NAOYA HIDA × THE ARMOURY TYPE 4A-2 เมื่อความเงียบเชียบของงานดีไซน์ ถูกแทนที่ด้วย ความเคลื่อนไหวของงานแกะสลักระดับมาสเตอร์พีซ

Date:

“Floating Feathers” งานแกะสลักระดับมาสเตอร์พีซที่เปลี่ยนความแข็งกร้าวของโลหะให้กลายเป็นความพริ้วไหวของขนนก

โปรเจกต์ล่าสุดระหว่าง Naoya Hida และ The Armoury ในรุ่น Type 4A-2 “Floating Feathers” คือการขยับตัวที่น่าสนใจจากความเรียบง่ายเชิงตัวอักษร (Typographic Restraint) ที่แบรนด์เคยยึดถือ เข้าสู่โลกของภาพลักษณ์ที่มีชีวิตชีวา งานนี้ Mark Cho และ Elliot Hammer ร่วมมือกับช่างแกะสลักฝีมือฉกาจเพื่อรังสรรค์หน้าปัดที่เน้นการเล่นกับแสงและความเคลื่อนไหวเป็นหลัก

การเปิดตัวนาฬิกาของ Naoya Hida ประจำปี 2026 เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ยังคงรักษามาตรฐานความสม่ำเสมอในแบบที่แฟนๆ คุ้นเคย กับนาฬิกาทั้ง 10 โมเดล (ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ถึง 7 รุ่น) ที่เน้นการปรับปรุงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากกว่าการรื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการขยับขนาดตัวเรือนเพียงเล็กน้อย การเปลี่ยนรูปทรงกระจก หรือการนำวัสดุทำหน้าปัดชนิดใหม่มาใช้ ทุกอย่างล้วนเป็นการวิวัฒนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน สิ่งที่ปรากฏตามมาติดๆ กลับสร้างความตื่นเต้นได้ยิ่งกว่า นั่นคือการเผยโฉม Type 4A-2 Floating Feathers ซึ่งเป็นการร่วมงานครั้งที่ 3 ระหว่าง Hida และ The Armoury ร้านเครื่องแต่งกายบุรุษชื่อดังจากนิวยอร์ก 

The Armoury ไม่ใช่ร้านนาฬิกาทั่วไปที่เน้นการซื้อมาขายไป แต่จุดเริ่มต้นในปี 2010 ณ ฮ่องกง ของ Mark Cho และ Alan See คือการทำร้านสูทสั่งตัดที่เน้นความสัมพันธ์กับช่างฝีมือ จนสร้างชื่อเสียงในเรื่องของ Fit วัสดุ และประณีตศิลป์ในการประกอบร่างสิ่งของต่างๆ แม้ภายหลังจะเริ่มก้าวเข้าสู่โลกของนาฬิกา แต่วิธีคิดแบบงาน Tailor นั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

ความผูกพันกับ Naoya Hida เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยุคบุกเบิก Cho สะดุดตากับนาฬิกาของ Hida ผ่านสื่อและรีบเดินทางไปหาเขาที่โตเกียวทันที “ผมตัดสินใจซื้อแทบจะในวินาทีนั้นเลยครับ” Cho เล่า ซึ่งนาฬิกาเรือนนั้นคือเรือนที่ 5 ที่ Hida เคยขายได้ หลังจากนั้นไม่นานลูกค้าของ Cho ก็ซื้อตามอีกเรือน ทำให้เขาเริ่มมองเห็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่จริงจังขึ้น จากคู่ค้าทางธุรกิจจึงค่อยๆ พัฒนามาเป็นมิตรภาพที่แน่นแฟ้น

กว่าที่โปรเจกต์คอลแลบครั้งแรกจะถูกพูดถึง ทั้งสองแบรนด์ทำงานร่วมกันมาแล้วปีสองปี “เราทำภาพเรนเดอร์และส่งคอนเซปต์ให้กันเยอะมากครับ แล้วก็นำไอเดียเหล่านั้นมาขัดเกลาเหตุผลร่วมกัน” Cho กล่าว ซึ่งหากย้อนดูสองโปรเจกต์แรกจะพบว่างานดีไซน์ยังคงอิงอยู่กับลายเซ็นเดิมของ Hida ที่เน้นความงามของตัวอักษร (Typography) และการจัดวางหน้าปัด แต่สำหรับโปรเจกต์ล่าสุดนี้ พวกเขาเลือกที่จะมุ่งหน้าไปสู่ทิศทางใหม่

“จุดประสงค์ของการคอลแลบ คือการผลักดันให้แบรนด์ก้าวเข้าไปในดินแดนที่ไม่เคยสำรวจมาก่อน” Cho อธิบาย ซึ่งในครั้งนี้หมายถึงการเปลี่ยนบทบาทของงานแกะสลักจากเดิมที่เป็นเพียงองค์ประกอบเชิงฟังก์ชัน ให้กลายมาเป็นงานศิลปะที่สร้างภาพลักษณ์บนหน้าปัด

ในส่วนของงานดีไซน์ฝั่ง The Armoury ปัจจุบันเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Cho และ Elliot Hammer คู่หูที่ร่วมโปรเจกต์กันมานานหลายปี โดย Cho จะเป็นคนดูเรื่องรูปทรง (Shape) และการสวมใส่ที่พอเหมาะบนข้อมือ ในขณะที่ Hammer จะลงลึกในรายละเอียดทางเทคนิค ความสวยงามของหน้าปัด และการวางคอนเซปต์ของตัวนาฬิกาให้มีความชัดเจนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ดุจขนนกร่วงหล่นอย่างแผ่วเบา

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ Floating Feathers ไม่ได้เริ่มที่ขนนกอย่างที่ชื่อบอก แต่เริ่มมาจาก “นก” โดยตรง Cho กำลังสนใจหน้าปัดนาฬิกาแนวศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวธรรมชาติ ในขณะที่ Hammer เองก็พยายามผลักดันสิ่งที่เขาเรียกว่าหน้าปัดแบบรูปภาพ (Picture Dial) โดยภาพร่างแรกนั้นพุ่งเป้าไปที่ “ฝูงอีกา” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Masahisa Fukase ช่างภาพชาวญี่ปุ่นชื่อดัง “ผมกับ Mark เราชอบช่างภาพคนนี้มาก และผมก็มุ่งมั่นสุดตัวว่ายังไงก็ต้องเป็นอีกา” Hammer เล่าถึงจุดเริ่ม

แต่ทว่า เมื่อนำนกมาถ่ายทอดลงบนหน้าปัดจริงๆ ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด “การแกะสลักรูปนกแบบคุมโทนสีเดียว (Monochrome) ลงบนหน้าปัดมันไม่ออกมาดีเท่าไหร่ คุณจำเป็นต้องใช้สีเข้าช่วย” Cho อธิบายเพิ่มเติม เพราะความพยายามในช่วงแรกนั้นดูทื่อเกินไปและขาดมิติอย่างที่ใจต้องการ ซึ่ง Hammer เองก็ยอมรับตรงๆ ว่า “มันดูเหมือนแค่เส้นขอบรูปนก… ดูไม่สวยเลย” ทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจลดทอนรายละเอียดของภาพลง เพื่อค้นหาแก่นแท้ที่จะสื่อสารออกมาได้ทรงพลังกว่าเดิม

ทำให้ ขนนก กลายเป็นคำตอบที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้มากกว่า เพราะมันสามารถถ่ายทอดทั้งโครงสร้างและพื้นผิว (Texture) ได้อย่างครบถ้วนโดยไม่จำเป็นต้องวาดรูปนกทั้งตัว Hammer เล่าว่าจริงๆ แล้วลวดลายสุดท้ายที่ปรากฏคือ “ขนของนกอีกา” แม้ว่าในเอกสารข้อมูลอย่างเป็นทางการจะไม่ได้ระบุรายละเอียดนี้ไว้ก็ตาม ในตอนแรกพวกเขาเริ่มทดสอบด้วยขนนกเพียงเส้นเดียว แต่มันกลับดูขาดพลังและไม่มีตัวตน Cho นิยามผลลัพธ์ในตอนนั้นว่าสวยแต่ดูนิ่งค้างจนเกินไป “เราอยากให้มันรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวมากกว่านี้ครับ” เขาว่า “สุดท้ายมันเลยออกมาเป็นขนนกสามเส้นที่กำลังร่วงหล่นและล่องลอยอยู่ในจังหวะที่พอดี”

Hammer อธิบายถึงการตัดสินใจครั้งนี้ในเชิงองค์ประกอบศิลป์ว่า “เลขสามให้ความรู้สึกที่ไดนามิกกว่า เพราะมันสร้างรูปทรงสามเหลี่ยมขึ้นมา… การมีรูปทรงสามเหลี่ยมวางอยู่ในวงกลมของหน้าปัดนาฬิกาช่วยเพิ่มมิติเรื่องความเคลื่อนไหวได้มาก ลองคิดดูว่านาฬิกามันทำงานและขยับเขยื้อนอยู่ตลอดเวลา แต่เราอาจจะมองไม่เห็นถ้ามันไม่มีเข็มวินาที ดังนั้นการสื่อสารความเคลื่อนไหวออกมาในเชิงนามธรรมแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจกว่า”

หน้าปัดรุ่นนี้ผลิตจากเงิน Argentium และแกะสลักโดย Keisuke Kano ปรมาจารย์ด้านการแกะสลักชาวญี่ปุ่น ขนนกแต่ละเส้นถูกสร้างขึ้นจากการลงมีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉลี่ยประมาณ 20 ครั้งต่อระยะเพียง 1 มิลลิเมตร ตัวเลขนี้อาจฟังดูเป็นนามธรรมจนกระทั่งคุณได้เห็นหน้างานจริง เพราะการแกะสลักครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลากเส้นลงบนพื้นผิว แต่เป็นการปั้นรูปทรงขนนกให้ลึกลงไปในเนื้อเงิน Hammer บรรยายถึงโครงสร้างสุดท้ายว่ามันถูก “กรีดลึกลงไปเหมือนหุบเขาที่มีหน้าผาอยู่ตรงกลาง” โดยพื้นผิวจะค่อยๆ ลาดเอียงลงไปหาแกนกลางของขนนกอย่างประณีตที่สุด

ความลับขององศาที่เปลี่ยนไปนี้เองที่ช่วยให้หน้าปัดสามารถ “ดักจับแสง” ได้แตกต่างกันยามขยับข้อมือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมออกแบบตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก เพราะการสะท้อนของแสงคือหัวใจสำคัญของนาฬิการุ่นนี้ “ถ้าเราตัดเรื่องวิศวกรรมออกไป สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือแสงครับ” Hammer กล่าว “เพราะแสงเป็นตัวกำหนดรูปทรงของตัวเรือน… รวมถึงความชัดเจนในการอ่านค่าเวลาด้วย”

ในขณะเดียวกัน Mark Cho ก็แก้โจทย์เรื่องแสงจากมุมของวัสดุ เขาพบว่าเงินที่เพิ่งถูกแกะสลักเสร็จใหม่ๆ นั้นมีความสว่างจ้าจนเกินไป “เวลาที่คุณกรีดเนื้อเงิน มันจะทิ้งพื้นผิวที่สะอาดและเงาวาวมาก แต่มันกลับเงาเกินไปนิดนึงสำหรับเรา” วิธีแก้ปัญหาคือการนำหน้าปัดไปผ่านกระบวนการพ่นทราย (Bead-blast) อีกครั้งแบบเบาๆ แค่เพียงนิดเดียวจริงๆ เพื่อลดทอนความจัดจ้านและทำให้พื้นผิวดูซอฟต์ลง ผลลัพธ์ที่ได้อาจดูนิ่งเงียบ แต่กลับเปลี่ยนอารมณ์และวิธีการสื่อสารของหน้าปัดไปอย่างสิ้นเชิง

ศิลปะแห่งความพอเพียง

องค์ประกอบส่วนที่เหลือของนาฬิกายังคงรักษาเอกลักษณ์อันเป็นลายเซ็นของ Naoya Hida ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือน Type 4 ขนาด 36 มม. ที่ดูคอมแพกต์และคุ้นมือสำหรับแฟนคลับของแบรนด์ ไปจนถึงหลักชั่วโมงและชุดเข็มสีทองที่ยังคงความแม่นยำและอ่านง่าย ซึ่งช่วยดึงให้นาฬิกาเรือนนี้ยังคงความสุขุมและใช้งานได้จริง ซึ่งเป็นประเด็นที่ Mark Cho ให้ความสำคัญอย่างมาก

“ผมอยากให้มันยังคงทำหน้าที่เป็นนาฬิกาที่ใช้งานได้จริงด้วยครับ” Cho ย้ำ “เพราะบางครั้งเรามักจะเจอนาฬิกาแนว Art Dial ที่ประโคมการตกแต่งจนล้น จนทำให้มันยากที่จะหยิบมาใส่ได้ในทุกๆ วัน” การเลือกใช้พาเลทสีแบบโมโนโครม ตัดกับหลักชั่วโมงสีทองและชุดเข็มที่ดูสะอาดตา จึงเป็นเสมือนเส้นแบ่งที่กั้นไว้ไม่ให้งานศิลปะบนหน้าปัดเรือนนี้ล้ำเส้นจนเสียฟังก์ชันการใช้งานไปนั่นเอง

ความสำเร็จของโปรเจกต์คอลแลบนี้เกิดขึ้นได้เพราะตัว Naoya Hida เอง แม้เขาจะเป็นคนที่เปิดรับไอเดียใหม่ๆ เสมอ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ดีว่าแค่ไหนคือพอดี Mark Cho นิยามว่า Hida เป็นคนที่มีรสนิยมยอดเยี่ยมและมีสายตาที่เฉียบแหลม แต่ที่สำคัญกว่าคือเขารู้ว่าควรจะหยุดที่ตรงไหน “เขามักจะรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความสม่ำเสมอ… แต่เขาก็ยินดีมากกับไอเดียที่เรานำไปเสนอ” เป้าหมายหลักจึงเป็นการค้นหาจุดร่วมเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ทั้งสองแบรนด์อาจจะไม่ทำถ้าต้องลุยเดี่ยว แต่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้เมื่อทำร่วมกัน

ในมุมของ Elliot Hammer เขาเสริมว่า “แม้ฝั่งทีมครีเอทีฟจะสเก็ตช์ภาพหรือเสนอไอเดียไปมากมายขนาดไหน สุดท้ายแล้ว Hida คือคนที่ต้องลงมือผลิตมันขึ้นมาจริงๆ ช่องว่างระหว่างไอเดียและการลงมือทำ นี่เอง คือจุดที่โปรเจกต์นี้ถูกขัดเกลาจนออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด”

สำหรับการผลิตนั้นถือว่าเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ เพราะจะมีการผลิตเพียง 10 เรือนในปีนี้ และอีก 10 เรือนในปี 2027 โดยจะเปิดให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนครอบครองผ่านทาง The Armoury เท่านั้น (เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 17-20 พฤษภาคมนี้ ก่อนจะตัดสินใจจัดสรรให้กับผู้ที่เหมาะสม) ด้วยสนนราคาที่ 33,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านบาท) แม้ราคาจะขยับสูงกว่ารุ่น Time-only มาตรฐาน แต่ก็ยังไม่ได้พุ่งไปแตะเพดานสูงสุดของแบรนด์

กลุ่มเป้าหมายของนาฬิการุ่นนี้ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง นักสะสม Hida ตัวยงจะมองออกทันทีว่ามีอะไรที่ถูกเติมเข้ามา และมีส่วนไหนที่ยังคงความคลาสสิกไว้อย่างเหนียวแน่น แต่เหนือไปกว่านั้น นาฬิกาเรือนนี้ถูกสร้างมาเพื่อคนที่พร้อมจะใช้เวลาซึมซับกับรายละเอียด และเป็นคนที่เข้าใจดีว่านาฬิกาที่ดีคือนาฬิกาที่ยิ่งมองก็ยิ่งสวยขึ้นในทุกๆ ครั้งนั่นเอง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: ไขลาน (Manual Winding) Caliber 3020CS (ปรับแต่งจากฐานกลไก ETA 7750) สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบ ชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล 904L ขนาด 36 มม. หนา 11 มม. (Lug-to-Lug 42.9 มม.) กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: เงิน Argentium ผ่านการพ่นทราย (Bead-blasted) แกะสลักลวดลายขนนกด้วยมือโดยปรมาจารย์ Keisuke Kano พร้อมหลักนาทีทองคำ 18K Yellow Gold จำนวน 60 จุด ที่ติดตั้งด้วยมือทีละชิ้น
  • สาย: หนังลูกวัวสีเทา Charcoal Gray โดย Jean Rousseau พร้อมหัวเข็มขัดสแตนเลสสตีล 904L
  • จำนวนการผลิต: จำกัดเพียง 10 เรือนในปี 2026 และอีก 10 เรือนในปี 2027 เปิดรับลงทะเบียนผ่าน The Armoury (ทั้งหน้าร้านและออนไลน์) ตั้งแต่วันที่ 17-20 พฤษภาคมนี้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
สัมผัส Panerai Submersible GMT PAM01495 นาฬิกาดำน้ำไซส์ยักษ์… ที่ใส่สบายจนลืมไปว่ามีอยู่จริง
Girard-Perregaux Laureato Chronograph 42mm Chocolate การกลับมาของไอคอนิกยุค 70s ในเฉดสีช็อกโกแลตสุดหรู
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!

Share post:

More like this

H. Moser & Cie. Streamliner Two Hands 34mm. ก้าวข้ามขีดจำกัดของเรือนเวลาขนาดเล็ก สู่ความสง่างามที่ไร้การประนีประนอม

นิยามใหม่แห่งความสง่างามที่ย่อส่วนสู่ขนาด 34 มม. เพื่อพิสูจน์ว่าศักดิ์ศรีของเรือนเวลาไม่ได้วัดกันที่หน่วยมิลลิเมตร ในยุคปัจจุบันที่เทรนด์การผลิตนาฬิกานั้นเริ่มมุ่งไปที่การทำขนาดให้เล็กลงเรื่อย ๆ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการนาฬิกาที่หันมาให้ความสำคัญกับสรีระและความคล่องตัวในการสวมใส่มากขึ้น หลาย ๆ แบรนด์ได้พยายามปรับตัวเพื่อเข้าหาฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีความชื่นชอบในความคลาสสิก...

Royal Pop is Here… เมื่อ Royal Oak กลายเป็นนาฬิกาพกในมือ Swatch มาจับตารอดูว่ากระแสตอบรับจะเป็นอย่างไรต่อ?

สิ้นสุดการรอคอยกับโปรเจกต์ที่เป็นไปไม่ได้! AP x Swatch เปิดตัว Bioceramic Royal Pop นาฬิกาพกดีไซน์แปดเหลี่ยมระดับตำนาน ในร่างพลาสติกสุดป๊อปที่พร้อมทลายทุกกฎเกณฑ์ความหรูหรา

Baltic × SpaceOne Seconde Majeure: เมื่อมิตรภาพจากปารีส เปลี่ยนเส้นขนานทางดีไซน์ให้มาบรรจบกัน

ผลงานเรือนเวลาที่นำพาสองโลกแห่งการดีไซน์มาพบกัน การร่วมมือกัน (Collaboration) ในโลกของอุตสาหกรรมนาฬิกา หรือแม้แต่มนอุตสาหกรรมใด ๆ มักจะถูกคำนวนและวางแผนมาอย่างดีเสมอในฐานะกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ แต่สำหรับโปรเจกต์...

Girard-Perregaux Laureato Chronograph 42mm Chocolate การกลับมาของไอคอนิกยุค 70s ในเฉดสีช็อกโกแลตสุดหรู

สัมผัสความเท่ระดับตำนานกับ Laureato Chronograph 42mm รุ่น Limited Edition ที่ผลิตเพียง 50 เรือนทั่วโลก โดดเด่นด้วยดีไซน์ทูโทน Steel & Rose Gold และหน้าปัดสีน้ำตาลช็อกโกแลตที่สะกดทุกสายตา