Poetry of Time…. เมื่อการบอกเวลาแปรเปลี่ยนเป็นบทกวีแห่งจินตนาการดังผลงานของ Van Cleef & Arpels 

Date:

หัวใจของ Van Cleef & Arpels คือการเล่าเรื่องซึ่งทำให้ผลงานของเราออกมาไม่เหมือนใคร เราหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวตามธีมต่างๆ

สำหรับ Van Cleef & Arpels นาฬิกาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพื่อ “บอกเวลา” หากแต่ทำให้คุณรื่นรมย์กับเวลาในทุกชั่วขณะราวกับอยู่ในความฝัน (แน่นอนว่าเป็นฝันดีเท่านั้น) ดังที่ปรากฏในนิทรรศการ Poetry of Time ซึ่งเพิ่งจัดขึ้นเมื่อต้นปีที่ Central Ferry Pier เกาะฮ่องกง 

Poetry of Time ยังเป็นปรัชญาที่เมซงยึดถือ ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนการรับรู้เวลาให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความรู้สึก โดยทาง Van Cleef & Arpels ได้พัฒนากลไกซับซ้อนที่เรียกว่า Poetic Complications ตั้งแต่ปี 2006 เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างมนุษย์กับเวลา

แทนที่จะตั้งต้นจากกลไก ปรัชญาการสร้างสรรค์นาฬิกาของ Van Cleef & Arpels เริ่มต้นจากเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจจนนำไปสู่การพัฒนากลไกและระดมเทคนิคหัตถศิลป์มาใช้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้น เราจึงได้เห็นมือของนักบัลเลต์ขยับขึ้นลงเพื่อบอกเวลา ดอกไม้เบ่งบานเพื่อบอกชั่วโมง ไปจนถึงการหุ่นกลนางฟ้าที่ออกมาจากดอกบัวบานเพื่อเริงระบำ และนกที่ออกมาจากดอกไม้เพื่อส่งเสียงบอกเวลาที่ผ่านเลยไป สร้างประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ทำให้เวลาเองกลายเป็นเรื่องราว เป็นภาพฝัน และเป็นศิลปะที่มีชีวิต

นี่คือหนึ่งในนิทรรศการที่ทำให้เราได้เห็นผลงานอันหลากหลายของเมซงทั้งจากผลงานในอาร์ไคฟ์ไปจนถึงผลงานร่วมสมัย และนอกจากนาฬิกาแล้วยังมีจิวเวลรี่ชั้นสูงด้วย โดยภายในจัดแบ่งเป็นห้องตามธีมต่างๆ พร้อมตกแต่งบรรยากาศให้ทุกคนได้เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการนั้นจริงๆ เช่น ห้อง Ballerinas & Fairies ที่จัดแสดงนาฬิกาในธีมนางฟ้าและบัลเลรีน่า ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจหลักของเมซงมาอย่างยาวนาน ห้อง Love Stories ที่นำเสนอนาฬิกาที่ได้แรงบันดาลใจจากความรัก ห้อง Poetic Astronomy ที่นำเสนอผลงานหลากรุ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากดวงดาว ไปจนถึงห้อง Enchanting Nature กับนาฬิกาในธีมธรรมชาติ และห้อง Jewels that Tell Time ที่หลอมรวมนาฬิกาเข้ากับจิวเวลรี่ชั้นสูง 

“นิทรรศการครั้งนี้มอบประสบการณ์เสมือนพาผู้มาเยือนออกเดินทางเข้าสู่อาณาจักรประดิษฐกรรมเครื่องบอกเวลาของ Van Cleef & Arpels ซึ่งถือกำเนิดขึ้น ณ จุดบรรจบระหว่างไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะ ความชำนาญแขนงต่างๆ กับความเป็นเลิศทางงานฝีมือเฉพาะด้าน นำมาซึ่งผลงานสะท้อนถึงปรัชญาทางการ สร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาสะกดอารมณ์ จุดประกายจินตนาการอย่างทรงเอกลักษณ์ของเมซง” แคทเธอรีน เรนิเยร์ ประธานบริษัท และประธานคณะกรรมการบริหาร Van Cleef & Arpels กล่าว

ผลงานหลายชิ้นนั้นเป็นผลงานนั้นหาชมได้ยากเพราะถูกเก็บไว้ในอาร์ไคฟ์อย่างนาฬิกา Koi รูปทรงปลาคาร์ฟ ไปจนถึงบรรดาของตกแต่งต่างๆ หรือบางชิ้นที่แม้จะผลิตเมื่อไม่นานแต่ก็เป็นแบบ one of a kinf ดังเช่น Planétarium Automaton ซึ่งเป็นจักรกลจำลองแสดงวิถีโคจรรอบดวงสุริยะเสมือนจริงของดาวเคราะห์ต่างๆ โดยดาวแต่ละดวงได้รับการสรรค์สร้างขึ้นพร้อมกลไกขับเคลื่อนให้โคจรครบวงวิถีตามความเร็วจริง

นอกจากนาฬิกาอันล้ำค่าแล้ว ยังมีการจัดแสดงขั้นตอนบางส่วนในการสร้างสรรค์นาฬิกา โดยช่างนาฬิกามาสาธิตกระบวนการอันละเอียดอ่อนในการประกอบกลไก และอีกฟากหนึ่ง ได้จัดแสดงเทคนิคการลงยาต่างๆ โดยในงานยังมีช่างฝีมือที่ทำหน้าที่สาธิตการลงยาให้ชมอย่างใกล้ชิด โดยมีทั้งเทคนิคเก่าแก่แต่โบร่ำโบราณ รวมถึงเทคนิคใหม่อย่าง façonné ซึ่งทางเมซงใช้เวลานานถึง 16 เดือนในการพัฒนาขึ้นใหม่ และเป็นการลงยาเพื่อสร้างรูปทรงสามมิติแบบประติมากรรม  

“ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสถึงงานหัตถศิลที่เป็นหัวใจสำคัญของทุกสิ่งที่เราสร้างสรรค์   เรนิเยร์ แบรนาร์ด หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาประจำแผนกงานผลิตนาฬิกาข้อมือ กล่าว “นิทรรศการนี้นำเสนอเทคนิคงานทำมือและการเล่าเรื่อง ผ่านห้องจัดแสดงตามธีมที่แตกต่างกัน  แม้แต่ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับนาฬิกามาก่อน ก็จะได้ค้นพบว่านาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลาเท่านั้น หากยังสามารถเป็นเครื่องประดับและผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดการแสดงออกได้อีกด้วย”

Interview With Rainer Bernard 

ในการเดินทางมาร่วมชมนิทรรศการที่ฮ่องกง เรายังมีโอกาสได้พบกับ  เรเนอร์ แบรนาร์ด ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาผลงานที่น่าตื่นตาเหล่านี้ แบร์นาร์ดร่ำเรียนมาทางวิศวกรรมศาสตร์  และร่วมงานกับเมซงVan Cleef & Arpels เมื่อปี ค.ศ. 2011 ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาประจำแผนกงานผลิตนาฬิกาข้อมือ (Head of Research and Development for Watchmaking) ด้วยความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคเครื่องกล รวมถึงความหลงใหลในงานวิจัยและความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรม แรนเน แบรนาร์ดจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในส่วนของธุรกิจการผลิตนาฬิกาข้อมือและการพัฒนาระบบหุ่นกลของ Van Cleef & Arpels โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการถ่ายทอดแก่นแท้ของคอลเลกชัน “Poetry of Time” หรือ “บทกวีบอกเวลา” อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเมซง

Van Cleef & Arpels ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างกลไกซับซ้อนแบบดั้งเดิมเหมือนแบรนด์นาฬิกาอื่น ๆ

“ใช่ครับ เราตีความศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาในแบบของเราเอง เราไม่ได้สนใจการทำซ้ำกลไกคลาสสิกตามขนบเท่าไรนัก แต่ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอด ‘เวลา’ ผ่านความคิดสร้างสรรค์มากกว่า แม้แต่เมื่อเราใช้กลไกที่คุ้นเคย เช่น ระบบเรโทรเกรดหรือมินิทรีพีตเตอร์ เราก็จะตีความใหม่ในเชิงกวี ผ่านการเล่าเรื่อง แอนิเมชัน หรือการแสดงออกเชิงศิลปะเสมอ”

ทำไมศิลปะการเล่าเรื่องจึงมีความสำคัญมากๆ

“หัวใจของ Van Cleef & Arpels คือการเล่าเรื่องซึ่งทำให้ผลงานของเราออกมาไม่เหมือนใคร เราหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวตามธีมต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องราวเกี่ยวกับความรัก อย่างนาฬิกาคู่รักรุ่น Pont des Amoureux (คู่รักจุมพิตบนสะพาน) ที่ทุกคนคุ้นเคย แต่ไม่นานมานี้ได้ตีความใหม่ใน Bal des Amoureux (คู่รักเริงระบำ)  ให้คู่รักได้กลับมาพบกันอีกครั้งในฉากลานกลางร้านอาหารที่ผู้คนมาพบปะ เต้นรำ และรับประทานอาหารร่วมกัน คุณจะได้เห็นคู่รักเต้นรำยามค่ำคืน จับมือและค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหากัน เมื่อดวงดาวทั้งสองดวงมาบรรจบกันในเวลาเที่ยงคืน พวกเขาจะโน้มตัวเข้าจุมพิตกัน เป็นการจุมพิตแบบฝรั่งเศสที่ยาวนานสามนาทีเลยล่ะครับ แต่หากต้องการ ผู้สวมใส่ก็ยังสามารถกดปุ่มออนดีมานด์ให้เกิดจุมพิตนี้ได้ทุกเมื่อด้วย นาฬิกาเรือนนี้จึงเป็นบทต่อของเรื่องรักนิรันดร์ที่เริ่มต้นจากคู่รักบนสะพาน เป็นเรื่องราวโรแมนติกที่ถูกถ่ายทอดผ่านงานทำนาฬิกา”

“สำหรับผม นาฬิกาในธีมคู่รักสะท้อนตัวตนของเราได้อย่างชัดเจน เรื่องราวความรักคือส่วนหนึ่งของจุดกำเนิดของเมซงและยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน ผลงานชิ้นนี้เกิดจากความร่วมมือของนักออกแบบ วิศวกร ช่างแกะสลัก ช่างลงยา และช่างฝังอัญมณี เทคโนโลยีทั้งหมดถูกซ่อนไว้ เพราะหน้าที่แท้จริงของมันคือทำให้เรื่องราวมีชีวิตขึ้นมา ท้ายที่สุดแล้ว มันจึงเป็นทั้งเครื่องประดับและบทกวีแห่งการบอกเวลา”

ผลงานของ Van Cleef & Arpels ได้รับการยกย่องมากมาย อย่างเช่นนาฬิกา Lady Arpels Heures Florales Cerisier ที่น่าประทับใจมาก

“ผลงานนี้คือตัวอย่างของปรัชญา Poetry of Time อย่างแท้จริง ทั้งยังได้รางวัลด้านนวัตกรรมจากเวทีประกาศรางวัล GPHG แนวคิดของนาฬิการุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากนักพฤกษศาสตร์  Carl Linnaeus  ในศตวรรษที่ 18  เขาสังเกตว่าดอกไม้แต่ละชนิดจะบานและหุบในเวลาที่ต่างกัน บางชนิดบานตอนเช้า บางชนิดบานช่วงบ่าย เขาจึงจินตนาการถึงสวนที่สามารถบอกเวลาได้ผ่านดอกไม้ได้ และนั่นคือแรงบันดาลใจของเรา เราสร้างนาฬิกาที่ดอกไม้จะค่อยๆ บานและหุบเพื่อบอกชั่วโมง ดอกไม้หนึ่งดอกหมายถึงหนึ่งนาฬิกา สองดอกหมายถึงสองนาฬิกา และดำเนินไปเช่นนั้น ดอกไม้แต่ละดอกจะบานอยู่เป็นเวลา 60 นาที ก่อนจะค่อย ๆ หุบลงเมื่อดอกถัดไปเริ่มบาน กลไกทำงานผ่านสามวัฏจักร ทำให้รูปแบบการแสดงผลเปลี่ยนไปตลอดทั้งวันและต่อเนื่องสามวัน แม้จะเป็นเวลาเดียวกัน แต่การแสดงผลก็ไม่เหมือนเดิม ราวกับเราจำลองธรรมชาติมาไว้บนข้อมือ นี่คือ ‘บทกวีแห่งกาลเวลา’ อย่างแท้จริง การอ่านเวลาไม่ใช่การมองผ่าน ๆ แต่ต้องชะลอ สังเกต และมีส่วนร่วมกับเรื่องราว เวลาในที่นี้จึงกลายเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงข้อมูล”

ปัจจุบันนี้ กลไกที่ใช้ในนาฬิกาของ Van Cleef & Arpels พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของบริษัทเองหรือไม่

“ใช่ครับ ในอดีตเราเคยร่วมงานกับพันธมิตรภายนอก แต่หลายปีที่ผ่านมา เราได้รวมกระบวนการพัฒนาทั้งหมดไว้ภายใน ตั้งแต่ตัวเรือน หน้าปัด ไปจนถึงกลไก วิธีนี้ทำให้เรามีอิสระทางความคิดสร้างสรรค์อย่างสมบูรณ์ นักออกแบบ ช่างฝีมือ และวิศวกรทำงานพร้อมกัน ไม่ใช่เป็นลำดับขั้น ความร่วมมือนี้สำคัญมาก เพราะผลงานลักษณะนี้ไม่สามารถพัฒนาแยกส่วนได้ โดยทั่วไป การพัฒนานาฬิกาหนึ่งเรือนใช้เวลาประมาณ 4 ปี และเวลาส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการนิยาม ‘เรื่องราว’ ก่อน หากเรื่องราวแข็งแรง วิศวกรรมจะตามมาเอง เรายังทดสอบนาฬิกาอย่างเข้มงวด ทั้งการทดสอบแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือน เพราะนาฬิกาเหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงจัดแสดง”

ทีมช่างฝีมืแหัตถศิลป์  (métiers d’art) ทำงานร่วมกับวิศวกรรมอย่างไร

“เราทำงานร่วมกันตั้งแต่จุแรกเลยครับ ช่างฝีมือและวิศวกรจะมาแลกเปลี่ยนและท้าทายความคิดของกันและกันตลอดเวลาตัวอย่างเช่น หากดอกไม้ลงยาชิ้นหนึ่งที่ใช้ตกแต่งบนหน้าปัดมีน้ำหนัก 2 กรัม ผมอาจถามว่าสามารถทำให้เบากว่านี้ได้ไหม ช่างฝีมือก็จะทดลองแนวทางต่าง ๆ และเราจะหาจุดสมดุลร่วมกัน ไม่มีฝ่ายใดเหนือใคร การตัดสินใจเกิดจากความเห็นร่วม ผมคิดว่าการทำงานนี้ การสนทนาคือสิ่งสำคัญ เพราะทางออกที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อทุกคนรู้สึกว่าผลลัพธ์นั้น ‘ถูกต้อง’ จริง ๆ” 

“ภายในโรงงานของเราซึ่งตั้งอยู่ในเจนีวา มีช่างผู้เชี่ยวชาญเทคนิคศิลป์จำนวนมาก ทั้งการลงยา การแกะสลัก การวาดภาพจิ๋ว การปั้นทอง การฝังอัญมณี รวมถึงการพิมพ์ลงยาบนกระจก ทุกขั้นตอนทำภายในบริษัทเอง ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาร่วมกันสร้างต้นแบบ ทดลองสี และปรับรายละเอียดด้านสุนทรียะ ความซับซ้อนนี้เองที่ทำให้การพัฒนาใช้เวลาหลายปี”

ช่วงหลังมานี้ ทาง Van Cleef & Arpels นำเสนอนาฬิกาออโตมาตอนและนาฬิกาในหมวด Poetic Complications คุณคิดว่าทำไมผลงานเหล่านี้จึงได้รับความนิยมในหมู่นักสะสมปัจจุบัน

“ผมมองว่าเพราะมันแตกต่าง นาฬิกาจักรกลซับซ้อนเหล่านั้นนำเสนอเวลาในรูปแบบใหม่ สำหรับนักสะสมที่มีนาฬิกาที่ทำงานด้วยกลไกแบบดั้งเดิมอยู่แล้ว ผลงานของ Van Cleef & Arpels ได้เข้าไปเติมเต็มสิ่งที่ยังขาด ด้วยความที่มัน ‘ต่างออกไป’ ผลงานออโตมาตอนอย่างนาฬิกาตั้งโต๊ะ Planetarium ที่เห็นคือการผนวกเอาเครื่องประดับชั้นสูง การทำนาฬิกา งานหัตถศิลป์ และการเล่าเรื่องไว้ในผลงานชิ้นเดียว เป็นผลรวมของความคิดสร้างสรรค์ทั้งเมซงเลยจริงๆ ”

งานวิจัยและพัฒนามีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นใหม่หรือไม่
“แน่นอนค่ะ การส่งต่อความรู้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเรา คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ ‘ลายเซ็น’ ของเมซง ทั้งปรัชญาการออกแบบที่ชาญฉลาด สง่างาม และไม่ซับซ้อนเกินจำเป็น ปัจจุบัน เรายังมีโรงเรียนสองแห่งสำหรับการแกะสลักและการลงยา เพื่อฝึกฝนช่างฝีมือรุ่นใหม่และรักษาเทคนิคดั้งเดิมให้ดำรงอยู่ต่อไป”

การที่คุณมีแบ็กกราวด์ด้านวิศวกรรมและได้มาทำงานที่เมซงที่ไม่เหมือนใครแห่งนี้เติมเต็มคุณในระดับส่วนตัวอย่างไร

“ผมคิดว่าตัวเองมีงานในฝันครับ ในฐานะวิศวกรเครื่องกล การได้มีส่วนร่วมสร้างผลงานที่เป็นทั้งกลไกและงานศิลปะนั้นน่าพึงพอใจอย่างยิ่ง ทุกโปรเจ็กต์แตกต่างกันและผลักดันเราออกจากพื้นที่ปลอดภัยเสมอ อีกทั้งทีมของเราเติบโตไปด้วยกัน สั่งสมความรู้ปีแล้วปีเล่า จนสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ท้าทายและทะเยอทะยานมากขึ้นเรื่อยๆ นี่แหละงานในฝันของผม”

Share post:

More like this

Protected: ก้าวต่อไปของ Seiko ผ่านวิสัยทัศน์ของ Akio Naito  ประธานแห่ง Seiko Watch Corporation

การฉลองครบรอบ 145 ปี การเปิดบูติกสแตนด์อโลนแห่งแรกในประเทศไทย และการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่น่าเชื่อว่า แบรนด์นาฬิกาที่ยังคงเดินควบคู่กับปัจจุบันได้อย่างสง่าผ่าเผยอย่าง Seiko ทำหน้าที่บอกเวลาอย่างเที่ยงตรงมากว่า 145...

Must Have: มัดรวมคอลเลกชัน 5 เรือนเวลาพาสเทลบอกลาซัมเมอร์ 

มาดูเทรนด์นาฬิการ่วมสมัยที่สลัดภาพความขรึม แล้วหันมาเล่นกับเฉดสีพาสเทลละมุนตา ตั้งแต่งานเซรามิกของ Hublot ไปจนถึงโปรเจกต์ท้าทายขนบอย่าง Swatch x Audemars Piguet Royal Pop

Introducing: เมื่อสถาปัตยกรรมบอกเล่าความดิบ นี่คือร่องรอยสิ่วบนเรือนเวลา Anoma A1 Prehistoric

Anoma ฉีกกฎเกณฑ์ความเนี๊ยบของนาฬิกาสวิสด้วย A1 Prehistoric รุ่นลิมิเต็ด 100 เรือน ที่พกพางานตัวเรือนสกัดมือยาวนานกว่า 5 ชั่วโมงโดยช่างฝีมือชาวฝรั่งเศส และหน้าปัดกรีดมือ 600 เส้น เพื่อสร้างเรือนเวลาที่ดูเหมือนวัตถุโบราณบนข้อมือ

ทำไม Jaeger-LeCoultre ถึงเลือก “ไอยู” เป็นแอมบาสเดอร์คนล่าสุด

Jaeger-LeCoultre ต้อนรับ ไอยู (IU) เข้าสู่ครอบครัวอย่างเป็นทางการผ่านแคมเปญ The Hour Before พลิกมุมมองความหรูหราแบบไม่ตะโกน พร้อมชวนถอดรหัสวินัยหลังม่านที่เชื่อมโยงศิลปินสาวเข้ากับโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูง