THE ART OF REINVENTION

Date:

สำหรับ Franck Muller การสร้างสรรค์นาฬิกาไม่ใช่เพียงแค่ความท้าทายทางวิศวกรรม แต่ถือเป็นเรื่องสนุก มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยอารมณ์ แม้กระทั่งในนาฬิกากลไกซับซ้อนซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญสูงสุดจนได้รับฉายาว่า Master of Complications

WORDS: PIMPILAI BOONJONG | PHOTOGRAPHER: RANK | STYLIST: CHANON MINGMIT

ในช่วงทศวรรษ 1990 ขณะที่อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตนาฬิกาควอตซ์ได้ไม่นาน แบรนด์ส่วนใหญ่เลือกเดินบนเส้นทางแห่งความคลาสสิก ย้อนกลับไปสู่เรือนเวลาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอดีต แต่ Franck Muller กลับเลือกเดินสวนทาง เพื่อสร้างสิ่งที่โลกไม่เคยเห็น ตั้งแต่การจัดวาง Tourbillon ไว้กลางหน้าปัด การสร้างสรรค์นาฬิกา Jumping Hours ที่ถูกจัดองค์ประกอบเหมือนงานสถาปัตยกรรม ไปจนถึง Crazy Hours ที่ทำให้เข็มชั่วโมงกระโดดไปมาแทนที่จะหมุนวนแบบที่เราคุ้นเคย

แบรนด์ Franck Muller ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1991 โดยมาสเตอร์วอทช์เมกเกอร์ Franck Muller และ Vartan Sirmakes ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตตัวเรือน ปัจจุบัน สำนักงานใหญ่ที่ Watchland ใน Genthod ชานเมืองเจนีวา ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงโรงงาน แต่เป็นศูนย์รวมของนักออกแบบ วิศวกร ช่างประกอบ ช่างขัดแต่ง และผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตที่ทำงานอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน แทบทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ตัวเรือน หน้าปัด สะพานจักร ไปจนถึงชิ้นส่วนของกลไก ถูกผลิตขึ้นภายใน แนวคิดนี้ทำให้แบรนด์สามารถทดลองวัสดุใหม่ พัฒนากลไกเฉพาะ และควบคุมคุณภาพได้ในระดับที่ผู้ผลิตทั่วไปทำได้ยาก

สำหรับปี 2026 Franck Muller ได้สร้างสรรค์ผลงานหลากหลายที่ไม่ได้พยายามไล่ตามกระแสวัสดุไฮเทคหรือการออกแบบแบบมินิมัล หากแต่กลับเลือกย้ำจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์โดดเด่นมาตลอด ทั้ง Vanguard Damascus, Master Jumper Skeleton, Round Triple Mystery และ Cintrée Curvex Gatsby สำหรับ Jean-Loup Glénat หัวหน้าฝ่ายออกแบบของแบรนด์ ความท้าทายไม่ใช่การสร้างกลไกที่ซับซ้อนที่สุดอีกต่อไป แต่คือการทำให้ผู้คน “รู้สึก” กับกลไกเหล่านั้นตั้งแต่วินาทีแรกที่มองเห็น

นาฬิการุ่น Vanguard Damascus Racing ตัวเรือนดามัสกัสสตีล หน้าปัดโอเพนเวิร์ก พร้อมตัวเลขอาหรับสเตนเลสสตีล กันน้ำลึก 30 เมตร ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ MVT FM 2800-SQ01 สำรองพลังงานนาน 42 ชั่วโมง แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา จับคู่กับสายหนังโครโคไดล์พร้อมตัวล็อกสายแบบพับทำจากดามัสกัสสตีล จาก Franck Muller via Cortina Watch

FORGED IN FIRE

ทุกครั้งที่วงการนาฬิกาพูดถึง “วัสดุใหม่” ภาพที่เรามักนึกถึงคือคาร์บอนไฟเบอร์ เซรามิก ไทเทเนียม หรือโลหะผสมที่พัฒนาขึ้นในห้องทดลอง แต่ Franck Muller เลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม แทนที่จะมองไปสู่อนาคตเพียงอย่างเดียว แบรนด์กลับหันไปหยิบหนึ่งในศาสตร์โลหะวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติขึ้นมาเล่าใหม่ นั่นคือ Damascus Steel วัสดุที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปี ที่ถูกนำมาตีความใหม่ในคอลเลกชัน Vanguard Damascus และ Vanguard Damascus Racing ซึ่งนับเป็นหนึ่งในผลงานที่สะท้อนแนวคิดของ Franck Muller ในการนำประเพณีและนวัตกรรมมาหลอมรวมกัน จนเกิดภาษาการออกแบบร่วมสมัยที่ไม่มีใครเหมือน

ชื่อ “Damascus” มาจากเมืองดามัสกัส ซึ่งในยุคกลางเป็นศูนย์กลางการค้าดาบที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้ว่านักประวัติศาสตร์จะยังถกเถียงกันถึงต้นกำเนิดที่แท้จริงของเหล็กชนิดนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนยอมรับตรงกันคือ ดาบ Damascus เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง ความคม และความงดงามในเวลาเดียวกัน เอกลักษณ์ของมันอยู่ที่ลวดลายคลื่นซึ่งเกิดจากการนำเหล็กหลายชนิดซ้อนทับกัน ก่อนจะพับและเชื่อมหลายสิบครั้ง จนเกิดชั้นโลหะจำนวนมากที่ไม่เคยมีลวดลายเหมือนกันแม้แต่ชิ้นเดียว สำหรับนักสะสมมีดและดาบ ความไม่ซ้ำกันนี้คือคุณค่าทางศิลปะ และสำหรับ Franck Muller มันคือแนวคิดที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะนาฬิกาชั้นสูงก็ไม่ควรมีหน้าตาเหมือนกันทุกเรือน

แม้ Damascus Steel จะถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมมีดหรูมาระยะหนึ่งแล้ว แต่การนำมาผลิตตัวเรือนนาฬิกาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่ามาก เหตุผลสำคัญคือ ตัวเรือนนาฬิกาต้องมีความแม่นยำในระดับไมครอน ทุกมุม ทุกเส้นโค้ง และทุกพื้นผิวต้องสามารถรองรับกระจก เม็ดมะยม ซีลกันน้ำ และกลไกภายในได้อย่างสมบูรณ์ ยิ่งสำหรับ Vanguard ซึ่งเป็นตัวเรือนทรง tonneau ที่มีความโค้งในหลายมิติ การขึ้นรูป Damascus Steel จึงยิ่งท้าทายกว่าตัวเรือนทรงกลมทั่วไป และหลังจากขึ้นรูปแล้ว โลหะยังต้องผ่านกระบวนการกัดผิว (etching) เพื่อเผยให้เห็นชั้นโลหะที่ซ่อนอยู่ภายใน จนเกิดลวดลายคล้ายคลื่นน้ำหรือชั้นหินธรรมชาติ จึงไม่มีตัวเรือนสองเรือนใดที่เหมือนกัน แม้จะผลิตจากแบบเดียวกันทุกประการ

Franck Muller ไม่เพียงใช้ Damascus กับตัวเรือน แต่ยังชูลวดลายของโลหะให้กลายเป็นองค์ประกอบหลักของงานออกแบบ นาฬิการุ่น Vanguard Damascus โชว์พื้นผิวที่เต็มไปด้วยเส้นสายธรรมชาติราวกับงาน Abstract Art ที่เปลี่ยนแปลงไปตามมุมตกกระทบของแสง ตัวเรือนมีสัดส่วนที่ทรงพลัง ขอบตัวเรือนกว้างขึ้น ตัวเลขอาหรับขนาดใหญ่ถูกยกขึ้นเป็นสามมิติ จับคู่กับสาย Integrated Strap ที่เชื่อมต่อกับตัวเรือนอย่างต่อเนื่อง ให้บุคลิกแบบสปอร์ต

หาก Vanguard Damascus คือบทสนทนาระหว่างประวัติศาสตร์กับงานช่าง นาฬิกา Vanguard Damascus Racing ก็คือบทสนทนาระหว่างประวัติศาสตร์กับความเร็ว โดยตีความโลกของมอเตอร์สปอร์ตผ่านรายละเอียดที่ละเอียดอ่อนกว่า ทั้งหน้าปัดแบบ openworked ที่เปิดเผยสถาปัตยกรรมของกลไกให้เห็นอย่างชัดเจน โครงสร้างที่เป็นเหลี่ยมมุมชวนให้นึกถึงแชสซีของรถแข่ง สะพานจักรที่เปิดโล่งสร้างมิติคล้ายโครงสร้าง Roll Cage ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้สื่อถึง ‘พลังที่กำลังเคลื่อนที่’ มากกว่าจะเป็นเพียงความเร็ว ดีไซน์แบบ Skeleton ไม่เพียงแต่ซับซ้อน แต่ยังทำให้ผู้สวมใส่เข้าใจการทำงานของเวลา Jean-Loup Glénat เคยอธิบายว่า การทำ Skeleton ที่ดีไม่ใช่การตัดโลหะออกให้มากที่สุด แต่คือการรักษาสมดุลระหว่างความโปร่ง ความแข็งแรง และความสามารถในการอ่านเวลา แนวคิดนี้เห็นได้ชัดใน Vanguard Damascus Racing แม้โครงสร้างจะเปิดโล่ง แต่เข็มชั่วโมงและนาที รวมถึงตัวเลขอาหรับขนาดใหญ่ ยังคงโดดเด่นและอ่านค่าได้ง่าย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ Franck Muller ให้ความสำคัญมาโดยตลอด

นาฬิการุ่น Vanguard Damascus ตัวเรือนดามัสกัสสตีล กันน้ำลึก 30 เมตร ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ MVT FM 800-DT สำรองพลังงานนาน 42 ชั่วโมง แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา จับคู่กับสายหนังโครโคไดล์พร้อมตัวล็อกสายแบบพับทำจากดามัสกัสสตีล จาก Franck Muller via Cortina Watch

WHEN TIME LEARNS TO JUMP

ในโลกของกลไกซับซ้อน การทำให้นาฬิกา ‘อ่านง่าย’ บางครั้งกลับเป็นเรื่องที่สร้างได้ยากที่สุด และ Franck Muller Curvex CX Master Jumper Skeleton คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน เมื่อแบรนด์เลือกละทิ้งเข็มชั่วโมงและนาทีแบบดั้งเดิม แล้วเปลี่ยนการแสดงเวลาให้เป็นตัวเลขที่ “กระโดด” เปลี่ยนพร้อมกันอย่างฉับพลัน ผ่านกลไก Triple Jumping Complication ซึ่งรวมชั่วโมง นาที และวันที่ไว้ในองค์ประกอบเดียวกัน

หัวใจสำคัญของ Curvex CX Master Jumper Skeleton คือระบบแสดงเวลาแบบ Triple Jumping ซึ่งใช้จานหมุนทั้งหมดถึง 5 ชุด เพื่อแสดงข้อมูลสามประเภท ได้แก่ ชั่วโมง นาที และวันที่ แทนการใช้เข็มแบบดั้งเดิม ชั่วโมงปรากฏอยู่ในช่องที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา นาทีแสดงผ่านจานสองชุดตรงกลาง และวันที่อยู่ในช่องด้านล่างที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ทำให้ข้อมูลทั้งสามเรียงตัวในแนวตั้งอย่างสมมาตรและสามารถอ่านค่าได้โดยตรง ความเรียบง่ายที่ปรากฏต่อสายตากลับซ่อนความซับซ้อนทางวิศวกรรมเอาไว้ไม่น้อย

ปัญหาสำคัญของกลไก Jumping Indication คือ พลังงาน เพราะต่างจากเข็มที่เคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง การทำให้จานตัวเลขกระโดดจากตำแหน่งหนึ่งไปสู่อีกตำแหน่งหนึ่งในทันทีต้องอาศัยพลังงานจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ชั่วโมงใหม่ ซึ่งทั้งชั่วโมงและนาทีต้องเปลี่ยนพร้อมกัน และความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้นอีกเมื่อถึงช่วงเปลี่ยนวัน ซึ่งวันที่ต้องกระโดดไปพร้อมกันด้วย

Franck Muller แก้โจทย์ดังกล่าวด้วยระบบ double barrel หรือถังลานคู่ โดยถังลานชุดแรกบริเวณด้านล่างซ้ายรับหน้าที่ส่งพลังงานให้กับตัวกลไกและระบบวันที่ ส่วนถังลานอีกชุดบริเวณด้านบนซ้ายทำหน้าที่ขับเคลื่อนจานนาทีและจานชั่วโมง การแยกภาระของระบบออกจากกันช่วยรักษาแรงบิดให้มีความสม่ำเสมอ และทำให้การกระโดดของตัวเลขยังคงแม่นยำตลอดช่วงกำลังสำรอง

Franck Muller เลือกไม่ซ่อนความซับซ้อนดังกล่าวไว้ใต้หน้าปัด แต่กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม ด้วยการเปิดโครงสร้างของกลไกให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ จานทั้งห้าชุด รวมถึงชุดเฟืองที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อน สามารถมองเห็นได้จากด้านหน้าผ่านสะพานจักรที่เจาะช่องเปิดออก ขณะเดียวกันยังติดตั้งแซฟไฟร์คริสตัลชั้นในบริเวณ inner bezel เพื่อสร้างความลึกแบบสามมิติ

โดยกรอบของช่องแสดง hours, minutes และ date ถูกสร้างรวมอยู่บนชิ้นส่วนแซฟไฟร์นี้โดยตรง วิธีดังกล่าวทำให้สามารถรักษาความโปร่งของกลไก openworked เอาไว้ พร้อมแบ่งข้อมูลทั้งสามส่วนออกจากความซับซ้อนของกลไกด้านหลังอย่างชัดเจน

อีกองค์ประกอบที่ทำให้รุ่นนี้แตกต่างคือ Curvex CX ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อจาก Cintrée Curvex รูปทรงที่อยู่คู่กับ Franck Muller มาตั้งแต่ปี 1991 โดยยังรักษาเส้นโค้งอันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ แต่ปรับโครงสร้างตัวเรือนใหม่เพื่อเปิดพื้นที่ให้หน้าปัดมากขึ้น สำหรับ Curvex CX Master Jumper Skeleton รุ่นล่าสุด ตัวเรือนโรสโกลด์มีขนาดกว้าง 38.2 มิลลิเมตร ยาว 55.4 มิลลิเมตร และหนา 10.8 มิลลิเมตร ใช้ inner bezel โรสโกลด์ กระจกแซฟไฟร์ และกันน้ำได้ 30 เมตร จับคู่กับสายหนังอัลลิเกเตอร์และบัคเคิลโรสโกลด์

หัวใจของผลงานนี้คือ กลไกอินเฮาส์ MVT FM 3100-CS1 แบบไขลานด้วยมือ มีกำลังสำรอง 30 ชั่วโมง ตัวกลไกมีขนาดกว้าง 31.40 มิลลิเมตร ยาว 43.45 มิลลิเมตร และหนา 6.90 มิลลิเมตร ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง การเลือกใช้กลไกทรงเดียวกับตัวเรือนมีความสำคัญไม่น้อย เพราะแทนที่จะวางกลไกทรงกลมลงภายในตัวเรือน tonneau กลไกถูกสร้างให้สอดรับกับพื้นที่ภายใน และนั่นทำให้สถาปัตยกรรมทั้งหมดสามารถแผ่ไปตามรูปทรงของ Curvex CX ได้อย่างเต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น Franck Muller ยังใช้การตกแต่งหลายรูปแบบกับชิ้นส่วนต่างๆ ที่เผยตัวผ่านหน้าปัดโปร่งแสง

นาฬิการุ่น Curvex CX Master Jumper Skeleton ตัวเรือนโรสโกลด์ หน้าปัดโอเพนเวิร์กครอบด้วยแซฟไฟร์คริสตัล ทำงานด้วยกลไกไขลาน MVT FM 3100-CS1 แสดงชั่วโมงผ่านช่องหน้าต่าง ณ 12 นาฬิกา แสดงนาทีผ่านช่องหน้าต่างกลางหน้าปัด และวันที่ผ่านช่องหน้าต่าง ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา สำรองพลังงาน 30 ชั่วโมง จับคู่กับสายหนังอัลลิเกเตอร์พร้อมตัวล็อกหัวเข็มขัดโรสโกลด์ จาก Franck Muller via Cortina Watch

THE ROARING TWENTIES

หากทศวรรษ 1920 คือช่วงเวลาที่โลกกำลังค้นพบอิสระรูปแบบใหม่ ทั้งในศิลปะ แฟชั่น สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิต Cintrée Curvex Gatsby ก็เปรียบเสมือนการพาบรรยากาศเหล่านั้นกลับมาอยู่บนข้อมืออีกครั้ง ผ่านหนึ่งในรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของ Franck Muller ผลงานใหม่นี้หยิบความสง่างามของยุค Art Deco มาผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมตัวเรือน Cintrée Curvex อันเป็นซิกเนเจอร์ของเมซง

แรงบันดาลใจของ Cintrée Curvex Gatsby มาจากโลกของ rowing clubs และการพักผ่อนริมแม่น้ำในช่วงทศวรรษ 1920 ยุคที่ความสง่างามดำเนินควบคู่ไปกับความรู้สึกอิสระและการแสดงออกทางศิลปะ Franck Muller จึงไม่ได้เลือกหยิบเพียงรูปแบบทางศิลปะของ Art Deco มาใช้ แต่พยายามถ่ายทอดบรรยากาศของยุค Roaring Twenties ผ่านรายละเอียดของเรือนเวลา

หนึ่งในรายละเอียดที่เห็นได้ชัดที่สุดอยู่บนหน้าปัด ด้วยตัวเลขกราฟิกแบบเพนต์ที่ออกแบบขึ้นใหม่โดยอ้างอิงจาก typography ของยุค Art Deco เส้นสายที่ชัดเจนและมีจังหวะช่วยสร้างโครงสร้างให้กับหน้าปัด ขณะเดียวกันก็ทำให้บุคลิกของ Gatsby แตกต่างจากการใช้ตัวเลขสไตล์คลาสสิกที่เราคุ้นเคยในนาฬิกา Franck Muller หลายรุ่น ประกอบกับเสน่ห์ของหน้าปัด stamped guilloché ลวดลาย sun pattern ซึ่งเคลือบแล็กเกอร์ถึง 25 ชั้น รายละเอียดทั้งหมดทำให้หน้าปัดเกิดมิติระหว่างลวดลายที่แผ่ออกจากศูนย์กลางกับตัวเลข Art Deco ที่วางตัวอยู่โดยรอบ

เสน่ห์แปลกใหม่นี้ปรากฏอยู่บน Cintrée Curvex ตัวเรือนทรง tonneau ที่กลายเป็นหนึ่งในภาษาการออกแบบสำคัญของแบรนด์ และสำหรับ Cintrée Curvex Gatsby ตัวเรือนมีขนาดกว้าง 29 มิลลิเมตร ยาว 39 มิลลิเมตร และหนาเพียง 7.2 มิลลิเมตร มีให้เลือกทั้งโรสโกลด์ 18K ที่ให้โทนอุ่นและสเตนเลสสตีลซึ่งดูเรียบขรึมกว่า พร้อมกระจกแซฟไฟร์และความสามารถในการกันน้ำ 30 เมตร ขอบตัวเรือนถูกประดับด้วยเพชร brilliant-cut จำนวน 64 เม็ด น้ำหนักรวม 1.04 กะรัต ซึ่งฝังด้วยมือทั้งหมด งานประดับเพชรจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพิ่มความหรูหรา แต่ยังทำหน้าที่คล้ายกรอบที่เน้นเส้นโค้งของ Cintrée Curvex ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น โดยแบรนด์ระบุว่า การฝังเพชรแต่ละเม็ดต้องอาศัยทักษะที่เกิดจากการฝึกฝนของช่างเป็นเวลาหลายปี

เมื่อนำองค์ประกอบทั้งหมดมารวมกัน ภาพที่เกิดขึ้นจึงมีความน่าสนใจตรงความขัดแย้งระหว่าง ‘กราฟิก’ กับ ‘เส้นโค้ง’ ตัวเลขแบบ Art Deco มีความชัดเจนและเป็นระเบียบ ขณะที่ตัวเรือนกลับไหลต่อเนื่องด้วยเส้นสายที่อ่อนโยน ความแตกต่างนี้ทำให้ Gatsby มีบุคลิกย้อนยุคโดยไม่ดูเหมือนนาฬิกาที่ถูกหยิบออกมาจากอดีตโดยตรง หัวใจของนาฬิกาคือกลไกอัตโนมัติ MVD 1748 bidirectional automatic winding ประกอบด้วยชิ้นส่วน 75 ชิ้น ทำงานที่ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และมีกำลังสำรอง 38 ชั่วโมง ตัวกลไกมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 17.2 มิลลิเมตร และหนา 4.8 มิลลิเมตร ซึ่งสอดรับกับสัดส่วนที่บางของตัวเรือน

รายละเอียดของการตกแต่งยังสะท้อนธรรมเนียมของงานนาฬิกาสวิส ตั้งแต่ Côtes de Genève บนสะพานจักรและแผ่นโรเตอร์, perlage บนเมนเพลต ไปจนถึงการ beveling, diamond polishing, sunray brushing และ snailing บนชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งสามารถชื่นชมได้ผ่านฝาหลังแบบเปิด ปิดท้ายด้วยสายหนังอัลลิเกเตอร์ ขณะที่ตัวบัคเคิลเลือกวัสดุให้เข้ากับตัวเรือนทั้งโรสโกลด์หรือสเตนเลสสตีล และประดับเพชร

นาฬิการุ่น Cintrée Curvex Gatsby ตัวเรือนโรสโกลด์ ประดับเพชร หน้าปัดแกะลายสลัก เคลือบแล็กเกอร์ ตกแต่งตัวเลขกราฟิกสไตล์ Art Deco ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ MVD 1748 สำรองพลังงาน 38 ชั่วโมง กันน้ำลึก 30 เมตร จาก Franck Muller via Cortina Watch

THE ART OF INVISIBLE TIME

หนึ่งในเสน่ห์สำคัญของนาฬิกาชั้นสูงก็คือความสามารถในการตั้งคำถามกับสิ่งที่เราคุ้นเคย และสำหรับ Franck Muller คำถามนั้นก็คือ “เราจำเป็นต้องอ่านเวลาจากเข็มนาฬิกาเสมอไปหรือไม่” แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นจุดกำเนิดคอลเลกชันนาฬิกา Mystery ซึ่ง Franck Muller พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ระหว่างการเดินทางเพื่อธุรกิจ

เมื่อเขาได้สัมผัสมุมมองต่อ “เวลา” ในวัฒนธรรมที่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับความเร่งรีบหรือกรอบเวลาแบบตายตัว แต่ปล่อยให้แต่ละคนดำเนินชีวิตตามจังหวะของตัวเอง ความประทับใจนั้นถูกถ่ายทอดออกมาเป็นนาฬิกา Mystery รุ่นแรก ซึ่งละทิ้งเข็มนาฬิกาแบบดั้งเดิม และใช้จานหมุนเพียงหนึ่งชุดเพื่อแสดงชั่วโมงแทน

และจากหนึ่งจานหมุน สองปีต่อมา Franck Muller เปิดตัว Double Mystery ซึ่งเพิ่มจานหมุนชุดที่สองเพื่อแสดงทั้งชั่วโมงและนาที ก่อนพัฒนาแนวคิดนี้ไปอีกชั้นใน Triple Mystery ด้วยการเพิ่มจานหมุนสำหรับแสดงวินาที ทำให้หน้าปัดกลายเป็นเวทีของการเคลื่อนไหวที่แทบไม่เหลือภาพจำของนาฬิกาแบบดั้งเดิมอีกต่อไป เมื่อมองเผินๆ ตัวบอกเวลาดูราวกับลอยอยู่เหนือหน้าปัด แต่เบื้องหลังคือจานหมุนอิสระสามชุดที่ทำหน้าที่แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปี 2026 Franck Muller นำแนวคิดนี้กลับมาตีความอีกครั้งผ่าน Round Triple Mystery Series ซึ่งเปิดตัวในงาน World Presentation of Haute Horlogerie 2026 โดยยังคงหัวใจของ Mystery เอาไว้ครบถ้วน แต่ยกระดับทั้งกลไก งานอัญมณี และงานสเกเลตันให้มีความซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม กลไกที่อยู่เบื้องหลังคอลเลกชันนี้คือ MVD 2800-TMY แบบอัตโนมัติ ซึ่งถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนจานหมุนสามชุดอย่างเป็นอิสระ โดยเฉพาะการเพิ่มจานวินาทีที่หมุนด้วยความเร็วสูงกว่าจานแสดงชั่วโมงและนาทีอย่างมาก กลายเป็นความท้าทายสำคัญ เพราะต้องควบคุมทั้งน้ำหนัก พลังงาน และเสถียรภาพของกลไกไปพร้อมกัน

เพื่อแก้โจทย์นี้ วิศวกรจึงพัฒนาแผ่นโครงสร้างตรงกลางแบบ skeletonised ให้มีทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักเบา จานแสดงวินาทีทั้งชุดหนักเพียง 0.052 กรัม โดยตัวลูกศรหนัก 0.002 กรัม เพชร 0.003 กรัม และชิ้นส่วน skeleton pastille 0.047 กรัม สัดส่วนเล็กน้อยเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพ เพราะทุกเศษเสี้ยวของน้ำหนักหมายถึงพลังงานที่กลไกต้องใช้เพิ่มขึ้น

ใจกลางหน้าปัดถูกตกแต่งด้วยลวดลายเรขาคณิตคล้าย spirograph เสริมภาพของการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เพชรเจียระไนทรงสามเหลี่ยมทำหน้าที่เป็นตัวบอกวินาที เปลี่ยนองค์ประกอบที่มีหน้าที่ทางกลไกให้กลายเป็นรายละเอียดเชิงสุนทรียะไปพร้อมกัน ตัวเรือนมีขนาด 39 มิลลิเมตร สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง และมีให้เลือกทั้งโรสโกลด์และไวท์โกลด์ แต่สิ่งที่ทำให้ Round Triple Mystery Series ในปีนี้โดดเด่น คือวิธีที่ Franck Muller นำกลไกเดียวกันมาตีความในสามรูปแบบ ได้แก่ รุ่นประดับอัญมณีเจียระไนทรงบาแก็ตต์ รุ่นประดับอัญมณีไล่เฉดสีแบบเรนโบว์ และรุ่นสเกเลตัน

Franck Muller อธิบายคอลเลกชันนี้ในฐานะเรื่องราวของจินตนาการและการต่อต้านขนบเดิม เปลี่ยนชั่วโมง นาที และวินาทีให้กลายเป็นบัลเลต์ของแสงและการเคลื่อนไหวที่อยู่กึ่งกลางระหว่างกลไก งานอัญมณี และภาพลวงตา

นาฬิกา Franck Muller Triple Mystery Rainbow ตัวเรือนโรสโกลด์ 39 มม. หน้าปัดประดับแซฟไฟร์ รูบี้ อเมทิสต์ และทซาโวไรต์ 240 เม็ด (รวม 2.07 กะรัต) แสดงเวลาด้วยอินเด็กซ์เพชรทรงสามเหลี่ยม ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ MVD 2800-TMY ขึ้นลานสองทิศทาง แสดงชั่วโมง นาที และวินาที สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง จับคู่กับสายหนังอัลลิเกเตอร์ จาก Franck Muller via Cortina Watch

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont Terra Nova Jumping Hour รุ่นใหม่ ก้าวล้ำเหนือชั้นกว่าเคย
De Bethune ยกระดับเรือนเวลา Jump Hour ขึ้นไปอีกขั้นด้วย DB25 Digitale
Bvlgari จับมือ Vianney Halter เผยโฉมเรือนเวลารูปทรงเรโทร-ฟิวเจอริสติกอันงดงามตระการตา บนฐานตัวเรือน Octo Finissimo ขนาด 40 มิลลิเมตร 

Share post:

More like this

เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver นาฬิกาดำน้ำที่น่าจับตา และรุ่นอื่นๆ ที่ถ่ายทอดมนตร์เสน่ห์ของแดนอาทิตย์อุทัยได้อย่างน่าชื่นชม ภายในงาน...

CHANEL J12 ผลงานปฏิวัติวงการนาฬิกาที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างความงามเชิงดีไซน์กับความจริงจังทางวิศวกรรม

J12 ได้สร้างความแตกต่าง เปลี่ยนมุมมองที่คนมีต่อวัสดุเซรามิกไปโดยสิ้นเชิง และพร้อมออกเดินทางสำรวจในเชิงวัสดุศาสตร์ต่อไป CHANEL เป็นแบรนด์แห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเสื้อผ้า แต่ยังรวมถึงการผลิตนาฬิกาด้วย อิสระในการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์และองค์ความรู้เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ นี่คือพื้นฐานของการสร้างสรรค์ของ...

Audemars Piguet Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สานต่อตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรู

ตำนานบทใหม่แห่งนาฬิการะดับไอคอนสู่แนวคิดนอกกรอบที่โดดเด่นท้าทายทุกสายตา ภาพจำของ Royal Oak Offshore ย่อมเป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ต่อยอดจากรุ่นพี่อย่าง Royal Oak ที่ถือกำเนิดในช่วงยุค...

เดินหน้าสู่ความเป็นเลิศในปีนักษัตรม้าไฟอันทรงพลังกับ Blancpain Villeret Calendrier Chinois Traditionnel 2026

ความเป็นเลิศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานทรงอานุภาพถ่ายทอดลงบนเรือนเวลากลไกปฏิทินจีนอันแสนซับซ้อน     เป็นธรรมเนียมของทุกปีที่เมื่อถึงเวลาก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่วงการนาฬิกาต่างต้อนรับการผลัดเปลี่ยนปีนักษัตรผ่านลวดลายบนหน้าปัด ลายสลักบนฝาหลัง หรือองค์ประกอบต่างๆ ที่ถ่ายทอดภาพสัตว์อันเป็นสัญลักษณ์ประจำปีนั้นๆ และหนึ่งในนาฬิกาปีนักษัตรที่เฉลิมฉลองศักราชใหม่ผ่านงานช่างฝีมือผสานเข้ากับกลไกฟังก์ชันปฏิทินได้อย่างล้ำเลิศ และเป็นคอลเลกชันที่เราเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อทุกปีก็คือ Blancpain...