คุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ของ Laurent Ferrier Sport Auto
Laurent Ferrier แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความประณีตของนาฬิกาสไตล์เดรสอันหรูหรา กำลังนำเรื่องราวต้นกำเนิดในโลกมอเตอร์สปอร์ตกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง เพื่อเพิ่มมิติและความลุ่มลึกให้กับตัวตนของแบรนด์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
Laurent Ferrier คือแบรนด์นาฬิกาอิสระที่หลายคนรู้จักและให้การยอมรับอย่างสูง แม้จะเป็นชื่อที่ค่อนข้างใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 15 ปีก่อนในปี 2010 แต่ชื่อเสียงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เพราะนับตั้งแต่เริ่มต้น แบรนด์ได้กำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดในการสร้างสรรค์นาฬิกาตามแบบฉบับดั้งเดิม ทั้งในด้านโครงสร้างกลไกและการขัดแต่งที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นกลไก Tourbillon หรือ Micro-rotor ซึ่งล้วนมีความประณีตในระดับที่ทัดเทียม หรือในบางกรณีอาจเหนือกว่าแบรนด์เก่าแก่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบรรทัดฐานของอุตสาหกรรมมานานนับศตวรรษ
ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนัก เนื่องจากแบรนด์ก่อตั้งโดย Laurent Ferrier ผู้ที่ใช้เวลานานหลายทศวรรษทำงานร่วมกับผู้ผลิตนาฬิกาที่ได้รับความเคารพมากที่สุดแห่งหนึ่งในเจนีวา จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานบวกกับความปรารถนาที่จะถ่ายทอดความเชื่อที่มีต่อโลกนาฬิกาในแบบฉบับของตนเอง ทำให้เขาตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ขึ้นในช่วงอายุ 60 ปี ซึ่งเป็นวัยที่คนส่วนใหญ่เริ่มวางแผนเกษียณ ส่งผลให้ก้าวแรกของแบรนด์ไม่ได้เป็นการเริ่มต้นแบบลองผิดลองถูก กลับเป็นการเปิดตัวด้วยความเชื่อมั่นที่ชัดเจนและกลายเป็นรากฐานสำคัญให้กับทุกสิ่งที่ตามมา

นับตั้งแต่นั้นมา แบรนด์ได้สร้างสรรค์คอลเลกชั่นนาฬิกาสไตล์คลาสสิกที่สอดประสานกันอย่างลงตัว ไม่ใช่แค่เพียงตัวเรือนทรงหยดน้ำ (pebble-shaped) ที่เรียบง่ายแต่ดึงดูดสายตาและจดจำได้ทันทีเท่านั้น ยังรวมไปถึงฟังก์ชันสลับซับซ้อนที่ออกแบบและรังสรรค์อย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็นระบบบอกเวลาสองเขตประเทศ (Dual Time) ปฏิทินรายปี (Annual Calendar) ไปจนถึงกลไกตีบอกเวลาชั้นสูงอย่าง Minute Repeater
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของ Laurent Ferrier ยังมีแง่มุมที่ไกลไปกว่าเพียงแค่นาฬิกาสไตล์เดรส เพราะในอดีตอันยาวนาน ตัวตนของเขาเคยผูกพันอย่างลึกซึ้งกับโลกแห่งการแข่งรถ ซึ่งเป็นบทเรียนที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีใครทราบนัก และแทบจะไม่มีการนำมาสื่อสารผ่านงานนาฬิกาของแบรนด์เลยจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งแง่มุมนี้เองอาจกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของอัตลักษณ์ของแบรนด์ในอนาคต เคียงคู่ไปกับความเป็นเลิศในด้านการผลิตนาฬิกาสไตล์คลาสสิกที่แบรนด์ยึดถือมาโดยตลอด
จากนักแข่ง Le Mans สู่ผู้สร้างสรรค์เรือนเวลา
เรื่องราวในโลกนาฬิกาของ Laurent Ferrier เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของประวัติศาสตร์เบื้องหลังแบรนด์ที่ใช้ชื่อของเขาเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นเส้นทางอาชีพที่น้อยคนนักจะคาดคิดว่าช่างนาฬิกาคนหนึ่งจะมี นั่นคือการเป็น นักแข่งรถมอเตอร์สปอร์ต เพราะบนสนามแข่ง ไม่ใช่บนโต๊ะซ่อมนาฬิกา คือสถานที่ที่มิสเตอร์ Ferrier ได้พบกับ François Servanin ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานของแบรนด์ Laurent Ferrier
ในปี 1979 ทั้งสองคนได้เป็นเพื่อนร่วมทีมกันในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ซึ่งเป็นหนึ่งในการแข่งขันรถยนต์ที่ทรหดที่สุดในโลก และเป็นเวทีที่สร้างตำนานให้กับบุคคลสำคัญมากมายอย่าง Ken Miles และ Paul Newman
ในการแข่งครั้งนั้น Ferrier และ Servanin พร้อมด้วยนักแข่งคนที่สามอย่าง François Trisconi ไม่ได้เพียงแค่ลงแข่งเพื่อให้จบการแข่งขันเท่านั้น เพราะหลังจากขับเคี่ยวกันยาวนานตลอด 24 ชั่วโมง พวกเขาสามารถคว้าอันดับที่ 3 ในตารางรวม (Overall) มาครองได้สำเร็จ โดยที่อันดับที่ 2 ในปีนั้นคือทีมที่มีพอล นิวแมน (Paul Newman) นักแสดงระดับตำนานร่วมแข่งขันอยู่ด้วยนั่นเอง

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือเหตุการณ์หลังจากนั้น เมื่อ Ferrier ได้มอบนาฬิกาสปอร์ตสายเหล็ก (integrated bracelet) เรือนหนึ่งให้กับ Servanin เพื่อเป็นเครื่องหมายแทนคำขอบคุณ และตามตำนานเล่าว่า ในตอนนั้นเองที่ Servanin ได้พูดทีเล่นทีจริงว่า พวกเขาควรจะสานต่อการผจญภัยจากสนามแข่งรถไปสู่การสร้างนาฬิกาเป็นของตัวเอง ซึ่งคำพูดในวันนั้นได้กลายเป็นความจริงในอีก 40 ปีต่อมา
เมื่อรากเหง้าจากสนามแข่งกลายเป็นความจริง
จิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ตของแบรนด์เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมครั้งแรกในปี 2019 ด้วยการเปิดตัวรุ่น Grand Sport Tourbillon ซึ่งมาพร้อมกับตัวเรือนทรงถังเบียร์ (tonneau-shaped) สายยาง และการแต้มสารเรืองแสงบนเข็มและมาร์กเกอร์บอกเวลา นับเป็นนาฬิกาสปอร์ตอย่างเต็มตัวเรือนแรกที่แบรนด์ยอมรับถึงต้นกำเนิดในโลกความเร็วอย่างเป็นทางการ แม้ว่าสัดส่วนของตัวเรือนจะดูบึกบึนและแข็งแกร่งขึ้น แต่ Grand Sport Tourbillon ก็ยังคงรักษาความเชื่อมโยงทางสายตาไว้อย่างชัดเจนกับรุ่นคลาสสิกอย่าง Galet Square ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่สร้างความมั่นใจถึงความสอดคล้องในภาษาการออกแบบของ Laurent Ferrier ได้เป็นอย่างดี

ในปี 2020 รุ่น Grand Sport Tourbillon ได้รับการยกระดับด้วยการติดตั้งสายนาฬิกาแบบรวมเข้ากับตัวเรือน (integrated bracelet) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของ Laurent Ferrier อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับที่มักเกิดขึ้นกับนาฬิกาสปอร์ตสายเหล็กทั่วไป เหล่านักสะสมต่างคาดหวังถึงผลงานที่เรียบง่ายและมีความสุขุมนุ่มลึกมากกว่าเดิม
ทิศทางดังกล่าวได้กลายเป็นความจริงอย่างสมบูรณ์ในปี 2022 ด้วยการเปิดตัวรุ่น Sport Auto ซึ่งถูกวางแนวคิดให้เป็นการต่อยอดจากรุ่น Grand Sport มากกว่าจะเป็นการแยกตัวออกไป โดยนาฬิการุ่นนี้เลือกที่จะตัดกลไกทูร์บิญองออกไป เพื่อเน้นการแสดงเวลาเพียงอย่างเดียว และปรับเปลี่ยนขนาดให้มีความกะทัดรัดยิ่งขึ้น ด้วยความกว้างตัวเรือน 41.5 มิลลิเมตร และความหนา 12.25 มิลลิเมตร ซึ่งมีขนาดเล็กลงและบางลงกว่ารุ่น Grand Sport ขนาด 44 มิลลิเมตรเดิม ส่งผลให้สวมใส่ได้ง่ายและมีความคล่องตัวสูงกว่ามาก

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Sport Auto ส่วนใหญ่มาจากภาษาการออกแบบที่เลือกใช้แนวทางที่ประณีตแต่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการกำหนดเส้นทางใหม่ให้กับนาฬิกาสปอร์ตสายเหล็ก (integrated-bracelet) ตัวเรือนถูกออกแบบให้มีความโค้งมนและอ่อนช้อยแทนที่จะเน้นเหลี่ยมมุมที่ดุดัน ส่งผลให้ตัวเรือนมีความโดดเด่นเฉพาะตัวเมื่ออยู่บนข้อมือ แม้จะมีความหนาประมาณ 12 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าหนากว่านาฬิกาสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ส่วนใหญ่ แต่มันกลับให้ความรู้สึกสมดุลและสวมใส่สบายอย่างน่าประหลาดใจ นี่คือบทพิสูจน์ว่านาฬิกาสปอร์ตประเภทนี้สามารถประสบความสำเร็จได้โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินตามสูตรสำเร็จเดิมๆ ที่ต้องบางเฉียบหรือเน้นมุมแหลมคมเสมอไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเรือนทำจากไทเทเนียมที่มีน้ำหนักเบาแทนที่จะเป็นสเตนเลสสตีลทั่วไป ทำให้ตัวนาฬิกามีรูปลักษณ์ที่ดูมีพลังแต่ไม่สร้างความอึดอัดขณะสวมใส่
ความสมดุลที่ลงตัวระหว่างรูปลักษณ์และความสบายนี้ สะท้อนถึงปรัชญาการออกแบบที่เป็นลายเซ็นของ Ferrier เขาได้รับแรงบันดาลใจจาก pebbles มาอย่างยาวนานในการรังสรรค์ตัวเรือนนาฬิกาสไตล์เดรส และ Sport Auto ก็ดำเนินตามตรรกะเดียวกัน แทนที่จะเน้นขอบที่คมกริบ ตัวเรือนทรงถังเบียร์กลับมีความต่อเนื่องลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ดูโดดเด่นบนข้อมือและให้ความรู้สึกสบายทันทีที่สวมใส่ อาจเป็นเพราะสายตาของมนุษย์มักจะถูกดึงดูดเข้าหารูปทรงที่ดูเป็นธรรมชาติและเป็นมิตร มากกว่ารูปทรงที่ดูเย็นชาหรือเน้นความเป็นเรขาคณิตที่มากเกินไป

แม้จะดูเรียบง่ายเมื่อมองเพียงผิวเผิน แต่ตัวเรือนทรงถังเบียร์กลับเผยให้เห็นรายละเอียดที่แยบยลและลุ่มลึกเมื่อพิจารณาอย่างใกล้ชิด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือขอบตัวเรือน (bezel) ที่มีรูปทรงกึ่งสี่เหลี่ยมแต่ไม่ดูแข็งทื่อ เพราะเส้นสายทั้งหมดได้รับการปรับให้มีความโค้งมนอย่างนุ่มนวลตลอดทั้งเรือน นอกจากนี้ การใช้เทคนิคการขัดแต่งผิวที่แตกต่างกันยังช่วยขับเน้นรูปทรงให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยบริเวณส่วนบนของขอบตัวเรือนจะเป็นลายปัดเสี้ยน (brushed) ตัดกับด้านข้างที่ขัดเงา (polished) ซึ่งความกว้างของพื้นผิวขัดเงาจะเปลี่ยนแปลงไปตามมุมมองของสายตาที่ตกกระทบในแต่ละองศา
การให้ความสำคัญกับรายละเอียดเหล่านี้ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นการโอ้อวด แต่มันคือการยืนยันว่านวัตกรรมในการออกแบบนาฬิกาไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเพิ่มเติมองค์ประกอบใหม่ๆ เสมอไป เพราะแม้แต่นาฬิกาที่ตั้งใจให้ดูสปอร์ต ความงดงามมักเกิดขึ้นจากการรู้จักตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป และด้วยความยับยั้งชั่งใจในการออกแบบนี้เองที่ทำให้ Sport Auto ไม่จำเป็นต้องเดินตามกระแสหลักของนาฬิกาสปอร์ตทั่วไป ส่งผลให้มันมีบุคลิกเฉพาะตัวที่ดูโดดเด่นและก้าวข้ามผ่านกาลเวลาได้เป็นอย่างดี

การออกแบบของ Sport Auto ทำให้มันเป็นเพื่อนคู่ใจที่ใช้งานได้หลากหลายในชีวิตประจำวัน ด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่ดูหวือหวาจนเกินไปแต่ก็ห่างไกลจากคำว่าธรรมดา ทำให้สามารถสวมใส่เข้ากับโอกาสต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย นาฬิกาเรือนนี้ถูกตั้งใจสร้างมาเพื่อให้ใช้ชีวิตไปกับมันได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะอยู่บนโต๊ะอาหารค่ำหรือในการผจญภัยใต้ท้องทะเล ด้วยประสิทธิภาพการกันน้ำที่ระดับ 120 เมตร พร้อมเม็ดมะยมทรงหัวหอม (onion-shaped) แบบขันเกลียว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์ เพื่อช่วยรับประกันทั้งการกันน้ำและป้องกันไม่ให้เม็ดมะยมถูกดึงออกโดยไม่ตั้งใจระหว่างการทำกิจกรรมใต้น้ำที่สมบุกสมบัน
วิศวกรรมทางเสียงและงานศิลป์ระดับหรู
เป็นเวลานานที่ Laurent Ferrier ได้รับการยอมรับในด้านการสร้างสรรค์กลไกและการขัดแต่งที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะกลไก Micro-rotor รหัส LF 270.01 ซึ่งเป็นผลงานที่ส่งให้แบรนด์ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ประณีตที่สุดในตลาด สิ่งที่น่าทึ่งคือกลไกชุดเดียวกันนี้ได้ถูกนำมาบรรจุไว้ในรุ่น Sport Auto มอบทัศนียภาพของกลไกที่น่าหลงใหลที่สุดรุ่นหนึ่งในบรรดานาฬิกาสปอร์ตหรูที่มีอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อมองผ่านฝาหลังใสในแวบแรก รูปลักษณ์ที่เปิดโล่งอาจดูคล้ายกับกลไกแบบไขลาน (manual-winding) ซึ่งช่วยให้ผู้ครอบครองสามารถชื่นชมความละเอียดลออของการขัดแต่งได้อย่างเต็มที่ แต่ลึกๆ แล้วมันคือกลไกอัตโนมัติที่มอบความสะดวกสบายในการใช้งานด้วยระบบโรเตอร์ขนาดเล็กหรือ Micro-rotor นั่นเอง

เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นนาฬิกาสปอร์ต กลไก LF 270.01 จึงจำเป็นต้องได้รับการอัปเกรดทางเทคนิคในบางจุดเพื่อให้มั่นใจในเรื่องความทนทานและความเสถียร โดยชุดปล่อยจักรแบบ Natural Escapement ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ซับซ้อนและเป็นที่ใฝ่ฝันของเหล่านักสะสมที่หลงใหลในประวัติศาสตร์นาฬิกา ได้ถูกแทนที่ด้วยชุดปล่อยจักรแบบ Swiss Lever Escapement ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับนาฬิกาสปอร์ต เนื่องจากให้ความเสถียรที่เหนือกว่าในระหว่างการสวมใส่ทำกิจกรรมต่างๆ
นอกจากนี้ ระบบการขึ้นลานยังได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยเช่นกัน โดยเปลี่ยนจากกลไกเฟืองล้อแบบเดิม (Ratchet-click) มาเป็นระบบลูกปืนแบบหมุนทิศทางเดียว (Unidirectional ball-bearing system) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทนทานต่อแรงกระแทกและความน่าเชื่อถือในการใช้งานในระยะยาวได้อย่างดีเยี่ยม

สิ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงคือมาตรฐานการขัดแต่ง และนั่นคือหัวใจสำคัญที่แท้จริง ความประณีตในระดับนี้เองที่ทำให้ Sport Auto เป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูที่สมบูรณ์แบบทั้งภายนอกและภายใน พร้อมทั้งมอบงานขัดแต่งกลไกที่ละเอียดลออที่สุดรุ่นหนึ่งในบรรดานาฬิกาสปอร์ตสายเหล็ก (integrated-bracelet) สะพานจักร (bridges) ได้รับการชุบด้วยรูทีเนียม (ruthenium) เพื่อให้ได้โทนสีเทาที่ดูทันสมัย ขณะที่งานลบเหลี่ยมมุม (bevelling) แบบมนและกว้าง พร้อมการเก็บรายละเอียดมุมหักเหทั้งภายในและภายนอกอย่างพิถีพิถัน คือบทพิสูจน์ว่านี่คือหัวใจของศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูงแบบดั้งเดิม (Haute Horlogerie) อย่างแท้จริง ไม่มีการลดทอนรายละเอียดใดๆ ซึ่งผู้หลงใหลในนาฬิกาสปอร์ตจะต้องประทับใจอย่างแน่นอนเมื่อได้สัมผัสเป็นครั้งแรก
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ กลไก Micro-rotor ภายในรุ่น Sport Auto จึงโดดเด่นในฐานะองค์ประกอบที่เป็นหัวใจหลัก ทั้งในแง่วิศวกรรมและระดับการขัดแต่งที่ช่วยยืนยันว่านาฬิกาเรือนนี้มีดีมากกว่าแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่หยั่งรากลึกอยู่ในเนื้อแท้ของการผลิตนาฬิกาที่แข็งแกร่ง ความลุ่มลึกดังกล่าวทำให้ Sport Auto เป็นเรือนเวลาที่มีความสมบูรณ์แบบและยังคงความน่าหลงใหลไม่เสื่อมคลายตามกาลเวลา

เรือนเวลาที่สร้างรอยจารึกไว้อย่างโดดเด่น
ตลอดช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา กระแสความนิยมของนาฬิกาสปอร์ตหรู (Luxury Sports Watch) มีช่วงเวลาที่ขึ้นและลงสลับกันไป อย่างไรก็ตาม ผลงานที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ซึ่งถูกนิยามด้วยงานดีไซน์ที่แข็งแกร่ง ประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนอยู่จริง และการรังสรรค์ที่ประณีตแม่นยำ จะยังคงยืนหยัดข้ามผ่านยุคสมัยจากรุ่นสู่รุ่น ในปัจจุบัน แม้นาฬิกาสปอร์ตสายเหล็ก (Integrated-bracelet) จะมีให้เห็นดาษดื่นมากกว่ายุคไหนๆ แต่กลับมีเพียงไม่กี่เรือนเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกว่ามีรากฐานที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยคุณค่าอย่างแท้จริง

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ Laurent Ferrier แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยเส้นทางอาชีพที่ครอบคลุมทั้งโลกมอเตอร์สปอร์ตและศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) แบรนด์จึงอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุดในการเปิดตัวเรือนเวลาอย่าง Sport Auto และพวกเขาก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม นาฬิกาเรือนนี้มีตัวเรือนและสายโลหะที่ฉีกออกจากสูตรสำเร็จเดิมๆ มอบความรู้สึกที่ดูเป็นธรรมชาติและอบอุ่นราวกับก้อนหินริมน้ำ พร้อมด้วยกลไก Micro-rotor ที่มีวิศวกรรมงดงามพอๆ กับงานขัดแต่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องราวที่หยั่งรากลึกยิ่งกว่านั้น เพราะวันหนึ่งในสนามแข่ง Le Mans ไม่ได้เป็นเพียงแรงบันดาลใจให้กำเนิดนาฬิกาเรือนนี้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ให้กำเนิดแบรนด์นี้ขึ้นมาจริงๆ หลังจากที่แบรนด์เป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างสรรค์นาฬิกาเดรสที่สง่างามมาหลายปี ในวันนี้พวกเขากำลังนำรากเหง้าแห่งมอเตอร์สปอร์ตขึ้นมาไว้แถวหน้าอย่างเต็มภาคภูมิ

เป็นไปได้ไหมว่านี่คือนักสะสมนาฬิกาสปอร์ตหรูจะให้คุณค่าในฐานะผลงานที่โดดเด่นที่สุดแห่งยุคสมัย? มีเพียงกาลเวลาเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ แต่สัญญาณต่างๆ ก็เริ่มปรากฏชัดเจนแล้ว นี่คือนาฬิกาที่มีเรื่องราวให้บอกเล่า เป็นเรือนเวลาที่ไม่เพียงแค่เดินตามฝูงชน และเป็นชิ้นงานที่มอบคุณค่าในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การออกแบบ วิศวกรรม ไปจนถึงการขัดแต่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อนาฬิกาเรือนนี้มาอยู่บนข้อมือ คำถามทั้งหลายก็มักจะจางหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความสุขเงียบๆ ที่ได้สวมใส่ และรอยยิ้มที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
ข้อมูลทางเทคนิค
- ชื่อรุ่น: Laurent Ferrier Sport Auto Blue (Reference LCF040.T1.C1GC5)
- ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 41.5 มม. หนา 12.7 มม. กันน้ำได้ 120 เมตร
- หน้าปัด: สีน้ำเงินไล่เฉด (Blue gradient) ผิวสัมผัสแบบ Opaline หลักชั่วโมงทรงหยดน้ำทำจากทองคำขาว 18K แต้มสารเรืองแสง Super-LumiNova สีเขียว
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็ก (Small seconds) และวันที่
- กลไก: อัตโนมัติ (Self-winding) คาลิเบอร์ LF270.01 สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง
- สาย: สายนาฬิกาทำจากไทเทเนียมเกรด 5 (Integrated bracelet)
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
บันทึกรสชาติฉบับกวางตุ้งที่ Summer Palace เมื่อความคลาสสิกเดินทางมาบรรจบกับความร่วมสมัย
ดื่มด่ำช่วงเวลาอันน่าจดจําเหนือสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ไปกับ Okura Cruise
เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านเรือนเวลา Blancpain รุ่นไอคอนิกที่ Revolution คัดสรรมาเพื่อคนที่คุณรัก

