ไม่หยุดเพียงแค่นั้น Anthony Vaccarello ครีเอทีฟไดเรกเตอร์จาก Saint Laurent ยังนำเสนอสไตล์ใหม่ที่ร่วมสมัยผ่าน Girard-Perregaux Casquette 2.0 x Saint Laurent ด้วยตัวเรือนเซรามิกเคลือบด้าน และฝาหลังไทเทเนียมเคลือบ PVD ที่เพิ่มความหรูหรามีระดับ
เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 30 ปีของ Lange 1 ทาง A. Lange & Söhne จึงได้เปิดตัว Lange 1 แบบลิมิเต็ดเอดิชั่น 2 รุ่น โดยแต่ละรุ่นมีจำนวนจำกัดเพียง 300 เรือนเท่านั้น
Wilhelm Schmid, CEO ของ A. Lange & Söhne กล่าวว่า “Lange 1 รวมทุกสิ่งที่ทำให้การผลิตนาฬิกากลไกเป็นเอกลักษณ์ ทั้งความเป็นต้นฉบับ ความสง่างามที่ยั่งยืน และความแม่นยำด้านการผลิตนาฬิกา”
นอกจาก Lange 1 แล้ว Little Lange 1 (เรือนทางด้านขวา) ยังมีการใช้สีในแบบเดียวกันอีกด้วย
เส้นทางใหม่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ทั้ง 2 รุ่นใหม่ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Lange 1 ด้วยขอบตัวเรือนที่บางเฉียบ ขาตัวเรือนที่เด่นชัด และขนาดตัวเรือนอันสมดุลที่ 38.5 มม. ทั้งยังมีการออกรุ่น Little Lange 1 ที่ถูกย่อขนาดให้เล็กลงเป็น 36.8 มม. ที่เลือกใช้สีเหมือนกันด้วย โดยรุ่น Little Lange 1 จะมีจำหน่ายด้วยจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือนต่อเวอร์ชั่น
เมื่อมองผ่านฝาหลังที่ทำจากแซฟไฟร์คริสตัล สามารถเห็นการทำงานของเพลทแบบทรี-ควอเตอร์ ซึ่งทำจากเยอรมันซิลเวอร์ พร้อมกับการตกแต่งลาย กลาสฮุตเตอ ริบบิง ซึ่งเป็นลายการตกแต่งที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ A. Lange & Söhne
Anthony de Haas ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กล่าวว่า “Lange 1 ถูกพัฒนาขึ้นจากความหลงใหลในการทำสิ่งที่แตกต่าง และมันยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่รวมความสามารถด้านฟังก์ชันและความงามได้อย่างสมบูรณ์”
ข้อมูลทางเทคนิค A. Lange & Söhne Lange 1 และ Little Lange 1 ครบรอบ 30 ปี
Albishorn Type 10 มีอยู่ 2 เวอร์ชั่น โดยที่หน้าปัดนั้นมีลวดลายและเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งยังมีความเชื่อมโยงในเชิงจินตนาการกับตำนานของนาฬิการุ่น Type 20 หรือ XX ซึ่งผมจะพูดถึงอีกครั้ง แต่การออกแบบหน้าปัดนั้นล่ะ
การเจาะลึกถึงเรื่องราวเบื้องหลังการตั้งชื่อรุ่นของ Albishorn Type 10 เผยให้เห็นแนวทางการคัดสรรของ Chaulmontet และ Collioud เพราะดีไซน์ของนาฬิกานั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานนาฬิการุ่น Type 20 Pilot’s Chronograph ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือสำหรับนักบินที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส โดยมี Breguet เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์รายแรก ๆ
และเช่นเดียวกับโครงการ Albishorn x Massena LAB ที่ตั้งใจจะปลุกเร้าลักษณะของนาฬิกาจับเวลาแบบรีกัตตา ที่ประดิษฐ์ขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930s ขึ้นมา นาฬิการุ่น Type 10 นี้จึงเป็นตัวแทนของบรรพบุรุษในจินตนาการของนาฬิการุ่น Type 20 นั่นหมายถึงว่าเจ้า Type 10 นั้นควรจะเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1940s
การติดตั้งเพชรทรงบาแกตต์เป็นครั้งแรกบนด้านล่างของตัวเรือนสำหรับตัวเรือนแพลทินัมของ Patekความหนา 4.76 มม.ทำให้ตัวเรือนของ Patek Philippe รุ่นนี้มีความหนาโดยรวมเพียง 9.6 มม.
เมื่อพูดถึงงานฝีมือทางศิลปะ ชื่อ Eddy Jaquet นั้นเป็นที่เคารพนับถือจากผู้ที่เข้าใจในฝีมืออันงดงามของเขา ครั้งนี้ Jaquet ได้ร่วมงานกับ MB&F เพื่อนำเสนอนาฬิการุ่นที่สองที่สลักลวดลายด้วยชิ้นส่วน 8 ชิ้นโดยเป็นการต่อยอดจากซีรีส์นาฬิกา Legacy Machine (LM) Split Escapement หลังจากความสำเร็จของซีรีส์ Jules Verne นาฬิการุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์เหล่านี้นำแรงบันดาลใจมาจากวรรณกรรมยอดนิยมอีกครั้ง อันได้ได้แก่ Robinson Crusoe, The Three Musketeers, The Last of the Mohicans, The Jungle Book, The Call of the Wild, Moby Dick, Treasure Island และ Robin Hood
เมาคลีซ่อนตัวอยู่ในอุ้งเท้าของรามาจากเรื่อง “The Jungle Book”รายละเอียดมากมายถูกถ่ายทอดไว้ในส่วนนี้ของฉากการต่อสู้ในเรื่อง “The Three Musketeers”บรรดาฮีโร่ของนวนิยายแต่ละเรื่องคือจุดสำคัญ โดยมักจะอยู่ที่ด้านหน้าของหน้าปัดที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
ภาพแกะสลักทุกภาพในซีรี่ส์ใหม่นี้พัฒนาขึ้นจากการมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งของ Jaquet กับเนื้อหาต้นฉบับ ผลงานของเขาไม่ได้เพียงหยิบยืมภาพประกอบที่มีอยู่แล้ว แต่ยังนำเสนอการตีความที่สดใหม่และเป็นส่วนตัวอย่างลึกซึ้งอีกด้วย กระบวนการของ Jaquet เกี่ยวข้องกับการอ่านนวนิยายแต่ละเล่มซ้ำอีกครั้งและสังเคราะห์ฉาก ตัวละคร และช่วงเวลาที่สะท้อนถึงตัวเขา ความเอาใจใส่ในรายละเอียดของเขานั้นชัดเจน ตั้งแต่ฉากที่เมาคลีซุกตัวอยู่ในอุ้งเท้าของรามาในเรื่อง The Jungle Book ไปจนถึงฉากต่อสู้ใน The Three Musketeers หน้าปัดแต่ละชิ้นจึงเปรียบเสมือนผืนผ้าใบที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันสมบูรณ์
Rado True Square Open Heart: การรุกฆาตอย่างมีชั้นเชิง
Rado True Square Open Heart เป็นนาฬิกาเซรามิกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกของนาฬิกาเซรามิก เพราะ Rado ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในด้านการใช้วัสดุที่งามสลวยและทนทานเป็นพิเศษชนิดนี้ และผลงานใหม่นี้ก็คือ สิ่งที่แบรนด์ที่มีถิ่นฐานจากเมืองเลงเนากระทำ นี่คือ True Open Square ที่ใช้วัสดุเซรามิก 2 สีสลับกันเป็นครั้งแรก โดยใช้เป็นสีดำกับสีขาว
LVMH จะกลายเป็นพันธมิตรระดับโลกของ F1 ตั้งแต่ปี 2025 โดยเป็นข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์ด้วยระยะเวลา 10 ปี (ภาพ: Formula 1)
กลยุทธ์ใหม่ของ Formula 1
ข้อตกลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของฟอร์มูลาวัน ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงพาณิชย์ โดย Greg Maffei ประธานและซีอีโอของ Liberty Media เจ้าของฟอร์มูลาวัน กล่าวถึงความสำเร็จจากการร่วมมือกับ LVMH ในงาน Las Vegas Grand Prix ที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่า “ทั้ง LVMH และฟอร์มูลาวัน ต่างเป็นแบรนด์ระดับโลกที่ไม่หยุดยั้งในการผลักดันความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม”