นาฬิกาที่สร้างกฎของตัวเอง เพื่อผลักดันวงการนาฬิกาสู่อนาคตที่ยังไม่เคยถูกสำรวจ

ตลอดระยะเวลา 180 ปีของ Ulysse Nardin ‘ความเที่ยงตรง’ คือสิ่งที่กำหนดเอกลักษณ์ของแบรนด์มาโดยตลอด แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องการก้าวไปอีกขั้น ทางแบรนด์กลับเลือกที่จะตั้งคำถามกับแนวคิดเดิมของวงการนาฬิกา ผ่านการออกแบบผลงานที่แตกต่างจากนาฬิกาทั่วไป ทั้งการไม่มีเม็ดมะยม การนำกลไกมาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงเวลา และการทำให้กลไกทั้งชุดหมุนไปพร้อมกับการบอกเวลา แนวคิดเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นการก้าวออกจากกรอบของศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา แต่แท้จริงแล้วกลับสะท้อนรากฐานของ Ulysse Nardin อย่างชัดเจน เพราะเบื้องหลังแนวคิดเหล่านี้ล้วนต่อยอดมาจากองค์ความรู้และประสบการณ์ที่แบรนด์สั่งสมมาอย่างยาวนาน
เปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวไปข้างหน้า

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1846 ณ เมือง Le Locle ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์ได้สร้างชื่อจากเครื่องจับเวลาและโครโนมิเตอร์ที่มีความแม่นยำสูง จนได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือ นักสำรวจ และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก แต่การเดินทางของแบรนด์ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เมื่อวิกฤตควอตซ์ในช่วงทศวรรษ 1970 เขย่าอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส Ulysse Nardin จึงต้องเผชิญกับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ และแทนที่วิกฤตครั้งนั้นจะนำไปสู่จุดสิ้นสุด กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่เปิดทางให้เกิดผลงานที่กล้าท้าทายขนบของวงการนาฬิกาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ ‘Freak’
จุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงปี 1983 คือเมื่อ Rolf Schnyder เข้าซื้อกิจการ Ulysse Nardin และเลือกเดินในทิศทางที่สวนทางกับกระแสตลาด เวลานั้นอุตสาหกรรมนาฬิกากำลังพยายามรับมือกับเทคโนโลยีควอตซ์ แต่เขากลับเลือกเดิมพันกับสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความเสี่ยง นั่นคือ นวัตกรรม กลไกที่ซับซ้อน และความเป็นเลิศทางวิศวกรรม การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงกำหนดทิศทางใหม่ให้กับ Ulysse Nardin แต่ยังนำไปสู่การพบกับบุคคลสำคัญที่จะมีบทบาทต่ออนาคตของแบรนด์ นั่นคือ Dr. Ludwig Oechslin
โดยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Rolf Schnyder เดินทางไปเยี่ยม Jörg Spöring ที่เมืองลูเซิร์น และได้พบกับ Astrolabe Clock ผลงานอันน่าทึ่งที่ Oechslin สร้างขึ้นในเวิร์กช็อปของ Spöring ในเวลานั้น Oechslin ยังเป็นเพียงช่างฝึกงาน แต่สิ่งที่ Rolf มองเห็นกลับไม่ใช่เพียงความซับซ้อนของกลไก หากเป็นวิธีคิดที่แตกต่างและความสามารถในการมองนาฬิกาในมุมที่ไม่เหมือนใคร เขาจึงขอให้ Oechslin นำแนวคิดของ Astrolabe มาสร้างเป็นนาฬิกาข้อมือ และเพียงสองปีต่อมา ในปี 1985 ผลงานดังกล่าวก็ถือกำเนิดขึ้นในชื่อ Astrolabium Galileo Galilei นาฬิกาที่สามารถแสดงข้อมูลทางดาราศาสตร์ได้ถึง 21 รายการ และต่อมาได้รับการบันทึกใน Guinness World Records ว่าเป็นนาฬิกา Astrolabe แบบสวมใส่บนข้อมือเรือนแรกของโลก การพบกันครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง Rolf Schnyder และ Ludwig Oechslin เพราะได้เปิดทางให้วิศวกรรม ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และจินตนาการเข้ามาบรรจบกัน และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวคิดที่จะนำไปสู่การกำเนิดของ Freak ในเวลาต่อมา
จุดกำเนิดของจอมขบถแห่งวงการนาฬิกา ‘Freak’


แนวคิดที่เคยดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เริ่มพัฒนาอย่างจริงจัง เมื่อ Oechslin หันมาศึกษาเอสเคปเมนต์รูปแบบใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดของ Abraham-Louis Breguet ขณะเดียวกัน Carole Forestier-Kasapi ได้สร้างผลงานต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่า นาฬิกาสามารถออกแบบให้ทั้งกลไกหมุนไปพร้อมกับการแสดงเวลาโดยไม่จำเป็นต้องมีเม็ดมะยมแบบดั้งเดิม Oechslin นำต้นแบบดังกล่าวมาศึกษาและพัฒนาต่อยอด พร้อมย้ายตำแหน่งเมนสปริงมาไว้ที่กึ่งกลางตัวเรือน ทำให้สามารถติดตั้งเมนสปริงความยาวถึง 2 เมตร และเพิ่มพลังงานสำรองเป็น 7 วัน จากจุดนี้แนวคิดเรื่องการหมุนจึงถูกพัฒนาไปไกลกว่าการสร้างความแตกต่างทางรูปลักษณ์ เพราะ Oechslin ต้องการให้กลไกทำหน้าที่เป็นตัวแสดงเวลาไปพร้อมกัน บาร์เรลที่หมุนครบหนึ่งรอบในทุก 12 ชั่วโมงทำหน้าที่แสดงชั่วโมง ขณะที่ตัวกลไกซึ่งหมุนครบหนึ่งรอบในทุก 60 นาทีทำหน้าที่แสดงนาที ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘กลไก’ และ ‘หน้าปัด’ แทบจะหายไป และเปลี่ยนการอ่านเวลาให้กลายเป็นการมองเห็นกลไกที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนข้อมือ

แต่การทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นจริงยังมีอุปสรรคสำคัญอีกประการ นั่นคือระบบ Dual Escapement ซึ่งต้องใช้เอสเคปวีลถึงสองชุด และจำเป็นต้องมีน้ำหนักเบามากเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โลหะแบบดั้งเดิมจึงไม่ใช่คำตอบ และนี่คือจุดที่ซิลิคอนเข้ามามีบทบาทสำคัญ วัสดุที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมวงการนาฬิกาในช่วงวิกฤตควอตซ์ กลับกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการพัฒนานาฬิกาจักรกลแห่งอนาคต สำหรับ Ulysse Nardin ซิลิคอนจึงไม่ได้เป็นเพียงวัสดุใหม่ที่นำมาใช้กับกลไก แต่เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยผลักดันแนวคิดของแบรนด์ให้ก้าวไปไกลกว่าเดิม
ในเดือนมีนาคม 2001 ทุกแนวคิดเหล่านี้มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวในชื่อ ‘Freak’ ชื่อที่เริ่มต้นจากโค้ดเนมภายในของโปรเจ็กต์สุดท้าทาย แต่กลับกลายเป็นชื่อที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะ Freak ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นตามขนบของนาฬิกาทั่วไป ไม่มีเม็ดมะยม ไม่มีหน้าปัดแบบดั้งเดิม และไม่มีเข็มในรูปแบบที่คุ้นเคย สิ่งที่ปรากฏบนข้อมือคือกลไกที่หมุนไปพร้อมกับการแสดงเวลา เปิดเผยการทำงานภายในออกมาให้เห็นอย่างตรงไปตรงมา และเปลี่ยนกลไกจากสิ่งที่เคยซ่อนอยู่ภายในให้กลายเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ในการบอกเวลา

แม้แต่การเปิดตัวที่ Baselworld 2001 ก็สะท้อนแนวคิดของ Freak ได้อย่างสมบูรณ์แบบ Ulysse Nardin เลือกเปิดตัวนาฬิกาก่อนงานอย่างเป็นทางการหนึ่งวัน ในสถานที่ใต้ดินและนอกตารางกิจกรรมหลัก พร้อมขบวนพาเหรดผู้สวมหน้ากากที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาลคาร์นิวัลแห่งบาเซิล โดยมี Rolf Schnyder เป็นผู้นำขบวน ภาพของขบวนพาเหรดที่ค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่สถานที่จัดงาน ก่อนจะนำไปสู่การเผยโฉม Freak สร้างบรรยากาศที่แตกต่างจากการเปิดตัวนาฬิกาทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้สอดคล้องกับชื่อของนาฬิกาและแนวคิดเบื้องหลังผลงาน ตั้งแต่สถานที่จัดงาน ไปจนถึงการนำเสนอที่เต็มไปด้วยความแปลกใหม่ นี่จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวนาฬิกาเรือนใหม่ แต่คือ Freak Show
เดินหน้าผลักดันนวัตกรรมแห่งการบอกเวลา



หลังจากนั้น Freak ก็ไม่ได้หยุดอยู่กับความสำเร็จของรุ่นแรก แต่กลายเป็นห้องทดลองที่ Ulysse Nardin ใช้ผลักดันขอบเขตของนาฬิกาจักรกลอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายปีต่อมา แบรนด์พัฒนาเทคโนโลยีซิลิคอนผ่านผลงานอย่าง Freak Diamond Heart และ Freak DiamonSIL ก่อนจะยกระดับความซับซ้อนขึ้นอีกขั้นด้วย Freak Diavolo ในปี 2010 ซึ่งนำ Flying Carousel Tourbillon เข้ามาผสานกับสถาปัตยกรรมของ Freak ทำให้การเคลื่อนไหวของกลไกกลายเป็นทั้งกลไกการทำงานและภาพที่ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นได้ตลอดเวลา
เมื่อเวลาผ่านไป Freak ก็ยังคงเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ปี 2018 ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญเมื่อ Freak Vision เปิดตัวพร้อมระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Grinder® รวมถึง Constant Force Escapement และองค์ประกอบทางวิศวกรรมอีกหลายรายการ นี่คือช่วงเวลาที่ Freak แสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนทางกลไกไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียความสะดวกในการใช้งาน แต่สามารถถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ
หนึ่งปีต่อมา Freak X ได้ขยายแนวคิดของ Freak ไปอีกทิศทาง ด้วยการนำเม็ดมะยมกลับมาและปรับโครงสร้างให้เหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ขณะที่หัวใจสำคัญอย่างการหมุนของกลไกและแนวคิด Flying Carousel ยังคงอยู่ จากนาฬิกาที่เคยดูเหมือนเป็นการทดลองสุดโต่ง Freak X จึงช่วยเปิดมุมมองให้ผู้สวมใส่กลุ่มใหม่ได้สัมผัสดีเอ็นเอของ Freak ในรูปแบบที่ร่วมสมัยยิ่งขึ้น
จากนั้น Freak S ในปี 2022 ก็พาเรื่องราวกลับเข้าสู่พื้นที่ของวิศวกรรมขั้นสูงอีกครั้ง ด้วยระบบ Dual Oscillator และ Grinder® ซึ่งทำให้บาลานซ์สองชุดทำงานร่วมกันผ่านระบบดิฟเฟอเรนเชียล แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแม้เวลาจะผ่านไปกว่าสองทศวรรษ Freak ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำหรับทดลองสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากมาตรฐานของนาฬิกาจักรกล
ในปี 2023 Ulysse Nardin หันกลับไปมองจุดเริ่มต้นอีกครั้งผ่าน Freak ONE การกลับมาของแนวคิด “No Dial, No Hands, No Crown” ทำให้ DNA ของ Freak รุ่นแรกปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนอีกครั้ง แต่ถูกตีความใหม่ด้วยเทคโนโลยีและวัสดุร่วมสมัย การได้รับรางวัล Iconic Watch Prize จาก GPHG ในปีเดียวกันยิ่งตอกย้ำว่า แนวคิดที่เคยดูสุดโต่งเมื่อกว่าสองทศวรรษก่อนได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ได้รับการยอมรับของวงการนาฬิการ่วมสมัย
และเมื่อ Freak เดินทางมาถึงวาระครบรอบ 25 ปี เรื่องราวก็มาถึงอีกหนึ่งบทสำคัญกับ Super Freak ผลงานที่รวบรวมองค์ความรู้จากหนึ่งในสี่ศตวรรษของการทดลองและพัฒนาตระกูล Freak ก่อนผลักดันไปสู่ระดับที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ด้วยการนำ Double Tourbillon มาผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมแบบ Freak สิ่งที่น่าสนใจของ Super Freak ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนของกลไกที่เพิ่มขึ้น แต่คือวิธีที่ Ulysse Nardin ยังคงรักษาหลักแนวคิดดั้งเดิมของ Freak เอาไว้ ขณะที่ผลักดันขอบเขตทางวิศวกรรมไปอีกขั้น กลไกยังคงเป็นศูนย์กลางของการแสดงเวลา และการเคลื่อนไหวของชิ้นส่วนต่างๆ ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์บนข้อมือ เช่นเดียวกับ Freak รุ่นแรกเมื่อ 25 ปีก่อน เพียงแต่วันนี้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่สั่งสมมาทำให้สิ่งที่เคยเป็นเพียงแนวคิดที่แปลกใหม่สามารถนำมาพัฒนาผลงานได้


Super Freak จึงไม่ใช่เพียงนาฬิกาที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 25 ปี หากแต่เป็นเหมือนเครื่องหมายวรรคตอนของบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ Freak บทที่เริ่มต้นจากคำถามว่า นาฬิกาจักรกลจำเป็นต้องมีหน้าปัด เข็ม และเม็ดมะยมเหมือนที่เราเคยรู้จักหรือไม่ และเดินทางผ่านการทดลองกับซิลิคอน เอสเคปเมนต์ ระบบทูร์บิญอง การขึ้นลานอัตโนมัติ และโครงสร้างกลไกที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึง Double Tourbillon ในวันนี้
ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา Freak จึงไม่ได้พัฒนาเพียงในด้านกลไกหรือวัสดุ แต่ยังสะท้อนวิวัฒนาการทางความคิดของ Ulysse Nardin ด้วย จากการตั้งคำถามว่า ‘นาฬิกาควรเป็นอย่างไร’ สู่การพิสูจน์ว่า ‘นาฬิกาสามารถเป็นอะไรได้อีกบ้าง’ นี่คือเหตุผลที่ Freak ยังคงมีความสำคัญในโลกนาฬิกาจนถึงปัจจุบัน เพราะหัวใจของ Freak ไม่เคยอยู่ที่การสร้างสิ่งใหม่เพียงเพื่อความแปลกใหม่ หากแต่อยู่ที่การค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ผ่านกลไกและวิศวกรรม
25 ปีหลังจาก Freak เปิดตัวครั้งแรก นาฬิกาเรือนนี้ยังคงพัฒนาต่อไป เช่นเดียวกับแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง และบางทีสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการเดินทางครั้งนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ Ulysse Nardin ได้สร้างสำเร็จแล้ว แต่คือความเป็นไปได้ที่ยังรออยู่ข้างหน้า เพราะตราบใดที่ยังมีคำถามเกี่ยวกับขอบเขตของนาฬิกาจักรกล Freak ก็ยังมีเหตุผลที่จะก้าวต่อไป และทำลายกฎข้อเดิมเพื่อสร้างกฎข้อใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
ฉลองครบรอบ 25 ปี ‘Freak’ นาฬิการุ่นปฏิวัติวงการ พร้อมย้อนศึกษาประวัติศาสตร์ 180 ปีของ Ulysse Nardin

