Home Blog Page 42

Girard-Perregaux Casquette 2.0: บทสรุปแห่งตำนานดิจิตอลสู่อนาคตสุดเท่

Girard-Perregaux Casquette 2.0: ดีไซน์แห่งอนาคตที่กลับมาฉายแสงเป็นครั้งสุดท้าย

ในยุคที่นาฬิกาดิจิตอลเคยสร้างกระแสอันน่าตื่นเต้นไปทั่วโลก วันนี้ Girard-Perregaux ได้กลับมาเขย่าวงการอีกครั้งด้วย Casquette 2.0 รุ่นสุดท้าย ที่เลือกใช้วัสดุไทเทเนียมเกรด 5 พร้อมการเติมแต่งทอง 18K สุดคลาสสิก นี่คือการปิดฉากที่ไม่ธรรมดา และทำให้เราหลงใหลในเสน่ห์แห่งยุคเรโทรฟิวเจอร์ที่ดูเหมือนจะยังไม่เลือนหายไปจากความทรงจำ

Casquette: ตำนานยุค 70s ที่กล้าฉีกกรอบ

ในช่วงที่นาฬิกาทั่วไปยังเดินตามแบบแผนดั้งเดิม Girard-Perregaux กลับสร้างแรงกระเพื่อมให้วงการในปี 1976 ด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่น Casquette หรือที่แฟน ๆ ขนานนามว่า “หมวกกันน็อคแห่งอนาคต” มอบความโดดเด่นด้วยจอแสดงผล LED ด้านข้างฝั่งล่างและตัวเรือนที่ใช้วัสดุล้ำสมัยอย่างมาโครลอน ซึ่งเป็นโพลีคาร์บอเนตชนิดหนึ่ง รวมถึงสตีลหรือการเคลือบทองสไตล์ยุค 70s จนกลายเป็นผลงานที่ขึ้นแท่นระดับ cult classic ในเวลาไม่นาน

แรงบันดาลใจจากความร่วมสมัยสู่ Casquette 2.0

หลังจากที่เวอร์ชั่นแรกห่างหายไปเป็นเวลานาน ความหวังกลับมาส่องแสงอีกครั้งในปี 2021 เมื่อ George Bamford นักออกแบบชื่อดังได้จับมือกับ Girard-Perregaux สร้างนาฬิกา Casquette รุ่นพิเศษสำหรับงานประมูล Only Watch นาฬิกาเรือนนี้โดดเด่นด้วยลวดลายจากตัวเรือนฟอร์จด์คาร์บอนฟอร์จสุดล้ำ และสายหนังลายจระเข้สีดำ พร้อมฝาหลังไทเทเนียมและตัวล็อกเซรามิกผสมไทเทเนียม จนกลายเป็นผลงานที่ทะลุราคาประมูลสูงถึง CHF 80,000 จากราคาประเมินเพียง CHF 20,000

George กล่าวถึงโครงการนี้ว่า “Casquette มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร มันเป็นนาฬิกาที่คุณต้อง ‘อ่านเวลา’ มากกว่าแค่ดูเวลา ซึ่งนั่นคือความเท่แบบไม่มีใครเหมือน”

Casquette 2.0: การกลับมาในยุคใหม่

ในปี 2022 Casquette 2.0 เปิดตัวพร้อมรูปลักษณ์ดุดันราวกับ Darth Vader ในตัวเรือนเซรามิกกันรอยสีดำ และฝาหลังไทเทเนียม น้ำหนักเบาเพียง 107 กรัม มาพร้อมกับสายเซรามิกบุยางที่ออกแบบให้รับกับข้อมืออย่างสมบูรณ์แบบ ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์คาลิเบอร์ GP03980 ที่เพิ่มฟังก์ชันใหม่ เช่น การบอกวันที่ เดือน ปี และเขตเวลาที่สองเข้ามา

ไม่หยุดเพียงแค่นั้น Anthony Vaccarello ครีเอทีฟไดเรกเตอร์จาก Saint Laurent ยังนำเสนอสไตล์ใหม่ที่ร่วมสมัยผ่าน Girard-Perregaux Casquette 2.0 x Saint Laurent ด้วยตัวเรือนเซรามิกเคลือบด้าน และฝาหลังไทเทเนียมเคลือบ PVD ที่เพิ่มความหรูหรามีระดับ

จุดสิ้นสุดที่ยิ่งใหญ่ของ Casquette 2.0

ในปี 2024 Girard-Perregaux Casquette 2.0 รุ่นสุดท้าย มาถึงพร้อมกับตัวเรือนไทเทเนียมขัดลายละเอียด และโลโก้ GP เยลโลวโกลด์ 18K ที่เป็นเอกลักษณ์ ผลงานรุ่นนี้ผลิตเพียง 820 เรือน เท่านั้น พร้อมเปิดโอกาสให้เจ้าของนาฬิกา Girard-Perregaux ได้สิทธิ์จองก่อนใครในช่วงวันที่ 31 ตุลาคม – 14 พฤศจิกายน ผ่านเว็บไซต์ทางการ ก่อนจะวางจำหน่ายทั่วไปในวันที่ 15 พฤศจิกายน

ข้อมูลทางเทคนิค Girard-Perregaux Casquette 2.0 (Final Edition)

  • กลไก: ควอตซ์ คาลิเบอร์ GP3980-1474
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา วันที่ เดือน ปี จับเวลา เขตเวลาที่สอง และวันสำคัญ
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม ขนาด 42.4 x 33.6 มม. หนา 14.64 มม.
  • จอแสดงผล: LED ทรงกระบอก
  • สาย: ไทเทเนียมบุยาง พร้อมตัวล็อกที่มีระบบปรับระยะอย่างละเอียด
  • กันน้ำ: 50 เมตร
  • “ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Thor Svaboe

Berneron Mirage Lapis Lazuli และ Tiger’s Eye 34mm งานศิลป์แห่งเรือนเวลา

นาฬิกา Berneron Mirage Lapis Lazuli และ Tiger’s Eye การออกแบบที่ลงตัวระหว่างศาสตร์และศิลป์ พร้อมกลไกสุดล้ำ

โลกของนาฬิกาได้เปลี่ยนโฉมอีกครั้งหลังจาก Sylvain Berneron เปิดตัวภาพเรนเดอร์ของ Mirage เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมที่แล้ว ด้วยเส้นทางใหม่ในชีวิตที่ทิ้ง Breitling ไว้เบื้องหลังเพื่อโฟกัสกับแบรนด์ของเขาเองโดยเฉพาะ

และต่อมาก็ส่งมอบนาฬิกาชุดแรกได้สำเร็จ และยังมีชื่อเข้าชิงรางวัล GPHG สาขา Time-Only Watch อีกด้วย ซึ่ง Mirage เป็นเรือนเวลาที่ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้านความงาม แต่ยังแฝงความซับซ้อนในกลไกที่เชื่อมต่อกับตัวเรือนอย่างไร้ที่ติ การออกแบบที่ลงตัวเช่นนี้หาได้ยากในโลกของนาฬิกา

Berneron Mirage Lapis Lazuli

ขนาดใหม่ แต่ยังคงหัวใจเดิม

Mirage ขนาด 34 มม. เปิดตัวพร้อมกับกลไกใหม่ Calibre 215 และหน้าปัดหินล้ำค่า โดยมีให้เลือก 2 แบบคือ ตัวเรือนไวท์โกลด์คู่กับหน้าปัด ลาพิส ลาซูลี และตัวเรือนเยลโลว์โกลด์คู่กับหน้าปัด ไทเกอร์ส อาย โดยผลิตเพียง 24 เรือนต่อแบบในแต่ละปี

Sylvain Berneron เลือกใช้แนวทางการผลิตที่ “ยั่งยืน” มากกว่าจะสร้างแรงจูงใจด้วยการเป็น “ลิมิเต็ด เอดิชั่น” นาฬิกาเหล่านี้จะพัฒนาต่อเนื่องด้วยการปรับปรุงอย่างประณีตในอนาคต

ศิลปะแห่งการออกแบบตามลำดับ ฟีโบนัชชี

Mirage 34mm ใช้แรงบันดาลใจจาก ฟีโบนัชชี ซีเควนซ์ หรือ “ลำดับฟีโบนัชชี” ซึ่งเป็นคณิตศาสตร์ล้ำลึกที่ไม่ได้หยุดแค่เพียงดีไซน์ผิวเผิน แต่นำไปสู่รูปทรงที่ท้าทายความคิด นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการออกแบบนี้ถึงได้รับการยกย่องในวงกว้าง

การประยุกต์ใช้ลำดับฟีโบนัชชี นำไปสู่รูปทรงอสมมาตรที่มีความสวยงามอย่างสมดุล โดยตัวเรือนเริ่มจากวงกลมพื้นฐาน ก่อนที่จะสร้างรูปทรงตามกฎของฟีโบนัชชี เช่น การใช้จุด C1, C2, และ C3 สร้างสามเหลี่ยมสเกลีน ซึ่งมีจุดเชื่อมโยงกับสัดส่วน 5, 8 และ 13

หน้าปัดหินล้ำค่า เสน่ห์แห่งวัสดุธรรมชาติ

Mirage 34mm โดดเด่นด้วยหน้าปัดที่ผลิตจากหินล้ำค่าอย่าง Tiger’s Eye และ Lapis Lazuli ซึ่งแต่ละชิ้นต้องผ่านกระบวนการแกะสลักอย่างประณีตด้วยมือ โดยเฉพาะบริเวณหน้าปัดวินาทีที่บางเพียง 0.35 มิลลิเมตร ในขณะที่ส่วนอื่นของหน้าปัดหนาเพียง 0.7 มิลลิเมตร ทำให้กระบวนการผลิตซับซ้อนและมีอัตราความเสียหายสูงถึง 60%

หน้าปัด Lapis Lazuli เปล่งประกายด้วยเฉดสีน้ำเงินลึกล้ำ แฝงไว้ด้วยแร่ธาตุหลากชนิดที่ร้อยเรียงกันอย่างซับซ้อนจนเกิดเป็นลวดลายเฉพาะตัว ส่วน Tiger’s Eye มีโครงสร้างแบบเส้นใยที่สะท้อนแสงได้อย่างน่าหลงใหล มอบเอฟเฟกต์เหลื่อมเงาอันสง่างาม เพิ่มมิติความหรูหราให้เรือนเวลาได้อย่างมีศิลปะ

Calibre 215 สุดยอดกลไกในรูปแบบบางเฉียบ

กลไกคาลิเบอร์ 215 ได้ชื่อมาจากความหนาที่วัดได้เพียง 2.15 มม. แต่ให้พลังงานสำรองได้ถึง 72 ชั่วโมง การออกแบบเบสเพลทมีรูปทรงแบบอสมมาตรช่วยเพิ่มพื้นที่ให้ตัวบาร์เรลที่ใหญ่ขึ้นได้ นอกจากนี้ เบสเพลทและบริดจ์ยังผลิตจากทอง 18K พร้อมตกแต่งลายกิโยเช และเจนีวาสไตรป์ส เพื่อให้กลไกดูสวยงามสมบูรณ์แบบ

บทสรุปของงานออกแบบที่กล้าท้าทาย

Mirage 34mm คือนิยามของการหลอมรวมความประณีตอันวิจิตร ความหรูหราที่เหนือระดับ และกลไกอันแสนซับซ้อนไว้ในเรือนเวลาเดียว ด้วยเส้นสายที่ได้แรงบันดาลใจจากหลักฟีโบนัชชี นาฬิการุ่นนี้จึงเปล่งประกายด้วยความสมดุลอันน่าหลงใหล และกลายเป็นอีกหนึ่งผลงานออกแบบที่ท้าทายกรอบความงามแบบเดิมอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค Mirage 34

กลไก: ไขลาน ทำจากทอง 18k คาลิเบอร์ 215 พลังสำรอง 72 ชั่วโมง ความถี่ 3.5 เฮิรตซ์หรือ 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีขนาดเล็ก
ตัวเรือน: เยลโลวโกลด์ หรือไวท์โกลด์ 18k ขนาด 30 มม. x 34 มม. หนา 7 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
หน้าปัด: ลาพิส ลาซูลี หรือไทเกอร์ส อาย
สาย: หนังบาเรเนีย ตัวล็อกทอง 18k

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Cheryl Chia

การเปลี่ยนโฉมของตลาดนาฬิกามือสอง: Rolex CPO และปรากฏการณ์ใหม่

Rolex CPO: การปรับตัวครั้งใหญ่ กับเกมพลิกตลาดอย่างมีกลยุทธ์

ตลาดนาฬิกามือสองเคยเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและการเก็งกำไร แต่ไม่เคยมีความผันผวนเท่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเปิดตัวโปรแกรม Certified Pre-Owned (CPO) ของ Rolex ที่เริ่มต้นผ่าน Bucherer ก่อนขยายไปยังตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตรายอื่น ๆ ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในโลกนาฬิกาหรู การเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้เป็นเพียงวิธีการใหม่ในการรับรองนาฬิกามือสอง แต่มันคือการ “รีเซ็ต” ตลาดครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคานาฬิกา นักสะสม และผู้ค้าปลีกในวงกว้าง

โปรแกรม CPO ของ Rolex: ก้าวสำคัญในการควบคุมตลาด

การตัดสินใจของ Rolex ในการเข้าสู่ตลาด CPO ผ่าน Bucherer เป็นการยอมรับถึงอิทธิพลของตลาดนาฬิกามือสองในยุคปัจจุบัน หลายปีที่ผ่านมา นาฬิกา Rolex มือสองมักถูกขายในราคาที่สูงกว่าราคาปกติของร้าน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากในโลกสินค้าหรูหรา ราคาที่พุ่งสูงนี้ส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มนักเก็งกำไรและนักซื้อขายที่ใช้ประโยชน์จากความต้องการสูงและอุปทานที่จำกัด โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมอย่าง Submariner, Daytona และ GMT-Master II ที่ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของ “ฟองสบู่” ในการเก็งกำไรในตลาดเกรย์

การเข้ามาด้วยโปรแกรม CPO ทำให้ Rolex สามารถควบคุมตลาดได้โดยตรง พร้อมทั้งกำจัดตลาดเกรย์ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 25% ของมูลค่าการซื้อขายรวม การขายต่อก่อนสินค้าถึงร้านได้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์และทำให้ลูกค้าที่แท้จริงที่ต้องการซื้อนาฬิกาเพื่อใส่ใช้งานจริงเกิดความไม่พอใจ และการกักตุนสินค้ารอราคาเพิ่มยังสร้างแรงกดดันให้กับอุปทานอีกด้วย แม้ว่าในคอลเลกชันของ Rolex ซึ่งมีทั้งหมด 450 เรเฟอเรนซ์นั้น ไม่ใช่ว่าทุกรุ่นที่จะเป็นที่ต้องการสูง แต่ประมาณ 50 เรเฟอเรนซ์เป็นเช่นนั้น และแบรนด์ก็สามารถขายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% ในแต่ละปี

“เราทำผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่การลงทุน”

Jean-Frédéric Dufour ซีอีโอของ Rolex กล่าวในบทสัมภาษณ์ว่า “ผมไม่ชอบเวลาที่มีคนเปรียบเทียบนาฬิกากับหุ้น เราสร้างผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่การลงทุน” คำพูดนี้สะท้อนถึงความไม่พอใจต่อการที่นักเก็งกำไรนำผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ไปใช้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน คำพูดนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นเพราะปกติซีอีโอของ Rolex จะไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ในฐานะหัวหน้าบริษัท แต่ในฐานะประธาน Watches & Wonders Foundation เขาได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าการเก็งกำไรเชิงพาณิชย์เหล่านี้เป็นการทำลายแก่นแท้ของแบรนด์

ราคาจะลดลงหรือไม่

คำตอบยังคงเป็น “ไม่” ในระยะสั้น ราคาของนาฬิกาที่ผ่านการรับรอง CPO ยังต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 15-30% จากเรือนที่ไม่ได้รับการรับรอง สาเหตุหลักคือความมั่นใจที่ลูกค้าจะได้รับจากการรับรองของแบรนด์และการรับประกันเพิ่มอีก 2 ปี แม้ว่าระบบ CPO จะช่วยควบคุมราคานาฬิกาใหม่ที่ยังอยู่ในสายการผลิต แต่สำหรับรุ่นวินเทจที่ไม่ผลิตแล้ว เรื่องราวกลับแตกต่างออกไปอย่างมาก

ผลกระทบต่อรุ่นปัจจุบันและวินเทจ

สำหรับรุ่นปัจจุบัน โปรแกรม CPO จะช่วยกำหนดเพดานราคาตลาดมือสอง ผู้ซื้อจะมีแนวโน้มจ่ายเพิ่มสำหรับนาฬิกาที่ผ่านการรับรองจาก Rolex มากกว่าการเสี่ยงซื้อในตลาดเกรย์ ซึ่งอาจทำให้ราคาจากตลาดนี้ลดลงในระยะยาวและเกิดความเสถียรมากขึ้น

แต่สำหรับนาฬิการุ่นวินเทจ ยกตัวอย่างเช่น Datejust สีทองปี 1963 ที่ Beyer ซึ่งได้รับการรับรอง CPO แม้ Rolex จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าส่วนประกอบทุกชิ้นยังคงเป็นของแท้จากโรงงาน แต่การที่แบรนด์ให้การรับรองนาฬิกาวินเทจถือเป็นก้าวใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในวงการ

ผลกระทบต่อผู้ค้าตลาดเกรย์

การเปิดตัวโปรแกรม CPO ของ Rolex เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ต่อผู้ค้าอิสระและแพลตฟอร์มอย่าง Chrono24 ที่เคยเป็นแหล่งซื้อขายหลักสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการรอซื้อจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ด้วยโปรแกรม CPO ที่ให้ความมั่นใจมากขึ้น ผู้บริโภคอาจหันไปเลือกช่องทางของแบรนด์มากขึ้น ผู้ค้าตลาดสีเทาอาจต้องลดราคาลงเพื่อแข่งขัน ซึ่งอาจส่งผลให้กำไรหดตัว

เมื่อแบรนด์หรูรายอื่นเริ่มปรับตัว

Rolex ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่มองเห็นความสำคัญของตลาดมือสอง Audemars Piguet, Richard Mille, Vacheron Constantin, Cartier และ Jaeger-LeCoultre ต่างก็เริ่มมีโปรแกรม CPO ของตนเอง การควบคุมตลาดมือสองช่วยให้แบรนด์สามารถรับรองความแท้และคัดสรรผลิตภัณฑ์ได้ดีขึ้น ลดความผันผวนของราคา และรักษาคุณค่าของแบรนด์

บทสรุป: การรีเซ็ตที่ควบคุมได้

โปรแกรม CPO ของ Rolex ผ่าน Bucherer เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดนาฬิกามือสอง แม้ว่าเป้าหมายจะเป็นการลดการเก็งกำไรและควบคุมราคา แต่ตลาดมือสองยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในส่วนของรุ่นวินเทจ ความเคลื่อนไหวนี้อาจนำไปสู่ตลาดที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งราคามือสองสะท้อนถึงคุณค่าที่แท้จริง ไม่ใช่การเก็งกำไร

สำหรับผู้ค้าตลาดเกรย์ การปรับตัวครั้งนี้คือสัญญาณเตือนชัดเจน เมื่อแบรนด์หรูเริ่มเข้าสู่ตลาดนี้ พื้นที่แข่งขันจะยิ่งเข้มข้นและถูกกำหนดโดยคุณภาพ ความไว้วางใจ และการรับรองจากแบรนด์โดยตรง ซึ่งอาจทำให้ความไม่แน่นอนในตลาดกลายเป็นอดีตไป

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Oliver R Müller

A. Lange & Söhne ฉลอง 30 ปี กับตำนานแห่ง Lange 1

จากจุดเริ่มต้นหลังการรวมเยอรมนี สู่ไอคอนแห่งวงการนาฬิกาชั้นสูง Lange 1 ยังคงยืนหยัดในฐานะผลงานที่เปลี่ยนนิยามของความสมดุลแบบไม่สมมาตร และความประณีตอันเป็นเอกลักษณ์

Lange 1 จาก A. Lange & Söhne นั้นถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการผลิตนาฬิกาคุณภาพสูงที่ผสมผสานการออกแบบอันโดดเด่นกับกลไกที่ซับซ้อนมาตลอด 30 ปี

เมื่อแบรนด์ดังกล่าวฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งการสร้างสรรค์นาฬิกาอันเป็นตำนานนี้ จึงได้เปิดตัว Lange 1 ใน 2 เวอร์ชั่นลิมิเต็ดใหม่ในวัสดุแพลทินัมและพิงค์โกลด์ เวอร์ชั่นแรกใช้ตัวเรือนแพลทินัม 950 ร่วมกับหน้าปัดหินออนิกซ์สีดำสุดเท่ ส่วนรุ่นที่สองเลือกใช้ตัวเรือนพิงค์โกลด์ ตัดกับหน้าปัดสีน้ำเงินวัสดุซิลเวอร์ 925 ที่ดูสดใสและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

Lange 1 กำหนดมาตรฐานใหม่ของความงามในนาฬิกา

ตั้งแต่วันแรกที่ Lange 1 เปิดตัวในวันที่ 24 ตุลาคม 1994 มันได้ท้าทายการออกแบบนาฬิกาทั่วไป ด้วยหน้าปัดที่ไม่สมมาตร ซึ่งสร้างเอกลักษณ์โดดเด่น โดยจุดเด่นของนาฬิกาคือการวางตำแหน่งของวงหน้าปัดเวลาและนาทีที่อยู่ทางซ้าย ส่วนข้อมูลวันที่ขนาดใหญ่ หน้าปัดแสดงพลังงานสำรอง และหน้าปัดวินาทีจะอยู่ทางขวา ทั้งหมดนี้ได้รวมกันสร้างความลงตัวและสมบูรณ์แบบ

Wilhelm Schmid, CEO ของ A. Lange & Söhne กล่าวว่า “Lange 1 รวมทุกสิ่งที่ทำให้การผลิตนาฬิกากลไกเป็นเอกลักษณ์ ทั้งความเป็นต้นฉบับ ความสง่างามที่ยั่งยืน และความแม่นยำด้านการผลิตนาฬิกา”

เส้นทางใหม่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ทั้ง 2 รุ่นใหม่ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Lange 1 ด้วยขอบตัวเรือนที่บางเฉียบ ขาตัวเรือนที่เด่นชัด และขนาดตัวเรือนอันสมดุลที่ 38.5 มม. ทั้งยังมีการออกรุ่น Little Lange 1 ที่ถูกย่อขนาดให้เล็กลงเป็น 36.8 มม. ที่เลือกใช้สีเหมือนกันด้วย โดยรุ่น Little Lange 1 จะมีจำหน่ายด้วยจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือนต่อเวอร์ชั่น

ภายในตัวเรือนของทั้ง 2 รุ่นใช้กลไก L121.1 ซึ่งเป็นกลไกอินเฮาส์คาลิเบอร์ที่ 50 ของ A. Lange & Söhne โดยเปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 จุดเด่นอยู่ที่ การแสดงวันที่ขนาดใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนได้ทันทีในช่วงเที่ยงคืน ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยการบาลานซ์ที่มากับเอกเซนทริก พอยซิง เวจธ์ และบาลานซ์สปริงอิสระ กลไกนี้สำรองพลังงานได้ถึง 72 ชั่วโมง และได้รับการเสริมความแข็งแรงด้วยเมนสปริงแฝด

ความสมบูรณ์แบบในทุกการเคลื่อนไหว

เมื่อมองผ่านฝาหลังที่ทำจากแซฟไฟร์คริสตัล สามารถเห็นการทำงานของเพลทแบบทรี-ควอเตอร์ ซึ่งทำจากเยอรมันซิลเวอร์ พร้อมกับการตกแต่งลาย กลาสฮุตเตอ ริบบิง ซึ่งเป็นลายการตกแต่งที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ A. Lange & Söhne

Anthony de Haas ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กล่าวว่า “Lange 1 ถูกพัฒนาขึ้นจากความหลงใหลในการทำสิ่งที่แตกต่าง และมันยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่รวมความสามารถด้านฟังก์ชันและความงามได้อย่างสมบูรณ์”

ข้อมูลทางเทคนิค
A. Lange & Söhne Lange 1 และ Little Lange 1 ครบรอบ 30 ปี
  • กลไก: กลไกไขลาน อินเฮาส์ คาลิเบอร์ L121.1 พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที วินาทีเล็กขนาดเล็ก พลังงานสำรอง และวันที่ขนาดใหญ่
  • ขนาดตัวเรือน: 38.5 มม. (ความหนา 10 มม. สำหรับวัสดุแพลทินัม และ 9.8 มม. สำหรับวัสดุพิงค์โกลด์) 36.8 มม. (ความหนา 9.98 มม. สำหรับวัสดุแพลทินัม และ 9.5 มม. สำหรับวัสดุพิงค์โกลด์)
  • หน้าปัด: หินออนิกซ์สีดำ (สำหรับเวอร์ชั่นแพลทินัม) หรือสีน้ำเงิน (สำหรับเวอร์ชั่นพิงค์โกลด์)
  • สาย: หนังจระเข้สีดำหรือสีน้ำเงิน
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัด 300 เรือนต่อเวอร์ชั่น

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Katherine Arteche

จุดเริ่มต้นตำนาน: Rolex ‘Rainbow Zenith’ Daytona ที่หาได้เพียงเรือนเดียวในโลก

Rolex ‘Rainbow Zenith’ Daytona ย้อนรอยไทม์ไลน์ของเรือนเวลาที่เปลี่ยนนิยามความหรูหราสู่ศิลปะแห่งอัญมณี

ถ้าคุณคือนักสะสมที่หลงใหลในงานศิลปะแห่งนาฬิกา Rolex Rainbow Zenith Daytona คือ จุดสูงสุดที่ยากจะหาใครเทียบเคียง นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงนาฬิกา แต่มันคือผลงานศิลป์อันทรงคุณค่าที่จะเผยโฉมในงานประมูลที่เจนีวาในเดือนพฤศจิกายนนี้

Rolex Rainbow Zenith Daytona”: ไอคอนแห่งความหรูหราที่ไร้ซึ่งขอบเขต

ย้อนกลับไปในช่วงปลายยุค 1970s Rolex ได้เริ่มต้นสร้างสรรค์นาฬิกาที่โดดเด่นด้วยการประดับอัญมณีหลากสีสันในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยเริ่มจากคอลเลคชัน Cellini ที่มาพร้อมขอบเรือนประดับแซพไฟร์ไล่เฉดสีรุ้ง แต่กระแสความนิยมของ “เรือนเวลาอัญมณีสีรุ้ง” หรือที่เรียกว่า Rainbow Gem-Set Watches กลับพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2018 เมื่อ Rolex เปิดตัวรุ่น Everose Rainbow Daytona (Ref. 116595RBOW) ซึ่งกลายเป็นไอเท็มล้ำค่าที่คนรัก Rolex ทั่วโลกต่างหมายปอง

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปก่อนหน้าเกือบ 20 ปี Rolex เคยสร้างนาฬิกา Daytona สุดพิเศษเพียงหนึ่งเรือนในโลก ซึ่งได้แก่ Cosmograph Daytona Ref. 16599SAAEC ในปี 1994 โดยรุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นตามคำสั่งพิเศษของลูกค้าจากตะวันออกกลาง มันมาพร้อมขอบตัวเรือนประดับแซพไฟร์หลากสีที่เรียงกันอย่างวิจิตรและถือเป็นก้าวแรกของแบรนด์ในการนำอัญมณีเข้าสู่โลกแห่งนาฬิกาสปอร์ต

SAAEC: ความหมายแห่ง “Sapphire Arc-en-Ciel”

คำว่า “SAAEC” ที่ปรากฏในหมายเลขรุ่น 16599SAAEC ย่อมาจาก “Sapphire Arc-en-Ciel” ซึ่งแปลตรงตัวจากภาษาฝรั่งเศสว่า “สายรุ้งไพลิน” Rolex เริ่มต้นความท้าทายนี้ด้วยการพัฒนา Daytona จากนาฬิกาสำหรับนักแข่งรถและนักกีฬามืออาชีพ ให้กลายเป็นผลงานศิลปะที่ผสานความแข็งแกร่งและความงดงามของอัญมณีหลากสีอย่างลงตัว

ในช่วงระหว่างปี 1994 ถึง 1999 Rolex ได้เริ่มประดับขอบตัวเรือนของนาฬิกา Daytona ด้วยอัญมณีล้ำค่าอย่างทับทิม แซพไฟร์ และมรกต แต่ Rainbow Zenith Daytona Ref. 16599SAAEC กลับโดดเด่นกว่าใคร เพราะเป็นรุ่นเดียวที่มีการเรียงอัญมณีไพลินไล่เฉดสีในลักษณะสายรุ้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเป็นเอกลักษณ์ในสายตาของนักสะสม

เสน่ห์ของกลไก Zenith Calibre 4030

หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ Rainbow Zenith Daytona Ref. 16599SAAEC เป็นที่กล่าวขาน คือการใช้กลไก Calibre 4030 ซึ่งปรับปรุงมาจากกลไก El Primero ที่มีชื่อเสียงระดับตำนานของ Zenith โดย Rolex ได้ทำการปรับแต่งกลไกนี้กว่า 200 จุด ตั้งแต่การเพิ่มความแข็งแกร่งให้ระบบเฟือง ไปจนถึงการติดตั้งบาลานซ์วีลแบบฟรีสปรัง พร้อมไมโครสเตลลา นัตส์ และบาลานซ์สปริงแบบ Breguet Overcoil ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความทนทาน ตามมาตรฐานการรับรอง ซูเปอร์เลทีฟ โครโนมิเตอร์ ของตน

งานฝีมือระดับมาสเตอร์พีซ: รายละเอียดที่หาไม่ได้ในรุ่นอื่น

แม้จะดูคล้ายกับ Rainbow Daytona รุ่นปี 2012 แต่ Ref. 16599SAAEC มีความพิเศษที่แตกต่างอย่างชัดเจน ขอบหน้าปัดประดับแซพไฟร์ทั้งหมด 44 เม็ด (มากกว่ารุ่นปกติที่มีเพียง 36 เม็ด) ทำให้เฉดสีมีความละเอียดอ่อนและต่อเนื่องยิ่งขึ้น อีกทั้งการไล่สีของแซพไฟร์ยังกลับด้านกันเมื่อเทียบกับรุ่นหลัง โดยเฉดสีพาสเทลถูกใช้แทนสีสด ทำให้เรือนเวลานี้มีเสน่ห์แบบเรียบหรูแต่ยังคงไว้ซึ่งความโดดเด่นเหนือใคร

หน้าปัดเพชรปูเต็มแบบพาเว ประดับด้วยหลักชั่วโมงแซพไฟร์สีน้ำเงินอย่างประณีตในระดับที่ไร้ข้อกังขา และมาพร้อมตัวเลขอารบิกในวงหน้าปัดย่อย รวมถึงเข็มนาฬิกาทำจากไวท์โกลด์ ร่วมกันสะท้อนแสงระยิบระยับทุกครั้งเมื่อพลิกข้อมือ

ราคาประเมินและการประมูล: หนึ่งเดียวที่โลกจับตา

Rainbow Zenith Daytona Ref. 16599SAAEC ไม่ได้เป็นเพียงแค่นาฬิกา แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์และศิลปะที่มีชีวิต โดยเรือนนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะมีราคาประมูลสูงกว่า 3 ล้านฟรังก์สวิส ซึ่งจะจัดขึ้นที่โรงแรม President ในเจนีวา วันที่ 8 พฤศจิกายน 2024 ภายในงาน “Reloaded: The Rebirth of Mechanical Watchmaking, 1980-1999” งานนี้จึงเป็นโอกาสที่หาไม่ได้อีกแล้วสำหรับนักสะสมทั่วโลก

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Cheryl Chia

H. Moser & Cie & Massena Lab ขอนำเสนอ Endeavour Chronograph Compax

การหวนนึกนึงนาฬิกาโครโนกราฟวินเทจสมัยยุค 1940s

ในปีนี้ H. Moser & Cie ได้เน้นให้ความสำคัญในการร่วมมืออย่างเต็มที่กับพันธมิตรรายต่าง ๆ โดยได้ออกรุ่น Streamliner ที่เป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น ซึ่งทำร่วมกับ Alpine ทีมแข่งรถฟอร์มูลาวันสัญชาติฝรั่งเศส ซึ่ง Pierre Gasly นักขับคนสำคัญของทีมได้กลายมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกของ Moser และที่งาน Geneva Watch Days เมื่อเดือนสิงหาคม ความร่วมมือระหว่าง Moser และ Studio Underd0g ก็เกิดขึ้นในลักษณะนาฬิกาคู่หนึ่งซึ่งแตกต่างกันที่การใช้สีม่วงสดใสและสีเหลืองสดใสสสไตล์แพสชันฟรุ้ต

ตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในโปรเจ็กต์ความร่วมมืออีก 1 โครงการ โดยคราวนี้เป็นกับ Massena Lab ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาเข้าใจในเรื่องการร่วมมือกันเป็นอย่างดี โดยที่ในปีนี้ Massena ได้ร่วมงานกับ Raúl Pagès และ Phillips ในการสร้างนาฬิกา 1952 Observatory Dial ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Patek Philippe Ref.2458 ของ JB Champion และกับแบรนด์น้องใหม่ของวงการ Albishorn ซึ่งร่วมกันเปิดตัวรุ่น Maxigraph ในงาน Geneva Watch Days

H. Moser & Cie x Massena Lab Endeavour Chronograph Compax

นาฬิกา Endeavour Chronograph Compax ผลิตจำนวนจำกัด ลิมิเต็ดเอดิชั่น รุ่นใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเหล่านาฬิกาโครโนกราฟรุ่นประวัติศาสตร์ในช่วงทศวรรษ 1940s ขณะที่ลักษณะการจัดวางหน้าปัดย่อยแบบ “คอมแพ็กซ์” นั้นชวนให้นึกถึงนาฬิกาในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ที่โดดเด่นด้วยหน้าปัดย่อย 2 วงและมาตรสเกลทาคีเมตริก ด้านหน้าของนาฬิกาเป็นหน้าปัดสีน้ำเงินแบบฟูเม ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะตัวของ H. Moser & Cie อีกทั้งทุกองค์ประกอบตั้งแต่สเกลไปจนถึงมาตรโครโนกราฟล้วนถูกเคลือบด้วยสารเรืองแสง

สุนทรียศาสตร์ที่รังสรรค์ขึ้นร่วมกับ Massena Lab รุ่นนี้ ช่วยสร้างสมดุลระหว่างแนวโน้มความเรียบง่ายแบบดีไซน์สมัยใหม่ของ Moser กับเสน่ห์อันล้ำค่าและละเอียดอ่อนของนาฬิกาจับเวลาวินเทจ William Massena จาก Massena LAB อธิบายว่า “ความตึงระหว่างสุนทรียศาสตร์สไตล์วินเทจระดับสูงสุดและความเรียบง่ายแบบสมัยใหม่นี้เป็นความท้าทายยิ่ง แต่ Endeavour Chronograph Compax ที่สร้างออกมา ได้ผสมผสานปรัชญาทั้ง 2 อย่างเข้าด้วยกันอย่างสวยงาม”

Edouard Meylan ซีอีโอของ H. Moser & Cie เรียกนาฬิกา Endeavour Chronograph Compax รุ่นนี้ว่า ​​“การประกาศศักดาเหนือกาลเวลา ที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตและปัจจุบัน” เขากล่าวเสริมว่า “นาฬิการุ่นนี้ไม่เพียงแต่บอกเล่าเรื่องราวเท่านั้น แต่ยังพาคุณออกเดินทาง และพาผู้สวมใส่ดำดิ่งสู่โลกที่กาลเวลาถูกผสานเข้ากับการค้นพบและนวัตกรรม”

ภายในตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 41 มม. ของรุ่นนี้มีกลไกอัตโนมัติ HMC 220 ของ H. Moser & Cie ที่ติดตั้งโมดูลโครโนกราฟของ Dubois Débraz เข้าไปบรรจุอยู่ โดยนาฬิการุ่นนี้เป็นการผลิตแบบจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค: H. Moser & Cie x Massena Lab Endeavour Chronograph Compax

กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ HMC 220 พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที โครโนกราฟ และทาคีมิเตอร์
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 41 มม.หนา 13.3 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
หน้าปัด: ฟังกีบลู รูปแบบฟูเม ตกแต่งลายซันเบิร์สต์
สาย: หนังคูดูสีน้ำตาล
จำนวนการผลิต: จำนวนจำกัด 100 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Katherine Arteche

Zenith ร่วมฉลอง 70 ปี Sincere Fine Watches ด้วยรุ่น Defy Skyline Big Date Flyback Sincere Platinum Jubilee Edition

กิจกรรมพิเศษที่เรียกร้องให้เกิดคุณลักษณะใหม่ในซีรีส์ Defy Skyline

Zenith แนะนำนาฬิกา Defy Skyline รุ่นพิเศษ Big Date Flyback Sincere Platinum Jubilee Edition ซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 70 เรือน ที่เพิ่มความแสนพิเศษในการเป็นรุ่นแรกของคอลเลกชั่น Defy Skyline ที่มีการแสดงวันที่ขนาดใหญ่แบบบิ๊กเดท ร่วมกับฟังก์ชั่นโครโนกราฟแบบฟลายแบ็ก

การขับเคลื่อนกระทำโดยกลไกอัตโนมัติ ฟังก์ชั่นโครโนกราฟ ตระกูล El Primero คาลิเบอร์ 3652 ที่ทำงานด้วยความถี่สูง 5 เฮิร์ตซ์ และมีพลังงานสำรองมาให้ 60 ชั่วโมง การทำหน้าที่ของฟังก์ชั่นจับเวลาพร้อมระบบฟลายแบ็กซึ่งทำงานด้วยกลไกความถี่เช่นนี้ ทำให้ผู้สวมใส่สามารถรีเซ็ตและเริ่มจับเวลาครั้งใหม่ได้ทันทีด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว ส่วนฟังก์ชันวันที่ขนาดใหญ่นั้นวางไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาอย่างโดดเด่น ด้วยระบบกลไกที่จดสิทธิบัตรไว้ซึ่งรับรองว่าการเลื่อนดิสก์วันที่จะเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำภายในเวลาต่ำกว่า 0.03 วินาที

กลไก El Primero คาลิเบอร์ 3652 มาพร้อมกับโรเตอร์รูปดาวที่ขึ้นลานได้ 2 ทิศทาง และมีตราสัญลักษณ์ครบรอบ 70 ปีของ Sincere Fine Watches ปรากฎเป็นอนุสรณ์บนกระจกแซพไฟร์คริสตัลของฝาหลัง

ภาพลักษณ์ของนาฬิกามาในดีไซน์แบบโมโนโครเมติกโทนสีเดียว ตั้งแต่หน้าปัดสีเทาเมทัลลิกขัดลายซาตินพร้อมสลักลายท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว บนตัวเรือนไททาเนียมผิวพ่นทรายขนาด 42 มม. ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัวกับรูปทรงสถาปัตยกรรมของนาฬิกา DEFY Skyline ที่มีขอบตัวเรือนทรง 12 เหลี่ยมและสายนาฬิกาแบบอินทีเกรเตดรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเรือนซึ่งทำจากไททาเนียมด้วยเช่นกัน ทั้งยังมีทางเลือกให้เปลี่ยนไปใช้เป็นสายยางสีดำได้อย่างสะดวกด้วยระบบกลไกควิกเชนจ์ที่ติดตั้งมาให้

นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่นรุ่นนี้ตอกย้ำคุณค่าร่วมกันของนวัตกรรม งานฝีมือ และความทุ่มเทเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดอันเป็นสิ่งที่ทั้ง Sincere Fine Watches และ Zenith กระทำมาตลอดในประวัติศาสตร์ของทั้งสอง โดยนับเวลาได้ 7 ทศวรรษแล้วที่ Sincere เป็นผู้นำในการบ่มเพาะความชื่นชมนาฬิกาในภูมิภาคนี้ นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชั่นรุ่นนี้จึงถือเป็นเครื่องบรรณาการที่เหมาะสมแก่ Sincere Fine Watches และนาฬิการุ่นนี้จะมีจำหน่ายเฉพาะที่บูติก Sincere Fine Watches เท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค: Zenith Defy Skyline Big Date Flyback Sincere Platinum Jubilee Edition

กลไก: อัตโนมัติ El Primero คาลิเบอร์ 3652 พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็ก โครโนกราฟพร้อมระบบฟลายแบ็ก และวันที่แบบบิ๊กเดท
ตัวเรือน: ไทเทเนียมผิวพ่นทราย ขนาด 42 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
หน้าปัด: กัลวานิกสีเทา สลักสัญลักษณ์ดวงดาว และตกแต่งลายซาตินแบบซันเบิร์สต์
สาย: ไทเทเนียมผิวพ่นทราย หรือสายยางสีดำ
จำนวนการผลิต: จำนวนจำกัด 70 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Revolution

Albishorn เปิดตัวครั้งแรกอย่างแข็งแรงด้วยรุ่น Type 10

การกลับมาแบบไม่ธรรมดาของ Albishorn กับ Type 10 สไตล์วินเทจที่เติมเต็มความคลาสสิกในแบบร่วมสมัย

เพื่อตอบสนองความต้องการนาฬิกาแนววินเทจรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของเรา แบรนด์ใหม่อย่าง Albishorn จึงได้รังสรรค์นาฬิกาที่มีเรื่องราวความเป็นมาที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมอวดเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใครอย่างเต็มที่

ความทันสมัยกลับมาแล้ว แต่การออกแบบสไตล์วินเทจก็ยังคงเป็นราชาในโลกของแบรนด์ที่เข้าถึงได้ง่ายอยู่ เราหมกมุ่นอยู่กับความฝันเกี่ยวกับการกระทำอันกล้าหาญ ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับชุดนักบินหรือหมวกกันน็อคสำหรับการแข่งรถ

นาฬิกา Albishorn ถูกสร้างขึ้นโดย Sébastien Chaulmontet และนักออกแบบ Fabien Collioud โดยมีแนวคิดที่น่าดึงดูดใจว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้านาฬิกาของพวกเขาเป็นเรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่นเดียวกับหนังสือและภาพยนตร์เรื่องโปรดของเรา ซึ่งนิยายนั้นเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง

การเปิดตัวดีไซน์จากร่องรอยประวัติศาสตร์ที่เลือนลางพร้อมกับกลิ่นอายของนาฬิการุ่นตำนานที่มีอยู่เดิมนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ในความเป็นจริง เรื่องราวความสำเร็จที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายย้อนยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางเรื่องถูกเสกขึ้นมาโดยการวิจัยเกี่ยวกับชีพจรแห่งนาฬิกาอย่างละเอียดถี่ถ้วน Albishorn ก็เป็นสมาชิกของกลุ่มนี้ แต่มีความแตกต่าง

คู่หูดูโอนำ Albishorn เข้าสู่เวทีการแข่งขันที่ดุเดือดแต่ก็ออกมาสู้ได้ดี Chaulmontet ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมและการตลาดที่บริษัท Sellita Watch โดยเคยดำรงตำแหน่งเดียวกันที่ La Joux-Perret มาแล้ว ซึ่งทั้งสองเป็นบริษัทผลิตกลไกเช่นเดียวกัน

โดย Collioud เป็นเพื่อนร่วมงานของ Chaulmontet ที่ Sellita และเป็นที่รู้จักจากบทบาทในการฟื้นฟูแบรนด์ Angelus นอกจากนี้ Collioud ยังดำรงตำแหน่งหัวหน้านักออกแบบที่ Atiles Design Studio ด้วย ซึ่งเมื่อตัดสินจากเรื่องการออกแบบนาฬิกา Angelus ของเขาแล้ว ถือได้ว่าเขาคือผู้สร้างสรรค์ผลงานอย่างแท้จริง

รุ่น Type 10 มีกลิ่นอายของความวินเทจแต่แฝงด้วยความทันสมัย

คุณอาจจำพลังของบุคลิกหลักของตัวเรือน Type 10 ได้จากนาฬิการุ่น Albishorn × Massena LAB Maxigraph ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นแรกของพวกเขาได้ และถึงแม้ว่านี่จะเป็นอีกรุ่นหนึ่ง แต่ผมรับรองได้ถึงความสบายจากความโค้งมนและเสน่ห์ของปุ่มกดสีแดงขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา

วงขอบตัวเรือนของรุ่น Type 10 มีขนาดถึง 41.7 มม. แต่ความสบายคือหัวใจสำคัญ มันจึงมากับตัวเรือนขนาด 39 มม. และมีความยาวจากขาตัวเรือนฝั่งบนถึงฝั่งล่างอยู่ที่ 47.7 มม. จุดแข็งของนาฬิกาโครโนกราฟของ Albishorn อยู่ที่กลิ่นอายของความวินเทจ แต่มันให้ความรู้สึกที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดสำหรับนาฬิการุ่นใหม่นี้ โดยเพิ่มความทันสมัยด้วยการใช้ปุ่มกดแบบปุ่มเดียวที่ดูดี

ตัวเรือนมีขนาดบางพร้อมแนวขาตัวเรือนที่โค้งลงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยเน้นไปที่รูปลักษณ์ของนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์ประจำตัว และผมก็หลงรักการออกแบบหน้าปัดนาฬิกาที่แปลกประหลาดนี้ไปเสียแล้ว แต่ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องพูดถึงในบทความนี้

การทำงานที่เฉียบคมและกลไกที่ผ่านการรับรองความแม่นยำจาก COSC ทำให้ Albishorn เป็นนาฬิกาที่ทันสมัยและใช้งานได้จริง แต่ยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดใจจนคุณต้องสวมเสื้อเชิ้ตยีนส์ขาด ๆ หรือเสื้อแจ็คเก็ตนักบินหนังถลอก (แต่ไม่ต้องใส่หมวกกันน็อคก็ได้) เรื่องราวเบื้องหลังของนาฬิการุ่นนี้อาจดูเป็นเรื่องแต่ง แต่ก็มีความรู้สึกถึงจุดประสงค์ในการใช้งานที่คล้ายคลึงกันกับนาฬิกา Sinn 155S Revolution ของเราเองที่มีรูปลักษณ์ในโทนเข้มแต่ดูระอุ

Albishorn Type 10 มีอยู่ 2 เวอร์ชั่น โดยที่หน้าปัดนั้นมีลวดลายและเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งยังมีความเชื่อมโยงในเชิงจินตนาการกับตำนานของนาฬิการุ่น Type 20 หรือ XX ซึ่งผมจะพูดถึงอีกครั้ง แต่การออกแบบหน้าปัดนั้นล่ะ

การเห็นนาฬิกาโครโนกราฟแบบไบคอมแพกซ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคเก่าโดยไม่มีวงบอกเวลาอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามกันในแนวนอนขวางระหว่างชุดเข็มกลางนั้นถือเป็นเรื่องแปลก แต่ก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจ หน้าปัดที่มีลวดลายถูกล้อมด้วยวงขอบตัวเรือนที่มีแนวเทลาดอันโดดเด่นตามแบบของนาฬิกา Breitling Superocean ’57 ซึ่งดึงดูดสายตาให้มองไปยังหน้าปัดและบดบังส่วนขาตัวเรือนที่เน้นความสบายต่อการสวมใส่ได้บางส่วนเมื่อมองจากด้านบน

การเคลื่อนไหวที่ดูกวนใจของการเปลี่ยนตำแหน่งของเข็มวินาทีและเข็มจับเวลา 30 นาทีไปอยู่ที่ 4:30 และ 7:30 นาฬิกา กลับสร้างความสมดุลและเพิ่มความชัดเจนในการอ่านค่าได้มากขึ้น สิ่งนี้อาจดูหนักเกินรับไหวสำหรับนาฬิการุ่นอื่นแต่ไม่ใช่สำหรับนาฬิการุ่น Type 10 นี้ การเคลื่อนไหวที่ตำแหน่งนี้ได้สร้างความสมดุลให้กับตำแหน่งที่น่าตื่นเต้น ณ 9:30 และ 10:30 นาฬิกา

ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ปุ่มสีแดงและเม็ดมะยมติดตั้งอยู่ ซึ่งเป็นการวางอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะเจาะพอดีสำหรับนิ้วหัวแม่มือของคุณเพื่อให้ควบคุมฟังก์ชันจับเวลาได้ง่ายและหลีกเลี่ยงต่อการขีดข่วนบนหลังมือของคุณ

ขณะขับเครื่องบินปีก 2 ชั้นแบบวินเทจของคุณ (หรืออย่างน้อยก็เป็นการเพ้อฝัน) ชื่อแบรนด์แบบมีกรอบและหน้าต่างช่องกลมยังช่วยสร้างความสมดุลให้กับวงหน้าปัดคู่ที่อยู่ ณ ตำแหน่งครึ่งล่างของหน้าปัด โดยเป็นคุณลักษณะที่ได้รับสิทธิบัตรซึ่งเป็นไปได้จากกลไกคาลิเบอร์ ALB02 M ของตน ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโครงสร้างของกลไก 7750 ของ Valjoux แต่มีการดัดแปลงอย่างมากมาย

ช่องกลมที่เปิดไว้ใต้หลักชั่วโมง 12 นาฬิกาเผยให้เห็นตัวบ่งชี้สถานะการรีเซ็ต การเริ่ม และการหยุด การทำงานของกลไกโครโนกราฟ ซึ่งจะแสดงเป็นสีดำ สีแดง และสีขาว กลไกที่ผ่านการรับรองความแม่นยำจาก COSC นี้ มีพลังงานสำรองให้ 65 ชั่วโมง ขณะที่ตัวกลไกมีความบางเพียง 5.7 มม. ส่งผลให้ตัวเรือนมีความหนาเพียง 12 มม. ซึ่งวัดรวมกระจกหน้าปัดแซฟไฟร์คริสตัลทรงกล่องแล้ว

Type 10 Classic และ Sihlwald

นาฬิกา Albishorn Type 10 ทั้ง 2 เวอร์ชั่นมีวงขอบตัวเรือนที่หมุนได้ 2 ทิศทางโดยเป็นสีดำที่เคลือบด้วยเทคนิค DLC โดยมีการสลักสเกลหลักเป็นแนวขีดยาวทุก 5 นาทีซึ่งลงร่องด้วยแลคเกอร์สีเบจ ขณะที่ตัวเลขและจุดกลมสลักและลงร่องด้วยสีขาว ดูเข้ากันได้ดีกับตัวเลขอารบิกขนาดใหญ่บนหน้าปัดที่เป็นสีเบจ นำมาซึ่งกลิ่นอายของนาฬิกาสไตล์นักบินที่ไม่เหมือนใคร

โดยเวอร์ชั่นหน้าปัดสีดำแบบคลาสสิกจะมาพร้อมกับสายหนังสีแทนอ่อน แต่สำหรับคนที่มั่นใจในตัวเองก็ลองดูเวอร์ชั่น Sihlwald ที่มากับหน้าปัดสีเขียวแก่พร้อมสายหนังสีเขียวโทนเข้ากัน โดยหน้าปัดจะมีลักษณะสีแบบฟูเม่ไล่เฉดที่ส่วนริมจะคล้ำกว่า ร่วมด้วยลูกเล่นสีแดงสดใสของเข็มจับเวลา และถึงแม้เวอร์ชั่นคลาสสิกนั้นมีสไตล์ที่พร้อมสำหรับปฎิบัติภารกิจทุกรูปแบบ แต่ผมเองกลับถูกดึงดูดด้วยสีเขียวอันเข้มข้นของเวอร์ชั่น Sihlwald ซึ่งมีเสน่ห์ของเม็ดมะยมบรอนซ์เข้ามาเพิ่มเติม

การเจาะลึกถึงเรื่องราวเบื้องหลังการตั้งชื่อรุ่นของ Albishorn Type 10 เผยให้เห็นแนวทางการคัดสรรของ Chaulmontet และ Collioud เพราะดีไซน์ของนาฬิกานั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานนาฬิการุ่น Type 20 Pilot’s Chronograph ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือสำหรับนักบินที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส โดยมี Breguet เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์รายแรก ๆ

และเช่นเดียวกับโครงการ Albishorn x Massena LAB ที่ตั้งใจจะปลุกเร้าลักษณะของนาฬิกาจับเวลาแบบรีกัตตา ที่ประดิษฐ์ขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930s ขึ้นมา นาฬิการุ่น Type 10 นี้จึงเป็นตัวแทนของบรรพบุรุษในจินตนาการของนาฬิการุ่น Type 20 นั่นหมายถึงว่าเจ้า Type 10 นั้นควรจะเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1940s

แนวคิดนี้อาจดูเป็นการประดิษฐ์ขึ้น แต่กลับได้ผลจริง แม้แต่แบบแปลนของนาฬิกา Albishorn Type 10 ที่จินตนาการว่าเขียนขึ้นในปี 1947 ก็ยังสร้างความประทับใจได้ รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับนาฬิกาได้ ซึ่งไม่ว่าจะสร้างขึ้นมาหรือไม่ก็ตาม

เรื่องราวเหล่านี้ก็ชวนให้ติดตามได้ นาฬิกา Albishorn Type 10 จะมีจำหน่ายเฉพาะทางออนไลน์เท่านั้นที่ www.albishorn-watches.ch และแม้ว่าจะไม่ใช่การผลิตแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น แต่ในช่วงแรกจะผลิตออกจำหน่ายเพียง 25 เรือนก่อนสำหรับแต่ละเวอร์ชั่น

ข้อมูลทางเทคนิค
Albishorn Type 10

  • กลไก: ไขลาน คาลิเบอร์ ALB02 M ที่เป็นทรัพย์สินของตนเอง พลังงานสำรอง 65 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็ก โครโนกราฟ จับเวลาได้ 30 นาที และหยุดเข็มวินาทีขณะตั้งเวลา
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. หนา 12 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: พื้นผิวแต่งลาย สีดำหรือสีเขียวแบบฟูเม
  • สาย: หนังสีดำหรือสีเบจ (สำหรับเวอร์ชั่นคลาสสิก) และหนังสีดำหรือสีเขียว สำหรับเวอร์ชั่น (Sihlwald)
  • จำนวนการผลิต: ไม่จำกัดจำนวน แต่ชุดแรกผลิตขึ้นเพียงเวอร์ชั่นละ 25 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Thor Svaboe

Oris Divers Date เป็นการปรับปรุงครั้งสำคัญสำหรับนาฬิกาดำน้ำระดับตำนาน

เสริมสไตล์ให้เข้มข้น

ในปี 2015 Oris ได้ออกนาฬิการุ่นหนึ่งที่ถือเป็นรุ่นที่สำคัญที่สุดของ Oris ในทศวรรษนี้ นั่นก็คือ นาฬิกาดำน้ำตัวเรือนสตีล ขนาด 40 มม. ขอบตัวเรือนสีดำ คู่กับสายยาง และมีตัวเลขบนหน้าปัดที่ดูแปลกตาเป็นพิเศษ แน่นอนว่านาฬิการุ่นนั้นก็คือ Divers Sixty-Five รุ่นแรก ลักษณะที่เริ่มต้นด้วยความเรียบง่ายนี้ กลับทำให้นาฬิการุ่นนี้กลายมาเป็นคอลเลกชั่นนาฬิกาที่มีรูปแบบต่าง ๆ อยู่มากมาย ซึ่งล้วนถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยของนาฬิกาดำน้ำยุคนีโอวินเทจสุดคลาสสิกได้อย่างสมบูรณ์แบบ แน่นอนว่า Sixty-Five ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาดำน้ำรุ่นของ Oris ซึ่งออกจำหน่ายในปี 1965 ด้วยดีไซน์ที่ไม่เพียงแต่เป็นแค่แรงบันดาลใจให้กับดีไซน์ของรุ่นปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเป็นที่มาของชื่อรุ่นที่เลือกใช้อีกด้วย ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา Sixty-Five ได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีทั้งการใช้ตัวเรือนบรอนซ์ การเพิ่มรุ่นโครโนกราฟ การใช้กลไกใหม่ คาลิเบอร์ 400 และแน่นอนว่ามีหน้าปัดให้เลือกหลากหลายรูปแบบ

วันนี้ เรากำลังก้าวเข้าใกล้วันครบรอบ 60 ปีของการเปิดตัวนาฬิกาดำน้ำรุ่นประวัติศาสตร์ของ Oris มากขึ้น และทางแบรนด์ก็ได้ใช้โอกาสนี้ในการกำหนดนิยามใหม่ของนาฬิกาที่เรารู้จักกันในชื่อ Sixty-Five ด้วย

กล่าวทักทายกับ Divers Date

นี่คือนาฬิกาที่ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนรุ่น Sixty-Five ที่ใคร ๆ ก็หลงรัก แต่ในความเป็นจริงแล้วมันได้รับการปรับปรุงที่สำคัญเพื่อจะทำให้ยังคงได้รับความนิยมไปอีกหลายปี ในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนต่างต้องการนาฬิกาที่สะท้อนถึงความทรงจำในอดีต ผมอาจสาบานได้ว่าแทบไม่มีนาฬิกาแบรนด์ไหนเลยที่ไม่นำสีของสารเรืองแสงที่นำแรงบันดาลใจจากสีของเรเดียมเก่า และมีตัวเลือกหน้าปัดในเฉดสีเขตร้อนมาใช้ ซึ่ง Sixty-Five ก็เข้ากับบรรยากาศเช่นนี้ได้อย่างลงตัว นาฬิการุ่นนี้ผสมผสานความน่าดึงดูดใจและความน่าเชื่อถือของมรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างกลมกล่อม ทั้งยังผสมผสานกับคุณค่าอันเป็นตำนานของ Oris ด้วย แต่ในสมัยที่ Bob Dylan เริ่มร้องเพลงเมื่อ 1 ปีก่อนที่ Oris จะเปิดตัวนาฬิกาดำน้ำรุ่นดั้งเดิมนั้นมันกำลังมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทุกวันนี้ ความต้องการของเราไม่ได้เอนเอียงไปทางการออกนาฬิกาแบบย้อนยุคเต็มรูปแบบอีกต่อไป เพราะโดยทั่วไปแล้ว ตลาดดูจะให้ความสำคัญกับลักษณะที่เป็นการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมน้อยลง

และประโยคในวรรคสุดท้ายของย่อหน้าก่อนก็คือ สิ่งที่ Divers Date รุ่นใหม่นี้มอบให้ด้วยรหัสการออกแบบที่เป็นสัญลักษณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือน สีสัน ขอบตัวเรือน หรือรูปลักษณ์โดยรวม ล้วนได้รับแรงบันดาลใจมาจากอดีต และสายนาฬิกาสตีลที่มีลักษณะของหมุดย้ำอยู่ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอดีตเช่นกัน แต่องค์ประกอบเหล่านี้ไม่ได้ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ดูโบราณ เพราะสิ่งที่น่าสนใจก็คือ นาฬิการุ่นนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยที่สำคัญและมีความหมายอีกด้วย

ตัวเรือนมีขนาด 39 มม. โดยได้รับการปรับปรุงใหม่อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูให้ความมั่นใจยิ่งขึ้นและเส้นสายที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และระดับการกันน้ำก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยตอนนี้ตัวนาฬิกาจะสามารถกันน้ำได้ถึง 200 เมตรแล้ว ซึ่งหวังว่าจะทำให้ผู้ที่บ่นว่าการกันน้ำ 100 เมตรของรุ่นก่อนหน้านั้นไม่เพียงพอหมดไป โดยพื้นฐานแล้วตัวเรือนของนาฬิกาให้ความรู้สึกหนาขึ้นเล็กน้อยและมีเนื้อสัมผัสที่มากขึ้น หน้าปัดมีการออกแบบพื้นฐานเหมือนเดิมแต่มีการปรับปรุงใหม่ โดยมีข้อความน้อยลงที่ฝั่งด้านล่างของหน้าปัด และการจัดวางเลย์เอาต์ก็ดูเรียบร้อยขึ้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดบนหน้าปัด แต่ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นอีกหลายประการ

ชิ้นหลักชั่วโมงได้รับการปรับแต่งใหม่อย่างเช่น แนวขอบลาดเอียงที่ทำให้ดูสูงขึ้น ธีมที่ปรับแต่งและยกระดับขึ้นนั้นสอดคล้องกันในทุกด้าน และเป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นลักษณะการออกแบบที่ไม่ดูซับซ้อนกว่ารุ่นก่อนในขณะที่ยังคงสามารถจับเสน่ห์และจิตวิญญาณที่ทำให้ Sixty-Five ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การเลือกสีสำหรับเวอร์ชั่นเปิดตัวก็ทำได้ดีเช่นกัน โดยสีน้ำเงิน สีดำ และสีเบจ เป็น 3 สีที่คลาสสิก แต่เฉดสีที่ Oris เลือกใช้ก็มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอยู่ด้วยเล็กน้อย

เป็นเรื่องแปลกพอสมควรที่ความเอาใจใส่และความคิดทั้งหมดนี้มาบรรจบกันบนสายนาฬิกา ในแง่ของประสบการณ์การสวมใส่ในแต่ละวันนั้น สายนาฬิกาถือเป็นตัวกำหนดชะตาของนาฬิกาแต่มักได้รับความสนใจน้อยกว่าที่ควรจะเป็น สายของรุ่นก่อนหน้านั้นมีความแข็งแรง สวมใส่สบาย และมีรายละเอียดหมุดย้ำที่สวยงาม แต่รุ่นนี้ถูกปรับปรุงให้ดียิ่งกว่า ซึ่งไม่เพียงเพราะได้ทั้งสายสตีลและสายยางมาในกล่องเท่านั้น แต่สายสตีลได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สปริงบาร์มากับระบบที่ถอดเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว และตัวล็อกก็มีความเสถียรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Oris ทำกับรายละเอียดหมุดย้ำแบบมีสไตล์นั้นทำให้มันดูดีขึ้นจริง ๆ เพราะชิ้นส่วนหมุดย้ำมีความโดดเด่นมากขึ้น ด้วยการขัดเงาและมีขนาดที่หนาขึ้น ในขณะเดียวกันก็ดูผสานเข้ากับลักษณะโดยรวมของสายได้มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ให้ความรู้สึกทันสมัยแต่ยังคงเป็นการยกย่องประวัติศาสตร์นาฬิกาดำน้ำของ Oris อย่างแท้จริง

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นาฬิการุ่น Divers Sixty-Five ครองส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มนี้ได้มาก เพราะเป็นการนำเสนอนาฬิกาดำน้ำชั้นยอดที่ตอบสนองภารกิจของ Oris ในการสร้างรอยยิ้มให้กับผู้คนได้ดี ผมไม่สงสัยเลยว่านาฬิการุ่น Divers Date จะทำเรื่องเช่นเดียวกันนี้ได้ในอีกทศวรรษข้างหน้า

ข้อมูลทางเทคนิค: Oris Divers Date

กลไก: อัตโนมัติ Oris 733 พลังงานสำรอง 41 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. กันน้ำได้ 200 เมตร
หน้าปัด: สีดำ สีน้ำเงิน หรือสีเบจ
สาย: สเตนเลสสตีล พร้อมระบบควิก-เชนจ์ และมีสายยางสีดำมาให้สลับเปลี่ยน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Felix Scholz

Hublot Classic Fusion Takashi Murakami Black Cermic Rainbow ผลงานชิ้นสุดท้ายแห่งปริศนาภาพศิลป์สีสันสดใส

การผสมผสานระหว่างศิลปะและนาฬิกาของ Hublot สะท้อนสู่บรรดานักสะสมและผู้ชื่นชอบการออกแบบอยู่เสมอ และนาฬิกาก็ถือเป็นเครื่องรางที่มีพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ

Takashi Murakami ศิลปินป๊อปอาร์ตชาวญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเต็มไปด้วยสีสัน โดยถ่ายทอดวัฒนธรรมร่วมสมัยได้อย่างมีชีวิตชีวา แม้ในตอนแรกเขาจะไม่ค่อยเต็มใจนักที่จะร่วมงานกับแบรนด์นาฬิกา

แต่ความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จกับแบรนด์ Hublot กลับพิสูจน์ให้เห็นได้ว่ามันเป็นงานชิ้นเอกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผลงานที่มีสีสันของ Murakami ผลงานชิ้นสุดท้ายของรุ่น Classic Fusion Takashi Murakami Black Ceramic ที่มีความแตกต่างอย่างมีชีวิตชีวาและขยายขอบเขตของของ Hublot ด้วยการมุ่งเน้นไปยังสิ่งที่ดียิ่งกว่า จึงเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่เหมาะสมมาก

ในบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ Takashi Murakami ได้เปรียบเทียบระหว่างศิลปะกับนาฬิกาไว้อย่างชัดเจน โดยเน้นย้ำว่าทั้ง 2 อย่างสามารถอยู่ได้นานกว่าร้อยปีและต้องมีคุณสมบัติที่อยู่เหนือกาลเวลา แต่สิ่งนั้นไม่ได้หมายความว่า Murakami จะดูสง่างามตามแบบฉบับของเขา

ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากผลงาน Black Ceramic Rainbow รุ่นนี้ซึ่งน่าเสียดายว่านี่อาจเป็นครั้งแรกที่คุณจะได้สัมผัสกับจินตนาการอันมีชีวิตชีวาของเขา เพราะผลงานชิ้นนี้เป็นงานชิ้นที่ 13 และเป็นครั้งสุดท้ายของรูปแบบนี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับ NFT และจะนำไปประมูลเป็นล็อตที่ 10 ในงานประมูลนาฬิกา “TOKI” ของ Phillips ในวันที่ 22 พฤศจิกายน

ความจริงที่ว่าความร่วมมือที่เต็มไปด้วยสีสันอันเข้มข้นนี้จะเป็นหนึ่งในผลงานเด่นของการประมูล ด้วยความน่าสนใจในตัวของมันเองเช่นเดียวกับงานประมูลนี้ การประมูลนาฬิกา “TOKI” ถือเป็นการประมูลนาฬิกาในธีมญี่ปุ่นครั้งแรกของ Phillips

และนาฬิกา Black Ceramic Rainbow จากความร่วมมือของ Murakami ก็เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกของนาฬิกาและศิลปะร่วมสมัยของญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากการแสดงออกอย่างสุดโต่งของนาฬิกาชั้นสูงที่เห็นใน MP-15 Takashi Murakami Tourbillon Sapphire เมื่อปีที่แล้ว ส่วนนาฬิกาเรือนนี้ก็เหมือนกับ 12 เรือนก่อนหน้าโดยใช้ตัวเรือน Classic Fusion ขนาด 45 มม. เป็นฐานในการสร้างสรรค์

สีดำอันลึกลับของตัวเรือนเซรามิกที่ทนทานและดูซ่อนเร้นนั้นตัดกับรูปแบบที่สดใสของศิลปินชาวญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว การได้เห็นดอกไม้ยิ้มแย้มของ Murakami เป็นจุดเด่นของนาฬิกาเช่นเดียวกับ 12 เรือนก่อนหน้า

ซึ่งเป็นที่รู้จักจากหน้าปัดที่ประดับด้วยอัญมณี 103 เม็ด แต่บนกลีบดอกไม้จะมีอัญมณีสีเดียวและชนิดเดียว แต่สำหรับนาฬิกาเรือนที่ 13 ซึ่งเป็นเรือนสุดท้ายนี้ ตัวเรือนเซรามิกสีดำขนาด 45 มม. ได้ผสมผสานกลีบดอกไม้สีรุ้งของรุ่น Sapphire Rainbow ที่หรูหรา ด้วยหน้าปัดที่แวววาวจากการประดับด้วยอัญมณี 384 เม็ดภายในกลีบดอกไม้เพื่อสร้างสีรุ้งไล่เฉดที่สมบูรณ์แบบของทับทิม แซฟไฟร์ อมีทีสต์ ซาโวไรต์ และโทแพซ

แม้ว่าเราจะชอบความอลังการของตัวเรือนแซฟไฟร์ที่มีโครงสร้างโปร่งใส แต่การได้เห็นตัวเรือนเซรามิกสีเข้มของ Classic Fusion ในบริบทนี้ยิ่งทำให้นาฬิกาดูโดดเด่นขึ้น ผมเคารพ Julien Tornare ผู้ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นอย่างยิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความยับยั้งชั่งใจในผลงานชิ้นสุดท้ายในปริศนาศิลปะญี่ปุ่น-สวิสชิ้นนี้

เพราะผลงานชิ้นนี้ออกมาดีเกินคาด แม้จะดูมีเอฟเฟกต์ที่ดูบางลงจากสีดำที่ปัดลายมาอย่างประณีต ด้วยขนาด 45 มม. ของ Hublot Classic Fusion อาจทำให้ดูไม่สง่างามนัก แต่สไตล์ที่หรูหราของ Murakami ก็สมควรได้รับการนำเสนอให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และจะยิ่งดูสวยงามยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อได้เห็นในขณะที่มันหมุน

นาฬิกาเรือนที่ 13 ซึ่งเป็นเรือนสุดท้ายนี้มาพร้อมกับลูกเล่นการหมุนที่น่าตื่นตาตื่นใจตามแบบฉบับของ Hublot ดังที่ปรากฎให้เห็นในผลงานก่อนหน้านี้ นาฬิกาเรือนนี้แสดงเวลาในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่ชัดเจนด้วยเข็มทรงดาบที่โผล่ออกมาจากใต้ดอกไม้ที่ยิ้มแย้ม ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอัญมณีสีต่าง ๆ ความทนทานของชิ้นส่วนเหล่านี้เกิดขึ้นได้ด้วยระบบลูกปืนที่ออกแบบโดย Hublot ซึ่งทำให้กลีบของอัญมณีหมุนได้จากการสะบัดข้อมือ

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Unico ความถี่ 4 เฮิร์ตซ์ที่มีชื่อเสียง ภายในตัวเรือนเซรามิกปัดลายซาตินสลับกับขัดเงาที่มีความหนา 13.45 มม. นาฬิการุ่น Classic Fusion ได้ก้าวข้ามกระแสในช่วงปลายทศวรรษ 2000s ด้วยเม็ดมะยมทรงหัวหอมขนาดใหญ่ แม้จะดูขัดแย้งกับการออกแบบที่แข็งแกร่งและไม่ยอมประนีประนอม แต่ก็ได้พัฒนามาเป็นนาฬิการุ่นที่เรียบง่ายที่สุดของ Hublot ซึ่งนั่นก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในปี 2024 ได้เป็นอย่างดี

มันเป็นการปิดท้ายโครงการที่เริ่มต้นด้วยผลงานศิลปะ NFT จำนวน 324 ชิ้นของ Murakami ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากกราฟิกในวิดีโอเกมความละเอียดต่ำ และให้กำเนิดนาฬิการุ่นพิเศษมา 12 เรือน

โดยแต่ละเรือนจับคู่กับผลงานศิลปะ NFT เฉพาะตัวที่เผยแพร่บนหน้าแรกของ Hublot และในครั้งนี้กับ Hublot Classic Fusion Takashi Murakami Black Ceramic ซึ่งเป็นเรือนที่ 13 และอาจจะเป็นเรือนที่สะกดใจได้มากที่สุด ก็เป็นเรือนที่เปี่ยมไปด้วยความรัก รายได้ทั้งหมดจากการขายจะถูกบริจาคให้กับ Fond’Action ซึ่งเป็นมูลนิธิในสวิตเซอร์แลนด์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนสำหรับโครงการวิจัยเชิงนวัตกรรมด้านเนื้องอกวิทยา

โดยนำการรักษามาประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยมะเร็งในสวิตเซอร์แลนด์และทั่วโลกโดยตรง ซึ่งนั่นทำให้รอยยิ้มที่สดใสและเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกในผลงานศิลปะของ Takashi Murakami มีความสำคัญและมีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

งานประมูลนาฬิกา TOKI: ของ Phillips จะเริ่มต้นการทัวร์รอบโลกที่สิงคโปร์ในวันที่ 17 ถึง 20 ตุลาคม จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังไทเปและเจนีวา ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ฮ่องกง โดยรอบปฐมทัศน์จะเปิดในวันที่ 16 พฤศจิกายน และจะนำไปสู่การประมูลสดในวันที่ 22 พฤศจิกายน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Thor Svaboe

ประสบการณ์จากการได้ชม Patek Philippe Cubitus เป็นครั้งแรก

ในที่สุด Patek Philippe Cubitus ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชั่นสปอร์ตของแบรนด์อย่างเป็นทางการแล้ว

รูปร่างใหม่ของดีไซน์แบบสปอร์ตชิค

ความประทับใจแรกของผมเกี่ยวกับนาฬิกา Cubitus เป็นอย่างไรบ้าง สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกเหมือนกับตอนที่ Gérald Genta เสนอนาฬิกา Nautilus ให้กับ Patek Philippe โดยมีดีไซน์อื่นอยู่ในผลงานของเขาด้วย ซึ่งดึงดูดความสนใจของตระกูล Stern และพวกเขาก็เก็บมันไว้ในลิ้นชักจนกระทั่งเกือบ 50 ปีต่อมา

เนื่องจาก Cubitus มีความคล้ายคลึงกับ Nautilus มาก โดยเป็นตัวเรือนแบบ 2 ส่วนที่มี “หู” คล้ายกัน ชิ้นส่วนทั้งสองนี้ยึดเข้าด้วยกันโดยใช้สกรูแนวตั้ง 4 ตัวเช่นเดียวกับ Nautilus ส่วนหน้าปัดก็มีการปั๊มนูนเป็นแนวนอนแบบเดียวกัน ใช้การตกแต่งลายซันเรย์เหมือนกัน และมีเอฟเฟกต์ฟูเมที่ละเอียดอ่อนเช่นเดียวกัน และการออกแบบสายที่เป็นแบบอินทีเกรเตดก็ยังใกล้เคียงกันมาก

แม้แต่กลไกที่ใช้ซึ่งก็คือ คาลิเบอร์ 26-330 ในเรเฟอเรนซ์ที่แสดงแค่เวลาและวันที่ และคาลิเบอร์ 240 ที่เป็นพื้นฐานของกลไกในเรเฟอเรนซ์ 5822 ที่มีวันที่ขนาดใหญ่สุดเท่ ก็เหมือนกับกลไกที่พบใน Nautilus เรเฟอเรนซ์ 5811 และ 5712 ตามลำดับ แต่ในขณะเดียวกัน Cubitus ก็มีจุดเด่นเฉพาะตัวเช่นกัน

ประการแรก มันไม่ใช่นาฬิกาสไตล์ย้อนยุคอย่างแน่นอน ขนาดตัวเรือน 45 มม. ของนาฬิการุ่นนี้ทำให้นาฬิการุ่นนี้กลายเป็นนาฬิกาแห่งโลกสมัยใหม่ ประการที่สอง การแสดงออกเชิงเส้นตรงที่แข็งแกร่งของตัวเรือนและขอบหน้าตัวเรือนนั้น มุมเชิงเส้นที่ขัดเงาอย่างคมชัดตัดกับรอยปัดลายแนวตั้งที่แข็งแกร่ง ทำให้นาฬิการุ่นนี้ดูดุดันกว่า Nautilus นาฬิการุ่นนี้เป็นนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและกล้าหาญมาก เป็นเหมือนรุ่น Nautilus ที่ได้รับการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไอวีลีกซึ่งไว้ผมยาวและขี่มอเตอร์ไซค์แบบไม่เคารพกฎเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม อีกความน่าดึงดูดใจของนาฬิการุ่นนี้ก็คือ ความบางที่สง่างามของทั้ง 2 รุ่น โดยรุ่น 5821 มีขนาด 8.6 มม. และรุ่น 5822 มีขนาด 9.6 มม. และแน่นอนว่ารวมถึงความทุ่มเทเพื่อการตกแต่งที่สวยงามตามแบบฉบับของ Patek อีกด้วย อีกหนึ่งสัมผัสที่นุ่มนวลกว่าคือแนวลาดเอียงบริเวณขอบตัวเรือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นรูปร่างที่ซับซ้อนของกระจกแซพไฟร์คริสตัล

รูปทรงเชิงเรขาคณิตที่กล้าหาญ Patek Philippe Cubitus Reference 5821

Cubitus เปิดตัวมากับ 3 รุ่น แบ่งเป็น Reference 5821 แบบแสดงเวลาและวันที่ 2 รุ่น ซึ่งเป็นรุ่นเรือนสตีลล้วนที่มีหน้าปัดสีเขียวอันสวยงามแบบเดียวกับที่เราพบในช่วงปลายของซีรี่ส์ Reference 5711 และรุ่นทูโทนที่ตัวเรือนและสายเป็นสตีลและโรสโกลด์ พร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินที่คล้ายกับ Reference 5990 ในเรือนร่างโรสโกลด์ นาฬิกาใหม่ทั้งสองมีขนาด 45 มม. × 8.6 มม. โดยตั้งราคาไว้อย่างดึงดูดใจ (สำหรับ Patek)

Patek ออกแบบนาฬิกา 2 รุ่นนี้เพื่อให้ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะได้นำสีหน้าปัดที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด 2 แบบมาใส่ไว้ในนาฬิกาทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าปัดสีเขียวที่ดูสวยงามมาก นอกจากนี้ยังมุ่งมั่นที่จะทำให้ Cubitus มีขนาดบางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยใช้กลไกคาลิเบอร์ 26-330

ผมรู้ว่าคำถามที่คุณอยากถามคือ ทำไมถึงมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 มม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่รสนิยมหันกลับไปสู่นาฬิกาขนาดคลาสสิกมากขึ้น และเมื่อสวมใส่ Cubitus เรเฟอเรนซ์ 5821 บนข้อมือแล้วรู้สึกอย่างไร คำตอบคือ ดีอย่างน่าประหลาดใจ แม้ว่าสายนาฬิกาจะไม่ได้มีขนาดพอดีกับข้อมือของผม

แต่เมื่อผมสวมแล้ว สายจะให้ความรู้สึกสมดุลและสบาย โดยมีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเมื่อมองดูตรง ๆ และความสง่างามที่อ่อนช้อยซึ่งคุณจะเห็นได้เมื่อมองดูจากด้านข้าง โดยขนาดของนาฬิการุ่นนี้ถูกจำกัดด้วยการวางคาลิเบอร์ทรงกลมไว้ในตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยม

ความสมบูรณ์แบบในเรือนแพลทินัม Patek Philippe Cubitus Reference 5822

ความคิดเห็นส่วนตัวของผมคือ การแสดงเวลาและวันที่ของเรเฟอเรนซ์ 5821 อาจจะใหญ่เกินไปสำหรับผมเล็กน้อย แต่ผมเป็นผู้ชายเอเชียตัวเล็ก นาฬิกาเรือนนี้อาจดูสมบูรณ์แบบสำหรับคนที่มีขนาดแขนให้สายรัดมากกว่าผม แต่ผมก็ยังต้องบอกว่าเรเฟอเรนซ์ 5822 บนข้อมือของผมนั้นสมบูรณ์แบบ เพราะผมสามารถอ่านค่าทุกอย่างได้โดยไม่ต้องควักแว่นอ่านหนังสือออกมา

นอกจากความชัดเจนในการอ่านค่าแล้ว การจัดวางตำแหน่งบนหน้าปัดของ Cubitus Big Date เรเฟอเรนซ์ 5822 ยังได้รับการออกแบบมาอย่างสมบูรณ์แบบด้วย ช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่นั้นวางอยู่เหนือเข็มนาฬิกาพอดี ทำให้อ่านค่าได้ง่ายมาก สิ่งที่ยอดเยี่ยมก็คือ วีลแสดงวันที่ทั้ง 2 ชิ้นนั้นอยู่บนระนาบเดียวกัน

ซึ่งหมายความว่าเป็นการยืมเทคโนโลยีมาจาก Patek In-line Perpetual Calendar เรเฟอเรนซ์ 5236 ซึ่งเปิดตัวในปี 2021 โดยใช้เวลาปรับเปลี่ยนเพียง 18 มิลลิวินาที ซึ่งถือว่าเร็วมาก และมีส่วนที่ทำให้กลไกคาลิเบอร์นี้มีความบางที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยความหนาเพียง 4.76 มม. ส่งผลให้ตัวเรือนนาฬิกามีความหนาเพียง 9.6 มม. เท่านั้น

เพื่อให้ตัวกลไกเพรียวบางลง ตัวโยกขนาดใหญ่ซึ่งจะอ่านเวลาจากวงล้อ 24 ชั่วโมง 1 วงและส่งไปยังการแสดงค่าที่แตกต่างกัน 3 อย่าง ส่งผลให้กลไกคาลิเบอร์ใหม่นี้ได้รับสิทธิบัตร 6 ฉบับ หนึ่งในนั้นก็คือ เบรกแบบสัมผัสบนวีลวันที่ที่ 10 เมื่อการแสดงค่ากระโดดจาก 31 ไปที่ 1 พลังงานทั้งหมดจะถูกส่งไปยังวีลวันที่ที่ 10 ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดเอฟเฟกต์การกระโดด 2 ครั้งได้ ซึ่งเบรกจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

ประการที่สองคือ การมีตัวปรับวันที่แบบยืดหยุ่นซึ่งช่วยให้คุณตั้งค่าของนาฬิกาได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกังวลว่านาฬิกาจะเสียหาย ประการที่สาม สปริงคู่อัจฉริยะจะช่วยให้คุณตั้งเวลาถอยหลังหรือเดินหน้าได้ แม้ว่าการแสดงค่าจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเท่านั้น

ส่วนที่เจ๋งมากก็คือ ในเวลาเที่ยงคืนพอดี วันที่ขนาดใหญ่ ข้างขึ้นข้างแรม และวันในสัปดาห์ จะเลื่อนไปข้างหน้าในทันที ผลลัพธ์ที่ได้คือ การเป็นนาฬิกาที่อ่านค่าง่าย ใช้งานง่าย และไม่เสียหายง่าย

เมื่อสวมใส่ Cubitus Big Date เรเฟอเรนซ์ 5822 บนข้อมือแล้วเป็นอย่างไรบ้าง คำตอบที่จริงใจของผมคือ “ยอดเยี่ยม” การเพิ่มการแสดงค่า 3 ประการและเข็มวินาทีขนาดเล็ก ทำให้หน้าปัดดูสวยงามมาก หน้าปัดให้ความรู้สึกที่สมบูรณ์แบบ

เมื่อสวมนาฬิกาเรือนแพลทินัมที่ข้อมือด้วยสายที่เป็นผ้า ทำให้รู้สึกสบายอย่างน่าประหลาดใจ รายละเอียดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ เช่นเดียวกับนาฬิกา Patek ทุกรุ่นที่ทำจากโลหะชนิดนี้ มันจะมีเพชรเม็ดเล็ก ๆ ประดับอยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาทางด้านล่าง ซึ่งสำหรับรุ่น Cubitus เพชรจะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการใช้เพชรรูปทรงนี้ ณ ตำแหน่งนี้

การเผชิญหน้ากับความขัดแย้งในโซเชียลมีเดีย

เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเขียนบทความนี้โดยไม่พูดถึงการรั่วไหลของภาพโฆษณา Cubitus ที่เกิดขึ้นเมื่อนิตยสาร Fortune ซึ่งเป็นนิตยสารที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐฯ เปิดตัวฉบับเดือนตุลาคม/พฤศจิกายนก่อนกำหนด สิ่งที่เกิดขึ้นประการหนึ่งก็คือ การรีบตัดสินเกี่ยวกับนาฬิการุ่นนี้โดยพิจารณาจากภาพหน้าปัดนาฬิกาของเรเฟอเรนซ์ 5822 เพียงภาพเดียว ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่ทุกคนต่างก็ต้องการเป็นคนแรกหรือคนที่เสียงดังที่สุดในแง่ของความคิดเห็น

พลังแห่งการพัฒนา

จากมุมมองของผม Cubitus ถือเป็นนาฬิกาสปอร์ตสุดชิคจาก Patek Philippe ที่มีความชาญฉลาดมาก นาฬิการุ่นนี้มีความสอดคล้องกับนาฬิการุ่น Nautilus และ Aquanaut ในทางจิตวิญญาณ แต่ในขณะเดียวกันก็โดดเด่นกว่าในฐานะนาฬิกาที่ดูดุดัน กล้าหาญ และทันสมัยกว่า สิ่งที่อยากสื่อถึงก็คือ

หากตอนนี้ Nautilus เรเฟอเรนซ์ 5811 ในตัวเรือนไวท์โกลด์หรือโลหะมีค่าชนิดอื่น ๆ เท่านั้น นาฬิกา Cubitus เรเฟอเรนซ์ 5821 หน้าปัดสีเขียวที่ทำจากสตีลก็พร้อมที่จะเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ฮอตที่สุดในขณะนี้ และผมยังชอบความจริงที่ว่า Patek Philippe ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับการเคารพนับถือและมีชื่อเสียงนั้นไม่กลัวที่จะผลักดันผลงานของตนให้ก้าวไปข้างหน้าและพัฒนาต่อไป

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา: by Wei Koh

UR-150 Scorpion รุ่นล่าสุดจาก Urwerk ที่มาพร้อมระบบ เรโทรเกรด แอกชั่น

แมงป่องตัวนี้ไม่ได้ต่อยแบบธรรมดา

นาฬิกา UR-150 Scorpion รุ่นล่าสุดของ Urwerk ได้นำกลไกแสดงชั่วโมงแบบ แซเทลไลท์อาวร์ส อันเป็นเอกลักษณ์มาปรับใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหางแมงป่องที่อันตราย นาฬิกา UR-150 มาพร้อมเข็มนาทีแบบเรโทรเกรดที่สะท้อนเส้นโค้งอันน่ากลัวของแมงป่องที่พร้อมจะโจมตีได้ทุกเมื่อ

Felix Baumgartner ช่างทำนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญและผู้ก่อตั้งร่วมของ Urwerk กล่าวถึงนาฬิกา UR-150 ว่ามันเป็นนาฬิกาที่สงบเงียบจนดูลึกลับ “นาฬิการุ่นนี้เป็นนาฬิกา Urwerk อย่างแท้จริง” Baumgartner อธิบาย “สัญลักษณ์ที่ก้าวร้าวนั้นซ่อนเร้นบุคลิกที่เยือกเย็นและสงบของนาฬิกาไว้ เราเลือกที่จะอยู่ในโลกที่แสนจะสุดโต่งเพราะเราไม่ใช่สิ่งธรรมดา”

ในแต่ละชั่วโมงที่ผ่านไป เข็มนาฬิกาจะเคลื่อนเป็แนวโค้งไปตามส่วนนาทีที่มีระยะกว้าง 240 องศา ซึ่งเป็นการก้าวเคลื่อนที่สำคัญเพื่อบ่งบอกถึงการสิ้นสุดของแต่ละชั่วโมง ในเวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที เข็มนาฬิกาจะเคลื่อนที่กลับไปที่ศูนย์เพื่อเริ่มต้นเวลาสำหรับชั่วโมงถัดไป ในขณะที่ตัวบอกชั่วโมง แซเทลไลท์อาวร์ส จะหมุนไปพร้อม ๆ กันอย่างสมบูรณ์แบบ

นาฬิการุ่น UR-150 มาพร้อมระบบ แซเทลไลท์อาวร์ส รูปแบบใหม่ ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่ทะเยอทะยานที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Urwerk ระบบทั้งหมดทำงานประสานกันด้วยแคมและแร็ค แทนที่ระบบ มอลทีส ครอส แบบดั้งเดิมของแบรนด์ ความก้าวหน้าครั้งนี้ทำให้สามารถรักษาความสม่ำเสมอของเวลาได้อย่างสมบูรณ์แบบในขณะที่ขับเคลื่อนบอกชั่วโมง แบบแซเทลไลท์อาวร์ส จะกระทำการการกระโดดไปพร้อมกับการกวาดเข็มย้อนกลับได้อย่างกลมกลืนไร้ที่ติ

การจัดการพลังงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยฟลายวีลของ UR-150 มีตัวควบคุมความเร็วอยู่ ซึ่งเป็นกลไกที่ปกติใช้สำหรับกลไกแบบมินิท รีพีทเตอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าเข็มนาฬิกาจะเคลื่อนกวาดถอยหลังอย่างราบรื่น น้ำหนักของส่วนประกอบของระบบซึ่งหนักที่สุดเท่าที่ Urwerk เคยใช้มา ต้องใช้การควบคุมที่แม่นยำเพื่อให้ได้การเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วราวสายฟ้าแลบ ซึ่งทำให้มีลักษณะคล้ายกับการต่อยของแมงป่องอันเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ

ในด้านการออกแบบนั้น Martin Frei ผู้ก่อตั้งร่วมและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Urwerk ได้นำพาปรัชญาการออกแบบของแบรนด์ไปสู่อีกระดับ UR-150 มีรูปทรงที่เป็นธรรมชาติ โดยมีเส้นสายที่โอบรับกับข้อมืออย่างถูกหลักสรีรศาสตร์ และเมื่อมองจากด้านข้างก็จะเห็นกระจกแซฟไฟร์คริสตัลที่โค้งมนอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ตัวเรือนไปจนถึงสายนาฬิกา “เราชอบเล่นกับเส้นสาย” Frei กล่าว “ด้วยการวางเส้นโค้งที่นุ่มนวลไว้กับมุมแหลม ความตึงเครียดระหว่างส่วนโค้งและการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังของกลไกทำให้ UR-150 มีพลัง”

UR-150 Scorpion จะมีจำหน่ายอยู่ 2 เวอร์ชั่น คือ เวอร์ชั่น Titan และเวอร์ชั่น Dark โดยแต่ละเวอร์ชั่นจะผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือน โดยเวอร์ชั่น Titan มากับตัวเรือนสตีลผิวปัดลายซึ่งเน้นให้เห็นแนวโค้งที่เพรียวบางของนาฬิกา ในขณะที่เวอร์ชั่น Dark นั้นเพิ่มความน่าดึงดูดใจด้วยการเคลือบสีดำ

ข้อมูลทางเทคนิค: Urwerk UR-150 Scorpion

กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ UR 50-01 พลังงานสำรอง 43 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมงแบบ แซเทลไลท์ อาวร์ และแสดงนาทีด้วยเข็มแบบเรโทรเกรด
ตัวเรือน: ขนาด 42.49 มม. × 52.31 มม. (หนา 14.79 มม.) วัสดุไทเทเนียมร่วมกับสตีล ตกแต่งผิวแบบพ่นทรายและช็อตบลาสต์ (เวอร์ชั่น Titan) หรือสตีลเคลือบสีแอนธราไซท์ด้วยเทคนิค PVD (สำหรับเวอร์ชั่น Dark) กันน้ำได้ 50 เมตร
สาย: ยาง KISKA
จำนวนการผลิต: จำนวนจำกัด 50 เรือนต่อเวอร์ชั่น

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:Katherine Arteche

Frederique Constant นำเสนอความหลากหลายของหน้าปัดนาฬิกาด้วยชุดสีใหม่บนนาฬิกา 6 รุ่น รวมถึงนาฬิกา Worldtimer อีก 2 รุ่น

สีรุ้งของสีเขียว สีกุหลาบ สีส้ม และสีลาเวนเดอร์ กระจายไปทั่วบนบางคอลเลกชั่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของแบรนด์ ตั้งแต่นาฬิกา Worldtimer อันโด่งดังไปจนถึงคอลเลกชั่นนาฬิกายอดนิยมสำหรับผู้หญิง

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้ดื่มด่ำไปกับอาหารฝรั่งเศส-สวิส และอาหารญี่ปุ่นแบบฟิวชั่น กันอย่างเต็มอิ่มที่ร้าน L’Abeille ซึ่งตั้งอยู่ในถนนที่ปูด้วยหินกรวดในย่านไทรเบกา ของนิวยอร์ก ร้านอาหารแห่งนี้เป็นฉากหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับ Frederique Constant ซึ่งเป็นการผสมผสานสิ่งที่ดีที่สุดของนาฬิกาสวิสเข้ากับทรัพยากรของ Citizen แห่งประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด

การผสมผสานของ 2 วัฒนธรรมนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงอาหารจานเด็ดที่เราได้ลิ้มลองและนาฬิกาสุดตระการตาที่เราได้มีโอกาสชมก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันนี้เท่านั้น ขณะที่ Jeffrey Cohen ประธานของ Citizen Watch America ยกแก้วต้อนรับเราในค่ำคืนนั้น

เขากล่าวว่า “การให้ความสำคัญกับอาหารแต่ละคอร์สเป็นพิเศษ จากเชฟใหญ่ Mitsunobu Nagae ได้คัดสรรจานสีสำหรับอาหารของเราโดยเฉพาะเพื่อสะท้อนถึงสิ่งที่คุณจะได้เห็นในคอลเล็กชั่นล่าสุดที่เปิดตัวในค่ำคืนนี้และในแค็ตตาล็อกในปีหน้า”

สิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของฉัน และฉันใช้เวลาที่เหลือในคืนนั้นอย่างเพลิดเพลินไปกับสีน้ำตาลอบอุ่น สีครีม และสีกลาง ๆ อื่น ๆ ควบคู่ไปกับสีที่ตัดกันของสีกุหลาบ สีเขียว สีส้ม และสีม่วง นี่อาจเป็นเรื่องราวของสีที่เราคาดหวังได้จากคอลเล็กชั่นใหม่ล่าสุดของ Frederique Constant

และแล้วความสัมพันธ์นี้ก็ถูกเฉลยด้วยการเปิดตัวนาฬิกาใหม่ล่าสุดของแบรนด์ ได้แก่ นาฬิกาเวอร์ชั่นใหม่ 2 รุ่นที่เพิ่มเข้ามาในคอลเล็กชั่น Worldtimer อันเป็นที่รัก และเวอร์ชั่นใหม่ 4 รุ่นที่เพิ่มเข้ามาในคอลเล็กชั่นสำหรับผู้หญิง

อาจกล่าวได้ว่าการเปิดตัวนาฬิกา Wolrdtimer ใหม่อีก 2 เวอร์ชั่น ถือเป็นการเปิดตัวที่น่าตื่นเต้นที่สุดในคืนนี้ ซึ่งจากกลไกอินเฮาส์มากกว่า 30 คาลิเบอร์ของ Frederique Constant นั้น กลไก Wolrdtimer บอกเวลาทั่วโลกถือเป็นนาฬิกาที่โดดเด่นที่สุด

โดยแบรนด์นี้เปิดตัวกลไกฟังก์ชั่นเวิลด์ไทม์คาลิเบอร์นี้เป็นครั้งแรกเมื่อกว่าทศวรรษที่แล้วซึ่งก็คือปี 2012 และได้รับการยอมรับในทันทีด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และใช้งานง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ รวมถึงราคาที่จับต้องได้ โดยฟังก์ชันที่มีความซับซ้อนนี้ทำการปรับตั้งได้อย่างง่ายดายด้วยการใช้องค์ประกอบเพียงชิ้นเดียวนั่นก็คือ เม็ดมะยม

สำหรับเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดในกลุ่มนาฬิกา Worldtimer ของ Frederique Constant นั้นมีอยู่ 2 เวอร์ชั่น ได้แก่ เวอร์ชั่นตัวเรือนสเตนเลสสตีล และเวอร์ชั่นตัวเรือนโรสโกลด์ 18K ทั้งสองมาในตัวเรือนขนาด 42 มม. บรรจุกลไกอินเฮาส์คาลิเบอร์ FC-718 ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจนผ่านฝาหลังแบบกรุกระจกใส

กลไก FC-718 นี้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกลไกที่มีความซับซ้อนซึ่งเป็นที่มาของชื่อคอลเลกชั่นนี้ โดยผู้สวมใส่จะสามารถทราบเวลาของ 24 เมืองทั่วโลกที่ปรากฎอยู่บนดิสก์บอกเวลา 24 ชั่วโมงได้ ร่วมกับ การแสดงวันที่ด้วยเข็มขนาดเล็ก โดยทุกอย่างจะถูกควบคุมการปรับตั้งโดยเม็ดมะยม

รายละเอียดที่สะดุดตาของนาฬิกา Worldtimer ทั้ง 2 เวอร์ชั่นใหม่ คือ หน้าปัด โดยก่อนหน้านี้ Frederique Constant ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นนี้ด้วยการใช้สีขาวเป็นตัวแทนของเวลากลางวัน และใช้สีดำเป็นตัวแทนของเวลากลางคืน ร่วมด้วยสีน้ำเงินซึ่งเป็นตัวแทนของท้องทะเล

แต่ตอนนี้ทางแบรนด์ได้เติมเต็มคอลเลกชั่นนี้ด้วยสีเขียวซึ่งเป็นตัวแทนของผืนดิน พื้นหลังสีเขียวฟอเรสต์กรีนที่สวยงามนี้มาพร้อมกับการตกแต่งลายซันเบิร์สต์ที่เปล่งประกายลักษณะของแผนที่โลกออกมาอย่างละเอียดอ่อนด้วยระดับแสงที่เปลี่ยนไปตามแสงตกกระทบ

และให้ความตัดกันอย่างสมบูรณ์แบบกับการตกแต่งแบบขัดเงาของพื้นทวีปต่าง ๆ เพื่อให้อ่านเวลาได้ชัดที่สุด อีกทั้งเข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงแต่ละชิ้นก็ได้รับการเคลือบสารเรืองแสงซูเปอร์ลูมิโนวาด้วยปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้อ่านเวลาได้แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย

นอกจากนาฬิกา Wolrdtimer แล้ว ก็ยังมีนาฬิกาใหม่ 4 เวอร์ชั่นจากคอลเลกชั่นยอดนิยมสำหรับผู้หญิง 2 คอลเลกชั่นของ Frederique Constant ได้แก่ Classic Slimline และ Highlife โดยปีนี้ถือเป็นการครบรอบ 10 ปีของคอลเลกชั่น Classic Slimline จึงถือเป็นโอกาสอันสมควรแก่การเฉลิมฉลอง แม้ว่า Highlife รุ่นดั้งเดิมจะมีประวัติยาวนานกว่าเล็กน้อย (ตั้งแต่ปี 1999) แต่ต่อมารุ่นดังกล่าวก็หายไปจากแค็ตตาล็อกของแบรนด์ และเพิ่งได้รับการฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งเมื่อ 4 ปีที่แล้วในปี 2020 เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับคอลเลกชั่นของแบรนด์

ตลอดประวัติศาสตร์ของทั้ง 2 รุ่นเรือธง เราได้เห็นการผลิตนาฬิกาหลายรุ่นสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดในวันนี้เน้นไปที่นาฬิกาสำหรับผู้หญิงเป็นหลัก โดยมีจุดสนใจอยู่ที่หน้าปัดนาฬิกาโดย Frederique Constant ได้เพิ่มสีสันใหม่ที่สวยงามให้กับแต่ละคอลเลกชั่นถึง 2 สี

โดยสำหรับรุ่น Classic Slimline ขนาดเรือน 30 มม. คุณสามารถเลือกหน้าปัดสีขนมิงค์โทนกลาง ๆ หรือสีชมพูเข้มได้ แต่ละรุ่นมีการประดับเพชรอย่างสวยงามบนวงขอบตัวเรือนเพื่อให้ดูงามหรูโดยสมบูรณ์ ส่วนสำหรับรุ่น Highlife ขนาดเรือน 34 มม. นั้น คุณสามารถเลือกหน้าปัดสีใหม่สุดสนุกได้ 2 สี ได้แก่ สีลาเวนเดอร์ และสีส้ม

เวอร์ชั่นใหม่ทั้งหก มีจำหน่ายแล้ววันนี้ โดยนาฬิกา Worldtimer ทั้ง 2 เวอร์ชั่นเป็นการผลิตขึ้นแบบจำนวนจำกัด โดยเวอร์ชั่นเรือนสเตนเลสสตีลทำขึ้นเพียง 718 เรือน และรุ่นเรือนโรสโกลด์ 18K อีกเพียง 36 เรือน ส่วนนาฬิกาสำหรับผู้หญิงหน้าปัดสีใหม่ทั้งหลายถูกรวมเข้าอยู่ในคอลเลกชั่นปกติ

ข้อมูลทางเทคนิค: Classic Worldtimer Manufacture Ref. FC-718KWWM4H9

กลไก: อัตโนมัติ อินเฮาส์ คาลิเบอร์ FC-718 ทุกฟังก์ชั่นปรับตั้งด้วยเม็ดมะยม
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ด้วยเข็ม เวลาเวิลด์ไทม์
ตัวเรือน: โรสโกลด์ 18K แบบ 3 ชิ้น ขัดเงา ขนาด 42 มม.
หน้าปัด: สีกากีและสีเงิน ตกแต่งรูปแผนที่โลก
สาย: หนังจระเข้สีเขียวเข้ม เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีขาว ล็อกด้วยบานพับ

ข้อมูลทางเทคนิค: Classic Worldtimer Manufacture Ref. FC-718KWM4H6

กลไก: อัตโนมัติ อินเฮาส์ คาลิเบอร์ FC-718 ทุกฟังก์ชั่นปรับตั้งด้วยเม็ดมะยม
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ด้วยเข็ม เวลาเวิลด์ไทม์
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล แบบ 3 ชิ้น ขัดเงา ขนาด 42 มม.
หน้าปัด: สีกากีและสีเงิน ตกแต่งรูปแผนที่โลก
สาย: หนังจระเข้สีเขียวเข้ม เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีขาว ล็อกด้วยบานพับ

ข้อมูลทางเทคนิค: Classics Slimline Ladies Reference FC-220LBD1SD26B

กลไก: ควอตซ์ คาลิเบอร์ FC-220
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วันที่
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล แบบ 3 ชิ้น ขัดเงา ขนาด 30 มม. วงขอบตัวเรือนประดับเพชร 68 เม็ดน้ำหนัก 0.054 กะรัต
หน้าปัด: สีมิงค์อ่อน ตกแต่งลายซันเรย์
สาย: สเตนเลสสตีลแบบ 7 แถว ขัดเงา

ข้อมูลทางเทคนิค: Classics Slimline Ladies Reference FC-220LPD1SD26B

กลไก: ควอตซ์ คาลิเบอร์ FC-220
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วันที่
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล แบบ 3 ชิ้น ขัดเงา ขนาด 30 มม. วงขอบตัวเรือนประดับเพชร 68 เม็ดน้ำหนัก 0.054 กะรัต
หน้าปัด: สีชมพู ตกแต่งลายซันเรย์
สาย: สเตนเลสสตีลแบบ 7 แถว ขัดเงา

ข้อมูลทางเทคนิค: Highlife Ladies Automatic Reference FC-303LPD2NH6B

กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ FC-303
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล แบบ 3 ชิ้น ปัดลายและขัดเงา ขนาด 34 มม.
หน้าปัด: สีม่วง ลาเวนเดอร์ ตกแต่งลายแบบลูกโลกบนพื้นที่ส่วนกลาง
สาย: สเตนเลสสตีล ปัดลายและขัดเงา ตัวล็อกแบบบานพับ และสายยางสีขาว ตัวล็อกหัวเข็มขัด

ข้อมูลทางเทคนิค: Highlife Ladies Automatic Reference FC-303OD2NH6B

กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ FC-303
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล แบบ 3 ชิ้น ปัดลายและขัดเงา ขนาด 34 มม.
หน้าปัด: สีส้ม แทนเจอรีน ตกแต่งลายแบบลูกโลกบนพื้นที่ส่วนกลาง
สาย: สเตนเลสสตีล ปัดลายและขัดเงา ตัวล็อกแบบบานพับ และสายยางสีขาว ตัวล็อกหัวเข็มขัด

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Cait Bazemore

เมื่อ LM Split Escapement จาก MB&F พบกับความเชี่ยวชาญด้านการแกะสลักของ Eddy Jaquet

มีใครจำวรรณกรรมแสนคลาสสิกเรื่องเก่า ๆ ได้ไหม?

เมื่อพูดถึงงานฝีมือทางศิลปะ ชื่อ Eddy Jaquet นั้นเป็นที่เคารพนับถือจากผู้ที่เข้าใจในฝีมืออันงดงามของเขา ครั้งนี้ Jaquet ได้ร่วมงานกับ MB&F เพื่อนำเสนอนาฬิการุ่นที่สองที่สลักลวดลายด้วยชิ้นส่วน 8 ชิ้นโดยเป็นการต่อยอดจากซีรีส์นาฬิกา Legacy Machine (LM) Split Escapement หลังจากความสำเร็จของซีรีส์ Jules Verne นาฬิการุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์เหล่านี้นำแรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมยอดนิยมอีกครั้ง อันได้ได้แก่ Robinson Crusoe, The Three Musketeers, The Last of the Mohicans, The Jungle Book, The Call of the Wild, Moby Dick, Treasure Island และ Robin Hood

นำเสนองานของ Eddy Jaquet ทั้งด้านหน้าและส่วนกลาง

ความร่วมมือระหว่าง Eddy Jaquet กับ MB&F เริ่มต้นขึ้นในปี 2011 ด้วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นก็คือ การแกะสลักชื่อของช่างทำนาฬิกาชื่อดัง 2 คน คือ Kari Voutilainen และ Jean-François Mojon บนบริดจ์ของกลไก Legacy Machine เป็นเวลาหลายปีที่ Jaquet ทำหน้าที่นี้ แม้ว่างานนี้จะดำเนินไปอย่างแม่นยำไร้ที่ติ แต่ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากความสามารถอันล้ำลึกของเขาอย่างเต็มที่ Maximilian Büsser เคยไตร่ตรองถึงการใช้พรสวรรค์ของ Jaquet ในขอบเขตจำกัดเช่นนี้ โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนกับการเล่นเพลง “Für Elise” บนไวโอลินของ Stradivarius ซึ่งนับว่าน่าชื่นชมแต่ก็ยังขาดศักยภาพทั้งหมดของเครื่องดนตรีชนิดนี้ไป

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในปี 2021 เมื่อ Jaquet แสดงความปรารถนาที่จะรับโปรเจ็กต์ที่ท้าทายมากขึ้น และ MB&F ก็เห็นด้วย โดยวางแผนให้นาฬิกา Legacy Machine Split Escapement เป็นพื้นฐานในการผลิตนาฬิกาซีรีส์แรกของเขา ซึ่งทั้งหมดได้รับการแกะสลักด้วยฉากที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายอันโด่งดังของ Jules Verne ความสำเร็จของซีรีส์นี้ โดยเฉพาะรุ่น Around the World in Eighty Days ได้รับรางวัล Artistic Crafts Award ของ GPHG ในปี 2021 และนาฬิกาซีรีส์ดังกล่าวก็จำหน่ายหมดไปอย่างรวดเร็ว

การเล่าถึงเรื่องราวคลาสสิกในวัยเด็กอีกครั้ง

การออกแบบของรุ่น LM Split Escapement ที่มีฐานหน้าปัดขนาดใหญ่ทำให้ Jaquet มีผืนผ้าใบที่เหมาะสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานของเขา โดยหน้าปัดนี้ทำหน้าที่เป็นเบสเพลทของกลไกด้วย จึงมีความหนาที่แตกต่างกันโดยในบางส่วน แผ่นเบสเพลทนี้มีความหนาเพียง 0.35 มม. เท่านั้น จึงต้องทำการสัมผัสอย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้โลหะทะลุ

เพื่อรองรับพื้นที่สำหรับการแกะสลักของ Jaquet ให้มากขึ้น MB&F ได้ทำการปรับเปลี่ยน LM Split Escapement อย่างละเอียดอ่อนแต่มีความสำคัญ โดยขนาดตัวเรือนได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับการแกะสลักมากขึ้น และมีการนำวงขอบตัวเรือนที่บางขึ้นมาใช้ นอกจากนี้ หน้าปัดย่อยสำหรับแสดงวันที่และพลังงานสำรองยังได้รับการออกแบบใหม่ให้มีพื้นที่เปิดกว้างมากขึ้น ทำให้ Jaquet มีพื้นที่ผิวเพิ่มขึ้นในการแสดงฉากที่ซับซ้อนของเขา

ภาพแกะสลักทุกภาพในซีรี่ส์ใหม่นี้พัฒนาขึ้นจากการมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งของ Jaquet กับเนื้อหาต้นฉบับ ผลงานของเขาไม่ได้เพียงหยิบยืมภาพประกอบที่มีอยู่แล้ว แต่ยังนำเสนอการตีความที่สดใหม่และเป็นส่วนตัวอย่างลึกซึ้งอีกด้วย กระบวนการของ Jaquet เกี่ยวข้องกับการอ่านนวนิยายแต่ละเล่มซ้ำอีกครั้งและสังเคราะห์ฉาก ตัวละคร และช่วงเวลาที่สะท้อนถึงตัวเขา ความเอาใจใส่ในรายละเอียดของเขานั้นชัดเจน ตั้งแต่ฉากที่เมาคลีซุกตัวอยู่ในอุ้งเท้าของรามาในเรื่อง The Jungle Book ไปจนถึงฉากต่อสู้ใน The Three Musketeers หน้าปัดแต่ละชิ้นจึงเปรียบเสมือนผืนผ้าใบที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันสมบูรณ์

นาฬิกาทุกเรือนในซีรี่ส์นี้มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมหน้าปัดย่อยสีดำ ตัดสีกับเบสเพลทไวท์โกลด์ โดยนาฬิกาแต่ละเรือนจะมาคู่กับภาพวาดต้นฉบับที่มีลายเซ็นของ Jaquet อยู่ และเลนส์มาโคร Loupe System X6 ที่ช่วยให้เจ้าของนาฬิกาสามารถสำรวจทุกรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของภาพแกะสลักด้วยความชื่นชมอันสมควรได้รับ ตัวอย่างเช่น ในชิ้นภาพ Robinson Crusoe ที่ผู้ได้ชมจะพบกับเครื่องหมายนับจำนวนขนาดเล็ก ๆ ที่แกะสลักไว้บนไม้กางเขน ซึ่งเป็นรายละเอียดที่แทบมองไม่เห็นหากไม่ได้ใช้อุปกรณ์ขยายภาพในการมอง

Jaquet ใช้การผสมผสานระหว่างพื้นผิวด้านและพื้นผิวขัดเงาเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ทางภาพที่เปลี่ยนไปตามการเคลื่อนไหวของนาฬิกา แต่ละฉากดูมีชีวิตชีวาขึ้นเมื่อแสงสะท้อนจากส่วนต่าง ๆ ของภาพแกะสลัก ที่ช่วยเพิ่มความลึกและความมีชีวิตชีวาให้กับเรื่องราว

ข้อมูลทางเทคนิค: MB&F x Eddy Jaquet Legacy Machine Split Escapement

กลไก: ไขลาน LM Split Escapement พัฒนาสำหรับ MB&F โดย Stephen McDonnell พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วันที่ และพลังงานสำรอง
ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 44.5mm หนา 18.2 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
หน้าปัด: ไวท์โกลด์ สลักภาพด้วยมือ
สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงินเนวีเข้ม
จำนวนการผลิต: แบบยูนีกพีซ 8 เรือน โดยแต่ละเรือนใช้ภาพต่างกัน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Katherine Arteche

Rado True Square Open Heart ที่แตกต่างด้วยสีดำสลับขาว

Rado True Square Open Heart: การรุกฆาตอย่างมีชั้นเชิง

Rado True Square Open Heart เป็นนาฬิกาเซรามิกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกของนาฬิกาเซรามิก เพราะ Rado ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในด้านการใช้วัสดุที่งามสลวยและทนทานเป็นพิเศษชนิดนี้ และผลงานใหม่นี้ก็คือ สิ่งที่แบรนด์ที่มีถิ่นฐานจากเมืองเลงเนากระทำ นี่คือ True Open Square ที่ใช้วัสดุเซรามิก 2 สีสลับกันเป็นครั้งแรก โดยใช้เป็นสีดำกับสีขาว

อีกทั้ง Rado ยังไม่ได้ผลิตออกมาแค่เวอร์ชั่นเดียว แต่มี 2 เวอร์ชั่นด้วยกัน ในรูปแบบกระดานหมากรุกที่สลับสีกัน โดยเวอร์ชั่นหนึ่งเป็นตัวเรือนสีขาวสลับกับองค์ประกอบสีดำ และอีกหนึ่งเป็นตัวเรือนสีดำตัดสลับกับองค์ประกอบสีขาว ลักษณะเช่นนี้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อพิจารณาจากรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ดูนุ่มนวลของตัวเรือนและหน้าปัดแบบโอเพนเวิร์กด์และโอเพนฮาร์ท (ซึ่งหากใช้หน้าปัดแบบแผ่นทึบก็น่าจะดูโดดเด่นกว่านี้มากหากใช้การสลับสีเช่นนี้) นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่หน้าปัดแบบนี้ให้ได้ ตั้งแต่การมองเห็นกลไกคาลิเบอร์ R734 ที่อยู่ภายใน ไปจนถึงการประดับเพชรเป็นหลักชั่วโมง

ความแข็งแกร่งของเซรามิก 2 สี ทำให้สายนาฬิกาดูโดดเด่นเป็นอย่างมาก สายเซรามิกของ True Square Open Heart นั้นเป็นรูปลักษณ์ที่ดูคุ้นเคยกันดีนั่นคือ ข้อด้านในซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่นุ่มนวลและข้อด้านนอกที่เพรียวบางซึ่งประสานต่อกันไปประสานกับขาตัวเรือนอย่างราบลื่น จุดเด่นของนาฬิกา 2 เวอร์ชั่นนี้ก็คือ ข้อต่อกลางที่ใช้เป็นสีดำกับสีขาวเรียงสลับสีกันซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน ดีไซน์เช่นนี้ถือเป็นการออกแบบที่กล้าหาญ และผิวเงาที่ตกแต่งบนชิ้นเซรามิกก็ช่วยส่งเสริมให้ภาพรวมของเรือนนาฬิกาดูดีเป็นยิ่งนัก

เครื่องที่ใช้กับนาฬิกา Rado 2 เวอร์ชั่นนี้ก็คือ คาลิเบอร์ R734 กลไกอัตโนมัติที่ให้พลังงานสำรองได้ถึง 80 ชั่วโมง และใช้แฮร์สปริงที่ทำจากนิวาครง ซึ่งต้านทานผลกระทบจากสนามแม่เหล็กได้ และเซรามิกซึ่งไม่เพียงแต่เป็นวัสดุที่ดูดีเท่านั้น แต่ยังเป็นวัสดุที่มีประสิทธิภาพยิ่งในการนำมาสร้างตัวเรือนอีกด้วย เพราะป้องกันการเกิดรอยขีดข่วนได้ดี และทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสีเมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน

นาฬิกา True Square Open Hearts คู่ใหม่นี้เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการออกแบบนาฬิกาที่ขยายออกไปนอกขอบเขตของหน้าปัด แต่คำถามก็คือ นาฬิการุ่นนี้เหมาะกับใคร เพราะจริง ๆ แล้วมันอาจไม่ใช่นาฬิกาที่เหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่ แต่สำหรับกลุ่มคนที่ต้องการแสดงออกถึงความมีสไตล์ของตน การออกแบบของ Rado ที่มีองค์ประกอบที่ทันสมัยและลงตัวทำให้นาฬิกา True Square Open Heart 2 เวอร์ชั่นนี้เป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว จากการตัดสลับสีกันของสีขาวและสีดำที่เตะตา ทั้งยังมีการประดับเพชรเปล่งประกายเป็นหลักชั่วโมงบนหน้าปัดด้วย จึงเป็นเรื่องที่ชัดเจนมากว่านาฬิการุ่นนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความโดดเด่น มาถึงตรงนี้แล้วก็มีอีกคำถามเดียวคือ จะเอาแบบตัวเรือนสีดำหรือสีขาวดี

ข้อมูลทางเทคนิค: Rado True Square Open Heart Limited Edition

กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ R734 พลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
ตัวเรือน: ไฮ-เทค เซรามิก (สีดำหรือสีขาว) ขนาด 38 มม. X 44.2 มม. หนา 9.7 มม. ฝาหลังไทเทเนียมผิวพ่นทรายกรุกระจกแซพไฟร์คริสตัล กันน้ำได้ 50 เมตร
หน้าปัด: สีดำสลับกับสีขาว ตัดเปิดแบบโอเพนเวิร์กด์ ประดับเพชรบนหลักชั่วโมง
สาย: ไฮ-เทค เซรามิก ขัดเงา สีดำสลับกับสีขาว ตัวล็อกไทเทเนียมแบบ 3 ทบ
จำนวนการผลิต: จำนวนจำกัดเวอร์ชั่นละ 888 เรือน

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Felix Scholz

LVMH x Formula 1: ศึกความเร็วที่ผสานความหรูหรา บทใหม่แห่งทศวรรษ

เมื่อสองตำนานโลกธุรกิจและมอเตอร์สปอร์ตเดินหน้าสู่เส้นชัยแห่งความหรูหรา

ในโอกาสครบรอบ 75 ปีของการแข่งขัน Formula 1 ในปี 2025 ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการมอเตอร์สปอร์ตก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อ LVMH กลุ่มธุรกิจหรูระดับโลก ประกาศเข้าร่วมเป็นพันธมิตรระดับโลกอย่างเป็นทางการในข้อตกลงระยะเวลา 10 ปี เริ่มต้นฤดูกาลหน้า

การร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่นี้จะนำแบรนด์ระดับไอคอนจาก LVMH อาทิ Louis Vuitton, Moët Hennessy และ TAG Heuer สู่เวทีการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตที่ทรงเกียรติและเป็นที่สุดของโลก ทั้ง Formula 1 และ LVMH ต่างออกแถลงการณ์ถึงการหลอมรวมกันของคุณค่าแห่ง “กีฬาที่เร้าใจและศิลปะแห่งการใช้ชีวิตอย่างมีรสนิยม” ถ่ายทอดความสมดุลของความหรูหราและสมรรถนะได้อย่างลงตัว

LVMH x Formula 1
จากซ้าย: Stefano Domenicali ประธานและซีอีโอของฟอร์มูลาวัน, Greg Maffei ประธานและซีอีโอของ Liberty Media, Bernard Arnault ประธานและซีอีโอของ LVMH Group และ Frédéric Arnault ซีอีโอของ LVMH Watches (ภาพ: Formula 1)

ยุคใหม่แห่งพันธมิตรระดับโลก

Bernard Arnault ประธานและซีอีโอของ LVMH กล่าวถึงปรัชญาของกลุ่มธุรกิจที่สอดประสานกับวิสัยทัศน์ของฟอร์มูลาวัน ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและความเป็นเลิศ “ไม่ว่าจะเป็นในโลกมอเตอร์สปอร์ต แฟชั่น นาฬิกา หรือเครื่องดื่มชั้นเลิศ รายละเอียดทุกอย่างล้วนมีความหมายต่อความสำเร็จ” เขาเปรียบเทียบความประณีตของการสร้างสรรค์ในเวิร์กช็อปของ LVMH กับความแม่นยำในสนามแข่งฟอร์มูลาวัน ซึ่งทั้งสองต่างมีจุดร่วมเดียวกันคือการผลักดันขีดจำกัดสู่ขอบเขตใหม่

Frédéric Arnault ซีอีโอของ LVMH Watches เสริมว่า “ฟอร์มูลาวัน เป็นกีฬาที่ทรงเสน่ห์และได้รับความนิยมสูงสุดในโลก มันสะท้อนถึงคุณค่าที่สำคัญสำหรับพวกเรา ไม่ว่าจะเป็น นวัตกรรม สปิริตแห่งทีม และสมรรถนะ” พร้อมแย้มว่าการร่วมมือครั้งนี้อาจนำไปสู่ประสบการณ์ใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นสำหรับแฟน ๆ ฟอร์มูลาวัน ซึ่งเกิดจากความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญของเมซงในเครือ LVMH

LVMH x Formula 1
LVMH จะกลายเป็นพันธมิตรระดับโลกของ F1 ตั้งแต่ปี 2025 โดยเป็นข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์ด้วยระยะเวลา 10 ปี (ภาพ: Formula 1)

กลยุทธ์ใหม่ของ Formula 1

ข้อตกลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของฟอร์มูลาวัน ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงพาณิชย์ โดย Greg Maffei ประธานและซีอีโอของ Liberty Media เจ้าของฟอร์มูลาวัน กล่าวถึงความสำเร็จจากการร่วมมือกับ LVMH ในงาน Las Vegas Grand Prix ที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่า “ทั้ง LVMH และฟอร์มูลาวัน ต่างเป็นแบรนด์ระดับโลกที่ไม่หยุดยั้งในการผลักดันความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม”

ด้าน Stefano Domenicali ประธานและซีอีโอของฟอร์มูลาวันยกย่อง LVMH ว่าเป็นพันธมิตรที่สมบูรณ์แบบในการขับเคลื่อนกีฬาสู่ยุคใหม่แห่งการขยายตัวระดับโลก “ฟอร์มูลาวัน ก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานของการแสวงหาความเป็นเลิศอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเป็นคุณค่าที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของ LVMH เช่นกัน”

LVMH x Formula 1
ความสัมพันธ์อันเป็นสัญลักษณ์ของ TAG Heuer กับฟอร์มูลาวัน ย้อนกลับไปได้ถึงช่วงต้นของการแข่งขันชิงแชมป์ในทศวรรษ 1950s
LVMH x Formula 1
Max Verstappen นักแข่งหลักของทีม Red Bull Racing เฉลิมฉลองชัยชนะที่โมนาโกในปี 2021

เชื่อมสะพานระหว่างกีฬาและวัฒนธรรม

LVMH และแบรนด์ในเครือมีความสัมพันธ์อันยาวนานกับโลกมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะ TAG Heuer ที่เกี่ยวข้องกับฟอร์มูลาวัน มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นในช่วงทศวรรษ 1950s ในศตวรรษใหม่นี้ การจับมือกันของทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ฟอร์มูลาวัน กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในวัฒนธรรมป๊อปทั่วโลก ด้วยการผสมผสานของกีฬา บันเทิง และไลฟ์สไตล์ (เคยดู Drive to Survive บน Netflix กันไหม?) ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงเทรนด์ใหม่ที่แบรนด์หรูจับมือกับอีเวนต์กีฬาระดับโลกเพื่อเข้าถึงผู้ชมที่กว้างขึ้น

แม้ว่ารายละเอียดเพิ่มเติมจะถูกเปิดเผยในปี 2025 แต่เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ก็ชัดเจน ทั้ง LVMH และ ฟอร์มูลาวัน ต่างมุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์ระดับโลกที่เหนือชั้น ซึ่งผสมผสานการแข่งรถที่เร้าใจกับความหรูหราและไลฟ์สไตล์ระดับสูงอย่างสมบูรณ์แบบ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

ที่มา:by Katherine Arte