เส้นทางสู่เสี้ยววินาทีแห่งชัยชนะของเรือนเวลา split-seconds chronograph จาก Patek Philippe

Date:

ความเป็นมา วิวัฒนาการ และยุคปัจจุบันของเรือนเวลา split-seconds chronograph ภายใต้ชายคา Patek Philippe

ภายในโลกแห่งการแข่งขันที่ทุกวินาทีเป็นตัวตัดสินความสำเร็จ ใครเป็นผู้ชนะ ใครกลับต้องพ่ายแพ้ ชะตาชีวิตของคนเราสามารถตัดสินได้ภายในเสี้ยววินาทีเดียว และเครื่องมือสำคัญที่ช่วยชี้ชะตาย่อมหนีไม่พ้นนาฬิกาโครโนกราฟที่สามารถจับเวลาได้อย่างแม่นยำ และตำนานแห่งโลกนาฬิกาอย่าง Patek Philippe นับเป็นหนึ่งในผู้นำที่ช่วยกำหนดผู้ชนะผ่านเรือนเวลาโครโนกราฟที่ไม่เพียงแต่จับเวลาได้อย่างแม่นยำเท่านั้น แต่ยังเสริมประสิทธิภาพของการจับช่วงเวลาเสี้ยววินาทีให้เหนือชั้นด้วยฟังก์ชัน split-seconds chronograph ที่ชี้ขาดผู้ชนะได้อย่างไร้ข้อกังขา ทั้งยังมุ่งมั่นเพิ่มเติมฟังก์ชันให้ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน และคงความสง่างามข้ามยุคสมัย




จุดเริ่มต้นแห่งวินาทีบ่งชี้ชัยชนะ

อาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์แห่งเรือนเวลาโครโนกราฟของ Patek Philippe นั้นสามารถย้อนไปไกลถึงปี 1854 ที่ Antoni Norbert de Patek ได้เดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกา และได้ค้นพบว่า “ชาวอเมริกันต้องการนาฬิการาคาย่อมเยาแต่ต้องสามารถจับความเร็วของม้าได้อย่างแม่นยำถึงหนึ่งในสี่ของวินาที” นั่นจึงเป็นที่มาของนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรก Ref. 10 051 ซึ่งเปิดตัวในปี 1856 เพิ่มมาในรูปแบบนาฬิกาพกพร้อมหน้าปัดย่อยสามวงเพิ่มด้วยการแบ่งสเกลสี่ส่วนสำหรับเข็มวินาทีโครโนกราฟแบบกระโดด (jumping chronograph hand) แม้จะเป็นก้าวแรกที่น่าตื่นเต้นแต่นาฬิกาเรือนนี้ยังไม่มีระบบ reset อัตโนมัติทำให้การจับเวลาในแต่ละรอบยังทำได้ไม่สะดวกง่ายดายนัก แต่นี่คือต้นแบบของนาฬิกาโครโนกราฟภายใต้ชายคา Patek Philippe ที่มีรูปลักษณ์สง่างามคลาสสิก ด้วยรูปแบบหน้าปัดย่อยสามวง เส้นสายเรียบหรู หน้าปัดเคลือบอีนาเมลสีขาว และสะพานจักรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นับแต่นั้นมา Patek Philippe จึงเพียรพยายามเพิ่มฟังก์ชันต่างๆ ให้ทำงานควบคู่กับฟังก์ชันโครโนกราฟได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันบอกเวลาต่างไทม์โซน ฟังก์ชันปฏิทินถาวร ไปจนถึงสมการเวลา ซึ่ง ณ ตอนนั้นยังคงรูปแบบนาฬิกาพกที่เหล่าสุภาพบุรุษทั้งหลายสามารถพกพาไปยังสนามแข่งขันประชันความเร็วต่างๆ ได้อย่างโก้หรู

ครั้นมาถึงช่วงปี 1920 ความนิยมในนาฬิกาข้อมือเริ่มแพร่หลายยิ่งขึ้น ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ฟังก์ชันจับเวลาแยกสองเข็มหรือ split-seconds chronograph ก็เริ่มเป็นที่ต้องการเช่นเดียวกัน ในปี 1923 นาฬิกาข้อมือที่มาพร้อมฟังก์ชันดังกล่าวจึงได้ถือกำเนิดขึ้น นั่นก็คือ No. 124824 นาฬิกาข้อมือเรือนแรกที่มาพร้อมฟังก์ชันจับเวลาแยกสองรายการพร้อมกัน ทำให้สามารถเปรียบเทียบเสี้ยววินาทีแห่งชัยชนะได้อย่างชัดแจ้งยิ่งขึ้น ลองนึกดูว่า หากเราสามารถจับเวลาม้าแข่งสองตัวพร้อมกันได้ การบันทึกสถิติจะสามารถทำได้แม่นยำยิ่งขึ้น เสี้ยววินาทีแห่งชัยชนะก็จะสามารถตัดสินชี้ขาดได้อย่างไร้ข้อกังขา และนี่คือสิ่งที่ No. 124824 นาฬิกาข้อมือรูปลักษณ์คลาสสิก แต่เพิ่มด้วยฟังก์ชันจับเวลาที่เหนือชั้น ณ ช่วงเวลานั้นสามารถทำได้ นี่จึงเป็นก้าวสำคัญของ Patek Philippe ในการก้าวสู่สนามแข่งขันที่ทุกวินาทีสำคัญเทียบเท่าชีวิต

การเดินทางผ่านยุคสมัยของเรือนเวลาโครโนกราฟแห่ง Patek Philippe

จากนั้นมา ความพยายามในการพัฒนากลไกขับเคลื่อนฟังก์ชันโครโนกราฟของ Patek Philippe ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ โดยกลไกโครโนกราฟรุ่นแรกๆ ผลิตขึ้นโดยใช้กลไกจากผู้ผลิตภายนอก อย่างเช่นนาฬิกาโครโนกราฟในปี 1927 เลือกใช้กลไกจาก Victorin Piguet ต่อมาในปี 1929 จึงเริ่มใช้กลไกจากบริษัท Reymond Frères หรือ Valjoux ในปัจจุบัน กลไกเหล่านี้นับเป็นหัวใจของนาฬิกาโครโนกราฟที่สง่างามที่สุดในยุคนั้น

พัฒนาการในเชิงกลไกครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 1986 เมื่อ Ref. 3970 นาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรกที่เปลี่ยนมาใช้กลไก Lemania 27-70 รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจขับเคลื่อนของนาฬิการุ่น Ref. 3970 มายาวนานถึง 18 ปี ซึ่งต้องบอกว่า ช่วงยุค ’80s ที่วงการนาฬิกากำลังเผชิญกับการยึดครองตลาดของกลไกควอตซ์ ทำให้ความนิยมในนาฬิกากลไกจักรกลเริ่มลดลง แต่ Ref. 3970 ยังคงยืนหยัดในความซับซ้อนของกลไกโครโนกราฟที่เพิ่ม

ฟังก์ชันปฏิทินถาวรเข้ามาด้วย มากไปกว่าความซับซ้อนของกลไกอันเที่ยงตรงและแม่นยำ Ref. 3970 ยังเป็นนาฬิกาโครโนกราฟที่มีรูปลักษณ์ขึ้นแท่นไอคอนิกที่นักสะสมจดจำได้จากหน้าปัดที่ประกอบไปด้วยหน้าปัดย่อยสามวง ทำหน้าที่บ่งบอกปีอธิกสุรทิน (leap year indicator) และตัวจับเวลา 30 นาทีของโครโนกราฟ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ฟังก์ชันแสดงข้างขึ้นข้างแรมและวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ตัวนับเวลา 12 ชั่วโมงของโครโนกราฟ และเข็มวินาทีหลัก ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา นอกจากนี้ยังมีช่องแสดงวันและเดือนแบบคู่ ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา พร้อมปุ่มกดโครโนกราฟทรงกลมแบบดั้งเดิมอยู่ขนาบข้างเม็ดมะยมอีกด้วย ด้วยรูปลักษณ์อันสง่างามโก้หรู พร้อมฟังก์ชันครบเครื่อง Ref. 3970 จึงกลายเป็นที่เสาะแสวงหาในหมู่นักสะสมตัวยงมาโดยตลอด

นาฬิกาโครโนกราฟอีกหนึ่งรุ่นที่ยังคงอยู่ในใจนักสะสมเสมอมาย่อมเป็น Ref. 5959 ในปี 2005 ซึ่งเป็นนาฬิกาโครโนกราฟที่มาพร้อมฟังก์ชัน split-seconds ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ CHR 27-525 PS ผลิตภายในโรงงานของแบรนด์เองเป็นรุ่นแรก มันเป็นกลไกโครโนกราฟแบบคอลัมน์วีลที่มีฟังก์ชันจับเวลาแยกสองรายการ และปุ่มกดแบบ mono-pusher ที่บางที่สุดในโลก นี่จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในเชิงกลไกของ Patek Philippe เลยก็ว่าได้ และไม่เพียงแต่รุดหน้าในเชิงกลไกเท่านั้น ทางด้านรูปลักษณ์ก็ยังท้าทายขีดจำกัดเดิมๆ ไม่น้อย เพราะ Ref. 5959 เป็นนาฬิกา split-seconds chronograph ที่มาในตัวเรือนขนาด 33 มม. เท่านั้น ซึ่งจัดว่าเป็นขนาดค่อนข้างเล็กสำหรับนาฬิกาที่เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชันและมีกลไกที่ซับซ้อนถึงเพียงนี้ แต่นั่นทำให้นาฬิการุ่นนี้ได้รับความนิยมในวงกว้างขึ้น ด้วยขนาดตัวเรือนที่รับกับข้อมือของสุภาพสตรีได้อย่างลงตัว

เรือนเวลา split-seconds chronograph ร่วมสมัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งฟังก์ชัน split-seconds และรูปลักษณ์ของนาฬิกาโครโนกราฟจาก Patek Philippe นั้นก้าวผ่านกาลเวลามาได้อย่างสง่าผ่าเผย ซึ่งถึงแม้จะคงความคลาสสิกตลอดกาลแต่ก็ยังคงเติมแต่งเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในเชิงดีไซน์ให้ดูร่วมสมัยอยู่เสมอ เช่นเดียวกับกลไกที่ต้องรองรับการขับเคลื่อนฟังก์ชันที่หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งยังคำนึงถึงการใช้งานในชีวิตประจำวันเพื่อให้ผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาโครโนกราฟสามารถรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับนาฬิกาที่สวมใส่ได้มากยิ่งขึ้น

หนึ่งในนาฬิกา split-seconds chronograph ที่เป็นตัวแทนบ่งบอกความเชี่ยวชาญเชิงกลไกซับซ้อน และคำนึงถึงดีไซน์ที่ตอบสนองการใช้งานของผู้สวมใส่ที่มีความต้องการแตกต่างกันไป คือ Ref. 5373P-001 นาฬิกาโครโนกราฟจับเวลาแบบสองเข็มที่เพิ่มฟังก์ชันปฏิทินถาวรมาด้วย และยังออกแบบให้เอื้อต่อการใช้งานของผู้ถนัดซ้ายโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นนาฬิกาโครโนกราฟสำหรับผู้ถนัดซ้ายรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของ Patek Philippe เลยทีเดียว

โดย Ref. 5373P-001 เป็นการต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง Ref. 5372 ซึ่งในรุ่นนี้มีการจัดวางองค์ประกอบบนหน้าปัดใหม่ด้วยการสลับด้าน และปุ่มควบคุมที่วางตำแหน่งกลับด้านกัน ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ คาลิเบอร์ CHR 27-525 PS Q ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟพร้อมปฏิทินถาวรที่บางที่สุดเท่าที่เคยมีมา บรรจุอยู่ในตัวเรือนแพลตินัมขนาด 38.5 มม. ซึ่งมีความหนา 12.93 มม. ไม่เพียงแต่คำนึงถึงการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่าง แต่ยังนับเป็นนาฬิกาโครโนกราฟในตระกูล Patek Philippe ที่ดูมีคาแร็กเตอร์โดดเด่น และเป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่งด้วยตัวเรือนแพลตินัมที่มาพร้อมหน้าปัดสีเทาชาร์โคลขัดซาตินในแนวตั้ง และไล่เฉดเข้มจากด้านในสู่ขอบรอบนอก หน้าปัดย่อยสีดำสนิทตกแต่งลายก้นหอย จุดที่สะดุดตาที่สุดเห็นทีคงเป็นเข็มโครโนกราฟสีแดงเคลือบแล็กเกอร์ รับกับตะเข็บเส้นด้ายสีแดงบนสายหนังลูกวัวสีดำพิมพ์ลายผ้าที่บ่งบอกสไตล์ที่สปอร์ตอันเหนือระดับ

รูปลักษณ์ของนาฬิกา split-seconds chronograph ของ Patek Philippe นั้นมีเอกลักษณ์เด่นชัดชนิดที่มองเพียงปราดเดียวก็สามารถจดจำได้ ถึงแม้จะปรับเปลี่ยนวัสดุ สีสันบนหน้าปัด หรือผิวสัมผัสที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงดีเอ็นเอของ Patek Philippe ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และ Ref. 5204G-001 ก็เป็นเช่นนั้น นาฬิกาโครโนกราฟจับเวลาแบบสองเข็มที่มาพร้อมปฏิทินถาวรรุ่นนี้มอบความรู้สึกร่วมสมัยผ่านตัวเรือนทองคำขาว หน้าปัดสีเขียวมะกอกตกแต่งลายซันเบิร์สต์ไล่เฉดสีดำเข้มรอบขอบนอก จับคู่กับสายหนังลูกวัวสีเขียวมะกอกเดินเส้นตะเข็บสีเบจพร้อมตัวพับทำจากไวท์โกลด์ ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือรหัส CHR 29-535 PS Q ที่พัฒนาให้เดินด้วยความถี่ที่เพิ่มขึ้นเป็น 4 เฮิรตซ์และสำรองพลังงานได้ยาวนานขึ้นถึง 56 ชั่วโมง นับเป็นนาฬิกาโครโนกราฟแบบจับเวลาสองเข็มที่เข้ามาเชื่อมโยงความคลาสสิกของรุ่นบุกเบิกเข้ากับนาฬิกาโครโนกราฟในยุคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

แต่ถ้าจะให้ยกตัวอย่างเรือนเวลา split-seconds chronograph ที่เพียบพร้อมทุกคุณลักษณะที่นักสะสมตัวจริงมองหา Ref. 5308G-001 Quadruple Complication คือตัวเลือกที่แสดงความเพียบพร้อมในเชิงคอมพลิเคชันและผสานความสง่างามรอบด้านไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลองคิดดูว่า นาฬิกาตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 42 มม. ต้องบรรจุไว้ซึ่งกลไกที่ขับเคลื่อนฟังก์ชันหลากหลาย รวบรวมไว้ทั้งมินิตรีพีทเตอร์ โครโนกราฟจับเวลาแยกรายการ พร้อมกลไกจดสิทธิบัตรใหม่ 2 รายการ และปฏิทินถาวรแบบเปลี่ยนทันที (Instantaneous Perpetual Calendar) แสดงค่าแบบช่องหน้าต่าง ที่สามารถเปลี่ยนข้อมูลวัน วันที่ เดือน และปีอธิกสุรทิน ได้ภายในเวลาเพียง 30 มิลลิวินาที ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกชุดใหม่คาลิเบอร์ R CHR 27 PS QI ที่ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มแรงบิดของลาน เพิ่มน้ำหนักบาลานซ์ให้เสถียร และเปลี่ยนโรเตอร์ทอง 22K มาเป็นโรเตอร์แพลตินัม เพื่อเพิ่มกำลังการขึ้นลานโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดบาร์เรล

ถึงแม้การรวมตัวของคอมพลิเคชันอันซับซ้อนยิ่งขึ้นและการเปลี่ยนกลไกที่มีกำลังแรงกว่าเดิมจะทำให้ความหนาของตัวเรือนเพิ่มขึ้นมา 1.93 มม. แต่ก็ไม่อาจลดทอนความงามสง่าของ Ref. 5308G-001 ได้เลยแม้แต่น้อย ตัวเรือนไวท์โกลด์รองรับหน้าปัดซันเบิร์สต์สีไอซ์บลู หลักชั่วโมงและเข็ม Dauphine ทำจากไวท์โกลด์ พร้อมกรอบช่องปฏิทินสีน้ำเงิน ซึ่งนอกจากจะออกแบบให้สวยงามในทุกรายละเอียดแล้ว ดีไซน์ทั้งหมดยังต้องขับเน้นความชัดเจนในการอ่านค่า เพราะต้องรองรับข้อมูลถึง 13 รายการด้วยกัน นี่จึงเป็นก้าวสำคัญในการรวบรวมสุดยอดคอมพลิเคชันที่คำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งานอย่างแท้จริง

รวมถึงอีกหนึ่งรุ่นสำคัญที่เพิ่งเปิดตัวในงาน Watches & Wonders 2025 ครั้งที่ผ่านมาอย่าง Split-Seconds Chronograph Ref. 5370R-001 นาฬิกาโครโนกราฟจับเวลาสองเข็มที่ดูเหมือนว่าจะหวนคืนสู่ความสง่างามสไตล์คลาสสิกและหรูหราอย่างเต็มขั้น ด้วยตัวเรือนโรสโกลด์รองรับหน้าปัดตกแต่งด้วยเทคนิคอีนาเมลแบบ grand feu สีน้ำตาล เข็มนาฬิกาทรงใบไม้ทำจากโรสโกลด์เคลือบสารเรืองแสง ส่วนหน้าปัดย่อยและสเกลทาคีมิเตอร์ลงอีนาเมลด้วยเทคนิค champlevé สีเบจ ช่วยเสริมการอ่านค่าได้ง่าย จับคู่กับสายหนังอัลลิเกเตอร์สีน้ำตาลเกาลัด รูปลักษณ์ของ Ref. 5370R-001 จึงให้ความรู้สึกหรูหราและอบอุ่นด้วยโทนสีและวัสดุที่เลือกใช้

แต่แท้จริงแล้วภายใต้ตัวเรือนโรสโกลด์ขนาด 41 มม. ความหนา 13.56 มม. บรรจุไว้ซึ่งกลไกคาลิเบอร์ CHR 29-535 PS ที่ผสานโครงสร้างกลไกแบบดั้งเดิมที่ใช้ระบบควบคุมแบบคอลัมน์วีลและคลัตช์แนวนอน พร้อมบรรจุนวัตกรรมที่จดสิทธิบัตรถึง 7 รายการด้วยกัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความทนทาน ง่ายในการบำรุงรักษา นวัตกรรมที่ถูกยกระดับให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นยังรวมถึงกลไกควบคุมฟังก์ชัน split-seconds ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานเมื่อหยุดเข็มจับเวลาแยกรายการ โดยกลไกนี้สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 65 ชั่วโมงเมื่อไม่ได้ใช้งานโครโนกราฟ จึงอาจกล่าวได้ว่าถึงแม้จะพรางตัวด้วยรูปลักษณ์ที่เคารพในขนบดั้งเดิม แต่กลไกที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในเป็นนาฬิกาที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการไขว่คว้าชัยชนะอย่างไม่มีวันหยุดนิ่ง

ข้อมูลทางเทคนิค

Patek Philippe Split-Seconds Chronograph Ref. 5370R-001

  • กลไก:ไขลานด้วยมือคาลิเบอร์ CHR 29-535 PS
  • ฟังก์ชัน: จับเวลาแยกสองเข็ม จับเวลา 30 นาทีแบบเปลี่ยนฉับพลัน และแสดงวินาทีบนหน้าปัดย่อย
  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ขนาด 41 มม.
  • หน้าปัด: grand feu อีนาเมลสีน้ำตาล หน้าปัดย่อย champlevé อีนาเมลสีเบจ
  • สาย: สายหนังอัลลิเกเตอร์สีน้ำตาลเกาลัดเข้ม ตัวล็อกแบบพับสามทบ
  • ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรใหม่

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฟิลิปป์ สเติร์น (Philippe Stern)

ประวัติโดยย่อของทูร์บิญอง (Tourbillon)

“Gear Design ฟันเฟืองเวลา กลไกแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการบอกเวลา”

Share post:

More like this

เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver นาฬิกาดำน้ำที่น่าจับตา และรุ่นอื่นๆ ที่ถ่ายทอดมนตร์เสน่ห์ของแดนอาทิตย์อุทัยได้อย่างน่าชื่นชม ภายในงาน...

CHANEL J12 ผลงานปฏิวัติวงการนาฬิกาที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างความงามเชิงดีไซน์กับความจริงจังทางวิศวกรรม

J12 ได้สร้างความแตกต่าง เปลี่ยนมุมมองที่คนมีต่อวัสดุเซรามิกไปโดยสิ้นเชิง และพร้อมออกเดินทางสำรวจในเชิงวัสดุศาสตร์ต่อไป CHANEL เป็นแบรนด์แห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเสื้อผ้า แต่ยังรวมถึงการผลิตนาฬิกาด้วย อิสระในการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์และองค์ความรู้เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ นี่คือพื้นฐานของการสร้างสรรค์ของ...

Audemars Piguet Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สานต่อตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรู

ตำนานบทใหม่แห่งนาฬิการะดับไอคอนสู่แนวคิดนอกกรอบที่โดดเด่นท้าทายทุกสายตา ภาพจำของ Royal Oak Offshore ย่อมเป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ต่อยอดจากรุ่นพี่อย่าง Royal Oak ที่ถือกำเนิดในช่วงยุค...

เดินหน้าสู่ความเป็นเลิศในปีนักษัตรม้าไฟอันทรงพลังกับ Blancpain Villeret Calendrier Chinois Traditionnel 2026

ความเป็นเลิศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานทรงอานุภาพถ่ายทอดลงบนเรือนเวลากลไกปฏิทินจีนอันแสนซับซ้อน     เป็นธรรมเนียมของทุกปีที่เมื่อถึงเวลาก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่วงการนาฬิกาต่างต้อนรับการผลัดเปลี่ยนปีนักษัตรผ่านลวดลายบนหน้าปัด ลายสลักบนฝาหลัง หรือองค์ประกอบต่างๆ ที่ถ่ายทอดภาพสัตว์อันเป็นสัญลักษณ์ประจำปีนั้นๆ และหนึ่งในนาฬิกาปีนักษัตรที่เฉลิมฉลองศักราชใหม่ผ่านงานช่างฝีมือผสานเข้ากับกลไกฟังก์ชันปฏิทินได้อย่างล้ำเลิศ และเป็นคอลเลกชันที่เราเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อทุกปีก็คือ Blancpain...