หวนคืนตำนานจักรกลเวลาทรงกลมรุ่นแรกในร่าง LM1 EVO ยกระดับตัวเรือนไทเทเนียม 42 มิลลิเมตร พร้อมระบบกันแรงกระแทก FlexRing และสายยางอินทิเกรต
จักรกลเวลาลอยตัวอยู่กลางอากาศท่ามกลางชุดสายเคเบิลสีเงินโปร่งตา นั่นคือภาพจำดั้งเดิมเมื่อครั้งที่ MB&F เปิดตัว Legacy Machine N°1 ครั้งแรกเมื่อปี 2011 ยุคที่ใครๆ ต่างมองว่าจักรกลเวลาทรงกลมคลาสสิกของแบรนด์คงเป็นได้แค่การทดลองชั่วคราว แต่สิบห้าปีให้หลัง Balance Wheel ขนาดใหญ่ 14 มิลลิเมตรที่แขวนเด่นอยู่เหนือหน้าปัดกลับลอยข้ามกาลเวลามาสวมเกราะเรือนเวลารุ่นใหม่ในชื่อ LM1 EVO ประจำปี 2026 พร้อมถอดรหัสความประณีตระดับพิพิธภัณฑ์มาอยู่ในรูปร่างที่พร้อมรับการกระแทกกระทั้นกับการใช้งานจริงมากขึ้นชนิดที่เปลี่ยนความเคารพยำเกรงให้กลายเป็นความคล่องตัว

ความน่าสนใจระดับฉีกตำราของ LM1 EVO นั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องการพยายามหดขนาดตัวเรือนเกรด 5 ไทเทเนียมจาก 44 มิลลิเมตร ให้ลงมาเหลือ 42 มิลลิเมตร หรือความหนา 16.8 มิลลิเมตรพร้อมกระจกแซฟเฟอร์ทรงโดมสูงที่ตัดขอบเบเซิลดั้งเดิมออกไปจนมองเห็นหน้าปัดชัดตา แต่คือระบบซับแรงกระแทกภายใน FlexRing ที่ซ่อนอยู่ระหว่างตัวเรือนและกลไก ผสานการขันเกลียวของเม็ดมะยมคู่จนสามารถกันน้ำได้ถึง 80 เมตร การยกระดับครั้งนี้เปลี่ยนนาฬิกาคอมพลิเคชันระดับคว้ารางวัล Aiguille d’Or จากที่เคยต้องสวมใส่อย่างระมัดระวังในห้องแอร์ ให้กลายเป็นเครื่องบอกเวลาที่พร้อมลุยไปกับสายยางอินทิเกรตแบบถอดเปลี่ยนง่ายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องละอองน้ำหรือแรงเหวี่ยงบนข้อมือ


การแสดงเวลาสองเขตเวลาแยกขาดจากกันโดยสมบูรณ์ยังคงเป็นหัวใจหลักของรุ่นนี้ เม็ดมะยมตำแหน่ง 4 นาฬิกาจะใช้สำหรับการไขลานและปรับตั้งเวลาหน้าปัดขวา ส่วนเม็ดมะยมตำแหน่ง 8 นาฬิกาใช้ปรับตั้งเวลาหน้าปัดซ้าย ซึ่งเปิดโอกาสให้ตั้งเวลาที่ต่างกันในระดับนาทีหรือเศษส่วนของชั่วโมงได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องขึ้นกับระบบ GMT สำเร็จรูปทั่วไป


ขณะเดียวกันจุดที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือเข็มแสดงพลังงานสำรอง ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ที่เคยเป็นเข็มบอกพลังงานสำรอง (Power Reserve Indicator) ที่มีดีไซน์ตั้งโดดขึ้นมาในแนวตั้ง ทรงสูงแบบดั้งเดิม ถูกปรับโฉมใหม่ให้กลายเป็นหน้าปัดเอียงทำมุมที่อ่านค่าง่ายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ระยะเวลาการทำงานจากการไขลานด้วยมือยังขยับเพิ่มจาก 45 ชั่วโมงในรุ่นแรก ขึ้นมาเป็น 60 ชั่วโมงเต็ม รองรับการใช้งานข้ามสุดสัปดาห์ได้สบาย


กลางหน้าปัดเพลทโรเดียมสีเงิน ยังคงยกพื้นที่ให้ Balance Wheel ขนาด 14 มิลลิเมตร ทำหน้าที่เต้นด้วยความถี่คลาสสิก 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง (2.5 Hz) ภายใต้สะพานจักรไทเทเนียมดีไซน์ใหม่ แต่จุดเปลี่ยนในเชิงวิทยาการปรับจังหวะคือการนำระบบ Straumann® double hairspring มาติดตั้งแบบติดสปริงสองเส้นในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อหักล้างศูนย์ถ่วงที่คลาดเคลื่อนและลดแรงไถลของแกนบาลานซ์ ส่งผลให้ความเที่ยงตรงในทุกตำแหน่งการวางตัวเรือนมีความสม่ำเสมอในระดับสูงสุด


กลไกไขลานชิ้นนี้ประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วน 338 ชิ้น ทับทิม 25 เม็ด พร้อมงานขัดแต่งระดับสูงทั้งงานแกะสลักด้วยมือ การลบมุมขอบ สะพานจักรลาย Geneva waves และการเข้าเต้าทองคำ (gold chatons) โดยมีเวอร์ชันตัวเรือนโรสโกลด์ 5N+ หน้าปัดสีเขียวเข้ม ผลิตจำกัดเพียง 33 เรือน มาเป็นตัวเลือกคู่ขนานกับเวอร์ชันไทเทเนียม


ข้อมูลทางเทคนิค
- ชื่อรุ่น: MB&F Legacy Machine N°1 EVO (LM1 EVO)
- ตัวเรือน: เกรด 5 ไทเทเนียม (หน้าปัดเพลทโรเดียมสีเงิน) หรือ โรสโกลด์ 5N+ (หน้าปัดสีเขียวเข้ม ผลิตจำกัด 33 เรือน) กระจกแซฟเฟอร์ทรงโดมสูงและฝาหลังแซฟเฟอร์ เม็ดมะยมแบบขันเกลียวพร้อมระบบซับแรงกระแทก FlexRing กันน้ำลึก 80 เมตร
- หน้าปัด: หน้าปัดย่อยสองวงสีดำแยกอิสระพร้อมเข็มบลูสติล (รุ่นไทเทเนียม) หรือเข็มสีโรสโกลด์ (รุ่นโรสโกลด์) Balance Wheel ลอยตัวขนาด 14 มิลลิเมตรพร้อมสะพานจักรไทเทเนียม และหน้าปัดเอียงแสดงพลังงานสำรองที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
- ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาสองเขตเวลาแยกอิสระจากกันอย่างสมบูรณ์ (ชั่วโมงและนาที) และมาตรแสดงพลังงานสำรองแบบเอียง
- กลไก: กลไกสามมิติไขลานด้วยมือ พัฒนาโดย MB&F ร่วมกับ Jean-François Mojon และ Kari Voutilainen สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง ทับทิม 25 เม็ด
- สาย: สายยางสีเทาหรือสีดำพร้อมระบบเปลี่ยนสายเร็วยึดกับตัวเรือน จับคู่กับหัวเข็มขัดแบบพับตามวัสดุตัวเรือน
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont เปิดตัว Supermarine Full Ceramic Deep Blue นาฬิกาดำน้ำรุ่นล่าสุดในตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินน้ำหนักเบาและทนทานสูง
‘Heritage’ คืออะไรกันแน่ในโลกนาฬิกา
H. Moser & Cie. เปิดตัว Streamliner Pump งาน collab สุดคูลด้วย Pump Party ที่คูลยิ่งกว่า

