เมื่อแนวคิดการบอกเวลาที่เคยแปลกแยกที่สุด ถูกปรับสัดส่วนลงมาให้สวมใส่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
หากเราย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ยุคที่นิตยสารนาฬิกาแนวทางใหม่อย่าง Revolution เพิ่งเริ่มต้นหยั่งรากในวงการ สิ่งหนึ่งที่พวกเราในฐานะคนรักนาฬิกามักจะมองหาคือ “ความกล้าหาญทางวิศวกรรม” ที่ไม่เดินตามรอยใคร และชื่อของ Ulysse Nardin Freak ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2001 คือตัวแทนของนิยามนั้นอย่างแท้จริง ด้วยโครงสร้างที่ไม่มีหน้าปัด ไม่มีเข็ม และไม่มีเม็ดมะยม โดยปล่อยให้ตัวกลไกหมุนตัวเองเพื่อทำหน้าที่บอกเวลา

ในงาน Watches and Wonders 2026 ที่ผ่านมา แบรนด์เพิ่งจะปล่อยรุ่นทดลองขีดสุดอย่าง Super Freak ออกมาฉลองครบรอบ 25 ปี แต่สำหรับคนรักนาฬิกาที่มองหาความสุขในการสวมใส่บนข้อมือทุกๆ วัน ข่าวที่น่าสนใจและสมควรแก่การหยิบยกมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนคือการมาถึงของเจเนอเรชันล่าสุดของ Freak [X] นาฬิกาที่ลดทอนความดุดันในอดีตลง เพื่อแลกกับความลงตัวที่ใช้งานได้จริง
การปรับสัดส่วนเพื่อข้อมือจริง
ความท้าทายของตระกูล Freak มาโดยตลอดคือเรื่องของ “ขนาด” มันถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะนาฬิกาที่ต้องการประกาศตัวตน และมักจะมีขนาดตัวเรือนที่ใหญ่เกินกว่าจะซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อเชิ้ต แม้แต่ Freak [X] เวอร์ชันปี 2019 ที่ปรับปรุงให้เข้าถึงง่ายขึ้นด้วยการเพิ่มเม็ดมะยมเข้ามา ก็ยังมีขนาดตัวเรือนอยู่ที่ 43 มิลลิเมตร
แต่ในเวอร์ชันล่าสุดนี้ ทีมออกแบบของ Ulysse Nardin เลือกที่จะฟังเสียงของคนใช้งานจริง ตัวเรือนถูกย่อส่วนลงจาก 43 มิลลิเมตร มาอยู่ที่ 41 มิลลิเมตร พร้อมกับระยะจากขาทั้งสองข้าง (Lug-to-lug) ที่หดสั้นลงจาก 49.6 มิลลิเมตร เหลือเพียง 47.3 มิลลิเมตร ขณะที่ความหนาของตัวเรือนอยู่ที่ 10.3 มิลลิเมตร (หรือ 13.6 มิลลิเมตรหากวัดรวมกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่อง)
ตัวเลขเหล่านี้หากดูบนแผ่นกระดาษอาจจะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่ในฐานะคนชอบสังเกตนาฬิกา ข้อมูลอินไซด์ตรงนี้บอกเราว่า พิกัด 41 มิลลิเมตรคือจุดตัดที่เปลี่ยนภาพจำจากนาฬิกาโครงสร้างหวือหวาสำหรับเก็บสะสม ให้กลายเป็นนาฬิกาที่คุณสวมใส่ออกไปดื่มกาแฟตอนเช้าได้อย่างไม่เคอะเขิน

ขัดเกลากลไกและโครงสร้างวิศวกรรมภายใน
หัวใจสำคัญของตัวเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮ้าส์อัตโนมัติชุดใหม่ Calibre UN-232 ที่ใช้เวลาพัฒนามากกว่า 2 ปี โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ระบบตลับแบริ่งหมุน (Flying Carousel) ที่จะหมุนครบรอบทุก ๆ 60 นาทีเพื่อบอกนาที และใช้แผ่นจานหมุนด้านล่างแทนเข็มชั่วโมงเอาไว้
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการให้ความสำคัญกับความทนทานในระยะยาว นวัตกรรม DIAMonSIL ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเคลือบผิวซิลิคอนด้วยเพชรสังเคราะห์ของแบรนด์ ได้ถูกนำมาใช้ในชุดปล่อยจักร (Escapement) ของ Freak [X] เป็นครั้งแรก ช่วยลดแรงเสียดทานและเพิ่มความทนทานในจุดที่ต้องรับแรงกดดันสูงที่สุดของนาฬิกา ทำงานร่วมกับจักรกรอกซิลิคอนขนาดใหญ่พิเศษ (Oversized silicon balance wheel) จากห้องปฏิบัติการ SIGATEC

รายละเอียดวิศวกรรมที่น่าประทับใจอีกส่วนคือ ตัวเรือนที่ปรับเปลี่ยนจากโครงสร้างไทเทเนียมแบบประกอบชิ้นส่วน (Modular) ในรุ่นก่อน มาเป็น ตัวเรือนชิ้นเดียว (Monobloc) ที่มีให้เลือกทั้งวัสดุเหล็กบริสุทธิ์รีไซเคิล 80% หรือวัสดุโรสโกลด์
- การเปลี่ยนมาใช้โครงสร้างตัวเรือนชิ้นเดียว ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง
- ส่งผลดีต่อระบบเก็บเสียง (Acoustic stability) ทำให้เสียงการทำงานของกลไกจักรกลภายในที่หมุนอยู่ตลอดเวลาถูกซับลงจนเงียบสนิท
- เพิ่มประสิทธิภาพการกันน้ำขึ้นมาอยู่ที่ 100 เมตร พร้อมเม็ดมะยมแบบขันเกลียว ซึ่งเป็นสเปกที่สมบูรณ์แบบสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน
เมื่อพลิกมาด้านหลัง เราจะพบกับไมโครโรเตอร์ (Micro-rotor) ที่ทำจากวัสดุโรสโกลด์ฝังรวมเป็นเนื้อเดียวกับกลไก ปัดลายก้นหอย (Colimaçon) ซึ่งให้โทนสีที่อบอุ่นตัดกับงานขัดลายซาตินและงานลบมุมด้วยมือ (Hand-bevelled) บนสะพานจักรด้านหน้าได้อย่างสวยงาม กลไกชุดนี้ทำงานด้วยความถี่ 3 เฮิรตซ์ และมีพลังงานสำรองที่พึ่งพาได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง
ทางเลือกของความเรียบง่ายบนสายเหล็ก
ในการเปิดตัวครั้งนี้มีให้เลือกทั้งหมด 3 เวอร์ชัน ได้แก่ รุ่นหน้าปัดสีเทาพ่นทรายจับคู่ตัวเรือนเหล็ก, รุ่นหน้าปัดสีน้ำเงินไล่เฉดปัดลายซันบรัช และรุ่นตัวเรือนโรสโกลด์คู่กับสะพานจักรสีทอง
แต่เวอร์ชันที่เรามองว่าลงตัวและน่าสนใจที่สุด คือรุ่นหน้าปัดสีเทาพ่นทรายที่มาพร้อมกับสายเหล็ก (Integrated steel bracelet) ที่ผลิตจากเหล็กรีไซเคิล 80% ชนิดเดียวกับตัวเรือน ชุดสายนี้มีระบบปรับระยะความละเอียด (Micro-adjustment) ฝั่งละ 2 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยให้การสวมใส่มีความกระชับตามขนาดข้อมือที่อาจขยายตัวตามสภาพอากาศในแต่ละวัน ทำงานร่วมกับระบบเปลี่ยนสายด่วน (Quick-release) ที่มีตัวเลือกให้ปรับแต่งได้ถึง 9 รูปแบบ



ความเงียบง่ายของโทนสีเทาและสายเหล็ก ช่วยลดทอนความจัดจ้านของกลไกการหมุน และทำให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นเครื่องบอกเวลาที่มีความสมดุลสูงมากระหว่างความซับซ้อนเชิงกลไกและความเรียบง่ายในแง่ของสไตล์
ท้ายที่สุดแล้ว Freak [X] เจเนอเรชันนี้แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของ Ulysse Nardin ในการเปลี่ยนผ่านจากนาฬิกาที่เคยสร้างมาเพื่อท้าทายขีดจำกัดทางวิศวกรรม ให้กลายมาเป็นนาฬิกาที่เข้าใจเนื้อแท้ของคนที่รักและต้องการใช้ชีวิตอยู่กับมันในทุกๆ วัน
สำหรับคุณแล้ว การที่นาฬิกาที่มีกลไกแปลกตาและซับซ้อนอย่าง Freak ถูกย่อส่วนลงมาเหลือ 41 มิลลิเมตร พร้อมสายเหล็กที่สวมใส่ง่ายขึ้น ถือเป็นทิศทางที่ทำให้คุณเข้าถึงและอยากสัมผัสเครื่องบอกเวลาตระกูลนี้มากขึ้นหรือไม่?
ข้อมูลทางเทคนิค
- กลไก: Calibre UN-232 แบบอัตโนมัติ ผลิตโดยแบรนด์ สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (3Hz)
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
- ตัวเรือน: ขนาด 41 มม. หนา 10.35 มม. (รวมกระจก 13.6 มม.) ระยะ Lug-to-Lug 47.3 มม. ตัวเรือนโมโนบล็อกจากสตีลรีไซเคิล 80% หรือโรสโกลด์ กระจกแซฟไฟร์ทรง Glassbox กันน้ำ 100 เมตร
- หน้าปัด: ดิสก์แสดงชั่วโมง มีให้เลือกสีเทาพ่นทรายพร้อมบริดจ์และอินเด็กซ์ชุบโรเดียม / สีน้ำเงินไล่เฉดลายซันเรย์พร้อมบริดจ์และอินเด็กซ์ชุบโรเดียม / สีดำพ่นทรายพร้อมบริดจ์และอินเด็กซ์สีโรสโกลด์ หลักชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova สีขาว
- สาย: สายหนังลูกวัวสีน้ำตาลอ่อนพร้อมบานพับสตีล / สายสตีลรีไซเคิล 80% พร้อมระบบปรับละเอียด (micro-adjustment) / สายหนังอัลลิเกเตอร์สีดำเดินด้ายโรสโกลด์พร้อมบานพับโรสโกลด์ รองรับระบบเปลี่ยนสายแบบ Quick-Release ใหม่
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นอัตลักษณ์ นี่คือคู่สีที่จัดจ้านที่สุดบนหน้าปัด H. Moser & Cie.
Arnold & Son HM London Skyline Limited Edition: จากลอนดอนยุควิกตอเรียนสู่มหานครร่วมสมัย ผ่านหน้าปัดที่เปลี่ยนเรื่องราวตามแสงและความมืด
หรือนี่จะเป็นลมหายใจครั้งใหม่ที่บาเซิล? เมื่อ MCH Group พยายามกู้คืนศรัทธาของเมืองหลวงแห่งเวลาผ่านงาน “Basilia Jewellery & Watch Fair”

