บทสรุป GWD 2026 เมื่อแบรนด์ใหญ่เล่นเกมสัดส่วน และแบรนด์อิสระเดินเกมรบ
ก็จบลงไปกันแล้วนะคะสำหรับ Geneva Watch Days 2026 สัปดาห์ที่คนในวงการสื่อนาฬิกาต่างก็วิ่งวุ่นเช็กอินตามบูธต่างๆ ทั่วเจนีวา ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ช่วงที่ยุ่งที่สุดในรอบปีเหมือน Watches & Wonders แต่มันก็คือช่วงเวลาที่บรรดาแบรนด์หลักและแบรนด์อิสระกลุ่มทุนต่างๆ ได้ออกมาปล่อยของกันแบบไม่ต้องมีใครเกรงใจใคร ก็ถือเป็นสีสันของช่วงปลายๆ กลางปีให้ดูคึกคักขึ้นมาไม่น้อย (ก่อนที่เราจะไปลุยกันต่อที่ Bangkok Watch Week ปลายเดือนนี้ อย่าลืมติดตามกันนะคะ)
หลังจากกลับมานั่งตกผลึกอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์พักใหญ่ เพราะปีนี้มีแบรนด์เข้าร่วมเยอะมากๆ เราได้เห็นว่ามีหลากหลายเรือนที่โดดเด่น และน่าจับตามอง เราเลยลองคัด 6 เรือนเด็ดจากงานรอบนี้ (และรอบข้างงาน) ที่สร้างแรงสะเทือนบนข้อมือได้จริงชนิดที่ไม่ต้องใช้คำโฆษณาชวนเชื่อ มาดูกันว่ามะอะไรน่าสนใจกันบ้าง
MING 57.05 Comet
- นวัตกรรมหน้าปัดและขอบเบเซิลที่แก้อุปสรรคคนเดินทางได้จริง
ถ้าย้อนกลับไปตอนแรกที่เห็นภาพเรนเดอร์ แอบคิดแค่ว่าน่าจะเป็นนาฬิกาเน้นงานดีไซน์ล้ำๆ ตามสไตล์ MING แหละแต่พอได้เห็นภาพตัวจริงแล้ว ตัวระบบขอบเบเซิลปรับเวลาออมแสง (Daylight Saving Time หรือ DST) คือสิ่งที่ทำให้ต้องมองแบรนด์นี้ใหม่จริงๆ
เพราะถือว่า MING แก้โจทย์คนเดินทางด้วยการแยกวงเบเซิล World Time ออกเป็นสองชั้น นั่นก็คือตัวขอบวงนอกสำหรับเมืองที่ใช้ระบบ DST และวงในสำหรับเมืองที่ไม่ใช้ เอาง่ายๆ ว่าแค่หมุนคลิกเดียว เมืองกลุ่มที่ปรับเวลาสปริงฟอร์เวิร์ดจะเคลื่อนตามทันที โดยจะมีช่อง Aperture บอกชัดเจนเลยว่ากำลังเปิดใช้ฟังก์ชันนี้อยู่หรือเปล่า มันคือรายละเอียดเชิงวิศวกรรมที่ดูเหมือนจะง่าย แต่ยังไม่เคยมีใครทำให้ออกมาดูลงตัวขนาดนี้


และที่น่าประทับใจอีกอย่างคือตัวหน้าปัดซ้อนชั้นลาย “Comet Tail” เล่นแสงเวลากะพริบตา ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแผ่นดิสก์ GMT บนพื้นฐานเครื่อง Sellita จับคู่มากับสายโลหะ Polymesh ที่ดูจะโค้งรับข้อได้อย่างนุ่มนวล และผลิตออกมาเพียง 200 เรือน ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะหมดไปอย่างรวดเร็วแน่ๆ
Daniel Roth Extra Plat Rose Gold With Gilt Dial
- ความหรูหราสายเดี่ยวในเรือนทองที่บางเพียง 7.7 มิลลิเมตร
ถัดมาที่เรือนที่สองของลิสต์นี้ นั่นก็คือการชุบชีวิต Daniel Roth โดย La Fabrique du Temps ที่เราเชื่อว่ายังคงเป็นหนึ่งในเคสกรณีศึกษาที่น่าประทับใจที่สุดของวงการเรือนเวลาร่วมสมัย และในรุ่น Extra Plat ตัวเรือนโรสโกลด์คู่หน้าปัดกิ้ลต์สีดำ (Gilt Dial) เรือนนี้อาจจะกลายเป็นจุดสูงสุดของคอลเลกชันก็เป็นไปได้นะ
หลังจากที่เห็นภาพเรือนนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ แผ่นหน้าปัดทองคำแท้ 5N ที่ถูกนำไปแกะลายกิโยเช่ (Guilloché) ด้วยเครื่องหมุนมือแบบโบราณ ก่อนที่จะนำไปผ่านกระบวนการชุบสีดำด้วยไฟฟ้า โดยจะมีการบล็อกตำแหน่งตัวเลขและเครื่องหมายเอาไว้ ทำให้เราสามารถเห็นรายละเอียดสีทองบนหน้าปัดซึ่งไม่ใช่การพิมพ์สีทับลงไปแปบบที่เราเคยเห็น แต่นี่คือเนื้อทองคำแท้ๆ ที่ส่องประกายลอดมาจากแผ่นหน้าปัดด้านล่าง


และที่น่าสนใจคือความหนาของตัวเรือนเพียง 7.7 มิลลิเมตร (ถ้ามีโอกาสจะรีบไปถ่ายมาให้ทุกคนได้ชมกันใน Up Close แน่ๆ) มาพร้อมกับทรงตัวเรือนทรง Double-ellipse อันเป็นเอกลักษณ์ เรามองว่ามันจะให้สัมผัสแบบคลาสสิกแต่ก็ยังมีความเป็นตัวของตัวเองสูง นับเป็นอีกหนึ่งเดรสในฝันที่ใส่ออกมาแล้วดูมีรสนิยมแบบไม่ต้องส่งเสียงดัง (เรียบๆ แต่ไม่เงียบนะ)
Tudor Northflag
- การกลับมาของโมเดลสายลุยในสัดส่วนที่ลงตัวกว่าเดิม
ปีนี้เราแอบรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นการกลับมาของหลายๆ รุ่นในตำนานจากแบรนด์นี้ และต้องบอกว่าหลังจากที่ Tudor นั้นพยายามขยายพอร์ตสินค้าด้วยซีรีส์ Black Bay และ Pelagos มาหลายปี การปัดฝุ่นเอาชื่อ Northflag กลับมาทำใหม่ถือเป็นหมากที่คาดไม่ถึง แต่น่าสนใจ




แฟนๆ ต้องคุ้นเคยกับชื่อ Northflag ซึ่งยุคใหม่ถูกลดขนาดตัวเรือนลงให้บางและกระชับขึ้นกว่ารุ่นบุกเบิกจากปี 2015 แล้วเพิ่มระบบปรับสาย T-Fit เข้ามา พร้อมอัปเกรดมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับ METAS Chronometer แม้ว่าสายรักนาฬิกาบางคนอาจจะคิดถึงเข็มบอกพลังงานสำรอง (Power Reserve) ของรุ่นเดิม แต่เชื่อเถอะว่าการปรับโฉมครั้งนี้ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจมาก สำหรับคนที่อาจจะเริ่มอิ่มตัวกับ Black Bay GMT หรือ Pelagos FXD แล้ว
A. Lange & Söhne 1815 Up/Down (White Gold)
- เมื่อการลดขนาดลงเหลือ 37.5 มิลลิเมตร คือความสมบูรณ์แบบ
มาต่อกันที่เรือนที่สาม ถึงแม้ Lange เองจะไม่ได้เข้าร่วมงาน Geneva Watch Days แบบเป็นทางการ ก็จริงอยู่ แต่การปล่อยรุ่น 1815 Up/Down ขนาดใหม่ในช่วงสัปดาห์เดียวกัน ก็ทำให้อดพูดถึงไม่ได้จริงๆ ค่ะ มาดูกันว่าน่าสนใจยังไง

เริ่มจากความประทับใจแรกเลยนะ ตัวเรือนไวท์โกลด์ให้โทนสีแบบโมโนโครมที่ดูสุขุมคือที่สุด (สำหรับตัวผู้เขียนนะ) และสัดส่วนที่ถูกย่อจาก 39 มิลลิเมตร ปรับลงมาให้เหลือ 37.5 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นระยะหวังผลของนาฬิกาเดรสยุคปัจจุบัน คืออาจจะไม่ได้ดูเล็กกระทัดรัดเหมือนไซส์ 35.9 มิลลิเมตรในอดีต แต่ก็ไม่ใหญ่เกินไปจนเสียสมดุลหน้าปัด อาจจะด้วยเพราะเป็นคนข้อมือเล็ก พอเจอไซส์พอดีข้อแบบนี้ก็หวั่นไหวเลยล่ะ

บวกกับการจัดวางเลย์เอาต์ sub-dial สองวงตรง 4 และ 8 นาฬิกาที่ยังคงสมบูรณ์แบบตามตำรับช่างฝีมือจากแซกโซนี มันแสดงให้เห็นว่า Lange เข้าใจเรื่องสัดส่วนบนข้อมือมากกว่าใคร โดยไม่ต้องตัดทอนรายละเอียดกลไกด้านหลังออกเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเป็นคนชอบกลิ่นอายความคลาสสิกอยู่แล้ว ยิ่งแพ้ทางมากๆ ให้เลยเรือนนี้
Alto ART 02
- สถาปัตยกรรมบนข้อมือหนัก 38 กรัม
เอาจริงๆ เพิ่งได้มาทำความรู้จักแบรนด์นี้ Alto เป็นหนึ่งในแบรนด์อิสระสัญชาติฝรั่งเศสที่ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์ ที่เดินหน้าสร้างตัวตนด้วยรุ่น ART 02 ซึ่งได้พัฒนาต่อยอดจากรุ่นแรกให้สวมใส่ง่ายขึ้นด้วยตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 36 มิลลิเมตร หนักเพียง 38 กรัม (ดูเหมือนว่าขนาดตัวเรือนไซส์นี้กำลังกลับมาฮิตมากในช่วงหลังนี้)



ไฮไลต์ของเรือนนี้อยู่ที่การออกแบบกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งเจียระไนมุม (Beveled Curved Sapphire) ถ้ามองลอดลงไปเจอหน้าปัดสไตล์สถาปัตยกรรมสีแอนทราไซต์ ที่มาพร้อมเอกลักษณ์ของเข็มวินาทีที่วิ่งย้อนศร (อันนี้น่าสนใจมาก) ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์ A02 ที่พัฒนาร่วมกับ Cercle des Horlogers บวกกับงานประกอบและสายไทเทเนียมแบบ integrated ถือว่าทำได้ดีเกินราคาไปมาก
Gallet Multichron Classics
- การคืนชีพตำนานโครโนกราฟภายใต้ปีกใหญ่ของ Breitling
เรือนถัดมาที่รู้สึกชอบและอยากหยิบมาพูดถึงคือ การรีบูตแบรนด์ระดับประวัติศาสตร์ที่มีอายุกว่า 200 ปีอย่าง Gallet ที่กลับมาอีกครั้งโดย Breitling Group ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าทำออกมาเอาใจแค่สายวินเทจดั้งเดิม ก็คงขายได้แค่วงแคบๆ แต่ถ้าทำล้ำเกินไป แฟนพันธุ์แท้ก็พร้อมจะหันหลังให้ทันทีได้เหมือนกัน


ส่วนตัวมองว่าในรุ่น Multichron Classics นั้นทำการบ้านมาได้แยบคายเกินคาด เพราะมันคือการเล่นเพลงฮิตในอัลบั้มเก่าด้วยโปรดักชันยุคใหม่ ฟังดูน่าสนใจใช่มั๊ยล่ะ ที่ประทับใจคือตัวเรือนให้สัดส่วนตรงตามยุคสมัย แต่ใส่รายละเอียดเข็มและตัวเลขบนหน้าปัดถอดรหัสจากโครโนกราฟระดับตำนานอย่าง Flying Officer หรือ Multichron Pilot ได้อย่างน่าประทับใจ งานตกแต่งและคุณภาพกลไกด้านในถือว่าทำออกมาเกินราคาตั้ง เรียกได้ว่าเป็นการเดินเกมของ Breitling ที่กว้างพอจะเจาะตลาดแมสๆ ในขณะเดียวกันก็ยังกวาดหัวใจสายวินเทจไปได้เต็มๆ
Gérald Genta Minute Repeater Jump Hour “Golden Obsidian”
- เสียงกระจ่างในตัวเรือนแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์
นี่ก้เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เราชอบ เพราะการชุบชีวิตชื่อของปรมาจารย์ดีไซเนอร์อย่าง Gérald Genta โดย La Fabrique du Temps นั้นมักจะถูกนำเสนอมิติใหม่ของ High Horology อยู่เสมอ และเรือนนี้คือการชูเสน่ห์แห่งระบบจักรกลเสียงกังวานให้อยู่ในตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม Octagonal อันเป็นลายเซ็นระดับไอคอน (นี่เทใจไปแล้วนะ)


หนึ่งสิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือหน้าปัดหินออบซิเดียนสีทอง (Golden Obsidian) คนที่ชอบหน้าปัดหินส่วนใหญ่มักจะชอบที่มีริ้วลายธรรมชาติเฉพาะตัว ยิ่งเรือนนี้ตัดกับตัวเรือนอย่างมีชั้นเชิง และทำงานร่วมกับกลไกซับซ้อนอย่าง Minute Repeater ตีบอกเวลาด้วยเสียงก้องกังวาน ร่วมกับหน้าต่างแสดงชั่วโมงแบบก้าวกระโดด (Jump Hour) และเข็มนาทีตีกลับ (Retrograde Minute) มันคือการนำโครงสร้างดีไซน์อันแข็งแกร่งของ Genta มาผสมผสานกับความประณีตระดับโฮตฮอร์โลเจอร์ได้อย่างมีระดับและสง่างาม (รวมทุกความชอบไว้แล้วในเรือนนี้)
Bulgari Octo Finissimo Vianney Halter
- งานคอลแลบสายร็อกของสองโลกจักรกล
ปิดท้ายด้วยผลงานที่เราเชื่อว่า ทุกคนที่ได้ไปอยู่ในงานนั้นต้องหยุดมอง กับ Bulgari ที่จับมือกับ Vianney Halter ปรมาจารย์นาฬิกาสายอินดี้ โดยถอดความเรียบแบนอันเป็นเอกลักษณ์ของ Octo Finissimo ออกไป แล้วใส่โครงสร้างเล่นระดับสไตล์ Steampunk อันเป็น DNA จากรุ่น Antiqua ของ Halter เข้าไปแทน (บอกได้คำเดียวว่า เด็ด)
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจก็ต้องเป็นหน้าปัดที่แบ่งออกเป็นหน้าปัดย่อยหลายวง เพื่อแสดงผลสองไทม์โซน วันที่ และ Day/Night มาในตัวเรือนไทเทเนียมทั้งหมด คือให้อารมณ์เหมือนเครื่องจักรไอน้ำจากโลกอนาคตอะไรแบบนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในผลงานคอลแลบที่ไม่ได้แค่อาบน้ำเปิดตัวใหม่นะ แต่นี่คือใส่ตัวตนของช่างทำนาฬิกาทั้งสองฝั่งลงไปในเนื้อชิ้นงานได้อย่างแท้จริง

สำหรับเราแล้วภาพรวมของ Geneva Watch Days ปีนี้ (แม้จะไม่ได้ไปสัมผัส หรือซึมซับมวลบรรยากาศนั้ด้วยตัวเองจริงๆ) แต่ถ้าให้สรุปจากความรู้สึกหลังวิ่งวุ่นดูมาการอัพเดตมาตลอดทั้งสัปดาห์ มันเหมือนเห็นจุดเปลี่ยน สำคัญของวงการนาฬิการ่วมสมัยอยู่ 2-3 เรื่องด้วยกัน (ส่วนตัวนะ)
เรื่องแรกเลยก็คือ เกมสัดส่วนตัวเรือน (Sizing Game) เราได้เห็นว่าหลายๆ แบรนด์เริ่มเลิกบ้าทำนาฬิกาเรือนโตๆ หนาๆ กันแล้ว (จริงๆมันเริ่มเห็นเทรนด์นี้มาตั้งแต่ W&W เมื่อต้นปีแล้วแหละ และงานนี้ก็ยิ่งตอกย้ำเทรนด์นี้ให้ชัดขึ้นมากอีก) ไม่ว่าจะเป็น A. Lange & Söhne ที่ย่อส่วน 1815 Up/Down ให้ลงมาเหลือเพียง 37.5 มิลลิเมตร ส่วน Tudor เองก็ทำ Northflag ให้บางลงใส่ง่ายขึ้น หรือแม้แต่แบรนด์ Alto ที่เปิดตัวด้วยเรือนไทเทเนียมขนาด 36 มิลลิเมตร ทำให้เราเห็นภาพชัดว่าตลาดเริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับคำว่า “สวมใส่สบายบนข้อมือจริงๆ” มากกว่าแค่การอัดสเปกแน่นๆ ลงไปในตัวเรือนยักษ์แบบที่เคยเป็นมา
เรื่องที่สองนั่นก็คือ เราได้เห็นการเดินเกมของแบรนด์ใหญ่ในตลาดอินดี้และวินเทจมากขึ้น เคสอย่าง Breitling ที่ปลุกชีพ Gallet อีกครั้งหรือทาง LVMH/La Fabrique du Temps ที่คืนชีพ Daniel Roth และ Gérald Genta สิ่งเหล่านี้มันแสดงให้เห็นชัดเลยว่า กลุ่มทุนใหญ่ๆ นั้น อาจไม่ได้มองแค่นาฬิกาสปอร์ตเหล็กแมสๆ อีกต่อไปแล้ว แต่แบรนด์กำลังมุ่งลงมาเล่นกับอารมณ์ ความถวิลหาอดีต และงานระดับสะสมที่เฉพาะกลุ่มมากๆ
และสิ่งสุดท้ายก็คือ ความกล้าของแบรนด์อิสระ อย่างแบรนด์ MING เองที่ยังคงกวนน้ำให้กระเพื่อมด้วยนวัตกรรมขอบเบเซิล DST ซึ่งแก้โจทย์คนเดินทางได้จริง ส่วน Bulgari เองที่มาคอลแลบกับ Vianney Halter ก็นับว่าเป็นเคสที่บันเทิงมาก มันคือการรวบสองโลกที่ต่างกันสุดขั้วให้มาอยู่ในเรือนเดียวกันได้แบบไม่เกรงใจใคร แต่ได้ใจแฟนๆ และถ้าเรามองย้อนกลับไป เราจะเห็นว่าวงการนาฬิกาช่วงนี้ไม่ได้แข่งกันที่ใครประโคมเทคโนโลยีอวกาศได้เยอะกว่ากันแล้ว แต่มันแข่งกันที่ “ใครใส่ใจรายละเอียด ย่อส่วนได้ลงตัวกว่า และเข้าใจรสนิยมลึกๆ ของคนใส่มากกว่ากัน” ซึ่งถือเป็นทิศทางที่คนรักนาฬิกาอย่างเราๆ ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ แล้วทุกคนคิดเห็นว่ายังไง มาแชร์กันได้นะคะ
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont Terra Nova Jumping Hour รุ่นใหม่ ก้าวล้ำเหนือชั้นกว่าเคย
De Bethune ยกระดับเรือนเวลา Jump Hour ขึ้นไปอีกขั้นด้วย DB25 Digitale
Bvlgari จับมือ Vianney Halter เผยโฉมเรือนเวลารูปทรงเรโทร-ฟิวเจอริสติกอันงดงามตระการตา บนฐานตัวเรือน Octo Finissimo ขนาด 40 มิลลิเมตร

