Chopard เปิดตัว 4 ผลงานที่สะท้อนขอบเขตของแบรนด์ครอบครัวแห่งนี้ได้อย่างครบถ้วน และทำได้ดีกว่าที่ใครหลายรายจะตามทัน
บทความโดย: Jola Chudy . Apr 14, 2026
เมื่อ 30 ปีที่แล้ว Karl-Friedrich Scheufele ตัดสินใจเปิดโรงงานผลิตนาฬิกาขึ้นที่เมือง Fleurier และเริ่มต้นสร้างกลไกแบบ in-house เป็นของตัวเอง สามทศวรรษผ่านไป โรงงาน L.U.C แห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งกำเนิดของกลไกนาฬิกาที่ผ่านการรับรองมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์
โดยปกติแล้วนาฬิกาของที่นี่มักจะคว้ามาได้ทั้งใบรับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC Chronometer และตราประทับคุณภาพสูงสุดอย่าง Poinçon de Genève ซึ่งการจะทำให้ผ่านเกณฑ์อันโหดหินทั้งสองอย่างพร้อมกันบนตัวเรือนวัสดุ “เหล็ก” ที่จัดการได้ยากกว่าทองคำอย่างที่ Chopard ทำอยู่นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งและสะท้อนถึงฝีมือระดับเหนือชั้นอย่างแท้จริง

Alpine Eagle 41 XPS ในวัสดุ Lucent Steel™
เรื่องราวของ Alpine Eagle คือมหากาพย์ที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นภายในครอบครัว Scheufele อย่างแท้จริง เริ่มจากปี 1980 ที่ Karl-Friedrich ในวัยหนุ่มโน้มน้าวให้พ่อของเขาสร้างนาฬิกาสปอร์ตเหล็กเพื่อไลฟ์สไตล์แบบ St. Moritz จนกระทั่งปี 2019 ลูกชายของเขาก็ไปเจอเรือนต้นฉบับวางอยู่บนโต๊ะทำงานและขอให้ปลุกตำนานนี้ขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นคอลเลกชั่น Alpine Eagle ที่เราเห็นกันในวันนี้ และในปี 2026 รุ่น 41 XPS ก็ได้นำมรดกนี้มาบรรจบกับความทะเยอทะยานในการทำนาฬิกาที่บางเฉียบระดับ Ultra-thin
ด้วยความหนาของตัวเรือนเพียง 8 มม. ทำให้รุ่นนี้กลายเป็น Alpine Eagle ที่เพรียวบางที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตัวเรือนทำจาก Lucent Steel™ ซึ่งเป็นโลหะผสมสูตรเฉพาะที่ Chopard พัฒนาขึ้นเอง ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก L.U.C 96.40-L ซึ่งเป็นทายาทสายตรงจากกลไกชุดแรกที่โรงงาน Chopard ผลิตขึ้นในปี 1996
ความน่าทึ่งคือกลไกนี้หนาเพียง 3.3 มม. แต่กลับให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 65 ชั่วโมง ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยี Twin ของแบรนด์ที่ใช้ตลับลานสองชุดวางซ้อนกัน โดยมีไมโครโรเตอร์ที่ทำจากทองคำจรรยาบรรณ 22 กะรัตทำหน้าที่ขึ้นลานอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากความบางแล้ว งานวิศวกรรมข้างในยังเน้นความแม่นยำด้วยตัวปรับตั้งแบบ Swan’s-neck ที่ช่วยให้การจูนสายใยจักรกลอกทำได้ละเอียดสุดๆ แน่นอนว่าชิ้นส่วนทุกชิ้นที่มองเห็นได้ถูกขัดแต่งด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นลาย Côtes de Genève บนสะพานจักร การลบเหลี่ยมมุมด้วยมือ และการขัดลายวงกลมบนแท่นเครื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำตามมาตรฐานระดับสูงของ Poinçon de Genève เพื่อยืนยันว่าเป็นงานชิ้นเอกที่สมบูรณ์แบบทั้งในแง่ของฟังก์ชันและความงาม

หน้าปัดมาในสี Mountain Glow หรือสีแชมเปญอ่อน ๆ ที่จำลองแสงอาทิตย์ยามเช้าตอนตกกระทบหิมะบนยอดเขาแอลป์ ผสานเข้ากับลวดลายรัศมีที่เป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่น Alpine Eagle ซึ่งถอดแบบมาจากรูม่านตาของพญาอินทรี ส่วนตัวสายนาฬิกาถูกปรับปรุงใหม่ให้ช่วงข้อสาย 5 ข้อแรกมีความเรียวลงอย่างชัดเจน
มาพร้อมชุดล็อกที่มีระบบปรับขยายเพื่อความสบาย (Comfort-extension) สามารถปรับระยะได้ตั้งแต่ 2.5 ถึง 5 มิลลิเมตรโดยไม่ต้องถอดข้อสาย ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริงและตอบโจทย์มากสำหรับคนที่ต้องใส่ติดข้อมือตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ตัวเรือนวัสดุสเตนเลสสตีลยังได้รับตราประทับ Poinçon de Genève (Geneva Seal) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานการผลิตที่ประณีตและน่าประทับใจขั้นสุด
ข้อมูลทางเทคนิค Alpine Eagle 41 XPS in Lucent Steel™
- กลไก: กลไกอัตโนมัติ L.U.C 96.40-L ความถี่ 4 Hz สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง ใช้ Chopard Twin Technology ตกแต่งสะพานจักรด้วยลาย Côtes de Genève ได้รับการรับรองมาตรฐาน COSC Chronometer และ Poinçon de Genève
- ตัวเรือน: Lucent Steel™ ขนาด 41 มม. กันน้ำ 100 เมตร ตัวเรือนปัดซาตินแนวตั้ง พร้อมขอบมุมขัดเงา ขอบตัวเรือน (bezel) พร้อมสกรู 8 ตัววางในแนวแทนเจนต์ กระจกแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อน
- หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดสีแชมเปญ “Mountain Glow” จากกระบวนการ galvanic ลวดลายรัศมีแบบม่านตานกอินทรี หลักชั่วโมงและเข็มผลิตจาก ethical white gold เคลือบ Super-LumiNova® Grade X1 เข็มวินาทีเล็กตกแต่ง white lacquer
- สายและบานพับ: สาย Lucent Steel™ แบบ integrated ไล่เรียว (tapered) ข้อต่อกว้างปัดซาติน พร้อมฝาครอบกลางขัดเงา ตัวล็อกแบบ triple folding clasp พร้อม
- ปุ่มเซฟตี้ระบบขยายสายเพื่อความสบาย (comfort-fit extension system)

นาฬิกาโครโนมิเตอร์ LUC 1860 ตัวเรือนทำจากเหล็ก Lucent Steel™
นาฬิกา L.U.C 1860 รุ่นดั้งเดิมคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โรงงานใน Fleurier เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่ง Karl-Friedrich Scheufele ตั้งใจใช้เรือนนี้เพื่อโชว์ศักยภาพในการผลิตกลไกอินเฮาส์ของ Chopard อย่างเต็มตัว โดยในเวอร์ชันปี 2026 นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติในโอกาสครบบรอบของแบรนด์
ตัวเรือนมาในขนาด 36.5 มม. ซึ่งเป็นไซส์ที่เหล่านักสะสมที่เน้นเรื่องความรับกระชับและใส่สบาย (Ergonomics) ถวิลหา และเพื่อให้หน้าปัดดูสะอาดตาที่สุด พวกเขาจึงเลือกที่จะตัดหน้าต่างวันที่ออกไป
ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือหน้าปัดสีน้ำเงิน Areuse Blue ซึ่งตั้งชื่อตามแม่น้ำที่ไหลผ่านใกล้ๆ โรงงานผลิตใน Fleurier ตัวหน้าปัดทำจากทองคำขาว 18 กะรัต และแกะสลักลวดลายกิโยเช่ (Guilloché) ด้วยมือจากเครื่องกลึงโบราณโดยช่างฝีมือของแบรนด์เอง Chopard เป็นเพียงไม่กี่แบรนด์ที่ยังคงเก็บรักษาและใช้งานเครื่องจักรเก่าเหล่านี้อยู่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ามาก เพราะลวดลายที่เกิดจากมือมนุษย์ควบคุมเครื่องกลึงแบบดั้งเดิมจะมีความลึกและมิติที่เครื่องจักรสมัยใหม่ทำไม่ได้ มอบเสน่ห์ของงานฝีมือที่จับต้องได้จริงบนข้อมือ

กลไกที่ใช้คือ L.U.C 96.40-L ชุดเดียวกับที่อยู่ใน Alpine Eagle XPS รุ่นใหม่ ความโดดเด่นอยู่ที่ความบางเพียง 3.3 มม. แต่กลับอัดแน่นด้วยตลับลานคู่ที่ให้พลังงานสำรองนานถึง 65 ชั่วโมง พร้อมชุดปรับตั้งความเที่ยงตรงแบบคอหงส์ (Swan’s-neck) และผ่านการรับรองระดับ COSC ทุกชิ้นส่วนถูกขัดแต่งด้วยมือตามมาตรฐานสูงสุดของ Poinçon de Genève
จับคู่มากับสายหนังวัวลายนูนสีเทาที่เข้ากันได้ดีกับตัวเรือนซึ่งบางเพียง 8.2 มม. ในมุมมองของนาฬิการุ่นฉลองครบรอบ เรือนนี้ดูถ่อมตัวและมั่นคงในตัวเองสูงมาก เพราะไม่มีการสลักข้อความแสดงการเฉลิมฉลองหรือระบุตัวเลขรุ่นพิเศษใดๆ มีเพียงตัวตนของนาฬิกาที่ดีมากๆ ซึ่งถูกสร้างขึ้นตามมาตรฐานที่โรงงานแห่งนี้ใช้เวลาบ่มเพาะมาตลอด 3 ทศวรรษ
ข้อมูลทางเทคนิค L.U.C 96.40-L
- กลไก: กลไกอัตโนมัติ (Self-winding) L.U.C 96.40-L ขนาด 27.40 มม. หนา 3.30 มม. สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง พร้อมระบบบาร์เรลคู่แบบ Chopard Twin Technology ขึ้นลานด้วยไมโครโรเตอร์ทองคำ 22 กะรัตแบบ ethical ที่ผ่านการแกะสลักลวดลาย
- ตัวเรือน: Lucent Steel™ ขนาด 36.50 มม. กันน้ำ 30 เมตร มาพร้อมเม็ดมะยมแบบ notched สลักโลโก้ L.U.C และกระจกแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน
- หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดทองคำสี “Areuse Blue” แบบ hand-guilloché หลักชั่วโมงทรง chevron ผลิตจากไวท์โกลด์ เข็มชั่วโมงและนาทีทรง Dauphine รวมถึงเข็มวินาทีเล็กทรง baton ล้วนผลิตจากไวท์โกลด์
- สายและตัวล็อก: สายหนังลูกวัวสีเทาแอนทราไซต์ผิวเกรน เดินด้ายสีเดียวกับสาย จับคู่กับหัวเข็มขัดแบบ pin buckle ใน Lucent Steel™ พร้อมสลักโลโก้ L.U.C

Happy Hearts in Lucent Steel™
ย้อนกลับไปในปี 1993 Caroline Scheufele เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการด้วยการเปิดตัว Happy Sport นาฬิกาที่นำเหล็กมาวางคู่กับเพชร ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นการแหกกฎที่ไม่มีใครกล้าทำ เพราะอัญมณีล้ำค่าควรอยู่คู่กับโลหะมีค่าเท่านั้น แต่เวลาได้พิสูจน์แล้วว่าวิสัยทัศน์ของเธอนั้นถูกต้อง จนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่อุตสาหกรรมนาฬิกายอมรับในเวลาต่อมา ล่าสุดจิตวิญญาณแห่งความขบถนี้ได้ถูกนำมาตีความใหม่ในรุ่นปี 2026 ที่มาพร้อมความสนุกและร่วมสมัยด้วยสายยีนส์ (Denim)
บนหน้าปัดเปลือกมุกสีขาวสะอาดตา มี “หัวใจเต้นระบำ” สองดวงที่คอยขยับไปมาอย่างอิสระอยู่ใต้กระจกแซฟไฟร์ ดวงหนึ่งทำจากเปลือกมุกสีขาวเข้ากับหน้าปัด ส่วนอีกดวงโดดเด่นด้วยเปลือกมุกไล่เฉดสีชมพู-ม่วงที่หาได้ยาก ซึ่ง Chopard ตั้งใจใส่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ไว้ โดยสีชมพูสื่อถึงความรัก สีม่วงสะท้อนถึงจิตวิญญาณและการเปลี่ยนแปลง ส่วนเปลือกมุกคือตัวแทนของความบริสุทธิ์และการปกป้อง โดยมีเพชรเต้นระบำอีก 3 เม็ดมาช่วยเติมเต็มลีลาบนหน้าปัดให้สมบูรณ์
ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 09.01-C ซึ่งเป็นกลไก In-house ที่พัฒนาขึ้นเองทั้งหมดภายในเวิร์คช็อปของแบรนด์ สำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง บรรจุอยู่ในตัวเรือนขนาด 33 มม. ที่ทำจาก Lucent Steel™ วัสดุที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Chopard ซึ่งให้ความเงางามและมีความยั่งยืนสูง เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างงานวิศวกรรมที่เชื่อถือได้กับงานดีไซน์ที่มีชีวิตชีวา
ข้อมูลทางเทคนิค Happy Hearts in Lucent Steel™
- กลไก: กลไกอัตโนมัติ (Self-winding) Chopard 09.01-C สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
- ตัวเรือน:Lucent Steel™ ขนาด 33 มม. กันน้ำ 30 เมตร มาพร้อมกระจกแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อน และฝาหลังแบบโปร่ง (exhibition case-back) พร้อมโลโก้ Happy Sport
- หน้าปัดและเข็ม:หน้าปัดมุกสีขาว (white mother-of-pearl) ประดับเพชรเคลื่อนไหว 3 เม็ด และหัวใจเคลื่อนไหว 2 ชิ้นในไวท์โกลด์ 18K (หนึ่งเป็น mother-of-pearl สีขาว อีกหนึ่งไล่เฉดชมพู-ม่วง) หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบโรเดียม เข็มชั่วโมง-นาทีทรง conical พร้อมเข็มวินาทีกลางแบบ baton
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีจากแกนกลาง
- สายและตัวล็อก: สายผ้าเดนิมสีน้ำเงิน จับคู่กับหัวเข็มขัดแบบ pin buckle ใน Lucent Steel™

ย้อนกลับไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 Karl Scheufele ที่ 1 เคยได้รับฉายาว่า “Master of Jewellery Watches” ซึ่งจิตวิญญาณนั้นยังคงส่งต่อมาถึงคอลเลกชั่น L’Heure du Diamant อย่างชัดเจน โดยเฉพาะรุ่นใหม่ปี 2026 ที่มาในรูปทรงคุชชั่น (Cushion-shaped) หน้าปัดหินนิล (Onyx) เรือนนี้ คือการประกาศก้องว่า Chopard มองนาฬิกาเป็นเครื่องประดับล้ำค่าก่อนที่จะเป็นเพียงเครื่องมือบอกเวลา และยังโชว์ความเชี่ยวชาญในการนำหินสีธรรมชาติมาเจียระไนได้อย่างน่าทึ่ง
เสน่ห์ที่ทำให้หน้าปัดหิน Onyx เรือนนี้พิเศษคือลวดลายตามธรรมชาติของแร่ธาตุ ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีนาฬิกาเรือนไหนที่มีหน้าตาซ้ำกันเลย ทุกเรือนจึงเป็นของชิ้นเดียวในโลกโดยปริยาย ตัวเรือนทองคำขาว 18 กะรัต (Ethical White Gold) ขนาด 30.5 x 30.5 มม. ถูกล้อมรอบด้วยเพชรน้ำงามรวมกว่า 4.40 กะรัต ผ่านเทคนิคการฝังแบบ Crown-setting ที่ใช้หนามเตยรูปตัว V เพื่อเปิดทางให้แสงลอดผ่านเพชรได้มากที่สุดจนเกิดประกายระยิบระยับถึงขีดสุด
ความแปลกใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปี 2026 และถือเป็นลูกเล่นที่แยบยลมาก คือการประดับเพชรลงบนเข็มชั่วโมงและนาทีด้วย ทำให้ทุกครั้งที่เข็มเคลื่อนที่ แสงจะตกกระทบและหักเหไปตามจังหวะเวลา กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงละครแห่งแสงบนข้อมือ แม้แต่บนเม็ดมะยมก็ยังประดับด้วยเพชรเจียระไนทรง Briolette เพื่อไม่ให้หลุดคอนเซปต์ความหรูหราแม้แต่จุดเดียว
ภายใต้ความงามแบบอัญมณีชั้นสูงนี้ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 09.01-C ซึ่งเป็นกลไกที่ Chopard ออกแบบ พัฒนา และผลิตขึ้นเองทั้งหมดภายในโรงงานของตัวเอง (In-house) ประกอบด้วยชิ้นส่วน 148 ชิ้น และสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง ซึ่งเป็นชุดกลไกมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในรุ่นยอดฮิตอย่าง Happy Hearts มั่นใจได้ว่านอกจากจะสวยระดับ Masterpiece แล้ว เรื่องประสิทธิภาพการเดินเวลาก็ไว้ใจได้ตามมาตรฐานสวิส
ข้อมูลทางเทคนิค
L’Heure du Diamant in 18-carat ethical white gold
- ตัวเรือน: ตัวเรือน 18K ไวท์โกลด์แบบ ethical ขนาด 30.50 × 30.50 มม. กันน้ำ 30 เมตร ขอบตัวเรือน (bezel) ประดับเพชรทรง brilliant-cut และเม็ดมะยมประดับเพชรเจียระไนทรง briolette
- กลไก: กลไกอัตโนมัติ (Self-winding) Chopard 09.01-C ประกอบด้วยชิ้นส่วน 148 ชิ้น สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
- หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดหิน Onyx เข็มชั่วโมงและนาทีผลิตจากไวท์โกลด์ 18K แบบ ethical ประดับเพชรทรง brilliant-cut หลักชั่วโมงตำแหน่ง 12, 3, 6 และ 9 นาฬิกา ประดับเพชรทรง brilliant-cut
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาทีจากแกนกลาง
- สาย: สายหนัง Alligator สีดำ จับคู่กับหัวเข็มขัดไวท์โกลด์ 18K แบบ ethical ประดับเพชร
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
UR-101 Diamond Sky หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ ว่านี่คือหนึ่งในผลงานที่เคยถูกแช่แข็งในเวิร์คช็อปมาก่อน
Breitling Navitimer Cosmonaute Artemis II เมื่อจิตวิญญาณแห่งการสำรวจปี 1962 ถูกตีความใหม่ในตัวเรือนทองคำ 18K
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

