้ำค่าก่อนที่จะเป็นเพียงเครื่องมือบอกเวลา และยังโชว์ความเชี่ยวชาญในการนำหินสีธรรมชาติมาเจียระไนได้อย่างน่าทึ่ง

เสน่ห์ที่ทำให้หน้าปัดหิน Onyx เรือนนี้พิเศษคือลวดลายตามธรรมชาติของแร่ธาตุ ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีนาฬิกาเรือนไหนที่มีหน้าตาซ้ำกันเลย ทุกเรือนจึงเป็นของชิ้นเดียวในโลกโดยปริยาย ตัวเรือนทองคำขาว 18 กะรัต (Ethical White Gold) ขนาด 30.5 x 30.5 มม. ถูกล้อมรอบด้วยเพชรน้ำงามรวมกว่า 4.40 กะรัต ผ่านเทคนิคการฝังแบบ Crown-setting ที่ใช้หนามเตยรูปตัว V เพื่อเปิดทางให้แสงลอดผ่านเพชรได้มากที่สุดจนเกิดประกายระยิบระยับถึงขีดสุด

ความแปลกใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปี 2026 และถือเป็นลูกเล่นที่แยบยลมาก คือการประดับเพชรลงบนเข็มชั่วโมงและนาทีด้วย ทำให้ทุกครั้งที่เข็มเคลื่อนที่ แสงจะตกกระทบและหักเหไปตามจังหวะเวลา กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงละครแห่งแสงบนข้อมือ แม้แต่บนเม็ดมะยมก็ยังประดับด้วยเพชรเจียระไนทรง Briolette เพื่อไม่ให้หลุดคอนเซปต์ความหรูหราแม้แต่จุดเดียว

ภายใต้ความงามแบบอัญมณีชั้นสูงนี้ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 09.01-C ซึ่งเป็นกลไกที่ Chopard ออกแบบ พัฒนา และผลิตขึ้นเองทั้งหมดภายในโรงงานของตัวเอง (In-house) ประกอบด้วยชิ้นส่วน 148 ชิ้น และสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง ซึ่งเป็นชุดกลไกมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในรุ่นยอดฮิตอย่าง Happy Hearts มั่นใจได้ว่านอกจากจะสวยระดับ Masterpiece แล้ว เรื่องประสิทธิภาพการเดินเวลาก็ไว้ใจได้ตามมาตรฐานสวิส

ข้อมูลทางเทคนิค

L’Heure du Diamant in 18-carat ethical white gold

  • ตัวเรือน: ตัวเรือน 18K ไวท์โกลด์แบบ ethical ขนาด 30.50 × 30.50 มม. กันน้ำ 30 เมตร ขอบตัวเรือน (bezel) ประดับเพชรทรง brilliant-cut และเม็ดมะยมประดับเพชรเจียระไนทรง briolette
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ (Self-winding) Chopard 09.01-C ประกอบด้วยชิ้นส่วน 148 ชิ้น สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดหิน Onyx เข็มชั่วโมงและนาทีผลิตจากไวท์โกลด์ 18K แบบ ethical ประดับเพชรทรง brilliant-cut หลักชั่วโมงตำแหน่ง 12, 3, 6 และ 9 นาฬิกา ประดับเพชรทรง brilliant-cut
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาทีจากแกนกลาง
  • สาย: สายหนัง Alligator สีดำ จับคู่กับหัวเข็มขัดไวท์โกลด์ 18K แบบ ethical ประดับเพชร

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
UR-101 Diamond Sky หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ ว่านี่คือหนึ่งในผลงานที่เคยถูกแช่แข็งในเวิร์คช็อปมาก่อน
Breitling Navitimer Cosmonaute Artemis II เมื่อจิตวิญญาณแห่งการสำรวจปี 1962 ถูกตีความใหม่ในตัวเรือนทองคำ 18K
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Share post:

More like this

เผยโฉม Navitimer B09 Chronograph 41 Tribute ลิมิเต็ดเอดิชัน 500 เรือนทั่วโลก ในวาระครบรอบ 100 ปี Miles Davis

Breitling Navitimer B09 Chronograph 41 Tribute to Miles Davis เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชัน 500 เรือนทั่วโลก เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี Miles Davis ถอดแบบความคลาสสิกจาก Ref. 806 Mk5 ในตัวเรือนสตีล 41 มม. หน้าปัด Reverse-Panda ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขสลักอินเฮาส์ Caliber B09 สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง

Protected: Arceau Samarcande กับศิลปะการเล่นซ่อนแอบกับกลไกชั้นสูงในแบบฉบับของ Hermès

หน้าปัด Openwork ฉลุช่องรูปหัวม้าแอบซ่อนกลไกมินิตรีพีทเตอร์อันล้ำเลิศ ถ้าพูดถึงงานเรือนเวลาเผยกลไกในรูปแบบสเกเลตันและโอเพนเวิร์ก เมซง Hermès Horloger ถือเป็นหนึ่งในเมซงที่สามารถผลิตผลงานเรือนเวลาในรูปแบบดังกล่าวได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบที่มองแวบแรกก็สามารถระบุได้เลยว่านี่คือผลงานของ Hermès แน่นอน...

Louis Moinet ส่ง 4 รุ่นใหม่ เป็นตัวแทนต่อยอดมรดกของแบรนด์ในบริบทร่วมสมัย ภายในงาน Watches and Wonders 2026 

1816 สองรุ่นเพื่อสดุดีนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรก Time to Race รุ่นใหม่ และ Skydance นาฬิกาสุภาพสตรีที่หลายคนรอคอย  ปี...

Arnold & Son เผยโฉมทูร์บิญองรุ่นบางเฉียบ Ultrathin Tourbillon Onyx Edition อีกหนึ่งรุ่นในงาน Watches and Wonders 2026  

ทรงพลังด้วยหน้าปัดหินออนิกซ์เนื้อแมตต์ มาในสองวัสดุเรดโกลด์ 5N และแพลตินัม หลังจากเผยโฉม HM Pietersite นาฬิกาหน้าปัดหินแร่หายากมาเป็นทีเซอร์ก่อนเริ่มต้นเข้าสู่งาน Watches...