Home Blog

DEEP DIVE EP. 8: อะไรทำให้ผู้คนยังคงหลงใหลใน Royal Oak มากกว่า 50 ปีหลังจากเปิดตัว?

0

การเดิมพันครั้งสำคัญในปี 1972 ของ Audemars Piguet กับงานออกแบบสเตนเลสสตีลราคาสูงกว่าทองคำ ที่เปลี่ยนวิกฤตควอตซ์ให้กลายเป็นรากฐานความสำเร็จร่วมครึ่งศตวรรษ

ถ้าพูดถึง Audemars Piguet หลายคนคงนึกถึง Royal Oak ทันที นาฬิกาที่ไม่เพียงเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของแบรนด์ แต่ยังเปลี่ยนหน้าตาของวงการนาฬิกาลักชัวรี่ไปตลอดกาล ทว่าในความจริงแล้ว เส้นทางของยอดเรือนเวลารุ่นนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่ต้น ย้อนกลับไปในปี 1972 ช่วงวิกฤตการณ์นาฬิกาควอตซ์ (Quartz Crisis) แบรนด์ตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการส่งนาฬิกาสปอร์ตสเตนเลสสตีลที่มีราคาสูงกว่านาฬิกาทองคำในยุคนั้นออกมาสู่ตลาด ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงสะท้อนในแง่ลบจากดีไซน์แปดเหลี่ยมอันแปลกตาของ Gerald Genta แต่ท้ายที่สุด เวลาได้พิสูจน์แล้วว่าความกล้าที่จะขบถต่อขนบเดิมๆ คือจุดเริ่มต้นของตำนานที่ยั่งยืนมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

ร่วมเจาะลึกและค้นหาคำตอบไปพร้อมกันว่า อะไรทำให้ผู้คนยังคงหลงใหลใน Royal Oak มากกว่า 50 ปีหลังจากเปิดตัว? และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ชื่อของ Audemars Piguet ยังคงได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ในรายการ Deep Dive บนช่องทางของ REVOLUTION WATCH THAILAND ทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Instagram, Facebook, TikTok และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ มาร่วมดำดิ่งสู่เบื้องหลังดีไซน์ ตำนาน และปรัชญาที่ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นมากกว่านาฬิกาไปพร้อมกัน

ติดตามช่องทางอื่น ๆ ของ REVOLUTION THAILAND ได้ทาง REVOLUTION WATCH THAILAND

  • ➡️ Instagram: @revowatchthai
  • ➡️ Facebook: /RevoWatchTha
  • ➡️ Website: https://revolutionthailand.com
  • ➡️ TikTok: @revowatchthai

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 
พาชมเบื้องหลังความวิจิตรของ Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica “Pegasus” กับงานสลักเสลามือกว่า 180 ชั่วโมง

Patek Philippe เปิดตัวเรือนเวลารุ่นใหม่รวม 20 รุ่น พร้อม Nautilus รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 4 รุ่น ภายในงาน Watches and Wonders 2026

ตอกย้ำความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญในทักษะเฉพาะอันหาตัวจับยากของ Patek Philippe

ต้องบอกว่า เป็นการเปิดตัวอย่างอลังการต้อนรับเทศกาลเรือนเวลาอันยิ่งใหญ่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี สำหรับเรือนเวลากว่า 20 รุ่นใหม่ที่ Patek Philippe เผยโฉมในงาน Watches and Wonders 2026 นี้ เพราะเราได้เห็นทั้งนวัตกรรมกลไกที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้นในคอลเลกชันที่ขึ้นแท่นไอคอนิก คอลเลกชันที่ห่างหายจากการมีสมาชิกใหม่ก็กลับมามีอะไรให้ตื่นเต้นกันอีกครั้ง และผลงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าก็ยังคงได้รับการสืบสานต่อไปในรูปแบบที่เดินร่วมกับปัจจุบันได้อย่างราบรื่น 

กลไกซับซ้อนสูงที่ถูกยกระดับ

หลายรุ่นแสดงถึงความพยายามพัฒนากลไกซับซ้อนสูงอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยเฉพาะ Ref. 6105-001G นาฬิกา Grand Complication รุ่นแรกที่สามารถแสดงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก มาพร้อมหน้าปัดที่จำลองแผนที่ท้องฟ้าเหนือกรุงเจนีวา และกลไกที่ใช้เวลาพัฒนานานกว่า 5 ปี พร้อมสิทธิบัตรถึง 6 รายการ หรือการใช้กลไกระดับ Grand Complication รุ่นแรกในคอลเลกชัน Cubitus รุ่น Perpetual Calendar Ref. 5840P-001 มาในตัวเรือนแพลตินัมขนาด 45 มม. นับเป็นการผสานดีไซน์ล้ำสมัยเข้ากับกลไกปฏิทินถาวรได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Ref. 5322G ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 41 มม. ตกแต่งลาย Clous de Paris ด้านข้างตัวเรือน หน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์ มาพร้อมฟังก์ชันปลุก 24 ชั่วโมง และฟังก์ชันแสดงวันที่ เหมาะสำหรับการเตือนเวลานัดหมาย ทั้งยังมาพร้อมกลไกตีบอกเวลาแบบดั้งเดิม ซึ่งนับเป็นการนำกลไกซับซ้อนที่ผลิตได้ยากยิ่งมาประยุกต์ใช้ได้อย่างร่วมสมัย

การตีความใหม่ของคอมพลิเคชันอันเป็นเอกลักษณ์

กลไกซับซ้อนสูงซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของ Patek Philippe ถูกนำมาตีความใหม่ในหลายรุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Ref. 7047G-001 ที่ผสานกลไกมินิตรีพีทเตอร์ เข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยในตัวเรือน Calatrava สุดคลาสสิก Ref. 5374/400P-001 ที่หลอมรวมศาสตร์ชั้นสูงสองแขนงทั้ง Haute Horlogerie และ Haute Joaillerie เข้าด้วยกันอย่างวิจิตร ทั้งยังบรรจุกลไกซับซ้อนสูงอย่างกลไกปฏิทินถาวรและกลไกมินิตรีพีทเตอร์ทำงานร่วมกันภายในตัวเรือนแพลตินัม หน้าปัดเปลือกหอยมุกจากบาหลี รายล้อมด้วยอัญมณีหายากพาราอิบาทัวร์มาลีนสีฟ้าใส เรือนเวลาชั้นสูงรุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 8 เรือนเท่านั้น 

Ref. 5204G-010 นำเสนอกลไกฟลายแบ็คโครโนกราฟพร้อมปฏิทินถาวรในลุคสปอร์ตหรู ตัวเรือนไวท์โกลด์หน้าปัดสีน้ำเงินซันเบิรตส์ รับกับสายวัสดุคอมโพสิตพิมพ์ลายผ้า ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ CHR 29-535 PS Q ส่วน Ref. 5236P-011 มาในลุคเรียบหรูแบบแยบคายด้วยตัวเรือนแพลตินัมหน้าปัดเหลือบเงิน โดดเด่นด้วยการแสดงผลวัน-วันที่-เดือนในช่องเดียว ที่กลไกบางพิเศษคาลิเบอร์ 31-260 PS QL มาพร้อมไมโครโรเตอร์แพลตินัมขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง

 
สำหรับเรือนเวลาโครโนกราฟที่เป็นเอกลักษณ์ของ Patek Philippe อย่าง Ref. 5270 ถูกนำเสนอใน 3 เวอร์ชันใหม่  ทั้งสามเวอร์ชันใหม่มาในตัวเรือนแพลตินัมหน้าปัดต่างโทนสี และการจับคู่สายที่รับกับหน้าปัดของแต่ละรุ่น ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ CH 29-535 PS Q ที่มาพร้อมนวัตกรรมโครโนกราฟจดสิทธิบัตร 6 รายการ


กลไกปฏิทินรายปี (Annual Calendar) ยังเป็นอีกหนึ่งคอมพลิเคชันที่ถูกนำมาตีความใหม่ในสไตล์ร่วมสมัย ทั้งใน Ref. 5396R-016 ตัวเรือนโรสโกลด์โทนสีอบอุ่นรับกับหน้าปัดซันเบิรตส์สีแซนด์เบจ นับเป็นการปรับโฉมภายนอกให้ดูสดใหม่ยิ่งขึ้น โดยยังไว้วางใจในกลไกสิทธิบัตรเฉพาะที่ใช้ขับเคลื่อน Ref. 5396 มาตั้งแต่ปี 1996 ส่วนอีกหนึ่งเรือนเวลากลไกปฏิทินรายปีที่ถูกปรับโฉมใหม่เช่นกัน คือ Ref. 4946G-001 ที่มาในลุคเรียบเฉียบด้วยตัวเรือนไวท์โกลด์หน้าปัดสีเทาแกมน้ำเงิน ขัดแต่งผิวซาตินเป็นลายแนวตั้งสลับกับแนวนอน หรือลายผ้าไหมชานตุงที่เราคุ้นเคยกันดี และยังคงไว้วางใจในกลไกไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ 26-330 S QA LU ในการส่งมอบพลังงาน

นาฬิกานักเดินทางรุ่นไอคอนิกมาในโฉมใหม่อันหรูหราดึงดูดสายตาภายใต้ Ref. 7129J-001 ที่เจิดจ้าด้วยตัวเรือนเยลโลว์โกลด์โอบอุ้มหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีแดงคาร์ไมน์อันลุ่มลึกและเร่าร้อน ตกแต่งด้วยเทคนิค guilloché เป็นลวดลายตระกร้าสาน (vieux panier) ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 240 HU ที่อยู่คู่เรือนเวลารหัสนี้มาตั้งแต่ปี 1999   

ความเรียบง่ายที่แฝงไว้ด้วยความซับซ้อน

คอลเลกชัน Calatrava ที่คงความคลาสสิกเหนือกาลเวลาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ต้อนรับสมาชิกใหม่อย่าง Ref. 5227G-015 ที่มาในลุคหรูเนี้ยบ ด้วยตัวเรือนไวท์โกลด์ขัดเงาขนาด 39 มม. ขอบตัวเรือนเซาะเว้า และขาตัวเรือนโครงโปร่งเว้าเข้าด้านใน หน้าปัดโทน rose-gilt แบบโอปาลีน ประดับหลักชั่วโมงทรง obus และเข็มทรง dauphine เจียระไนทรงเหลี่ยม รายละเอียดบนหน้าปัดล้วนทำจากไวท์โกลด์โทนสีเทาชาร์โคล นับเป็นการคุมโทนสงบขรึมที่ดูร่วมสมัย 

Ref. 5227G_015

อีกสองสมาชิกใหม่ในตระกูล Calatrava สำหรับผู้หญิง ได้แก่ Ref. 7200/50G-001 และ Ref. 7200/50G-012 นาในตัวเรือนไวท์โกลด์สไตล์ Officer ขนาด 34.6 มม. มาพร้อมตัวเลือกหน้าปัดแบบซันเบิร์สต์สีแซนด์เบจ จับคู่กับสายหนังลูกวัวสีเดียวกัน หรือหน้าปัดซันเบิร์สต์สีไอซ์บลู จับคู่กับสายหนังจระเข้สีฟ้าเหลือบมุก ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติแบบบางพิเศษ คาลิเบอร์ 240 ที่มาพร้อมมินิโรเตอร์ทองคำ 22K แบบเยื้องศูนย์ ช่วยให้ตัวเรือนมีความบางเฉียบเพียง 7.37 มม.


และเราเชื่อว่า หลายคนคิดถึงคอลเลกชัน Golden Ellipse เหมือนกับเรา และข่าวดีก็คือปีนี้ Patek Philippe ได้เพิ่มสมาชิกใหม่ให้กับคอลเลกชันตัวเรือนทรงรีอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ Ref. 5738G-001 ขนาด 34.50 x 39.50 มม. และ Ref. 3738G/100G-014 ขนาด 31.1 x 35.6 มม. ทั้งสองรุ่นต่างขนาดแต่มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ หน้าปัดซันเบิร์สต์สีเขียวมะกอก รับกับสายหนังลูกวัวสีเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 240 ชนิดบางพิเศษ มาพร้อมมินิโรเตอร์ทองคำ 22K ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นเรือนเวลาที่เพรียวบางที่สุดของ Patek Philippe

จากมรดกในพิพิธภัณฑ์สู่บริบทปัจจุบัน

นับเป็นครั้งแรกสำหรับกลไก automaton กับการมาอยู่บนนาฬิกาข้อมือ และ Ref. 5249R-001 ได้รับเกียรตินั้น นี่คือเรือนเวลา automaton รุ่นแรกในยุคใหม่ของแบรนด์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกของ Louis Cottier ในปี 1958 กลไกเคลื่อนไหวบนหน้าปัดถ่ายทอดเรื่องราว “The Crow and the Fox” โดย Jean de La Fontaine กวีเลื่องชื่อชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 มาในตัวเรือนสไตล์ Officer หน้าปัดโรสโกลด์อยู่ใต้ชั้นโอปาลีนสีน้ำตาล Matara แสดงความหรูหราคลาสสิกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอดีตกาลในบริบทร่วมสมัย

เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี Nautilus ด้วย 4 รุ่นลิมิเต็ด

เมื่อถึงวาระสำคัญของเรือนเวลาระดับไอคอนแห่งสไตล์สปอร์ตชิค ทาง Patek Philippe จึงจัดรุ่นลิมิเต็ดที่น่าเก็บสะสมมาให้สาวกของ Nautilus ได้ฝันถึง โดยมาในไซส์จัมโบขนาด 41 มม. ตัวเรือนไวท์โกลด์สายโลหะใน Ref. 5810/1G-001 และ Ref. 5810G-001 มาในสายคอมโพสิต ส่วน Ref. 5610/1P-001 นั้นมาในตัวเรือนแพลตินัมขนาด 38 มม. พร้อมสายวัสดุเดียวกับตัวเรือน ทั้งสามรุ่นนี้มีความโดดเด่นในคุณสมบัติตัวเรือนเพรียวบาง เพราะขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติชนิดบางพิเศษ คาลิเบอร์ 240 ที่เกิดหลัง Nautilus เพียงปีเดียวเท่านั้น และเป็นกลไกที่ใช้ในหลายรุ่นของ Patek Philippe เนื่องด้วยความบางของชุดกลไกที่ไม่รบกวนดีไซน์ภายนอก ปิดท้ายด้วยน้องเล็กที่แปลกแหวกแนวกว่าใครเพื่อนอย่าง Ref. 958G-001 ที่มาในรูปแบบนาฬิกาตั้งโต๊ะตัวเรือนไวท์โกลด์ ที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 8 วัน 

ทั้ง 20 รุ่นที่เผยโฉมพร้อมกันในงานนี้แสดงให้เราเห็นถึงพลังสร้างสรรค์และความไม่หยุดนิ่งของ Patek Philippe ที่ก้าวเดินให้ทันปัจจุบันเสมอ แต่ก็ไม่เคยละทิ้งมรดกอันทรงคุณค่าที่สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและงดงามให้กับแบรนด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม   

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร

Patek Philippe ร่วมกับ TKI เปิดตัวบูติกแห่งใหม่ ณ Gaysorn Village

เส้นทางสู่เสี้ยววินาทีแห่งชัยชนะของเรือนเวลา split-seconds chronograph จาก Patek Philippe


TIME TO x SVRN เผยตัวตนผ่านกลิ่นน้ำหอมและร่องรอยกาลเวลาบนนาฬิกาวินเทจ

ความทรงจำของคุณมีกลิ่นแบบไหน และสลักอยู่บนนาฬิกาเรือนใด?

ทุกคนเคยตั้งคำถามไหมว่า อะไรคือสิ่งที่บอกเล่าตัวตนของเราได้ชัดเจนที่สุด โดยที่เราไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไรออกมาสักคำ หลายคนอาจนึกถึงสไตล์การแต่งกาย ทรงผม แว่นตา หรือแม้แต่นาฬิกาข้อมือสักเรือน แต่เอาจริงๆ ในการทำงานฝั่งกองบรรณาธิการสายสื่อนาฬิกามาระยะหนึ่ง มีสิ่งหนึ่งที่มักจะเข้ามากระทบสัมผัสลึกๆ และสร้างความทรงจำเกี่ยวกับผู้คนได้ดีอย่างเหลือเชื่อ นั่นคือเรื่องของ “กลิ่น”

https://youtu.be/Wt10iRHhruQ

ย้อนกลับไปในวันที่ทีมงาน Revolution Thailand มีนัดถ่ายทำรายการ TIME TO ร่วมกับ SVRN (@SVRNsovereign) หรือ ซอฟเวอเรน บรรยากาศใน Studio วันนั้นนอกจากจะเริ่มต้นการทำงานด้วยการกางขาตั้งไฟหรือปรับโฟกัสกล้องแบบเร่งรีบแล้ว ภายในห้องเวิร์กชอปที่ถูกจัดเตรียมไว้นั้นเต็มไปด้วยความเงียบสงบ จนกระทั่งในตอนที่เขานั่งลงหน้าเคาน์เตอร์ปรุงน้ำหอม ค่อยๆ หยิบขวดแก้วทรงสูงขึ้นมาสูดดมโน้ตกลิ่นแต่ละชนิดอย่างตั้งใจ การใส่ใจถึงขั้นตอนและรายละเอียดการปรุงน้ำหอม ทำให้การได้เฝ้ามองใครสักคนใช้เวลาละเลียดไปกับการคัดเลือกส่วนผสมทีละหยด หยดแล้วหยดเล่า มันชวนให้คิดถึงกระบวนการทำงานของช่างทำนาฬิกาในเวิร์กชอปที่เจนีวาอยู่เหมือนกัน เพราะทั้งสองสิ่งนี้อาศัยความพิถีพิถัน และที่สำคัญที่สุดคือความอดทนที่น้อยคนจะให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้

ลองคิดดูสิว่าในโลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างหมุนไวไปหมด เรามักจะถูกตีกรอบด้วยตัวเลขบนหน้าปัด digital หรือการแจ้งเตือนบนหน้าจอสมาร์ทโฟนที่คอยเตือนให้เราวิ่งตามเดดไลน์อยู่ตลอดเวลา แต่พอได้ขยับข้อมือของซอฟเวอเรนแล้วเห็นนาฬิกาวินเทจเรือนเก๋าที่เขาสวมใส่มาในวันนั้น ร่องรอยการใช้งานบนตัวเรือน รอยขนแมวบางๆ บนกระจก หรือสีของหน้าปัดที่เริ่มเปลี่ยนเฉดไปตามกาลเวลา กลับเล่าเรื่องราวที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันคือหลักฐานของเวลาที่ถูกใช้ไปจริงๆ ไม่ใช่เวลาที่ถูกเร่งรัด ประกอบกับการรับฟังเรื่องราวจากหลังกล้อง ที่เขาถ่ายทอดทัศนคติ แนวคิดต่างๆ ผ่านผลงาน จากตัวซอฟเวอเรนเองแล้ว ภาพของตัวศิลปินที่เคยอยู่ในหัวเรา กับภาพที่เห็นจากตัวเขาในวันนี้มันต่างออกไปจากทุกวันที่เห็นตามภาพข่าวจริงๆ  ระหว่างที่ตัวโน้ตกลิ่นระดับ base note และ heart note กำลังผสมผสานเข้ากันอย่างช้าๆ บทสนทนาก็เริ่มไหลลื่นไปตามธรรมชาติโดยไม่มีสคริปต์มาคอยกำกับ พิธีกรรายการยังคงพูดคุยกันตั้งแต่เรื่องดนตรีในยุค 80s ถึง 90s ช่วงเวลาที่ซาวนด์ดนตรีมีมิติอันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงเรื่องราวในชีวิตช่วงวัยเยาว์ ความทรงจำของการเดินทาง และภาพฝันในอดีตที่เคยอยากวิ่งเข้าหาความสำเร็จให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังอ่านอยู่นี้ ก็น่าจะเคยผ่านช่วงชีวิตวัยยี่สิบต้นๆ ที่อยากก้าวกระโดด อยากให้โลกเห็นความสามารถ และอยากพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา แต่จุดพลิกผันมันมักจะเกิดขึ้นเมื่อเราเดินทางมาถึงช่วงวัยหนึ่ง วันที่บาดแผลจากการรีบร้อนสอนให้เรารู้ว่า บางครั้งการก้าวเดินไปตามจังหวะธรรมชาติของตัวเองกลับให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า การยอมรับรอยขีดข่วนบนเรือนเวลา หรือการปล่อยให้กลิ่นน้ำหอมบ่มตัวจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล ก็ไม่ต่างอะไรกับการตกผลึกทางความคิดเมื่อเราเติบโตขึ้น ถ้าพิจารณาในเชิงลึก รสนิยมที่แท้จริงอาจไม่ใช่เรื่องของการสรรหาแรร์ไอเทมที่มีราคาสูงลิบลิ่วมาประโคมใส่ตัวเพื่อประกาศฐานะ แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์เชิงอารมณ์ระหว่างเรากับสิ่งของชิ้นนั้น นาฬิกาวินเทจเรือนเดิมอาจไม่ได้มีความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีปัจจุบัน แต่มันกลับบันทึกความทรงจำในวันที่เราก้าวผ่านอุปสรรคสำคัญเอาไว้ เหมือนน้ำหอมขวดที่ปรุงขึ้นเองอาจไม่ได้มีส่วนผสมที่หายากที่สุดในโลก แต่มันบรรจุตัวตนและอารมณ์ความรู้สึก ณ ช่วงเวลานั้นเอาไว้อย่างบริสุทธิ์

มีช่วงหนึ่งของบทสนทนาที่ชวนให้สนใจใจอยู่ไม่น้อย เมื่อเราลองตั้งคำถามเล่นๆ ว่า หากสามารถหยุดเวลาไว้ในหมวกของความทรงจำได้หนึ่งโมเมนต์ อยากจะสลักช่วงเวลาไหนไว้บนข้อมือมากที่สุด คำตอบที่ได้รับกลับไม่ใช่ช่วงเวลาที่ได้รับสปอตไลต์หรือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ แต่มันคือโมเมนต์ธรรมดาๆ ที่ได้อยู่กับตัวเอง ได้ผ่อนคลาย และได้ฟังเสียงเข็มนาฬิกาเดินไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ

กิจกรรมการปรุงน้ำหอมใน EP. นี้ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แทนการตกผลึกชีวิตของศิลปินหนุ่มคนนี้ได้อย่างน่าสนใจ การเลือกผสมโน้ตกลิ่นแต่ละชั้น ก็เหมือนกับการเลือกเก็บบทเรียนในชีวิต ทั้งความหวาน ความขมขื่น และความกลมกล่อมที่ลงตัวในท้ายที่สุด ทุกหยดที่หยาดลงในขวดแก้วจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเคมีภัณฑ์ แต่คือการบันทึกตัวตน ณ ช่วงเวลานี้เอาไว้แบบไม่เสแสร้ง

ในฐานะสื่อที่คลุกคลีอยู่กับการเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของเรือนเวลาและผู้คนที่สวมใส่ มันทำให้เรายิ่งมั่นใจว่า คุณค่าของนาฬิกาไม่ได้หยุดอยู่แค่กลไกซับซ้อนเบื้องหลังฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ แต่อยู่ที่ว่าเรือนเวลานั้นๆ ได้เดินทางผ่านอะไรมาพร้อมกับผู้เป็นเจ้าของบ้าง และเมื่อนำมันมาวางคู่กับน้ำหอมกลิ่นเฉพาะตัวที่ถูกปรุงขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งสองสิ่งนี้จึงทำหน้าที่เหมือนแคปซูลกาลเวลาที่พร้อมจะปลุกความทรงจำให้ตื่นขึ้นมาเสมอเพียงแค่สัมผัสหรือสูดดม ลองจินตนาการตามดูว่า หากวันนี้คุณมีโอกาสได้นั่งลงหน้าเคาน์เตอร์ปรุงน้ำหอมเพื่อสร้างกลิ่นประจำตัวคู่กับนาฬิกาเรือนโปรดบนข้อมือ คุณจะเลือกใส่โน้ตกลิ่นแบบไหนลงไปเพื่อบันทึกช่วงชีวิตในตอนนี้ของคุณเอาไว้ และช่วงเวลาไหนในอดีตที่คุณอยากให้หยุดหมุนไว้ตลอดกาล

ติดตามเรื่องราว บทสนทนาที่ลึกซึ้ง และสัมผัสตัวตนในอีกมิติของ SVRN ผ่านกลิ่นน้ำหอมและร่องรอยกาลเวลาบนเรือนเวลาฉบับเต็มได้แล้ววันนี้ ทางรายการ TIME TO บน YouTube: REVOLUTION WATCH THAILAND

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
เปิดตัว TAG Heuer Formula 1 Solargraph x Oracle Red Bull Racing ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความร่วมมือ
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก
เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’

รับชมเรื่องราวและบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้แล้วตอนนี้ที่ YouTube: REVOLUTION WATCH THAILAND (หรือคลิกลิงก์บน Bio)

ติดตามช่องทางอื่นๆ ได้ทาง 

➡️ Instagram: @revowatchthai 
➡️ Facebook: /RevoWatchThai 
➡️ Website: https://revolutionthailand.com 
➡️ TikTok: @revowatchthai

#TIMETO #SVRN #RevolutionThailand 

The Sphere Series 5 ผลงานรุ่นล่าสุดจาก Hautlence ที่นำเสนอลูกบอลแกะสลักสีขาวหมุนวนบนแกนสามแกนเพื่อบอกเวลาแบบ Jump Hour

การอ่านเวลาแบบใหม่ด้วยกลไกลูกบอลหมุนสามมิติบนตัวเรือนไทเทเนียม ที่มีจำกัดเพียง 28 เรือนทั่วโลก

ต้องบอกว่ากลิ่นอายของงานออกแบบนาฬิกานั้นมักทำให้เราเผลอตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า เส้นแบ่งระหว่าง ‘นาฬิกาข้อมือ’ กับ ‘งานศิลปะจัดวาง’ นั้นถูกขีดไว้ตรงไหนกันแน่ ในฐานะคนที่นั่งคลุกคลีอยู่กับการแกะรอยความเคลื่อนไหวของเรือนเวลามาหลายซีซั่น เชื่อไหมคะว่าการได้เห็นแบรนด์นอกกระแสอย่าง Hautlence ขยับตัวแต่ละครั้งไม่เคยทำให้รู้สึกน่าเบื่อเลยสักครั้ง โดยเฉพาะโปรเจกต์ล่าสุดอย่าง The Sphere Series 5 ที่เพิ่งเผยโฉมออกมาบนหน้าฟีดเมื่อไม่นานมานี้ ความรู้สึกแรกหลังจากที่เห็นภาพที่ปล่อยออกมาแอบตั้งคำถามว่า เอ๊ะ มันจะใส่ในชีวิตประจำวันได้จริงไหมนะ เพราะตอนนั่งมองลูกบอลสามมิติลอยหมุนเคว้งคว้างบนหน้าปัดแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า บางทีโลกนาฬิกาก็สนุกตรงที่มันเริ่มจะฉีกตำราแล้วสร้างกฎเกณฑ์การบอกเวลาแบบอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาให้เราได้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ 

มันดึงดูดสายตาให้ต้องหยุดพิจารณาโครงสร้างเรขาคณิตสามมิติที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมนั้นนานกว่าปกติ เพราะดูจะเป็นการบอกเวลาที่ดูซับซ้อนซ่อนอยู่พอสมควรแหละ งั้นเรามาเจาะลึกเรือนนี้ไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

ถ้าย้อนกลับไปมองถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่ในร่มเงาของเครือใหญ่ จนกระทั่งแยกตัวออกมาเดินบนเส้นทางอิสระของตัวเองอย่างเต็มตัว ต้องยอมรับว่าความกล้าที่จะทิ้งขนบธรรมเนียมการบอกเวลาแบบเดิมๆ นั้นคือดีเอ็นเอที่ชัดเจนที่สุด และสิ่งที่เรามักจะได้เห็นจากผลงานของพวกเขาไม่ใช่แค่ความพยายามในการยัดกลไกซับซ้อนลงไปในพื้นที่จำกัดเท่านั้นนะ แต่เป็นการสร้างคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนจนแทบจะกลายเป็นประติมากรรมเคลื่อนที่ได้บนข้อมือ และในรุ่นซีรีส์ที่ 5 นี้ที่เพิ่งปล่อยออกมา พวกเขาก็ยังคงตอกย้ำถึงแนวทางนั้นด้วยการเลือกใช้ลูกบอลสามมิติสีขาวแกะสลักที่ลอยตัวอยู่บนแกนสามแกน เพื่อทำหน้าที่บอกเวลาแบบกระโดด หรือ Jump Hour นั่นเอง

ทีนี้เรามาดูในแง่ของมุมมองเชิงลึกกันบ้าง จากภาพที่เห็นต้องบอกเลยว่าการทำนาฬิกากลไกทรงกลมที่ไร้ขาสายแบบดั้งเดิมนั้นถือเป็นโจทย์ที่ยาก แล้วก็ท้าทายโครงสร้างการสวมใส่อยู่พอสมควร โดยตัวเรือนไทเทเนียมเกรดสูงที่ถูกขึ้นรูปให้มีความโค้งมนรับกับสรีระข้อมือนั้น ก็ถูกออกแบบมาเพื่อแก้โจทย์ความหนาและเรื่องของน้ำหนักที่มักจะเป็นอุปสรรคของนาฬิกากลไกทรงโดมสูง และถ้าเกิดลองจินตนาการถึงตอนที่มันถูกสวมลงบนข้อมือจริงๆ หากใครที่ยังไม่คุ้นชินกับนาฬิกาทรงนี้มาก่อน แน่นอนว่าความรู้สึกแรกอาจจะดูแปลกตาจนชวนให้ตั้งคำถามว่า มันจะใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริงมากน้อยแค่ไหนนะ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าได้มีโอกาสได้ลองขึ้นข้อแล้วเราเชื่อว่าทุกคนจะอยากเป็นเจ้าของดูซักครั้ง เพราะการมองลูกกลมๆ หมุนเคว้งคว้างไปพร้อมกับการทำงานของกลไกสเกเลตัน A82 นั้น จะให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังพกพาพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมติดตัวไปทุกที่ มากกว่าจะเป็นแค่เครื่องมือเช็กเวลาว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดนาฬิกาอิสระหรือ Independent Watchmaking ในปัจจุบันทั้งในบ้านเรา หรือทั่วโลกกำลังเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ เหล่านักสะสมในยุคนี้ต่างก็ไม่ได้มองหาแค่ความเที่ยงตรงหรือแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นร้อยปีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเขาเริ่มมองหาความแปลกใหม่ ความกล้าที่จะแตกต่าง รวมไปถึงการมองหาเรื่องราวที่สะท้อนถึงรสนิยมเฉพาะตัว และงานฝีมือที่อยู่นอกเหนือจากกระแสหลัก และการที่แบรนด์ Hautlence นั้นผลิตนาฬิกาโดยจำกัดจำนวนการผลิตไว้เพียง 28 เรือนทั่วโลกสำหรับรุ่นนี้ จึงเป็นตัวเลขที่สร้างความพิเศษ ความเอ็กซ์คลูซีฟในแบบที่นักสะสมตัวยงย่อมเข้าใจดีว่ามันมีคุณค่าในแง่ของการครอบครองงานศิลปะที่มีลมหายใจ

ถ้าพิจารณาลงลึกไปถึงกลไกไขลานภายใน A82 ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ เราจะยิ่งเห็นถึงความซับซ้อนของการส่งผ่านพลังงานไปยังแกนสามแกนเพื่อส่งให้ตัวลูกบอลหมุนวนได้อย่างแม่นยำและนุ่มนวล จุดนี้ ถือเป็นหนึ่งในงานวิศวกรรมที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจเรื่องแรงเสียดทานและน้ำหนักอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่ตัวเข็มนาทีแบบตีกลับหรือ Retrograde นั้นจะทำหน้าที่กวาดไปตามส่วนโค้งของตัวหน้าปัดอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งการจัดวางองค์ประกอบเหล่านี้บนหน้าปัดแบบสเกเลตันทำให้เรามองเห็นการทำงานทุกชิ้นส่วนได้อย่างชัดเจน รวมถึงสีโมโนโครมโทนสีขาวที่เลือกใช้ในซีรีส์นี้ช่วยลดความอึดอัดของกลไกที่มีรายละเอียดเยอะ ทำให้ภาพรวมมันดูสะอาดตาและมีความร่วมสมัยสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมจับคู่มากับสายหนังกลับที่มีให้เราเลือกเปลี่ยนได้ทั้งโทนสีเขียว แดง และขาว ยิ่งทำให้เห็นความตั้งใจในการเบลอเส้นระหว่างนาฬิกาลุคสปอร์ตหรูและเครื่องประดับแฟชั่นชั้นสูงเข้าด้วยกันได้ดียิ่งขึ้น

ในมุมมองของคนทำงานสื่อ เรามักจะได้ยินคำถามซ้ำๆ จากผู้คนที่เพิ่งเริ่มสนใจนาฬิกาว่า ทำไมนาฬิกาพวกนี้ถึงมีราคาหลักล้าน ทั้งที่มันก็แค่อ่านเวลาได้เหมือนนาฬิกาเรือนละไม่กี่พันบาท ซึ่งคำตอบมักจะซ่อนอยู่ตรงดีเทลเล็กๆ แบบนี้นี่แหละ พูดง่ายๆ มันก็คือเรื่องของความพยายามในการผลักดันขีดจำกัดทางวิศวกรรม การตีความกาลเวลาในรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่มีใครกล้าทำ และความประณีตของงานประกอบด้วยมือที่ต้องใช้ช่างฝีมือระดับท็อปของวงการมานั่งประกอบทีละชิ้น แล้วการได้เห็นแบรนด์อย่าง Hautlence ยังคงยืนหยัดในด้านการสร้างสรรค์ผลงานที่อยู่นอกกรอบเดิมๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ นั่นก็คือเครื่องยืนยันว่าโลกของ horology ยังคงมีพื้นที่ให้เราได้รู้สึกตื่นเต้นและเซอร์ไพรส์เสมอๆ

บางที การที่เรามองนาฬิกาข้อมือสักเรือนในยุคนี้ อาจจะไม่ใช่แค่การมองหาเครื่องบอกเวลาที่แค่มีความเที่ยงตรงที่สุด แต่มันคือการมองหาชิ้นงานที่สามารถเล่าเรื่องราวและสร้างบทสนทนาได้ทันทีเมื่อมันมาอยู่บนข้อมือของเราเอง และถ้าในอนาคตมีโอกาสได้เดินทางไปสัมผัสเรือนจริงของ The Sphere Series 5 นี้แบบใกล้ชิดเมื่อไหร่ คงต้องเก็บภาพบรรยากาศและสัมผัสแรกมาเล่าให้ทุกคนฟังกันอีกรอบอย่างแน่นอน ฝากติดตามกันด้วยนะคะ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Hautlence The Sphere Series 5
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม ทรงเรขาคณิตแบบไร้ขา (Lugless) พร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมสามมิติ
  • หน้าปัด: สเกเลตัน (Skeleton) โทนสีขาวโมโนโครม แสดงกลไกแบบเปิดโล่ง
  • ฟังก์ชั่น: บอกชั่วโมงแบบกระโดดสามมิติ (3D Spin/Jump Hour Sphere) และนาทีแบบตีกลับ (Retrograde Minute)
  • กลไก: กลไกไขลาน In-house Calibre A82
  • สาย: สายหนังกลับ (Suede) มีให้เลือก 3 โทนสี (เขียว, แดง, ขาว)
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำกัด 28 เรือนทั่วโลก (Limited Edition)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
MB&F ปลุกตำนาน LM1 ขึ้นมาฉลองครบรอบ 15 ปีในร่าง LM1 EVO ปรับขนาดตัวเรือนเหลือ 42 มิลลิเมตร
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก
Bell & Ross BR-03 Space Mission เมื่อนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมหน้าปัดห้องนักบิน ถอดเข็มออกแล้วย้ายไปอยู่ในอวกาศ

Oris Aquis Date Kelp Forest Limited Edition ทำไมเรือนนี้ถึงน่าสนใจในตลาดนาฬิกาสปอร์ตดำน้ำ?

ลืมเรื่องอนุรักษ์ทะเลไปก่อน… เพราะ Aquis เรือนนี้สวยด้วยหน้าปัดล้วนๆ 

ตอนที่เห็นข่าวเปิดตัว Oris Aquis Date Kelp Forest Limited Edition แว่บแรกในหัวคือ “เอาอีกแล้วเหรอ? นาฬิกาดำน้ำหน้าปัดเขียวกับคอนเซ็ปต์อนุรักษ์ทะเล” เพราะตลอดหลายปีมานี้ วงการนาฬิกาค่อนข้างเสพติดธีมรักษ์โลกกันหนักพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้าปัดสีแปลกๆ ที่มักจะทำออกมาขายพ่วงกับโลโก้มูลนิธิ แล้วก็ตั้งราคาบวกเพิ่มไปตามระเบียบ

พอเราได้ลองมาพิเคราะห์ให้เจาะลึกลงไปในรายละเอียดตามภาพที่เราได้เห็น ทั้งในเนื้อสัมผัส และเรื่องราวเบื้องหลังของเรือนนี้ เราได้เห็นถึงสิ่งที่แบรนด์กำลังจะนำเสนอที่ดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ก็ไม่ได้ดูยัดเยียดหรือตั้งใจขายจนเกินงาม ยังมีการเล่าเรื่อง ความประณีต และมุมมองของคนที่ลงไปคลุกคลีกับปัญหาจริงๆ อยู่ในนั้นให้เราได้เห็น

ถ้าคุณเคยดำน้ำลึก หรืออย่างน้อยเคยเห็นภาพถ่ายใต้น้ำที่เคยได้รับรางวัลหรืออะไรก็แล้วแต่ คุณน่าจะพอนึกออกว่าภาพแสงแดดที่ส่องทะลุน้ำลงไปกระทบกับ “สาหร่ายเคลป์” (Kelp Forest) มันจะไม่ได้เป็นสีเขียวตื้นๆ แบบกระจก หรือสีเขียวฟลูออเรสเซนต์หลอดนีออนแบบในภาพที่ผ่านการแต่งแต้มสีสันลงไปพอสมควร แต่ของจริงมันคือเฉดสีเขียวที่มีมิติ มีความลึก มีความตื้น มีความเลื่อมของแสงทองเมื่อเกลียวคลื่นพัดพาให้เส้นสาหร่ายไหวติง

และนั่นก็เลยกลายเป็นไอเดียให้ทีมออกแบบของ Oris หยิบเอาความรู้สึกตรงนี้แหละมาถ่ายทอดลงบนหน้าปัดขนาด 41.5 มิลลิเมตร โดยการใช้เทคนิคการพิมพ์แบบ 3 มิติ (3D-printed surface treatment) ซึ่งถ้าเราส่องผ่านกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งตัดแสงสะท้อน จะทำให้เราเห็นพื้นผิวขรุขระที่มีทั้งเฉดเขียวไล่ระดับและประกายโทนสีทองจางๆ ซ่อนอยู่ข้างใต้ ซึ่งมันจะไม่ใช่แค่การสกรีนลายกราฟิกแบนๆ ลงบนแผ่นโลหะ ถ้าลองสังเกตดีๆ เราจะเห็นรายละเอียดที่เป็นเทกซ์เจอร์ที่มีความตื้นลึกจริงๆ เวลาแสงตกกระทบต่างมุม สีหน้าปัดจะเปลี่ยนอารมณ์ไปเรื่อยๆ

ส่วนองค์ประกอบเล็กๆ อย่างขอบ สเกลนาทีสีเขียวไลม์ (Lime-green) ที่เลือกใช้โทนเดียวกับข้อความ “Pressure Resistant” บนหน้าปัดก็จะเห็นว่า มีการผสานเข้ากับเข็มและหลักชั่วโมงพรายน้ำที่รายล้อมไปด้วยขอบสีทอง (Golden Outlines) ตรงนี้เป็โทรสีที่ตัดกับพื้นผิวสีเขียวเข้มได้ดี และมีผลต่อการอ่านค่าเวลา เรียกได้ว่าเป็นการคุมโทนความเป็นป่าใต้น้ำได้อย่างลงตัว จากภาพที่เราเห็นก็ไม่ดูเลอะเทอะหรือพยายามประโคมสีจนหมดความหรูหรา

จากข้อมูลอินไซด์นั้นเล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของนาฬิกาเรือนนี้ ไม่ได้เกิดจากห้องประชุมที่มีฝ่ายการตลาดที่นั่งคิดโจทย์ว่า “ปีนี้เราจะขายสีอะไรดี” แต่เริ่มจากบทสนทนาระหว่าง Oris กับคุณ Francis Pérez ที่เป็นช่างภาพใต้น้ำระดับโลกที่เป็น Brand Ambassador ของแบรนด์มาอย่างยาวนาน เชื่อไหมคะว่าพ่อหนุ่มคนนี้เขาใช้นานกว่า 25 ปีในการกดชัตเตอร์บันทึกชีวิตสัตว์ทะเลทั่วโลก และเขานี่แหละที่เป็นคนสะกิดบอกแบรนด์ว่า “ป่าสาหร่ายเคลป์กำลังจะหายไป” นั่นเลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดีย

เอาจริงๆ คนทั่วไปอาจจะคิดถึงแต่แนวปะการังเวลาที่พูดถึงระบบนิเวศทางทะเลใช่ไหมล่ะ แต่ในเขตน้ำเย็นนั้น ป่าสาหร่ายเคลป์คือบ้าน คือแหล่งอาหาร และคือปอดของโลกที่ช่วยดูดซับคาร์บอนและจะช่วยผลิตออกซิเจนมหาศาล ตรงนี้มีข้อมูลวิจัยชี้ชัดว่าแค่บริเวณตอนเหนือของสเปนเพียงแห่งเดียว ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา มีป่าสาหร่ายเคลป์สูญหายไปแล้วถึง 58% สาเหตุนั้นมาจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการทำประมงเชิงพาณิชย์นั่นเอง

นอกจากนี้ การที่ Oris หยิบเรื่องนี้มาถ่ายทอดผ่านเรือนเวลาจำกัด 1,000 เรือนทั่วโลก แม้ว่านาฬิกาเรือนเดียวจะไม่สามารถกู้วิกฤตโลกร้อนได้ในพริบตา แต่อย่างน้อยๆ มันก็คือการสร้างบทสนทนาบนข้อข้อมือ (Conversation Starter) ลองนึกดูสิว่าเวลาที่มีคนทักว่า อุ๊ย “หน้าปัดเรือนนี้สวยแปลกดี ทำไมเป็นลายนี้?” นั่นคือวินาทีที่เรื่องราวของป่าใต้น้ำได้ถูกส่งต่อไปยังผู้ครอบครอง (คนที่เป็นเจ้าของจะใจฟูขนาดไหนกันนะ)

ทีนี้มาเจาลึกภายในกันบ้าง มาดูว่ามีจุดที่น่าสนใจยังไง ถ้าพูดถึงในแง่ของสเปกตัวเรือน ถ้าใครที่เคยสัมผัส Oris Aquis Date รุ่นมาตรฐานเราว่าน่าจะคุ้นเคยกับมิติ Case Dimensions เป็นอย่างดี

มาดูงานประกอบตัวเรือนกันใกล้ๆ เราจะเห็นว่าเรือนนี้มีสัดส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 41.5 มิลลิเมตร ระยะจากขาเรือนถึงขาเรือนประมาณ 49 มิลลิเมตร และมีความหนา 12.9 มิลลิเมตร ก็ถือว่าเป็นไซต์ที่กำลังได้น้ำหนักพอดีบนข้อมือ สำหรับคนข้อมือมาตรฐานถือว่าไม่กางหรือใหญ่เทอะทะจนเกินไป แต่ถ้าคนข้อมือเล็ก ข้อมือบางก็อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ ส่วนรายละเอียดความคุ้มค่าแน่นอนค่ะว่ายังคงอัดแน่นตามมาตรฐานสายดำน้ำเช่นเคย ตั้งแต่ขอบแบบเบเซิลหมุนทิศทางเดียวพร้อมแผ่นวงแหวนเซรามิคสีเขียวที่รับกับตัวหน้าปัด รวมถึงเม็ดมะยมและฝาหลังแบบขันเกลียวอย่างแน่นหนาจนการันตีประสิทธิภาพการกันน้ำลึกถึง 300 เมตร ลุยได้หายห่วง

เรื่องสายนาฬิกาก็ทำมาเอาใจสายใช้งานจริง ซึ่งตัวสายสเตนเลสสตีลแบบ 3 ข้อที่มีการสลับงานขัดเงาและขัดซาตินดูมีมิติ นอกจากจะติดตั้งระบบ Quick-Change สำหรับกดเปลี่ยนสายด้วยตัวเองได้ทันทีแบบไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เจาะสายแล้ว ถ้าลองดูดีๆ ตรงตัวล็อกพับเก็บยังใส่ระบบ Quick-Adjust ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่กดปรับขยายความยาวสายในระดับมิลลิเมตรได้สบายๆ เวลาที่ข้อมือเราเกิดขยายตัวในวันอากาศร้อน ส่วนงานฝาหลังเหล็กกล้านั้นก็นำเสนอสัญลักษณ์การสลักลายป่าสาหร่ายเคลป์ พร้อมตอกหมายเลขประจำเรือนไว้อย่างชัดเจน

ขยับมาที่กลไกการทำงานเรือนนี้จะขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก Oris Caliber 733 ซึ่งพัฒนาบนฐานของ Sellita SW200-1 จะทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สามารถสำรองพลังงานได้ราวๆ 41 ชั่วโมง มาพร้อมกับฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที และเจาะช่องแสดงวันที่ไว้ตรงตำแหน่ง 6 นาฬิกาอย่างสมดุล

ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ แบบไม่เกรงใจ แม้ว่ากลไกชุดนี้จะไม่ใช่กลไกขั้นเทพตระกูล In-house อย่าง Caliber 400 ที่สำรองพลังงานได้ 5 วัน และประกันยาวๆ 10 ปี แต่มันก็ถือว่าเป็นกลไกสามัญประจำบ้านที่ทนทาน พึ่งพาได้ อะไหล่แพร่หลาย และดูแลรักษาง่ายในระยะยาว ซึ่งการเลือกใช้กลไกชุดนี้ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ Oris ควบคุมระดับราคาของนาฬิการุ่นนี้ให้อยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ง่าย

แล้วทำไมเรือนนี้ถึงน่าสนใจในตลาดนาฬิกาสปอร์ตดำน้ำ?

ด้วยราคาเปิดตัวที่เปิดตัวมา (ประมาณเกือบๆ แสนบาทไทย) เรามองว่า Oris Aquis Date Kelp Forest Limited Edition เรือนนี้ วางตำแหน่งตัวเองไว้อย่างชาญฉลาดไม่น้อย เพราะไม่ได้พยายามแข่งกับนาฬิกาดำน้ำระดับไฮเอนด์ราคาหลายแสน แต่ยืนระยะในฐานะ Every-day Dive Watch ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจน เข้าถึงง่าย

และการสัมผัสจริงบนข้อมือ ด้วยขนาด 41.5 มิลลิเมตร พร้อมระยะ Lug-to-Lug 49 มิลลิเมตร เราถือว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสวมใส่ง่าย คือไม่กางเกินไปสำหรับข้อมือคนเอเชีย ส่วนข้อสายสเตนเลสสตีลที่ทอดตัวโอบรับข้อมือได้เนียนแน่น และที่ชอบมากคือมาพร้อมระบบปรับขยายสายบนบัคเคิลช่วยให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง เช่น เวลาข้อมือขยายตัวในสภาพอากาศร้อน

สิ่งที่น่าชมเชยที่สุดคือ “ความพอดี” Oris ไม่ได้ยัดโลโก้มูลนิธิใหญ่โตลงบนหน้าปัดให้มันดูจงใจ ไม่ได้ติดคำประกาศเตือนโลกร้อนไว้ตรงขอบเบเซิล แต่กลับนำเสนอความงดงามของธรรมชาติผ่านงานฝีมือบนหน้าปัด 3D พิมพ์ลาย แล้วซ่อนสัญลักษณ์กับงานสลักไว้ที่ฝาหลังอย่างถ่อมตน

โดยรวมแล้ว Oris Aquis Date Kelp Forest Limited Edition เรือนนี้ แม้จะไม่ใช่นาฬิกาที่หวือหวาด้วยเทคโนโลยีระดับอวกาศ และก็คงไม่ใช่เรือนที่ซื้อมาเพื่อเก็งกำไรในตลาดมือสอง แต่ส่วนตัวชอบโทนสีเขียวที่ค่อนข้างหายาก สำหรับเรามันคือนาฬิกาสายสปอร์ตดำน้ำที่ดูสวย แปลกตา และยังมีเรื่องราวที่จริงใจ หากคุณกำลังมองหานาฬิกาใช้งานประจำวันที่ใส่ไปทำงานก็ดูดี ใส่ไปเที่ยวทะเลก็ลุยได้เต็มที่ แถมยังมีหน้าปัดสีเขียวที่มีมิติไม่ซ้ำใคร เรือนนี้คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าประทับใจไม่น้อย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Oris Aquis Date Kelp Forest Limited Edition (ผลิตจำนวนจำกัด 1,000 เรือนทั่วโลก)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 41.5 มม. (Lug-to-Lug 49 มม. / หนา 12.9 มม.) ขอบเบเซิลเซรามิคสีเขียวปรับหมุนได้ทิศทางเดียว ฝาหลังและเม็ดมะยมแบบขันเกลียว กันน้ำลึก 300 เมตร (30 bar)
  • หน้าปัด: สีเขียวมหาสมุทร พิมพ์ลายป่าสาหร่ายแบบ 3 มิติ (3D-printed) สเกลนาทีสีเขียวไลม์ เข็มและหลักชั่วโมงสีทองเคลือบสารพรายน้ำ Super-LumiNova
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลาชั่วโมง นาที วินาที (พร้อมระบบหยุดเข็มวินาที Hacking Seconds) แสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา สเกลจับเวลาดำน้ำ 60 นาที
  • กลไก: ขึ้นลานออโตเมติก Oris Caliber 733 (พัฒนาบนฐาน Sellita SW200-1) ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz) สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
  • สาย: สเตนเลสสตีล 3 ข้อ ขัดเงาสลับขัดซาติน พร้อมระบบเปลี่ยนสายเร็ว (Quick-Change) และระบบปรับขยายความยาวสายบนตัวล็อก (Quick-Adjust)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre พาเปิดเบื้องหลังความนิ่งและสมาธิของ หวัง ชุ่น นักกีฬาว่ายน้ำโอลิมปิก ในซีรีส์สารคดี The Hour Before 
เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก

Urwerk UR-300 Time Quantum มาพร้อมนวัตกรรม T-Frame พลิกโฉม 30 ปี Wandering Hours

เมื่อ Wandering Hours ของ Urwerk เปลี่ยนรูปทรง 30 ปีผ่านไป แบรนด์จอมรั้นยอมรื้อวิธีคิดตัวเองแล้ว

สารภาพตรงนี้เลย นาทีแรกที่เห็นภาพกับซูมภาพเรือนจริงผ่านจอ สื่อนาฬิกาหลายสำนักแทบจะกวักมือเรียกกันมาดู แล้วอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “เอาจริงดิ?” มันเหมือนโดน Felix Baumgartner กับ Martin Frei ตบหน้าด้วยความจริงบางอย่าง เพราะตลอด 30 ปีที่ผ่านมา Urwerk สร้างภาพจำให้พวกเราจนชินตา ถ้าพูดถึงระบบ Wandering Hours หรือจานหมุนตัวเลขชั่วโมงวนลูป ภาพในหัวต้องเป็นก้อนโลหะทรงบึ้ก เหมือนยานอวกาศหลุดมาจากหนังไซไฟยุค 90s หนักๆ คมๆ ลื่นหลุดมือทีมีเจ็บเท้า แต่นี่อะไรกัน? ทำไมความก้าวร้าวพวกนั้นมันหายไปไหนหมด?

ย้อนกลับไปปี 1997 Urwerk นั้นไม่ได้เป็นคนคิดค้นระบบ Wandering Hours ขึ้นมาเองตั้งแต่วัตถุดิบแรก กลไกเวลาหมุนวนแบบนี้ถ้านับประวัติศาสตร์กันจริงจัง มีมาตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 17 นู่นแล้ว ตั้งแต่ยุคนาฬิกาลูกตุ้มของคหบดีแถบยุโรปด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ Urwerk ทำตลอดเกือบสามสิบปี คือการเอาคอมพลิเคชั่นโบราณมาจับยัดเข้าโรงงานไฮเทค ถอดชิ้นส่วน ปรับโฉม แล้วส่งออกมารับขวัญคนเล่นนาฬิการ่วมสมัย เริ่มตั้งแต่จานดิสค์หมุนวน (Wandering Discs) ขยับไปเป็นลูกบาศก์สามมิติที่พลิกเปลี่ยนตัวเลขได้ (Rotating Cubes) จนกลายเป็นภาพจำของแบรนด์อินดี้จอมกวน 

แต่เชื่อไหม ไม่ว่าจะเปลี่ยนรุ่น เปลี่ยนหน้าตา หรือพัฒนาเคสให้ดูเป็นยานอวกาศขนาดไหน หัวใจเชิงกลไกที่ซ่อนอยู่ข้างในกลับวางอยู่บนสมการเดิมมาตลอดเกือบสามทศวรรษ นั่นคือการใช้ แขนยึดแบบสมมาตร (Symmetrical Arms) วางตัวสมดุลกันเป๊ะๆ ทำหน้าที่หิ้วจานดิสค์หรือลูกบาศก์หมุนเป็นวงกลมรอบแกนกลาง มันเป็นโครงสร้างที่สมบูรณ์แบบจนแทบกลายเป็นกฎเหล็กที่ไม่มีใครในแบรนด์กล้าแตะต้อง 

แต่แล้ววันนี้ Urwerk ก็ล้มเพลย์ลิสต์เดิมที่ตัวเองซ้อมมา 30 ปีจนได้ บนเรือนเวลารุ่นล่าสุดอย่าง UR-300 Time Quantum พวกเขาสลัดโครงสร้างแขนยึดแบบสมมาตรทิ้งไปแบบไม่เสียดาย แล้วเปิดตัวระบบใหม่ที่ใช้คานโลหะสองชิ้นประกอบกันเป็น “เฟรมรูปตัว T” (T-shaped Frame) ซึ่งความกล้าบ้าบิ่นมันไม่ได้อยู่แค่อารมณ์การจัดวาง แต่คือจังหวะที่เฟรมตัว T นี้จะทำการ “ดีดตัวจัดระเบียบโครงสร้างใหม่ในกึ๊กเดียว” (Single Jump) ทุกๆ ครึ่งชั่วโมงหรือทุกรอบการเปลี่ยนชั่วโมง ลองนึกภาพคนเล่น Rubik ที่ไม่ได้ค่อยๆ หมุนทีละก๊อก แต่นั่งรอเวลาจนครบกำหนดแล้วใช้นิ้วสะบัดฉึบให้รูปทรงมันเด้งเปลี่ยนองศาตัวเองทันทีบนข้อมือ มันคือกลไกที่มีจังหวะการทำงานโคตรกวนประสาทและท้าทายเรื่องแรงสะเทือนภายในแบบสุดๆ 

ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่

Urwerk ยังเก็บปรัชญาพื้นฐานบางอย่างเอาไว้ไม่ให้แฟนคลับช็อกตายไปเสียก่อน สเกลนาทียังคงวางทอดตัวเป็นส่วนโค้ง 108 องศาตรงตำแหน่ง 6 นาฬิกาอย่างคุ้นเคย และตัวเลขชั่วโมงก็ยังทำหน้าที่เป็นเข็มชี้บอกเวลาวิ่งผ่านสเกลไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปชนิดที่คนเคยจับ Urwerk มาก่อนต้องขยี้ตาซ้ำๆ คือ “วิธีการ” ที่พาตัวเลขชั่วโมงเหล่านั้นเดินทางมาถึงจุดหมายต่างหาก

เลิกคุยเรื่องลูกบาศก์สามมิติเดิมๆ ไปได้เลย กลไกแสดงชั่วโมงรอบนี้ถูกสร้างขึ้นบนโครงสร้างที่แบรนด์เรียกว่า T-Frame โดยเปลี่ยนมาใช้ “แท่งปริซึมสามเหลี่ยม” (Three-sided Prisms) จำนวนสี่ชิ้นมารับหน้าที่แบ่งตัวเลข 12 ชั่วโมงไปถือไว้ มองครั้งแรก เจ้าโครงสร้างรูปตัว T นี้ดูเหมือนก้อนโลหะชิ้นเดียวที่ยึดแน่นกับที่ แต่ความจริงมันคือคานสองชิ้นแยกอิสระจากกันอย่างเด็ดขาด คานชิ้นแรกวางตัวในแนวดิ่งชี้ลงหาซีกหน้าปัดล่าง ส่วนคานอีกชิ้นวางพาดขวางในแนวนาบ ทั้งสองคานนี้ต่างหิ้วแท่งปริซึมไว้ที่ปลายทั้งสองฝั่ง และความพีคคือ พวกมันจะคอย “สลับบทบาทกัน” (Swapping Roles) สลับตำแหน่งจากแนวตั้งเป็นแนวนอนไปเรื่อยๆ ทุกๆ ชั่วโมงแบบไม่มีพัก

มาถึงช่วงเวลาที่กลไกเริ่มทำงานจริง ซึ่งบอกเลยว่าพีคและซับซ้อนสมชื่อ

ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม เจ้าแท่งปริซึมตัวที่ห้อยอยู่ปลายล่างสุดของคานดิ่งจะค่อยๆ เคลื่อนตัวเลื้อยไปตามสเกลนาทีอย่างช้าๆ แบบนุ่มนวล แต่พอเข็มเดินทางมาแตะเส้นชัยที่ขีด 60 นาทีปุ๊บ ทุกอย่างจะระเบิดจังหวะประสานงานพร้อมกันสามอย่างในเสี้ยววินาทีเดียวแบบไม่ต้องรอจังหวะหายใจ

เรื่องแรกคือ คานทั้งสองชิ้นจะสลับตำแหน่งกันอย่างรวดเร็ว คานแต่ละอันจะหมุนเหวี่ยงรอบจุดศูนย์กลางของตัวเอง ทำให้คานดิ่งเดิมพลิกตัวเองขึ้นไปนอนขวางเป็นแนวนอนด้านบน ในขณะที่คานขวางตัวเก่าจะหมุนสลับลงมาทำหน้าที่เป็นคานดิ่งอันใหม่แทน

พร้อมๆ กันนั้น ตัวแคร์เซล (Carousel) ที่ทำหน้าที่แบกคานทั้งคู่อยู่ตรงกลาง จะทำการดีดตัวก้าวกระโดดไปข้างหน้า 72 องศาทันที เพื่อเหวี่ยงคานดิ่งชิ้นใหม่ล่าสุดให้ลงมาประจำการเริ่มต้นที่จุดสตาร์ตของสเกลนาทีพอดีเป๊ะ

และขั้นตอนสุดท้ายที่เฉียบขาดที่สุดคือ แท่งปริซึมทั้งสี่ตัวจะหมุนปรับองศาของตัวเองพร้อมกัน เพื่อเปลี่ยนหน้าพรีเซนต์ตัวเลขชั่วโมงถัดไปให้หงายขึ้นมาแสดงผลที่ตำแหน่งด้านล่างพอดิบพอดี มันเป็นการทำงานที่ประสานเสียงกันระหว่างการสลับคาน การหมุนแคร์เซล และการพลิกหน้าปริซึม ที่ถ้าเฟืองข้างในไม่คำนวณแรงตึงและองศามาอย่างเฉียบคม มีหวังทุกอย่างได้ติดขัดคาหน้าปัดกลางอากาศแน่นอน

คณิตศาสตร์เบื้องหลังระบบ T-Frame ตรรกะที่ออกแบบมาลงตัวแบบไร้รอยต่อ

พอลองถอดรหัสตัวเลขเบื้องหลังระบบนี้ จะเห็นความชาญฉลาดเชิงตรรกะที่ Urwerk วางเอาไว้อย่างประณีต

ปริซึมทั้ง 4 ตัวจะสลับกันลงมาประจำการที่ตำแหน่งล่างสุดของตัว T ทีละตัว นั่นหมายความว่าปริซึมแต่ละชิ้นจะมีคิวลงมาแสดงผลเวลาเพียงแค่นาทีละหนึ่งครั้งในทุกๆ 4 ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ ตัวเลขชั่วโมงที่อยู่บนปริซึมแต่ละอันจึงถูกเว้นระยะห่างกันทีละ 4 ชั่วโมงพอดีเป๊ะ ตัวอย่างเช่น ปริซึมชิ้นแรกถือเลข 1, 5 และ 9 ปริซึมชิ้นถัดไปถือเลข 2, 6 และ 10 เรียงสลับกันไปในลักษณะนี้จนครบทั้ง 12 ชั่วโมง

ในทุกๆ จังหวะที่กลไกดีดตัว (Jump) ปริซึมทุกตัวจะทำการหมุนพลิกไปหนึ่งหน้าเสมอ ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ปริซึมชิ้นเดิมวนลูปกลับลงมาประจำการที่ตำแหน่งล่างสุดอีกครั้ง มันจะผ่านการหมุนไปแล้วทั้งหมด 4 รอบ

ทว่าแท่งปริซึมนี้มีเพียงแค่ 3 หน้า การหมุน 3 รอบแรกจึงเป็นการพลิกครบรอบกลับมาที่จุดเดิม และการหมุนรอบที่ 4 จะเป็นจังหวะที่ดันตัวเลขใหม่ออกมาแสดงผลพอดี

ลองยกตัวอย่างปริซึมชิ้นที่กำลังแสดงเลข 1: เมื่อกลไกกระโดด ครั้งแรกมันจะหมุนไปที่เลข 5 ครั้งต่อมาไปที่ 9 และครั้งที่สามจะวนกลับมาที่เลข 1 อีกครั้ง พอถึงการหมุนรอบที่ 4 มันจึงลงล็อกที่เลข 5 ได้พอดีเป๊ะ ตรงตามรอบเวลา 4 ชั่วโมงถัดมาอย่างไร้รอยต่อ

จุดที่ต่างจาก Urwerk ยุคก่อนๆ แบบคนละเรื่องเลย คือระบบเดิมพวกจานดิสค์หรือลูกบาศก์อันไหนยังไม่ถึงคิว มันก็จะอยู่นิ่งๆ รอรอบตัวเองอยู่เงียบๆ มีแค่ชิ้นที่จะเข้าประจำการเท่านั้นที่ยอมขยับตัว แต่บน UR-300 Time Quantum รอบนี้ ปริซึมทั้ง 4 ตัวโดนสั่งให้พลิกหมุนไปพร้อมกันหมดทุกเรือน

เบื้องหลังฉากคือปริซึมที่ปลายคานแต่ละข้างถูกยึดเชื่อมเข้ากับเฟืองวงรอบตรงจุดศูนย์กลางของคานชิ้นนั้นๆ พอถึงนาทีที่ 60 กลไกสับไกปุ๊บ แรงส่งจะกระชากให้ปริซึมทุกตัวหมุนพลิกหน้าพร้อมกันหมดทั้งแผง ซึ่งถ้าไม่ได้คณิตศาสตร์การวางตัวเลขขั้นเทพที่เล่าไปก่อนหน้านี้มาช่วยคุมจังหวะ มีหวังตัวเลขมั่วซั่วอ่านเวลาไม่รู้เรื่องแน่ๆ

แต่แน่นอน ของฟรีไม่มีในโลก การสั่งให้ชิ้นส่วนโลหะหลายชิ้นกระโดดหมุนพร้อมกันในเสี้ยววินาทีแบบนี้ มันสูบพลังงานจากตลับลานชนิดที่เห็นแล้วแอบปาดเหงื่อแทน พลังงานสำรอง (Power Reserve) รอบนี้เลยจอดอยู่ที่ 44 ชั่วโมง ซึ่งแอบสั้นกว่า Urwerk หลายรุ่นในยุคหลังๆ อยู่สักหน่อย แต่นั่นแหละ คือค่าธรรมเนียมความบันเทิงที่เราต้องจ่ายเพื่อแลกกับการได้เห็นกลไกดีดตัวสุดเร้าใจบนข้อมือ

งานออกแบบตัวเรือน มิติใหม่บนมวลโลหะไทเทเนียม

พละกำลังของกลไกกระโดดสลับแผง T-frame อันซับซ้อนขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องใช้พื้นที่พักพิงไม่น้อย แม้ว่าช่วงหลังๆ Urwerk จะพยายามบีบนาฬิกาสายแซตเทลไลท์ของตัวเองให้มีขนาดกะทัดรัดลงเพื่อความใส่สบาย แต่สำหรับ UR-300 เรือนนี้ พวกเขาจำเป็นต้องสร้างพื้นที่ที่มีความกว้างตัวเรือนขยับขึ้นไปถึง 45.2 มิลลิเมตร พร้อมความหนา 18.25 มิลลิเมตร บอกกันตามตรงว่านี่คือนวัตกรรมบนข้อมือที่มีมวลและความหนาแน่นแบบจัดเต็ม ไม่ใช่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้เนียนๆ

สิ่งที่น่าสนใจคือการเปิดตัวรูปทรงตัวเรือนใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่เคยปรากฏบนเรือนเวลา Urwerk รุ่นใดมาก่อน รูปร่างสายโค้งแปลกตานี้มาพร้อมกับวัสดุไทเทเนียม โดยมีให้เลือก 2 อารมณ์ดิบๆ แตกต่างกัน

เรือนแรกคือการโชว์ผิวโลหะไทเทเนียมเปลือยเน้นความโปร่งและเส้นสายงานสถาปัตยกรรม ส่วนอีกเรือนมาในลุคสีดำดุดัน ซึ่งไม่ได้ใช้การเคลือบ DLC แบบเดิมๆ แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีPECVD (Plasma-Enhanced Chemical Vapour Display) เคลือบผิวในระดับพลาสม่า ทำให้เนื้อสีดำซึมลึก ผิวสัมผัสมีความทนทานต่อการรอยขีดข่วนดีเยี่ยม และให้มิติเฉดสีที่ดูสุขุมเข้มกว่าที่เคย

ใต้กระจกโค้งบานใหญ่นั้น กลไกออโตเมติกหลักถูกวางตบแต่งอย่างประณีต โดยมีโมดูลชิ้นพิเศษที่ Urwerk ซุ่มพัฒนาขึ้นมาเองครอบอยู่ด้านบนสุด เพื่อรับหน้าที่ขับเคลื่อนและประคองชุดโครงสร้าง T-Frame โดยเฉพาะ

ข้างๆ สเกลนาทีด้านล่าง ถ้าไม่สังเกตดีๆ อาจมองข้ามเข็มวินาทีชุดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่แบบแอบๆ ไปเลย การแสดงผลวินาทีรอบนี้ใช้เข็มสามชิ้นสลับกันวิ่งผ่านวงโค้ง 120 องศา โดยเข็มแต่ละเล่มจะรับไม้ต่อกันกวาดช่วงเวลาเล่มละ 20 วินาทีพอดี เปรียบเหมือนการส่งไม้ฟลายเออร์ในวงการยิมนาสติกที่ดูเพลินตามาก

ส่วนเรื่องระบบโรเตอร์ขึ้นลาน Urwerk ยังคงใส่ลายเซ็นกลไกสิทธิบัตร Dual Flow Turbine เข้ามาช่วยคุมจังหวะ การทำงานของเทอร์ไบน์คู่นี้จะช่วยชะลอแรงเหวี่ยงหนี่ศูนย์ของโรเตอร์ไม่ให้หมุนฟรีจนแรงเกินไปเวลาขยับข้อมือเร็วๆ ช่วยเซฟเฟืองภายในและลดการสึกหรอของระบบออโตเมติกไปได้เยอะมาก ทำให้กลไกชุดนี้ทนทานและนิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลทางเทคนิค Urwerk UR-300 Time Quantum
  • รหัสรุ่น (Reference): UR-300-TQ
  • กลไก (Movement): กลไกออโตเมติก คาลิเบอร์ UR-30.01V, สำรองพลังงาน 44 ชั่วโมง, ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิรตซ์)
  • ฟังก์ชัน (Functions): แสดงชั่วโมงแบบ Wandering Hours ร่วมกับโครงสร้าง T-frame กระโดดเปลี่ยนจังหวะ, แสดงนาที และแสดงวินาที
  • ตัวเรือน (Case): ขนาด 45.2 มม. x 58.8 มม. หนา 18.25 มม., วัสดุเกรด 5 ไทเทเนียม (Grade 5 Titanium), กันน้ำได้ลึก 30 เมตร
  • สาย (Strap): สายผ้าสไตล์นาโต้ (Nato Strap)
  • จำนวนการผลิต (Limited Edition): ผลิตจำกัดรวมเพียง 50 เรือนทั่วโลก (แบ่งเป็นรุ่นไทเทเนียมผิวเปลือย 25 เรือน และรุ่นไทเทเนียมเคลือบสีดำ 25 เรือน)

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
เปิดตัว TAG Heuer Formula 1 Solargraph x Oracle Red Bull Racing ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความร่วมมือ
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก
เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’

Jaeger-LeCoultre พาเปิดเบื้องหลังความนิ่งและสมาธิของ หวัง ชุ่น นักกีฬาว่ายน้ำโอลิมปิก ในซีรีส์สารคดี The Hour Before 

0

พาไปเจาะลึกเบื้องหลังสมาธิและเส้นทางของ หวัง ชุ่น แชมป์กีฬาว่ายน้ำโอลิมปิก ในซีรีส์ The Hour Before 

เสียงกดเปิดหน้าจอสมาร์ตโฟนตอนตีสาม 4 สัปดาห์ก่อนแข่งโอลิมปิกมักไม่มีเสียงดนตรีประกอบ มีเพียงลมหายใจลึกๆ ของนักกีฬาที่กำลังนับถอยหลังสู่วินาทีตัดสินบนแท่นกระโดด การขีดเส้นแบ่งระหว่างเหรียญทองกับความพ่ายแพ้ในสระว่ายน้ำระดับโลกถูกวัดด้วยเสี้ยววินาทีเดียว ซึ่งเป็นภาษาเดียวกับที่ช่างซ่อมนาฬิกาในโรงงานแซนด์โปลีส์ใช้งานทุกวันผ่านเกลียวเฟืองและสปริงลาน เมื่อ Jaeger-LeCoultre ดึงตัวนักกีฬาว่ายน้ำโอลิมปิกและเพื่อนสนิทของแบรนด์อย่าง หวัง ชุ่น (Wang Shun) กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในซีรีส์บทสัมภาษณ์ “The Hour Before” สิ่งที่น่าสนใจคือการเอาคนสองประเภทที่หมกมุ่นกับเศษเสี้ยวของเวลามานั่งคุยกันอย่างจริงจัง

คนวงการนาฬิกามักตั้งคำถามเวลาแบรนด์นาฬิการะดับสูงเลือกดึงนักกีฬามาเป็นพรีเซนเตอร์ว่ามันจะเชื่อมโยงกันได้ลึกซึ้งแค่ไหน หรือสุดท้ายก็เป็นแค่การแปะป้ายโลโก้หล่อๆ บนโปสเตอร์ แต่กรณีของหวัง ชุ่น กับคอลเลกชัน Reverso และงานช่างฝีมือของแบรนด์มีความบังเอิญคล้ายคลึงกันอยู่ตรงความนิ่งเงียบ ท่ามกลางกระแสความฉูดฉาดของวงการนาฬิกาสมัยใหม่ที่พยายามตะโกนแข่งกันด้วยหน้าปัดสีเจ็บๆ หรือตัวเรือนไซส์ยักษ์ หวัง ชุ่น กลับเลือกความเรียบง่ายที่ผ่านการขัดเกลามาแล้วอย่างดี เช่นเดียวกับงานประกอบตัวเรือน Reverso ที่ยึดถือความเรียบมาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1930 โดยไม่ต้องพยายามทำตัวเสียงดังเพื่อให้คนหันมามอง

การทำความเข้าใจความเก่งของหวัง ชุ่น ในฐานะแชมป์กีฬาว่ายน้ำประเภทเดี่ยวผสม (Individual Medley) มีความคล้ายคลึงกับการทำความเข้าใจกลไกซับซ้อนในห้องเครื่องจักรกล การว่ายน้ำเดี่ยวผสม บังคับให้มนุษย์คนหนึ่งต้องเปลี่ยนทักษะร่างกายถึงสี่แบบภายในเรซเดียว ท่าผีเสื้อ กรรเชียง กบ และฟรีสไตล์ แต่ละท่าจะมีจังหวะการหายใจ แรงต้านน้ำ และกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานคนละชุด ความอัจฉริยะไม่ได้อยู่ที่การว่ายท่าใดท่าหนึ่งให้เร็วที่สุด แต่มันคือรอยต่อระหว่างท่าหนึ่งไปสู่อีกท่าหนึ่งต่างหากที่ตัดสินชัยชนะ การเปลี่ยนผ่านอย่างไร้รอยต่อนี้สะท้อนตรงกับแนวคิดของโรงงานผลิตนาฬิกา Jaeger-LeCoultre ที่มีช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลากหลายแขนงทำงานร่วมกันภายใต้หลังคาเดียวกัน ทุกคนพูดภาษาของตัวเอง แต่งานทั้งหมดต้องประกอบกันออกมาเป็นจังหวะเวลาที่เดินหน้าอย่างเที่ยงตรง

บทสนทนาในรายการ The Hour Before นั้นจะพาผู้ชมไปดูช่วงเวลาก่อนที่ความกดดันจะระเบิดออกมา ภาพของหวัง ชุ่น นั่งประกอบชิ้นส่วนเคส Reverso ด้วยมือคู่เดิมที่ใช้ฟาดฟันคลื่นน้ำในสระโอลิมปิกสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดแต่น่ามอง การสัมภาษณ์ดำเนินไปโดยไม่มีสคริปต์การตลาดที่น่าเบื่อ ไม่มีคำถามว่าคุณใส่รุ่นไหนหรือเรือนนี้ราคาเท่าไหร่ แต่กลายเป็นการพูดคุยเรื่องความอดทน การควบคุมจิตใจ และจังหวะชีวิตที่ถูกบีบอัดลงในหน่วยของวินาที ภาพระยะใกล้ของมือช่างนาฬิกาที่กำลังขัดแต่งเหลี่ยมมุมเหล็กกล้าสอดรับกับแววตาสนใจใคร่รู้ของนักกีฬาว่ายน้ำ ทำให้เห็นว่าความประณีตไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่มันคือการทำซ้ำๆ ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดที่คนทั่วไปมองไม่เห็น

หากสังเกตสไตล์การแต่งตัวในชีวิตประจำวันของหวัง ชุ่น เราจะพบความน่าสนใจอย่างหนึ่งคือความนิ่งขรึมที่ไม่พยายาม เจ้าตัวมักเลือกเสื้อผ้าทรงหลวมที่ทิ้งตัวสวยและเน้นสัดส่วนความสมดุลมากกว่าการใส่แบรนด์เนมโลโก้โตๆ เพื่อประกาศความรวย ความคิดแบบนี้สะท้อนตรงกับคาแรคเตอร์ของนาฬิกาตระกูล Reverso อย่างแม่นยำ ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่พลิกกลับด้านได้ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องกระจกนาฬิกาจากการกระแทกบนสนามโปโลในอดีต แต่มันดันกลายเป็นไอเทมสุดคลาสสิกที่คนมีรสนิยมเลือกใส่โดยไม่ต้องแคร์เทรนด์แฟชั่นรายสัปดาห์ ความหรูหราในมุมมองของทั้งแบรนด์และนักกีฬาคนนี้ ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนผ่านสัดส่วนที่ถูกต้องและความเรียบง่ายที่ผ่านการคิดมาแล้ว

ในมุมมองของผู้บริโภคยุคนี้ ความเบื่อหน่ายกับอินฟลูเอนเซอร์หน้าเดิมๆ ที่ใส่สูทผูกไทแล้วยิ้มแห้งๆ ให้กล้องเริ่มอิ่มตัว การดึงเอานักกีฬาที่ผ่านการฝึกซ้อมวันละหลายชั่วโมงจนผิวซีดเพราะคลอรีนมานั่งจับเครื่องมือช่างตอกสลักเรือนนาฬิกา ถือเป็นการเลือกใช้คนจริงๆ มาเล่าเรื่อง ความเชื่อมโยงระหว่างเศษเสี้ยววินาทีที่หายไปในสระแข่งกับการขยับเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกา ถูกร้อยเรียงผ่านสารคดีขนาดสั้นชุดนี้ได้อย่างกลมกล่อมโดยไม่รู้สึกเหมือนกำลังโดนยัดเยียดโฆษณาขายของ

การเติบโตของแบรนด์เก่าแก่อายุเกือบศตวรรษอย่าง Jaeger-LeCoultre ในยุคที่คนรุ่นใหม่หันไปสนใจสมาร์ทวอทช์วัดชีพจร หนีไม่พ้นการหาจุดร่วมทางจิตวิทยาแบบนี้ การรักษามาตรฐานการผลิตกลไกอินเฮ้าส์จำนวนจำกัด ควบคู่ไปกับการเลือกจับมือกับบุคคลที่มีคาแรคเตอร์นิ่ง ลึก และไม่ตามกระแส ช่วยรักษาคุณค่าของแบรนด์ให้ยังคงน่าค้นหา หวัง ชุ่น อาจจะไม่ใช่นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังที่มีข่าวหน้าหนึ่งทุกวัน แต่ความเงียบขรึมและความมุ่งมั่นของเขาให้ผลลัพธ์ที่ทรงพลังกว่าการจ้างซุปตาร์มาถือนาฬิกาถ่ายรูปตามอีเวนต์เปิดตัวทั่วไปหลายเท่าตัว

หลังจากที่เราดูคลิปจบแล้ว เมื่อปิดท้ายคลิปวิดีโอของ The Hour Before ลง สิ่งที่ติดค้างอยู่ในหัวไม่ใช่ความสวยงามของตัวเรือนไวท์โกลด์หรือสเตนเลส แต่เป็นภาพของความนิ่งสงบก่อนที่พายุจะมาถึง ไม่ว่าจะเป็นความเงียบในห้องพักนักกีฬาก่อนเสียงนกหวีดดังขึ้น หรือความเงียบในห้องทำงานของช่างซ่อมนาฬิกาก่อนที่ลานจักรกลชุดสุดท้ายจะถูกไขให้ตึง ทั้งสองโลกนี้ยังคงดำเนินต่อไปภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน คือความแม่นยำที่ไม่เคยปรานีใคร และความพยายามที่จะควบคุมเวลาให้อยู่ในกำมือให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
เปิดตัว TAG Heuer Formula 1 Solargraph x Oracle Red Bull Racing ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความร่วมมือ
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก
เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’

Tudor ต้อนรับดีเจเทคโนระดับโลก Charlotte de Witte ร่วมครอบครัว Born to Dare ถ่ายทอดสปิริตกล้าฉีกทุกกฎเกณฑ์  

0

กลับมาสร้างความฮือฮาด้วยการดึง Charlotte de Witte ดีเจเทคโนมือหนึ่งของโลก มาร่วมเป็นแอมบาสเดอร์ในแคมเปญ Born To Dare เพื่อสะท้อนถึงตัวตนความกล้าและนอกกรอบ

เสียงเบสความถี่ต่ำกระแทกผ่านลำโพงขนาดใหญ่บนเวทีหลักของเทศกาลดนตรีระดับโลก คงไม่ใช่สถานที่ที่คุณคาดหวังว่าจะได้เห็นนาฬิกาจักรกลสวิสแบรนด์ดังไปโผล่อยู่บนข้อมือของผู้ควบคุมจังหวะ แต่วันนี้ Tudor เลือกส่งสัญญาณความขบถระลอกใหม่ด้วยการคว้าตัว Charlotte de Witte ดีเจและโปรดิวเซอร์เพลงเทคโนระดับแถวหน้าของโลกชาวเบลเยียม เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแอมบาสเดอร์แบรนด์อย่างเป็นทางการ

การดึงตัวดีเจสาวมาร่วมงานครั้งนี้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และคำถามในหมู่คนรักนาฬิกาอยู่พอสมควร หลายคนอาจตั้งแง่ว่าแบรนด์นาฬิกาสายลุยที่มีรากฐานมาจากการดำน้ำลึก การสำรวจขั้วโลก หรือการแข่งรถ จะไปเข้ากันได้อย่างไรกับซาวด์ดนตรีสไตล์ดาร์กและมินิมอลที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันมืดมิดของคลับใต้ดิน แต่หากลองมองย้อนกลับไปที่ปรัชญา “Born to Dare” ของ Tudor จะพบว่าในยุคนี้ ความกล้าหาญไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปีนภูเขาน้ำแข็งหรือดำดิ่งลงไปใต้ก้นมหาสมุทรอีกต่อไป และเส้นทางชีวิตของ Charlotte de Witte คือบทพิสูจน์ชั้นดีว่าเธอเหมาะสมกับแนวคิดนี้ทุกประการ

ต้องบอกว่าก้าวแรกในเส้นสายอาชีพของเธอนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เชื่อไหมว่าในช่วงเริ่มต้น Charlotte เองก็เคยต้องใช้นามแฝงผู้ชายอย่าง “Raving George” เพื่อก้าวข้ามอคติทางเพศในวงการเพลงเทคโน ก่อนที่เธอจะทลายกำแพงเหล่านั้นลงด้วยผลงานและความเด็ดเดี่ยว แล้วการันตีด้วยตำแหน่งดีเจเทคโนอันดับ 1 ของโลกจาก DJ Mag ติดต่อกันถึง 7 ปีซ้อน รวมไปถึงการสร้างประวัติศาสตร์เป็นศิลปินเทคโนหญิงคนแรกที่ได้เล่นปิดเวทีใหญ่ในเทศกาล Tomorrowland และเป็นดีเจหญิงคนแรกที่ได้ขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่อย่าง Detroit Movement Festival, Ultra Music Festival ในไมอามี ตลอดจนงานระดับโลกอย่าง Coachella, Lollapalooza และ Las Vegas Sphere ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่าเธอกล้าหาญที่จะฉีกตำราแล้วสร้างเส้นทางของตัวเองขึ้นมาแทน

จริงๆ แล้วการร่วมมือกันครั้งนี้ยังมีความน่าสนใจซ่อนอยู่ เพราะดนตรีเทคโนไม่ได้วัดกันที่ความเที่ยงตรงของเข็มนาฬิกา แต่มันคือเรื่องของจังหวะบีต การขับเคลื่อนอารมณ์ และการบันทึกช่วงเวลาในเสี้ยววินาทีให้ฝังอยู่ในความทรงจำ แล้วการที่ Tudor ดึงตัวผู้บริหารค่ายเพลงอย่าง KNTXT และ Epoque มาร่วมงาน ก็ยิ่งตอกย้ำว่าแบรนด์กำลังขยับตัวเข้าหาคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองนาฬิกาข้อมือเป็นเครื่องสะท้อนถึงตัวตน รสนิยม และทัศนคติ มากกว่าจะเป็นแค่เครื่องมือบอกเวลาหรือว่าเครื่องประดับ

สำหรับการก้าวขึ้นไปยืนคุมบูธบนเวทีใหญ่ของ Charlotte de Witte ยังมาพร้อมกับความพิเศษ จากภาพข่าวแคมเปญที่เผยให้เห็นว่าเธอเลือกสวมใส่นาฬิกาหน้าปัดฟ้าพาสเทลบนตัวเรือน Black Bay 54 มากับสายเหล็กแบบสามข้อต่อที่ตัดกับความดุดันบนบูธดีเจ เรือนนี้ก็คือ TUDOR Black Bay 54 “Lagoon Blue” มีหน้าปัดสีฟ้าลากูนบลูที่ส่องสว่างสะท้อนไฟสโตรบไลท์บนข้อมือ ท่ามกลางฝูงชนนับแสนบนเวทีระดับเมนสเตจ

เธอเลือกคอมพลีทลุคด้วยการหยิบนาฬิกาหน้าปัดสีฟ้าพาสเทลสดใสเรือนนี้ขึ้นไปคุมเวทีระดับโลก ซึ่งมันให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปจากการเลือกใส่นาฬิกาสปอร์ตหน้าปัดดำหรือเหล็กล้วนแบบเดิมๆ ความตัดกันระหว่างเฉดสีฟ้าละมุนตาและความดุดันของซาวด์เทคโนใต้ดินนี่แหละที่กลายเป็นสไตล์เฉพาะตัวที่ทรงพลัง สื่อถึงภาพลักษณ์ของคนที่กล้าฉีกกรอบการแต่งกายแบบเดิมๆ มาพร้อมด้วยตัวเรือนขนาดกะทัดรัด 37 มิลลิเมตรสไตล์วินเทจ เมื่อมาอยู่บนข้อมือของศิลปินหญิงผู้กำหนดจังหวะคนทั้งฟลอร์ ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าความคลาสสิกและความขบถสามารถเต้นรำไปพร้อมกันได้อย่างลงตัวบนจังหวะบีตเดียวกัน

ในแง่ของชีวิตประจำวันของดีเจระดับทัวร์รอบโลกย่อมไม่มีคำว่าเรียบง่าย เชื่อว่าตารางเวลาของ Charlotte นั้นคงจะต้องถูกขับเคลื่อนไปด้วยไฟลท์บินข้ามเขตเวลาและตัวเลขบีตต่อนาที (BPM) บนมิกเซอร์ ชีวิตต้องเดินทางและทำงานหนักหน่วงไม่แพ้นักกีฬาหรือนักสำรวจขั้วโลก ดังนั้นนาฬิกาบนข้อมือจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบอกเวลาที่พึ่งพาได้จริง สอดคล้องกับแนวคิดดั้งเดิมของ TUDOR ที่สร้างนาฬิกาขึ้นมาเพื่อผ่านการใช้งานจริงในทุกสถานการณ์ ไม่ใช่มีไว้แค่เก็บสะสมนอนนิ่งอยู่ในตู้โชว์

ทีนี้มาดูในด้านงานออกแบบกันบ้าง เรือนนี้ถอดรหัสดีไซน์มาจากนาฬิกาดำน้ำรุ่นบุกเบิกปี 1954 ผสมผสานความวินเทจเข้ากับหน้าปัดสีฟ้าลากูน (Lagoon Blue) ที่ดูสดใสแต่ไม่หวือหวาจนเกินไป จับคู่มากับสายสเตนเลสสตีลแบบหมุดถักมาพร้อมระบบปรับความยาว T-fit ที่ช่วยให้ขยายหรือหดสายได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับการใช้ชีวิตที่ต้องขยับตัวตลอดเวลา ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติอินเฮ้าส์ MT5400 ผ่านมาตรฐาน COSC ให้พลังงานสำรองนาน 70 ชั่วโมง ความทนทานระดับนี้รองรับการกระแทกกระทั้นในชีวิตประจำวันได้อย่างสบาย

การที่ TUDOR ดึงตัวศิลปินสายเทคโนมาร่วมงาน พร้อมกับเรือนเวลาที่สะท้อนคาแรคเตอร์ชัดเจนเรือนนี้ จึงเป็นการเลือกสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ที่มองหาเครื่องบอกเวลาดีไซน์เท่ ทนทาน และพร้อมลุยไปทุกที่อย่างไร้ข้อจำกัด ก็นับเป็นความเคลื่อนไหวที่สดใหม่ ซึ่งช่วยสลัดภาพความจำเจของการดึงดารานักแสดงแบบเดิมๆ ออกไปได้อย่างน่าสนใจมากๆ เลยทีเดียว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: TUDOR Black Bay 54 “Lagoon Blue”
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 37 มิลลิเมตร ความหนา 11.2 มิลลิเมตร ขอบเบเซิลหมุนได้ทิศทางเดียวพร้อมแผ่นสเกลสีเงินด้าน กันน้ำลึก 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีฟ้าลากูน (Lagoon Blue) พร้อมเข็มทรง Snowflake อันเป็นเอกลักษณ์ พรายน้ำ Super-LumiNova
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติอินเฮ้าส์ Calibre MT5400 (COSC) ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4Hz) สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลทรงหมุดแบบ Rivet พร้อมระบบปรับความยาว T-fit บนตัวล็อก

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
เปิดตัว TAG Heuer Formula 1 Solargraph x Oracle Red Bull Racing ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความร่วมมือ
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก
เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’

Bell & Ross BR-03 Space Mission เมื่อนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมหน้าปัดห้องนักบิน ถอดเข็มออกแล้วย้ายไปอยู่ในอวกาศ

สลัดภาพนาฬิกาการบินทรงสี่เหลี่ยมแบบเดิมๆ เปิดตัว BR-03 Space Mission เปลี่ยนการบอกเวลาผ่านเข็มหมุน เป็นการโคจรของยานอวกาศและดวงจันทร์บนหน้าปัดแก้วอเวนจูรีน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 999 เรือน

ปกติแล้ว เวลาพูดถึง Bell & Ross ภาพจำแรกที่แวบเข้ามาในหัวสายนาฬิกาทุกคน คงหนีไม่พ้นนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมตัดมุมกลมอย่างตระกูล BR-03 ที่จำลองหน้าปัดแผงควบคุมในห้องนักบิน (Flight Instruments) มาไว้บนข้อมือ ตัวเรือนเน้นความดุดัน อ่านเวลาง่าย และชัดเจนแบบเครื่องมือช่างแต่ในรุ่นล่าสุดอย่าง BR-03 Space Mission ทางแบรนด์เลิกโฟกัสแค่การบินบนฟ้า แล้วหันหน้าทะยานสู่ห้วงอวกาศเต็มตัว และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการเลิกใช้ “เข็มนาฬิกาแบบเดิมๆ” แล้วแทนที่ด้วยการเคลื่อนที่ของวัตถุบนอวกาศแทน

เมื่อภาพบนข้อมือกลายเป็นฉากจำลองห้วงอวกาศ

สิ่งที่ทำให้ BR-03 Space Mission สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือการเลือกใช้พื้นหน้าปัดแก้วอเวนจูรีนสีดำ (Black Aventurine) ที่ให้ประกายระยิบระยับลึกซึ้งเหมือนห้วงอวกาศและหมู่ดาว ซ่อนรายละเอียดประดับด้วยจุดแดงเล็กๆ แทนดาวอังคาร พร้อมฉากหลังของโลกและดวงจันทร์ความสนุกและเสน่ห์ที่แท้จริงเปลี่ยนจากการเฝ้ามองเข็มหมุน มาเป็นการอ่านเวลาผ่านการโคจรของวัตถุอวกาศ โดยแบรนด์ใช้แผ่นดิสก์ใสซ้อนชั้นกันหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เพื่อบอกชั่วโมงผ่านการเคลื่อนที่ของ “ดวงจันทร์” ในขณะที่ตำแหน่งบอกนาทีถูกแทนที่ด้วย “ยานอวกาศคอนเซปต์ Vortex” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากโครงการยานอวกาศไร้คนขับของ Dassault Aviation ทำหน้าที่โคจรรอบหน้าปัดเพื่อชี้บอกนาทีอย่างแม่นยำ นั่นทำให้ทุกครั้งที่คุณก้มมองนาฬิกา ฉากบนหน้าปัดจะไม่เคยซ้ำเดิมเลยแม้แต่นาทีเดียว ราวกับมีภาพเคลื่อนไหวทางดาราศาสตร์จำลองอยู่บนข้อมือตลอดเวลา

งานประกอบ ตัวเรือน และขีดความสามารถทางกลไก

แม้งานดีไซน์หน้าปัดจะดูแฟนตาซีล้ำยุคไปไกล แต่สเปกงานประกอบตัวเรือนยังคงรักษามาตรฐานอันเข้มงวดตามแบบฉบับ Bell & Ross ไว้อย่างครบถ้วน ตัวเรือนถูกรังสรรค์ขึ้นจากเซรามิกสีดำขัดทราย (Micro-blasted Black Ceramic) ในสัดส่วน 41 มิลลิเมตร และมีความหนาเพียง 10.6 มิลลิเมตร ซึ่งนับเป็นขนาดปรับปรุงใหม่ของตระกูล BR-03 ที่ช่วยให้การสวมใส่บนข้อมือดูพอดี ไม่กางหรือเทอะทะจนเกินไปเหมือนรุ่น 42

ในอดีตภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก BR-CAL.325 ที่ดัดแปลงบนพื้นฐานของ Sellita SW330 ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมความสามารถในการสำรองพลังงานได้นาน 54 ชั่วโมง ด้านบนปกป้องด้วยกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อน ผสานประสิทธิภาพการกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร โดยมาพร้อมตัวเลือกสายยางสีดำเนื้อนุ่มและสายผ้าสังเคราะห์สีดำทรงสปอร์ตที่คุมโทนความดุดันได้อย่างลงตัว

เหมาะกับใคร และน่าเก็บไหม?

ถ้ามองในแง่ “ฟังก์ชันนาฬิกา” เพียวๆ ต้องยอมรับตรงๆ ว่า หน้าปัดประเภทนี้ไม่ได้อ่านเวลาง่ายฉับไวเท่ากับเข็มนาฬิกาใหญ่ๆ ทรงแท่งแบบเดิม คุณอาจจะต้องเพ่งมองสัก 1-2 วินาทีเพื่อหาว่าตัวยาน Vortex ชี้ไปที่กี่นาที และดวงจันทร์โคจรไปถึงชั่วโมงไหนแล้ว แต่ถ้ามองในแง่ “สะสมและงานศิลปะบนข้อมือ (Playful Horology)” เรือนนี้สอบผ่านสบายๆ Bell & Ross ไม่ได้พยายามทำให้มันเป็นนาฬิกาเครื่องมือ (Tool Watch) แบบซีเรียส แต่พวกเขากำลังเล่นกับอารมณ์ความหลงใหลในอวกาศ (Space Nostalgia)

การนำรูปทรงสี่เหลี่ยมทรงจำอันดุดัน มาใส่หน้าปัดแก้วอเวนจูรีนที่มีการหมุนเคลื่อนไหวตลอดเวลา มันช่วยลดความแข็งกระด้างของตัวเรือนลง และเปลี่ยนนาฬิกาให้กลายเป็นหัวข้อสนทนา (Conversation Starter) ได้ทันทีเมื่ออยู่บนข้อมือด้วยราคาเปิดตัวและผลิตจำนวนจำกัดเพียง 999 เรือนทั่วโลก ถ้าคุณเป็นแฟนคลับ Bell & Ross ที่มีเรือนหน้าปัดดำทรงสี่เหลี่ยมแบบคลาสสิกอยู่แล้ว แล้วอยากได้เรือนที่มีกิมมิกแปลกใหม่ อ่านเวลาแล้วยิ้มได้ BR-03 Space Mission ถือเป็นตัวเลือกสไตล์ Fun-watch ที่สร้างสรรค์และลงตัวมาก

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: กลไกออโตเมติก BR-CAL.325 (เบส Sellita SW330) ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงาน 54 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง (ดิสก์รูปดวงจันทร์) และนาที (ดิสก์รูปยานอวกาศ Vortex) แบบหมุนแสดงผล
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีดำขัดทราย (Micro-blasted Black Ceramic) ขนาด 41 มม. หนา 10.6 มม. กันน้ำ 100 เมตร กระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อน
  • หน้าปัด: แก้วอเวนจูรีนสีดำ (Black Aventurine) ลายประกายดาว พร้อมฉากหลังดาราศาสตร์
  • สายนาฬิกา: สายยางสีดำ และสายผ้าสังเคราะห์สีดำทรงสปอร์ต
  • จำนวนการผลิตและราคา: ผลิตจำนวนจำกัด 999 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก
เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’
MB&F ปลุกตำนาน LM1 ขึ้นมาฉลองครบรอบ 15 ปีในร่าง LM1 EVO ปรับขนาดตัวเรือนเหลือ 42 มิลลิเมตร

เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’

นาฬิกาที่สร้างกฎของตัวเอง เพื่อผลักดันวงการนาฬิกาสู่อนาคตที่ยังไม่เคยถูกสำรวจ

ตลอดระยะเวลา 180 ปีของ Ulysse Nardin ‘ความเที่ยงตรง’ คือสิ่งที่กำหนดเอกลักษณ์ของแบรนด์มาโดยตลอด แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องการก้าวไปอีกขั้น ทางแบรนด์กลับเลือกที่จะตั้งคำถามกับแนวคิดเดิมของวงการนาฬิกา ผ่านการออกแบบผลงานที่แตกต่างจากนาฬิกาทั่วไป ทั้งการไม่มีเม็ดมะยม การนำกลไกมาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงเวลา และการทำให้กลไกทั้งชุดหมุนไปพร้อมกับการบอกเวลา แนวคิดเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นการก้าวออกจากกรอบของศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา แต่แท้จริงแล้วกลับสะท้อนรากฐานของ Ulysse Nardin อย่างชัดเจน เพราะเบื้องหลังแนวคิดเหล่านี้ล้วนต่อยอดมาจากองค์ความรู้และประสบการณ์ที่แบรนด์สั่งสมมาอย่างยาวนาน

เปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวไปข้างหน้า 

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1846 ณ เมือง Le Locle ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์ได้สร้างชื่อจากเครื่องจับเวลาและโครโนมิเตอร์ที่มีความแม่นยำสูง จนได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือ นักสำรวจ และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก แต่การเดินทางของแบรนด์ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เมื่อวิกฤตควอตซ์ในช่วงทศวรรษ 1970 เขย่าอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส Ulysse Nardin จึงต้องเผชิญกับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ และแทนที่วิกฤตครั้งนั้นจะนำไปสู่จุดสิ้นสุด กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่เปิดทางให้เกิดผลงานที่กล้าท้าทายขนบของวงการนาฬิกาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ ‘Freak’

จุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงปี 1983 คือเมื่อ Rolf Schnyder เข้าซื้อกิจการ Ulysse Nardin และเลือกเดินในทิศทางที่สวนทางกับกระแสตลาด เวลานั้นอุตสาหกรรมนาฬิกากำลังพยายามรับมือกับเทคโนโลยีควอตซ์ แต่เขากลับเลือกเดิมพันกับสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความเสี่ยง นั่นคือ นวัตกรรม กลไกที่ซับซ้อน และความเป็นเลิศทางวิศวกรรม การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงกำหนดทิศทางใหม่ให้กับ Ulysse Nardin แต่ยังนำไปสู่การพบกับบุคคลสำคัญที่จะมีบทบาทต่ออนาคตของแบรนด์ นั่นคือ Dr. Ludwig Oechslin

โดยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Rolf Schnyder เดินทางไปเยี่ยม Jörg Spöring ที่เมืองลูเซิร์น และได้พบกับ Astrolabe Clock ผลงานอันน่าทึ่งที่ Oechslin สร้างขึ้นในเวิร์กช็อปของ Spöring ในเวลานั้น Oechslin ยังเป็นเพียงช่างฝึกงาน แต่สิ่งที่ Rolf มองเห็นกลับไม่ใช่เพียงความซับซ้อนของกลไก หากเป็นวิธีคิดที่แตกต่างและความสามารถในการมองนาฬิกาในมุมที่ไม่เหมือนใคร เขาจึงขอให้ Oechslin นำแนวคิดของ Astrolabe มาสร้างเป็นนาฬิกาข้อมือ และเพียงสองปีต่อมา ในปี 1985 ผลงานดังกล่าวก็ถือกำเนิดขึ้นในชื่อ Astrolabium Galileo Galilei นาฬิกาที่สามารถแสดงข้อมูลทางดาราศาสตร์ได้ถึง 21 รายการ และต่อมาได้รับการบันทึกใน Guinness World Records ว่าเป็นนาฬิกา Astrolabe แบบสวมใส่บนข้อมือเรือนแรกของโลก การพบกันครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง Rolf Schnyder และ Ludwig Oechslin เพราะได้เปิดทางให้วิศวกรรม ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และจินตนาการเข้ามาบรรจบกัน และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของแนวคิดที่จะนำไปสู่การกำเนิดของ Freak ในเวลาต่อมา

จุดกำเนิดของจอมขบถแห่งวงการนาฬิกา  ‘Freak’

แนวคิดที่เคยดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เริ่มพัฒนาอย่างจริงจัง เมื่อ Oechslin หันมาศึกษาเอสเคปเมนต์รูปแบบใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดของ Abraham-Louis Breguet ขณะเดียวกัน Carole Forestier-Kasapi ได้สร้างผลงานต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่า นาฬิกาสามารถออกแบบให้ทั้งกลไกหมุนไปพร้อมกับการแสดงเวลาโดยไม่จำเป็นต้องมีเม็ดมะยมแบบดั้งเดิม Oechslin นำต้นแบบดังกล่าวมาศึกษาและพัฒนาต่อยอด พร้อมย้ายตำแหน่งเมนสปริงมาไว้ที่กึ่งกลางตัวเรือน ทำให้สามารถติดตั้งเมนสปริงความยาวถึง 2 เมตร และเพิ่มพลังงานสำรองเป็น 7 วัน จากจุดนี้แนวคิดเรื่องการหมุนจึงถูกพัฒนาไปไกลกว่าการสร้างความแตกต่างทางรูปลักษณ์ เพราะ Oechslin ต้องการให้กลไกทำหน้าที่เป็นตัวแสดงเวลาไปพร้อมกัน บาร์เรลที่หมุนครบหนึ่งรอบในทุก 12 ชั่วโมงทำหน้าที่แสดงชั่วโมง ขณะที่ตัวกลไกซึ่งหมุนครบหนึ่งรอบในทุก 60 นาทีทำหน้าที่แสดงนาที ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘กลไก’ และ ‘หน้าปัด’ แทบจะหายไป และเปลี่ยนการอ่านเวลาให้กลายเป็นการมองเห็นกลไกที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนข้อมือ

‘ซิลิคอน’ วัสดุที่เป็นกุญแจสำคัญสู่จุดกำเนิดของ Freak และอนาคตของการผลิตนาฬิกา

แต่การทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นจริงยังมีอุปสรรคสำคัญอีกประการ นั่นคือระบบ Dual Escapement ซึ่งต้องใช้เอสเคปวีลถึงสองชุด และจำเป็นต้องมีน้ำหนักเบามากเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โลหะแบบดั้งเดิมจึงไม่ใช่คำตอบ และนี่คือจุดที่ซิลิคอนเข้ามามีบทบาทสำคัญ วัสดุที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมวงการนาฬิกาในช่วงวิกฤตควอตซ์ กลับกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการพัฒนานาฬิกาจักรกลแห่งอนาคต สำหรับ Ulysse Nardin ซิลิคอนจึงไม่ได้เป็นเพียงวัสดุใหม่ที่นำมาใช้กับกลไก แต่เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยผลักดันแนวคิดของแบรนด์ให้ก้าวไปไกลกว่าเดิม

ในเดือนมีนาคม 2001 ทุกแนวคิดเหล่านี้มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวในชื่อ ‘Freak’ ชื่อที่เริ่มต้นจากโค้ดเนมภายในของโปรเจ็กต์สุดท้าทาย แต่กลับกลายเป็นชื่อที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะ Freak ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นตามขนบของนาฬิกาทั่วไป ไม่มีเม็ดมะยม ไม่มีหน้าปัดแบบดั้งเดิม และไม่มีเข็มในรูปแบบที่คุ้นเคย สิ่งที่ปรากฏบนข้อมือคือกลไกที่หมุนไปพร้อมกับการแสดงเวลา เปิดเผยการทำงานภายในออกมาให้เห็นอย่างตรงไปตรงมา และเปลี่ยนกลไกจากสิ่งที่เคยซ่อนอยู่ภายในให้กลายเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ในการบอกเวลา

งานเปิดตัว Freak ที่ Baselworld 2001

แม้แต่การเปิดตัวที่ Baselworld 2001 ก็สะท้อนแนวคิดของ Freak ได้อย่างสมบูรณ์แบบ Ulysse Nardin เลือกเปิดตัวนาฬิกาก่อนงานอย่างเป็นทางการหนึ่งวัน ในสถานที่ใต้ดินและนอกตารางกิจกรรมหลัก พร้อมขบวนพาเหรดผู้สวมหน้ากากที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาลคาร์นิวัลแห่งบาเซิล โดยมี Rolf Schnyder เป็นผู้นำขบวน ภาพของขบวนพาเหรดที่ค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่สถานที่จัดงาน ก่อนจะนำไปสู่การเผยโฉม Freak สร้างบรรยากาศที่แตกต่างจากการเปิดตัวนาฬิกาทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้สอดคล้องกับชื่อของนาฬิกาและแนวคิดเบื้องหลังผลงาน ตั้งแต่สถานที่จัดงาน ไปจนถึงการนำเสนอที่เต็มไปด้วยความแปลกใหม่ นี่จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวนาฬิกาเรือนใหม่ แต่คือ Freak Show

เดินหน้าผลักดันนวัตกรรมแห่งการบอกเวลา

หลังจากนั้น Freak ก็ไม่ได้หยุดอยู่กับความสำเร็จของรุ่นแรก แต่กลายเป็นห้องทดลองที่ Ulysse Nardin ใช้ผลักดันขอบเขตของนาฬิกาจักรกลอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายปีต่อมา แบรนด์พัฒนาเทคโนโลยีซิลิคอนผ่านผลงานอย่าง Freak Diamond Heart และ Freak DiamonSIL ก่อนจะยกระดับความซับซ้อนขึ้นอีกขั้นด้วย Freak Diavolo ในปี 2010 ซึ่งนำ Flying Carousel Tourbillon เข้ามาผสานกับสถาปัตยกรรมของ Freak ทำให้การเคลื่อนไหวของกลไกกลายเป็นทั้งกลไกการทำงานและภาพที่ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นได้ตลอดเวลา

เมื่อเวลาผ่านไป Freak ก็ยังคงเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ปี 2018 ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญเมื่อ Freak Vision เปิดตัวพร้อมระบบขึ้นลานอัตโนมัติ Grinder® รวมถึง Constant Force Escapement และองค์ประกอบทางวิศวกรรมอีกหลายรายการ นี่คือช่วงเวลาที่ Freak แสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนทางกลไกไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียความสะดวกในการใช้งาน แต่สามารถถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ

หนึ่งปีต่อมา Freak X ได้ขยายแนวคิดของ Freak ไปอีกทิศทาง ด้วยการนำเม็ดมะยมกลับมาและปรับโครงสร้างให้เหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ขณะที่หัวใจสำคัญอย่างการหมุนของกลไกและแนวคิด Flying Carousel ยังคงอยู่ จากนาฬิกาที่เคยดูเหมือนเป็นการทดลองสุดโต่ง Freak X จึงช่วยเปิดมุมมองให้ผู้สวมใส่กลุ่มใหม่ได้สัมผัสดีเอ็นเอของ Freak ในรูปแบบที่ร่วมสมัยยิ่งขึ้น

จากนั้น Freak S ในปี 2022 ก็พาเรื่องราวกลับเข้าสู่พื้นที่ของวิศวกรรมขั้นสูงอีกครั้ง ด้วยระบบ Dual Oscillator และ Grinder® ซึ่งทำให้บาลานซ์สองชุดทำงานร่วมกันผ่านระบบดิฟเฟอเรนเชียล แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแม้เวลาจะผ่านไปกว่าสองทศวรรษ Freak ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำหรับทดลองสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากมาตรฐานของนาฬิกาจักรกล

ในปี 2023 Ulysse Nardin หันกลับไปมองจุดเริ่มต้นอีกครั้งผ่าน Freak ONE การกลับมาของแนวคิด “No Dial, No Hands, No Crown” ทำให้ DNA ของ Freak รุ่นแรกปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนอีกครั้ง แต่ถูกตีความใหม่ด้วยเทคโนโลยีและวัสดุร่วมสมัย การได้รับรางวัล Iconic Watch Prize จาก GPHG ในปีเดียวกันยิ่งตอกย้ำว่า แนวคิดที่เคยดูสุดโต่งเมื่อกว่าสองทศวรรษก่อนได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ได้รับการยอมรับของวงการนาฬิการ่วมสมัย

และเมื่อ Freak เดินทางมาถึงวาระครบรอบ 25 ปี เรื่องราวก็มาถึงอีกหนึ่งบทสำคัญกับ Super Freak ผลงานที่รวบรวมองค์ความรู้จากหนึ่งในสี่ศตวรรษของการทดลองและพัฒนาตระกูล Freak ก่อนผลักดันไปสู่ระดับที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ด้วยการนำ Double Tourbillon มาผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมแบบ Freak สิ่งที่น่าสนใจของ Super Freak ไม่ได้อยู่เพียงจำนวนของกลไกที่เพิ่มขึ้น แต่คือวิธีที่ Ulysse Nardin ยังคงรักษาหลักแนวคิดดั้งเดิมของ Freak เอาไว้ ขณะที่ผลักดันขอบเขตทางวิศวกรรมไปอีกขั้น กลไกยังคงเป็นศูนย์กลางของการแสดงเวลา และการเคลื่อนไหวของชิ้นส่วนต่างๆ ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์บนข้อมือ เช่นเดียวกับ Freak รุ่นแรกเมื่อ 25 ปีก่อน เพียงแต่วันนี้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่สั่งสมมาทำให้สิ่งที่เคยเป็นเพียงแนวคิดที่แปลกใหม่สามารถนำมาพัฒนาผลงานได้

Super Freak จึงไม่ใช่เพียงนาฬิกาที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 25 ปี หากแต่เป็นเหมือนเครื่องหมายวรรคตอนของบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ Freak บทที่เริ่มต้นจากคำถามว่า นาฬิกาจักรกลจำเป็นต้องมีหน้าปัด เข็ม และเม็ดมะยมเหมือนที่เราเคยรู้จักหรือไม่ และเดินทางผ่านการทดลองกับซิลิคอน เอสเคปเมนต์ ระบบทูร์บิญอง การขึ้นลานอัตโนมัติ และโครงสร้างกลไกที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึง Double Tourbillon ในวันนี้

ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา Freak จึงไม่ได้พัฒนาเพียงในด้านกลไกหรือวัสดุ แต่ยังสะท้อนวิวัฒนาการทางความคิดของ Ulysse Nardin ด้วย จากการตั้งคำถามว่า ‘นาฬิกาควรเป็นอย่างไร’ สู่การพิสูจน์ว่า ‘นาฬิกาสามารถเป็นอะไรได้อีกบ้าง’ นี่คือเหตุผลที่ Freak ยังคงมีความสำคัญในโลกนาฬิกาจนถึงปัจจุบัน เพราะหัวใจของ Freak ไม่เคยอยู่ที่การสร้างสิ่งใหม่เพียงเพื่อความแปลกใหม่ หากแต่อยู่ที่การค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ผ่านกลไกและวิศวกรรม

25 ปีหลังจาก Freak เปิดตัวครั้งแรก นาฬิกาเรือนนี้ยังคงพัฒนาต่อไป เช่นเดียวกับแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง และบางทีสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการเดินทางครั้งนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ Ulysse Nardin ได้สร้างสำเร็จแล้ว แต่คือความเป็นไปได้ที่ยังรออยู่ข้างหน้า เพราะตราบใดที่ยังมีคำถามเกี่ยวกับขอบเขตของนาฬิกาจักรกล Freak ก็ยังมีเหตุผลที่จะก้าวต่อไป และทำลายกฎข้อเดิมเพื่อสร้างกฎข้อใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ฉลองครบรอบ 25 ปี ‘Freak’ นาฬิการุ่นปฏิวัติวงการ พร้อมย้อนศึกษาประวัติศาสตร์ 180 ปีของ Ulysse Nardin

Ulysse Nardin เปิดตัว SUPER FREAK ฉลองครบรอบ 180 ปีของแบรนด์และ 25 ปีของคอลเลกชัน Freak ในงาน Watches & Wonders 2026

Ulysse Nardin ปรับโครงสร้างของ Freak [X] ใหม่ทั้งสัดส่วน วัสดุ และวิศวกรรมภายใน เพื่อเปลี่ยนนาฬิกาแนวคิดสุดขั้วให้กลายเป็นเรือนเวลาที่ใช้งานได้จริง

GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก

บทสนทนาพิเศษกับ Raymond Loretan และ Carine Maillard ว่าด้วยวิวัฒนาการของ GPHG ความหมายของความเป็นเลิศ อนาคตของศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา และเหตุผลที่กรุงเทพมหานครกลายเป็นจุดหมายสำคัญของวงการนาฬิกาโลก

ในโลกของนาฬิกาชั้นสูง รางวัล Grand Prix d’Horlogerie de Genève หรือ GPHG ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ออสการ์แห่งวงการนาฬิกา’ มาอย่างยาวนาน แต่สำหรับผู้ที่อยู่เบื้องหลังเวทีรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ความสำคัญของ GPHG ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเฟ้นหานาฬิกาที่ดีที่สุดในแต่ละปี หากยังครอบคลุมถึงการอนุรักษ์องค์ความรู้ด้านการประดิษฐ์นาฬิกา การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างความเข้าใจในคุณค่าของเรือนเวลาสู่ผู้คนทั่วโลก

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2001 GPHG ได้พัฒนาบทบาทจากเวทีประกาศรางวัลประจำปีไปสู่แพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิตนาฬิกา ช่างฝีมือ ศิลปิน นักสะสม และผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการก่อตั้ง GPHG Academy ในปี 2020 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเปิดกว้างกระบวนการคัดเลือกและตัดสินรางวัลให้สะท้อนความหลากหลายของอุตสาหกรรมนาฬิกาอย่างแท้จริง

นิทรรศการ GPHG Nomination Tour 2026 ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในระหว่างวันที่ 15–18 ตุลาคม ณ The Forum, Gaysorn Amarin จึงมีความหมายมากกว่าการนำผลงานที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล 78 เรือนจาก 13 สาขามาจัดแสดง เพราะยังเป็นการสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะตลาดนาฬิกาที่มีความพร้อมทั้งในด้านนักสะสมและผู้ชื่นชอบนาฬิการุ่นใหม่

ยิ่งไปกว่านั้น พิธีเปิดนิทรรศการยังได้รับเกียรติจาก Guy Parmelin ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสวิสเดินทางมาร่วมเปิดนิทรรศการ GPHG ในต่างประเทศ อันสะท้อนถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมนาฬิกาในมิติที่กว้างไกลกว่าเรื่องธุรกิจ

ในโอกาสนี้ REVOLUTION Thailand ได้สนทนากับ Raymond Loretan ประธานมูลนิธิ GPHG Foundation และ Carine Maillard ผู้อำนวยการ GPHG ถึงแนวคิดเบื้องหลังการพัฒนาเวทีรางวัล ความเปลี่ยนแปลงของวงการนาฬิการ่วมสมัย ตลอดจนความเชื่อที่ว่าคุณค่าของนาฬิกาจักรกลไม่อาจอธิบายได้ด้วยเทคโนโลยีหรือความซับซ้อนของกลไกเพียงอย่างเดียว

REVOLUTION: ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี GPHG มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา อยากทราบว่าบทบาทของ GPHG เปลี่ยนแปลงจากการเป็นเวทีประกาศรางวัลไปสู่แพลตฟอร์มด้านวัฒนธรรมนาฬิการะดับโลกได้อย่างไร

Raymond Loretan: การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่เราตั้งใจให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก ไม่ใช่เพราะสถานการณ์ตลาดบังคับให้เราต้องปรับตัว ผมคิดว่าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2020 เมื่อเราก่อตั้ง GPHG Academy พร้อมกับกำหนดหลักการสำคัญที่จะเป็นพื้นฐานของการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นความเป็นสากล (Universality) ความเป็นกลาง (Neutrality) และความเป็นหนึ่งเดียวกัน (Solidarity)

ความเป็นสากลหมายถึงการเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกผ่าน Academy ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 1,000 คน ขณะเดียวกัน เรายังต้องการส่งสัญญาณว่า GPHG เปิดกว้างสำหรับแบรนด์นาฬิกาจากทุกประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะยังคงมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมก็ตาม

ส่วนความเป็นกลางนั้น เราให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการตัดสินที่เป็นอิสระและไม่สามารถถูกแทรกแซงได้ เพื่อให้ผลลัพธ์สะท้อนความเป็นเลิศของนาฬิกาที่ได้รับการคัดเลือกอย่างแท้จริง

อีกหนึ่งหลักการคือ Solidarity หรือการสนับสนุนให้แบรนด์ต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ผมมักเปรียบเทียบกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกว่า เพียงแค่ได้เข้าร่วมก็ถือเป็นชัยชนะอย่างหนึ่งแล้ว เราจึงพยายามเปิดโอกาสให้แบรนด์ต่างๆ สามารถเข้าถึงเวทีนี้ได้มากขึ้น

Carine Maillard: ปีนี้เรายังมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดยเฉพาะรางวัล Horological Revelation Prize ซึ่งเปิดโอกาสให้ผลงานจากแบรนด์ที่ไม่ได้ส่งนาฬิกาเข้าประกวดสามารถได้รับการพิจารณาได้เช่นกัน ทั้ง Academy และคณะกรรมการสามารถเสนอชื่อผลงานที่เหมาะสมเข้ารับการพิจารณาได้ นี่เป็นแนวทางใหม่ที่เรากำลังทดลอง

นอกจากนี้ ยังมีการปรับขอบเขตของ Special Jury Prize ซึ่งเดิมมอบให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่มีบทบาทโดดเด่น แต่ปัจจุบันสามารถมอบให้แบรนด์ที่มีผลงานหรือพัฒนาการอันสำคัญต่อวงการนาฬิกาได้ด้วย

REVOLUTION: อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในปีนี้คือการยกเลิกการแบ่งรางวัลตามเพศ อะไรคือแนวคิดเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

Carine Maillard: เราพิจารณาประเด็นนี้มาหลายปีแล้ว เพราะมีแบรนด์จำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องการจำกัดตัวเองอยู่ภายใต้การแบ่งประเภทนาฬิกาสำหรับผู้หญิงหรือผู้ชาย พวกเขามองว่านาฬิกาที่สร้างสรรค์ขึ้นสามารถสวมใส่ได้โดยทุกคน ไม่จำเป็นต้องกำหนดด้วยเพศ

Raymond Loretan: เรารับฟังข้อคิดเห็นจากแบรนด์ต่างๆ ผ่านการประชุมผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำทุกปี และในที่สุดจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนหมวดหมู่ โดยนำหมวด Essentials เข้ามาแทนการแบ่งประเภทตามเพศในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม เราจะติดตามผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงในอีกสองถึงสามปีข้างหน้า เพื่อดูว่าทิศทางดังกล่าวตอบโจทย์แบรนด์ต่างๆ หรือไม่

สิ่งสำคัญคือ GPHG ต้องพัฒนาไปพร้อมกับอุตสาหกรรม แต่การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะเรากำลังทำงานอยู่ในโลกที่มีทั้งประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม และคุณค่าที่สืบทอดมายาวนาน เราจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการเคารพสิ่งเหล่านั้นกับการเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ

REVOLUTION: GPHG มักได้รับการเปรียบเทียบว่าเป็นออสการ์แห่งวงการนาฬิกา คุณยังคิดว่าการเปรียบเทียบนี้เหมาะสมอยู่หรือไม่

Raymond Loretan: ผมคิดว่าการเปรียบเทียบกับรางวัลออสการ์ช่วยให้ผู้คนเข้าใจ GPHG ได้อย่างรวดเร็ว แต่แน่นอนว่าเรามีความแตกต่างกัน เพราะสิ่งที่เราต้องการส่งเสริมไม่ใช่เพียงการแข่งขันหรือการยกย่องผลงานที่ดีที่สุดเท่านั้น สิ่งที่อยู่เบื้องหลังนาฬิกาหนึ่งเรือนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งวัฒนธรรมการประดิษฐ์นาฬิกา งานฝีมือ และองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ภารกิจของเราจึงรวมถึงการให้ความรู้แก่สาธารณชนและคนรุ่นใหม่ ตลอดจนการสนับสนุนวิชาชีพและทักษะงานฝีมือบางแขนงที่กำลังค่อยๆ สูญหายไปในบางประเทศ ขณะที่บางประเทศกำลังเริ่มพัฒนาความเชี่ยวชาญเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ เราต้องการสนับสนุนอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยเฉพาะผู้คนและทักษะที่อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์นาฬิกา

REVOLUTION: นาฬิกาที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในปี 2026 สะท้อนภาพของอุตสาหกรรมนาฬิกาในปัจจุบันอย่างไร

Carine Maillard: สิ่งแรกที่คุณจะสัมผัสได้เมื่อเดินชมนิทรรศการคือความหลากหลาย นาฬิกาแต่ละเรือนแตกต่างกันอย่างมาก และทุกปีเราก็ยังได้เห็นผลงานใหม่ๆ ที่น่าประหลาดใจอยู่เสมอ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนาฬิกายังคงเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ มีความหลากหลาย และมีพลังในการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

Raymond Loretan: อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือความสมดุลระหว่างแบรนด์ใหญ่กับผู้ผลิตนาฬิกาอิสระ เราเห็น Independent Watchmakers เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับช่างนาฬิกาอิสระ GPHG เป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ผลงานของพวกเขาเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ขณะที่สำหรับแบรนด์ใหญ่ รางวัลนี้เปรียบเสมือนการยืนยันถึงความเป็นเลิศที่พวกเขาสั่งสมมา เรายังเห็นการทำงานร่วมกันระหว่างช่างนาฬิกาอิสระ ศิลปิน และผู้สร้างสรรค์จากหลากหลายสาขามากขึ้น แม้ว่าทุกแบรนด์จะเป็นคู่แข่งกันในเชิงธุรกิจ แต่พวกเขาก็ยังสามารถร่วมมือกันในด้านศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ได้

ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพของโลกนาฬิกาในปัจจุบัน และผมเชื่อว่าปีหน้าภาพที่เราเห็นก็อาจแตกต่างออกไปอีก เพราะอุตสาหกรรมนาฬิกาได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์โลกอยู่เสมอ แม้แต่ช่วงโควิด-19 ก็ยังกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ

REVOLUTION: ในยุคที่การประดิษฐ์นาฬิกามีรูปแบบการแสดงออกที่หลากหลายมากขึ้น คุณนิยามคำว่า Excellence หรือความเป็นเลิศของนาฬิกาอย่างไร

Carine Maillard: สำหรับฉัน ความเป็นเลิศเปรียบเสมือนการเล่นแร่แปรธาตุ หรือ Alchemy ซึ่งเกิดจากการผสมผสานคุณค่าหลายด้านเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการสร้างสรรค์นาฬิกา ความประณีตของการตกแต่งชิ้นส่วน องค์ความรู้ด้านงานฝีมือ หรือความคิดสร้างสรรค์ เมื่อองค์ประกอบทั้งหมดมารวมกันอย่างลงตัว สิ่งนั้นจึงกลายเป็นแก่นแท้ของศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา

Raymond Loretan: ผมเห็นด้วย และอยากเพิ่มเติมว่า ความเป็นเลิศคือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี นวัตกรรม และศิลปะ ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถเชื่อมโยงอดีตกับอนาคตเข้าด้วยกันได้

แต่สำหรับผม ยังมีบางสิ่งที่เหนือกว่านั้น เมื่อคุณมองนาฬิกาเรือนหนึ่ง คุณไม่ได้มองเห็นเพียงกลไกหรือความซับซ้อนทางเทคนิค แต่ยังสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ยากจะอธิบายด้วยคำพูด มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายใน เป็นความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างตัวคุณกับนาฬิกา

ผมคิดว่าเสน่ห์ของนาฬิกาอยู่ที่ความลึกลับนี้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว นาฬิกามีความสัมพันธ์กับสิ่งที่เราเรียกว่า ‘เวลา’ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อเราพูดถึงเวลา เรากำลังพูดถึงความไม่มีที่สิ้นสุดด้วยเช่นกัน ความรู้สึกเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างมีสติทุกครั้งที่เรามองนาฬิกา แต่ผมเชื่อว่ามันอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา และเป็นเหตุผลที่ทำให้โลกของนาฬิกามีเสน่ห์อย่างยิ่ง

Carine Maillard: นาฬิกายังมีลักษณะคล้ายสิ่งมีชีวิตด้วย เพราะมันเดินอยู่ตลอดเวลา มีการเคลื่อนไหวของเข็มและกลไกอยู่ภายใน ราวกับมีชีวิตของตัวเอง มันเป็นโลกใบเล็กๆ โลกหนึ่ง

Raymond Loretan: นั่นคือเหตุผลที่เราต้องการเป็นผู้ถ่ายทอดคุณค่าเหล่านี้ มากกว่าการเป็นผู้ประชาสัมพันธ์นาฬิกาแต่ละเรือน GPHG ต้องการสร้างแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เห็นการแสดงออกอันหลากหลายของคุณค่าเหล่านี้

REVOLUTION: ในโลกที่เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คุณคิดว่าอะไรทำให้นาฬิกาจักรกลยังสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้

Raymond Loretan: เราทุกคนใช้ชีวิตอยู่ในโลกดิจิทัล เราผูกติดอยู่กับโทรศัพท์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทบตลอดเวลา แต่เมื่อคุณหันกลับมามองนาฬิกาจักรกล คุณจะพบคุณค่าบางอย่างที่แตกต่างจากโลกดิจิทัลอย่างสิ้นเชิง ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่อาจค้นพบคุณค่าบางอย่างในนาฬิกาจักรกลที่พวกเขารู้สึกว่าขาดหายไปจากโลกปัจจุบัน ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

นาฬิกาเป็นมากกว่าวัตถุ มันสามารถเป็นความฝัน เป็นภาพสะท้อนตัวตน หรือเป็นสิ่งที่ผู้สวมใส่ใช้ถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองออกมา ผมทราบดีว่าสิ่งที่พูดอาจฟังดูเป็นนามธรรม แต่ผมเชื่อว่านี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นาฬิกาจักรกลยังคงมีความหมายต่อคนรุ่นใหม่

Carine Maillard: ฉันคิดว่าแม้คนรุ่นใหม่บางคนอาจยังไม่เข้าใจทุกรายละเอียดทางเทคนิคของนาฬิกา แต่เมื่อพวกเขาได้มองและสัมผัสกับนาฬิกาจริงๆ พวกเขาสามารถรับรู้ได้ว่ามีบางสิ่งที่พิเศษอยู่ภายใน มีจิตวิญญาณบางอย่างที่ทำให้นาฬิกาแตกต่างจากวัตถุทั่วไป

REVOLUTION: GPHG ยังเป็นเวทีสำคัญสำหรับช่างนาฬิกาอิสระและแบรนด์รุ่นใหม่ๆ องค์กรมีแนวทางสนับสนุนผู้สร้างสรรค์กลุ่มนี้อย่างไร

Raymond Loretan: เราพยายามรักษาค่าธรรมเนียมการเข้าร่วมประกวดให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อเปิดโอกาสให้แบรนด์ขนาดเล็กและแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มต้นสามารถเข้าร่วมได้ เพราะเราเข้าใจว่าพวกเขาอาจมีข้อจำกัดด้านเงินทุน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือความเท่าเทียม เมื่อแบรนด์ส่งนาฬิกาเข้าประกวดแล้ว ทุกเรือนจะได้รับการพิจารณาภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน เราไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่แบรนด์รุ่นใหม่หรือแบรนด์ใหญ่ ทุกคนมีโอกาสชนะเท่าเทียมกัน และนั่นเป็นสิ่งที่ดี เพราะหากแบรนด์เล็กสามารถคว้ารางวัลได้ ก็หมายความว่าพวกเขาสามารถเอาชนะคู่แข่งรายใหญ่ภายใต้การแข่งขันที่เป็นธรรม

Carine Maillard: นอกจากนี้ เรายังมีรางวัล Horological Revelation Prize ซึ่งมอบให้แก่แบรนด์ที่ก่อตั้งมาไม่เกิน 10 ปี รางวัลนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับแบรนด์อิสระหลายรายที่ต่อมาเติบโตจนกลายเป็นผู้ผลิตนาฬิกาที่มีชื่อเสียง

REVOLUTION: เหตุใดกรุงเทพมหานครจึงเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับ GPHG Nomination Tour ในปีนี้

Raymond Loretan: ในแต่ละปีเราจะเลือกเมืองต่างๆ สำหรับการจัดนิทรรศการ โดยหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่สุดคือการมีพันธมิตรที่เหมาะสม เพราะการจัดนิทรรศการให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและความมุ่งมั่นร่วมกันในการส่งเสริมวัฒนธรรมนาฬิกา ซึ่งผมประทับใจกับการทำงานของ PMT The Hour Glass ซึ่งสามารถจัดงานได้อย่างยอดเยี่ยม เราได้เห็นทั้งตัวแทนแบรนด์ นักสะสม และผู้ชื่นชอบนาฬิกามารวมตัวกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความสนใจและความกระตือรือร้น

ปีนี้เราเดินทางไปทั้งอินเดียและประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีลักษณะแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ ผมคิดว่าเป็นตลาดที่นี่มีวัฒนธรรมการสะสมนาฬิกาที่พัฒนามาอย่างยาวนาน เรามีกลุ่มนักสะสมที่มีความรู้และประสบการณ์สูง และสิ่งที่ผมสังเกตเห็นจากงานเมื่อคืนก็คือ มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากให้ความสนใจนาฬิกาเช่นกัน

สิ่งที่ผมอยากเห็นในอนาคตคือการที่แต่ละประเทศสามารถนำวัฒนธรรมของตัวเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์นาฬิกา เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ควรหยุดอยู่แค่ความสามารถในการผลิต แต่ต้องสร้างคุณค่าที่แตกต่างด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมไทยหรือวัฒนธรรมอินเดีย ต่างก็สามารถกลายเป็นแรงบันดาลใจในการประดิษฐ์นาฬิกาได้ โดยไม่จำเป็นต้องตีความออกมาในรูปแบบดั้งเดิมเสมอไป แต่อาจนำเสนอผ่านแนวคิดร่วมสมัยก็ได้เช่นกัน

REVOLUTION: คุณคาดหวังให้ผู้เข้าชมนิทรรศการในกรุงเทพมหานครได้ค้นพบอะไรจากการชมผลงานที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล

Raymond Loretan: ผมคิดว่าผู้ชมในประเทศไทยมีความรู้เรื่องนาฬิกาอยู่แล้ว แต่พวกเขาจะได้ค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ นวัตกรรม และวิธีการสร้างสรรค์ที่แตกต่างออกไป สำหรับเรา นิทรรศการนี้มีบทบาทด้านการศึกษาเป็นสำคัญ เราเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และหน้าที่ของเราไม่ใช่การขายนาฬิกา แต่เป็นการส่งเสริมความเข้าใจและความชื่นชมในศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาโดยรวม

Carine Maillard: สิ่งที่พิเศษมากเกี่ยวกับนิทรรศการนี้คือการที่เราสามารถรวบรวมนาฬิกาสำคัญจำนวนมากมาไว้ในสถานที่เดียวกัน ซึ่งแม้แต่ในสวิตเซอร์แลนด์เองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้เห็นผลงานทั้งหมดพร้อมกัน นาฬิกาบางเรือนเป็นผลงานที่สร้างขึ้นเพียงชิ้นเดียว บางเรือนมีความซับซ้อนทางกลไกสูงมาก ขณะที่บางเรือนเป็นผลงานเครื่องประดับชั้นสูง ซึ่งปกติแล้วอาจถูกส่งตรงจากแบรนด์ไปยังนักสะสมโดยแทบไม่มีโอกาสให้สาธารณชนได้ชม นิทรรศการ GPHG จึงเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เห็นผลงานเหล่านี้ก่อนที่นาฬิกาจะเดินทางไปอยู่ในคอลเลกชั่นส่วนตัว

สำหรับฉัน นี่คือนิทรรศการศิลปะรูปแบบหนึ่ง เพราะนาฬิกาก็เป็นศิลปะเช่นเดียวกับภาพวาดหรือประติมากรรมคุณสามารถเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์เพื่อชมภาพวาดได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อผลงานชิ้นนั้น แล้วเหตุใดเราจึงไม่สามารถทำเช่นเดียวกันกับนาฬิกาได้

Raymond Loretan: เราเชื่อว่าทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา แม้แต่คนที่อาจไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของนาฬิกาเหล่านี้ก็ตาม บางครั้งคนคนหนึ่งอาจเริ่มต้นจากการได้เห็นนาฬิกาเพียงเรือนเดียว ก่อนจะเกิดแรงบันดาลใจจนกลายเป็นช่างนาฬิกาที่ยอดเยี่ยมในอนาคต เรื่องแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ในโลก ผมจึงคิดว่านิทรรศการที่เปิดกว้างให้สาธารณชนเข้าชมมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อาจรู้สึกว่าโลกของนาฬิกาชั้นสูงเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ยาก

ผมได้ทดลองพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญบางคนภายในงาน และประทับใจมากกับวิธีการอธิบายเรื่องราวของนาฬิกา ทั้งด้านเทคนิค ประวัติความเป็นมา และรายละเอียดต่างๆ การจัดนิทรรศการระดับนี้ต้องอาศัยการลงทุนทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และองค์ความรู้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกพันธมิตรในแต่ละประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อ GPHG เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังช่วยยกระดับความรู้และประสบการณ์ของบุคลากรในอุตสาหกรรมท้องถิ่นด้วย

Carine Maillard:  ฉันเชื่อว่าคนรุ่นใหม่จะยิ่งหลงรักนาฬิกามากขึ้น เพราะนาฬิกามีบางสิ่งที่พิเศษกว่ามูลค่าทางธุรกิจ มันคือศิลปะที่คุณสามารถสวมใส่ไว้บนข้อมือได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถทำได้กับภาพวาด

สัมผัส Jaeger-LeCoultre 101 Chain นาฬิกากำไลจิวเวลรีชั้นสูงที่ซ่อนกลไกจักรกลไขลานเล็กที่สุดในโลก

เปิดตัว Calibre 101 บนตัวเรือนพิงค์โกลด์และเพชรระยิบระยับ

ประกายระยิบระยับของเพชรนับร้อยเม็ดที่สลับลวดลายด้วยไฮเซรามิกสีดำบนกำไลข้อมือพิงค์โกลด์ อาจทำให้คนภายนอกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพียงเครื่องประดับชั้นสูงจากแบรนด์จิวเวลรีทั่วไป แต่เมื่อพลิกดูใกล้ๆ จะพบว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในกำไลชิ้นนี้ไม่ใช่กลไกควอตซ์ที่พึ่งพาถ่านแฟชั่นทั่วไป หากแต่เป็นหัวใจจักรกลที่เล็กที่สุดในโลกที่ยังคงถูกประกอบขึ้นด้วยมือทีละเรือนอย่างประณีต

การเปิดตัว Jaeger-LeCoultre 101 Chain รุ่นล่าสุดนี้ อยู่ที่การเลือกหยิบเอารูปทรงกำไลโซ่ถัก (braided gold-link bracelet) จากต้นแบบปี 1955 ในตระกูล Duoplan มาตีความใหม่บนตัวเรือนพิงค์โกลด์ 18K รูปทรงประติมากรรมโค้งมน หน้าปัดสีดำแลกเกอร์ขนาดจิ๋วถูกฝังกลืนไปกับลวดลายแนวทแยงที่สลับระหว่างเพชรเจียระไนทรงกลมรวมกว่า 158 เม็ด น้ำหนักรวมกว่า 2.78 กะรัต และวัสดุ HyCeram สีดำเงางามที่บรรจงหยอดลงในช่องแม่พิมพ์ 33 ช่องด้วยมืออย่างประณีต การผสมผสานงานจิวเวลรีชั้นสูงเข้ากับงานออกแบบโครงสร้างข้อต่อทองคำ ทำให้มันดูคล้ายกำไลข้อมือชิ้นงามมากกว่านาฬิกาข้อมือทั่วไป

สิ่งที่น่าสนใจและทำให้คนรักนาฬิกาต่างทึ่งไม่ใช่จำนวนเพชรบนตัวเรือน แต่เป็นขุมพลังคาลิเบอร์ 101 (Calibre 101) ที่ซ่อนอยู่ภายใน กลไกไขลานด้วยมือบล็อกประวัติศาสตร์นี้ถือกำเนิดและจดสิทธิบัตรครั้งแรกตั้งแต่ปี 1925 ในสถาปัตยกรรมแบบสองระดับ (Duoplan) ก่อนจะถูกพัฒนาต่อยอดมาเป็นคาลิเบอร์ 101 ในปี 1929 และคงสัดส่วนรวมถึงโครงสร้างเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลงเลยจนถึงปัจจุบัน ด้วยขนาดความยาวเพียง 14 มิลลิเมตร กว้าง 4.8 มิลลิเมตร และหนาเพียง 3.4 มิลลิเมตร น้ำหนักรวมของกลไกแทบจะไม่ถึงหนึ่งกรัมด้วยซ้ำ การที่กลไกจิ๋วขนาดนี้ยังคงทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง ทับทิม 19 เม็ด และสำรองพลังงานได้ 33 ชั่วโมง โดยอาศัยการไขลานด้วยมือแบบดั้งเดิม คือบทพิสูจน์ความสำเร็จทางวิศวกรรมที่แบรนด์ใช้เวลาประกอบด้วยมือราว 40 ชั่วโมงต่อหนึ่งคาลิเบอร์ จนทำให้กำลังการผลิตต่อปีทำได้เพียงหลักสิบเรือนเท่านั้น

ถ้านำไปเทียบเคียงกับนาฬิกาข้อมือกำไลยอดฮิตในตลาดอย่าง Cartier Baignoire หรือ Bulgari Serpenti จะพบว่าแบรนด์ส่วนใหญ่มักเลือกใช้กลไกควอตซ์เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านขนาด แต่นาฬิกาเรือนนี้เลือกเดินสวนทางด้วยการอัดกลไกจักรกลแท้ๆ ลงไปในพื้นที่ที่จำกัดที่สุด การตัดสินใจเช่นนี้ตอบโจทย์กลุ่มผู้หญิงที่เริ่มเบื่อหน่ายกับการถูกจำกัดสิทธิ์ให้สวมใส่แต่นาฬิกาควอตซ์ และต้องการมีส่วนร่วมในพิธีกรรมการไขลานนาฬิกาด้วยมือของตนเอง โดยไม่ต้องแลกมากับตัวเรือนที่เทอะทะหรือสูญเสียสุนทรียภาพทางแฟชั่น

ในส่วนของตัวเรือนมีสัดส่วนกว้าง 18.6 มิลลิเมตร ยาว 5.98 มิลลิเมตร และหนา 6.7 มิลลิเมตร แม้จะไม่มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการและต้องสอบถามโดยตรงเนื่องจากผลิตจำนวนจำกัดเพียงไม่กี่สิบเรือนต่อปี แต่นี่คือการสะท้อนให้เห็นว่าความหรูหราในนิยามของสำนักผู้ผลิตจาก Le Sentier ไม่ได้วิ่งตามกระแสความฉูดฉาดชั่วครั้งชั่วคราว หากแต่เป็นการตอกย้ำรากฐานทางเทคนิคที่สั่งสมมาเกือบศตวรรษ เพื่อพิสูจน์ว่าความประณีตระดับสูงสามารถซ่อนอยู่ภายใต้ความบอบบางได้อย่างไร้ที่ติ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Jaeger-LeCoultre 101 Chain (Ref. Q2842270)
  • ตัวเรือน: พิงค์โกลด์ 18K ขนาด 18.6 x 5.98 มิลลิเมตร และความหนา 6.7 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีดำแลกเกอร์ พร้อมโลโก้ “JL” และประดับล้อมด้วยเพชร
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมงและนาที
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Calibre 101 (กลไกเครื่องกลที่เล็กที่สุดในโลก) ขนาด 14 x 4.8 มิลลิเมตร หนา 3.4 มิลลิเมตร ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง ทับทิม 19 เม็ด สำรองพลังงาน 33 ชั่วโมง
  • สาย: กำไลข้อมือพิงค์โกลด์ 18K ลายโซ่ถัก (braided bangle) สลับด้วยแถบลายทแยงประดับเพชรเจียระไนทรงกลมรวม 158 เม็ด (น้ำหนักรวมประมาณ 2.78 กะรัต) และวัสดุ HyCeram สีดำเงา

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont เปิดตัว Supermarine Full Ceramic Deep Blue นาฬิกาดำน้ำรุ่นล่าสุดในตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินน้ำหนักเบาและทนทานสูง
‘Heritage’ คืออะไรกันแน่ในโลกนาฬิกา
H. Moser & Cie. เปิดตัว Streamliner Pump งาน collab สุดคูลด้วย Pump Party ที่คูลยิ่งกว่า

MB&F ปลุกตำนาน LM1 ขึ้นมาฉลองครบรอบ 15 ปีในร่าง LM1 EVO ปรับขนาดตัวเรือนเหลือ 42 มิลลิเมตร

หวนคืนตำนานจักรกลเวลาทรงกลมรุ่นแรกในร่าง LM1 EVO ยกระดับตัวเรือนไทเทเนียม 42 มิลลิเมตร พร้อมระบบกันแรงกระแทก FlexRing และสายยางอินทิเกรต

จักรกลเวลาลอยตัวอยู่กลางอากาศท่ามกลางชุดสายเคเบิลสีเงินโปร่งตา นั่นคือภาพจำดั้งเดิมเมื่อครั้งที่ MB&F เปิดตัว Legacy Machine N°1 ครั้งแรกเมื่อปี 2011 ยุคที่ใครๆ ต่างมองว่าจักรกลเวลาทรงกลมคลาสสิกของแบรนด์คงเป็นได้แค่การทดลองชั่วคราว แต่สิบห้าปีให้หลัง Balance Wheel ขนาดใหญ่ 14 มิลลิเมตรที่แขวนเด่นอยู่เหนือหน้าปัดกลับลอยข้ามกาลเวลามาสวมเกราะเรือนเวลารุ่นใหม่ในชื่อ LM1 EVO ประจำปี 2026 พร้อมถอดรหัสความประณีตระดับพิพิธภัณฑ์มาอยู่ในรูปร่างที่พร้อมรับการกระแทกกระทั้นกับการใช้งานจริงมากขึ้นชนิดที่เปลี่ยนความเคารพยำเกรงให้กลายเป็นความคล่องตัว

ความน่าสนใจระดับฉีกตำราของ LM1 EVO นั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องการพยายามหดขนาดตัวเรือนเกรด 5 ไทเทเนียมจาก 44 มิลลิเมตร ให้ลงมาเหลือ 42 มิลลิเมตร หรือความหนา 16.8 มิลลิเมตรพร้อมกระจกแซฟเฟอร์ทรงโดมสูงที่ตัดขอบเบเซิลดั้งเดิมออกไปจนมองเห็นหน้าปัดชัดตา แต่คือระบบซับแรงกระแทกภายใน FlexRing ที่ซ่อนอยู่ระหว่างตัวเรือนและกลไก ผสานการขันเกลียวของเม็ดมะยมคู่จนสามารถกันน้ำได้ถึง 80 เมตร การยกระดับครั้งนี้เปลี่ยนนาฬิกาคอมพลิเคชันระดับคว้ารางวัล Aiguille d’Or จากที่เคยต้องสวมใส่อย่างระมัดระวังในห้องแอร์ ให้กลายเป็นเครื่องบอกเวลาที่พร้อมลุยไปกับสายยางอินทิเกรตแบบถอดเปลี่ยนง่ายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องละอองน้ำหรือแรงเหวี่ยงบนข้อมือ

การแสดงเวลาสองเขตเวลาแยกขาดจากกันโดยสมบูรณ์ยังคงเป็นหัวใจหลักของรุ่นนี้ เม็ดมะยมตำแหน่ง 4 นาฬิกาจะใช้สำหรับการไขลานและปรับตั้งเวลาหน้าปัดขวา ส่วนเม็ดมะยมตำแหน่ง 8 นาฬิกาใช้ปรับตั้งเวลาหน้าปัดซ้าย ซึ่งเปิดโอกาสให้ตั้งเวลาที่ต่างกันในระดับนาทีหรือเศษส่วนของชั่วโมงได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องขึ้นกับระบบ GMT สำเร็จรูปทั่วไป

ขณะเดียวกันจุดที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือเข็มแสดงพลังงานสำรอง ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ที่เคยเป็นเข็มบอกพลังงานสำรอง (Power Reserve Indicator) ที่มีดีไซน์ตั้งโดดขึ้นมาในแนวตั้ง ทรงสูงแบบดั้งเดิม ถูกปรับโฉมใหม่ให้กลายเป็นหน้าปัดเอียงทำมุมที่อ่านค่าง่ายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ระยะเวลาการทำงานจากการไขลานด้วยมือยังขยับเพิ่มจาก 45 ชั่วโมงในรุ่นแรก ขึ้นมาเป็น 60 ชั่วโมงเต็ม รองรับการใช้งานข้ามสุดสัปดาห์ได้สบาย

กลางหน้าปัดเพลทโรเดียมสีเงิน ยังคงยกพื้นที่ให้ Balance Wheel ขนาด 14 มิลลิเมตร ทำหน้าที่เต้นด้วยความถี่คลาสสิก 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง (2.5 Hz) ภายใต้สะพานจักรไทเทเนียมดีไซน์ใหม่ แต่จุดเปลี่ยนในเชิงวิทยาการปรับจังหวะคือการนำระบบ Straumann® double hairspring มาติดตั้งแบบติดสปริงสองเส้นในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อหักล้างศูนย์ถ่วงที่คลาดเคลื่อนและลดแรงไถลของแกนบาลานซ์ ส่งผลให้ความเที่ยงตรงในทุกตำแหน่งการวางตัวเรือนมีความสม่ำเสมอในระดับสูงสุด

กลไกไขลานชิ้นนี้ประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วน 338 ชิ้น ทับทิม 25 เม็ด พร้อมงานขัดแต่งระดับสูงทั้งงานแกะสลักด้วยมือ การลบมุมขอบ สะพานจักรลาย Geneva waves และการเข้าเต้าทองคำ (gold chatons) โดยมีเวอร์ชันตัวเรือนโรสโกลด์ 5N+ หน้าปัดสีเขียวเข้ม ผลิตจำกัดเพียง 33 เรือน มาเป็นตัวเลือกคู่ขนานกับเวอร์ชันไทเทเนียม

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: MB&F Legacy Machine N°1 EVO (LM1 EVO)
  • ตัวเรือน: เกรด 5 ไทเทเนียม (หน้าปัดเพลทโรเดียมสีเงิน) หรือ โรสโกลด์ 5N+ (หน้าปัดสีเขียวเข้ม ผลิตจำกัด 33 เรือน) กระจกแซฟเฟอร์ทรงโดมสูงและฝาหลังแซฟเฟอร์ เม็ดมะยมแบบขันเกลียวพร้อมระบบซับแรงกระแทก FlexRing กันน้ำลึก 80 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดย่อยสองวงสีดำแยกอิสระพร้อมเข็มบลูสติล (รุ่นไทเทเนียม) หรือเข็มสีโรสโกลด์ (รุ่นโรสโกลด์) Balance Wheel ลอยตัวขนาด 14 มิลลิเมตรพร้อมสะพานจักรไทเทเนียม และหน้าปัดเอียงแสดงพลังงานสำรองที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาสองเขตเวลาแยกอิสระจากกันอย่างสมบูรณ์ (ชั่วโมงและนาที) และมาตรแสดงพลังงานสำรองแบบเอียง
  • กลไก: กลไกสามมิติไขลานด้วยมือ พัฒนาโดย MB&F ร่วมกับ Jean-François Mojon และ Kari Voutilainen สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง ทับทิม 25 เม็ด
  • สาย: สายยางสีเทาหรือสีดำพร้อมระบบเปลี่ยนสายเร็วยึดกับตัวเรือน จับคู่กับหัวเข็มขัดแบบพับตามวัสดุตัวเรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont เปิดตัว Supermarine Full Ceramic Deep Blue นาฬิกาดำน้ำรุ่นล่าสุดในตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินน้ำหนักเบาและทนทานสูง
‘Heritage’ คืออะไรกันแน่ในโลกนาฬิกา
H. Moser & Cie. เปิดตัว Streamliner Pump งาน collab สุดคูลด้วย Pump Party ที่คูลยิ่งกว่า

เปิดตัว TAG Heuer Formula 1 Solargraph x Oracle Red Bull Racing ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความร่วมมือ

นาฬิกาสปอร์ตตัวเรือนสเตนเลสสตีล 38 มิลลิเมตร ขอบเบเซิล TH-Polylight และกลไกโซลาร์กราฟ

ลองนึกถึงภาพเสียงไฟสัญญาณเริ่มดับลงพร้อมแรงกดดันที่พุ่งสูงขึ้นในสนามแข่ง นั่นคือภาพจำของความเร็วที่ถูกย่อส่วนลงมาอยู่บนข้อมือ เมื่อ TAG Heuer ฉลองวาระครบรอบสิบปีของการเป็นพันธมิตรกับทีมแข่งรถระดับท็อปอย่าง Oracle Red Bull Racing ด้วยการส่งเรือนเวลารุ่นพิเศษที่หยิบเอาดีเอ็นเอสนามแข่งมาผสมผสานกับเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างลงตัว ใครที่คุ้นเคยกับความดุดันของฟอร์มูล่าวันยุคดั้งเดิมจะเห็นว่า มีการปรับสัดส่วนใหม่ที่พกพาความโฉบเฉี่ยวมาแบบเต็มพิกัด

ความท้าทายของรุ่นนี้เริ่มต้นจากตัวเรือนขนาดกะทัดรัด 38 มิลลิเมตร ที่ผลิตจากสเตนเลสสตีลพ่นทรายผิวด้านที่ให้ความรู้สึกดิบและเท่ในแบบฉบับเรซซิ่งคาร์ ขอบตัวเรือนแบบหมุนได้สองทิศทางเลือกใช้วัสดุนวัตกรรมใหม่อย่าง TH-Polylight สีน้ำเงินสดใส ช่วยเพิ่มมิติความลึกและความซับซ้อนให้ตัวเรือนโดยไม่ลดทอนความทนทานลงเลยแม้แต่น้อย ขนาดตัวเรือนที่กระชับข้อมือนี้ช่วยให้การสวมใส่ในชีวิตประจำวันหรือการติดตามเกมความเร็วข้างสนามแข่งทำได้อย่างคล่องตัวและเป็นธรรมชาติ

ถัดมาที่หน้าปัดซันเรย์สีน้ำเงินเข้มที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ประจำทีมแข่ง ตัดกับขอบหน้าปัดด้านในสีแดงสดและสเกลบอกนาที ตรงตำแหน่ง 6, 9 และ 12 ของนาฬิกาจะประดับด้วยโลโก้โล่ของแบรนด์แบบดั้งเดิมที่ช่วยสร้างจังหวะการมองเห็นอย่างมีระเบียบ เข็มวินาทีสีเหลืองสดเคลือบแลกเกอร์ทำหน้าที่บอกเวลาได้อย่างโดดเด่นท่ามกลางเข็มชั่วโมงและนาทีทรงดั้งเดิมที่เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova ขาวสะอาดตา มองเห็นได้ชัดเจนไม่ว่าจะอยู่ใต้แสงแดดจ้าหรือในมุมมืดของพิทสปอต ส่วนช่องหน้าต่างแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาถูกล้อมกรอบด้วยสีเหลืองเพื่อความคมชัดในการอ่านค่า

หัวใจสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้าปัดคือกลไก Solargraph คาลิเบอร์ TH50-00 แบบพลังงานแสง ซึ่งทำหน้าที่แปลงทั้งแสงธรรมชาติและแสงประดิษฐ์ให้กลายเป็นพลังงานขับเคลื่อนอันไร้ขีดจำกัด โดยระบุเอาไว้ว่าการรับแสงอาทิตย์เพียงแค่หนึ่งนาทีก็เพียงพอที่จะใช้งานได้ตลอดทั้งวัน และหากชาร์จจนเต็มภายในเวลาไม่ถึง 40 ชั่วโมง จะสามารถเก็บพลังงานสำรองในความมืดได้ยาวนานถึง 10 เดือนเลยทีเดียว นอกจากนี้แบตเตอรี่สำรองภายในยังมีอายุการใช้งานยาวนานสูงสุดถึง 15 ปี หมดกังวลเรื่องการเปลี่ยนถ่านบ่อยๆ ไปได้เลย 

ส่วนฝาหลังตัวเรือนแบบขันเกลียวนั้นได้สลักลวดลายโลโก้ Oracle Red Bull Racing เคียงคู่กับลายธงตาหมากรุกตอกย้ำเรื่องราวของชัยชนะในสนามแข่งได้อย่างชัดเจน ตัวเรือนสามารถกันน้ำลึก 100 เมตร จับคู่มากับสายสเตนเลสสตีลแบบสามข้อต่อที่มาพร้อมตัวล็อกพับสองชั้น และระบบขยายความยาว ช่วยให้การสวมใส่คล่องตัวและกระชับรับกับข้อมือในทุกกิจกรรมเพื่อความสะดวกสบายสูงสุด การปรากฏตัวครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการเก็บบันทึกช่วงเวลาแห่งความเร็วตลอดทศวรรษให้อยู่บนข้อมือของผู้ที่หลงใหลในความท้าทายอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: TAG Heuer Formula 1 Solargraph x Oracle Red Bull Racing (Ref. WBY111F.BA0042)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลพ่นทรายผิวด้าน ขนาด 38 มิลลิเมตร ขอบเบเซิลแบบหมุนได้สองทิศทางผลิตจากวัสดุ TH-Polylight สีน้ำเงิน กระจกแซฟเฟอร์แบนเรียบเคลือบสารกันสะท้อน ฝาหลังสเตนเลสสตีลขันเกลียวสลักโลโก้ทีม Oracle Red Bull Racing และลายธงตาหมากรุก กันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดปัดลายซันเรย์สีน้ำเงินเข้ม ตัดกับขอบหน้าปัดด้านในสีแดงสดและสเกล 60 วินาที/นาที มาร์กเกอร์ทรงเลาเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova ขาวสะอาดตา เข็มชั่วโมงและนาทีสีดำเคลือบแลกเกอร์ เข็มวินาทีสีเหลืองสดใส พร้อมหน้าต่างแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) และวันที่ พร้อมเทคโนโลยีโซลาร์กราฟสำหรับแปลงพลังงานแสง
  • กลไก: กลไกพลังงานแสง (Solargraph) คาลิเบอร์ TH50-00 (รับแสง 1 นาทีใช้งานได้ทั้งวัน ชาร์จเต็มไม่ถึง 40 ชั่วโมงอยู่ได้นาน 10 เดือนในความมืด และแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานสูงสุด 15 ปี)
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลแบบสามข้อต่อ พร้อมตัวล็อกพับสองชั้นและปุ่มกดนิรภัย รวมถึงระบบขยายความยาวสาย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont เปิดตัว Supermarine Full Ceramic Deep Blue นาฬิกาดำน้ำรุ่นล่าสุดในตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินน้ำหนักเบาและทนทานสูง
‘Heritage’ คืออะไรกันแน่ในโลกนาฬิกา
H. Moser & Cie. เปิดตัว Streamliner Pump งาน collab สุดคูลด้วย Pump Party ที่คูลยิ่งกว่า

Ralph Lauren ขยายไลน์ 888 Automatic ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลบางเฉียบ 6.1 มม. ผสานกลไกสวิสอัตโนมัติและงานกิโยเช่สุดคลาสสิก

ความน่าสนใจอยู่ที่ตัวเลขความบางเฉียบเพียง 6.10 มม. บนขนาดหน้าปัด 39 มม. ซึ่งหาได้ยากในนาฬิกากลไกจักรกลทั่วไปที่มักจะหนากว่านี้

เมื่อแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ข้ามฝั่งมาจับงานเครื่องบอกเวลา คนในวงการมักตั้งแง่ไว้ก่อนว่าจะรอดหรือร่วง แต่การปรากฏตัวของ Ralph Lauren 888 Automatic 39mm รอบนี้กลับทำให้มุมมองเดิมๆ ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อแบรนด์เลือกสลัดภาพความฉูดฉาดทิ้ง แล้วหันมาตอกย้ำความเรียบหรูเหนือกาลเวลาด้วยสัดส่วนที่นักสะสมสายเดรสวอทช์เห็นแล้วต้องยอมใจ

ความบ้าคลั่งของงานออกแบบชิ้นนี้ซ่อนอยู่ภายใต้ความบางเฉียบระดับน่าตกใจ เพราะเมื่อกวาดสายตาสำรวจตัวเรือนสเตนเลสสตีลขัดเงาทรงกลมขนาด 39 มิลลิเมตร สิ่งที่ดึงดูดสายตาเราอย่างแรกคือความบางเพียง 6.10 มิลลิเมตรเท่านั้น ถ้าเราลองนึกภาพตามว่าการบรรจุกลไกอัตโนมัติลงไปในพื้นที่ที่บางเฉียบขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทางแบรนด์กลับทำออกมาได้อย่างลงตัว ส่วนขอบตัวเรือนนั้นโดดเด่นด้วยลวดลายแกะสลักกิโยเช่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคอลเลกชัน 888 ซึ่งทำหน้าที่กรอบล้อมหน้าปัดสีขาวนวลได้อย่างเฉียบคม

มาดูส่วนของหน้าปัด มาในสีเงินโอปาลีน (Silvery opaline) ซึ่งเผยให้เห็นลวดลายกิโยเช่รัศมีพุ่งออกจากจุดศูนย์กลาง เพื่อเพิ่มมิติความลึกยามต้องแสงไฟ แต่ความน่าสนใจคือการผสมผสานตัวเลขโรมันและเลขอราบิกสีดำเข้าด้วยกันบนหน้าปัดเดียว พร้อมด้วยเข็มบอกเวลาทรง Breguet สีดำเงาเคลือบแลกเกอร์ที่รับกับสายหนังลูกวัวสีดำเย็บตะเข็บประณีตได้อย่างไร้ที่ติ และหัวเข็มขัดทรงโกลน (Stirrup shaped pin buckle) ที่ยังคงสะท้อนกลิ่นอายมรดกความหลงใหลเรื่องราวของม้า ก็ยิ่งช่วยเติมเต็มคาแรคเตอร์ให้เรือนเวลานี้ดูคลาสสิกขึ้นไปอีกขั้น

ถ้าเราพลิกดูขุมพลังภายใน ตัวเรือนจะปิดทึบด้วยฝาหลังสเตนเลสสตีลที่ซ่อนกลไกจักรกลอัตโนมัติเกรดสวิสจาก Sellita คาลิเบอร์ RL300-1 เอาไว้ภายใน กลไกความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 Hz) พร้อมทับทิม 25 เม็ดตัวนี้มอบพลังงานสำรองราว 50 ชั่วโมง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบาย แม้จะกันน้ำได้เพียง 3 บาร์ (หรือประมาณ 30 เมตร) แต่นาฬิกาสไตล์นี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ใส่ไปดำน้ำลึกอยู่แล้ว มันถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มความเนี๊ยบใต้ชายเสื้อสูทในงานทางการหรือการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่

การเปิดตัวในเดือนตุลาคมนี้ ผ่านบูติกและตัวแทนจำหน่ายที่คัดสรรทั่วโลก จึงเป็นอีกหนึ่งการเคลื่อนไหวที่พิสูจน์ให้เห็นว่า Ralph Lauren ไม่ได้ทำนาฬิกาแฟชั่นตามกระแส แต่ตั้งใจสร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาที่มีงานฝีมือรองรับและสวมใส่ได้จริงในระยะยาว ถือว่าน่าสนใจมากๆ ค่ะ 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Ralph Lauren 888 Automatic 39mm 
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงาทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 39.00 มิลลิเมตร ความหนา 6.10 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนแกะสลักลวดลายกิโยเช่ ฝาหลังทึบสเตนเลสสตีล กระจกแซฟเฟอร์แบนเรียบเคลือบสารกันสะท้อนด้านใน ระยะห่างระหว่างขาตัวเรือน 18.05 มิลลิเมตร และกันน้ำลึก 3 บาร์ (ประมาณ 30 เมตร)
  • หน้าปัด: สีเงินโอปาลีน (Silvery opaline) ตกแต่งลวดลายกิโยเช่รัศมีพุ่งออกจากจุดศูนย์กลาง มาร์กเกอร์ผสมผสานระหว่างตัวเลขโรมันและเลขอราบิกสีดำ
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: กลไกจักรกลอัตโนมัติเกรดสวิส (ผลิตโดย Sellita) คาลิเบอร์ RL300-1 ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 Hz) ทับทิม 25 เม็ด สำรองพลังงานราว 50 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังลูกวัวสีดำบุด้านในด้วย Alsavel พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลขัดเงาทรงโกลน (Stirrup shaped pin buckle) ขนาด 15 มิลลิเมตร

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont เปิดตัว Supermarine Full Ceramic Deep Blue นาฬิกาดำน้ำรุ่นล่าสุดในตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินน้ำหนักเบาและทนทานสูง
‘Heritage’ คืออะไรกันแน่ในโลกนาฬิกา
H. Moser & Cie. เปิดตัว Streamliner Pump งาน collab สุดคูลด้วย Pump Party ที่คูลยิ่งกว่า

Wrist Luck: October Issue แด่ช่วงเวลาที่เข็มนาฬิกากับลมหนาวแรกเริ่มเดินจังหวะเดียวกัน

เมื่อเข็มนาฬิกาบรรจบกับทฤษฎีแห่งการเริ่มต้นใหม่

ลมหนาวแรกพัดเข้ากรุงเทพฯ แบบเงียบเชียบเมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นช่วงเวลาที่ทางทฤษฎีจิตวิทยาของมนุษย์เริ่มโหยหาความมั่นคง สมองส่วนลึกของเราตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและแสงแดดที่สั้นลงด้วยการมองหา “หลักยึด” ทางใจ เช่นเดียวกับ October Theory (ทฤษฎีเดือนตุลาคม) คือ แนวคิดที่เชื่อว่า “เดือนตุลาคมเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและจุดเริ่มต้นใหม่” หรือเปรียบเสมือน “ปีใหม่ย่อส่วน” (Mini January) ก่อนจะหมดปี 

แม้ว่าจะเป็นเพียงความเชื่อหรืออะไรก็แล้วแต่… แต่ในทางจิตวิทยาการรับรู้ (Cognitive Psychology) วัตถุที่เราสัมผัสและสวมใส่ติดตัวทุกวันทำหน้าที่เป็น “สมอเรือทางอารมณ์” (Emotional Anchor) มันไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นตัวกำหนดจังหวะการหายใจ ความมั่นใจ และพลังงานที่เราจะใช้เผชิญหน้ากับผู้คนได้อย่างน่าประหลาด

เดือนตุลาคมนี้ Wrist Luck เลยอยากชวนมองนาฬิกา 10 เรือนนี้ผ่านมุมมองของพลังงานเชิงบวกที่สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของแต่ละเรือน เพื่อช่วยจัดระเบียบความคิดและเสริมความพร้อมให้จังหวะชีวิต

1. Patek Philippe Calatrava Ref. 6119G-001

ความนิ่งและการควบคุม: สมองมนุษย์มักสงบลงทันทีเมื่อมองเห็นความสมมาตรและเส้นสายที่เป็นระเบียบ ลายกิโยเช่ Clous de Paris บนขอบตัวเรือนไวท์โกลด์ทำหน้าที่เหมือนเครื่องมือบำบัดสายตา ความเรียบง่ายแต่เฉียบคมของหน้าปัดชาร์โคลช่วยลดภาระทางความคิด (Cognitive Load) ในวันที่คุณต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ การไขลานเรือนนี้ทุกเช้าจึงเป็นพิธีกรรมทางจิตใจที่ช่วยดึงสมาธิให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน

Wrist Luck: October Issue เดือนนี้รวบรวม 10 เรือนเวลา
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Patek Philippe Calatrava Ref. 6119G-001
  • ตัวเรือน: White Gold 18k ขนาด 39 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนแกะลายสลักกิโยเช่ Clous de Paris
  • หน้าปัด: สีเทาชาร์โคล ตกแต่งแบบชูเซ (Chassé) พร้อมหลักชั่วโมงทรงเข็มชี้ทองคำขาว
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา ชั่วโมง นาที และวินาทีแบบย่อย (Small Seconds)
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ Caliber 30-255 PS สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้สีดำเงาเย็บมือ

2. Tudor Black Bay 54 (Rubber Strap)

ความยืดหยุ่นทางอารมณ์: มนุษย์เราเกลียดความอึดอัด และสายยางทรงทรอปิคอลที่โอบรับข้อมืออย่างพอดีคือสัญลักษณ์ของการปล่อยวางความกังวล เรือนนี้สะท้อนตัวตนของคนที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงกะทันหันในที่ทำงาน โดยไม่ต้องพยายามพิสูจน์อะไรให้ใครเห็นผ่านความเวอร์วัง

  • ชื่อรุ่น: Tudor Black Bay 54 (Rubber Strap)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 37 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียวแบบไม่มีสเกลตัวเลข (Vintagized bezel)
  • หน้าปัด: สีดำด้าน โดดเด่นด้วยเข็มทรง “Snowflake” อันเป็นเอกลักษณ์
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา ชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ In-house Caliber MT5400 สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง ได้รับการรับรอง COSC
  • สาย: สายยางทรอปิคอลสีดำ พร้อมตัวล็อกปรับระดับ T-fit

3. Grand Seiko SBGJ271 “Yukigesho” (雪化粧 – ยุกิเกโช) 

ความเงียบงันและความลึกซึ้ง: หน้าปัดสีเทาดำลายลูกฟูกแนวตั้งที่จำลองภาพหิมะบางเบาบนยอดไม้ (Yukigesho) มอบความรู้สึกสงบ เยือกเย็น และพร้อมตั้งรับความเปลี่ยนแปลง หน้าปัดชวนค้นหานี้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่พักสายตาชั้นดี เวลาที่คุณต้องเผชิญกับความวุ่นวายรอบตัว การก้มมองมิติของแสงและเงาบนหน้าปัดเรือนนี้ช่วยดึงสติให้กลับมานิ่งและโฟกัสกับเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ 

Wrist Luck: October Issue เดือนนี้รวบรวม 10 เรือนเวลา
  • ชื่อรุ่น: Grand Seiko Heritage Collection Hi-Beat 36000 “Yukigesho” Ref. SBGJ271
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล (Zaratsu Polished) ขนาด 40 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: สีเทาดำลายลูกฟูกแนวตั้ง (Vertical textured dial) ได้แรงบันดาลใจจากภาพหิมะบนกิ่งไม้
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา ชั่วโมง นาที วินาที, หน้าต่างแสดงวันที่ และเข็ม GMT บอกเวลาประเทศที่สอง
  • กลไก: กลไก Hi-Beat อัตโนมัติ Caliber 9S86 (ความถี่ 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง) สำรองพลังงาน 55 ชั่วโมง
  • สาย: สเตนเลสสตีลขัดแต่งสลับเงา

4. Cartier Santos-Dumont (Large Model, Rose Gold)

การสร้างความน่าเชื่อถือเงียบๆ (Quiet Authority): ตัวเรือนโทนสีโรสโกลด์อันอบอุ่นและดีไซน์เรขาคณิตที่นิ่งสงบส่งผลโดยตรงต่อผู้พบเห็น มันกระตุ้นความรู้สึกไว้วางใจและความเคารพโดยไม่ต้องใช้เสียง เรือนนี้เหมาะกับวันเจรจาธุรกิจหรือพบปะผู้คน เพราะสื่อถึงความสำเร็จในอดีตของคุณออกมาโดยปริยาย ทำให้คุณรู้สึกมั่นใจแบบลึกๆ จากภายใน

  • ชื่อรุ่น: Cartier Santos-Dumont Large Model (Rose Gold) Ref. WGSA0032
  • ตัวเรือน: 18K Rose Gold ขนาด 43.5 มิลลิเมตร x 31.4 มิลลิเมตร บางเฉียบ
  • หน้าปัด: สีเงินซันเรย์ พร้อมเลขโรมันสีดำและเข็มดาบสีบลูสตีล
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา ชั่วโมง และนาที
  • กลไก: กลไกควอตซ์ประหยัดพลังงานสูง (อายุแบตเตอรี่ประมาณ 6 ปี)
  • สาย: สายหนังจระเข้สีน้ำตาลเข้ม

5. Omega Seamaster Diver 300M “Timeless Adversaries” (James Bond & Spectre Edition) 

ความขัดแย้งภายในและการเลือกข้าง (The Dual Self): มนุษย์ทุกคนไม่ได้มีแค่ด้านเดียว เรามีความเนี้ยบ ถูกต้อง และผดุงความยุติธรรมแบบ James Bond อยู่ในร่างเดียวกับความเย้ายวน ความดุดัน และความทะเยอทะยานแบบ Spectre การที่ Omega ออกนาฬิกาคู่ปรับตลอดกาลคู่นี้มา มันสะท้อนถึงการเลือกสวมบทบาทในแต่ละวัน หากวันไหนต้องการความนิ่งสงบ คุมเกมได้ เลือกฝั่งสว่าง วันไหนต้องการพลังอำนาจและความดิบดิ่ง เลือกฝั่งเงา การมีเรือนเวลาที่สื่อสองขั้วความคิดนี้ไว้บนข้อมือมันช่วยปลุกคาแรคเตอร์ที่เราอยากพรีเซนต์ออกมาในวันนั้นได้อย่างแนบเนียน 

  • ชื่อรุ่น: Omega Seamaster Diver 300M “Timeless Adversaries” (007 & Spectre Edition)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42 มิลลิเมตร พร้อมขอบเซรามิกเลเซอร์แกะสลัก
  • หน้าปัด: ลวดลายเกลียวคลื่นอันเป็นเอกลักษณ์ในโทนสีพิเศษ (สะท้อนธีมสว่างและมืด)
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา ชั่วโมง นาที วินาที และแสดงวันที่
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Co-Axial Master Chronometer Caliber 8800 สำรองพลังงาน 55 ชั่วโมง
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลหรือสายยางตามเซ็ตสะสม

6. Panerai Luminor Due Pastello (PAM01309) 

การลดทอนความกดดัน เบรกความแข็งด้วยความอ่อนโยน (The Soft Power): คนเรามักแบกรับความคาดหวังจนไหล่ห่อ Panerai รุ่นดั้งเดิมอาจจะดูหนักหน่วงเกินไปสำหรับบางวัน แต่รุ่น Due ขนาด 38 มิลลิเมตรที่บางเบานี้ช่วยปลดแอกข้อมือจากการพันธนาการ มันทำให้รู้สึกเหมือนการ “รู้วิธีผ่อนคลาย” รักษาความเท่และหนักแน่นไว้ครึ่งหนึ่ง แต่มอบความสบายใจและอิสระให้อีกครึ่งหนึ่ง

แม้ภาพจำของ Panerai คือความดิบ เถื่อน ใหญ่โต และทรงพลัง แต่มิตรรักนักสะสมที่เลือกเรือน 38 มิลลิเมตร หน้าปัดสีฟ้าพาสเทล (Pastello) เรือนนี้ กำลังเล่นกับการ “ลดทอนความเกรี้ยวกราด” หน้าปัดสีฟ้าละมุนตตัดกับตัวเรือนสตีลขัดเงาช่วยลดความกดดันในบรรยากาศรอบตัว ส่งสัญญาณบอกคนรอบข้างว่าคุณมีความเด็ดขาดในเนื้อแท้ แต่มีพื้นที่ความยืดหยุ่นและเข้าถึงง่ายซ่อนอยู่ เป็นความขัดแย้งที่ลงตัวในวันสบายๆ 

Wrist Luck: October Issue เดือนนี้รวบรวม 10 เรือนเวลา
  • ชื่อรุ่น: Panerai Luminor Due Pastello 38mm Ref. PAM01309
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงา ขนาด 38 มิลลิเมตร พร้อมสะพานล็อกเม็ดมะยมเอกลักษณ์เฉพาะตัว
  • หน้าปัด: สีฟ้าพาสเทล (Light Blue) หน้าปัดย่อยวินาทีตำแหน่ง 9 นาฬิกา
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา ชั่วโมง นาที และวินาทีแบบย่อย พร้อมหน้าต่างวันที่
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Caliber P.900 สำรองพลังงาน 3 วัน (72 ชั่วโมง)
  • สาย: สายหนังจระเข้สีฟ้าอ่อนเข้ากับหน้าปัด

7. Nomos Glashütte Orion neomatik 39

ความเย็นเยียบและระเบียบวินัยแห่งความคิด: หน้าปัดสีฟ้าไอซ์บลู (Ice Blue) เมทัลลิกตัดกับเข็มวินาทีและดีเทลสีฟ้าอ่อนที่สะท้อนโทนสีของความหนาวแรก ให้ฟีลลิ่งความหนาวแบบโมเดิร์นดีไซน์ที่ลงตัวสุดๆ มาพร้อมกลไกไขลานอินเฮ้าส์ชุดใหม่เอี่ยม DUW 4701 ที่ย้ายตัวบอกลานไปไว้ตรงตลับสปริงพอดิบพอดี สะท้อนถึงความเฉียบคมและการมีวินัยขั้นสุด ความเกลี้ยงเกลาสไตล์มินิมอลเยอรมันช่วยเคลียร์ความรกในสมอง เหมาะกับวันจัดการระบบความคิดหรือเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ การได้ก้มมองหน้าปัดโทนเย็นนี้ช่วยดึงโฟกัสให้เรานิ่งและเฉียบขาดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ 

Wrist Luck: October Issue เดือนนี้รวบรวม 10 เรือนเวลา
  • ชื่อรุ่น: Nomos Glashütte Metro Date Power Reserve Ice Blue Ref. 1121
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลทรงเพรียวบาง ขนาด 37 มิลลิเมตร ขาสายลวดเอกลักษณ์เด่น
  • หน้าปัด: เมทัลลิกสีฟ้าไอซ์บลู (Ice Blue) พร้อมหน้าปัดย่อยวันที่และเข็มบอกพลังงานลานสีแดง
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา, หน้าต่างแสดงวันที่ขนาดใหญ่, และเข็มบอกพลังงานสำรอง (Power Reserve Indicator)
  • กลไก: กลไกไขลาน In-house Caliber DUW 4701 สำรองพลังงาน 43 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังม้า Horween Genuine Shell Cordovan สีดำ

8. Longines Master Collection Chrono Monopusher (Ref. L2.960.4.78.2)

ความเรียบง่ายและจังหวะชีวิตที่มีทิศทาง: การย้อนกลับไปหารากเหง้าปี 1911 ผ่านกลไกโครโนกราฟปุ่มเดียว (Monopusher) บนหน้าปัดสีงาช้างลายข้าวบาร์เลย์ที่ดึงเอาประวัติศาสตร์ความเชี่ยวชาญดั้งเดิมของแบรนด์กลับมาเล่าใหม่ สะท้อนถึงการควบคุมทุกอย่างให้จบได้ด้วยปุ่มเดียว ทั้ง เริ่ม หยุด และรีเซ็ต ในเชิงจิตวิทยามันคือการรวบยอดกระบวนการคิดให้กระชับและมีเป้าหมายเดียว ไม่ซับซ้อนวุ่นวาย เหมาะกับช่วงเวลาที่อยากได้ความนิ่ง คลาสสิก และทรงพลังแบบสุภาพบุรุษวินเทจอย่างแท้จริง การไขลานด้วยมือและการกดปุ่มบังคับการทำงานผ่านจังหวะเดียวช่วยดึงสติให้เราจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน เป็นความวินเทจที่ช่วยจัดระเบียบความคิดท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วเกินไปได้เป็นอย่างดี

  • ชื่อรุ่น: Longines Master Collection Chrono Monopusher Ref. L2.960.4.78.2
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40 มิลลิเมตร พร้อมปุ่มกดโครโนกราฟเดี่ยวรวมไว้ที่เม็ดมะยม
  • หน้าปัด: สีงาช้างลายข้าวบาร์เลย์ (Barleycorn) พร้อมตัวเลขโรมันสีดำคลาสสิก
  • ฟังก์ชั่น: โครโนกราฟปุ่มเดียว (Monopusher Chrono) ควบคุมการจับเวลา เริ่ม-หยุด-รีเซ็ต ผ่านปุ่มเดียว
  • กลไก: กลไกไขลานโครโนกราฟ Column-Wheel Caliber L788 สำรองพลังงาน 54 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้สีน้ำตาลเข้ม

9. A. Lange & Söhne Saxonia Thin (Ref. 205.086)

ความเงียบงันที่ลึกซึ้งดั่งห้วงอวกาศ: หน้าปัดเงิน 925 เคลือบด้วยละอองทองแดงสีน้ำเงินเข้ม (Gold Flux / Aventurine) เปล่งประกายระยิบระยับเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงดาวระยิบระยับ พอมารวมกับตัวเรือนไวท์โกลด์บางเฉียบ 39 มิลลิเมตร และความเรียบกริบแบบไม่มีเข็มวินาทีมากวนใจ มันทำให้มิติเรื่อง “ความสงบและความลึกซึ้งภายใน” และความเรียบเกลี้ยงแบบมีแค่สองเข็ม ช่วยตัดสิ่งรบกวนสายตาออกทั้งหมด เพราะหน้าปัดมันไม่ใช่แค่สีฟ้าเรียบๆ แต่มันคือห้วงอวกาศขนาดย่อมที่ดึงสายตาเราให้หลุดเข้าไปในความนิ่งสงบคนเดียวได้จริงๆ 

  • ชื่อรุ่น: A. Lange & Söhne Saxonia Thin Ref. 205.086
  • ตัวเรือน: White Gold 18k ขนาด 39 มิลลิเมตร ความหนาเพียง 6.2 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: เคลือบละอองทองแดงสีน้ำเงินเข้ม (Gold Flux / Aventurine) เปล่งประกายระยิบระยับ
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลาแบบสองเข็ม (ชั่วโมงและนาที) เพื่อความเรียบเกลี้ยงบริสุทธิ์
  • กลไก: กลไกไขลาน In-house Caliber L093.1 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง (3 วัน)
  • สาย: สายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้มขัดเงา

10. Bell & Ross BR-03 Green Radar Ceramic 

การหลุดกรอบและการควบคุมมุมมอง (The Radar Mindset): เลิกคิดถึงการดูเวลาแบบเดิมๆ เพราะตัวเรือนเซรามิกดำด้าน 41 มิลลิเมตรที่ครอบทับด้วยกระจกแซฟไฟร์สีเขียวเรดาร์ พร้อมจานหมุนจำลองเรดาร์ทหาร สื่อถึงมุมมองของคนที่มีสายตากว้างไกล ชอบสังเกตการณ์ และมองเห็นภาพรวมก่อนใคร เรือนนี้ทำหน้าที่เหมือนเครื่องมือสแกนความสงบนิ่งในสมอง ช่วยปลุกความขบถแบบมีสไตล์ในวันที่คุณอยากฉีกตัวเองออกจากกรอบเดิมๆ โดยไม่ต้องแคร์สายตาใคร 

  • ชื่อรุ่น: Bell & Ross BR-03 Green Radar Ceramic
  • ตัวเรือน: แมตต์บล็อกเซรามิกสีดำทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 41 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: กระจกแซฟไฟร์ย้อมสีเขียวมรกต พร้อมระบบจานหมุนแสดงเวลาแบบจำลองเรดาร์ทหาร
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาทีผ่านวงแหวนจานหมุนเรดาร์ชั้นนอกถึงชั้นใน
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Caliber BR-CAL.302 สำรองพลังงาน 38 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางสีดำทนทานสูง พร้อมสายผ้าแคนวาสสำรองในชุด

เดือนตุลาคมนี้ ลองเลือกเรือนที่ตอบโจทย์ “สถานะทางใจ” ที่คุณอยากเป็นในวันนั้น แล้วปล่อยให้จังหวะของเข็มนาฬิกาช่วยนำพาพลังงานที่ถูกต้องมาสู่ข้อมือของคุณครับ แล้วคุณล่ะ เดือนนี้มีเรือนไหนในกล่องที่ให้ความรู้สึกหรือพลังงานพิเศษเวลาหยิบมาใส่บ้างไหม?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont เปิดตัว Supermarine Full Ceramic Deep Blue นาฬิกาดำน้ำรุ่นล่าสุดในตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินน้ำหนักเบาและทนทานสูง
‘Heritage’ คืออะไรกันแน่ในโลกนาฬิกา
H. Moser & Cie. เปิดตัว Streamliner Pump งาน collab สุดคูลด้วย Pump Party ที่คูลยิ่งกว่า

Introducing: Pequignet Royale Paris Chrono BPM นาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟที่ผสานแรงบันดาลใจจากดนตรี French Touch

สัมผัสดีไซน์สุดล้ำกับโครโนกราฟสปอร์ตตัวเรือนสเตนเลสสตีล 43 มิลลิเมตร

วันนี้ระหว่างกำลังหาข้อมูลสำหรับเขียนข่าว เราก็ไปเจอเข้ากับการปรากฏตัวของเรือนเวลาที่พยายามเชื่อมโยงโลกสองใบเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ ในขณะที่แบรนด์นาฬิกาส่วนใหญ่เลือกวิ่งตามกระแสความเร็วด้วยการยัดสเกลทาคมิเตอร์แบบเดิมๆ ลงไปบนหน้าปัด แต่แบรนด์ Pequignet กลับเลือกเดินสวนสนามด้วยการหยิบเอาหัวใจของเสียงดนตรีอย่างจังหวะบีตต่อนาที มาผสมผสานเข้ากับกลไกสปอร์ตโครโนกราฟ จนกลายมาเป็น Royale Paris Chrono BPM ที่ทำให้คนชอบแกะรอยความแปลกใหม่ต้องยอมหยุดสายตาเพื่อพิจารณากลลุกนี้ให้ถี่ถ้วน มันน่าสนใจยังไงกันนะ มาค่ะเราจะเล่าให้ฟัง

ต้องบอกก่อนว่าความน่าสนใจของเรือนเวลานี้ ไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวเลขความซับซ้อนตามตำราสารานุกรม แต่เริ่มต้นจากหน้าปัดที่ออกแบบมาให้ทำหน้าที่เหมือนเครื่องวัดจังหวะชีวิต โดยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 43 มิลลิเมตร นั้นถุกขัดแต่งเหลี่ยมมุมอย่างประณีตรับกับกระจกแซฟเฟอร์ทรงโค้งเคลือบสารกันสะท้อนอย่างดี สิ่งที่ดึงดูดสายตาเราทันทีคือสเกลเฉพาะตัวบนขอบหน้าปัด และวงหน้าปัดย่อยที่ถูกคำนวณมาเพื่อวัดค่า BPM (Beats Per Minute) โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการเทียบเคียงจังหวะการเต้นของหัวใจระหว่างออกกำลังกาย หรือการคำนวณความเร็วในการเคลื่อนที่ในรูปแบบที่ฉีกหนีสเกลวัดความเร็วแบบดั้งเดิมไปอย่างสิ้นเชิง เป็นความกวนในเชิงฟังก์ชันที่หาไม่ได้ง่ายๆ จากแบรนด์กระแสหลัก

ส่วนตัวชอบหน้าปัดสีน้ำเงิน (Blue dial) มันดูลึกล้ำสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ตัดกับรายละเอียดบนหน้าปัดอย่างลงตัวจนขับให้ลุคโดยรวมดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยวและร่วมสมัย ตัวหน้าปัดรังสรรค์ขึ้นจากแรงบันดาลใจในวัฒนธรรม French Touch ลองจินตนาการถึงไล่เฉดสีฟ้าไฟฟ้า (electric-blue gradient) ที่จำลองบรรยากาศแสงสีของค่ำคืนริมชายหาดริเวียร่า ก่อนจะค่อยๆ เฟดกลายมาเป็นสีดำสนิทของความมืดมิดในคลับมินิมอลยามดึกได้อย่างแนบเนียน

ความสนุกซ่อนอยู่ตรงรายละเอียดระหว่างตำแหน่งเที่ยงคืนถึงตีสอง เมื่อมาร์กเกอร์บอกเวลาถูกดีไซน์ให้ถอดแบบมาจากแถบวัดสัญญาณเสียงหรือ VU meter บนโต๊ะมิกเซอร์ โดยตั้งใจหยุดพักอย่างสุขุมก่อนจะข้ามเข้าสู่โซนสีแดง เพื่อควบคุมซาวด์ดนตรีให้อยู่ในระดับที่สมบูรณ์แบบ งานดีไซน์ชิ้นนี้สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนรักเสียงเพลงและเสียงดนตรีต้องแอบยิ้มมุมปากถ้าได้ดูใกล้ๆ ก่อนจะเติมเต็มความสมบูรณ์แบบด้วยรหัสความงามตามแบบฉบับคอลเลกชัน Royale Paris ทั้งขาตัวเรือนแบบประกอบขึ้นรูป ร่องเว้าโค้งอันเป็นเอกลักษณ์ และงานขัดแต่งระดับสูง

Pequignet Royale Paris Chrono BPM

พอลองมาดูด้านหลัง ตัวเรือนนั้นจะเผยให้เห็นหัวใจจักรกลอินเฮ้าส์ที่เรียกได้ว่าเป็นอันภาคภูมิใจของแบรนด์ เพราะ Calibre Royale ถือเป็นกลไกอัตโนมัติที่ขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อนและสถาปัตยกรรมเฉพาะตัว ระบบการขึ้นลานแบบทิศทางเดียวนั้นเป็นเอกลักษณ์ ที่ถูกประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนความเที่ยงตรงสูง สำรองพลังงานได้ยาวนานต่อเนื่อง มาพร้อมกับโรเตอร์ขึ้นลานแกะสลักลวดลายประณีตที่มองเพลินจนละสายตาไม่ได้ ส่วนการขัดแต่งสะพานจักรและเหลี่ยมมุมด้วยมือสะท้อนให้เราเห็นถึงความตั้งใจของสำนักอิสระจากฝรั่งเศสที่ต้องการประกาศศักดาว่า งานออกแบบสไตล์ปารีสไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามภายนอก แต่เครื่องในก็ดุดันไม่แพ้ใครเช่นกัน

การจับคู่มากับสายหนังแท้ตัดเย็บตะเข็บอย่างประณีต หรือสายยางที่พร้อมลุยในทุกสถานการณ์ ก็น่าจะช่วยคอมพลีตลุคให้เรือนเวลานี้มีความอเนกประสงค์สูง หรือจะใส่กับสูททำงานเนี๊ยบๆ ชุดลำลองวันพักผ่อนก็เอาอยู่ การปรากฏตัวของ Royale Paris Chrono BPM จึงไม่ใช่แค่การออกนาฬิกาจับเวลาหน้าตาแปลกใหม่ทั่วไป แต่เป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำว่าโลกของนาฬิกากลไกยังมีพื้นที่เหลือให้คนไอเดีย บรรเจิดได้ใส่ลูกเล่นสนุกๆ ลงไปบนข้อมือเสมอโดยไม่ต้องเดินตามรอยใคร 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Pequignet Royale Paris Chrono BPM
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 43 มิลลิเมตร พร้อมขาตัวเรือนแบบประกอบขึ้นรูป (applied lugs) ร่องเว้าโค้ง (concave gouge) ด้านข้างตัวเรือน และกระจกแซฟเฟอร์ทรงโค้งเคลือบสารกันสะท้อน
  • หน้าปัด: ไล่เฉดสีฟ้าไฟฟ้า (electric-blue gradient) เฟดสู่สีดำสนิท ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม French Touch มีมาร์กเกอร์บอกเวลารูปแบบแถบวัดสัญญาณเสียง VU meter ระหว่างตำแหน่งเที่ยงคืนถึงตีสอง และสเกลวัดค่า BPM (Beats Per Minute)
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา และฟังก์ชันโครโนกราฟสปอร์ตพร้อมสเกลวัดจังหวะ BPM
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติอินเฮ้าส์ Calibre Royale ขึ้นลานทิศทางเดียว พร้อมโรเตอร์แกะสลักลายและสะพานจักรขัดแต่งด้วยมือ
  • สาย: สายหนังแท้ตัดเย็บตะเข็บอย่างประณีต หรือสายยางสำหรับลุยในทุกสถานการณ์

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

‘Heritage’ คืออะไรกันแน่ในโลกนาฬิกา

สำรวจปรัชญา Heritage ผ่านแบรนด์นาฬิกาชั้นนำ

WORDS: Chanist Prasertburanakul

Patek Philippe Calatrava Ref. 6196P-001

ในอุตสาหกรรมนาฬิกา คำว่า ‘Heritage’ ถูกใช้แพร่หลายจนบางครั้งกลายเป็นเพียงคำการตลาดที่แปะไว้บนกล่องนาฬิการุ่นใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าทางความรู้สึก แต่สำหรับนักสะสมและคนรักนาฬิกาอย่างจริงจัง คำว่า Heritage ไม่ใช่แค่การหยิบเอาดีไซน์เก่ามาทำใหม่ หากแต่เป็นกระบวนการที่แบรนด์กลับไปสำรวจรากเหง้าที่เป็นสมบัติของตัวเองขึ้นมา ทั้งในแง่ของเทคนิคการผลิต ปรัชญาการออกแบบ และบริบททางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ชิ้นงานนั้นถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่แรก นาฬิกาที่ดีที่สุดในรูปแบบ Heritage จึงไม่ใช่แค่ ‘ของเก่าที่ทำใหม่’ แต่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน มันเล่าเรื่องราวของช่วงเวลาที่แบรนด์นั้นถือกำเนิด บริบททางสังคม สงคราม การสำรวจ หรือแม้แต่ความผิดพลาดที่กลายเป็นตำนาน

บทความนี้จะพาไปสำรวจปรัชญา Heritage ผ่านแบรนด์นาฬิกาชั้นนำหลายแบรนด์ ดำดิ่งสู่ความหมายที่ลึกลงไป นั่นก็คือ ‘สิ่งที่เป็นมรดกตกทอดในโลกแห่งเรือนเวลา’  มีความหมายลึกซึ้งไปกว่าคำว่า ‘วินเทจ’ หรือ ‘ย้อนยุค’ เพราไม่ใช่แค่การหยิบเอาดีไซน์เก่ามาเล่าใหม่ แต่คือการสืบทอดจิตวิญญาณ นวัตกรรม ความล้มเหลว ความสำเร็จ และหยาดเหงื่อของช่างทำนาฬิกาจากรุ่นสู่รุ่น ย้อนเวลาไปเจาะลึกเรื่องราวของแบรนด์นาฬิกาผู้พิทักษ์กาลเวลา ที่ซึ่งประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงในหนังสือ แต่ถูกบรรจุอยู่บนข้อมือของเรา

ทำไม Heritage ถึงสำคัญต่อนักสะสม

ก่อนจะลงลึกในแต่ละแบรนด์ ควรทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมนักสะสมถึงให้ความสำคัญกับความเป็น Heritage เป็นพิเศษ

ประการแรก คำว่า Heritage คือเรื่องของความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ (Authenticity) นาฬิกาที่อ้างอิงจากรุ่นดั้งเดิมอย่างซื่อสัตย์ ทั้งในแง่ขนาดตัวเรือน รูปแบบหน้าปัด ฟอนต์ตัวเลข และรายละเอียดปลีกย่อย จะได้รับความเคารพมากกว่ารุ่นที่เพียงหยิบยืมชื่อมาใช้แต่ดีไซน์เพี้ยนไปจากต้นฉบับมาก ประการที่สอง คำว่า Heritage คือมูลค่าในการเล่าเรื่อง ทุกเรือนที่มีสายเลือด Heritage แท้จริงจะมาพร้อมเรื่องเล่าที่มีมิติ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาที่ถูกใช้งานจริงในสงคราม ในการสำรวจขั้วโลก หรือในภารกิจอวกาศ เรื่องเล่าเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้นาฬิกาเรือนหนึ่งมีชีวิตมากกว่าแค่กลไกบอกเวลา และประการที่สาม คำว่า Heritage คือเรื่องของมูลค่าการลงทุนระยะยาว รุ่น Heritage ที่ผลิตจำกัดหรืออ้างอิงจากต้นฉบับที่หายาก มักจะรักษามูลค่าหรือเพิ่มมูลค่าได้ดีกว่านาฬิการุ่นทั่วไปในตลาดมือสอง เพราะมีเรื่องราวและความหายากรองรับ ผู้เขียนขอยกแบรนด์และเรื่องเล่าที่สร้างขึ้นมาเป็นตัวเรือน ที่แสดงถึง Storytelling ของแบรนด์ซึ่งทำให้ Heritage Watch มีเสน่ห์ในหมู่นักสะสม

Patek Philippe: ปราชญ์ผู้พิทักษ์และคำมั่นสัญญาข้ามเจเนอเรชัน

หากจะพูดถึงคำว่า Heritage แบรนด์แรกที่โลกต้องสยบให้ย่อมหนีไม่พ้น Patek Philippe แบรนด์นาฬิกาตระกูลอิสระ (Family-owned) ที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1839 โดย Antoine Norbert de Patek และ Jean Adrien Philippe สิ่งที่ทำให้ Patek Philippe ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดนาฬิกาไม่ใช่แค่ความหรูหรา แต่คือสโลแกนระดับตำนานที่ว่า “You never actually own a Patek Philippe. You merely look after it for the next generation” “คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ Patek Philippe อย่างแท้จริง คุณเพียงแค่ดูแลมันเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป” ประโยคนี้ประทับตราความหมายของคำว่า Heritage ได้อย่างลึกซึ้ง มันเปลี่ยนสถานะของนาฬิกาจาก ‘เครื่องบอกเวลา’ ให้กลายเป็น ‘สะพานเชื่อมความผูกพัน’ ระหว่างรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูก

คอลเลกชันที่อยู่ในตระกูลชิ้นงานประวัติศาสตร์ ได้แก่ Calatrava ถือกำเนิดขึ้นในปี 1932 ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) Calatrava ได้รับการออกแบบภายใต้หลักการของศิลปะแบบ Bauhaus ที่ว่า ‘Form follows function’ (รูปทรงดำเนินตามประโยชน์ใช้สอย) มันคือนิยามของนาฬิกาเดรสที่เรียบหรูที่สุดในโลก ขอบตัวเรือนแบบ Clous de Paris กลายเป็นลายเซ็นที่ส่งทอดมาเกือบศตวรรษ และสำหรับตระกูล Grand Complications Patek Philippe คือปรมาจารย์ด้านกลไกสลับซับซ้อน ตั้งแต่ระบบ Minute Repeater (ตีระฆังบอกเวลา), Perpetual Calendar (ปฏิทินถาวรที่รู้จำปีอธิกสุรทิน) ไปจนถึง Chronograph ช่างฝีมือของแบรนด์ยังคงใช้เทคนิคการขัดแต่งด้วยมือ (Hand-finishing) ที่สืบทอดมาจากศตวรรษที่ 19 ทุกชิ้นส่วนแม้ในจุดที่มองไม่เห็นจะถูกลบมุม (Anglage) และขัดเงาจนสะท้อนแสงราวกับกระจก การครอบครอง Patek Philippe จึงไม่ใช่เรื่องของเงินตราเพียงอย่างเดียว แต่คือการยอมรับในคุณค่าของอดีต และการทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลมรดกชิ้นนั้นไว้ให้อนาคต

Vacheron Constantin: หนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก

หากพูดถึง Heritage ในความหมายที่แท้จริงที่สุด Vacheron Constantin คือแบรนด์ที่มีสิทธิ์เคลมคำนี้มากที่สุดแบรนด์หนึ่ง เพราะเป็นผู้ผลิตนาฬิกาที่ดำเนินกิจการต่อเนื่องมาอย่างไม่ขาดสายนับตั้งแต่ปี 1755 ในกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งหมายความว่าทุกทศวรรษของประวัติศาสตร์นาฬิกาสมัยใหม่ล้วนมีร่องรอยของ Vacheron Constantin ปรากฏอยู่

คอลเลกชัน Historiques ของแบรนด์คือตัวอย่างที่ดีของการนำดีไซน์คลาสสิกจากคลังเอกสารของแบรนด์กลับมาผลิตใหม่ โดยยังคงความซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่อ้างอิงจากนาฬิกาข้อมือยุค 1950s-1960s ที่มีตัวเรือนทรงคุชชันหรือทรงเหลี่ยมมน สิ่งที่ทำให้ Historiques แตกต่างจากการทำ ‘Remake’ ทั่วไปคือทีมออกแบบของ Vacheron Constantin มักจะเข้าถึงนาฬิกาต้นฉบับจริงจากคลังพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์เพื่อวัดสัดส่วนและศึกษารายละเอียดอย่างละเอียด ก่อนจะนำมาผลิตใหม่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน

ในขณะที่หลายแบรนด์อาจมีช่วงเวลาที่ต้องหยุดผลิตไปเนื่องจากสงครามหรือวิกฤตการณ์นาฬิกาควอตซ์ (Quartz Crisis) แต่สำหรับ Vacheron Constantin พวกเขาครองสถิติเป็นแบรนด์นาฬิกาที่ดำเนินสายการผลิตต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1755 โดย Jean-Marc Vacheron จิตวิญญาณแห่งตรากางเขน Maltese กว่า 270 ปีที่ผ่านมา Vacheron Constantin รอดพ้นจากทั้งการปฏิวัติฝรั่งเศส สงครามโลกทั้งสองครั้ง และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของยุโรป สัญลักษณ์ Maltese Cross บนหน้าปัดไม่ได้เป็นเพียงโลโก้ แต่เป็นเครื่องหมายของความสมบูรณ์แบบและความมุ่งมั่น

Historiques Collection คือคลังสมบัติที่ถูกปลุกชีพเพื่อเฉลิมฉลอง Heritage อันยาวนาน แบรนด์ได้สร้างคอลเลกชัน Historiques ขึ้นมาเพื่อชุบชีวิตนาฬิการุ่นในตำนาน เช่น Historiques American 1921 นาฬิกาที่มีหน้าปัดดีไซน์เฉียง 45 องศา เม็ดมะยมอยู่ที่มุมขวาบนถูกสร้างขึ้นมาเจาะกลุ่มลูกค้าชาวอเมริกันในยุค Roaring Twenties เพื่อให้สามารถอ่านเวลาได้ง่ายในขณะที่มือกำลังจับพวงมาลัยรถยนต์ ดีไซน์ที่แหวกแนวนี้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองและการมองโลกในแง่ดี การใส่ Vacheron Constantin จึงเหมือนกับการสวมใส่ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต (Living History) ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่า ไม่มีวิกฤตใดในโลกสามารถทำลายความประณีตของศิลปะชั้นสูงนี้ได้

Audemars Piguet: ความกล้าหาญที่จะฉีกกฎ เพื่อสร้างตำนานบทใหม่

ณ หมู่บ้าน Le Brassus ในหุบเขา Vallée de Joux แหล่งกำเนิดของช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ Audemars Piguet (AP) ก่อตั้งขึ้นในปี 1875 โดย Jules Louis Audemars และ Edward Auguste Piguet นี่คืออีกหนึ่งแบรนด์ที่ยังคงบริหารงานโดยสมาชิกในตระกูลผู้ก่อตั้งดั้งเดิม

Heritage ไม่ใช่การหยุดอยู่กับที่ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า Heritage คือการคิดว่ามันต้องดูโบราณและเคร่งขรึม แต่ Audemars Piguet ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มรดกที่แท้จริงคือ ‘ความกล้าที่จะปฏิวัติ’ ในปี 1972 ในช่วงที่วิกฤตนาฬิกาควอตซ์จากเอเชียกำลังถล่มอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสจนเกือบล่มสลาย Audemars Piguet ได้ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด พวกเขาว่าจ้างดีไซเนอร์อัจฉริยะ Gérald Genta ให้พัฒนานาฬิกาสปอร์ตหรูที่ทำจากเหล็กกล้า (Stainless Steel) แต่ตั้งราคาขายแพงกว่านาฬิกาทองคำในยุคนั้นเสียอีก นาฬิกาเรือนนั้นคือ Royal Oak

ด้วยตัวเรือนรูปทรงแปดเหลี่ยม (Octagonal Bezel) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมวกประดาน้ำโบราณ โชว์หมุดสกรูหกเหลี่ยม 8 ตัวอย่างเปิดเผย และหน้าปัดลายตาราง Tapisserie นาฬิการุ่นนี้ได้พลิกโฉมประวัติศาสตร์นาฬิกาไปตลอดกาล มันสร้างเซ็กเมนต์ใหม่ที่เรียกว่า Luxury Sports Watch ขึ้นมา ปัจจุบัน Royal Oak ไม่ใช่แค่เรือนเวลา แต่มันคือป็อปคัลเจอร์ที่เชื่อมโยงโลกแห่งศิลปะชั้นสูงเข้ากับดนตรีฮิปฮอป, บาสเกตบอล NBA และแฟชั่นแนวสตรีท ทว่าเบื้องหลังความร่วมสมัยนั้น กลไกภายในยังคงถูกขัดแต่งด้วยมาตรฐานสูงสุดตามแบบฉบับ Vallée de Joux ช่างฝีมือของ Audemars Piguet ยังคงรักษาทักษะการสลักลายบนหน้าปัดด้วยเครื่องจักรโบราณ (Pantograph) ที่หาคนทำได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

หากเรามอง Audemars Piguet ผ่านความสำเร็จอันถล่มทลายของ Royal Oak เพียงอย่างเดียว เราอาจจะเห็นภาพของแบรนด์นี้เพียงครึ่งเดียว เพราะในความเป็นจริง รากฐานที่ทำให้แบรนด์ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งใน Big Three (The Holy Trinity) แห่งสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ใช่เพราะพวกเขาสร้างนาฬิกาสปอร์ตเหล็กได้สวยงาม แต่เป็นเพราะพวกเขาคือ ‘ปรมาจารย์ด้านกลไกที่สลับซับซ้อนขั้นสูงสุด’ (Grand Complications) มาตั้งแต่ปี 1875 หากย้อนกลับไปในยุคก่อตั้ง Jules Louis Audemars และ Edward Auguste Piguet ได้แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดย Audemars รับหน้าที่พัฒนาและผลิตกลไกที่ซับซ้อน (Movement Production) ขณะที่ Piguet ดูแลด้านการจัดการและการขาย ในช่วงศตวรรษที่ 19 หุบเขา Vallée de Joux เผชิญกับฤดูหนาวที่ยาวนานและตัดขาดจากโลกภายนอก ช่างนาฬิกาของ Audemars Piguet จึงใช้เวลาเหล่านั้นจดจ่ออยู่กับการทลายขีดจำกัดของฟันเฟือง

Audemars Piguet ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ในโลกที่เชี่ยวชาญระบบ Grande Sonnerie (ระบบตีระฆังบอกชั่วโมงและนาทีโดยอัตโนมัติ) และ Minute Repeater (ระบบตีระฆังตามคำสั่งเมื่อกดปุ่ม) มายาวนาน ในปี 1892  Audemars Piguet เป็นผู้สร้างกลไกนาฬิกาข้อมือ Minute Repeater เรือนแรกของโลก ความเชี่ยวชาญนี้ถูกส่งทอดมาถึงปัจจุบันผ่านนวัตกรรมอย่าง Royal Oak Concept Supersonnerie ซึ่งแบรนด์ใช้เวลาวิจัยร่วมกับสถาบันดนตรีเพื่อสร้างตัวเรือนที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องดนตรีอะคูสติก ให้เสียงตีระฆังที่ใส กังวาน และดังที่สุดเท่าที่นาฬิกาข้อมือเคยมีมา

Audemars Piguet ยังมีชื่อเสียงมากในการย่อส่วนกลไกปฏิทินถาวร (รู้จักวันสั้น-ยาวของเดือน และปีอธิกสุรทิน) ให้มีความบางระดับสถิติโลก ในปี 1978 ช่วงที่วงการนาฬิการะบบกลไกกำลังจะตายเพราะนาฬิกาควอตซ์ AP ได้ปล่อยนาฬิกาข้อมือ Perpetual Calendar แบบอัตโนมัติที่บางที่สุดในโลก (Calibre 2120/2800) หนาเพียง 3.95 มิลลิเมตร สิ่งนี้เป็นการประกาศให้โลกยอมรับว่า งานฝีมือเชิงวิศวกรรมของมนุษย์มีความสวยงามล้ำค่าที่แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถทดแทนได้

Breguet: รากฐานของนาฬิกายุคปัจจุบัน

หากไม่มี Abraham-Louis Breguet หน้าตาของวงการนาฬิกาในวันนี้คงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้ก่อตั้งแบรนด์ Breguet ขึ้นในกรุงปารีสเมื่อปี 1775 เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา ลูกค้าของเขาในอดีตมีตั้งแต่พระนางมารี อ็องตัวแนต (Marie Antoinette) ไปจนถึงจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)  Breguet คือผู้คิดค้น Tourbillon ดังนั้น มรดกตกทอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ Breguet มอบไว้ให้โลกก็คือ Tourbillon (ทูร์บิญอง) ซึ่งเขาได้รับ

สิทธิบัตรในปี 1801 ในยุคนั้น นาฬิกาพกจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อในแนวตั้ง ทำให้แรงโน้มถ่วงของโลกดึงรั้งจักรกรอก (Balance Wheel) ส่งผลให้เวลาเดินไม่เที่ยงตรง Breguet จึงคิดค้นกรงหมุนที่บรรจุกลไกควบคุมเวลาทั้งหมดให้หมุนครบรอบตัวเอง (มักจะหมุน 1 รอบต่อ 1 นาที) เพื่อเฉลี่ยและล้างผลกระทบจากแรงโน้มถ่วง ปัจจุบัน แม้ทูร์บิญองจะไม่มีความจำเป็นในแง่ฟังก์ชันสำหรับนาฬิกาข้อมือที่ขยับไปมาอยู่แล้ว แต่มันได้กลายเป็นที่สุดแห่งการโชว์เหนือด้านวิศวกรรมและเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราขั้นสูงสุด

Breguet สรรค์สร้าง DNA ดีไซน์ที่เป็นอมตะ โดยนาฬิกา Breguet ในปัจจุบันยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมของศตวรรษที่ 18 ไว้อย่างเหนียวแน่น อาทิ Breguet Hands เข็มนาฬิกาสตีลบลู (Blued Steel) ที่มีปลายเข็มฉลุเป็นรูปวงพระจันทร์เสี้ยว (Pomme Hands) การแกะ Guilloché Dial หน้าปัดที่แกะสลักลวดลายเรขาคณิตด้วยมืออย่างประณีต Breguet Numerals คือตัวเลขอารบิกที่มีฟอนต์เป็นเอกลักษณ์ อ่อนช้อยงดงาม การสวมใส่นาฬิกา Breguet จึงไม่ได้แค่ใส่เครื่องประดับสมัยใหม่ แต่คุณกำลังสวมใส่วิทยาศาสตร์และศิลปะยุคความรุ่งเรืองทางปัญญา (Enlightenment) ที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้

Jaeger-LeCoultre: Reverso และเรื่องราวจากสนามโปโล

Jaeger-LeCoultre มีเรื่องเล่าต้นกำเนิดที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว นาฬิการุ่น Reverso ถือกำเนิดขึ้นในปี 1931 จากปัญหาที่เจ้าหน้าที่ทหารอังกฤษที่ประจำการในอินเดียประสบขณะเล่นโปโล นั่นคือกระจกหน้าปัดนาฬิกาแตกบ่อยครั้งจากการกระแทกระหว่างเล่นกีฬา วิศวกรจึงออกแบบตัวเรือนที่สามารถพลิกกลับด้านได้ เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถหมุนหน้าปัดไปด้านหลังเพื่อป้องกันกระจกในระหว่างเล่นกีฬาได้ ความพิเศษของ Reverso ในฐานะไอคอน Heritage คือดีไซน์ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพร้อมกลไกเลื่อนพลิกกลับนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดเกือบศตวรรษที่ผ่านมา มันคือหนึ่งในนาฬิกาไม่กี่รุ่นในโลกที่ดีไซน์ดั้งเดิมยังคงถูกผลิตขายควบคู่ไปกับรุ่นพัฒนาใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงมากนักเพื่อให้ทันสมัย เพราะฟังก์ชันการใช้งานดั้งเดิมยังคงมีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์อยู่เสมอ

เมื่อถามว่าอะไรคือ Heritage ของ Jaeger-LeCoultre (JLC) คำตอบคือนาฬิกาแบรนด์นี้เป็นตัวแทนของ ‘ศิลปะแห่งกลไกที่มีส่วนขับเคลื่อนประวัติศาสตร์นาฬิกา’ โรงงานของ Jaeger-LeCoultre ณ หุบเขา Vallée de Joux ไม่ใช่แค่โรงงานประกอบนาฬิกา แต่เป็นที่รู้จักในนาม ‘The Manufacture’ ที่รวมช่างฝีมือทุกแขนงไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ช่างทำเฟือง ช่างแกะสลัก ไปจนถึงช่างลงสีอีนาเมล ในอดีต แบรนด์ระดับท็อปอย่าง Patek Philippe, Audemars Piguet และ Vacheron Constantin ล้วนเคยซื้อเครื่องเบส (Ébauche) จาก JLC ไปขัดแต่งต่อทั้งสิ้น สมญานาม ‘Watchmaker of Watchmakers’ (ช่างนาฬิกาของช่างนาฬิกา) จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง

Heritage ที่แสดงถึงความเคี่ยวกรำของ JLC คือมาตรฐานการทดสอบนาฬิกาของตัวเองที่ชื่อว่า 1,000 Hours Control ซึ่งโหดกว่ามาตรฐาน COSC ของสวิสทั่วไป นาฬิกา JLC ทุกเรือนที่ผลิตเสร็จจะต้องผ่านการทดสอบเป็นเวลาเกือบ 6 สัปดาห์ (1,000 ชั่วโมง) ในทุกสภาวะ ทั้งเรื่องความเที่ยงตรง การทนต่อแรงกระแทก สนามแม่เหล็ก การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และการกันน้ำ ก่อนจะส่งถึงมือลูกค้า

ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น Reverso ดีไซน์อาร์ตเดโคปี 1931 ที่สามารถพลิกหน้าปัดกลับด้านได้เพื่อกันกระแทกจากการเล่นกีฬาโปโล ได้วิวัฒนาการจากนาฬิกาสปอร์ตในอดีตมาสู่ที่สุดของนาฬิกาเดรสเรือนหรู ดีไซน์นี้เปิดโอกาสให้ Jaeger-LeCoultre ใส่กลไกซับซ้อนสองด้านที่แสดงเวลาต่างกัน (Duoface) หรือแม้แต่การใส่กลไกแกนหมุนสามมิติอย่าง Gyrotourbillon ลงในนาฬิกาทรงเหลี่ยมได้อย่างน่าอัศจรรย์ อีกรุ่นที่ต้องพูดถึงคือ Memovox (เสียงปลุกแห่งยุคสมัยใหม่) ในช่วงปี 1950s ยุคหลังสงครามโลกที่ผู้คนเริ่มเดินทางทำธุรกิจอย่างเร่งรีบ ทางแบรนด์ได้เปิดตัว Memovox นาฬิกากลไกที่มีระบบปลุกด้วยเสียง (Alarm Watch) เม็ดมะยมคู่ที่เป็นเอกลักษณ์ทำหน้าที่ตั้งเวลาปลุกและขึ้นลานระฆังภายใน เป็นหนึ่งในนาฬิกาฟังก์ชันเออร์เบินที่สะท้อนวิถีชีวิตยุค Mid-Century ได้ดีที่สุด

Atmos Clock: นาฬิกาที่หายใจด้วยอุณหภูมิ
Atmos Clock

แม้ไม่ใช่ดาวเด่นบนข้อมือ แต่ Atmos Clock (คิดค้นในปี 1928) คือหนึ่งใน Heritage ที่มหัศจรรย์ที่สุดของโลก มันคือนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่เป็นจริง นาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิห้อง แค่อุณหภูมิเปลี่ยนเพียง 1 องศาเซลเซียส ก็เพียงพอที่จะให้พลังงานนาฬิกาเดินได้ต่อเนื่องถึง 2 วันเต็มๆ โดยไม่ต้องไขลานหรือใช้แบตเตอรี่ จนรัฐบาลสวิสใช้ Atmos เป็นของขวัญอย่างเป็นทางการมอบให้แก่ประมุขแห่งรัฐและบุคคลสำคัญของโลก

Blancpain: ผู้พิทักษ์เข็มเวลากลไกและบิดาแห่งโลกใต้สมุทร

ในช่วงทศวรรษ 1970-1980 เมื่อนาฬิกาควอตซ์ราคาถูกจากเอเชียเข้ามาดิสรัปต์วงการนาฬิกาสวิส แบรนด์เก่าแก่มากมายพากันยอมแพ้ ปิดตัว หรือหันไปผลิตนาฬิกาใส่ถ่านเพื่อความอยู่รอด แต่ Blancpain (ภายใต้การนำของชายในตำนานอย่าง Jean-Claude Biver ในยุคนั้น) ได้ทำสิ่งที่โลกต้องจารึกด้วยคำประกาศกร้าวที่เป็นดั่งเสาหลัก Heritage ของแบรนด์จนถึงวันนี้ “Since 1735, there has never been a quartz Blancpain watch. And there never will be.” “ตั้งแต่ปี 1735 เป็นต้นมา ไม่เคยมีนาฬิกา Blancpain ที่ใช้ระบบควอตซ์ และมันจะไม่มีวันมี” Blancpain ยอมที่จะเสี่ยงล้มละลายดีกว่าจะทรยศต่อจิตวิญญาณฟันเฟืองดั้งเดิม พวกเขาเชื่อมั่นว่านาฬิกากลไกคือศิลปะชั้นสูง และศิลปะไม่มีวันตายด้วยเทคโนโลยี

Fifty Fathoms: นาฬิกาดำน้ำยุคโมเดิร์นเรือนแรกของโลก

หลายคนอาจคิดว่านาฬิกาดำน้ำที่เป็นต้นแบบมาจากแบรนด์อื่น แต่ในข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ Fifty Fathoms ที่เปิดตัวในปี 1953 คือ นาฬิกาดำน้ำยุคโมเดิร์นเรือนแรกของโลกอย่างแท้จริง (เปิดตัวก่อน Rolex Submariner) เรื่องราวเริ่มต้นจาก Jean-Jacques Fiechter ซีอีโอของ Blancpain ในขณะนั้นที่เป็นนักดำน้ำตัวยง เขาเกือบเสียชีวิตใต้มหาสมุทรเนื่องจากถังออกซิเจนหมด เพราะไม่มีเครื่องมือจับเวลาที่แม่นยำ เขาจึงตั้งเป้าสร้างนาฬิกาที่ตอบโจทย์การใช้งานใต้น้ำอย่างแท้จริง ในเวลาเดียวกัน กองทัพเรือฝรั่งเศส (French Navy) กำลังจัดตั้งหน่วยรบพิเศษกบซ่อนน้ำ (Combat Swimmers) นำโดยกัปตัน Robert Maloubier ซึ่งพยายามหานาฬิกาที่ทนทานพอสำหรับภารกิจลับ แต่ไม่มีแบรนด์ไหนทำได้ จนกระทั่งพวกเขาได้พบกับ Blancpain Fiechter ได้คิดค้นและจดสิทธิบัตรฟังก์ชันพื้นฐานของนาฬิกาดำน้ำที่กลายเป็นมาตรฐานสากล (ISO 6425) ในปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็นขอบหน้าปัดหมุนได้ทิศทางเดียว (Unidirectional Rotating Bezel) เพื่อป้องกันไม่ให้มือนักดำน้ำไปปัดโดนขอบจับเวลาโดยบังเอิญแล้วทำให้คิดว่าออกซิเจนเหลือมากกว่าความเป็นจริง (หากหมุน ข้อมูลเวลาจะลดลงเท่านั้น ซึ่งปลอดภัยกว่า) ระบบซีลกันน้ำสองชั้นที่เม็ดมะยม (Double O-ring Crown) ป้องกันน้ำรั่วซึมแม้ในขณะที่ดึงเม็ดมะยมออกมา รวมถึงหน้าปัดสีดำตัดกับสารเรืองแสงขนาดใหญ่ เพื่อให้อ่านค่าได้ชัดเจนในความมืดมิดใต้ทะเลลึก คำว่า Fifty Fathoms มาจากหน่วยวัดความลึกของอังกฤษ โดย 50 Fathoms เท่ากับประมาณ 91 เมตร หรือ 300 ฟุต ซึ่งเป็นขีดจำกัดความลึกสูงสุดที่นักดำน้ำจะลงไปได้ในยุคนั้น

Villeret & The 1735 สุดยอดความคลาสสิกและ Grand Complication กู้ชาติ

ในขณะที่ Fifty Fathoms ลุยไปในท้องทะเล ตระกูล Villeret (ตั้งชื่อตามหมู่บ้านเกิดของแบรนด์) คือตัวแทนของความสง่างามขั้นสูงสุด ดีไซน์ของ Villeret คือนิยามของความคลาสสิกสวิสขนานแท้ ตัวเรือนทรงกลม ขอบตัวเรือนแบบสองชั้น (Double-stepped Bezel) หน้าปัดอีนาเมลสีขาวสะอาด และเข็มทรงใบปราชญ์ (Sage Leaf Hands)เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่านาฬิกากลไกสวิสอยู่เหนือนาฬิกาควอตซ์อย่างสมบูรณ์แบบ ในปี 1991 Blancpain ได้เปิดตัวนาฬิกาข้อมือที่ซับซ้อนที่สุดในโลกชิ้นหนึ่งในยุคนั้น นั่นคือ Blancpain 1735 Grande Complication นาฬิกาเรือนนี้ใช้เวลาพัฒนาถึง 6 ปี และรวบรวมสุดยอดกลไกซับซ้อน 6 ชนิดไว้ในเรือนเดียว ได้แก่ Perpetual Calendar (ปฏิทินถาวร), Moon Phase (ข้างขึ้นข้างแรม), Split-Seconds Chronograph (ระบบจับเวลาสองเข็มขนาน), Tourbillon (ระบบกรงหมุนต้านแรงโน้มถ่วง), Minute Repeater (ระบบตีระฆังบอกเวลา) และ Automatic Winding (ระบบขึ้นลานอัตโนมัติที่บางเป็นพิเศษ) ชิ้นส่วนกลไกกว่า 740 ชิ้น ถูกประกอบด้วยมือโดยช่างนาฬิกาเพียงคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ และผลิตออกมาเพียง 30 เรือนในโลกเท่านั้น การถือกำเนิดของ 1735 เป็นดั่งการชุบชีวิตอุตสาหกรรมนาฬิกากลไกสวิสจากการหลับใหล และประกาศให้โลกรู้ว่ามรดกจากศตวรรษที่ 18 ไม่มีวันยอมแพ้ต่อเศษซิลิคอนในศตวรรษที่ 20

Omega: จากห้องทดลอง NASA สู่ดวงจันทร์

Omega สร้างมรดกทางประวัติศาสตร์ของตนเองผ่านความสัมพันธ์กับภารกิจอวกาศของ NASA รุ่น Speedmaster กลายเป็นตำนานเมื่อได้รับเลือกให้เป็นนาฬิกาที่นักบินอวกาศสวมใส่ระหว่างภารกิจ Apollo รวมถึงเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ถูกสวมใส่บนพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งไม่ใช่ผลจากการสนับสนุนทางการตลาด แต่มาจากการทดสอบอย่างเข้มงวดของ NASA ที่คัดเลือกนาฬิกาจากหลายแบรนด์เพื่อทดสอบความทนทานภายใต้สภาวะสุดขั้ว รุ่น Speedmaster ‘Moonwatch’ ในปัจจุบันยังคงรักษาดีไซน์หน้าปัดและกลไกโครโนกราฟแบบไขลานที่ใกล้เคียงกับรุ่นที่ใช้ในภารกิจอวกาศเดิมอย่างมาก นี่คือตัวอย่างของ Heritage ที่ไม่ได้มาจากการสร้างเรื่องเล่าย้อนหลัง แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงและถูกบันทึกในประวัติศาสตร์อวกาศของมนุษยชาติ นอกจากนี้ Omega Seamaster ยังมีสายสัมพันธ์กับโลกภาพยนตร์ผ่านซีรีส์ James Bond ซึ่งแม้จะเป็นความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์มากกว่าประวัติศาสตร์การใช้งานจริง แต่ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์แบรนด์ไปแล้วในสายตาสาธารณชนทั่วไป หากประวัติศาสตร์ของแบรนด์อื่นผูกโยงกับราชวงศ์หรือชนชั้นสูง Heritage ของ Omega (ก่อตั้งในปี 1848 โดย Louis Brandt) คือประวัติศาสตร์ที่ผูกโยงกับการผจญภัยและความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ

คงไม่มีเรื่องเล่า Heritage ใดในโลกนาฬิกาจะทรงพลังไปกว่าเรื่องของ Omega Speedmaster Professional หรือที่รู้จักกันในนาม ‘Moonwatch’ ในปี 1964 องค์การ NASA ต้องการหานาฬิกาโครโนกราฟ (จับเวลา) เพื่อให้ช่างภาพและนักบินอวกาศใช้ในโครงการ Apollo พวกเขาซื้อนาฬิกาจากแบรนด์ดังต่างๆ ไปทดสอบอย่างโหดเหี้ยม ทั้งการแช่แข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส อบความร้อนถึง 93 องศาเซลเซียส แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง แรงสั่นสะเทือนมหาศาล และสภาวะสุญญากาศ มีเพียง Omega Speedmaster เท่านั้นที่รอดชีวิตและผ่านการทดสอบมาได้โดยไม่พังทลายในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 เมื่อ Buzz Aldrin ก้าวเท้าลงบนพื้นผิวประธานของดวงจันทร์ (ต่อจาก Neil Armstrong) Speedmaster จึงได้รับการบันทึกว่าเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ถูกสวมใส่บนดวงจันทร์ กลไกไขลาน Caliber 321 (และต่อมาคือ 861/1861) ได้กลายเป็นไอคอนิกที่นักสะสมทุกคนต้องมี

นอกจากอวกาศแล้ว Omega ยังสร้างชื่อในฐานะผู้พิชิตความลึกใต้ท้องทะเลด้วยตระกูล Seamaster ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1948 เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ จากนาฬิกากันน้ำที่ดัดแปลงมาจากนาฬิกาในกองทัพช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พัฒนาสู่ Seamaster Diver 300M ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Heritage รวมไปถึงทางป็อปคัลเจอร์ผ่านข้อมือของสายลับ James Bond 007 นับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา

IWC Schaffhausen: นาฬิกานักบินและมรดกทางวิศวกรรม

IWC สร้างชื่อเสียงผ่านสายผลิตภัณฑ์ Pilot’s Watch ที่มีรากฐานมาจากความต้องการของนักบินในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะรุ่น Big Pilot’s Watch ที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากนาฬิกาที่ผลิตให้กองทัพอากาศเยอรมันในทศวรรษ 1940 ซึ่งมีจุดเด่นคือขนาดตัวเรือนใหญ่และเม็ดมะยมขนาดใหญ่เป็นพิเศษเพื่อให้นักบินสามารถปรับเวลาได้แม้สวมถุงมือหนา ความน่าสนใจของ Heritage ในกรณีของ IWC คือแบรนด์ไม่ได้เพียงผลิตซ้ำดีไซน์เดิม แต่ยังรักษาปรัชญาการออกแบบที่เน้นประโยชน์ใช้สอยเหนือความสวยงามไว้ได้อย่างเหนียวแน่น หน้าปัดที่เรียบง่าย ตัวเลขที่ชัดเจนอ่านง่าย และการไม่มีรายละเอียดตกแต่งที่ไม่จำเป็น ล้วนสะท้อนถึงจิตวิญญาณดั้งเดิมของนาฬิกาที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงในห้องนักบิน ไม่ใช่เพื่อความหรูหราเพียงอย่างเดียว

เรื่องราว Heritage ของ IWC (International Watch Company) แตกต่างจากแบรนด์นาฬิกาสวิสทั่วไปตั้งแต่ทำเลที่ตั้ง แบรนด์ส่วนใหญ่ถือกำเนิดในสวิตเซอร์แลนด์ฝั่งที่พูดภาษาฝรั่งเศส แต่ Florentine Ariosto Jones วิศวกรและช่างนาฬิกาชาวอเมริกัน กลับเดินทางข้ามโลกมาตั้งรกรากในปี 1868 ที่เมือง Schaffhausen (ชาฟฟ์เฮาเซน) ทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งพูดภาษาเยอรมัน Jones มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำมากในยุคนั้น เขาต้องการนำระบบการผลิตที่ทันสมัยและแม่นยำแบบอุตสาหกรรมของอเมริกา มาผสานเข้ากับฝีมือช่างอันประณีตของสวิส โดยใช้พลังงานน้ำจากแม่น้ำไรน์มาขับเคลื่อนเครื่องจักรในโรงงาน

คำขวัญของ IWC คือ ‘Probus Scafusia’ เป็นภาษาละตินแปลว่า ‘งานฝีมือที่ยอดเยี่ยมและเชื่อถือได้จากชาฟฟ์เฮาเซน’ สิ่งนี้สะท้อนอยู่ใน DNA ของแบรนด์ที่เน้นความสมบุกสมบัน ฟังก์ชันที่ชัดเจน และการออกแบบที่มุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอย (Tool Watch) มากกว่าความหรูหรา เสาหลักแห่ง Heritage ของ IWC ได้แก่ The Pilot’s Watches (มรดกแห่งการบิน)

IWC คือหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์นาฬิกานักบินที่แท้จริง ตั้งแต่รุ่น Spezialuhr für Flieger ในปี 1936 และรุ่นตำนานอย่าง Big Pilot’s Watch (Calibre 52 T.S.C.) ในปี 1940 ที่มีขนาดใหญ่ถึง 55 มิลลิเมตร เพื่อให้ข้ามเสื้อแจ็กเก็ตนักบินและอ่านเวลาได้พริบตาในห้องนักบิน ดีไซน์หน้าปัดสีดำ ตัวเลขหนา และสามเหลี่ยมที่มีจุดสองจุดที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ได้กลายเป็นพิมพ์เขียวของนาฬิกานักบินทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน 

อีกรุ่นคือ Portugieser จุดเริ่มต้นของนาฬิกาหน้าปัดใหญ่ ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 พ่อค้าชาวโปรตุเกสสองคนได้เดินเข้ามาที่ IWC และขอให้ผลิตนาฬิกาข้อมือที่มีความแม่นยำสูงเทียบเท่ากับนาฬิกาเดินเรือ (Marine Chronometer) IWC จึงแก้ปัญหาด้วยการนำกลไกนาฬิกาพกที่มีความเสถียรสูงมาใส่ในตัวเรือนนาฬิกาข้อมือ ผลลัพธ์คือนาฬิกาขนาดใหญ่เกินยุคสมัย (ประมาณ 41.5 มิลลิเมตร) ขอบบาง หน้าปัดสะอาดตา และใช้เข็มทรงใบไม้ (Feuille Hands) ซึ่งต่อมาคอลเลกชันนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความคลาสสิกไร้กาลเวลา

ที่ขาดไม่ได้คือรุ่น Ingenieur อัจฉริยะต้านสนามแม่เหล็ก ที่เปิดตัวในปี 1955 ออกแบบมาเพื่อวิศวกรและวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับเครื่องจักรและสนามแม่เหล็ก ซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำให้สปริงนาฬิกาติดขัด IWC ใช้ตัวเรือนชั้นในที่ทำจากเหล็กอ่อน (Soft-iron Inner Case) เพื่อป้องกันสนามแม่เหล็ก และในปี 1976 ดีไซเนอร์ในตำนานอย่าง Gérald Genta ก็ได้นำมาดีไซน์ใหม่ให้เป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูหราทรงคุณค่าจนถึงทุกวันนี้

Longines: มรดกแห่งความแม่นยำและกีฬา

Longines อาจไม่ได้มีภาพลักษณ์หรูหราจัดจ้านเท่าแบรนด์อื่น แต่มีคลังเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งมากในแง่ของการจับเวลาทางการกีฬาและการบิน แบรนด์นี้เป็นผู้บุกเบิกด้านการจับเวลาแม่นยำในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกยุคแรกๆ และยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับวงการการบินผ่านรุ่น Lindbergh Hour Angle Watch ที่ออกแบบร่วมกับนักบิน Charles Lindbergh เพื่อช่วยคำนวณตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ระหว่างบิน คอลเลกชัน Heritage ของ Longines ในปัจจุบัน เช่นรุ่น Heritage Military หรือ Heritage Diver มักถูกนักสะสมมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่โลกของนาฬิกา Heritage เพราะมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าแบรนด์ระดับสูงอื่นๆ ในขณะที่ยังคงรักษาความซื่อสัตย์ต่อดีไซน์ดั้งเดิมได้ในระดับที่น่าประทับใจ

ในเซ็กเมนต์นาฬิกาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น Longines (ก่อตั้งในปี 1832 โดย Auguste Agassiz) ถือเป็นแบรนด์ที่มีคลังประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์และน่าทึ่งที่สุดแบรนด์หนึ่ง โลโก้ นาฬิกาทรายติดปีก (Winged Hourglass) ของ Longines เป็นเครื่องหมายการค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงใช้งานอยู่และไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความผูกพันกับการบุกเบิกการบินในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้ Longines ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนาฬิกาจับเวลาสำหรับการแข่งขันกีฬาและการบุกเบิกการบิน ในปี 1927 Charles Lindbergh นักบินชาวอเมริกันสร้างประวัติศาสตร์บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยไม่หยุดพักได้สำเร็จ เขาได้ร่วมมือกับ Longines ออกแบบนาฬิกา Longines Hour Angle ซึ่งช่วยให้นักบินสามารถคำนวณตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ (Longitude) ได้อย่างแม่นยำด้วยการดูตำแหน่งดวงดาวและดวงอาทิตย์

Longines เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทำนาฬิการุ่น Re-issue (การนำรุ่นเก่ากลับมาผลิตใหม่) ได้ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ผ่านตระกูล Longines Heritage Classic เช่น Legend Diver หรือ Avigation BigEye พวกเขาไม่ได้ปรับเปลี่ยนดีไซน์เดิมจนเสียอรรถรส แต่รักษาอัตราส่วน ฟอนต์ตัวเลข และหน้าปัดแบบดั้งเดิมไว้ แล้วอัพเกรดเพียงกลไกภายในให้ทันสมัยและเที่ยงตรงยิ่งขึ้น ทำให้ผู้รักนาฬิกาสามารถสัมผัสประวัติศาสตร์การบินและการทหารได้ในราคาที่เป็นมิตร

Zenith: El Primero และการปฏิวัติกลไกโครโนกราฟ

Zenith สร้างตำนานของตัวเองผ่านกลไก El Primero ที่เปิดตัวในปี 1969 ในฐานะหนึ่งในกลไกโครโนกราฟอัตโนมัติเรือนแรกของโลก ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างหลายแบรนด์ในยุคนั้นที่ต่างพยายามพัฒนาโครโนกราฟอัตโนมัติให้สำเร็จก่อนคู่แข่ง El Primero โดดเด่นด้วยความถี่การสั่นที่สูงถึง 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่งทำให้สามารถวัดเวลาได้ละเอียดถึงหนึ่งในสิบวินาที สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของ El Primero น่าสนใจยิ่งขึ้นคือช่วงวิกฤตควอตซ์ในทศวรรษ 1970 ที่อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเกือบทั้งหมดหันไปผลิตนาฬิกาควอตซ์ ผู้บริหารของ Zenith ในขณะนั้นได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะไม่ทำลายเครื่องมือและแบบพิมพ์เขียวของกลไก El Primero ทั้งที่ผู้บริหารระดับสูงบางส่วนต้องการยกเลิกสายการผลิตกลไกเชิงกลทั้งหมด การตัดสินใจเก็บรักษาเครื่องมือเหล่านี้ไว้ทำให้ Zenith สามารถกลับมาผลิตกลไก El Primero ได้อีกครั้งเมื่อกระแสนาฬิกาเชิงกลฟื้นตัวในทศวรรษ 1980-1990 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราว Heritage ที่สร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดในอุตสาหกรรม

Panerai: จากเครื่องมือทางทหารสู่ไอคอนของนักสะสม

Panerai Luminor Forged Titanium Ref. PAM01629

Panerai เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดตัวอย่างหนึ่งของแบรนด์ที่สร้างธุรกิจทั้งหมดขึ้นบนรากฐานของ Heritage แบรนด์ก่อตั้งขึ้นในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี และเดิมทีไม่ได้ผลิตนาฬิกาสำหรับพลเรือนเลย แต่ผลิตเครื่องมือวัดและอุปกรณ์ที่แม่นยำให้กับกองทัพเรืออิตาลี โดยเฉพาะหน่วยนักประดาน้ำและนักทำลายใต้น้ำที่ต้องการนาฬิกาที่มีขนาดตัวเรือนใหญ่ อ่านง่ายในที่มืดใต้น้ำ และทนทานต่อแรงดัน รุ่น Radiomir ในทศวรรษ 1930 และ Luminor ในทศวรรษ 1950 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความสวยงามแต่อย่างใด ทุกรายละเอียด ตั้งแต่ตัวเรือนทรงคุชชั่นขนาดใหญ่ ไปจนถึงกลไกล็อกเม็ดมะยมแบบ Crown Guard ที่ Luminor เป็นผู้บุกเบิก ล้วนเกิดจากความจำเป็นในการใช้งานจริงในสนามรบใต้น้ำ นี่คือเหตุผลที่นักสะสมนาฬิกา Panerai ยุคปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับความถูกต้องของสัดส่วนตัวเรือนและรายละเอียดดั้งเดิม เพราะทุกองค์ประกอบมีที่มาที่ไปจากบริบททางทหารอย่างแท้จริง เมื่อ Panerai กลับมาผลิตนาฬิกาสำหรับตลาดพลเรือนอย่างเป็นทางการในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ภายใต้การดูแลของกลุ่ม Richemont แบรนด์ได้ใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมากคือการนำเสนอนาฬิการุ่นใหม่ในฐานะการสานต่อประวัติศาสตร์ทางทหารเดิม มากกว่าจะสร้างแบรนด์ใหม่ทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ทำให้ Panerai กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการตลาดผ่านมรดกทางประวัติศาสตร์ (Heritage Marketing) ที่ประสบความสำเร็จที่สุดกรณีหนึ่งในอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Panerai ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป มีบางบทที่แบรนด์เองก็คงไม่อยากให้ใครจดจำมากนัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ในโลกของ Heritage ก็ยังมีเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่าภาพลักษณ์อันสวยงามที่ถูกนำเสนอต่อสาธารณะ ความหลากหลายของเรื่องราวเหล่านี้ ทั้งด้านที่น่าภาคภูมิใจและด้านที่เป็นบทเรียน คือสิ่งที่ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์แบรนด์นาฬิกาน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องราวความสำเร็จเพียงด้านเดียว

Cartier: ราชาแห่งรูปทรงผู้ให้กำเนิดนาฬิกาข้อมือชาย

ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ มุ่งเน้นไปที่ความซับซ้อนของเฟืองกลไก Cartier (ก่อตั้งในปี 1847 โดย Louis-François Cartier) กลับมองนาฬิกาผ่านเลนส์ของ ‘ศิลปะและรูปทรงอันบริสุทธิ์’ จนได้รับสมญานามจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งอังกฤษว่า ‘Jeweller of Kings, King of Jewellers’ (ช่างเพชรของพระราชา ราชาของช่างเพชร) นาฬิกาที่เป็น Heritage ของ Cartier อาทิ Santos de Cartier อือเป็นจุดเริ่มต้นของนาฬิกาข้อมือสำหรับบุรุษ ก่อนต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ชายยังคงพกนาฬิกาใส่กระเป๋าเสื้อ ส่วนนาฬิกาข้อมือ

ถือเป็นเครื่องประดับของสตรี จนกระทั่งในปี 1904 Alberto Santos-Dumont นักบินชาวบราซิลผู้บุกเบิกการบิน ได้บ่นกับเพื่อนสนิทของเขา ซึ่งก็คือ Louis Cartier ว่า เขาไม่สามารถควักนาฬิกาพกออกมาดูได้ในขณะที่มือทั้งสองต้องควบคุมคันบังคับเครื่องบิน Louis Cartier จึงได้ออกแบบนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขอบมน พร้อมสายหนังสำหรับรัดข้อมือ นาฬิการุ่น Santos จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะนาฬิกาข้อมือสำหรับผู้ชายรุ่นแรกของโลก และเป็นนาฬิกาสำหรับนักบิน (Pilot Watch) รุ่นแรกอีกด้วย 

อีกรุ่นที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันและเป็นเอกลักษณ์ของ Cartier คือ Tank แรงบันดาลใจจากสมรภูมิสู่ความหรูหรา ต่อมาในปี 1917 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 Cartier ได้รับแรงบันดาลใจจากสัดส่วนและรูปทรงของรถถัง Renault ที่ใช้ในสมรภูมิรบ เกิดเป็นนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าชื่อ Tank แนวคิดการออกแบบที่ดึงเอาโครงสร้างรถถังมาทำเป็นขอบข้างตัวเรือน (Brancards) ที่เชื่อมต่อกับสายนาฬิกาอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ถือเป็นงานดีไซน์ที่ล้ำยุคและกลายเป็นไอคอนระดับโลกที่ศิลปินอย่าง Andy Warhol หรือเจ้าหญิงไดอาน่าเลือกสวมใส่ Heritage ของ Cartier คือมรดกแห่งการปฏิวัติรูปทรง พวกเขาพิสูจน์ว่า นาฬิกาไม่จำเป็นต้องเป็นวงกลม และความงามที่เหนือกาลเวลาเกิดจากความสมดุลของเส้นสาย

ความท้าทายของการทำ Heritage ให้ถูกต้อง

แม้ Heritage จะเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลัง แต่ก็มีความท้าทายไม่น้อยสำหรับแบรนด์ที่ต้องการทำให้ถูกต้อง ความท้าทายแรกคือการหาสมดุลระหว่างความซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับกับความต้องการของตลาดปัจจุบัน นาฬิกาในทศวรรษ 1940-1960 ส่วนใหญ่มีขนาดตัวเรือนเล็กกว่านาฬิกาในปัจจุบันมาก บางแบรนด์เลือกที่จะคงขนาดดั้งเดิมไว้เพื่อรักษาความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ในขณะที่บางแบรนด์เลือกขยายขนาดตัวเรือนให้ใหญ่ขึ้นเพื่อตอบโจทย์รสนิยมผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งทั้งสองแนวทางต่างก็มีนักสะสมที่สนับสนุนและคัดค้านแตกต่างกันไป ความท้าทายที่สองคือการเข้าถึงเอกสารและชิ้นงานต้นฉบับ แบรนด์ที่มีคลังเอกสารและพิพิธภัณฑ์ของตัวเองอย่างเป็นระบบ เช่น Vacheron Constantin หรือ Patek Philippe จะสามารถผลิตรุ่น Heritage ที่มีความถูกต้องสูงกว่าแบรนด์ที่ขาดการเก็บรักษาเอกสารในอดีต บางแบรนด์ถึงกับต้องซื้อนาฬิกาเก่าของตัวเองคืนจากตลาดมือสองเพื่อนำมาศึกษา เนื่องจากเอกสารการออกแบบดั้งเดิมสูญหายไปตามกาลเวลา ความท้าทายที่สามคือประเด็นทางจริยธรรมในการเล่าเรื่อง แบรนด์บางแห่งมีแนวโน้มที่จะเน้นเฉพาะช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของตน ขณะที่หลีกเลี่ยงการพูดถึงช่วงเวลาที่มีปัญหาหรือข้อโต้แย้ง นักสะสมที่มีความรู้ลึกซึ้งมักจะตระหนักถึงเรื่องนี้และมองหาข้อมูลจากแหล่งอิสระเพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์แบรนด์อย่างรอบด้าน มากกว่าจะเชื่อเพียงเรื่องเล่าที่แบรนด์นำเสนอเพียงด้านเดียว

สิ่งที่นักสะสมควรพิจารณาเมื่อมองหานาฬิกา Heritage สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มสะสมนาฬิกาHeritage Watch มีหลักการสำคัญบางประการที่ควรพิจารณา นักสะสมรุ่นใหม่ควรศึกษาประวัติศาสตร์ของรุ่นต้นฉบับให้ลึกซึ้งก่อนตัดสินใจซื้อ การเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์จะช่วยให้ประเมินได้ว่ารุ่นใหม่ที่วางขายมีความซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับมากน้อยเพียงใด และเรื่องราวที่แบรนด์นำเสนอนั้นมีมูลความจริงรองรับหรือเป็นเพียงการสร้างเรื่องเล่าเพื่อการตลาด นักสะสมรุ่นใหม่ควรพิจารณาความหายากและจำนวนการผลิต รุ่น Heritage ที่ผลิตในจำนวนจำกัดมักจะรักษามูลค่าได้ดีกว่าในระยะยาว โดยเฉพาะรุ่นที่มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์หรือมีลักษณะเฉพาะที่ไม่ซ้ำใคร

สิ่งที่สำคัญในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลคือ นักสะสมรุ่นใหม่ควรตรวจสอบแหล่งที่มาและเอกสารรับรองอย่างละเอียด โดยเฉพาะสำหรับนาฬิกาวินเทจของแท้ที่ไม่ใช่รุ่นรีเมก เนื่องจากตลาดนาฬิกาเก่ามีความเสี่ยงสูงต่อการปลอมแปลงหรือการนำชิ้นส่วนจากหลายเรือนมาประกอบรวมกัน (Frankenwatch) ซึ่งทำให้มูลค่าทางประวัติศาสตร์และมูลค่าตลาดลดลงอย่างมาก

Heritage Watch ในโลกนาฬิกาจึงไม่ใช่เพียงกระแสการตลาดที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นปรัชญาที่สะท้อนความเคารพต่อประวัติศาสตร์และงานฝีมือของมนุษย์ในการเอาชนะข้อจำกัดทางเทคนิคเพื่อสร้างเครื่องมือบอกเวลาที่แม่นยำและทนทาน ทุกเรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องเตือนใจว่านาฬิกาที่ดีที่สุดไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับราคาแพง แต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ที่ยังคงเดินต่อไปบนข้อมือของผู้สวมใส่ในทุกวินาทีที่ผ่านไป

แต่ถ้าหากอุตสาหกรรมนาฬิกายังคงใช้ Heritage ที่เป็นสมบัติในอดีตอย่างพร่ำเพรื่อก็อาจจะไม่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นหรือนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น นวัตกรรมในอดีตสร้างขึ้นเพื่อเอาชนะปัญหาและอุปสรรค แต่นวัตกรรมในปัจจุบันนั้นสร้างเพื่อความท้าทายมากกว่าการนำไปแก้ไขปัญหาและใช้งานจริง

อนาคตจะไม่สามารถจดจำรากเหง้าที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้เลย ถ้าหากมุ่งใช้แต่ทรัพย์สมบัติเก่าแต่ไม่คิดค้นทรัพย์สมบัติในปัจจุบันเพื่อให้อนาคตพูดถึง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ตำนาน Chopard ประวัติศาสตร์เรือนเวลาและอัญมณีชั้นสูงกว่า 160 ปี

นาฬิกาพกกำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง แต่เราเคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้วไม่ใช่หรือ?

เจาะลึกเทรนด์นาฬิกาสตรี ทำไมแบรนด์หรูถึงต้องหันมาแย่งตลาดนาฬิกาจักรกลสำหรับผู้หญิง หรือจะหมดยุค “ย่อขนาดแล้วทาสีชมพู”?

Bremont เปิดตัว Supermarine Full Ceramic Deep Blue นาฬิกาดำน้ำรุ่นล่าสุดในตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินน้ำหนักเบาและทนทานสูง

ลุยข้ามทุ่งน้ำแข็งและดำดิ่งสู่น่านน้ำเย็นจัดกับนาฬิกาดำน้ำ 500 เมตรตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินเข้มน้ำหนักเบา

อุณหภูมิที่ติดลบกลางทุ่งน้ำแข็งไอซ์แลนด์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากหลังโปรโมทสินค้าเท่ๆ แต่คือบทพิสูจน์ความอึดของเซรามิกสีเข้มที่เพิ่งถูกส่งลงไปนอนก้นทะเลสาบน้ำแข็ง ก่อนจะถูกหิ้วขึ้นมาปีนป่ายหน้าผาน้ำแข็งในภารกิจของอัลโด เคน (Aldo Kane) อดีตนาวิกโยธินอังกฤษผู้รับหน้าที่ทดสอบสมรรถนะแบรนด์นาฬิกา ซึ่งบ่งบอกชัดเจนว่าการกลับมาของตระกูล Supermarine ในร่างเซรามิกล้วนรอบนี้ไม่ได้ทำเล่นๆ และจำกัดจำนวนไว้แค่ 250 เรือนทั่วโลกเท่านั้น

ความบ้าคลั่งของงานเซรามิกสีน้ำเงินเข้มในรุ่น Supermarine Full Ceramic Deep Blue ไม่ได้จบแค่เฉดสีที่ได้แรงบันดาลใจจากจุดบรรจบระหว่างมหาสมุทรและแผ่นน้ำแข็ง แต่กลับซ่อนกระบวนการผลิตที่ช่างฝีมือต้องกุมขมับ ผงเซรามิกเนื้อนุ่มถูกนำไปขึ้นรูปและเผาอัดด้วยความดันสูงภายใต้อุณหภูมิสูงปรี๊ดถึง 1,450 องศาเซลเซียส จนตัวเรือนหดตัวลงไปถึง 23 เปอร์เซ็นต์เพื่อให้ได้ความแข็งแกร่งระดับสูงสุด ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นตัวเรือนโมโนบล็อกผิวสัมผัสแบบด้านที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนอย่างเหลือเชื่อ พร้อมรับมือกับทุกรอยครูดของหินผาหรือก้อนน้ำแข็งโดยไม่มีรอยสะเทือนใจ

เมื่อแกะรอยลึกลงไปที่โครงสร้างภายใน ตัวเรือนเซรามิกภายนอกไม่ได้แบกรับกลไกโดยตรง แต่ถูกครอบทับไว้อีกชั้นด้วยตัวเรือนด้านในทำจากไทเทเนียมพร้อมฝาหลังยึดสกรูที่ผ่านการเคลือบ PVD เพื่อความปลอดภัยขั้นสุดในการดำดิ่งสู่ความลึกระดับ 500 เมตร พร้อมติดตั้งวาล์วระบายฮีเลียม (Helium Escape Valve) มาให้เรียบร้อย พลิกดูด้านหลังจะพบกับงานแกะสลักแผนที่มหาสมุทรทั่วโลกตามการฉายภาพแบบสปิลเฮาส์ (Spilhaus ocean-centred projection) ที่รวมผืนน้ำทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ

หน้าปัดสีดำลายคลื่นน้ำด้านหน้าถูกจัดวางองค์ประกอบด้วยหลักชั่วโมงทรงคางหมูที่ลากยาวต่อเนื่องมาจากขอบเบเซิลเซรามิกและวงแหวนทิศทางเดียวทำจากไทเทเนียม ดึงสายตาให้พุ่งเข้าหากึ่งกลางจนเกิดเป็นรูปทรงกากบาทสไตล์นาวิกโยธิน เข็มบอกเวลาเคลือบแบล็กโรเดียมและอินเด็กซ์ทั้งหมดถูกอัดแน่นด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova รุ่นล่าสุดที่เปล่งแสงสีฟ้าสว่างวาบในความมืดมิดใต้มหาสมุทรหรือใต้เกลียวคลื่นน้ำแข็งได้อย่างชัดเจน

ขยับมามองขุมพลังภายใน ตัวเรือนนี้เลือกใช้กลไกจักรกลอัตโนมัติเกรดสวิสที่มีกำลังสำรอง 50 ชั่วโมง เพื่อันตีความเที่ยงตรงในทุกสภาพแวดล้อมโหดหิน จับคู่มากับสายยางที่พร้อมลุยน้ำเค็มหรือปีนป่ายภูเขาสูง การปรากฏตัวของ Deep Blue เรือนนี้จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มสีสันใหม่ให้กับคอลเลกชันเครื่องมือดำน้ำ แต่เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าโลกของนาฬิกาสปอร์ตเซรามิกยังคงมีพื้นที่ให้ความประณีตทางวิศวกรรมและการผจญภัยสุดขั้วเดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Bremont Supermarine Full Ceramic Deep Blue (จำกัด 250 เรือนทั่วโลก)
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีน้ำเงินเข้มแบบโมโนบล็อกผ่านกระบวนการเผาอัดด้วยความดันสูงและอุณหภูมิ 1,450°C พร้อมตัวเรือนด้านในทำจากไทเทเนียมและฝาหลังไทเทเนียมเคลือบ PVD สลักลายแผนที่มหาสมุทรแบบ Spilhaus ติดตั้งวาล์วระบายฮีเลียม และกันน้ำลึก 500 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีดำลายคลื่นน้ำ พร้อมอินเด็กซ์ทรงคางหมูที่ลากยาวต่อเนื่องจากขอบเบเซิลและวงแหวนไทเทเนียม เกิดเป็นรูปทรงกากบาทสไตล์นาวิกโยธิน เข็มบอกเวลาเคลือบแบล็กโรเดียมและอินเด็กซ์เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova รุ่นล่าสุด (เปล่งแสงสีฟ้า)
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) และดำน้ำลึกพร้อมวาล์วระบายฮีเลียม
  • กลไก: กลไกจักรกลอัตโนมัติเกรดสวิส สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
  • สาย: สายยาง (Rubber strap) สำหรับลุยน้ำเค็มและการผจญภัยกลางแจ้ง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

การกลับมาของเรือนเวลาเสียงตีระฆังผสานฟลายอิ้งทูร์บิญองจาก Jacob & Co. ในตัวเรือนโรสโกลด์และหน้าปัดแร่ธรรมชาติสีแดงสด ผลิตจำกัดเพียง 12 เรือนทั่วโลก

การกลับมาของเรือนเวลาเสียงตีระฆังผสานฟลายอิ้งทูร์บิญองจาก Jacob & Co. ในตัวเรือนโรสโกลด์และหน้าปัดแร่ธรรมชาติสีแดงสด ผลิตจำกัดเพียง 12 เรือนทั่วโลก

แสงสีแดงฉานจากแร่ธรรมชาติที่สะท้อนผ่านหน้าปัดโปร่งแสงของ Jacob & Co. มักสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงสังสรรค์ของคนรักนาฬิกาได้เสมอ ระหว่างกลุ่มคนที่มองว่านี่คือความกล้าหาญในการฉีกกฎเกณฑ์ความหรูหราแบบเดิมๆ กับกลุ่มคนที่มองว่ามันตะโกนความร่ำรวยดังเกินไปจนไร้ความนุ่มนวล แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร การกลับมาของตระกูลนาฬิกาเสียงตีระฆังผสานกลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองในรุ่น Palatial Flying Tourbillon Minute Repeater ประจำปี 2026 นี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแบรนด์ไม่ได้มีดีแค่เพชรระยิบระยับบนตัวเรือนอลังการอย่างที่หลายคนเคยสบประมาท

ความน่าสนใจของเรือนเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่ป้ายราคาเกือบสี่แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือการจำกัดจำนวนการผลิตเพียง 12 เรือนทั่วโลกเท่านั้น แต่ความน่าสนใจกลับอยู่ที่มิติทางสายตาที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น  ทั้งหน้าปัดทำจากแร่ธรรมชาติสีแดงสดใสที่ถูกฝานบางเฉียบจนแสงสามารถลอดผ่านเข้าไปมองเห็นชิ้นส่วนกลไกภายใน มาร์กเกอร์บอกเวลาและเข็มนาฬิกาทรงสเกเลตันสีโรสโกลด์ถูกจัดวางอย่างเรียบง่าย ปล่อยให้พื้นที่ส่วนใหญ่ตกเป็นของช่องหน้าต่างเปิดโล่งที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เพื่ออวดกรงฟลายอิ้งทูร์บิญองกำลังหมุนวนอย่างเที่ยงตรง ยิ่งมีรายละเอียดเล็กๆ อย่างตัวโน้ตตัวจีคลีฟ (G Clef) สีทองแดงปัดลายวางเคียงอยู่ใกล้ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเรือนนี้ถูกสร้างมาเพื่อขับเน้นสุนทรียภาพแห่งเสียงดนตรีอย่างแท้จริง

เรามาดูเรื่องกลไกกันบ้าง แทนที่ทางแบรนด์จะยกเครื่องเดิมมาจากปี 2014 มาใส่ซ้ำ แต่กลับเลือกที่จะปัดฝุ่นพัฒนาใหม่หมดจดจนกลายมาเป็นคาลิเบอร์ JCCM04 แบบไขลานด้วยมือ ประกอบด้วยชิ้นส่วนรวมกันถึง 308 ชิ้น หนาเพียง 6.10 มิลลิเมตร และให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 90 ชั่วโมงที่ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง สะพานจักรทั้งหมดถูกขัดแต่งลวดลาย Côtes de Genève ลบมุมขอบด้วยมืออย่างประณีต และเมื่อกลไกการตีระฆังบอกเวลาแบบมินิตรีพีทเตอร์ทำงานตามคำสั่งผ่านการเลื่อนกลไกข้างตัวเรือน เสียงกังวานของชั่วโมง สลัก และนาทีจะถูกขับเคลื่อนด้วยความนุ่มนวลผ่านระบบตัวปรับความเร็วแบบเงียบ (silent repeater governor) ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อลดเสียงรบกวนกลไกขณะทำงานลงได้อย่างหมดจด

ส่วนตัวเรือนไวท์โกลด์หรือโรสโกลด์ 18K ขนาด 43 มิลลิเมตร จะมีความหนา 12.3 มิลลิเมตร สวมคู่มากับสายหนังจระเข้และหัวเข็มขัดพินบักเคิลโรสโกลด์ 18K แม้ตัวเลขขนาดจะดูหนาตามประสาคอมพลิเคชันซับซ้อน แต่การเลือกใช้สัดส่วนที่สมดุลก็ทำให้เวลาทาบลงบนข้อมือแล้วมันให้ความรู้สึกเต็มข้อแบบมีน้ำหนัก การเทียบชั้นกับนาฬิกาสายคอมพลิเคชันเสียงตีระฆังจากสำนักสวิสเก่าแก่อาจเป็นเรื่องถกเถียงกันในแง่รสนิยม แต่นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อซ่อนตัวอยู่ใต้ชายเสื้อเชิ้ต มันคือเครื่องประบอกสถานะที่พร้อมดึงดูดสายตาทุกคู่ในห้องรับรองวีไอพีให้หันมามองความจัดจ้านที่ผสมผสานระหว่างงานศิลปะและวิศวกรรมชั้นสูงได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ 18K ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มิลลิเมตร ความหนา 12.3 มิลลิเมตร กระจกแซฟเฟอร์ และกันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: แร่ธรรมชาติสีแดงโปร่งแสง มาร์กเกอร์และเข็มบอกเวลาทรงสเกเลตันทําจากโรสโกลด์ 18K พร้อมประดับตัวโน้ต G Clef โรสโกลด์ปัดลาย และช่องหน้าต่างเปิดโล่งแสดงกรงฟลายอิ้งทูร์บิญองที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง, นาที) และระบบตีระฆังบอกเวลาแบบมินิตรีพีทเตอร์ (Minute Repeater)
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Jacob & Co. Caliber JCCM04 (พัฒนาจาก JCBM03) ความหนา 6.10 มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร ทับทิม 29 เม็ด ชิ้นส่วนรวม 308 ชิ้น ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (3 Hz) สำรองพลังงาน 90 ชั่วโมง พร้อมระบบตัวปรับความเร็วแบบเงียบ (silent repeater governor) และสะพานจักรขัดแต่งลาย Côtes de Genève ลบมุมขอบด้วยมือ
  • สาย: สายหนังจระเข้ จับคู่กับหัวเข็มขัดพินบักเคิลโรสโกลด์ 18K (ผลิตจำกัด 12 เรือนทั่วโลก)

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

ย้อนวันวานสู่วงการความเร็วกับ Angelus Chronographe Tachymètre นาฬิกาโครโนกราฟทรงวินเทจ

ในตัวเรือนกะทัดรัด 37 มิลลิเมตร ผสานงานดีไซน์แรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ต

มันเป็นความสุขอย่างนึงของคนที่ชอบรถยนต์และนาฬิกา คือเมื่อได้เขียนข่าวที่ทั้งสองวัฒนธรรมมาเชื่อมโยงกัน ลองนึกถึงเสียงคำรามของเครื่องยนต์สมรรถนะสูงที่แผดเสียงก้องกังวานในสนามแข่ง มักเป็นภาพสะท้อนที่เข้ากันได้ดีกับจังหวะการทำงานของนาฬิกาโครโนกราฟเรือนเด่น และเมื่อ Angelus ตัดสินใจปัดฝุ่นมรดกทางดีไซน์จากยุค 1930 ถึง 1950 ออกมาตีความใหม่ในคอลเลกชัน La Fabrique ก็ทำให้คนในวงการต้องจับตามมองเป็นพิเศษ

การกลับมาของ Chronographe Tachymètre ในครั้งนี้ส่วนตัวมองว่าไม่ได้มาเพื่อเกาะกระแสวินเทจทั่วไป แต่เป็นการยกเครื่องงานสถาปัตยกรรมกลไกและตัวเรือนให้สอดรับกับกลิ่นอายความเร็วได้อย่างลงตัว หลังจากที่แบรนด์เพิ่งกวาดรางวัล Chronograph Watch Prize จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève ในปี 2025 มาหมาดๆ

สิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือสัดส่วนตัวเรือนที่ถูกย่อส่วนลงมาให้กะทัดรัดอย่างเหลือเชื่อ ด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มิลลิเมตร และมีความหนาเพียง 9.25 มิลลิเมตร (ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ)ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นผลงานที่บางและกะทัดรัดที่สุดในคอลเลกชันร่วมสมัยของ Angelus ด้วยขอบตัวเรือนด้านข้างโค้งรับรูปทรงตั้งแต่ขาตัวเรือนฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งอย่างมีมิติ ขาตัวเรือนถูกออกแบบให้ลาดเอียงลงด้านล่างและบิดตัวเล็กน้อย เพิ่มความโฉบเฉี่ยวแบบรถสปอร์ตคลาสสิก คิดว่าถ้าลองทาบลงบนข้อมือแล้ว ความบางเบานี้ช่วยให้การสวมใส่คล่องตัวและแนบสนิทกว่าเรือนสปอร์ตยุคใหม่หลายรุ่นที่มักจะทำตัวเรือนหนาเตอะจนเกินพอดี

ความสนุกยังไม่หมดแค่นั้น ถ้ามองเจาะลึกลงไปที่ตัวหน้าปัดที่มีให้เลือกถึงสามสไตล์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสีสันของวงการมอเตอร์สปอร์ต อย่างรุ่นตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 3N (3N yellow gold) มาพร้อมหน้าปัดสีทองจับคู่กับรายละเอียดสีเขียว British Racing Green ส่วนรุ่นตัวเรือนสเตนเลสสตีลมีให้เลือกสองแบบ ระหว่างหน้าปัดสีชมพูคอรัลตัดกับสีเทาสตีล หรือหน้าปัดสีเทาไข่มุกที่ล้อมกรอบด้วยสเกลและวงหน้าปัดย่อยสีฟ้าปิโตรเลียม ถ้าเราลองสังเกตเราจะเห็นพื้นผิวหน้าปัดหลักผ่านการขัดผิวแบบเกรน (grained) ขณะที่วงหน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาทีที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และเข็มวินาทีเล็กจะถูกตกแต่งด้วยลายก้นหอยอย่างประณีต

ทีนี้มาดูหัวใจสำคัญที่ทำให้กลไกตัวนี้มีความพิเศษ นั่นก็คือคาลิเบอร์ A5000 แบบไขลานด้วยมือ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกจากสำนักแต่งกลไกที่เป็นรากฐานของ Angelus ตัวกลไกมีความหนาเพียง 4.20 มิลลิเมตร ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz) และให้พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง

สะพานจักรและแผ่นเพลทหลักเคลือบทอง 3N พร้อมตกแต่งลวดลาย Côtes de Genève และลบมุมอย่างพิถีพิถัน เฉพาะในส่วนของกลไกโครโนกราฟเท่านั้นที่เคลือบด้วยโรเดียมเพื่อสร้างความตัดกันทางสายตา ระบบการทำงานใช้คอนโทรลเลอร์แบบคอลัมน์วิลเดอร์ (column wheel) และคลัตช์แนวนอน ให้สัมผัสการกดปุ่มจับเวลาที่นุ่มนวลตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิม

ส่วนสเกลทาคมิเตอร์ (Tachymeter) บนขอบหน้าปัดถูกออกแบบมาบนฐาน 1,000 ซึ่งเริ่มต้นวัดความเร็วตั้งแต่ 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป สะท้อนชัดเจนว่าไม่ได้ออกแบบมาแค่ใช้วัดความเร็วรถยนต์ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรองรับความเร็วในระดับที่สูงกว่านั้น ตัวเรือนจับคู่มากับสายหนังลูกวัวสีเขียวเสจ สีเทาเซเปีย หรือสีฟ้าสตีลบลู พร้อมหัวเข็มขัดวัสดุเข้าชุดกัน

ผลิตจำนวนจำกัดตามแต่ละรุ่นสี โดยรุ่นเยลโลว์โกลด์จำกัดเพียง 15 เรือน ในขณะที่รุ่นหน้าปัดสีชมพูผลิต 30 เรือน และรุ่นหน้าปัดสีเทา-ฟ้าผลิต 50 เรือนทั่วโลก นับเป็นอีกหนึ่งความกล้าหาญของแบรนด์อิสระที่เลือกย้อนกลับไปหยิบเอาความคลาสสิกขนาดพอดิบพอดีมาปัดฝุ่นใหม่ให้มีชีวิตชีวาขึ้นบนข้อมืออีกครั้ง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Angelus Chronographe Tachymètre (มีให้เลือก 3 รุ่นสี ได้แก่ Gold-yellow dial, Steel-pink dial และ Steel-grey dial)
  • ตัวเรือน: ทำจากเยลโลว์โกลด์ 18-carat (3N) หรือสเตนเลสสตีล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37.00 มิลลิเมตร ความหนา 9.25 มิลลิเมตร กระจกหน้าปัดแซฟเฟอร์ทรงกล่อง (box sapphire) เคลือบสารกันสะท้อนทั้งสองด้าน และกันน้ำได้ 3 บาร์ (30 เมตร / 100 ฟุต)
  • หน้าปัด: ส่วนกลางผิวเกรน (grained) พร้อมขอบสเกลขัดซาตินและลายเส้นตัดขอบเพชร วงหน้าปัดย่อยลายก้นหอย พร้อมอินเด็กซ์และตัวเลขอราบิกเคลือบสีทองหรือแบล็กโรเดียม
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที ฟังก์ชันโครโนกราฟจับเวลา 30 นาที และสเกลทาคมิเตอร์ (Base 1000)
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ (Mechanical manual-winding) คาลิเบอร์ A5000 ความหนา 4.20 มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 24 มิลลิเมตร ทับทิม 23 เม็ด ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz) สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังลูกวัวสีเขียวเสจ (sage green) สำหรับรุ่นทองคำเหลือง หรือสีเทาเซเปีย (sepia grey) / สีฟ้าสตีลบลู (steel blue) สำหรับรุ่นสเตนเลสสตีล พร้อมหัวเข็มขัดวัสดุทองคำเหลือง 18-carat หรือสเตนเลสสตีล

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

H. Moser & Cie. เปิดตัว Streamliner Pump งาน collab สุดคูลด้วย Pump Party ที่คูลยิ่งกว่า

เกมชูตบาสเก็ตบอล โพสท่าถ่ายรูปบนแทรมโพลีน บอลลูนสีน้ำเงิน-ส้ม และนาฬิการุ่น Novelties ที่หลายคนอยากเห็นเรือนจริง

ต้องบอกเลยว่า งานเปิดตัวอย่างเป็น ‘ทางการ’ ของ Streamliner Pump ผลงานความร่วมมือล่าสุดระหว่าง H.Moser & Cie. และ Reebok นั้นไม่ค่อยจะยึดติดกับความเป็น ‘ทางการ’ หรือรูปแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นชินกับงานอีเวนต์สักเท่าไร จริงอยู่ว่า งานนี้ได้รับเกียรติจาก Bertrand Meylan Co-owner ของ H. Moser & Cie. บินตรงมาต้อนรับแขกที่มาในงานด้วยตัวเอง และมีการกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานตามแบบแผนที่ควรจะเป็น แต่องค์ประกอบอื่นๆ ภายในงานนั้นทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังมาปาร์ตี้กับเพื่อนสมัยไฮสคูลเสียมากกว่า 

แค่ก้าวเข้าสู่ห้องอาหาร Piscari บนชั้น 23 ของโรงแรม Andaz One Bangkok เราก็ต้องว้าวกับการตกแต่งที่เต็มไปด้วยบอลลูนสีน้ำเงินและสีส้มสด แม้กระทั่งโลโก้ของ H. Moser & Cie. ก็ยังถูกแปลงร่างเป็นบอลลูนพองลมที่ดูน่ารักขี้เล่น เกมชูตบาสเก็ตบอลและเพลง Old School Hip-hop ที่จัดมาเพื่อเอ็นเตอร์เทนบรรดาแขกที่มาในงานยิ่งทำให้รู้สึกได้ถึงไวบ์ nostalgic แบบ 80s kid รวมถึงจุดถ่ายรูปที่ไม่ได้ให้มาโพสท่าสวยหล่อธรรมดาๆ แต่ต้องกระโดดบนแทรมโพลีนแล้วโพส เหมือนเป็นการละลายพฤติกรรมเบาๆ ก่อนจะเข้าสู่โลกของ Pump อย่างเต็มตัว

หลังจากได้ฟังคำกล่าวเปิดงานของ Bertrand Meylan ที่นำพาทุกคนไปทำความรู้จักกับนาฬิกา Streamliner Pump ที่ผสานดีเอ็นเอของสนีกเกอร์ Reebok Pump เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการนำนวัตกรรมสุดล้ำอย่างการกดปุ่มเพิ่มปั๊มอากาศ อันเป็นซิกเนเจอร์ของสนีกเกอร์ Reebok Pump มาตีความใหม่ในรูปแบบปุ่มกดอะลูมิเนียมอะโนไดซ์สีส้มสดบริเวณตำแหน่ง 8 นาฬิกา ที่ไม่ได้ใส่มาแค่เป็นกิมมิกเฉยๆ แต่ยังพ่วงฟังก์ชันที่สำคัญ นั่นก็คือในทุกครั้งที่เรากดปุ่มสีส้ม จะเป็นการส่งพลังงานไปยังสปริงลานของตลับลานเพื่อขึ้นลานให้กลไก พร้อมทำงานควบคู่กับการแสดงพลังงานสำรองของนาฬิกา และถึงแม้ว่าสปริงจะขึ้นลานจนเต็มแล้ว เราก็ยังสามารถกดปุ่มเล่นเพลินๆ ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อกลไก 

Streamliner Pump มาในตัวเรือนผลิตจากควอตซ์ไฟเบอร์พร้อมโครงสร้างไทเทเนียมซาร์โคฟากัส ช่วยเสริมความแข็งแกร่งแต่ให้น้ำหนักเบาสบายจับคู่กับสายยาง หน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์ขัดเงามาพร้อมเข็มที่ประดับด้วยวัสดุ Globolight® สีเทาแอนทราไซต์ โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นสีดำและสีขาว ผลิตจำนวนจำกัดเพียงสีละ 250 เรือน 

นอกจากจะได้ทำความรู้จักกับนาฬิกาดาวเด่นของงานปาร์ตี้ในค่ำคืนนี้แล้ว เรายังมีโอกาสได้ชมนาฬิการุ่น Novelties ของแบรนด์ที่ยกขบวนมาให้ชมกันอย่างคับคั่ง รวมถึงนาฬิกา Streamliner รุ่นใหม่ที่มาในขนาด 34 มม. และ 28 มม. ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานนี้มาให้ชื่นชมและสัมผัสอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

พาชม H. Moser & Cie. Miami Edition ทูร์บิญองสีชมพูที่กล้าฉีกทุกกฎของงานดีไซน์

H. Moser & Cie. Streamliner Two Hands 34mm. ก้าวข้ามขีดจำกัดของเรือนเวลาขนาดเล็ก สู่ความสง่างามที่ไร้การประนีประนอม

พาชมเรือนเวลา Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton ‘Cosmic Rain’ ที่ผลิตจำกัดเพียง 20 เรือนทั่วโลก

สรุปไฮไลต์นาฬิกาเปิดตัวใหม่วีคแรกของเดือนตุลาคม 2026 จาก 5 แบรนด์ดัง 

ตั้งแต่วินเทจแสนอบอุ่น หน้าปัดหินธรรมชาติ ไปจนถึงกลไกขั้นสูงและโปรเจกต์สายลับ 

กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มบนโต๊ะทำงานในกองบรรณาธิการยังไม่ทันจางดี เสียงแจ้งเตือนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เริ่มรัวระเบิดด้วยข่าวการเปิดตัวนาฬิกาล็อตใหญ่ประจำเดือนตุลาคม ในสัปดาห์นี้แบรนด์ดังต่างพากันงัดไม้เด็ดออกมาเขย่ากระเป๋าเงินนักสะสมกันแบบไม่มีใครยอมใคร ตั้งแต่สายวินเทจแสนอบอุ่น งานคราฟต์จากหินธรรมชาติ ไปจนถึงโปรเจกต์ลับของสายลับระดับโลกและกลไก jumping hour ที่ชวนให้หยุดยืนมอง

Oris Big Crown Pointer Date (Cervo Volante Collaboration)

เริ่มต้นเคาะกระดานความเคลื่อนไหวด้วย Oris ที่จับมือกับ Cervo Volante ส่งพี่ใหญ่อย่าง Big Crown Pointer Date ออกมารับลมหนาวด้วยหน้าปัดโทนสีเบอร์กันดีไล่เฉดเข้มข้น มาพร้อมด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร จับคู่มากับสายหนังกวางป่าสวิสฟอกฝาดธรรมชาติสัมผัสนุ่มมือ เสริมด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเข็มปลายสีแดงที่กวาดผ่านวันรอบหน้าปัด ตัดกับพื้นผิวสีไวน์แดงเข้มข้น ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินย่ำไปบนใบไม้แห้งสีส้มแดงในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล เป็นความเรียบง่ายตามแบบฉบับนาฬิกานักบินดั้งเดิมที่ทำออกมาได้ลงตัวและอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่หยิบมาคาดข้อมือ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Oris Big Crown Pointer Date (Cervo Volante)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: โทนสีเบอร์กันดีไล่เฉดเข้มข้น พร้อมเข็มปลายสีแดงบอกวันที่
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) และฟังก์ชันบอกวันที่ด้วยเข็มชี้ Pointer Date
  • กลไก: กลไกออโตเมติก
  • สาย: สายหนังกวางป่าสวิสฟอกฝาดธรรมชาติ

Frederique Constant The Elements Collection (2026 Edition)

ขยับความหรูหราขึ้นมาอีกขั้นกับ Frederique Constant ที่รอบนี้พาตระกูล The Elements Collection กลับมาสร้างแรงกระเพื่อมด้วยการดึงเอาหินแร่ธรรมชาติมาทำเป็นหน้าปัดแผ่นบาง ไฮไลต์เด็ดอยู่ที่การนำหินนิลดำ (Onyx), หินเฮลิโอโทรปสีเขียวแซมแดง และหินเทอร์ควอยซ์ลายหินอ่อนธรรมชาติมาประกบคู่กับนาฬิกากลไกชั้นสูงอย่างรุ่น Classic Tourbillon หรือ Classic Perpetual Calendar ความยากของการใช้หน้าปัดหินธรรมชาติคือความเปราะบางที่ช่างฝีมือต้องเฉือนแผ่นหินให้บางเฉียบระดับมิลลิเมตรโดยไม่ให้แตกหัก ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นหน้าปัดลวดลายเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำกันเลยสักเรือนบนโลกใบนี้

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Frederique Constant The Elements Collection (รุ่น Classic Tourbillon หรือ Classic Perpetual Calendar)
  • ตัวเรือน: วัสดุตามรุ่นมาตรฐานในคอลเลกชัน
  • หน้าปัด: หน้าปัดหินแร่ธรรมชาติบางเฉียบ (หินนิลดำ Onyx, หินเฮลิโอโทรป, และหินเทอร์ควอยซ์)
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา และฟังก์ชันกลไกชั้นสูงตามแต่ละรุ่น (เช่น ทูร์บิญอง หรือปฏิทินถาวร)
  • กลไก: กลไกจักรกลชั้นสูง
  • สาย: สายหนังแท้คุณภาพสูง

Omega Seamaster Diver 300M James Bond / Spectre Collection

ฟากฝั่งสนามรบป็อปคัลเจอร์ไม่มีทางเงียบเหงา เมื่อ Omega ถือฤกษ์ดีวัน James Bond Day เปิดตัวซีรีส์ใหม่ Seamaster Diver 300M ที่แตกแขนงเรื่องราวออกเป็นฝั่งพระเอก 007 และฝั่งวายร้าย Spectre อย่างชัดเจน ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไก Co-Axial Master Chronometer คาลิเบอร์ 8806 ฝั่งรหัสลับ 007 มาพร้อมหน้าปัดอะลูมิเนียมสีน้ำเงินลายคลื่นและขอบเซรามิกไทเทเนียม ตัดภาพมาที่ฝั่ง Spectre ที่ดุดันกว่าด้วยหน้าปัดสีดำผิวด้านปัดลายเกรนจับคู่กับขอบเบเซิลเซรามิกดำสนิท พร้อมลูกเล่นโลโก้อปหนวดปลาหมึกซ่อนอยู่บนโรเตอร์ด้านหลัง เป็นการแย่งซีนที่ทำเอาแฟนหนังสายลับกระเป๋าฉีกไปตามๆ กัน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Omega Seamaster Diver 300M James Bond (007 & Spectre Collection)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42 มิลลิเมตร พร้อมขอบเบเซิลเซรามิก (และขอบเซรามิกไทเทเนียมในบางรุ่น)
  • หน้าปัด: รุ่น 007 หน้าปัดอะลูมิเนียมสีน้ำเงินลายคลื่น / รุ่น Spectre หน้าปัดสีดำผิวด้านปัดลายเกรน
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) และขอบสเกลหมุนจับเวลาใต้น้ำ
  • กลไก: กลไก Co-Axial Master Chronometer คาลิเบอร์ 8806
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลหรือสายยางตามซีรีส์

MeisterSinger Panthero Jumping Hour

ส่วนใครที่เบื่อเข็มนาฬิกาแบบเดิมๆ MeisterSinger จัดการเติมความสดใสให้สายอินดี้ด้วย Panthero Jumping Hour ที่สลัดคราบความขรึมมาใส่หน้าปัดสีฟ้าอ่อนแกะลายกิโยเช่แบบแผ่รัศมีคู่ หน้าปัดโล้นๆ ตามสไตล์เข็มเดี่ยวถูกเบรกด้วยช่องหน้าต่างแสดงชั่วโมงแบบกระโดดด้านบน และวงแหวนจานหมุนวิ่งวินาทีทรงซันวีลสุดล้ำ มันคือนาฬิกาที่ท้าทายสายตาคนมองว่าการอ่านเวลาไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเข็มยาวเสมอไป

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: MeisterSinger Panthero Jumping Hour
  • ตัวเรือน: วัสดุสเตนเลสสตีลสไตล์เอกลักษณ์ของแบรนด์
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีฟ้าอ่อนแกะลายกิโยเช่แบบแผ่รัศมีคู่ พร้อมช่องหน้าต่างแสดงชั่วโมงแบบกระโดดและวงแหวนจานหมุนวินาทีทรงซันวีล
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงแบบ jumping hour และวินาทีผ่านจานหมุน
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติพร้อมโมดูลชั่วโมงกระโดด
  • สาย: สายหนังดีไซน์แมตช์กับตัวเรือน

Parmigiani Fleurier TORIC Petite Seconde Morning Blue

ปิดท้ายด้วยความเนี้ยบระดับไฮเอ็นด์จาก Parmigiani Fleurier ที่หยิบเอาคอลเลกชันรากฐานอย่าง TORIC กลับมาปัดฝุ่นใหม่ในร่างแพลทินัม 950 ขนาด 40.6 มิลลิเมตร หน้าปัดสีฟ้า Morning Blue ทำจากทองคำขาว 18K ผ่านกระบวนการขัดแต่งผิวด้วยมือแบบแกร่งทราย (Hand-grained) ให้ผิวสัมผัสระยิบระยับยามต้องแสง พลิกดูด้านหลังจะพบกับกลไกไขลานคาลิเบอร์ PF780 สะพานจักรทองคำโรสโกลด์ 18K ขัดลาย Côtes de Fleurier สำรองพลังงานยาวนาน 60 ชั่วโมง จับคู่มากับสายหนังนูบุกจระเข้สีเทา Akoya เป็นความหรูหราแบบผู้ดีเก่าที่ไม่ต้องตะโกนบอกใคร แต่คนวง in-the-know เห็นไกลๆ ก็ต้องเหลียวหลังมอง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Parmigiani Fleurier TORIC Petite Seconde Morning Blue
  • ตัวเรือน: แพลทินัม 950 ขัดเงา ขนาด 40.6 มิลลิเมตร หนา 8.8 มิลลิเมตร พร้อมขอบตัวเรือนแบบหยักละเอียด (Finely knurled bezel) และกระจกแซฟเฟอร์กันรอย พร้อมกันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดทำจากทองคำขาว 18K ขัดแต่งผิวด้วยมือแบบ Hand-grained สีฟ้า Morning Blue มาร์กเกอร์และเข็มบอกเวลาเคลือบโรเดียมทองคำ 18K
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และเข็มวินาทีบนหน้าปัดย่อย (Small Seconds)
  • กลไก: กลไกไขลานคาลิเบอร์ PF780 สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง สะพานจักรทองคำโรสโกลด์ 18K ขัดลาย Côtes de Fleurier
  • สาย: สายหนังนูบุกจระเข้สีเทา Akoya เย็บมือแบบ punto a mano พร้อมหัวเข็มขัดแพลทินัม 950

เมื่อกวาดตามองภาพรวมทั้งหมดของล้านนาฬิกาล่าสุดนี้ จะเห็นเลยว่าปี 2026 ไม่ใช่ปีแห่งการวิ่งตามกระแสหวือหวา แต่เป็นปีที่แบรนด์ต่างๆ ตั้งใจขัดเกลาคาแร็กเตอร์ของตัวเองให้คมกริบขึ้น ไม่ว่าจะเลือกเล่าเรื่องด้วยวัสดุธรรมชาติ งานกลไกขั้นสูง หรือลูกเล่นกวนๆ บนหน้าปัด ทุกเรือนต่างมีลมหายใจและเรื่องเล่าที่พร้อมจะเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นวันที่สนุกขึ้นบนข้อมือของคุณ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Patek Philippe WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 นิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้มีไฮไลต์เด็ดอะไรบ้าง
ครบรอบครึ่งศตวรรษแบบจับต้องได้ เมื่อ Raymond Weil ส่ง Millesime Jubilee Chronograph ออกมาสานต่อความสำเร็จ
ทองคำทั้งเรือนยังไม่พอ เมื่อ Armin Strom ขยายความอุ่นของ 18K Rose Gold เข้าไปถึงหัวใจของ Calibre AMW21

Introducing: Peacock Tai Chi Curved Guilloché Triple-Axis Tourbillon ทูร์บิญอง 3 แกนที่เล็กและเบาที่สุดในโลก

งานไมโครอินจิเนียริ่งที่ย่อส่วนกรงทูร์บิญองให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 8 มม. และหนักแค่ 0.436 กรัมเท่านั้น

เสียงถอนหายใจยาวของนักสะสมในงานประมูลมักดังขึ้นทุกครั้งที่มีชื่อแบรนด์นอกกระแสเข้ามาท้าชิงพื้นที่ข่าว และการปรากฏตัวของ Peacock Tai Chi Curved Guilloché Triple-Axis Tourbillon ในรอบนี้ก็ไม่ได้มาพร้อมเสียงกระซิบเบาๆ แต่อย่างใด เมื่อค่ายผู้ผลิตเก่าแก่จากเหลียวหนิงที่บางคนอาจจะคุ้นเคยกันดีในฐานะรากฐานอุตสาหกรรมเครื่องกลจีนตั้งแต่ราวๆ ปี 1957 ตัดสินใจฉีกตำราเดิมๆ ทิ้ง แล้วกระโดดข้ามกำแพงราคาประหยัดมาท้าชนกับสำนักแต่งกลไกอิสระฝั่งสวิสด้วยกลไกทูร์บิญอง 3 แกน (Triple-Axis Tourbillon Cage) ที่เล็กและเบาที่สุดในโลกตามคำกล่าวอ้างของแบรนด์ 

Peacock Tai Chi Curved Guilloché Triple-Axis Tourbillon
Peacock Tai Chi Curved Guilloché Triple-Axis Tourbillon

ความน่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขสเปกเพียงเท่านั้น แต่ความบ้าคลั่งเริ่มต้นตั้งแต่กรงทูร์บิญองทรงกลม 3 แกนตรงกลางหน้าปัด ซึ่งถูกบีบอัดขนาดลงมาให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 8.0 มิลลิเมตร (มันเล็กประมาณปลายนิ้วก้อย หรือเม็ดถั่วเขียวใหญ่ๆ เม็ดหนึ่ง) และมีน้ำหนักรวมกันแค่ 0.436 กรัมเท่านั้น

การจะยัดชิ้นส่วนความเที่ยงตรงสูงถึง 81 ชิ้น รวมถึงสะพานจักรย่อยอีก 8 ชิ้นลงในพื้นที่จิ๋วหลิวขนาดนี้โดยใช้ไทเทเนียมเป็นโครงสร้างหลัก ถือเป็นการบ้านชิ้นโบแดงที่แบรนด์อิสระยุคใหม่ยอมทุ่มทุนสร้าง แกนหมุนทั้ง 3 วงเคลื่อนตัวด้วยจังหวะเวลาไม่เท่ากันคือ 60 วินาที, 15 วินาที และ 50 วินาที ภายใต้ความถี่ 3Hz ทำงานประสานกันไปมาจนเกิดมิติการเคลื่อนไหวที่สะกดสายตาคนมองได้ยาวนาน โดยไม่ต้องสนใจว่าตอนนี้เข็มนาฬิกาจะชี้ไปที่เลขอะไร

ถ้าเราลองขยับสายตาออกมามองงานออกแบบรอบนอก เราจะเห็นตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K ขนาด 43.5 มิลลิเมตร และมีความหนา 14.95 มิลลิเมตร ที่ถูกดีไซน์แบบไร้ขาสาย (Lug-less) เพื่อช่วยให้ตัวเรือนทรงกลมหนาเตอะเรือนนี้แนบสนิทไปกับข้อมือได้อย่างราบรื่น กระจกหน้าปัดแซฟเฟอร์ทรงโดมสูงครอบทับหน้าปัดแกะลายที่ซับซ้อน

โดยช่างฝีมือเลือกใช้เทคนิคการแกะลายกิโยเช่โค้ง (Curved Guilloché) บนพื้นผิวสามมิติที่มีความโค้งนูนแทนที่จะเป็นแผ่นโลหะเรียบแบน มีลวดลายเกลียว V-grooves จำนวน 40 เส้นที่แผ่ขยายออกในธีมรูปหยินหยางของแผนภาพไทเก็ก ความท้าทายคือต้องอาศัยการตัดแต่งด้วยมือทีละเส้นโดยไม่มีสิทธิ์แก้ตัว หากองศาผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียวชิ้นงานนั้นต้องถูกโยนทิ้งทันที การแสดงเวลาจึงต้องอาศัยวงแหวนไทเทเนียมสองชั้นหมุนวนรอบกลไกทูร์บิญอง โดยใช้อักษรจีนโบราณบนวงนอกบอกชั่วโมงและตัวเลขอราบิกบอกนาที มีเพชรสีดำและสีขาวฝังประดับทำหน้าที่เป็นเข็มบอกตำแหน่งอย่างแนบเนียน

เรือนนี้มีการขับเคลื่อนกลไก Calibre PAX9616 แบบไขลานด้วยมือนี้สำรองพลังงานได้ราว 48 ชั่วโมง พร้อมฝาหลังไวท์โกลด์แกะลายกิโยเช่ล้อไปกับหน้าปัด และความสามารถในการกันน้ำ 50 เมตร โดยผลิตจำกัดเพียง 70 เรือนทั่วโลกเพื่อฉลองวาระครบรอบ 70 ปีของแบรนด์ในปี 2027 และจะเปิดให้พรีออเดอร์พร้อมมัดจำ 30% ผ่านเว็บไซต์ และนี่อาจจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่าโลกแห่งนาฬิกาคอมพลิเคชันชั้นสูงไม่ได้สงวนไว้ให้แค่แบรนด์สวิสเก่าแก่อีกต่อไปแล้ว แล้วทุกคนคิดเห็นว่าอย่างไร ลองมาแชร์ความคิดเห็นกันได้นะคะ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Peacock Tai Chi Curved Guilloché Triple-Axis Tourbillon
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18k ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43.5 มิลลิเมตร และความหนา 14.95 มิลลิเมตร ดีไซน์แบบไร้ขาสาย (Lug-less) กระจกหน้าปัดแซฟเฟอร์ทรงโดมสูงเคลือบสารกันสะท้อน ฝาหลังไวท์โกลด์แกะลายกิโยเช่ และกันน้ำลึก 50 เมตร
  • หน้าปัด: ดีไซน์สามมิติโค้งนูน แกะลายกิโยเช่ด้วยมือแบบ V-grooves 40 เส้น แบ่งครึ่งเป็นลายหยินหยาง พร้อมวงแหวนไทเทเนียมคอนเซนตริกสองชั้นสำหรับบอกเวลา (วงนอกบอกชั่วโมงด้วยอักษรจีนโบราณ วงในบอกนาทีด้วยตัวเลขอราบิก) ประดับเพชรสีดำและสีขาวทำหน้าที่เป็นเข็มบอกตำแหน่ง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมงและนาที พร้อมกลไกทูร์บิญองสามแกน (Triple-Axis Tourbillon)
  • กลไก: กลไกอินเฮ้าส์ไขลานด้วยมือ Calibre PAX9616 ทับทิม 37 เม็ด ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (3 Hz) สำรองพลังงาน 48 ชั่วโมง
  • สาย: สายยาง (Rubber strap) แบบอินทิเกรต พร้อมหัวเข็มขัดแบบพินบักเคิล

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

เปิดตัว Bell & Ross BR-03 Green Radar Ceramic ที่จำลองหน้าจอเรดาร์สีเขียวของกองทัพเครื่องบินรบ

เรือนเวลาเซรามิกขนาด 41 มิลลิเมตร ผลิตจำกัด 999 เรือนทั่วโลก

ใครที่ชอบดูหนังนักบินน่าจะนึกภาพออก ถ้าเราลองจินตนาการเสียงวิทยุสื่อสารคลื่นสั้น ในห้องทำงานของนักบินทดสอบดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงฝนตกปรอยๆ ขณะที่หน้าจอเรดาร์จำลองสีเขียวเรืองแสงบนข้อมือมันกำลังหมุนวนทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบเชียบ ใครที่เคยส่ายหน้าให้กับซีรีส์เรดาร์หน้าตาประหลาดของ Bell & Ross ตั้งแต่ยุค 2010 คงต้องยอมรับว่าความพยายามตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาในการเปลี่ยนนาฬิกาทรงเหลี่ยมหน้าตาห้องนักบินให้กลายเป็นจอตรวจการณ์ทางอากาศนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และเมื่อทางแบรนด์ตัดสินใจเขย่าสูตรใหม่ด้วยการส่ง BR-03 Green Radar Ceramic ออกมาเคาะตลาดปี 2026 มันก็สร้างเสียงฮือฮาในหมู่คนชอบสะสมของแปลกได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาเข็มนาฬิกาแบบเดิมๆ อีกต่อไป

ลืมภาพกระจกสีแดงก่ำชวนปวดตาจากรุ่นก่อนๆ ไปได้เลย เพราะการกลับมาครั้งนี้ แบรนด์เลือกสาดแสงสีเขียวมรกตลงบนกระจกแซฟเฟอร์ที่เคลือบด้วยสารกันสะท้อนไว้อย่างดี มาพร้อมกับตัวเรือนเซรามิกสีดำผิวพ่นทรายขนาด 41 มิลลิเมตร และมีความบางเพียง 10.6 มิลลิเมตร ถูกย่อส่วนลงมาจากรุ่น 42 มิลลิเมตรเดิม ทำให้เวลาเราทาบลงบนข้อมือแล้วมันจะรู้สึกกระชับเข้ารูปมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด การเลือกใช้ขนาด 41 มิลลิเมตรนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทางแบรนด์เริ่มฟังเสียงบ่นของคนข้อมือเล็กที่อยากเท่แต่ไม่อยากแบกเรือนโตๆ ไว้บนข้อแขน ส่วนด้านหลังตัวเรือนทึบแสงนั้นสลักภาพเครื่องบินรบทั้งสามรุ่นที่ซ่อนอยู่บนหน้าปัดไว้อย่างประณีต ทั้งเครื่องบินขับไล่ Falcon, Rafale และโดรนพรางตัว Neuron พร้อมความสามารถกันน้ำลึก 100 เมตรที่ใช้งานลุยๆ ได้จริง

แล้วถ้าพูดถึงความสนุกของรุ่นนี้ มันอยู่ที่การรวบรวมเอาลูกเล่นกระจัดกระจายจากตระกูลเรดาร์ในอดีตมารวมไว้ในเรือนเดียว จานดิสก์หมุนสามชั้นอิสระถูกนำมาแทนที่เข็มนาฬิกาแบบดั้งเดิม โดยที่จานชั้นนอกสุดแบกรูปเครื่องบิน Falcon ซึ่งจะทำหน้าที่บอกชั่วโมง จานถัดมาแบกรูป Rafale โดยจะวิ่งวนรอบหน้าปัดในเวลาสิบสองชั่วโมงเพื่อบอกนาที และจานวงในสุดที่รับบทบาทความเร็วสูงด้วยรูปโดรนล่องหน Neuron หมุนครบรอบใน 60 วินาที เพื่อทำหน้าที่เป็นเข็มวินาที  สิ่งที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจคือรอยทางเรืองแสงสีเขียวเข้ม Super-LumiNova ที่ลากยาวไปตามหลังตัวเครื่องบินแต่ละลำ โดยจะจำลองรอยกวาดมาจากสัญญาณบนจอเรดาร์จริงๆ ซึ่งเป็นการหยิบเอาแนวคิดหน้าจอเรดาร์ปี 2011 มาผสมผสานกับฝูงบินจำลองปี 2021 เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

ส่วนขุมพลังภายในนั้น แบรนด์เลือกใช้กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ BR-CAL.327 ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากพื้นฐาน Sellita SW300-1 จะให้พลังงานสำรองสะสมยาวนาน 54 ชั่วโมง พร้อมอัตราความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมงเพื่อขับเคลื่อนแผ่นจานน้ำหนักเบาทั้งสามแผ่นให้หมุนไปพร้อมกันอย่างไร้รอยต่อ ต้องบอกว่าการบริหารพลังงานเพื่อขับแผ่นจานซ้อนทับกันหลายชั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่วิศวกรรมของพวกเขาก็ทำออกมาได้นิ่งสนิทไร้ที่ติ ยิ่งได้สายยางสีดำเนื้อนุ่มมาจับคู่สลับกับสายผ้าสังเคราะห์เสริมความแข็งแรงทนทานที่แถมมาให้ในกล่อง พร้อมหัวเข็มขัดเคลือบ PVD สีดำ ยิ่งทำให้ลุคโดยรวมดูดุดันแบบไม่ต้องพยายาม

รุ่นนี้มีการผลิตจำกัดจำนวนเพียง 999 เรือนทั่วโลก ทำให้เจ้านี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาบอกเวลาทั่วไป แต่กลายเป็นงานศิลปะขนาดจิ๋วที่จำลองห้องควบคุมการบินมาไว้บนแขนเสื้อ สำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรจำเจและอยากมองข้ามเข็มนาฬิกาสามเข็มแบบเดิมๆ เรือนนี้ตอบโจทย์ความกวนและความต่างได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Bell & Ross BR-03 Green Radar Ceramic (Ref. BR03A-GRDR-CE/SRB)
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีดำผิวพ่นทราย ขนาด 41 มิลลิเมตร หนา 10.6 มิลลิเมตร มาพร้อมกระจกแซฟเฟอร์เคลือบสารกันสะท้อนและย้อมสีเขียวตลอดแผ่น ฝาหลังทึบสลักลายเครื่องบินรบ และกันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: จานดิสก์หมุนสามชั้นอิสระ ตกแต่งด้วยภาพเครื่องบิน Falcon (ชั่วโมง), Rafale (นาที) และโดรน Neuron (วินาที) พร้อมรอยทางเรืองแสงสีเขียว Dark Green Super-LumiNova จำลองสัญญาณเรดาร์ และมีหลักชั่วโมงพิมพ์อยู่ใต้กระจก
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาที ผ่านแผ่นจานหมุน
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Calibre BR-CAL.327 (พื้นฐาน Sellita SW300-1) ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง ให้พลังงานสำรอง 54 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางสีดำ พร้อมสายผ้าสังเคราะห์เสริมความแข็งแรงแถมมาให้ในชุด จับคู่กับหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีดำ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ Audemars Piguet หันมารังสรรค์งานจิวเวลรี่ชั้นสูงใน Royal Oak Joaillerie

จิวเวลรี่ชั้นสูงที่อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอเท่ๆ ของ Royal Oak

ต้องยอมรับว่า ปีนี้ Audemars Piguet เซอร์ไพรส์เราอย่างได้อย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็น การหยิบชิ้นงานในคลังประวัติศาตร์มาฟื้นคืนชีพใหม่ในลุคร่วมสมัย การย้อนกลับไปผลิตนาฬิกาพก หรือผลงาน collaboration ที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่ววงการ คราวนี้ดูเหมือนว่า แบรนด์จะขอออกไปสำรวจโลกแห่งจิวเวลรี่ที่จะว่าไปแล้วก็มีความใกล้เคียงโลกของนาฬิกาในหลายๆ ด้าน และทางแบรนด์ก็มีความชำนาญด้านนี้อยู่เป็นทุนเดิม โดยเฉพาะงานช่างฝีมืออันแสนประณีต แต่ทีนี้โจทย์ที่ยากคือการหาจุดกึ่งกลางที่สมดุลระหว่างทั้งสองโลกนี่แหละ ซึ่งเราคิดว่า การเลือกนำอัตลักษณ์หลายๆ ด้านของไอคอนอย่าง Royal Oak มาเป็นสารตั้งต้นในการผลิตไลน์จิวเวลรี่ชั้นสูงก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจทีเดียว 

ดีไซน์ที่บ่งบอกดีเอ็นเอ Royal Oak

ในเมื่อมีวัตถุดิบชั้นเยี่ยมอย่างผลงานดีไซน์ขึ้นแท่นไอคอนิกของ Gérald Genta การเลือกใช้เส้นสายเรขาคณิตที่หยิบยืมมาจากดีไซน์ของนาฬิกาสปอร์ตหรู Royal Oak จึงเป็นทางเลือกอันแสนชาญฉลาด เราจึงได้เห็นทั้งเส้นสาย ผิวสัมผัส และลวดลายที่ชวนให้นึกถึงนาฬิการะดับตำนาน 

แต่แน่นอนว่า ดีไซน์อันแสนเท่ถูกยกระดับให้หรูวิจิตรยิ่งขึ้นภายใต้คอลเลกชัน Dream of Joux ที่ผสมผสานเส้นสายอันแข็งแกร่งของ Royal Oak เข้ากับธรรมชาติอันงดงามของ Vallée de Joux บ้านเกิดของ Audemars Piguet ไม่ว่าจะเป็น ทะเลสาบที่ปกคลุมด้วยผืนน้ำแข็ง ท้องฟ้าใส และดอกไม้อันอ่อนหวาน ที่เราสัมผัสได้จากพื้นผิวฟรอสต์บนสายสร้อยข้อมือทำจากวัสดุไวท์โกลด์ เยลโลว์โกลด์ และพิงก์โกลด์ แต่งแต้มสีสันและเติมประกายด้วยเพชร รวมถึงอัญมณีสีสวยสดอย่าง แซฟไฟร์ สเปสซาร์ไทต์ ทัวร์มาลีน แอเมทิสต์ ซาโวไรต์ และโทแพซ 

เส้นสายเท่หรูของ Royal Oak ยังถูกถ่ายทอดลงบนสร้อยคอทรงเนคไท และต่างหูที่ออกแบบมาให้แมตช์กันอย่างลงตัว สายสร้อยที่ประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงลูกแพร์เรียงลดหลั่นกันลงมา และข้อต่อไทเทเนียมสีน้าเงินชุบอะโนไดซ์ ประดับด้วยแซฟไฟร์สีน้าเงินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกัน ถูกจัดวางไว้เคียงกันจนครอบคลุมข้อต่อและหมุดทั้งหมด ชวนให้นึกถึง Vallée de Joux ในฤดูหนาวที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและเกล็ดน้ำแข็ง 

ส่วนคอลเลกชัน Risoud Eclipse นั้นออกจะมีเสน่ห์แบบดิบๆ ให้มู้ดแบบสาว dark feminine energy อย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว ความดาร์กที่ว่านั้นมาจากความมืดครึ้มของป่า Risoud ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีสีดำสนิท ถ่ายทอดลงบนสายสร้อยคอและสร้อยข้อมือ ที่เพียงแค่เห็นข้อต่อและหมุดไทเทเนียมเคลือบพีวีดีสีดำขลับ ขัดซาตินสลับกับขัดเงา ที่ชวนให้นึกถึงสายนาฬิกา Royal Oak  สายโลหะสีดำสนิทตัดกับมรกตสีเขียวสดเจียระไนแบบ sugarloaf เม็ดใหญ่สะดุดตา ล้อมรอบด้วยเพชรเจียระไนแบบ brilliant cut ยิ่งทำให้โดดเด่นจนใครๆ ก็ต้องเหลียวมอง

สานต่อศาสตร์แห่งการผลิตจิวเวลรี่

นอกจากเรื่องดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนแล้ว งานช่างฝีมือด้านจิวเวลรี่ของ Audemars Piguet นั้นไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นบุกเบิกขึ้นใหม่ แต่เป็นทักษะที่ถ่ายทอดผ่านช่างฝีมือจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นระยะเวลายาวนานนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยทางแบรนด์เคยได้ร่วมผลิตชิ้นงานกับเมซงจิวเวลรี่ชั้นนำหลายแบรนด์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Tiffany & Co., Cartier, Oscar Heyman และ Bvlgari ในการรังสรรค์นาฬิกาขนาดเล็กในรูปแบบจี้ เข็มกลัด และแหวน รวมถึงนาฬิกาสไตล์อวองการ์ด ที่ตกแต่งด้วยเทคนิคอีนาเมล การสลัก และการประดับอัญมณี อย่างนาฬิกา ‘Tutti Frutti’ ในปี 1929 นาฬิกาประดับอัญมณีหลากชนิดหลายสีสัน ที่รังสรรค์ขึ้นโดยช่างอัญมณีจากปารีสอย่าง Egouvillon Lafon & Cie Paris ภายในบรรจุคาลิเบอร์ 5/7SB กลไกขนาดเล็กที่สุด เท่าที่ Audemars Piguet เคยผลิตมา

Royal Oak Joaillerie ทั้งสองคอลเลกชันจึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญในอีกด้านของ Audemars Piguet และแสดงออกถึงความกล้าเดินทางสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างไม่เกรงกลัว

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่

รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026

Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

Seiko Power Design Project Collection 2 จากคอนเซ็ปต์วอทช์สุดไวรัลสู่การผลิตจริง เปิดตัวนาฬิกาโครโนกราฟดีไซน์หัวหมีแพนด้า

เมื่อความน่ารักระดับซูเปอร์สตาร์ถูกย่อส่วนมาไว้บนข้อมือ Seiko ปลุกปั้นคอนเซ็ปต์วอทช์ยอดฮิตให้ออกมาเป็นจริงกับรุ่น HHK001 ขาว-ดำ และ HHK002 ชมพู-ดำ

ครั้งหนึ่งเราจำได้ว่า เคยมีภาพเสียงหัวเราะเบาๆ ในห้องประชุมกองบรรณาธิการเมื่อปี 2024 ดังขึ้นทันทีที่หน้าจอโปรเจกต์เตอร์ฉายภาพคอนเซ็ปต์วอทช์หน้าตาประหลาดจาก Power Design Project ของ Seiko ขึ้นมา ใครจะไปคิดว่าแบรนด์ที่จริงจังกับการทำนาฬิกาดำน้ำและเครื่องมือบอกเวลาทนทานจะกล้าเอาหมีแพนด้ามายำรวมกับนาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟจนออกมาเป็นสิ่งที่คนในวงการแอบแซวกันลับๆ ว่ามันล้ำเส้นคำว่าน่ารักไปไกลโข แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าเสียงฮือฮาในวันนั้นไม่ได้เป็นแค่เรื่องตลกชั่วครั้งชั่วคราว เพราะล่าสุด Seiko ตัดสินใจเพิ่มโปรดัคในไลน์ผลิตจริงออกมาแล้วในชื่อรุ่น HHK001 ตัวขาวดำและ HHK002 ตัวสีชมพูละมุนที่ถอดแบบมาจากแพนด้าเกิดใหม่ โดยถอดชื่อเล่น Pandagraph ออกจากหน้าปัดแบบดื้อๆ ชนิดที่ใครพลาดเรือนนี้ไปต้องมีแอบเสียดายกันบ้างแหละ

ต้องบอกว่าการหยิบเอาความน่ารักระดับทะลุปรอทมาใส่ไว้บนเรือนเวลาสเตนเลสสตีลขนาดใหญ่แบบนี้มันคือความกล้าหาญที่ชวนให้ตั้งคำถาม ลองคิดดูสิว่าด้วยตัวเรือนทรงคุชชั่นกว้าง 43 มิลลิเมตร หนา 14.6 มิลลิเมตร แต่กลับวางระยะลักส์ทูลักส์ไว้ที่สั้นเต่อเพียง 44.1 มิลลิเมตรเท่านั้น ฟังดูอาจจะแปลกประหลาดไปหน่อย แต่เวลาทาบลงบนข้อมือแล้วมันไม่ได้ให้ความรู้สึกเทอะทะอย่างที่คิด ซึ่งการเลือกใช้โครงสร้างแบบบลูเฮด (Bullhead) ที่ย้ายปุ่มกดจับเวลาและเม็ดมะยมขึ้นไปอยู่ด้านบนของตัวเรือน ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องมะยมกระแทกหลังมือเวลาหักข้อมือแรงๆ เท่านั้น แต่ดีไซน์ของปุ่มกดทรงกลมสองฝั่งยังถูกเนรมิตให้กลายเป็นหูแพนด้าตั้งชูชันได้อย่างแนบเนียน เป็นความกวนประสาทในเชิงวิศวกรรมที่หาไม่ได้ง่ายๆ จากแบรนด์สวิสเมดราคาหลักแสน

หลายคนที่เคยส่ายหัวให้กับความเล่นใหญ่ของดีไซน์นี้อาจต้องเปลี่ยนใจ ถ้าได้ลองพลิกดูด้านหลัง ฝาหลังเหล็กทึบที่ปั๊มขึ้นรูปจำลองก้นและหางของหมีแพนด้าตัวจิ๋วเอาไว้ นี่คือรายละเอียดที่ทำให้แฟนๆ ตัวจริงถึงกับยิ้มมุมปาก ความใส่ใจในมุกตลกหน้าตายแบบนี้แหละที่ทำให้แบรนด์ญี่ปุ่นมักจะมีความลับสนุกๆ ซ่อนอยู่เสมอ

แม้ว่ากระจกหน้าปัดจะเลือกใช้ฮาร์ดเล็กซ์ (Hardlex) ตามฟอร์มของสายสปอร์ตจับต้องได้ และความสามารถในการกันน้ำจะถูกจำกัดไว้ที่ระดับ 30 เมตรพอกรุบกริบ แต่การใส่หัวใจกลไก Mecha-quartz คาลิเบอร์ 8T61 เข้ามาควบคุมจังหวะการเดิน ทำให้เข็มวินาทีสะบัดเดินด้วยความราบรื่นแบบกลไกจักรกลแท้ๆ พร้อมความแม่นยำบวกบลบ 15 วินาทีต่อเดือน ก็เพียงพอที่จะใช้งานจริงในชีวิตประจำวันแบบไม่ต้องมานั่งคอยตั้งเวลาใหม่ทุก 3 วัน

ถ้าลองกวาดสายตาลึกลงไปที่หน้าปัด สิ่งที่ดึงดูดสายตาคุณที่สุดไม่ใช่แค่พื้นผิวหน้าปัดที่จำลองขนแพนด้าฟูฟ่องหรือวงหน้าปัดย่อยสองวงที่ทำหน้าที่เป็นตาแพนด้า แต่คือสเกลวงแหวนสองชั้นรอบหน้าปัดที่เรียกว่า Sasameter ซึ่งคำว่า Sasa ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงต้นไผ่ อาหารโปรดของเจ้าหมีหน้าขาวดำ สเกลนี้ไม่ได้ใส่มาเท่ๆ นะ แต่มันถูกออกแบบมาให้คำนวณความเร็วสูงสุดของแพนด้าเวลาวิ่งทะยานบนพื้นดินที่ราวๆ ซัก 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความคิดสร้างสรรค์ระดับนี้สะท้อนชัดเจนว่าทีมออกแบบไม่ได้แค่แปะรูปสัตว์ลงไปบนหน้าปัดเรือนเวลา แต่พวกเขายอมทำการบ้านลงลึกถึงพฤติกรรมทางชีววิทยาเพื่อเอามาแปลงเป็นฟังก์ชันบนหน้าปัดได้อย่างน่าทึ่ง 

เมื่อขยับมามองเรื่องสายนาฬิกา เรือนนี้มาพร้อมกับหนังวัวสีขาวหรือสีชมพูที่ตัดเย็บมาคู่กัน ก่อนจะถูกเบรกความหวานด้วยการใช้ผ้าสำลีเลียนแบบขนสัตว์ตรงปลายสายและห่วงรัดสายชิ้นแรก แม้บนตัวคอนเซ็ปต์ดั้งเดิมขนมันจะฟูฟ่องจนน่ากลัวว่าความชื้นจะเล่นงานเอา แต่เวอร์ชันผลิตจริงนี้ทางแบรนด์เลือกที่จะลดทอนความยาวลงมาอยู่ในระดับที่พอดีตัว ทำให้สวมใส่ใช้งานจริงได้โดยไม่ต้องกลัวว่าข้อมือจะดูเหมือนตุ๊กตาหลุดโลก ส่วนสายสเตนเลสสตีลพ่นผิวแมตต์ Darkblast อาจไม่ได้ถูกนำมาใช้ แต่หัวเข็มขัดที่ทำจากวัสดุขัดแต่งเข้ากันก็ช่วยคอมพลีตลุคความสปอร์ตขี้เล่นได้อย่างลงตัวไม่แพ้กัน

น่ารักขนาดนี้แน่นอนว่าการผลิตย่อมมาพร้อมกับจำกัดจำนวนที่ 3,000 เรือนสำหรับรุ่นขาวดำ HHK001 และ 2,000 เรือนสำหรับรุ่นชมพู HHK002 สะท้อนให้เห็นว่านี่คือของเล่นชิ้นโตสำหรับนักสะสมที่ไม่ได้มองหามูลค่าการลงทุนระยะยาว แต่กำลังมองหาคาแรคเตอร์ที่แตกต่างบนข้อมือ ในยุคที่ตลาดนาฬิกามีแต่เรื่องจริงจังและตัวเลขราคาประมูลที่พุ่งทะยานอย่างไร้เหตุผล การมีนาฬิกาข้อมือที่กล้าฉีกยิ้มใส่ความตึงเครียดของโลกยุคปัจจุบันแบบนี้ก็นับว่าเป็นความสดชื่นที่คนรักนาฬิกาควรหาโอกาสลองสัมผัสดูสักครั้งในชีวิต 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Seiko Power Design Project Collection 2 (HHK001 รุ่นขาว-ดำ และ HHK002 รุ่นชมพู-ดำ)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L ขัดแต่งแบบปัดเงาและปัดด้าน ทรงคุชชั่น (Cushion-shaped) ดีไซน์แบบ Bullhead (เม็ดมะยมและปุ่มกดอยู่ด้านบน) ขนาด 43 มิลลิเมตร ระยะลักส์ทูลักส์ 44.1 มิลลิเมตร ความหนา 14.6 มิลลิเมตร ฝาหลังทึบสเตนเลสสตีลปั๊มลายก้นและหางแพนด้า กระจกหน้าปัด Hardlex และกันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดผิวสัมผัสจำลองขนแพนด้า มีให้เลือกสองสี (ขาว-ดำ และชมพู-ดำ) พร้อมวงหน้าปัดย่อยสองวงทรงตาแพนด้า และสเกลวงแหวนสองชั้น Sasameter สำหรับคำนวณความเร็วแพนด้า
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก) และระบบจับเวลาโครโนกราฟ (จับเวลา 60 นาที และเข็มวินาทีจับเวลาส่วนกลาง)
  • กลไก: กลไก Seiko 8T61 แบบ Mecha-quartz ความแม่นยำ ±15 วินาทีต่อเดือน ทนสนามแม่เหล็ก 4,800 A/m อายุการใช้งานแบตเตอรี่ประมาณ 3 ปี
  • สาย: สายหนังวัว (สีขาวหรือสีชมพู) ตกแต่งปลายสายและห่วงรัดด้วยวัสดุคล้ายผ้าสำลี พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลแบบพินบักเคิล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Patek Philippe WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 นิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้มีไฮไลต์เด็ดอะไรบ้าง
ครบรอบครึ่งศตวรรษแบบจับต้องได้ เมื่อ Raymond Weil ส่ง Millesime Jubilee Chronograph ออกมาสานต่อความสำเร็จ
ทองคำทั้งเรือนยังไม่พอ เมื่อ Armin Strom ขยายความอุ่นของ 18K Rose Gold เข้าไปถึงหัวใจของ Calibre AMW21

Longines ต่อยอดตำนานแห่งนาฬิกานักบินด้วย Longines Spirit Pilot และ Longines Spirit Pilot Flyback รุ่นใหม่  

ทุกรุ่นมาในเฉดสีน้ำเงินสด และความเที่ยงตรงระดับ COSC

Longines กับประวัติศาสตร์การบินนั้นเป็นของที่อยู่คู่กันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930s ที่ทางแบรนด์ได้ร่วมผลิตนาฬิกาสำหรับนักบินเพื่อการคำนวณเวลาต่างไทม์โซนระหว่างบินข้ามเขตเวลา รวมถึงได้ร่วมผจญภัยทางอากาศกับวีรสตรีและวีรบุรุษแห่งโลกการบินอย่าง Amelia Earhart นักบินหญิงคนแรกที่บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ Elinor Smith หนึ่งในนักบินหญิงผู้บุกเบิกแห่งวงการการบินของสหรัฐอเมริกา และ Richard Byrd นักบินนักสำรวจระดับตำนาน 

มาจนถึงวันนี้คอลเลกชัน Spirit ที่แจ้งเกิดในปี 2020 เพื่อยกย่องตำนานแห่งการบิน ก็ยังคงเป็นตัวแทนของนาฬิกานักบินที่ผสมผสานกลิ่นอายวินเทจเข้ากับความร่วมสมัย และความเที่ยงตรงอันน่าเชื่อถือ ล่าสุด Longines ยังคงสานต่อตำนานแห่งนาฬิกานักบินที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของแบรนด์ด้วยการเติมเต็มคอลเลกชัน Spirit ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผ่าน Longines Spirit Pilot 2 รุ่นใหม่ และ Longines Spirit Pilot Flyback อีก 2 รุ่นด้วยกัน 

Longines Spirit Pilot – นาฬิกานักบินสำหรับทุกวัน

บางคนอาจจะคิดว่า นาฬิกานักบินอาจจะต้องอัดแน่นด้วยฟังก์ชันแสดงค่าต่างๆ บนหน้าปัด แต่ Longines Spirit Pilot เป็นนาฬิกานักบินที่เน้นความเรียบง่ายเป็นหัวใจหลัก โดยเน้นการอ่านค่าบนหน้าปัดได้ในทันทีที่เหลือบมองหน้าปัดนาฬิกา เราจึงได้เห็นว่า ภายใต้ความเรียบง่ายของรายละเอียดบนหน้าปัดของ Longines Spirit Pilot รุ่นใหม่ ผ่านการคิดคำนวณมาแล้วว่า เมื่ออยู่บนหน้าปัดสีน้ำเงินสดผิวแมตต์ เฉดสีใหม่ล่าสุดนี้ หลักชั่วโมงตัวเลขอารบิกแบบนูน รางนาทีเส้นสายสะอาดตา รวมถึงชุดเข็มนาฬิกาขอบสีเงิน ล้วนโดดเด่นตัดกับหน้าปัดโทนสีเย็นผิวแมตต์ตัดแสงสะท้อนได้เป็นอย่างดี    

สีสันใหม่ที่สะท้อนจิตวิญญาณนักบินของ Longines ติดตั้งอยู่บนตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 39 มม. มีทั้งรุ่นที่มาพร้อมสายสเตนเลสสตีล และรุ่นสายยางสีน้ำเงินสดรับกับหน้าปัด ทั้งสองแบบมีเสน่ห์ในสไตล์สปอร์ตที่ดูแตกต่างกันไปคนละแบบ แต่สวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ง่ายทั้งคู่ โดยเฉพาะรูปแบบตัวเรือนที่ออกแบบมาให้โอบรับกับสรีระข้อมือได้ดี ที่สำคัญมันไม่ได้ดูหวือหวา หรือสะดุดตาเกินไปจนไม่กล้าที่หยิบออกมาใส่ในวันทำงาน หรือวันพักผ่อนสบายๆ 

ส่วนกลไกภายในนั้นขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ L888.4 สิทธิบัตรเฉพาะของ Longines  มาพร้อมบาลานซ์สปริงทำจากซิลิคอน ทำให้สามารถต้านทานสนามแม่เหล็กได้อย่างดีเยี่ยม มอบพลังงานสำรองนานสูงสุด 72 ชั่วโมง และยังได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC เรียกได้ว่า ถึงแม้จะเป็นนาฬิกาสามเข็มที่ดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่กลไกภายในนั้นเชื่อถือได้ว่า ผ่านมาตรฐานที่นักบินไว้วางใจ 

Longines Spirit Pilot Flyback – ความเที่ยงตรงอันเหนือชั้น

ถ้าหากอยากสัมผัสกับความรู้สึกของนักบินในยุค 30s ที่ไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคใดๆ ช่วยวัดค่าต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ มีเพียงนาฬิกาข้อมือเท่านั้นเป็นอุปกรณ์คู่ใจ Longines Spirit Pilot Flyback สองรุ่นใหม่น่าจะตอบโจทย์ คนที่หลงใหลในฟังก์ชันโครโนกราฟที่สามารถใช้คำนวณความเร็วในการเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะกลไกฟลายแบ็กโครโนกราฟที่ทางแบรนด์ได้จดสิทธิบัตรมาตั้งแต่ปี 1935 

แน่นอนว่า ด้วยความที่มีการใส่กลไกฟลายแบ็กโครโนกราฟเข้ามา การแสดงค่าบนหน้าปัดจึงต้องมีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่การคุมโทนสีน้ำเงินสดตัดกับรายละเอียดสเกลมาตรวัดค่าต่างๆ อย่าง เข็มนาฬิกาสีเงินและตัวเลขอารบิกแบบนูน เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova®  และการออกแบบเลย์เอาต์อย่างสมมาตร ยังทำให้การอ่านค่าต่างๆ บนหน้าปัดสามารถทำได้อย่างง่ายดาย 

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลมาในขนาด 39.5 มม. ขนาดใหญ่กว่ารุ่นสามเข็มเล็กน้อย ตัวเรือนหนา 13.4 มม. ซึ่งถือว่ากำลังพอเหมาะ มาพร้อมขอบตัวเรือนแบบหมุนได้สองทิศทาง แทรกเซรามิกสีน้ำเงินพร้อมฟังก์ชันสเกลนับถอยหลัง คุมโทนกลมกลืนกับหน้าปัดแต่ยังคงอ่านค่าได้ง่ายเช่นเคย และอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความใส่ใจในการเป็นนาฬิกาโครโนกราฟนักบินที่สวมใส่ได้ทุกวันคือการเลือกจับคู่กับสายสเตนเลสสตีลพร้อมบานพับล็อกแบบปรับระดับได้อย่างละเอียด และสายยางสีน้ำเงินที่มาพร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มและระบบเปลี่ยนสายที่สะดวกง่ายดายเช่นกัน

ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ L792.4 สิทธิบัตรเฉพาะของ Longines ที่อวดโฉมอย่างภาคภูมิใจผ่านฝาหลังขันเกลียวแบบโปร่งใส มาพร้อมซิลิคอนบาลานซ์สปริงที่มอบคุณสมบัติต้านทานสนามแม่เหล็กเป็นเลิศ ส่วนหัวใจสำคัญอย่างกลไกจับเวลาแบบคอลัมน์วีลพร้อมฟังก์ชันฟลายแบ็กก็เชื่อมั่นได้ว่า นี่คือนาฬิกาที่สามารถจับเวลาได้อย่างแม่นยำราวกับนาฬิกานักบินมืออาชีพ แต่มาในรูปลักษณ์ที่เรียบง่าย สบายตา และสามารถหยิบมาใส่ได้ทุกวันอย่างไม่ขัดเขิน 

ข้อมูลทางเทคนิค

Longines Spirit Pilot

  • รหัส: L3.809.4.93.9 และ L3.809.4.93.6
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ L888.4 ความถี่ 25,200 รอบต่อชั่วโมง พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินผิวแมตต์ เข็มนาฬิกาสีเงินขัดเงา หลักชั่วโมงเลขอารบิก เคลือบ Super-LumiNova®
  • สาย: สายยางสีน้ำเงิน หรือ สายสเตนเลสสตีล ตัวล็อกแบบพับนิรภัยคู่พร้อมระบบปรับสายอย่างละเอียด

Longines Spirit Pilot Flyback

  • รหัส: L3.721.4.93.9 และ L3.721.4.93.6
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ คาลิเบอร์ L792.4 ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง พลังงานสำรอง 68 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็กที่ 9 นาฬิกา โครโนกราฟ เข็ม 60 วินาทีตรงกลางและหน้าปัดวงทดเวลา 30 นาทีที่ 3 นาฬิกา
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39.5 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินผิวแมตต์ เข็มนาฬิกาสีเงินขัดเงา หลักชั่วโมงเลขอารบิก เคลือบ Super-LumiNova®
  • สาย: สายยางสีน้ำเงิน หรือ สายสเตนเลสสตีล ตัวล็อกแบบพับนิรภัยคู่พร้อมระบบปรับสายอย่างละเอียด

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Longines แต้มสีฟ้าลงบนหน้าปัดที่เคยเคร่งขรึม ในรุ่น Conquest Heritage Central Power Reserve

First Watch (นาฬิกาเรือนแรก): เริ่มต้นเส้นทางนักสะสมกับ 5 นาฬิการะดับเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับปี 2026

เจาะลึกเบื้องหลังเสน่ห์แห่งนาฬิกาเครื่องมือ: ทำไมของที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานหนัก ถึงกลายเป็นของหรูหราที่คนโหยหา?

Must Have 5 นาฬิกาข้อมือไอคอนิก ที่สะท้อนบุคลิกและพลังงานบวกในมุมมองของคนรักนาฬิกา 

สำรวจ 5 นาฬิการุ่นเด่นที่ทำหน้าสะท้อนพลังงาน รสนิยม และตัวตนที่แตกต่างในแบบที่เป็นคุณ

เสียงเคาะกระจกตู้โชว์เบาๆ ในห้องรับรองวีไอพีของงานนาฬิกายังคงดังก้องอยู่ในหัวทุกครั้งที่มีใครสักคนหยิบเอาเรื่องบุคลิกบนข้อมือมาแชร์กันในวงกาแฟ การเลือกเรือนเวลาสักเรือนไม่เคยเป็นเรื่องของการบอกเวลา แต่มันคือการเลือกเฉดสีให้ชีวิต และเป็นพื้นที่สนุกๆ ในการสะท้อนรสนิยมของคนใส่ได้อย่างน่าทึ่ง

Must Have 5 นาฬิกาข้อมือ
Must Have 5 นาฬิกาข้อมือ 5 บุคลิกที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ

The Quiet Sophisticate 

เปิดประเดิมเรือนแรกด้วยความคลาสสิกเหนือกาลเวลาอย่าง Cartier Tank Louis Cartier เรือนทองคำเยลโลว์โกลด์ขนาด 33.7 คูณ 25.5 มม. ระบบไขลานดั้งเดิม มันคือความภูมิฐานในแบบที่แทบไม่ต้องกระดิกตัวพูดอะไรเลย คนที่หยิบเรือนนี้ออกจากกล่องในเช้าวันจันทร์มักเป็นคนที่รักความเนี้ยบ มีความมั่นใจในความเรียบหรู และชอบความสง่างามที่คุมโทนได้อย่างลงตัว ลองนึกภาพตามนะว่าเวลาไปนั่งประชุมงานสำคัญแล้วขยับแขนเสื้อเชิ้ตให้เห็นเหลี่ยมมุมของทองคำแท่งเล็กๆ บนข้อมือ มันให้ความรู้สึกอบอุ่นและทรงพลังอย่างนุ่มนวล เป็นความเรียบง่ายที่ทรงคุณค่าและพร้อมส่งพลังบวกให้คนรอบข้างได้เสมอ

Must Have 5 นาฬิกาข้อมือ

The Creative Eye 

กระโดดข้ามไปฝั่งที่เต็มไปด้วยรายละเอียดสนุกๆ อย่าง Chronoswiss Small Second Blue Orbit ขนาด 40 มม. มาพร้อมด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลที่อัดแน่นด้วยงานกิโยเช่บนหน้าปัดสีฟ้าสดใส ครั้งแรกที่เห็นเรือนนี้ในงานเปิดตัว พลังงานความสร้างสรรค์มันพุ่งทะยานออกมาทันที เชื่อว่าคนที่เลือกนาฬิกาสไตล์นี้มักจะมีสายตาเฉียบคม มองเห็นความงามในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และรักงานศิลปะเป็นชีวิตจิตใจ การปล่อยให้กลไกและลวดลายวิ่งวนอยู่บนหน้าปัดมันคือการเติมสีสันให้วันธรรมดากลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ใครที่อยู่ใกล้คนกลุ่มนี้มักจะได้มุมมองไอเดียใหม่ๆ กลับไปเสมอ

The Modern Adventurer 

เราลองมาเปลี่ยนบรรยากาศจากห้องแอร์ไปสัมผัสความสดชื่นกลางแจ้งกันบ้างกับเรือนนี้เลย Blancpain Fifty Fathoms Automatique 42 มม. เรือนสเตนเลสสตีลที่ตอบโจทย์สายลุยผู้รักการผจญภัย บ่อยครั้งที่เราจะเห็นพลังความกระตือรือร้นซ่อนอยู่ใต้ความสุขุม ยิ่งได้ฟังเสียงขอบตัวเรือนหมุนดังคลิกๆ แบบแน่นหนา มันยิ่งให้ความรู้สึกพร้อมออกเดินทางไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะบนคอร์ตเทนนิสหรือการเดินทางไกล เรือนนี้สะท้อนคาแรคเตอร์ของคนที่รักความท้าทาย มีพลังงานเหลือล้น และมองโลกในแง่ดีเรียกว่าพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์อยู่เสมอ

The Rule Breaker 

มาต่อกันที่ความสนุกของการทดลองสิ่งใหม่ที่ยังคงสะท้อนผ่าน Bulgari Octo Finissimo Ultra ตัวเรือนคาร์ไบด์ไทเทเนียมความบางเฉียบระดับนวัตกรรม จำได้ว่าวันแรกที่ได้ลองหยิบเรือนนี้ขึ้นมาสัมผัสทาบบนข้อมือของเรา ความรู้สึกแรกคือความตื่นเต้นกับความก้าวหน้าทางวิศวกรรม คนที่หลงรักเรือนนี้คือผู้นำเทรนด์ตัวจริงที่มีความคิดสร้างสรรค์ล้ำสมัย กล้าที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ และมองว่าทุกข้อจำกัดคือพื้นที่ในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าเดิม พลังงานของคนกลุ่มนี้มักจะขับเคลื่อนให้คนรอบข้างรู้สึกตื่นตัวและอยากพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

The Connoisseur 

เราปิดท้ายกันด้วยความประณีตระดับมาสเตอร์พีซกับ A. Lange & Söhne 1815 Up/Down เรือนพิงก์โกลด์ ขนาด 39 มม. ที่เปิดโอกาสให้ชื่นชมกลไกไขลานคาลิเบอร์ L051.2 ผ่านฝาหลังกระจกใส คนที่เลือกแบรนด์นี้คุณคือผู้ที่เข้าใจคุณค่าของงานฝีมืออย่างแท้จริง มีความใส่ใจในรายละเอียดเชิงลึก และมีความสุขกับการใช้เวลาเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้ง ความเยือกเย็นและรอบคอบของพวกเขาคือศูนย์กลางความน่าเชื่อถือที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่ได้ร่วมงานด้วย

พอนั่งไล่เรียงดูทั้ง 5 เรือนนี้ทีละเปลาะ มันทำให้เห็นรอยยิ้มและพลังงานบวกที่ซ่อนอยู่หลังเรือนเวลาแต่ละแบบ สุดท้ายแล้วนาฬิกาบนข้อมือไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเวลา แต่มันคือเพื่อนคู่ใจที่คอยส่งต่อความมั่นใจและเติมเต็มพลังให้เราพร้อมออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง แล้ววันนี้เรือนไหนบนข้อมือที่กำลังส่งพลังบวกให้คุณอยู่ล่ะ?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Patek Philippe WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 นิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้มีไฮไลต์เด็ดอะไรบ้าง
ครบรอบครึ่งศตวรรษแบบจับต้องได้ เมื่อ Raymond Weil ส่ง Millesime Jubilee Chronograph ออกมาสานต่อความสำเร็จ
ทองคำทั้งเรือนยังไม่พอ เมื่อ Armin Strom ขยายความอุ่นของ 18K Rose Gold เข้าไปถึงหัวใจของ Calibre AMW21

Gerald Charles Maestro GC Sport Tennis Turquoise Edition นาฬิกาสปอร์ต ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทกบนคอร์ตเทนนิส

เมื่อเรือนเวลารสชาติจัดจ้านจากแบรนด์อิสระสลัดคราบความเรียบร้อย ลงสนามหวดลูกสักหลาดด้วยตัวเรือนไทเทเนียมน้ำหนักเบาและเฉดสีฟ้าทอร์ควอยซ์สะดุดตา

เสียงหวดลูกเทนนิสดังกระทบไม้แร็กเกตบนคอร์ตดินอาจเป็นเรื่องปกติของฤดูแข่งขัน แต่ภาพนาฬิกาสปอร์ตเรือนหรูบนข้อมือนักกีฬาอาชีพที่ต้องรับแรงเหวี่ยงระดับห้าจีโดยเครื่องไม่รวนคือเรื่องที่ชวนให้คนวงการนาฬิกายืนมองตาค้าง ล่าสุด Gerald Charles เลือกที่จะทลายกรอบความเรียบร้อยของห้องรับรองแขกวีไอพีด้วยการส่งรุ่น Maestro GC Sport Tennis Turquoise Edition ลงไปวิ่งพล่านบนคอร์ตหญ้าและคอร์ตดินอย่างไร้ความเกรงใจด้วยตัวเรือนทรงประหลาดที่ถอดแบบมาจากสถาปัตยกรรมบาโรก

ใครที่คุ้นเคยกับทรงอสมมาตรอันเย่อหยิ่งของ Gérald Genta คงจำความรู้สึกแรกที่ได้สัมผัสตัวเรือนซีรีส์ Maestro ได้ดี มันคือความประหลาดใจที่ผสมผสานความเก้ๆ กังๆ เวลาที่เราทาบลงบนข้อมือกลมๆ ทั่วไป แต่เชื่อหรือไม่ว่าทีมบริหารยุคปัจจุบันภายใต้การนำของตระกูล Ziviani กลับกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดดึงเอาดีไซน์เด่นนี้มาตีโจทย์ใหม่ให้กลายเป็นนาฬิกาสปอร์ตสายฮาร์ดคอร์

ข้อถกเถียงเรื่องความสมมาตรถูกปัดตกไปทันทีเมื่อวัสดุที่เลือกใช้คือไทเทเนียมเกรด 5 พ่นผิวแบบ Darkblast ชนิดที่เรียกว่าด้านสนิทไร้เงาสะท้อน น้ำหนักรวมเบาหวิวแค่ 64 กรัม ชนิดที่ใส่ตีสแมชลูกหน้าเน็ตแรงแค่ไหนก็แทบไม่รู้สึกถ่วงข้อมือ ส่วนเม็ดมะยมนั้นถูกย้ายไปแอบอยู่ฝั่งซ้ายของตัวเรือนแบบเบ็ดเสร็จ ปัญหาเรื่องมะยมกระแทกหลังมือเวลาหักข้อมือแรงๆ จึงถูกแก้เกมได้อย่างชาญฉลาดโดยไม่ต้องรอให้ใครมาท้วงติง

ส่วนตัวมองว่าความน่าสนใจมันขยับมาอยู่ที่หน้าปัดสีฟ้าทอร์ควอยซ์สว่างจ้าที่มีพื้นผิวแบบเกรเดียนต์ไล่เฉดเข้มอ่อน ชวนให้นึกถึงสีของท้องฟ้าตัดกับพื้นคอร์ตฮาร์ดคอร์ทกลางแดดจัด การเลือกใช้เครื่องหมายบอกนาทีแบบรางรถไฟสีขาวล้อมรอบหน้าปัด พร้อมตัวเลขอราบิกแบบฟอนต์เฉพาะตัวที่ตำแหน่ง 3, 9 และ 12 นาฬิกา ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองหน้าปัดนาฬิกาวินเทจหลุดโลกที่ถูกตีความใหม่ด้วยความโมเดิร์นแบบฉบับนีโอคลาสสิก

ช่องหน้าต่างวันที่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ถูกวางกรอบไว้อย่างพอเหมาะพอเจาะแบบไม่ไปเบียดบังพื้นที่การมองเห็น เคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova สีขาวที่อัดแน่นอยู่ในเข็มและหลักชั่วโมงพร้อมใจกันเรืองแสงสีเขียวเข้มข้นในยามค่ำคืน แม้จะไม่ได้ใช้งานในสนามมืด แต่เรื่องความคมชัดในการอ่านค่าต้องยกเครดิตให้ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้นี่แหละ

ข้ามฝั่งมามองเรื่องกลไกที่ซ่อนอยู่ข้างหลังฝาผนังแซฟเฟอร์ จะใช้ตัวเครื่องคาลิเบอร์ GCA2001 ซึ่งเป็นผลงานการผลิตจากสำนักแต่งกลไกชื่อดังอย่าง Vaucher Manufacture Fleurier ความบางระดับ 3.7 มิลลิเมตร บนตัวเรือนรวมหนาเพียง 9 มิลลิเมตร คือตัวเลขที่น่าตกใจสำหรับนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ท่ามกลางกระแสการใส่กลไกหนาเตอะเพื่อกันกระแทก แบรนด์นี้เลือกใช้การปรับแต่งเชิงวิศวกรรมด้วยการเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทกขึ้นอีก 40% พร้อมทั้งปรับแต่งโรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติสีทองประดับลวดลายรังผึ้งเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ลานถูกดึงจนแน่นเกินไปยามที่ผู้สวมใส่สะบัดข้อมืออย่างรุนแรง ส่วนพลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง อาจไม่ใช่ตัวเลขที่หวือหวาที่สุดในตลาดปัจจุบัน แต่เมื่อแลกมากับความบางเฉียบและน้ำหนักเบาหวิวระดับนี้ มันคือการประนีประนอมที่คนรักกลไกชั้นสูงน่าจะพอใจ

ส่วนการเลือกใช้สายเท็กซ์เจอร์เวลโครสีทอร์ควอยซ์ที่เย็บมาอย่างประณีตจับคู่กับหัวเข็มขัดไทเทเนียม Darkblast ยิ่งตอกย้ำถึงภาพลักษณ์ความสปอร์ตแบบไม่ต้องพยายามแอคทีฟ เป็นการปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ ของนาฬิกาข้อมือราคาสมเหตุสมผล ให้กลายมาเป็นเพื่อนคู่ใจบนสนามแข่ง ที่สำคัญจำกัดจำนวนเพียง 100 เรือนทั่วโลก ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าได้กล้าเสียของแบรนด์อิสระที่ไม่อยากเดินตามรอยใคร การหยิบเรือนนี้ขึ้นมาคาดข้อมือจึงไม่ใช่แค่การบอกเวลา แต่เป็นการประกาศตัวกลายๆ ว่าเจ้าของเรือนเวลาเรือนนี้ไม่ได้มองหาความปลอดภัยในกรอบเดิมๆ ของโลกนาฬิกาสวิสอย่างแน่นอน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 พ่นผิวแบบแมตต์ Darkblast ขนาด 39 มิลลิเมตร x 41 มิลลิเมตร ความหนา 9 มิลลิเมตร (น้ำหนักรวม 64 กรัม) เม็ดมะยมขันเกลียวฝั่งซ้าย กระจกหน้าและหลังทำจากแซฟเฟอร์ กันน้ำลึก 100 เมตร และทนแรงกระแทกได้ถึง 5G
  • หน้าปัด: สีฟ้าทอร์ควอยซ์พื้นผิวเกรเดียนต์ไล่เฉด สเกลรางรถไฟสีขาว ตัวเลขอราบิกที่ตำแหน่ง 12, 3 และ 9 นาฬิกา พร้อมช่องแสดงวันที่ที่ 6 นาฬิกา เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova สีขาว (เรืองแสงสีเขียว)
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที (แบบ Hacking) และวันที่
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติความบางพิเศษ Calibre GCA2001 ผลิตโดย Vaucher Manufacture Fleurier ความหนา 3.7 มิลลิเมตร ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz) สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง และเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทกขึ้น 40%
  • สาย: สายเวลโคร (Velcro) เท็กซ์เจอร์สีทอร์ควอยซ์ พร้อมหัวเข็มขัดไทเทเนียม Darkblast

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Patek Philippe WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 นิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้มีไฮไลต์เด็ดอะไรบ้าง
ครบรอบครึ่งศตวรรษแบบจับต้องได้ เมื่อ Raymond Weil ส่ง Millesime Jubilee Chronograph ออกมาสานต่อความสำเร็จ
ทองคำทั้งเรือนยังไม่พอ เมื่อ Armin Strom ขยายความอุ่นของ 18K Rose Gold เข้าไปถึงหัวใจของ Calibre AMW21

Mido ฉีกกรอบเดิมๆ ด้วย Multifort TV Big Date Día de los Muertos Alebrijes Special Edition

นาฬิกาลายหัวกะโหลกสีสันจัดจ้านบนหน้าปัดทรงทีวี

สำหรับภาพหัวกะโหลกสีสันจัดจ้านบนหน้าปัดทรงทีวีอาจไม่ใช่ภาพที่คุณคาดหวังว่าจะได้เห็นจากแบรนด์สวิสเก่าแก่ แต่ Mido กล้าฉีกกรอบเดิมๆ ด้วยการยกเอาเทศกาลเฉลิมฉลองความตายของชาวเม็กซิกันมาไว้บนข้อมือแบบไม่มีใครยอมใคร

เมื่อพูดถึงคอลเลกชัน Multifort TV Shape หลายคนคงคุ้นชินกับหน้าปัดทรงเรขาคณิตมนๆ ที่ให้กลิ่นอายความเรโทรยุค 70s แต่การมาถึงของรุ่นพิเศษอย่าง Día de los Muertos Alebrijes กลับทำให้วงการนาฬิกาต้องหันมามองใหม่ เพราะนี่คือครั้งแรกที่ลวดลาย Calavera หรือหัวกะโหลกประดับประดาด้วยสิ่งมีชีวิตในจินตนาการอย่าง Alebrijes นั้นถูกย่อส่วนมาอยู่บนหน้าปัด ความพีคคือการใช้แล็กเกอร์ไล่เฉดสีละลานตากว่า 12 เฉดสี บนพื้นผิวที่ไล่ระดับจากสีเทาเข้าสู่ความมืดของโทนสีดำ แถมยังซ่อนความแสบสันด้วยการแต้มสารเรืองแสง Super-Luminova ถึง 3 สี ให้เรืองแสงแข่งกับความมืดได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ (ลุคเหมาะมากกับฮาโลวีนในเดือนนี้)

ถ้าดูใกล้ๆ เราจะเห็นรายละเอียดที่ชวนอมยิ้มอยู่ตรงช่องบอกวันที่ขนาดใหญ่ (Big Date) ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งตัวเลข “1” จะถูกดีไซน์ให้กลายร่างเป็นรูปกระดูกชิ้นเล็กๆ เพื่อให้เข้ากับธีมงานศพแบบฉบับเม็กซิกัน แบบไม่ต้องพยายามขรึมเหมือนนาฬิกาสวิสทั่วไป ส่วนตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร จะเป้นการขัดซาตินสลับกับขัดเงา รับกับขอบหน้าปัดด้านในที่ออกแบบมาอย่างไร้ที่ติ

ทีนี้มาดูเครื่องในเราจะพบกับกลไกอัตโนมัติ Caliber 80 ตัวเก่งที่ให้พลังงานสำรองยาวนานเหลือๆ ถึง 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริง Nivachron™ ที่ไม่กลัวสนามแม่เหล็ก แล้วครอบทับด้วยกระจกแซฟเฟอร์เคลือบกันสะท้อนทั้งสองด้าน

ส่วนเรื่องความคุ้มค่า ส่วนตัวมองว่า Mido ไม่เคยทำให้คนรักสายเปลี่ยนลุคต้องผิดหวัง เพราะในกล่องจัดเต็มให้มาถึง 3 สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสายสเตนเลสสตีลคลาสสิก สายถัก Milanese ลุคเนี๊ยบหรู และสายยางสีแดงสดที่ปั๊มนูนลายกราฟิกตอกย้ำความจัดจ้าน ทุกเส้นจะมาพร้อมกับระบบเปลี่ยนสายแบบถอดเร็ว (Quick-release) ที่คนขี้เบื่อต้องเลิฟ เพราะแค่ปลดสลักก็เปลี่ยนลุคจากหนุ่มออฟฟิศเป็นสายแฟชั่นจัดจ้านได้ทันที สะดวกสบายมาก

ใครที่กำลังเบื่อหน้าปัดสีเงินหรือสีน้ำเงินเรียบๆ แบบเดิมๆ การได้ลองหยิบเรือนเวลาที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าและวัฒนธรรมประเพณีแบบนี้มาใส่ข้อมือ ก็เป็นวิธีแก้เบื่อที่ทำให้นึกสนุกขึ้นมาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: MIDO Multifort TV Big Date Día de los Muertos Alebrijes Special Edition
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40 มิลลิเมตร ผ่านการขัดซาตินสลับขัดเงา พร้อมกระจกคริสตัลแซฟเฟอร์เคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน และฝาหลังแบบขันเกลียวโปร่งใส
  • หน้าปัด: ไล่ระดับจากสีเทาสู่สีดำ ประดับลวดลายหัวกะโหลก (Calavera) และสิ่งมีชีวิตในจินตนาการ (Alebrijes) เคลือบแล็กเกอร์ 12 เฉดสี พร้อมสารเรืองแสง Super-Luminova 3 สี และช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ (Big Date) ที่ดีไซน์เลข 1 เป็นรูปกระดูก
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ (Big Date) รองรับการกันน้ำลึก 10 บาร์ (100 เมตร)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Caliber 80 สำรองพลังงานสูงสุด 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริง Nivachron™
  • สาย: จัดเต็มมาให้ 3 สไตล์ ได้แก่ สายสเตนเลสสตีล, สายสเตนเลสสตีลแบบถัก (Milanese Strap) และสายยางสีแดงปั๊มลายนูน พร้อมระบบเปลี่ยนสายแบบถอดเร็ว (Quick-release)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Patek Philippe WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 นิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้มีไฮไลต์เด็ดอะไรบ้าง
ครบรอบครึ่งศตวรรษแบบจับต้องได้ เมื่อ Raymond Weil ส่ง Millesime Jubilee Chronograph ออกมาสานต่อความสำเร็จ
ทองคำทั้งเรือนยังไม่พอ เมื่อ Armin Strom ขยายความอุ่นของ 18K Rose Gold เข้าไปถึงหัวใจของ Calibre AMW21