รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026

Date:

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ Audemars Piguet ได้จัดงาน AP Social CLub ที่เมืองแอนเดอร์แมตต์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำเสนอผลงานใหม่ประจำปี 2026 Ilaria Resta ซีอีโอของแบรนด์ได้กล่าวในวันเปิดงานว่า “เรากำลังยกย่องมรดกของเราด้วยการย้อนมองประวัติศาสตร์ตลอด 150 ปีที่ผ่านมา พร้อมกับสร้างสรรค์อนาคตไปในเวลาเดียวกัน ปี 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของ 150 ปีถัดไปของ Audemars Piguet เราได้ทบทวนอย่างลึกซึ้งถึงแนวทางที่เราควรยึดถือในระยะยาว และบทเรียนสำคัญที่ชัดเจนที่สุดคือ “ประสิทธิภาพไม่อาจแยกออกจากเป้าหมายได้” ซึ่งเป้าหมายที่ว่าก็คือ การคงความเป็นบริษัทที่ครอบครัวเป็นเจ้าของและยังคงความเป็นอิสระ 

เธอยังกล่าวด้วยว่า ลูกค้าของแบรนด์ถึง 11% เป็นคนรุ่น Gen Z ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่ง และยังเห็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มลูกค้าผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดในปี 2025 แบรนด์ยังได้ยกเลิกการแบ่งแยกว่าเป็น “นาฬิกาผู้ชาย” หรือ “นาฬิกาผู้หญิง” แต่หันมาเน้นที่กลไก วัสดุ และคุณสมบัติ เพราะการเลือกนาฬิกาเป็นเรื่องของรสนิยมและตัวตน 

Audemars Piguet ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นเลิศด้านการผลิตและความคิดสร้างสรรค์ “ในปี 2025 เราได้สร้างและเปิดตัว The Arc ซึ่งไม่ใช่เพียงโรงงานแห่งใหม่ แต่เป็นปรัชญาการผลิตรูปแบบใหม่ที่ยังคงยึดมั่นในแนวคิดของผู้ก่อตั้ง และรักษางานฝีมือที่ทำด้วยมือ  พัฒนา École des Savoir‑Faire เพื่อบ่มเพาะบุคลากรรุ่นใหม่ เรายังลงทุนใน FabLabs ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนายุคใหม่ ช่วยเร่งการสร้างต้นแบบ ผสานวัสดุและเทคนิคใหม่ ๆ และทำให้ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น” 

สุดยอดผลงานแห่งความซับซ้อน 

ผลงานมากมายที่เปิดตัวในปี 2026 นั้นเป็นเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี หนึ่งในนั้นคือผลงานมาสเตอร์พีซ… นาฬิกา 150th Heritage Pocket Watch “แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากบทสนทนาระหว่างดิฉันกับ Giulio Papi ขณะศึกษาผลงานในพิพิธภัณฑ์ ดิฉันหลงใหลในเสน่ห์ของนาฬิกาพกโบราณ เพราะการได้ถือมันไว้เปรียบเสมือนการได้สัมผัสประวัติศาสตร์ เมื่อดิฉันแบ่งปันความรู้สึกนี้ Giulio ตอบเพียงสั้นๆ แต่หนักแน่นว่า ‘ผมจะทำมันสำหรับวาระครบรอบ'”

ด้าน Giulio Papi  เล่าว่าผลงานนี้ตั้งอยู่บนสี่เสาหลัก คือ การหวนคืนสู่ธรรมเนียมการสร้างนาฬิกาพกแบบกลไกซับซ้อนของ Audemars Piguet ออกแบบให้พอดีกับกระเป๋าเพื่อให้พกพาได้จริง การยกย่องนักดาราศาสตร์โบราณผู้พัฒนาระบบปฏิทินทั้งสาม ซึ่งเป็นรากฐานของการบอกเวลา และการยกย่องงานศิลป์ชั้นสูง และที่สำคัญคือ แนวคิดเรื่อง กลไกเชิงสรีรศาสตร์  ที่ทำให้การใช้งานนาฬิกาซับซ้อนนี้เป็นเรื่องง่ายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้

นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเรือนนี้ประกอบด้วยฟังก์ชัน 47  ฟังก์ชัน และ 30 คอมพลิเคชัน เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกลไก Grande Sonnerie กลไกบอกเวลาแบบ Minute Repeater ปฏิทินถาวรแบบกึ่งเกรกอเรียน โครโนกราฟแบบฟลายแบ็กพร้อมระบบ Split-Seconds กลไก Flying Tourbillon นอกจากนี้ยังรวมเอานวัตกรรมจากโครงการวิจัยและพัฒนาล่าสุดของเมซง ได้แก่ เทคโนโลยี Supersonnerie (RD#1) โครงสร้างกลไกบางพิเศษ (RD#2) ระบบออสซิลเลเตอร์ที่เพิ่มแอมพลิจูดการทำงาน (RD#3) 

ผลงานนี้ทำงานแยกอิสระจากกลไกส่วนอื่น ทำงานด้วยคาลิเบอร์ 1150 กลไกใหม่ที่ยังคงโครงสร้างหลักของคาลิเบอร์ 1000 เอาไว้ กลไกนี้มิใช่เพียงการปรับปรุงเล็กน้อย หากเป็นการออกแบบและสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด เป็นกลไกไขลานด้วยมือซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนมากถึง 1,099 ชิ้น และเพื่อรักษาความสมดุลด้านการออกแบบสำหรับเรือนเวลาที่อัดแน่นด้วยคอมพลิเคชัน ตัวบ่งชี้ปฏิทินทั้งหมดจึงถูกจัดวางในช่องเฉพาะ ช่วยให้หน้าปัดโครโนกราฟอ่านค่าได้ชัดเจน และแสดงวันที่ได้อย่างรวดเร็ว

ผลงานนี้ยังมาพร้อมกลไก Universal Calendar เป็นครั้งแรก รองรับการตีความวัฏจักรเวลาที่หลากหลายจากทั่วโลก หน้าปัดไม่เพียงนำเสนอข้อมูลดาราศาสตร์อันซับซ้อน หากยังมอบมิติใหม่แห่งการรับรู้เวลา ด้วยการผสมผสานศาสตร์แห่งนาฬิกาเข้ากับดาราศาสตร์และประเพณีของมนุษยชาติ นอกจากจะแสดงข้อมูลปฏิทินที่เราคุ้นเคยแล้ว ยังแสดงเทศกาลสำคัญทางวัฒนธรรม 9 รายการ ที่สืบทอดจากประเพณีทั่วโลก เล่น คริสต์มาส วันนักบุญเซนต์จอห์น การเริ่มต้นเดือนรอมฏอนวันดิวาลี วันวิสาขบูชา ไปจนถึงวันตรุษจีน 

การทำงานของกลไกนี้ทั้งสัมผัสได้จริงและใช้งานง่าย เพียงหมุนวงล้อแบบสองทิศทางที่ด้านหลังตัวเรือน ก็สามารถอัปเดตวัฏจักรปฏิทินล่วงหน้าได้ทันทีถึง สองศตวรรษ ครอบคลุมช่วงปี ค.ศ. 1900 ถึง 2099 และเนื่องจากกลไก Universal Calendar ทำงานแยกอิสระจากคาลิเบอร์ 1150 ระบบทั้งหมดจึงยังคงซิงโครไนซ์กันอย่างแม่นยำจนถึงปี ค.ศ. 2099 โดยไม่ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานสำรองของนาฬิกา

ผู้ผลิตนาฬิกาหลายรายมักตั้งเป้าสร้างสถิติโลกด้านความซับซ้อน เราจึงสงสัยว่านั่นเป็นเป้าหมายของแบรนด์หรือเปล่า ซีอีโอหญิงเก่งบอกว่า “เราสามารถทำให้ซับซ้อนกว่านี้ได้ แต่เป้าหมายของเราคือ ‘การใช้งานจริง’ มากกว่าการทำลายสถิติ นาฬิกาที่คนจะใช้จริงต้องกะทัดรัด สะดวก และให้ความรู้สึกดีเมื่อถือใช้งาน ประสบการณ์สัมผัสเป็นสิ่งสำคัญมาก รวมถึงงานแกะสลักรอบตัวเรือนและขอบหน้าปัด เราต้องการสร้างสิ่งของที่ผู้คนอยากพกพา ใส่กระเป๋า หรือแม้แต่กระเป๋ากางเกงยีนส์”

ตัวเรือนเหลี่ยมกับระบบจัมปิ้งอาวร์

ผลงานที่เป็นพูดถึงอย่างมากในปีนี้ก็คือ Neo Frame Jumping Hour นาฬิกาเรือนเหลี่ยมแปลกตา แต่อันที่จริงผลงานนี้นำแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาในปี 1929 (รุ่น pre-model 1271) ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากสไตล์ที่เรียกว่า Streamline Moderne หรือที่รู้จักในชื่อ Paquebot หรือ Ocean Liner Style ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของศิลปะอาร์ตเดโคในช่วงปลายยุค

นาฬิกาเรือนนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์ทูโทนร่วมสมัย พร้อมการเลือกใช้แซฟไฟร์เคลือบ PVD สีดำเป็นพื้นหน้าปัด โดดเด่นด้วยช่องบอกเวลาทรงเรขาคณิตกรอบทอง 2 ช่อง สำหรับแสดงชั่วโมงและนาที โดยตัวเลขสีขาวตัดกับพื้นดำอย่างชัดเจน มาพร้อมตัวเรือนขนาด 34.6 x 34 มม. (ไม่รวมขานาฬิกา) ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ารังสรรค์จากพิงค์โกลด์ 18 กะรัต ขนาบข้างด้วยลายริ้วโค้ง (gadroon) จำนวน 8 ริ้วในแต่ละด้าน ซึ่งทอดยาวอย่างต่อเนื่องสู่ขานาฬิกาทรงแหลม สะท้อนความเคลื่อนไหวตามหลักอากาศพลศาสตร์ได้อย่างสง่างาม ลวดลายอันโดดเด่นนี้ผลิตขึ้นด้วยเทคนิคการตัดเฉือนแบบซีเอ็นซี (Computer Numerical Control: CNC) และยังปรากฏอย่างกลมกลืนบนฝาหลัง เม็ดมะยม และโรเตอร์อัตโนมัติ ซึ่งทั้งหมดรังสรรค์จากพิงค์โกลด์ 18 กะรัตเช่นเดียวกัน

นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมกลไกอัตโนมัติแบบ Jumping Hour กลไกแรกจากโอเดอมาร์ ปิเกต์ คาลิเบอร์ 7122 รุ่นใหม่นี้ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของคาลิเบอร์ 7121 ซึ่งเป็นกลไกที่ใช้ในนาฬิการุ่น Royal Oak “Jumbo” มาพร้อมพลังงานสำรองยาวนาน 52 ชั่วโมง และติดตั้งระบบดูดซับแรงกระแทกที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ซึ่งช่วยป้องกันความคลาดเคลื่อนของจังหวะกระโดดชั่วโมงเมื่อเกิดแรงกระแทก ทำให้นาฬิกาเหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

“นาฬิกาเรือนใหม่นี้เป็นผลงานที่ยกย่องจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักบุกเบิกของโอเดอมาร์ ปิเกต์ ผู้พัฒนานาฬิกากลไก Jumping Hour เรือนแรกในช่วงทศวรรษ 1920” อิลลาเรียกล่าว “กลไกแบบชั่วโมงกระโดดเป็นสิ่งใหม่สำหรับการพัฒนาภายในของเรา โปรเจกต์นี้จึงเป็นโอกาสในการเปิดตัวกลไกสำคัญที่ได้รับความนิยม พร้อมทั้งช่วยขยายความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนากลไกของแบรนด์อีกด้วย”

เจเนอชั่นใหม่ของกลไกปฏิทินถาวรแบบโอเพนเวิร์ก 

Audemars Piguet  เปิดตัวคาลิเบอร์ 7139 กลไกอัตโนมัติแบบฉลุพร้อมระบบปฏิทินถาวรรุ่นใหม่ที่พัฒนาและผลิตขึ้นเองภายในแบรนด์ เพื่อนำเสนอการผสานระหว่างศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงแบบดั้งเดิมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ กลไกใหม่นี้ถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน และยกระดับความชัดเจนในการอ่านค่าเวลา โดยเปิดตัวครั้งแรกในนาฬิกา 2 คอลเลกชันหลัก ได้แก่ Code 11.59 by Audemars Piguet และ Royal Oak

หัวใจสำคัญของคาลิเบอร์ 7139 คือระบบ “ปฏิทินถาวร” ซึ่งสามารถคำนวณวัน เดือน และปีอธิกสุรทินได้อย่างแม่นยำโดยอัตโนมัติ ทำงานสอดคล้องกับปฏิทินเกรกอเรียน พร้อมกลไกตั้งค่าผ่านเม็ดมะยมแบบ “All-in-One” ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ช่วยให้ผู้ใช้ปรับตั้งฟังก์ชันทั้งหมดได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ ลดความซับซ้อนและความเสี่ยงต่อความเสียหายของกลไก

กลไกใหม่นี้พัฒนาต่อยอดจากนวัตกรรมของคาลิเบอร์รุ่นก่อน โดยจัดวางชิ้นส่วนปฏิทินทั้งหมดในระนาบเดียว ช่วยลดความหนาของกลไกเหลือเพียง 4.1 มม. ขับเคลื่อนด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ สำรองพลังงานอย่างน้อย 55 ชั่วโมง มอบทั้งความแม่นยำ ความทนทาน และประสิทธิภาพเชิงกลไกในระดับสูง

ในด้านงานศิลป์ คาลิเบอร์ 7139 โดดเด่นด้วยศิลปะ “งานฉลุ” ที่เปิดเผยโครงสร้างกลไกภายในอย่างประณีต ชิ้นส่วนหลักได้รับการขึ้นรูปอย่างพิถีพิถัน ผสานเทคนิคตกแต่งชั้นสูง เช่น การขัดซาติน การขัดเงาลบมุม และลวดลายแบบดั้งเดิม สะท้อนความชำนาญของช่างฝีมือที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน อีกทั้งยังใช้สปริงบาลานซ์ที่ประกอบด้วยมือโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งเป็นทักษะหายากในอุตสาหกรรมนาฬิกาชั้นสูง

หน้าปัดได้รับการออกแบบใหม่ให้สมมาตร อ่านค่าง่าย และสวยงาม โดยจัดเรียงตำแหน่งวัน วันที่ และเดือนตามแบบยุโรป เพิ่มตัวบอกเวลา 24 ชั่วโมง และแสดงช่วงเวลาที่ไม่ควรตั้งค่านาฬิกาเพื่อลดความผิดพลาด พร้อมแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมอย่างแม่นยำ รายละเอียดทั้งหมดสะท้อนการออกแบบที่คำนึงถึงทั้งประโยชน์ใช้สอยและความงามเชิงสุนทรียศาสตร์

นาฬิการุ่น Code 11.59 by Audemars Piguet ผสานไวท์โกลด์กับเซรามิกสีดำ โดดเด่นด้วยงานตกแต่งตัวเรือนที่ประณีตและหน้าปัดแซฟไฟร์ที่เผยให้เห็นกลไกฉลุอย่างชัดเจน ส่วนนาฬิกา Royal Oak รุ่นใหม่ใช้ไทเทเนียมร่วมกับ Bulk Metallic Glass วัสดุล้ำสมัยที่แข็งแรง ทนทาน และมีความแวววาวพิเศษ ช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มมิติของการสะท้อนแสง เสริมเอกลักษณ์ของดีไซน์ Royal Oak ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

การเปิดตัวคาลิเบอร์ 7139 สะท้อนปรัชญาของโอเดอมาร์ ปิเกต์ ที่ผสานมรดกงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อสร้างเรือนเวลาที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย พร้อมยกระดับประสบการณ์ของผู้สวมใส่ และสืบสานความเชี่ยวชาญด้านกลไกดาราศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มายาวนานกว่า 150 ปี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ท่ามกลางกระแสนาฬิกาสปอร์ตที่ถาโถม… อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Laurent Ferrier Sport Auto แตกต่าง?
Hanhart 417 TI Desert Pilot จิตวิญญาณนาฬิกานักบินในเฉดสีแห่งทะเลทราย
Ming 57.04 Phoenix การกลับมาของ Monopusher ในลุคที่สุขุมยิ่งขึ้น

Share post:

More like this

ชมนาฬิกา Cartier คอลเลกชันล่าสุด ส่งตรงจาก Watches and Wonders 2026 มาจัดแสดงครั้งแรกในไทย ณ พารากอนบูติก

มาครบทั้ง Santos-Dumont, Tank Louis Cartier, Baignoire และ Roadster ที่หลายคนคิดถึง สื่อมวลชนหลายๆ...

นาฬิกาพกกำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง แต่เราเคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้วไม่ใช่หรือ?

คำแนะนำของเราคือ จงโอบรับกระแสนี้ในฐานะการชื่นชมศาสตร์แห่งเรือนเวลา มากกว่าการตามแฟชั่น เพราะเสน่ห์ที่แท้จริงของนาฬิกาพกอยู่ที่คุณค่าทางประวัติศาสตร์ งานช่างฝีมือ และความซับซ้อนทางกลไกอันน่าทึ่ง WORDS: Nick Scott นาฬิกาพก แผ่นเสียงไวนิล เครื่องพิมพ์ดีด...

สำรวจเบื้องหลังหนึ่งในนาฬิกาไอคอนแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านมุมมองของผู้กำกับการสร้างสรรค์ผู้สานต่อจิตวิญญาณและนวัตกรรมของ Chanel Watchmaking

บทสัมภาษณ์ Arnaud Chastaingt ผู้อำนวยการฝ่าย Chanel Watch Creation Studio มีนาฬิกาเพียงไม่กี่รุ่นที่สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการนาฬิการ่วมสมัยได้อย่างแท้จริง และ...

Minute Repeater Flying Bridges แกรนด์คอมพลิเคชันที่บอกเล่า 235 ปีแห่งงานช่างของ Girard-Perregaux

Minute Repeater Flying Bridges แกรนด์คอมพลิเคชันล่าสุดของ Girard-Perregaux  สัญลักษณ์ของจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาตลอดกว่า 235 ปี  “Never...