CHÂTEAU RAUZAN-SÉGLA และ CHÂTEAU CANON ตลอด 30 ปีแห่งการเชื่อมโยงกับ CHANEL
คุณเคยสังเกตไหมว่า บางครั้งสิ่งสวยงามที่สุดก็ใช้เวลาบ่มเพาะนานที่สุด? เรื่องราวของ Château Rauzan-Ségla และ Château Canon กับ CHANEL ก็เป็นเช่นนั้น ซึ่งในปี 2025 นี้ เรากำลังจะได้ฉลองวาระครบรอบ 30 ปีแห่งการผนึกกำลังที่ไม่ธรรมดา ไปพร้อมๆ กับความสัมพันธ์ที่เป็นเหมือนการลงทุนในจิตวิญญาณแห่งผืนดินและงานฝีมือ นี่คือบทพิสูจน์ที่จับต้องได้ว่า “เวลา” คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการรังสรรค์สิ่งอันล้ำค่าให้กลับมางดงามโดดเด่นอีกครั้ง

ย้อนกลับไปในปี 1994 ที่ CHANEL ตัดสินใจเข้ามาดูแล Château Rauzan-Ségla และต่อด้วย Château Canon ในปี 1996 คุณอาจสงสัยว่าแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่าง CHANEL จะเข้ามามีบทบาทอะไรในโลกแห่งไวน์ที่เปี่ยมไปด้วยประเพณี? คำตอบนั้นเรียบง่ายและลึกซึ้ง CHANEL มองเห็นคุณค่าและศักยภาพอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในผืนดินและประวัติศาสตร์ของไร่องุ่นเหล่านี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การปรับปรุงฉาบฉวย กลับกลายเป็นการทำงานอย่างเป็นขั้นตอนและมีเป้าหมายชัดเจน แบ่งเป็นสามทศวรรษที่เต็มไปด้วยความหมาย ราวกับชีวิตของไวน์ชั้นดีที่ต้องผ่านการบ่มเพาะ นั่นก็คือ
ทศวรรษแรก (เรียนรู้): ลองจินตนาการถึงการยืนอยู่กลางไร่องุ่น สูดกลิ่นดินที่ชุ่มฉ่ำ สัมผัสถึงลมที่พัดผ่านใบองุ่น นั่นคือสิ่งที่ CHANEL ทำในทศวรรษแรก พวกเขาใช้เวลาทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงธรรมชาติของไร่องุ่นแต่ละแห่ง ฟังเสียงจากผืนดิน เรียนรู้จังหวะการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล และซึมซับแก่นแท้ของ Terroir อย่างถ่อมตน เช่นเดียวกับการที่ Gabrielle Chanel ใช้เวลาทำความเข้าใจโครงสร้างของผ้าและสรีระของผู้หญิงก่อนจะสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นอมตะ (Terroir คือลักษณะเฉพาะของดินและสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อผลผลิต)
ทศวรรษที่สอง (รวมรากฐาน): การสร้างสรรค์สิ่งยิ่งใหญ่มักเริ่มต้นจากรากฐานที่แข็งแกร่ง CHANEL ลงมือปรับปรุงโครงสร้างของไร่องุ่นอย่างละเอียดและอดทน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบระบายน้ำ การจัดเรียงแปลงองุ่นใหม่ หรือการลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยยังคงไว้ซึ่งความเคารพในวิธีการดั้งเดิม เป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน เฉกเช่นเดียวกับการที่แบรนด์ได้สร้างสรรค์ชิ้นงานที่ประณีตทุกรายละเอียด ตั้งแต่โครงสร้างภายในจนถึงผิวสัมผัสภายนอกที่เรารู้สึกได้
ทศวรรษที่สาม (ยกระดับ): นี่คือช่วงเวลาแห่งการเผยโฉม CHANEL ซึ่งดึงศักยภาพสูงสุดที่ซ่อนอยู่ในไร่องุ่นเหล่านี้ออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ มุ่งเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพของไวน์ให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น เผยให้เห็นถึงความสง่างามและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของไวน์แต่ละวินเทจ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ แบรนด์ในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ
เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องตัวเลขที่ Gabrielle Chanel ยึดถือ จังหวะสามช่วงเวลาของการฟื้นฟูนี้จึงสะท้อนถึงโครงสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ของ CHANEL ซึ่งก่อตั้งบนสามกิจกรรมหลัก ได้แก่ แฟชั่น นาฬิกาและเครื่องประดับชั้นสูง และน้ำหอมและความงาม ทั้งสามจักรวาลนี้ต่างแสดงออกถึงคุณค่าพื้นฐานของเมซง ไม่ต่างจากการผลิตไวน์ นั่นก็คือ เวลา ความเชี่ยวชาญ และการสร้างสรรค์
แก่นแท้ที่เชื่อมโยง เวลา ความเชี่ยวชาญ และการสร้างสรรค์
เวลา คือสิ่งล้ำค่าที่สุดที่เราทุกคนต่างรับรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นในการดูแลไร่องุ่นหรือในการสร้างสรรค์ผลงานชั้นสูงของแบรนด์ การทำความเข้าใจดินและสภาพภูมิอากาศเฉพาะถิ่น (terroir) ต้องใช้เวลาและความอดทน เช่นเดียวกับการออกแบบชุดโอต์กูตูร์ที่ต้องผ่านกระบวนการคิดและตัดเย็บอย่างประณีต หรือการประดิษฐ์นาฬิกาที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนในทุกกลไก การเคารพวงจรธรรมชาติและการใส่ใจในทุกฤดูกาลคือหัวใจสำคัญที่เชื่อมโยงการปลูกองุ่นเข้ากับปรัชญาของเมซง สิ่งเหล่านี้สอนให้เราตระหนักว่าผลลัพธ์ที่แท้จริงและยั่งยืนมักต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะ ไม่ใช่การเร่งรีบ


ความเชี่ยวชาญ (Savoir-faire) เป็นแกนหลักที่หล่อหลอมความสัมพันธ์นี้ Château Rauzan-Ségla และ Château Canon ให้ความสำคัญกับทักษะที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องการปลูกองุ่น การคัดเลือก การบ่มเพาะ ไปจนถึงการผสมผสานรสชาติ สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยความแม่นยำในทุกขั้นตอน และความใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แบรนด์ยึดถือมาโดยตลอด ทั้งในห้องเก็บไวน์ที่อากาศเย็นเยียบ หรือในห้องทำงานของช่างฝีมือที่เต็มไปด้วยสมาธิ ทุกชิ้นงานล้วนเกิดจากความทุ่มเท ความพิถีพิถัน และฝีมือที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เป็นการแสดงให้เห็นว่างานฝีมือที่แท้จริงไม่เคยล้าสมัย แต่กลับยิ่งเพิ่มคุณค่าเมื่อเวลาผ่านไป
การสร้างสรรค์ คือแรงผลักดันที่ทำให้ทุกโครงการของ CHANEL ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับคุณภาพของพื้นที่เพาะปลูก การตีความลักษณะเฉพาะของไวน์ในแต่ละปีเพื่อดึงเอาศักยภาพที่ดีที่สุดออกมา หรือการพัฒนารูปแบบและกลิ่นหอมใหม่ๆ ในโลกของน้ำหอม สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงออกถึงความกล้าที่จะผสมผสานรากฐานดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดใหม่ๆ นอกจากนี้พวกเขากำลัง “ตีความ” ธรรมชาติและประวัติศาสตร์ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ให้แก่ผู้คน
มรดกแห่งไวน์ เรื่องเล่าจาก Margaux สู่ Saint-Émilion
คุณนึกภาพออกไหมว่าองุ่นแต่ละพันธุ์มีบุคลิกเฉพาะตัวอย่างไร?
Château Rauzan-Ségla ในภูมิภาค Médoc คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้ในปี 1994 ไร่องุ่นที่ตั้งอยู่ในใจกลางเขต Margaux แห่งนี้ ได้รับการจัดอันดับ ‘Second Growth’ มาตั้งแต่ปี 1855 พื้นที่ 70 เฮกตาร์บนดินกรวดลึกเอื้อต่อการปลูกองุ่น Cabernet Sauvignon, Merlot, Petit Verdot และ Cabernet Franc ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภายใต้การดูแลของ CHANEL Château Rauzan-Ségla ได้รับการฟื้นฟูโดยเน้นการผสมผสานนวัตกรรมเข้ากับความเคารพในประเพณี ส่งผลให้ไวน์ที่ผลิตออกมามีโครงสร้างที่สง่างาม ความซับซ้อนของกลิ่นหอม และศักยภาพในการบ่มที่โดดเด่น

ขณะที่ Château Canon ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนที่ราบหินปูนใน Saint-Émilion คืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ LES VIGNOBLES ไร่องุ่นระดับ Premier Grand Cru Classé แห่งนี้มีพื้นที่ 34 เฮกตาร์ ซึ่ง 24 เฮกตาร์เป็นส่วนที่ได้รับการจัดประเภท องุ่น Merlot และ Cabernet Franc เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมเฉพาะตัวแห่งนี้ ตั้งแต่ CHANEL เข้ามาดูแลในปี 1996 Château Canon ได้มุ่งเน้นที่การเคารพแหล่งกำเนิด ความแม่นยำในการปลูกองุ่น และการนำเสนอเอกลักษณ์ของไวน์ในแต่ละปีอย่างพิถีพิถัน ไวน์จาก Canon จึงเปี่ยมด้วยความสง่างาม ความลึกซึ้ง ความสดชื่นแบบมิเนอรัล และศักยภาพในการบ่มที่น่าทึ่ง
นอกเหนือจากเพียงแค่มองหาโอกาสทางธุรกิจในโลกของไวน์ ทำให้เราได้เห็นในอีกมุมมองหนึ่งว่า พวกเขากำลังทำหน้าที่พิทักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ตั้งแต่ปี 1994 และ CHANEL ได้สร้างกลุ่ม LES VIGNOBLES ซึ่งรวม Château Rauzan-Ségla, Château Canon, Château Berliquet และ Domaine de l’Ile เข้าไว้ด้วยกัน กลุ่มไร่องุ่นเหล่านี้มีเป้าหมายร่วมกันคือการยกระดับคุณภาพของพื้นที่เฉพาะถิ่นเหล่านี้ให้สูงสุด และผลิตไวน์ที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว ทำให้เครื่องดื่มแต่ละขวดนั้นเหมือนเป็นการเล่าเรื่องที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้น และได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์ด้วยความเชี่ยวชาญของมนุษย์ เป็นการยืนยันว่าปรัชญาของแบรนด์นั้นครอบคลุมมากกว่าแฟชั่น ผ่านการรังสรรค์และรักษา “สิ่งมีชีวิต” ที่ทรงคุณค่า

การเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีนี้จึงเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ที่จะรักษาความเป็นของแท้ ส่งต่อมรดก และให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งที่เป็นแก่นสาร ไม่ว่าจะเป็นการผลิตไวน์ชั้นดี หรือการสร้างสรรค์ผลงานแฟชั่น ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน สร้างขึ้นมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป และพัฒนาไปสู่ความเป็นเลิศด้วยความคิดสร้างสรรค์อันไม่หยุดยั้ง
และนี่คือบทบาทของ CHANEL ในโลกแห่งไวน์นี้สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ระดับโลกเช่นนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างสรรค์ความงามภายนอก กลับยังคงแสวงหาคุณค่าที่แท้จริงและยั่งยืนจากสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อยว่าแบรนด์แฟชั่นจะสามารถทุ่มเทให้กับงานฝีมืออันเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ได้อย่างลึกซึ้งเพียงใด
คุณผู้อ่านคิดว่าอะไรคือสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่าง CHANEL กับไร่องุ่นเหล่านี้ มาแชร์ประสบการณ์กันได้นะ?
อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่
เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025 เมื่อเวลาเชื่อมต่อเทคโนโลยี แฟชั่น และโลกยั่งยืน
Patek Philippe at Watches and Wonders 2025

