บางครั้ง ความน่าสนใจของนาฬิกาไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มอะไรเข้าไป แต่อยู่ที่การรู้ว่าจะเก็บอะไรไว้ พาชมเรือนเวลา MIDO Ocean Star 200

Date:

เมื่อนาฬิกาดำน้ำสเปกแน่นถูกปรับรายละเอียดให้สวมใส่สนุกและเข้ากับชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น

สำหรับคนรักนาฬิกาที่ติดตามวงการมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกของเราน่าจะคุ้นเคยดีว่า เสน่ห์ที่แท้จริงของนาฬิกา Swiss Made สายสปอร์ตไม่ได้อยู่ที่การประโคมเทคโนโลยีล้ำยุคจนเกินเอื้อม แต่อยู่ที่การบาลานซ์ระหว่าง “ฟังก์ชันที่พึ่งพาได้” กับ “งานดีไซน์ที่ตรงไปตรงมา” ซึ่ง MIDO ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีวิธีคิดแบบวิศวกรรมร่วมสมัยชัดเจนมาโดยตลอด นับตั้งแต่ยุคที่ George Schaeren ก่อตั้งแบรนด์ในปี 1918

ล่าสุดบนเวทีงานเปิดตัวที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ พวกเขาได้อวดโฉมเจเนอเรชันใหม่ของตระกูลดำน้ำยอดนิยมอย่าง Ocean Star 200 การกลับมาในครั้งนี้ไม่มีการป่าวประกาศสรรพคุณจนเกินจริง แต่เน้นไปที่การขัดเกลารายละเอียดปลีกย่อยเพื่อให้ตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 41 มิลลิเมตรเรือนนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่ออยู่บนข้อมือจริง

มิติใหม่บนหน้าปัดสีน้ำเงิน

จุดที่คนรักนาฬิกาจะสังเกตเห็นเป็นอันดับแรกคือ วิธีการจัดการกับ “หน้าปัดสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นโทนสียอดนิยมของนาฬิกาสไตล์นี้ แทนที่จะใช้หน้าปัดผิวเงาหรือปัดลายซันเรย์แบบทั่วไป MIDO เลือกใช้หน้าปัดสีน้ำเงินขัดพื้นผิวแบบเกรนละเอียด (Grain-textured dial)

การเลือกใช้พื้นผิวลักษณะนี้คือ การลดแสงสะท้อนที่ไม่จำเป็นและช่วยสร้างมิติความตื้นลึกเมื่อแสงตกกระทบ ตัวหน้าปัดทำงานร่วมกับชุดเข็มชั่วโมงและนาทีที่ผ่านการขัดแต่งผิวแบบซาตินสลับกับการเจียระไนเหลี่ยมมุมอย่างประณีต โดยมีหลักชั่วโมงขัดเงาแต้มด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว เพื่อการอ่านค่าเวลาที่แม่นยำ และสิ่งที่ช่วยตัดอารมณ์ความเข้มของสีน้ำเงินได้อย่างลงตัวคือ เข็มวินาทีขนาดใหญ่ที่แต้มปลายเข็มด้วย “สีส้ม” ซึ่งเป็นสีประจำบ้านของแบรนด์

สมรรถนะภายใต้โครงสร้างที่จับต้องได้

หากเรามองข้ามเรื่องรูปลักษณ์แล้วพิจารณานาฬิกาเรือนนี้ในฐานะอุปกรณ์ใช้งาน โครงสร้างตัวเรือนขนาด 41 มิลลิเมตร ได้รับการขัดแต่งผิวแบบซาตินตัดสลับกับการขัดเงาบริเวณขอบมุม มาพร้อมขอบตัวเรือนหมุนทิศทางเดียว (Unidirectional Bezel) และวงแหวนอะลูมิเนียมตามสเปกนาฬิกาดำน้ำมาตรฐาน

หัวใจสำคัญที่อยู่ภายในคือ กลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 80 (Caliber 80) จุดเด่นที่ต้องพูดถึงคือความสามารถในการสำรองพลังงานที่ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง หรือมากกว่า 3 วันเต็ม ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถถอดนาฬิกาวางไว้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วกลับมาหยิบใส่ในเช้าวันจันทร์ได้โดยไม่ต้องตั้งเวลาใหม่ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งบาลานซ์สปริง นิวาครอง (Nivachron™) ซึ่งช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการทนทานต่อแรงกระแทกและสนามแม่เหล็กรอบตัวในชีวิตประจำวัน

ทางด้านการใช้งานจริง ตัวเรือนมาพร้อมเม็ดมะยมและฝาหลังแบบขันเกลียว ให้ประสิทธิภาพการกันน้ำที่ระดับ 20 บาร์ (200 เมตร) พลิกมาด้านหลังจะพบงานสลักลวดลายปลาดาวนูนต่ำอันเป็นสัญลักษณ์ดั้งเดิมของคอลเลกชันนี้ จับคู่กับสายสแตนเลสสตีลขัดซาตินสลับเงาข้อกลาง ที่ติดตั้งระบบขยายสายสำหรับการดำน้ำ (Diving Extension) และที่สำคัญคือระบบเปลี่ยนสายแบบรวดเร็ว (Quick-release) ช่วยให้ผู้สวมใส่สลับไปใช้สายยางหรือสายสไตล์อื่นได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือช่าง

ในงานเปิดตัวครั้งนี้ อีจงซอก (Lee Jong Suk) ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ได้มาร่วมถ่ายทอดความรู้สึกจากการสวมใส่จริง โดยเขาเน้นย้ำถึงความสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งของตัวเรือนและความสบายเมื่ออยู่บนข้อมือตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนาฬิกาประเภท Daily Watch

ท้ายที่สุดแล้ว MIDO Ocean Star 200 เจเนอเรชันนี้ ไม่ใช่นาฬิกาที่พยายามจะตะโกนเรียกร้องความสนใจจากใคร แต่มันคือการนำสเปกนาฬิกาดำน้ำที่พึ่งพาได้จริง มาขัดเกลาหน้าตาและขนาดให้สุภาพพอที่จะใส่เข้าคู่กับเสื้อเชิ้ตในวันทำงาน และพร้อมลุยไปกับคุณในกิจกรรมสุดสัปดาห์ได้อย่างสนิทใจ

สำหรับคุณผู้อ่านแล้ว ในพิกัดนาฬิกาดำน้ำสเปก Swiss Made การเลือกใช้หน้าปัดผิวเกรนสีน้ำเงินคู่กับรายละเอียดปลายเข็มสีส้มแบบนี้ ถือเป็นจุดต่างที่ทำให้คุณอยากหยิบนาฬิกาสไตล์นี้มาสวมใส่ในชีวิตประจำวันมากขึ้นไหม? มาร่วมแชร์มุมมองกันได้

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: MIDO Ocean Star 200
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 41 มม. ขัดซาตินสลับเงา ขอบตัวเรือนหมุนทิศทางเดียวพร้อมวงแหวนอะลูมิเนียม เม็ดมะยมและฝาหลังขันเกลียว กันน้ำ 200 เมตร (20 บาร์)
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินพื้นผิวเกรน (Grain-textured dial) หลักชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova® เข็มวินาทีแต้มสีส้ม
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที พร้อมแสดงวันที่
  • กลไก: อัตโนมัติ Caliber 80 สำรองพลังงาน 80 ชั่วโมง ติดตั้งบาลานซ์สปริง Nivachron™
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลขัดซาตินสลับเงา พร้อมระบบขยายสายสำหรับดำน้ำ (Diving Extension) และระบบเปลี่ยนสายแบบ Quick-release

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นอัตลักษณ์ นี่คือคู่สีที่จัดจ้านที่สุดบนหน้าปัด H. Moser & Cie.
Arnold & Son HM London Skyline Limited Edition: จากลอนดอนยุควิกตอเรียนสู่มหานครร่วมสมัย ผ่านหน้าปัดที่เปลี่ยนเรื่องราวตามแสงและความมืด
หรือนี่จะเป็นลมหายใจครั้งใหม่ที่บาเซิล? เมื่อ MCH Group พยายามกู้คืนศรัทธาของเมืองหลวงแห่งเวลาผ่านงาน “Basilia Jewellery & Watch Fair”

Share post:

More like this

Hublot จับมือศิลปินชื่อดัง Jeff Koons เปิดตัวนาฬิกาสองรุ่นใหม่ Balloon Dog และ MP-14

เบื้องหลังการร่วมมือกันครั้งแรกระหว่าง Hublot และ Jeff Koons สองเรือนเวลาที่ผสานงานศิลปะสไตล์ Balloon Dog เข้ากับกลไกตองบิยองระดับสูง

เมื่อ Rolex นำกลไก Complete Calendar มาเซอร์ไพรส์ในนาฬิกาลุคคลาสสิกรุ่น Perpetual Padellone

นาฬิการุ่นที่สองในคอลเลกชัน Perpetual ที่ต่อยอดจากรุ่น 1908 ได้อย่างเหนือชั้น ต้องยอมรับว่า เสน่ห์ของสไตล์วินเทจที่ปรากฎอยู่บน Rolex 1908...

Chopard เปิดตัว Happy Diamonds Heritage ฉลอง 50 ปีเรือนเวลาไอคอนิก

Chopard Happy Diamonds Heritage การกลับมาของเรือนเวลาไอคอนิกปี 1976 ในตัวเรือนทองคำ 18K หน้าปัดนิลดำ และกลไกอินเฮาส์สุดบางเฉียบ

Panerai ฉลองครบรอบ 100 ปีร้านแรกในฟลอเรนซ์ด้วย Luminor Firenze 8 Giorni รุ่นใหม่

พาไปทำความรู้จัก Panerai Luminor Firenze 8 Giorni สองรุ่นพิเศษฉลอง 100 ปีร้านดั้งเดิมบนจัตุรัส Piazza San Giovanni ในตัวเรือน Platinumtech และสเตนเลสสตีล