และเราเชื่อว่า หลายคนคิดถึงคอลเลกชัน Golden Ellipse เหมือนกับเรา และข่าวดีก็คือปีนี้ Patek Philippe ได้เพิ่มสมาชิกใหม่ให้กับคอลเลกชันตัวเรือนทรงรีอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ Ref. 5738G-001 ขนาด 34.50 x 39.50 มม. และ Ref. 3738G/100G-014 ขนาด 31.1 x 35.6 มม. ทั้งสองรุ่นต่างขนาดแต่มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ หน้าปัดซันเบิร์สต์สีเขียวมะกอก รับกับสายหนังลูกวัวสีเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 240 ชนิดบางพิเศษ มาพร้อมมินิโรเตอร์ทองคำ 22K ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นเรือนเวลาที่เพรียวบางที่สุดของ Patek Philippe
จากมรดกในพิพิธภัณฑ์สู่บริบทปัจจุบัน
Ref. 5249R-001
นับเป็นครั้งแรกสำหรับกลไก automaton กับการมาอยู่บนนาฬิกาข้อมือ และ Ref. 5249R-001 ได้รับเกียรตินั้น นี่คือเรือนเวลา automaton รุ่นแรกในยุคใหม่ของแบรนด์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกของ Louis Cottier ในปี 1958 กลไกเคลื่อนไหวบนหน้าปัดถ่ายทอดเรื่องราว “The Crow and the Fox” โดย Jean de La Fontaine กวีเลื่องชื่อชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 มาในตัวเรือนสไตล์ Officer หน้าปัดโรสโกลด์อยู่ใต้ชั้นโอปาลีนสีน้ำตาล Matara แสดงความหรูหราคลาสสิกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอดีตกาลในบริบทร่วมสมัย
ทั้ง 20 รุ่นที่เผยโฉมพร้อมกันในงานนี้แสดงให้เราเห็นถึงพลังสร้างสรรค์และความไม่หยุดนิ่งของ Patek Philippe ที่ก้าวเดินให้ทันปัจจุบันเสมอ แต่ก็ไม่เคยละทิ้งมรดกอันทรงคุณค่าที่สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและงดงามให้กับแบรนด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม
Patek Philippe: ปราชญ์ผู้พิทักษ์และคำมั่นสัญญาข้ามเจเนอเรชัน
ขอบตัวเรือนแบบ Clous de ParisPatek Philippe Calatrava Ref. 5227G-015
หากจะพูดถึงคำว่า Heritage แบรนด์แรกที่โลกต้องสยบให้ย่อมหนีไม่พ้น Patek Philippe แบรนด์นาฬิกาตระกูลอิสระ (Family-owned) ที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1839 โดย Antoine Norbert de Patek และ Jean Adrien Philippe สิ่งที่ทำให้ Patek Philippe ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดนาฬิกาไม่ใช่แค่ความหรูหรา แต่คือสโลแกนระดับตำนานที่ว่า “You never actually own a Patek Philippe. You merely look after it for the next generation” “คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ Patek Philippe อย่างแท้จริง คุณเพียงแค่ดูแลมันเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป” ประโยคนี้ประทับตราความหมายของคำว่า Heritage ได้อย่างลึกซึ้ง มันเปลี่ยนสถานะของนาฬิกาจาก ‘เครื่องบอกเวลา’ ให้กลายเป็น ‘สะพานเชื่อมความผูกพัน’ ระหว่างรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูก
คอลเลกชันที่อยู่ในตระกูลชิ้นงานประวัติศาสตร์ ได้แก่ Calatrava ถือกำเนิดขึ้นในปี 1932 ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) Calatrava ได้รับการออกแบบภายใต้หลักการของศิลปะแบบ Bauhaus ที่ว่า ‘Form follows function’ (รูปทรงดำเนินตามประโยชน์ใช้สอย) มันคือนิยามของนาฬิกาเดรสที่เรียบหรูที่สุดในโลก ขอบตัวเรือนแบบ Clous de Paris กลายเป็นลายเซ็นที่ส่งทอดมาเกือบศตวรรษ และสำหรับตระกูล Grand Complications Patek Philippe คือปรมาจารย์ด้านกลไกสลับซับซ้อน ตั้งแต่ระบบ Minute Repeater (ตีระฆังบอกเวลา), Perpetual Calendar (ปฏิทินถาวรที่รู้จำปีอธิกสุรทิน) ไปจนถึง Chronograph ช่างฝีมือของแบรนด์ยังคงใช้เทคนิคการขัดแต่งด้วยมือ (Hand-finishing) ที่สืบทอดมาจากศตวรรษที่ 19 ทุกชิ้นส่วนแม้ในจุดที่มองไม่เห็นจะถูกลบมุม (Anglage) และขัดเงาจนสะท้อนแสงราวกับกระจก การครอบครอง Patek Philippe จึงไม่ใช่เรื่องของเงินตราเพียงอย่างเดียว แต่คือการยอมรับในคุณค่าของอดีต และการทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลมรดกชิ้นนั้นไว้ให้อนาคต
Jules Louis Audemars และ Edward Auguste PiguetRoyal Oak Concept Supersonnerie
ณ หมู่บ้าน Le Brassus ในหุบเขา Vallée de Joux แหล่งกำเนิดของช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ Audemars Piguet (AP) ก่อตั้งขึ้นในปี 1875 โดย Jules Louis Audemars และ Edward Auguste Piguet นี่คืออีกหนึ่งแบรนด์ที่ยังคงบริหารงานโดยสมาชิกในตระกูลผู้ก่อตั้งดั้งเดิม
ในช่วงทศวรรษ 1970-1980 เมื่อนาฬิกาควอตซ์ราคาถูกจากเอเชียเข้ามาดิสรัปต์วงการนาฬิกาสวิส แบรนด์เก่าแก่มากมายพากันยอมแพ้ ปิดตัว หรือหันไปผลิตนาฬิกาใส่ถ่านเพื่อความอยู่รอด แต่ Blancpain (ภายใต้การนำของชายในตำนานอย่าง Jean-Claude Biver ในยุคนั้น) ได้ทำสิ่งที่โลกต้องจารึกด้วยคำประกาศกร้าวที่เป็นดั่งเสาหลัก Heritage ของแบรนด์จนถึงวันนี้ “Since 1735, there has never been a quartz Blancpain watch. And there never will be.” “ตั้งแต่ปี 1735 เป็นต้นมา ไม่เคยมีนาฬิกา Blancpain ที่ใช้ระบบควอตซ์ และมันจะไม่มีวันมี” Blancpain ยอมที่จะเสี่ยงล้มละลายดีกว่าจะทรยศต่อจิตวิญญาณฟันเฟืองดั้งเดิม พวกเขาเชื่อมั่นว่านาฬิกากลไกคือศิลปะชั้นสูง และศิลปะไม่มีวันตายด้วยเทคโนโลยี
ในเมื่อมีวัตถุดิบชั้นเยี่ยมอย่างผลงานดีไซน์ขึ้นแท่นไอคอนิกของ Gérald Genta การเลือกใช้เส้นสายเรขาคณิตที่หยิบยืมมาจากดีไซน์ของนาฬิกาสปอร์ตหรู Royal Oak จึงเป็นทางเลือกอันแสนชาญฉลาด เราจึงได้เห็นทั้งเส้นสาย ผิวสัมผัส และลวดลายที่ชวนให้นึกถึงนาฬิการะดับตำนาน
แต่แน่นอนว่า ดีไซน์อันแสนเท่ถูกยกระดับให้หรูวิจิตรยิ่งขึ้นภายใต้คอลเลกชัน Dream of Joux ที่ผสมผสานเส้นสายอันแข็งแกร่งของ Royal Oak เข้ากับธรรมชาติอันงดงามของ Vallée de Joux บ้านเกิดของ Audemars Piguet ไม่ว่าจะเป็น ทะเลสาบที่ปกคลุมด้วยผืนน้ำแข็ง ท้องฟ้าใส และดอกไม้อันอ่อนหวาน ที่เราสัมผัสได้จากพื้นผิวฟรอสต์บนสายสร้อยข้อมือทำจากวัสดุไวท์โกลด์ เยลโลว์โกลด์ และพิงก์โกลด์ แต่งแต้มสีสันและเติมประกายด้วยเพชร รวมถึงอัญมณีสีสวยสดอย่าง แซฟไฟร์ สเปสซาร์ไทต์ ทัวร์มาลีน แอเมทิสต์ ซาโวไรต์ และโทแพซ
เส้นสายเท่หรูของ Royal Oak ยังถูกถ่ายทอดลงบนสร้อยคอทรงเนคไท และต่างหูที่ออกแบบมาให้แมตช์กันอย่างลงตัว สายสร้อยที่ประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงลูกแพร์เรียงลดหลั่นกันลงมา และข้อต่อไทเทเนียมสีน้าเงินชุบอะโนไดซ์ ประดับด้วยแซฟไฟร์สีน้าเงินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกัน ถูกจัดวางไว้เคียงกันจนครอบคลุมข้อต่อและหมุดทั้งหมด ชวนให้นึกถึง Vallée de Joux ในฤดูหนาวที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและเกล็ดน้ำแข็ง
ส่วนคอลเลกชัน Risoud Eclipse นั้นออกจะมีเสน่ห์แบบดิบๆ ให้มู้ดแบบสาว dark feminine energy อย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว ความดาร์กที่ว่านั้นมาจากความมืดครึ้มของป่า Risoud ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีสีดำสนิท ถ่ายทอดลงบนสายสร้อยคอและสร้อยข้อมือ ที่เพียงแค่เห็นข้อต่อและหมุดไทเทเนียมเคลือบพีวีดีสีดำขลับ ขัดซาตินสลับกับขัดเงา ที่ชวนให้นึกถึงสายนาฬิกา Royal Oak สายโลหะสีดำสนิทตัดกับมรกตสีเขียวสดเจียระไนแบบ sugarloaf เม็ดใหญ่สะดุดตา ล้อมรอบด้วยเพชรเจียระไนแบบ brilliant cut ยิ่งทำให้โดดเด่นจนใครๆ ก็ต้องเหลียวมอง
Royal Oak Joaillerie ทั้งสองคอลเลกชันจึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญในอีกด้านของ Audemars Piguet และแสดงออกถึงความกล้าเดินทางสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างไม่เกรงกลัว
เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอยสำหรับงาน Patek Philippe WATCH ART Grand Exhibition – Milan 2026 ที่คราวนี้ปักหมุดกรุงมิลานดินแดนแห่งศิลปะเป็นโลเกชันหลักและสามารถดึงดูดเหล่าคนรักนาฬิกาและงานศิลปะจากทั่วโลกมารวมตัวกันได้อย่างคับคั่งภายในงานนิทรรศการในครั้งนี้แน่นอนว่าต้องมีการจัดแสดงผลงานชิ้นพิเศษสุด รวมถึงการเปิดตัวนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันที่หลายคนตั้งตารอ
จำนวนกว่า 500 ชิ้นงานเรือนเวลา คือ ผลงานอันทรงคุณค่าของ Patek Philippe ที่เราจะได้ชมในงานนี้ นับตั้งแต่คอลเลกชันปัจจุบันทั้งหมดของ Patek Philippe ไปจนถึงนาฬิกาในทุกไลน์ของแบรนด์ ไล่เรียงไปตั้งแต่นาฬิการุ่นไอคอนิกไปจนถึง Grand Complication ที่มีกลไกซับซ้อนสูงสุด ทุกรุ่นล้วนยกขบวนมาให้ชมอย่างเต็มตาในงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่นี้
อีกหนึ่งโซนจัดแสดงคอลเลกชันกลไกจำนวนมากที่ออกแบบและผลิตขึ้นโดย Patek Philippe ทั้งหมด โดยแบ่งพื้นที่สำหรับนำเสนอขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วนของนาฬิกา และอีกส่วนสำหรับงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ยังอุทิศให้กับนาฬิกากลไกซับซ้อนสูง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความเชี่ยวชาญของ Patek Philippe รวมถึงโซนสำหรับสุดยอดคอมพลิเคชันอย่าง Calibre 89 และ Star Caliber 2000
Star Caliber 2000
อีกหนึ่งไฮไลต์คือโซน ‘Master of Sound’ ซึ่งจัดแสดงนาฬิกาตีบอกเวลาด้วยเสียงอย่าง Patek Philippe Grandmaster Chime ซึ่งประกอบด้วย 20 คอมพลิเคชัน และ Sky Moon Tourbillon Ref. 6002R-001 ที่รวบรวม 12 คอมพลิเคชันไว้ในตัวเรือนโรสโกลด์แกะสลักด้วยมือ พร้อมตกแต่งด้วยเทคนิคงานหัตถศิลป์ชั้นสูงหลากหลายเทคนิคด้วยกัน
ไม่เพียงแต่ได้ชมผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่างเต็มอิ่ม ผู้ชมยังมีโอกาสพบกับช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ของ Patek Philippe ที่มาสาธิตการทำงานกับกลไกหลากหลายรูปแบบ ให้เราได้เข้าใจกระบวนการทำงานของกลไกได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Grand Exhibition ของ Patek Philippe นำสมบัติล้ำค่าจากคลังประวัติศาสตร์ของ Patek Philippe มาจัดแสดงให้ชมกันอย่างใกล้ชิดเช่นนี้
อีกหนึ่งจุดเด่นที่มองข้ามไม่ได้บนหน้าปัดเซกเตอร์นี้คือชุดเข็มนาฬิกาที่ทำด้วยมือล้วนๆ ทรงของมันกว้างขึ้น โค้งมนและอวบอิ่มกว่ารุ่น Benu Power Reserve ปกติเล็กน้อย ตัวเข็มเหล็กขัดเงากริบและลบมุมอย่างประณีต ปลายเข็มเรียวบางราวกับแผ่นเวเฟอร์ ส่วนตุ้มถ่วงน้ำหนักที่เข็มนาทีออกแบบมาเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนแบบปิดทึบ
ถ้าสังเกตุดูจะเห็นว่ารอยต่อและการหักเหของแสงบนสันเข็ม ความเนียนระดับนี้บอกได้ทันทีว่าผ่านชั่วโมงการแต่งผิวด้วยมือมาอย่างโชกโชน ไม่ใช่ชิ้นงานปั๊มขึ้นรูปจากโรงงาน mass production ทั่วไปความใส่ใจในดีเทลเล็กๆ แบบนี้แหละที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีคาแรคเตอร์เฉพาะตัว
นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2009 นาฬิกา Tambour Spin Time นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางแห่งศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาของ Louis Vuitton
“มีดีไซน์นาฬิกาเพียงไม่กี่แบบเท่านั้นที่เมื่อมองแล้วสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลงานของเมซงใดเมซงหนึ่ง และ Spin Time คือหนึ่งในนั้น เพราะนี่คือสิ่งที่สามารถถือกำเนิดขึ้นจาก Louis Vuitton เท่านั้น” Jean Arnault, Watch Director of Louis Vuitton กล่าวถึงผลงานไอคอนิกของเมซงซึ่งเชื่อมโยงกับการเดินทาง ความกล้าหาญในการแสดงเวลา และองค์ความรู้เชิงลึก
นับตั้งแต่เขาเข้ามามีบทบาทในธุรกิจนาฬิกาของ Louis Vuitton ตั้งแต่ปี 2021 ก็ได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางใหม่ของเมซง เขาตั้งใจวางตำแหน่ง Louis Vuitton ให้มีแนวทางใกล้เคียงกับแบรนด์นาฬิกาบูติก ให้ความสำคัญกับการผลิตในจำนวนจำกัด การพัฒนากลไก In-house ตลอดจนงานออกแบบที่กล้าทดลองและก้าวออกจากกรอบเดิม แนวทางดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเพียงขยายบทบาทของ Louis Vuitton ในโลกนาฬิกา แต่ยังต้องการสร้างภาษาและตัวตนด้าน Haute Horlogerie ที่เป็นของเมซงอย่างชัดเจน
และหลังจากได้นำเสนอ Tambour Spin Time ดีไซน์ใหม่แบบลิมิเต็ดเอชั่นไปเมื่อปี 2025 ในปีนี้ ทางแบรนด์ต่อยอดจากความสำเร็จนั้นด้วยการนำ Tambour Spin Time จำนวน 5 รุ่น เข้าสู่คอลเลกชั่นถาวร โดยแต่ละรุ่นโดดเด่นด้วยการใช้สีสันอย่างกล้าหาญ ซึ่งไม่เพียงเติมบุคลิกใหม่ให้กับเรือนเวลา แต่ยังถือเป็นการเปิดบทใหม่ให้กับเรื่องราวของ Spin Time หนึ่งในกลไกอันเป็นไอคอนของ Louis Vuitton
แรงบันดาลใจจากการเดินทาง
The Art of Travel เป็นหัวใจของ Louis Vuitton มาตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ในปี 1854 และมรดกแห่งการเดินทางนี้หล่อหลอมศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาของ Louis Vuitton โดยเฉพาะรุ่น Spin Time กลไกซับซ้อนที่ถือกำเนิดขึ้นจากมนตร์เสน่ห์ของการออกเดินทางโดยตรง
กลไกนี้ถือกำเนิดในปี 2007 เมื่อ Michel Navas และ Enrico Barbasini สองผู้ก่อตั้ง La Fabrique du Temps ออกแบบกลไก Jumping Hour รูปแบบใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากป้ายบอกเวลาออกเดินทางแบบกลไกที่พบเห็นได้ตามสนามบินและสถานีรถไฟทั่วโลก “เมื่อเงยหน้ามองป้ายบอกเวลาออกเดินทาง เรานึกถึงกลไก Jumping Hour ขึ้นมาทันที” Navas เล่า “สิ่งที่เราต้องการคือการนำแนวคิดนั้นมาสร้างเป็นสามมิติ เพื่อให้มันมีตัวตนและสร้างมิติที่ชัดเจนบนข้อมือ และ ลูกบาศก์คือคำตอบ เมื่อเราได้องค์ประกอบนี้มา ทุกอย่างหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ตามมา”
Tambour Spin Time เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 ในฐานะกลไกชุดแรกที่ La Fabrique du Temps พัฒนาขึ้นสำหรับ Louis Vuitton (ต่อมาเวิร์คชอปแห่งนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Louis Vuitton อย่างเป็นทางการในปี 2011) เอกลักษณ์สำคัญของ Spin Time คือ ลูกบาศก์หมุนได้ 12 ชิ้นที่เรียงตัวอยู่รอบหน้าปัด ซึ่งทำให้กลไกนี้กลายเป็นหนึ่งในลายเซ็นด้าน Haute Horlogerie ของ Louis Vuitton อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการจดสิทธิบัตร มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกจาก Art of Travel ของเมซง
กลไก Spin Time นี้ได้รับการตีความตามยุคสมัย เช่นในโอกาสครบรอบ 10 ปี ในปี 2019 Louis Vuitton ได้นำแนวคิดดั้งเดิมกลับมาตีความใหม่ผ่าน Spin Time Air ด้วยการเปิดพื้นที่บริเวณหน้าปัด เพื่อเผยให้เห็นลูกบาศก์บอกเวลาราวกับกำลัง ลอยอยู่กลางอากาศ และเมื่อปี 2025 กลไกนี้ก้าวเข้าสู่อีกบทสำคัญในปี 2025 กับการเปิดตัว Tambour Spin Time จำนวน 6 รุ่นแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น เป็นครั้งแรกที่ทุกองค์ประกอบของ Spin Time ตั้งแต่ ตัวเรือน หน้าปัด ไปจนถึงกลไก ได้รับการออกแบบ พัฒนา และผลิตขึ้นภายใน La Fabrique du Temps Louis Vuitton
นาฬิการุ่นนี้เปล่งประกายสีสันราวกับเปลวไฟเนื่องจากตกแต่งด้วย Blue Australian Opal ซึ่งเมื่อกระทบกับแสงในแต่ละมุม เฉดสีจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ Indigo, Teal ไปจนถึง Cerulean Blue โอปอลยังไม่ได้ปรากฏเฉพาะบริเวณกึ่งกลางหน้าปัดเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในพื้นที่ระหว่างลูกบาศก์ Spin Time ทั้ง 12 ชิ้น สะท้อนถึงขอบเขตของ Savoir-faire หลากหลายแขนงที่รวมอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน ณ La Fabrique du Temps Louis Vuitton ใน Meyrin
“เราสามารถพบโอปอลได้แทบทุกเฉดสีในออสเตรเลีย แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผมคือ สีน้ำเงิน” Matthieu Hegi, Artistic Director of La Fabrique du Temps Louis Vuitton กล่าว “มันสะท้อนสีสันได้แทบทุกเฉด แต่หัวใจยังคงเป็นสีน้ำเงินที่ลุ่มลึก เข้มข้น และเปล่งประกายเหลือบสี คุณสมบัติเช่นนี้เหมาะกับ Spin Time อย่างมาก มันเป็นอัญมณีที่โดดเด่นและกล้าแสดงตัวตน พร้อมนำบางสิ่งที่คอลเลกชั่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเข้ามา นั่นคือ ความเป็นเฟมินีนที่ยังคงไว้ซึ่งพลังและการปรากฏตัวอย่างชัดเจน”
Spin Time คือผลงานที่ประลายเซ็นของ Louis Vuitton ในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา และสำหรับนาฬิกาทั้ง 5 รุ่นที่ก้าวเข้าสู่คอลเลกชั่นถาวร ตัวเรือน Tambour ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ด้วยรูปทรงและบุคลิกที่โดดเด่นจนจดจำได้ทันทีบนข้อมือ ไม่ต่างจากทรังก์เดินทางของ Louis Vuitton ที่กลายเป็นภาพจำของเมซงมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน Spin Time ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกากับวัฒนธรรมแห่งการเดินทาง ถ่ายทอดแนวคิด Art of Travel ผ่านกลไกจักรกลที่สร้างขึ้นไม่เพียงเพื่อบอกเวลา หากยังเปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่พร้อมเคลื่อนไปกับผู้สวมใส่ในทุกจุดหมาย
ความคลีนบนหน้าปัดถูกถอดรหัสมาจากรุ่นแกรนด์ฟูอีนาเมลเมื่อปีที่แล้ว ไม่มีตัวเลขหรือขีดเกะกะสายตา ปล่อยให้องค์ประกอบหลักของ Monterey ทำงานของมันเอง ทั้งทรงก้อนกรวดอันเป็นเอกลักษณ์ เข็มทรงเข็มฉีดยา และเม็ดมะยมที่ย้ายไปอยู่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา รอบนี้แบรนด์เพิ่มลวดลายกิโยเช่แบบ Clous de Paris ลงบนเม็ดมะยม ช่วยให้จับกระชับมือขึ้นเวลาหมุนปรับเวลา
ทุกอย่างถูกดึงเข้ามาผลิตในโรงงานของตัวเองแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ตัวเรือนเซรามิก หน้าปัดแลคเกอร์ ไปจนถึงกลไกจักรกล ฝีมือจาก La Fabrique du Temps Louis Vuitton ทำให้เห็นเลยว่านี่ไม่ใช่แค่โปรเจกต์แฟชั่นฉาบฉวย แต่เป็นงานระดับแมกนัฟำก์เจอร์ที่เอาจริงเอาจัง
Piaget: ถอดรหัสการเดินทางของ Piaget Polo จากนาฬิกาประจำวันสู่การเป็นคอลเลกชันอมตะที่ครองใจคนรักนาฬิกาทั่วโลก
Roger Dubuis: การฉลองครบสามทศวรรษแห่งความกล้าฉีกทุกกฎเกณฑ์ดั้งเดิม ผลักดันขีดจำกัดของ High Watchmaking ให้หลุดกรอบความจำเจ
Vacheron Constantin & Grand Seiko: การผสานขั้วระหว่างงานฝีมือดั้งเดิมกับนวัตกรรมความบางระดับสถิติโลกและกลไกสปริงไดรฟ์ ที่ตอบโจทย์นักสะสมรุ่นใหม่ซึ่งมองหาความสมบูรณ์แบบทั้งภายในและภายนอก
หลังจากได้เรียนรู้พัฒนาการของแบรนด์เรือนเวลาที่มีเป้าหมายมุ่งสู่ความเที่ยงตรงสูงสุดในวันที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นมาตรวัดค่าเวลาที่คนส่วนใหญ่พึ่งพาไปแล้ว TanTan Wang พาสำรวจความหมายของนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบ และความสำคัญของความเที่ยงตรงในวันนี้ไปพร้อมๆ กับสองตัวแทนจากทาง Grand Seiko
Takeshi Sakamoto – รองประธาน Grand Seiko Global Division
ความรู้สึกนี้สามารถเชื่อมโยงได้กับเอกลักษณ์ของ Spring Drive โดยเฉพาะการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องของเข็มวินาทีที่แฟนๆ Grand Seiko ชื่นชอบ ซึ่งสำหรับเขาเองนี่เป็นนวัตกรรมที่ทำให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็น ‘การไหลของเวลา’ และสัมผัสความสัมพันธ์กับธรรมชาติอันเป็นหัวใจของ Grand Seiko ซึ่ง Wang ผู้เป็นโมเดอเรเตอร์เองก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นดังกล่าว และแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกที่นาฬิกาสามารถมอบให้ได้ อย่างนาฬิกาที่เป็นตัวแทนความทรงจำในวันที่ลูกชายของเขาเกิด ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกที่แก็ดเจ็ตไม่สามารถมอบให้ได้
หลายคนอาจคิดว่า นี่คือการนั่งฟังพรีเซนเทชันของแบรนด์ที่เล่าเรื่องตามลำดับขั้นตอนตามขนบ แต่ต้องบอกว่า ความรู้สึกขณะที่นั่งฟัง Cole Penningtonโฆษกของ Tudorบนเวทีเสวนา‘A Century of Tudor’เรารู้สึกเหมือนเขาเป็นมัคคุเทศก์มือโปรผู้พาเราออกเดินทางบนเส้นทางประวัติศาสตร์ร่วมศตวรรษของ Tudorเสียมากกว่าเพราะเขาพาผู้เข้าร่วมเสวนาออกสำรวจเส้นทางแห่งจิตวิญญาณ Born to Dareอย่างมีสีสันนับตั้งแต่แรกก่อตั้ง วิวัฒนาการของแบรนด์ในยุคต่างๆ ตลอดจนอัตลักษณ์ของแบรนด์ในปัจจุบัน รวมถึงบทบาทสำคัญต่อศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาและหลากหลายวงการทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงปรัชญาหลักที่แบรนด์ยึดมั่นและหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางประวัติศาสตร์ และนี่คือเกร็ดความรู้เกี่ยวกับTudorที่เราได้จากเวทีเสวนาในครั้งนี้
1950s:การสำรวจ British North Greenland Expeditionและกำเนิด Oyster Prince
นับเป็นยุคสมัยแห่งการสำรวจที่พิสูจน์ความกล้าท้าทายต่ออุปสรรคและสภาวะสุดขั้ว ตำนานบทนี้เริ่มจากนาฬิกา Tudor Oyster Prince ถูกมอบให้แก่วิศวกรและนักสำรวจโดย Royal Geographic Society เพื่อทดสอบน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ชนิดใหม่ในสภาพแวดล้อมสุดขั้วของอาร์กติก ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำถึงประมาณ -50 องศาเซลเซียส การทดสอบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิส่งผลต่อความเที่ยงตรงในการบอกเวลาอย่างไร อย่างไรก็ตามบทพิสูจน์ของการออกสำรวจในครั้งนั้นเพิ่งได้รับการยืนยันเมื่อ Major Howard ช่างเครื่องจากคณะสำรวจ ได้นำนาฬิกา Tudor ที่สูญหายไปเป็นเวลานานกลับมาเข้ารับบริการ ซึ่งทำให้เรื่องราวอันน่าทึ่งและความทนทานของนาฬิกาเรือนดังกล่าวได้รับการเปิดเผย