Home Blog

DEEP DIVE EP. 8: อะไรทำให้ผู้คนยังคงหลงใหลใน Royal Oak มากกว่า 50 ปีหลังจากเปิดตัว?

0

การเดิมพันครั้งสำคัญในปี 1972 ของ Audemars Piguet กับงานออกแบบสเตนเลสสตีลราคาสูงกว่าทองคำ ที่เปลี่ยนวิกฤตควอตซ์ให้กลายเป็นรากฐานความสำเร็จร่วมครึ่งศตวรรษ

ถ้าพูดถึง Audemars Piguet หลายคนคงนึกถึง Royal Oak ทันที นาฬิกาที่ไม่เพียงเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของแบรนด์ แต่ยังเปลี่ยนหน้าตาของวงการนาฬิกาลักชัวรี่ไปตลอดกาล ทว่าในความจริงแล้ว เส้นทางของยอดเรือนเวลารุ่นนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่ต้น ย้อนกลับไปในปี 1972 ช่วงวิกฤตการณ์นาฬิกาควอตซ์ (Quartz Crisis) แบรนด์ตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการส่งนาฬิกาสปอร์ตสเตนเลสสตีลที่มีราคาสูงกว่านาฬิกาทองคำในยุคนั้นออกมาสู่ตลาด ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงสะท้อนในแง่ลบจากดีไซน์แปดเหลี่ยมอันแปลกตาของ Gerald Genta แต่ท้ายที่สุด เวลาได้พิสูจน์แล้วว่าความกล้าที่จะขบถต่อขนบเดิมๆ คือจุดเริ่มต้นของตำนานที่ยั่งยืนมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

ร่วมเจาะลึกและค้นหาคำตอบไปพร้อมกันว่า อะไรทำให้ผู้คนยังคงหลงใหลใน Royal Oak มากกว่า 50 ปีหลังจากเปิดตัว? และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ชื่อของ Audemars Piguet ยังคงได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ในรายการ Deep Dive บนช่องทางของ REVOLUTION WATCH THAILAND ทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Instagram, Facebook, TikTok และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ มาร่วมดำดิ่งสู่เบื้องหลังดีไซน์ ตำนาน และปรัชญาที่ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นมากกว่านาฬิกาไปพร้อมกัน

ติดตามช่องทางอื่น ๆ ของ REVOLUTION THAILAND ได้ทาง REVOLUTION WATCH THAILAND

  • ➡️ Instagram: @revowatchthai
  • ➡️ Facebook: /RevoWatchTha
  • ➡️ Website: https://revolutionthailand.com
  • ➡️ TikTok: @revowatchthai

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 
พาชมเบื้องหลังความวิจิตรของ Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica “Pegasus” กับงานสลักเสลามือกว่า 180 ชั่วโมง

Patek Philippe เปิดตัวเรือนเวลารุ่นใหม่รวม 20 รุ่น พร้อม Nautilus รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 4 รุ่น ภายในงาน Watches and Wonders 2026

ตอกย้ำความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญในทักษะเฉพาะอันหาตัวจับยากของ Patek Philippe

ต้องบอกว่า เป็นการเปิดตัวอย่างอลังการต้อนรับเทศกาลเรือนเวลาอันยิ่งใหญ่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี สำหรับเรือนเวลากว่า 20 รุ่นใหม่ที่ Patek Philippe เผยโฉมในงาน Watches and Wonders 2026 นี้ เพราะเราได้เห็นทั้งนวัตกรรมกลไกที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้นในคอลเลกชันที่ขึ้นแท่นไอคอนิก คอลเลกชันที่ห่างหายจากการมีสมาชิกใหม่ก็กลับมามีอะไรให้ตื่นเต้นกันอีกครั้ง และผลงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าก็ยังคงได้รับการสืบสานต่อไปในรูปแบบที่เดินร่วมกับปัจจุบันได้อย่างราบรื่น 

กลไกซับซ้อนสูงที่ถูกยกระดับ

หลายรุ่นแสดงถึงความพยายามพัฒนากลไกซับซ้อนสูงอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยเฉพาะ Ref. 6105-001G นาฬิกา Grand Complication รุ่นแรกที่สามารถแสดงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก มาพร้อมหน้าปัดที่จำลองแผนที่ท้องฟ้าเหนือกรุงเจนีวา และกลไกที่ใช้เวลาพัฒนานานกว่า 5 ปี พร้อมสิทธิบัตรถึง 6 รายการ หรือการใช้กลไกระดับ Grand Complication รุ่นแรกในคอลเลกชัน Cubitus รุ่น Perpetual Calendar Ref. 5840P-001 มาในตัวเรือนแพลตินัมขนาด 45 มม. นับเป็นการผสานดีไซน์ล้ำสมัยเข้ากับกลไกปฏิทินถาวรได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Ref. 5322G ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 41 มม. ตกแต่งลาย Clous de Paris ด้านข้างตัวเรือน หน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์ มาพร้อมฟังก์ชันปลุก 24 ชั่วโมง และฟังก์ชันแสดงวันที่ เหมาะสำหรับการเตือนเวลานัดหมาย ทั้งยังมาพร้อมกลไกตีบอกเวลาแบบดั้งเดิม ซึ่งนับเป็นการนำกลไกซับซ้อนที่ผลิตได้ยากยิ่งมาประยุกต์ใช้ได้อย่างร่วมสมัย

การตีความใหม่ของคอมพลิเคชันอันเป็นเอกลักษณ์

กลไกซับซ้อนสูงซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของ Patek Philippe ถูกนำมาตีความใหม่ในหลายรุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Ref. 7047G-001 ที่ผสานกลไกมินิตรีพีทเตอร์ เข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยในตัวเรือน Calatrava สุดคลาสสิก Ref. 5374/400P-001 ที่หลอมรวมศาสตร์ชั้นสูงสองแขนงทั้ง Haute Horlogerie และ Haute Joaillerie เข้าด้วยกันอย่างวิจิตร ทั้งยังบรรจุกลไกซับซ้อนสูงอย่างกลไกปฏิทินถาวรและกลไกมินิตรีพีทเตอร์ทำงานร่วมกันภายในตัวเรือนแพลตินัม หน้าปัดเปลือกหอยมุกจากบาหลี รายล้อมด้วยอัญมณีหายากพาราอิบาทัวร์มาลีนสีฟ้าใส เรือนเวลาชั้นสูงรุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 8 เรือนเท่านั้น 

Ref. 5204G-010 นำเสนอกลไกฟลายแบ็คโครโนกราฟพร้อมปฏิทินถาวรในลุคสปอร์ตหรู ตัวเรือนไวท์โกลด์หน้าปัดสีน้ำเงินซันเบิรตส์ รับกับสายวัสดุคอมโพสิตพิมพ์ลายผ้า ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ CHR 29-535 PS Q ส่วน Ref. 5236P-011 มาในลุคเรียบหรูแบบแยบคายด้วยตัวเรือนแพลตินัมหน้าปัดเหลือบเงิน โดดเด่นด้วยการแสดงผลวัน-วันที่-เดือนในช่องเดียว ที่กลไกบางพิเศษคาลิเบอร์ 31-260 PS QL มาพร้อมไมโครโรเตอร์แพลตินัมขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง

 
สำหรับเรือนเวลาโครโนกราฟที่เป็นเอกลักษณ์ของ Patek Philippe อย่าง Ref. 5270 ถูกนำเสนอใน 3 เวอร์ชันใหม่  ทั้งสามเวอร์ชันใหม่มาในตัวเรือนแพลตินัมหน้าปัดต่างโทนสี และการจับคู่สายที่รับกับหน้าปัดของแต่ละรุ่น ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ CH 29-535 PS Q ที่มาพร้อมนวัตกรรมโครโนกราฟจดสิทธิบัตร 6 รายการ


กลไกปฏิทินรายปี (Annual Calendar) ยังเป็นอีกหนึ่งคอมพลิเคชันที่ถูกนำมาตีความใหม่ในสไตล์ร่วมสมัย ทั้งใน Ref. 5396R-016 ตัวเรือนโรสโกลด์โทนสีอบอุ่นรับกับหน้าปัดซันเบิรตส์สีแซนด์เบจ นับเป็นการปรับโฉมภายนอกให้ดูสดใหม่ยิ่งขึ้น โดยยังไว้วางใจในกลไกสิทธิบัตรเฉพาะที่ใช้ขับเคลื่อน Ref. 5396 มาตั้งแต่ปี 1996 ส่วนอีกหนึ่งเรือนเวลากลไกปฏิทินรายปีที่ถูกปรับโฉมใหม่เช่นกัน คือ Ref. 4946G-001 ที่มาในลุคเรียบเฉียบด้วยตัวเรือนไวท์โกลด์หน้าปัดสีเทาแกมน้ำเงิน ขัดแต่งผิวซาตินเป็นลายแนวตั้งสลับกับแนวนอน หรือลายผ้าไหมชานตุงที่เราคุ้นเคยกันดี และยังคงไว้วางใจในกลไกไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ 26-330 S QA LU ในการส่งมอบพลังงาน

นาฬิกานักเดินทางรุ่นไอคอนิกมาในโฉมใหม่อันหรูหราดึงดูดสายตาภายใต้ Ref. 7129J-001 ที่เจิดจ้าด้วยตัวเรือนเยลโลว์โกลด์โอบอุ้มหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีแดงคาร์ไมน์อันลุ่มลึกและเร่าร้อน ตกแต่งด้วยเทคนิค guilloché เป็นลวดลายตระกร้าสาน (vieux panier) ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 240 HU ที่อยู่คู่เรือนเวลารหัสนี้มาตั้งแต่ปี 1999   

ความเรียบง่ายที่แฝงไว้ด้วยความซับซ้อน

คอลเลกชัน Calatrava ที่คงความคลาสสิกเหนือกาลเวลาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ต้อนรับสมาชิกใหม่อย่าง Ref. 5227G-015 ที่มาในลุคหรูเนี้ยบ ด้วยตัวเรือนไวท์โกลด์ขัดเงาขนาด 39 มม. ขอบตัวเรือนเซาะเว้า และขาตัวเรือนโครงโปร่งเว้าเข้าด้านใน หน้าปัดโทน rose-gilt แบบโอปาลีน ประดับหลักชั่วโมงทรง obus และเข็มทรง dauphine เจียระไนทรงเหลี่ยม รายละเอียดบนหน้าปัดล้วนทำจากไวท์โกลด์โทนสีเทาชาร์โคล นับเป็นการคุมโทนสงบขรึมที่ดูร่วมสมัย 

Ref. 5227G_015

อีกสองสมาชิกใหม่ในตระกูล Calatrava สำหรับผู้หญิง ได้แก่ Ref. 7200/50G-001 และ Ref. 7200/50G-012 นาในตัวเรือนไวท์โกลด์สไตล์ Officer ขนาด 34.6 มม. มาพร้อมตัวเลือกหน้าปัดแบบซันเบิร์สต์สีแซนด์เบจ จับคู่กับสายหนังลูกวัวสีเดียวกัน หรือหน้าปัดซันเบิร์สต์สีไอซ์บลู จับคู่กับสายหนังจระเข้สีฟ้าเหลือบมุก ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติแบบบางพิเศษ คาลิเบอร์ 240 ที่มาพร้อมมินิโรเตอร์ทองคำ 22K แบบเยื้องศูนย์ ช่วยให้ตัวเรือนมีความบางเฉียบเพียง 7.37 มม.


และเราเชื่อว่า หลายคนคิดถึงคอลเลกชัน Golden Ellipse เหมือนกับเรา และข่าวดีก็คือปีนี้ Patek Philippe ได้เพิ่มสมาชิกใหม่ให้กับคอลเลกชันตัวเรือนทรงรีอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ Ref. 5738G-001 ขนาด 34.50 x 39.50 มม. และ Ref. 3738G/100G-014 ขนาด 31.1 x 35.6 มม. ทั้งสองรุ่นต่างขนาดแต่มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ หน้าปัดซันเบิร์สต์สีเขียวมะกอก รับกับสายหนังลูกวัวสีเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 240 ชนิดบางพิเศษ มาพร้อมมินิโรเตอร์ทองคำ 22K ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นเรือนเวลาที่เพรียวบางที่สุดของ Patek Philippe

จากมรดกในพิพิธภัณฑ์สู่บริบทปัจจุบัน

นับเป็นครั้งแรกสำหรับกลไก automaton กับการมาอยู่บนนาฬิกาข้อมือ และ Ref. 5249R-001 ได้รับเกียรตินั้น นี่คือเรือนเวลา automaton รุ่นแรกในยุคใหม่ของแบรนด์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกของ Louis Cottier ในปี 1958 กลไกเคลื่อนไหวบนหน้าปัดถ่ายทอดเรื่องราว “The Crow and the Fox” โดย Jean de La Fontaine กวีเลื่องชื่อชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 มาในตัวเรือนสไตล์ Officer หน้าปัดโรสโกลด์อยู่ใต้ชั้นโอปาลีนสีน้ำตาล Matara แสดงความหรูหราคลาสสิกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอดีตกาลในบริบทร่วมสมัย

เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี Nautilus ด้วย 4 รุ่นลิมิเต็ด

เมื่อถึงวาระสำคัญของเรือนเวลาระดับไอคอนแห่งสไตล์สปอร์ตชิค ทาง Patek Philippe จึงจัดรุ่นลิมิเต็ดที่น่าเก็บสะสมมาให้สาวกของ Nautilus ได้ฝันถึง โดยมาในไซส์จัมโบขนาด 41 มม. ตัวเรือนไวท์โกลด์สายโลหะใน Ref. 5810/1G-001 และ Ref. 5810G-001 มาในสายคอมโพสิต ส่วน Ref. 5610/1P-001 นั้นมาในตัวเรือนแพลตินัมขนาด 38 มม. พร้อมสายวัสดุเดียวกับตัวเรือน ทั้งสามรุ่นนี้มีความโดดเด่นในคุณสมบัติตัวเรือนเพรียวบาง เพราะขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติชนิดบางพิเศษ คาลิเบอร์ 240 ที่เกิดหลัง Nautilus เพียงปีเดียวเท่านั้น และเป็นกลไกที่ใช้ในหลายรุ่นของ Patek Philippe เนื่องด้วยความบางของชุดกลไกที่ไม่รบกวนดีไซน์ภายนอก ปิดท้ายด้วยน้องเล็กที่แปลกแหวกแนวกว่าใครเพื่อนอย่าง Ref. 958G-001 ที่มาในรูปแบบนาฬิกาตั้งโต๊ะตัวเรือนไวท์โกลด์ ที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 8 วัน 

ทั้ง 20 รุ่นที่เผยโฉมพร้อมกันในงานนี้แสดงให้เราเห็นถึงพลังสร้างสรรค์และความไม่หยุดนิ่งของ Patek Philippe ที่ก้าวเดินให้ทันปัจจุบันเสมอ แต่ก็ไม่เคยละทิ้งมรดกอันทรงคุณค่าที่สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและงดงามให้กับแบรนด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม   

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร

Patek Philippe ร่วมกับ TKI เปิดตัวบูติกแห่งใหม่ ณ Gaysorn Village

เส้นทางสู่เสี้ยววินาทีแห่งชัยชนะของเรือนเวลา split-seconds chronograph จาก Patek Philippe


หรูหรา คลาสสิก ยืดหยุ่นกว่าที่เคย กับ Baltic Aquascaphe MK2 เรือนเวลาดำน้ำสายวินเทจที่กลับมาพร้อมฟังก์ชั่นวันที่

เปิดตัว Aquascaphe MK2 รุ่นอัปเกรด มาพร้อมตัวเรือน 2 ขนาด 4 เฉดสีหน้าปัด และสายที่เลือกแมตช์ได้หลากหลาย ตอบโจทย์นาฬิกาดำน้ำสไตล์วินเทจร่วมสมัยอย่างสมบูรณ์แบบ

Baltic Watches แบรนด์นาฬิกาอิสระจากฝรั่งเศสที่ก่อตั้งโดย Etienne Malec ได้ก้าวข้ามคำว่า “Microbrand” มาสู่นาฬิกาขวัญใจคนรักเรือนเวลาทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ด้วยงานดีไซน์ที่ส่งตรงจากปารีส ประกอบอย่างประณีตในเมืองบูซ็องซง (Besançon) ผสานกลิ่นอายความคลาสสิกย้อนยุคเข้ากับราคาที่จับต้องได้ง่าย

และในปี 2025 หลังจากรุ่นเรือธงอย่าง Aquascaphe Classic ยุคปี 1950 ได้ยุติการผลิตไป แบรนด์ก็ได้เปิดตัวเจเนอเรชันใหม่อย่าง Aquascaphe MK2 ที่ได้รับการยกระดับความหรูหราขึ้นอย่างเด่นชัด และล่าสุดในปี 2026 นี้ Baltic ได้เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับไลน์นี้อีกครั้งด้วยตัวเลือก ฟังก์ชั่นแสดงวันที่ (Date)

Aquascaphe MK2 ออกแบบมาเพื่อเอาใจข้อมือทุกขนาดอย่างแท้จริง โดยมีให้เลือก 2 ขนาดตัวเรือน ได้แก่ ขนาดกะทัดรัด 37 มม. ที่ให้ความรู้สึกวินเทจสกินไดเวอร์อย่างแท้จริง และขนาด 39.5 มม. ที่ดูสปอร์ตลงตัว ตัวเรือนสเตนเลสสตีลได้รับการขัดลายปัดเซาะร่องแนวตั้งอย่างคมคาย เพิ่มบ่าปกป้องเม็ดมะยม (Crown Guards) แบบทรงตัด รูเจาะสลักสาย (Drilled Lugs) สไตล์ Tool Watch โบราณ และกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งคู่ (Double-domed) ที่ให้มิติภาพโค้งนวลคล้ายกระจกอะคริลิกในยุคก่อน โดยยังคงความบางเฉียบเพียง 12.9 มม. (หากไม่รวมกระจกโค้งจะหนาเพียง 10.7 มม.) พร้อมประสิทธิภาพการกันน้ำลึก 200 เมตร

เรื่องของหน้าปัดและการอ่านค่าก็นับว่าโดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยการใช้หลักชั่วโมงแบบ 3D Lumicast สารเรืองแสง Super-LumiNova BGW9 หล่อขึ้นรูปหนา 0.4 มม. สว่างไสวชัดเจนยามมืดมิด รวมถึงขอบเบเซิลหมุนได้ทิศทางเดียว 120 คลิก ที่ครอบด้วยกระจกแซฟไฟร์ป้องกันรอยขีดข่วน

สำหรับรุ่นที่มีฟังก์ชั่นวันที่ แบรนด์ได้วางช่องหน้าต่างวันที่ทรงเฉียงไว้ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา อย่างแยบคาย พร้อมจานดิสก์สีเดียวกับหน้าปัด เพื่อรักษาความสมดุลและความสมมาตรอันงดงามของหน้าปัดไว้ได้อย่างลงตัว

ตัวเรือนมีให้เลือกถึง 4 เฉดสี ได้แก่ สีฟ้าและสีเขียวในฟินิชแบบเงา (Glossy Lacquered) สีเทาและสีเงินวอร์มซิลเวอร์ในฟินิชแบบเม็ดทรายแมตต์ (Grained Finish) โดยหน้าปัดสีฟ้า เขียว และเทาจะมาพร้อมขอบเบเซิลแซฟไฟร์สีเข้าคู่กัน

ส่วนหน้าปัดสีเงินจะสร้างความโดดเด่นด้วยขอบเบเซิลสีดำตัดกัน สามารถเลือกแมตช์เข้ากับสายยาง FKM ปั๊มลายหนัง Saffiano สายสเตนเลสสตีลลายเม็ดข้าว (Beads-of-rice) หรือสายสเตนเลสสตีลแบบ Flat Link ที่มาพร้อมระบบ Quick-release เปลี่ยนสายได้ง่ายดายด้วยตัวเอง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Baltic Aquascaphe MK2 และ Aquascaphe MK2 Date
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขัดลายปัดด้านสลับขัดเงา มี 2 ขนาด ได้แก่ 37 มม. (Lug-to-Lug 45 มม.) และ 39.5 มม. (Lug-to-Lug 47 มม.) ความหนา 12.9 มม. (10.7 มม. ไม่รวมกระจก) กระจกแซฟไฟร์ทรง Double-domed เคลือบตัดแสงสะท้อน ขอบเบเซิลหมุนทิศทางเดียว 120 คลิกครอบกระจกแซฟไฟร์ เม็ดมะยมและฝาหลังแบบขันเกลียว กันน้ำลึก 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีฟ้าและเขียว (เงา Lacquered) หรือ สีเทาและสีเงินวอร์มซิลเวอร์ (เม็ดทรายแมตต์) หลักชั่วโมง 3D Lumicast หล่อจาก Super-LumiNova BGW9 มีให้เลือกทั้งแบบ No-Date และแบบมีช่องหน้าต่างวันที่สีเข้าคู่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาชั่วโมง นาที วินาที (และวันที่ สำหรับรุ่น Date)
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Miyota 9039 (รุ่น No-Date ไม่มีตำแหน่งเกียร์หลอก) หรือ Miyota 9015 (รุ่น Date) ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz) สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง พร้อมระบบหยุดเข็มวินาที (Hacking seconds)
  • สาย: สายยาง FKM ปั๊มลายหนัง Saffiano, สายสเตนเลสสตีลลาย Beads-of-rice หรือสายสเตนเลสสตีลแบบ Flat Link มาพร้อมระบบเปลี่ยนสายสปริงบาร์แบบ Quick-release

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชม Vacheron Constantin Métiers d’Art Tribute to Great Civilisations ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ผ่านหน้าปัดนาฬิกา 
Minute Repeater Flying Bridges แกรนด์คอมพลิเคชันที่บอกเล่า 235 ปีแห่งงานช่างของ Girard-Perregaux
สำรวจเบื้องหลังหนึ่งในนาฬิกาไอคอนแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านมุมมองของผู้กำกับการสร้างสรรค์ผู้สานต่อจิตวิญญาณและนวัตกรรมของ Chanel Watchmaking

ฉลอง 145 ปีแห่งตำนาน สัมผัสความสง่างามของสีม่วงเอโดะ ผ่าน 3 เรือนเวลารุ่นพิเศษจาก Seiko

Seiko ฉลอง 145 ปีด้วยคอลเลกชัน Edo Purple 3 รุ่นลิมิเต็ด

จุดเริ่มต้นอันยิ่งใหญ่ของ Seiko เกิดขึ้นเมื่อ 145 ปีก่อน ในปี 1881 เมื่อ คินทาโร ฮัตโตริ (Kintaro Hattori) ชายหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ได้เปิดร้านขายและรับซ่อมนาฬิกาเล็กๆ ขึ้นในย่านกินซ่า กรุงโตเกียว นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การเติบโตของ Seiko ก็ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของมหานครแห่งนี้มาโดยตลอด

เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 145 ปี Seiko จึงได้รังสรรค์เรือนเวลารุ่นพิเศษในจำนวนจำกัด นำโทนสีดั้งเดิมสุดคลาสสิกอย่าง “Edo Purple” หรือสีม่วงเอโดะ ซึ่งเป็นสีเฉดพิเศษที่มีรากเหง้ามาตั้งแต่ยุคเอโดะ (ค.ศ. 1603–1868) ยุคที่วางรากฐานวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองของโตเกียว มาถ่ายทอดลงบนหน้าปัดของนาฬิการะบบกลไกยอดนิยมทั้ง 3 สไตล์ได้อย่างทรงคุณค่า

ถ่ายทอดการผจญภัยกับ Prospex Alpinist “Edo Purple” (รหัส HBC006) 

สืบทอดดีไซน์จากนาฬิกาสปอร์ตรุ่นแรกปี 1959 ที่ออกแบบเพื่อการสำรวจ นำมาตีความใหม่บนตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 39.5 มม. โดดเด่นด้วยหน้าปัดปัดลายซันเรย์สีม่วงอ่อน ตัดกับรายละเอียดโลโก้และเข็มวินาทีสีทองอย่างลงตัว คงเอกลักษณ์ขอบหน้าปัดด้านในหมุนได้สำหรับทิศทางเข็มทิศ ควบคุมด้วยเม็ดมะยม ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์ Caliber 6R55 สำรองพลังงานได้นานถึง 3 วัน (72 ชั่วโมง) จับคู่สายหนังจระเข้สีดำพร้อมฝีเข็มด้ายสีม่วง ผลิตจำกัดเพียง 7,000 เรือนทั่วโลก

เสน่ห์ความสง่างามยามค่ำคืนกับ Presage Cocktail Time GMT “Edo Purple” (รหัส HCB006) 

เรือนเวลาสไตล์เดรสที่ได้รับแรงบันดาลใจจากค็อกเทลสูตรพิเศษ “Edo Murasaki” โดย คุณฮิซาชิ คิชิ (Hisashi Kishi) บาเทนเดอร์ระดับตำนานแห่ง Star Bar ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40.5 มม. มาพร้อมหน้าปัดสีม่วงเข้มโปร่งแสงที่ซ่อนลวดลายกระจายออกจากศูนย์กลางอย่างประณีต เสริมฟังก์ชั่น GMT บอกเวลาสองมินิด้วยเข็มสีทอง ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Caliber 4R34 สวมใส่เข้าคู่กับสายสเตนเลสสตีลแบบ 5 ข้อ ผลิตจำกัดเพียง 6,000 เรือนทั่วโลก

ความสปอร์ตคลาสสิกร่วมสมัยกับ Seiko 5 Sports SKX “Edo Purple” (รหัส HDB003) 

นำนาฬิกาดำน้ำสไตล์สปอร์ตรุ่นไอคอนอย่าง SKX007 มาถ่ายทอดใหม่ บนตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42.5 มม. หน้าปัดปัดลายซันเรย์สีม่วงเข้ม ตัดกับหลักชั่วโมงสี่เหลี่ยมแนวยาวลายริ้วและขอบเบเซิล Hardlex สีดำ ขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 4R36 อันทนทาน พร้อมขอบหมุนหมุนได้และเม็ดมะยม ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา แมตช์เข้ากับสายสเตนเลสสตีลแบบ 3 ข้อ ผลิตจำกัดเพียง 9,999 เรือนทั่วโลก

นาฬิการุ่นพิเศษทั้ง 3 เรือนจะเริ่มวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลกตั้งแต่เดือนตุลาคม 2026 เป็นต้นไป ณ ไซโก บูติก และตัวแทนจำหน่ายชั้นนำ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • Prospex Alpinist “Edo Purple” (รหัส HBC006)
    • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39.5 มม. หนา 12.7 มม. กระจกแซฟไฟร์พร้อมเลนส์ขยาย ฝาหลังขันเกลียวแบบซีทรู กันน้ำ 200 เมตร
    • หน้าปัด: สีม่วงอ่อนปัดลายซันเรย์ พร้อมขอบทิศทางเข็มทิศหมุนด้านใน และรายระเอียดตกแต่งสีทอง
    • กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ 6R55 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง (3 วัน)
    • สาย: สายหนังปั๊มลายจระเข้สีดำ เดินด้ายสีม่วง พร้อมบัตเตอร์ฟลายโฟลดิ้งคลาสป์
    • จำนวนผลิต/ราคา: จำกัด 7,000 เรือนทั่วโลก
  • Presage Cocktail Time GMT “Edo Purple” (รหัส HCB006)
    • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40.5 มม. หนา 12.8 มม. กระจกทรงโค้ง Box-shaped Hardlex ฝาหลังขันเกลียวแบบซีทรู กันน้ำ 50 เมตร
    • หน้าปัด: สีม่วงโปร่งแสงเล่นเทกซ์เจอร์ พร้อมฟังก์ชั่น GMT และเข็มสีทอง
    • กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R34 พร้อมฟังก์ชั่น GMT สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
    • สาย: สายสเตนเลสสตีลแบบ 5 ข้อ (5-link steel bracelet)
    • จำนวนผลิต/ราคา: จำกัด 6,000 เรือนทั่วโลก
  • Seiko 5 Sports SKX “Edo Purple” (รหัส HDB003)
    • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42.5 มม. หนา 13.9 มม. กระจก Hardlex ฝาหลังขันเกลียวแบบซีทรู กันน้ำ 100 เมตร
    • หน้าปัด: สีม่วงเข้มปัดลายซันเรย์ ตกแต่งด้วยดีเทลสีทองและหลักชั่วโมงสี่เหลี่ยมแนวยาวลายริ้ว
    • กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R36 แสดงวันที่และวันในรอบสัปดาห์ สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
    • สาย: สายสเตนเลสสตีลแบบ 3 ข้อ (3-link steel bracelet)
    • จำนวนผลิต/ราคา: จำกัด 9,999 เรือนทั่วโลก 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชม Vacheron Constantin Métiers d’Art Tribute to Great Civilisations ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ผ่านหน้าปัดนาฬิกา 
Minute Repeater Flying Bridges แกรนด์คอมพลิเคชันที่บอกเล่า 235 ปีแห่งงานช่างของ Girard-Perregaux
สำรวจเบื้องหลังหนึ่งในนาฬิกาไอคอนแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านมุมมองของผู้กำกับการสร้างสรรค์ผู้สานต่อจิตวิญญาณและนวัตกรรมของ Chanel Watchmaking

คืนชีวิตให้กลไกในตำนาน กับ Singer Reimagined Heritage V72 เรือนเวลาที่หลอมรวมศิลปะการบูรณะและความคลาสสิกระดับไอคอน

 

ปรัชญาของ Singer Reimagined ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดอันเด่นชัดเสมอมา นั่นคือการนำสิ่งของคลาสสิกระดับตำนานมาบูรณะ คิดค้นใหม่ และสร้างสรรค์ให้ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน โดยยังคงรักษาจิตวิญญาณและความงามดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งในรุ่น Heritage V72 ล่าสุดนี้ แบรนด์ได้นำปรัชญาดังกล่าวมาถ่ายทอดสู่หนึ่งในกลไกโครโนกราฟไขคานที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์เรือนเวลาอย่าง Valjoux 72

Singer Reimagined’s Heritage V72

จุดเริ่มต้นของปรัชญาสุดพิเศษนี้มาจาก Rob Dickinson ผู้ก่อตั้ง Singer Vehicle Design ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงระดับโลกจากการบูรณะและปรับแต่งรถสปอร์ตคลาสสิกอย่าง Porsche 911 ด้วยวิศวกรรมสมัยใหม่ จนกระทั่งในปี 2015 เขาได้พบกับนักออกแบบนาฬิกาชาวอิตาลี Marco Borraccino และร่วมกันเปิดตัว Singer Reimagined ในเวลาต่อมา โดยในปี 2025 แบรนด์ได้ต่อยอดปรัชญาด้านการบูรณะอย่างจริงจังผ่าน Heritage Collection ซึ่งเริ่มจากกลไก Valjoux 236 ก่อนจะนำมาสู่การชุบชีวิตกลไกทรงคุณค่าอย่าง Valjoux 72 ในปัจจุบัน

รถปอร์เช่ 911E ปี 1969 ของร็อบ ดิกคินสัน (เครดิต: Ted7 Photography)

แม้ว่ากลไก Valjoux 236 จะมีความถี่สูงกว่าที่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง แต่กลไก Valjoux 72 ที่มีความถี่ 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง กลับเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ความโรแมนติก และเรื่องราวความประทับใจเฉพาะตัว ด้วยการเพิ่มหน้าปัดย่อยจับเวลา 12 ชั่วโมง จนกลายเป็นโครงสร้างหน้าปัด 3 วง (Three-register) อันเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคทองของมอเตอร์สปอร์ตและการแข่งขันรถยนต์ทางไกล

การบูรณะกลไก Valjoux 72 ที่ห้องเครื่อง Singer Reimagined
กลไกโครโนกราฟ Valjoux 236 และ Valjoux 72

หัวใจสำคัญของ Heritage V72 คือการเลือกใช้ชุดกลไก Valjoux 72 แบบ NOS (New Old Stock) ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีและไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อนเกือบครึ่งศตวรรษ นำมาผ่านกระบวนการประเมินและตกแต่งใหม่ด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ทั้งการทำฟินิชชิ่งแบบขัดฝ้า (Frosted bridges) การลบมุมด้วยมือ (Hand-polished chamfers) ชิ้นส่วนเคลือบโรเดียม และการเคลือบสีฟ้าด้วยเทคโนโลยี ALD บนชิ้นส่วนสวิตช์โครโนกราฟ พร้อมสลักข้อความ “Restored by Singer” ไว้บนสะพานจักรอย่างหรูหรา โดยสามารถรับชมความงดงามของกลไกได้รอบทิศทางผ่านฝาหลังแบบ Glass-box สลักเกลียว

รหัส SR620-1 ตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต
รหัส SR621 ทำจากสแตนเลส
ฝาหลังแบบกล่องกระจกของ Heritage V72
ชมรายละเอียดทั้งหมดของนาฬิกาโครโนกราฟ Valjoux 72 ที่ได้รับการบูรณะใหม่

ตัวเรือนมาในขนาด 38.8 มม. หนา 13.25 มม. หน้าปัดโดดเด่นด้วยวงย่อยแกะลายออเรจ (Azurage) ขอบหน้าปัดสีทองแบบหยักอันเป็นเอกลักษณ์ มาร์กเกอร์แบบนูนพร้อมพรายน้ำ Super-LumiNova สีส้ม และเข็มจับเวลาวินาทีสีส้มประดับแคโบชอนสีทองตรงกลาง โดยมีให้เลือก 2 วัสดุตัวเรือน ได้แก่ สเตนเลสสตีล (รหัส SR621) และทองคำแท้ 18k (รหัส SR620-1) แมตช์เข้ากับหน้าปัดสีเทาสโตนแมตต์ หรือหน้าปัดสีดำตัดวงย่อยสีแชมเปญ จับคู่สายหนังแกะลายสีดำหรือสายผ้าสีเทาพร้อมหัวเข็มขัดที่เข้าคู่กับวัสดุตัวเรือน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Singer Reimagined Heritage V72 (รหัส SR621 สำหรับตัวเรือนสเตนเลสสตีล และ SR620-1 สำหรับตัวเรือนทองคำแท้ 18k)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล หรือ ทองคำแท้ 18k (Yellow Gold) ขนาด 38.8 มม. หนา 13.25 มม. กระจกหน้าปัดและฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ทรง Glass-box
  • หน้าปัด: สีเทาสโตนแมตต์พร้อมวงย่อยสีออยสเตอร์ หรือ สีดำพร้อมวงย่อยสีแชมเปญ ลวดลาย Azurage บนหน้าปัดย่อยทั้ง 3 วง มาร์กเกอร์แบบเจียระไนพร้อมพรายน้ำ Super-LumiNova สีส้ม
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลาชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก (Small Seconds) และระบบจับเวลาโครโนกราฟ (เข็มวินาทีจับเวลาตรงกลาง, เข็มบันทึกเวลา 30 นาที และ 12 ชั่วโมง)
  • กลไก: กลไกไขคานโครโนกราฟโบราณสภาพใหม่ (Restored NOS Valjoux 72) ระบบ Column-wheel และ Horizontal Clutch ความถี่ 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ประมาณ 48 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังแกะลายสีดำ หรือ สายผ้าสีเทา มาพร้อมหัวเข็มขัดแบบพินล๊อคที่ทำจากวัสดุเดียวกับตัวเรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

4 ผลงานกลไกซับซ้อนของ A. Lange & Söhne ที่นักสะสมทุกคนควรรู้จัก
ทำความรู้จักนาฬิกาจาก 6 Microbrand ที่สร้างแบรนด์โดยไม่พึ่งพามรดกเชิงประวัติศาสตร์
The Vintage Renaissance: เมื่อ ‘อดีต’ คือการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนาฬิกา

สัมผัสความสดชื่นแห่งฤดูร้อน ผ่านประกายแสงตกกระทบบน 3 เรือนเวลาใหม่จาก Seiko Presage Cocktail Time

สัมผัสเสน่ห์แห่งฤดูร้อน ผ่านเรือนเวลา 3 รสชาติใหม่ในคอลเลกชัน Seiko Presage Cocktail Time ‘Spring & Summer’

เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมการดื่มค็อกเทล เสน่ห์อันน่าหลงใหลไม่ได้หยุดอยู่แค่รสชาติบนปลายลิ้น แต่คือสุนทรียภาพที่บาเทนเดอร์บรรจงรังสรรค์ผ่านสีสัน บรรยากาศ และรายละเอียดในทุกแก้วที่ถูกเสิร์ฟ ความพิถีพิถันนี้เองที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Seiko Presage Cocktail Time ยังคงเป็นหนึ่งในซีรีส์เรือนเวลาที่ครองใจคนรักนาฬิกาทั่วโลกเสมอมา

สำหรับปี 2026 นี้ Seiko ได้พานักดื่มและนักสะสมมาคลายความอบอ้าวด้วย 3 โมเดลใหม่ล่าสุดในไลน์ ‘Spring & Summer’ ที่ครั้งนี้ดึงเอาบรรยากาศอันมีเสน่ห์ยามลำแสงสปอตไลต์ตกกระทบลงบนแก้วค็อกเทลภายในบาร์ยามค่ำคืน สะท้อนผ่านมุมมองด้านบน (Top View) ของผู้ดื่ม

ปีนี้ Seiko เปิดตัวมาด้วยกัน 3 รสชาติ 3 คาแร็กเตอร์ ซึ่งเมื่อได้ลองดูรายละเอียดใกล้ๆ แต่ละเรือนต่างสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน

ความสดชื่นไร้ขีดจำกัดกับ Emerald Mist
(รหัส HCB001J) 

เรือนแรกมาพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินอมฟ้าที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายตาเหมือนสัมผัสกับสายลมยามฤดูร้อน ยิ่งเมื่อจับคู่กับชุดเข็ม ตัวเรือน และสายสเตนเลสสตีลเงางาม ก็ยิ่งช่วยขับเน้นให้ลุคโดยรวมดูมีความสปอร์ต หรูหราอย่างลงตัว และพร้อมแมตช์เข้ากับการแต่งตัวได้ง่ายในทุกๆ วัน

เสน่ห์อันมีชีวิตชีวาของ Mint Mist
(รหัส HCB002J) 

ถัดมาคือเรือนหน้าปัดสีเขียวที่สะกดสายตาตั้งแต่แรกเห็น เฉดสีเขียวสดใสของตัวเรือนนี้โดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่อตัดกับชุดเข็มและหลักชั่วโมงสีทอง เสริมรับกับสายหนังวัวสีน้ำตาลที่ให้สัมผัสคลาสสิก มอบอารมณ์สดชื่น เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และความมีชีวิตชีวาที่เหมาะกับบรรยากาศอันแสนอบอุ่นช่วงกลางวัน

สัมผัสอันลุ่มลึกและสงบงามใน Whiskey Mist
(รหัส HCB003J) 

ปิดท้ายด้วยความคลาสสิกที่ลุ่มลึกที่สุด หน้าปัดสีน้ำตาลโทนเข้มที่ไล่เฉดได้อย่างมีมิติ รับกันอย่างประณีตกับชุดเข็มสีโรสโกลด์และสายหนังวัวสีน้ำตาลเข้ม เรือนนี้ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และสุขุม สะท้อนถึงสุนทรียภาพของการดื่มด่ำในบาร์ยามค่ำคืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สิ่งที่สะดุดตาเราทันทีเมื่อได้สัมผัสเรือนจริง คือพื้นผิวหน้าปัดแบบ Crushed Ice ที่ถ่ายทอดเทกซ์เจอร์ของน้ำแข็งบดละเอียด ผสานเข้ากับเทคนิคการไล่เฉดสีแบบเยื้องศูนย์กลาง (Eccentric Gradient) ทำให้ยามหน้าปัดต้องแสงไฟสปอร์ตไลต์จะฉายให้เกิดมิติการสะท้อนแสงที่สมจริง เปล่งประกายคล้ายแก้วค็อกเทลที่กำลังรอให้เราลิ้มลอง พร้อมเติมเต็มเอกลักษณ์อันอ่อนช้อยด้วยเข็มและหลักชั่วโมงทรงเพรียวบางที่จำลองมาจาก “ขาแก้วค็อกเทล” รับกับกระจกทรงโค้ง Box-shaped Hardlex ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้รุ่นนี้ใส่สบายและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น คือขนาดตัวเรือน 38.5 มม. ซึ่งเป็นขนาดที่พอดีกับข้อมือทั้งผู้ชายและผู้หญิง ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Caliber 4R35 ที่ขึ้นลานด้วยมือได้ พร้อมฝาหลังแบบ See-through เผยความงดงามของชุดกลไกภายใน

หากคุณกำลังมองหานาฬิกาที่เต็มไปด้วยเรื่องราว งานดีไซน์ประณีต และสะท้อนตัวตนได้อย่างมีรสนิยม Seiko Presage Cocktail Time ‘Spring & Summer’ ซีรีส์นี้คือแก้วพิเศษที่ไม่ควรพลาด พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการวันที่ 4 สิงหาคม 2026 และสัมผัสเรือนจริงได้ที่ ไซโก บูติก เกษร, เคาน์เตอร์ไซโก ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และ www.seikoboutiquethailand.com

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: (รหัส HCB001J, HCB002J, HCB003J)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 38.5 มม. หนา 11.8 มม. กระจก Box-shaped Hardlex ฝาหลัง See-through ขันเกลียว กันน้ำ 50 เมตร (5 บาร์)
  • หน้าปัด: ลวดลาย Crushed Ice เทคนิคไล่เฉดสี Eccentric Gradient มี 3 เฉดสี คือ Emerald Mist , Mint Mist และ Whiskey Mist
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาชั่วโมง นาที วินาที และหน้าต่างแสดงวันที่ระหว่างตำแหน่ง 4 และ 5 นาฬิกา
  • กลไก: คาลิเบอร์ 4R35 อัตโนมัติ (ขึ้นลานด้วยมือได้) สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง ทับทิม 23 เม็ด
  • สาย: สายสเตนเลสสตีล (สำหรับ HCB001J) หรือ สายหนังวัว (สำหรับ HCB002J และ HCB003J)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน
Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa 
ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

ชมนาฬิกา Cartier คอลเลกชันล่าสุด ส่งตรงจาก Watches and Wonders 2026 มาจัดแสดงครั้งแรกในไทย ณ พารากอนบูติก

มาครบทั้ง Santos-Dumont, Tank Louis Cartier, Baignoire และ Roadster ที่หลายคนคิดถึง

สื่อมวลชนหลายๆ หัวที่เคยมีโอกาสได้ไปงาน Watches and Wonders 2026 เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาอาจจะได้ชื่นชมและสัมผัสนาฬิกา Cartier รุ่นล่าสุดก่อนใครไปแล้ว คราวนี้ Cartier ประเทศไทยได้พานาฬิการุ่นใหม่หลากรุ่นมาให้ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ณ Cartier พารากอนบูติก โดยนำเสนอภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Watchmaker of Shapes, Master of Crafts’ ที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนาฬิการูปทรงโดดเด่นของเมซงเก่าแก่ที่ว่ากันว่ากำลังขึ้นแท่นขวัญใจคนรุ่นใหม่ในยุคนี้  

Santos-Dumont

เริ่มจากผู้นำด้านนาฬิกานักบินทรงเหลี่ยมอย่าง Santos-Dumont ที่ปีนี้ถูกนำมาตีความใหม่ให้หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะถูกใจหลายคนเลยทีเดียว เริ่มจากรุ่นที่พลิกโฉมด้วยสายนาฬิการูปแบบใหม่ ที่มาในรูปแบบสายโลหะแบบถักตาข่ายถึง 394 ชิ้น เพื่อมอบสัมผัสอันนุ่มนวลในการสวมใส่ ซึ่งต้องบอกว่า หลังจากได้ลองสวมบนข้อมือก็พบว่าความนุ่มนวลและโอบรับกับข้อมือได้ดีนั้นไม่เกินจริง

ตัวเรือนทรงเหลี่ยมที่มาในขนาด 43.5 x 31.4 มม. นั้นไม่ได้ดูเทอะทะเกินข้อมือสุภาพสตรีเลยแม้แต่น้อย คงจะเป็นเพราะสายโลหะตาข่ายถักรูปแบบใหม่ที่มีข้อสายหนาเพียง 1.15 มม. เท่านั้น เมื่อประกอบเข้าในโครงสร้างตาข่ายถักร้อยเรียงกัน 15 แถว และตัวล็อกสายที่ออกแบบมาได้แนบเนียนกับสายตาข่ายดีเหลือเกินทำให้สวมใส่สบายกว่า Santos รุ่นสายโลหะแบบเดิม ซึ่ง Santos-Dumont รุ่นใหม่นี้มาใน 3 เวอร์ชันด้วยกัน ได้แก่ ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ที่โดดเด่นมาพร้อมตัวเลือกหน้าปัดซันเรย์สีเงิน และหน้าปัดหินออบซิเดียนที่มีลวดลายเฉพาะตัว รุ่นนี้จะมาพร้อมหลักตัวเลขโรมันสีทองหรู และตัวเรือนแพลตินัมหน้าปัดซันเรย์สีเงิน ทั้งสามรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ 430 MC

อีกหนึ่งสมาชิกใหม่ในตระกูล  Santos ก็คือ Santos de Cartier Chronograph ที่น่าจะถูกใจหนุ่มๆ สายสปอร์ตหรู มีขนาดอยู่ที่ 47 x 40 มม. ใครที่ชอบเสน่ห์ดั้งเดิมของ Santos น่าจะถูกใจรุ่นนี้ เพราะยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน เติมความเท่ด้วยฟังก์ชันโครโนกราฟที่มาพร้อมหน้าปัดจับเวลาย่อยสามตำแหน่งบนหน้าปัดผสานผิวซาตินขัดแต่งลายซันเรย์

รุ่นนี้มาในวัสดุตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ วัสดุทูโทนเยลโลว์โกลด์และสตีล และสตีล ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ 1904-CH MC ซึ่งตั้งชื่อตามปีแห่งการถือกำเนิด Santos เรือนแรก มอบพลังสำรองสูงสุด 47 ชั่วโมง เป็นนาฬิกาที่อัพเกรดฟังก์ชันและความเท่ขึ้นจาก Santos เวอร์ชันดั้งเดิมไปอีกขั้น ใครที่เป็นแฟนรุ่นนี้อยู่แล้วจะรับสมาชิกใหม่เพิ่มอีกสักเรือนคงไม่เสียหาย

Tank Louis Cartier

นาฬิกาทรงเหลี่ยมรุ่นคลาสสิกตลอดกาลยังคงนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้กับคนรักนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า คราวนี้เติมประกายเพชรระยิบระยับ ยกระดับความคลาสสิกให้มีเสน่ห์แพรวพราวกว่าเดิม ขนาดตัวเรือนมีให้เลือกหลากหลาย โดยเฉพาะขนาดเล็กจิ๋วที่เหมาะสำหรับการเป็นนาฬิกาจิวเวลรี่ ไล่เรียงไปตั้งแต่ขนาด 24 มม. ไปจนถึง 38.1 มม. สำหรับรุ่นประดับเพชรเลือกใช้ตัวเรือนโลหะล้ำค่าอย่าง ไวท์โกลด์และเยลโลว์โกลด์ ส่วนไซส์ใหญ่ที่ดูเป็นนาฬิกา unisex มาในตัวเรือนแพลตินัม จับคู่กับสายหนังจระเข้สีเบอร์กันดี

และถ้าหากใครชอบตัวเรือนเหลี่ยมทรงยาวน่าจะถูกใจ Tank Américaine ที่มาในตัวเรือนแพลตินัมทรงเหลี่ยมขนาด 44.4 x 24.4 มม. หน้าปัดรุ่นนี้มาในสีเบอร์กันดีรับกับสายหนังจระเข้ที่จับคู่มาแบบเข้ากับเป๊ะ บนหน้าปัดเต็มไปด้วยรายละเอียดงดงาม ผิวหน้าปัดมาในรูปแบบโอปาลีน ขัดแต่งลายซันเรย์ และขัดซาตินแนวตั้ง สะท้อนเหลือบแสงและเงาอย่างงดงาม เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่จัดอยู่ในกลุ่มนาฬิกา unisex ที่น่าสนใจไม่น้อย

 Baignoire

เป็นอีกรุ่นที่น่าจับตามอง เพราะคราวนี้นาฬิกาทรงรีอย่าง Baignoire ถูกนำมาตีความใหม่ในหลายเวอร์ชันด้วยกัน แต่ที่สะดุดตาและจับใจสาวๆ ได้อยู่หมัด เห็นจะเป็น  Baignoire ในเวอร์ชันปกคลุมด้วยหมุดพีระมิด Clou de Paris ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ขนาด 24.6 x 19.3 มม. หน้าปัดเคลือบทอง อีกเวอร์ชันเป็นรุ่นประดับเพชรแบบ Inverted Brilliant-cut รอบตัวเรือน เปล่งประกายระยิบระยับในทุกจังหวะที่ขยับข้อมือ

ในส่วนของการแต่งผิวในรูปแบบใหม่ หลายคนอาจจะสงสัยว่าเมื่อตัวเรือนและสายปกคลุมด้วยหมุดจะทำให้ระคายผิวเวลาสวมใส่ไหม จากที่ได้ลองสวมด้วยตัวเองแล้วต้องบอกว่า ผิวสัมผัสเรียบลื่นสวมใส่สบายเลยทีเดียว และอีกส่วนที่ชอบคือตัวล็อกสายที่ซ่อนตัวอยู่ติดกับตัวเรือนได้อย่างแนบเนียน และปลดล็อกได้อย่างสะดวกง่ายดาย แต่ถ้าชอบเรียบๆ สไตล์คลาสสิกก็ยังมีเวอร์ชันตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ขนาดเล็กและขนาดกลาง จับคู่กับสายหนังให้ได้เลือกใส่ได้ทุกวันอย่างโก้หรู 

Roadster

อาจจะไม่ใช่รุ่นที่แฟน Cartier ยุคใหม่คุ้นเคย แต่ถ้าเป็นแฟนตัวจริงของ Cartier มาแต่ไหนแต่ไรคงตื่นเต้นกับการกลับมาของ Roadster กับตัวเรือนทรงตอนโนอันเป็นเอกลักษณ์ และเลนส์ขยายช่องวันที่ทรงกระจกรถยนต์สมชื่อ Roadster ที่ออกแบบให้อ่านค่าได้ง่ายดาย ตัวเรือนของรุ่นนี้มาในหลากหลายวัสดุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ตัวเรือนสตีลที่จับคู่กับชุดเข็มและหลักชั่วโมงสีน้ำเงินเคลือบ Super-LumiNova®  รุ่น Two-tone ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์และสตีล และรุ่นสตีลหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่ดูเท่ไม่ซ้ำใคร ทั้งสามรุ่นมาในไซส์ใหญ่ 47.2 x 38.7 มม. ซึ่งบอกได้เลยว่า ใหญ่สะใจ แต่ด้วยความที่เป็นตัวเรือนทรงตอนโนทำให้โอบรับกับข้อมือได้ดีทีเดียว แต่ถ้าชอบเรือนเล็กกว่านั้นหน่อยก็มีขนาดกลางที่มาในไซส์ 42.5 x 34.92 มม. ตัวเรือน Two-Tone เยลโลว์โกลด์และสตีล ทุกรุ่นมาพร้อมสายแบบ interchangeable ที่สามารถเลือกเปลี่ยนสายได้ด้วยตัวเองอย่างสะดวกง่ายดาย และยังขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ 1899 MC ในทุกรุ่น

ชอบรุ่นไหนแวะไปชมและลองสัมผัสเรือนจริงกันได้ที่ Cartier บูติก  

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Cartier สานต่อตำนานผู้สร้างสรรค์รูปทรงแห่งเวลา ด้วยการตีความใหม่ของเรือนเวลารูปทรงโดดเด่นในอดีตกาล

The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – คาร์เทียร์ แครช สเกเลตัน (The Cartier Crash Skeleton)

The Vintage Renaissance: เมื่อ ‘อดีต’ คือการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนาฬิกา

นาฬิกาพกกำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง แต่เราเคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้วไม่ใช่หรือ?

คำแนะนำของเราคือ จงโอบรับกระแสนี้ในฐานะการชื่นชมศาสตร์แห่งเรือนเวลา มากกว่าการตามแฟชั่น เพราะเสน่ห์ที่แท้จริงของนาฬิกาพกอยู่ที่คุณค่าทางประวัติศาสตร์ งานช่างฝีมือ และความซับซ้อนทางกลไกอันน่าทึ่ง

WORDS: Nick Scott

นาฬิกาพก แผ่นเสียงไวนิล เครื่องพิมพ์ดีด คีอานู รีฟส์ และกระแสการตกแต่งบ้านแบบแม็กซิมัลลิสม์ มีอะไรเหมือนกัน? คำตอบคือ ทุกสิ่งล้วนกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

แน่นอนว่าในโลกที่เทรนด์หมุนเวียนเป็นวัฏจักร สิ่งเหล่านี้มักจะมีช่วงเวลาที่กลับมาเป็น ‘กระแส’ อยู่เสมอ แต่เมื่อเราเข้าสู่ไตรมาสที่สองของศตวรรษที่ 21 พวกมันกำลังได้รับความสนใจมากกว่าปกติ และในบรรดาทั้งหมดนั้น นาฬิกาพกดูเหมือนจะกลับมาโดดเด่นยิ่งกว่าคู่แข่งร่วมกระแสเสียอีก

หลักฐานแรกคือการเปิดตัวผลงานใหม่จำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์นาฬิกาต่างๆ ไม่ได้มองนาฬิกาพกเป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบฉากที่ใช้สร้างเรื่องเล่าใหม่ๆ ให้กับวงการนาฬิกาเท่านั้น

แม้ว่า Patek Philippe จะยังคงสร้างสรรค์นาฬิกาพกรุ่นลิมิเต็ดและรุ่นพิเศษเฉพาะชิ้นเป็นประจำทุกปีภายใต้คอลเลกชัน Rare Handcrafts แต่ในเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา Hublot ได้เปิดตัว MP-16 Arsham Droplet ขนาด 42 มิลลิเมตร ผลงานความร่วมมือกับ Daniel Arsham ศิลปินชาวอเมริกัน ซึ่งนำเสนอนาฬิกาพกในรูปลักษณ์ล้ำอนาคตแบบไซไฟ และช่วยลบภาพจำเดิมๆ ที่มองว่านาฬิกาพกเป็นเพียงวัตถุโบราณที่ยึดโยงอยู่กับรหัสการออกแบบแบบยุควิกตอเรียน

Hublot MP-16 Arsham Droplet ผลงานที่แบรนด์คอลแลบกับศิลปิน Daniel Arsham

ในอีกด้านหนึ่ง การกลับมาของนาฬิกาพกในแบบดั้งเดิมอย่างแท้จริงก็เกิดขึ้นเช่นกันในช่วงปลายปีเดียวกัน เมื่อ Breguet เปิดตัว Grande Sonnerie ผลงานที่สะท้อนมรดกแห่งศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงอย่างเต็มเปี่ยม โดยตัวเรือนทรงกลมอวบอิ่มอันโดดเด่นยังบรรจุกลไก Minute Repeater กันน้ำเรือนแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์อีกด้วย

ในงาน Dubai Watch Week เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แบรนด์อิสระจากจีนอย่าง Fam Al Hut ได้ก้าวเข้าสู่กระแสนาฬิกาพกเช่นกัน ด้วยผลงานเรขาคณิตสุดล้ำที่เป็นทั้งนาฬิกาพกและนาฬิกาตั้งโต๊ะในเรือนเดียว ขณะที่ Christopher Ward ร่วมมือกับ Studio Underd0g สร้างสรรค์นาฬิกาพกที่พวกเขานิยามว่าเป็น ‘นาฬิกาพกที่ส่องสว่างที่สุดเท่าที่เคยมีมา’

ด้าน Parmigiani Fleurier กับคอลเลกชัน Objets d’Art รวมถึงผลงาน Escale au Pont-Neuf และ Escale en Amazonie จาก Louis Vuitton ต่างเป็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าผู้ผลิตนาฬิกาที่มีมรดกทางประวัติศาสตร์ยาวนานจำนวนมากเชื่อมั่นว่า ในหมู่นักสะสมนาฬิกายังคงมีความต้องการอย่างแข็งแกร่งสำหรับเรือนเวลาที่ปราศจากสายหนังหรือสายโลหะ และถูกสร้างขึ้นเพื่อชื่นชมในฐานะวัตถุศิลป์และผลงานเชิงกลไกอย่างแท้จริง

La Ravenale จาก Parmigiani Fleurier เปิดตัวในปี 2025 เป็นนาฬิกาพกแบบ Lépine ทำงานด้้วยกลไก Minute Repeater จากยุุค 1920s
Louis Vuitton Escale en Amazonie สลักลายและลงยาด้้วยเทคนิิค paillonné และ miniature enamel

หลักฐานที่สองคือ ตลาดนักสะสม หากยอดขายรวมมูลค่า 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ Phillips Watches ทำได้จากการประมูลในปี 2025 ยังไม่เพียงพอจะสร้างความประหลาดใจ สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือบทบาทของนาฬิกาพกในตัวเลขดังกล่าว

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือ นาฬิกาพกจากปี 1907 ของ J. Player & Sons ผู้ผลิตนาฬิกาจากเมืองโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ ซึ่งสามารถทำราคาประมูลได้ถึง 2.2 ล้านฟรังก์สวิส หรือราว 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นนาฬิกาพกโบราณสัญชาติอังกฤษที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการประมูล ความซับซ้อนของเรือนเวลาชิ้นนี้สมกับฉายา ‘Hyper Complication’อย่างแท้จริง เพราะภายในบรรจุกลไกทูร์บิญอง โครโนกราฟแบบจับเวลาแยกเข็ม ระบบปลุก มูนเฟส และเทอร์โมมิเตอร์ไว้พร้อมกัน

Audemars Piguet ได้ครอบครองหนึ่่งในผลงานนาฬิกาที่ทรงคุุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่่สุุดของแบรนด์นั่่นคือ S. Smith & Son Astronomical Watch หรือที่่รู้จักกันในชื่่อ ‘Grosse Pièce’ นาฬิกาพกอัลตราคอมพลิเคชันเรือนนี้้
ได้รับการสั่่งทำขึ้นในปี 1914 และแล้วเสร็จในปี 1921 ก่่อนจะหายไปจากสายตาสาธารณชนเป็นเวลาหลายทศวรรษ กระทั่งปรากฏตัวอีกครั้งในช่่วงทศวรรษ 1990

ในขณะเดียวกัน ผลงาน Grande Complication จาก A. Lange & Söhne ก็สามารถทำราคาประมูลได้ถึง 1.2 ล้านฟรังก์สวิส หรือมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Charles Frodsham Split Seconds Minute Repeating Tourbillon ถูกประมูลไปในราคา 406,400 ฟรังก์สวิส หรือมากกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนผลงานที่สร้างความฮือฮาอย่างยิ่งคือ ‘The Oval’ นาฬิกาพกที่พลิกโฉมแนวคิดเรื่องทูร์บิญอง ผลงานของ Derek Pratt หนึ่งในนักประดิษฐ์นาฬิกาอิสระผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษ ซึ่งร่วมสร้างสรรค์ให้กับแบรนด์เดนมาร์ก Urban Jürgensen โดยสามารถทำราคาประมูลได้ถึง 3.7 ล้านฟรังก์สวิส หรือราว 4.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี 2024

เมื่อผลการประมูลระดับนี้กลายเป็นข่าวพาดหัวอย่างต่อเนื่อง หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า สถิตินาฬิกาที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การประมูลอาจถูกทำลายลงได้ในอนาคตอันใกล้หรือไม่ ปัจจุบันสถิติดังกล่าวยังคงเป็นของ Patek Philippe Henry Graves Supercomplication นาฬิกาพก 24 ฟังก์ชันที่นายธนาคารชาวนิวยอร์ก Henry Graves Jr. สั่งสร้างขึ้นในปี 1925 และถูกประมูลไปด้วยมูลค่า 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2014 และยิ่งเมื่อคิดถึงผลงานระดับตำนานอย่าง Vacheron Constantin Ref. 57260 ที่เปิดตัวในปี 2015 คำถามว่ามันจะสามารถทำราคาประมูลได้เท่าใดในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ก็ยิ่งชวนให้จินตนาการอย่างไร้ขอบเขต

“มีชุมชนนักสะสมที่มีชีวิตชีวาและกำลังรอคอยอย่างอดทนให้นาฬิกาพกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางเรือนกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา คอลเลกชันนาฬิกาพกสำคัญหลายชุดได้กลับมาปรากฏในตลาดอีกครั้ง และทุกครั้งที่เกิดขึ้น พวกมันก็สร้างข่าวพาดหัวจากราคาประมูลระดับทำลายสถิติโลกอยู่เสมอ”

Paul Boutros รองประธานกรรมการและหัวหน้าแผนกนาฬิกาประจำทวีปอเมริกาของ Phillips Watches

คุ้มค่าดั่งทองคำ

โฆษณาการผลิตนาฬิกา Grosse Pièce ในหนัังสือพิมพ์์อังกฤษ The Graphic ในปี 1921

หากจะอธิบายว่าทำไมตลาดนาฬิกาพกมือสองจึงคึกคักเช่นนี้ คำตอบอาจสั้น เพียงคำเดียวว่า ‘การเลือกสรร’ (discernment) “นักสะสมระดับแนวหน้ามักมองหาสิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละยุคสมัย สิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละแบรนด์ และสิ่งที่ดีที่สุดของนาฬิกาแต่ละประเภท” Paul Boutros กล่าว “และในยุคที่นาฬิกาพกถูกผลิตขึ้น มันคือนาฬิกาที่ดีที่สุดที่เงินสามารถซื้อหาได้ ผู้คนชื่นชมทักษะการทำนาฬิกาอันน่าทึ่งที่จำเป็นต่อการสร้างผลงานเหล่านี้ ในยุคที่ยังไม่มีการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากดินสอ กระดาษ และความชาญฉลาดล้วนๆ อาศัยองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์และเทคนิคการผลิตที่มีอยู่ในขณะนั้น โดยแบรนด์ต่างๆ ลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างเรือนเวลาที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าผู้มั่งคั่งที่สุดของโลกยุคนั้น”

กล่าวได้ว่า ความคาดหวังเรื่องมรดกทางประวัติศาสตร์ไม่เพียงได้รับการตอบสนอง แต่ถูกนำเสนออย่างงดงามราวกับวางอยู่บนเบาะผ้าไหม อย่างไรก็ตาม นอกจากความอัจฉริยะของช่างนาฬิกาในอดีตแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม นั่นคือ ‘พื้นที่’ ในขณะที่ผู้ผลิตนาฬิกาหลายรายในปัจจุบันแข่งขันกันสร้างนาฬิกาข้อมือให้บางลงเรื่อย ๆ จนบางครั้งแทบจะเปลี่ยนคำว่า ‘บัตรเครดิต’ เป็น ‘แสตมป์ไปรษณีย์’ ได้อยู่แล้ว นาฬิกาพกกลับมอบพื้นที่ให้กลไกได้ ‘หายใจ’ อย่างเต็มที่ และกลายเป็นทางเลือกที่สดใหม่ท่ามกลางกระแสแห่งความบางเฉียบที่บางครั้งอาจดูสุดโต่งเกินไป

Breguet Classique Grande Sonnerie Métiers d’Art 1905 ติดตั้้งกลไก Grande Sonnerie และ Petite Sonnerie พร้อมด้วย Minute Repeater ที่ควบคุุมจังหวะการตีบอกเวลาด้้วย Magnetic Regulator

ข้อได้เปรียบอีกประการหนึ่งคือ กลไกอันซับซ้อนภายในนาฬิกาพกสามารถถูกชื่นชมได้อย่างเต็มตา เปรียบได้กับความแตกต่างระหว่างการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์กับการดูผ่านหน้าจอแล็ปท็อปที่บ้าน

“คุณสามารถมองเห็นรายละเอียดทั้งหมดของกลไกได้โดยไม่ต้องใช้แว่นขยาย และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ดึงดูดนักสะสมจำนวนมาก” Boutros กล่าว “คนที่หลงใหลในศิลปะของนาฬิกา และชอบแบ่งปันสิ่งที่ตนสะสมให้เพื่อนๆ ได้เห็น ต่างได้รับประโยชน์จากขนาดอันใหญ่โตของนาฬิกาพก โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังอธิบายให้อีกฝ่ายซึ่งไม่รู้เรื่องนาฬิกาเลยฟัง ความมหัศจรรย์ของมันสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน คุณยังสามารถวางมันไว้บนโต๊ะทำงาน และชื่นชมความงดงามในขนาดเต็มของมันได้ตลอดเวลา”

และไม่ใช่เพียงรายละเอียดเชิงวิศวกรรมระดับจุลภาคเท่านั้นที่เจ้าของนาฬิกาพกสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน งานศิลป์ด้านการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นมุมลบคมที่ทอดยาว ลวดลายแกะสลัก หรือศิลปะตกแต่งแขนงต่างๆ ก็ล้วนถูกขยายให้โดดเด่น สง่างาม และน่าตื่นตากว่าที่ปรากฏบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ

สำหรับผู้ผลิตที่ให้ความสำคัญกับศาสตร์แห่งงานศิลป์ชั้นสูงหรือ Métiers d’Art อย่าง Jaquet Droz กระแสการกลับมาของนาฬิกาพกคงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง หากมองลึกลงไป จะพบว่ามีเสน่ห์อีกมากมายที่ทำให้นาฬิกาพกน่าหลงใหล เนื่องจากถูกพกพาในแนวตั้งหรือวางราบบนพื้นผิวเรียบ นาฬิกาพกจึงมีข้อได้เปรียบด้านความเที่ยงตรงในการเดินเวลาเหนือกว่านาฬิกาข้อมือในบางสถานการณ์ (ส่วนบทบาทของทูร์บิญองในเรื่องนี้นั้นซับซ้อนจนสามารถเป็นหัวข้อของนิทรรศการทั้งพิพิธภัณฑ์ได้ มากกว่าจะสรุปในบทความสั้น ๆ)

David Duggan นายหน้าซื้อขายนาฬิกาในลอนดอนชี้ให้เห็นอีกประเด็นหนึ่งว่า แม้นาฬิกาพกจะปรากฏเป็นข่าวจากการประมูลระดับหลายล้านดอลลาร์อยู่บ่อยครั้ง แต่โดยรวมแล้วกลับยังคงเป็นหมวดหมู่ที่ให้ความคุ้มค่าสูงมากเมื่อเทียบกับราคา

“ผมซื้อนาฬิกาพกมา 50 ปีแล้ว และยังคงประหลาดใจอยู่เสมอว่ามันมีราคาถูกกว่านาฬิกาข้อมือมากเพียงใด” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า กลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่กำลังมองเห็นคุณค่าในจุดนี้เช่นกัน “ในเดือนที่ผ่านมา เราขายนาฬิกาพกได้สองเรือน เรือนหนึ่งอยู่กับเรามาเก้าปี และอีกเรือนหนึ่งอยู่กับเราสี่ปี” “ผู้คนชื่นชมฝีมือ ทักษะ และเวลาที่ถูกใช้ไปกับการตกแต่งพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางนิ้วเหล่านี้” Boutros กล่าว “นาฬิกาพกคือผืนผ้าใบสำหรับงานศิลปะ ไม่ต่างจากที่เคยเป็นในศตวรรษที่ 19”

ด้าน Eric Wind อดีตผู้เชี่ยวชาญของ Christie’s และผู้ก่อตั้ง Wind Vintage มองว่าความคุ้มค่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสน่ห์เท่านั้น อีกสิ่งหนึ่งคือประสบการณ์ทางกายภาพที่นาฬิกาพกมอบให้

“เพียงแค่ถือมันไว้ในมือ หรือหมุนลาน ก็มีบางอย่างที่น่าอัศจรรย์มาก เสียงที่เกิดขึ้นแตกต่างออกไป เพราะภายในมี ‘เครื่องยนต์’ ขนาดใหญ่กว่านาฬิกาข้อมือมาก การหมุนลาน การสัมผัสน้ำหนัก การฟังเสียงจังหวะเดินของกลไก ทั้งหมดนี้กระตุ้นประสาทสัมผัสได้มากกว่านาฬิกาข้อมืออย่างชัดเจน”

Eric Wind อดีตผู้เชี่ยวชาญของ Christie’s และผู้ก่อตั้ง Wind Vintage
Eddie Redmayne กับนาฬิกาพกจาก Omega

ขณะที่ John Reardon ผู้เชี่ยวชาญด้าน Patek Philippe และผู้ก่อตั้ง Collectability ก็เห็นพ้องกัน “ผมชอบความรู้สึกเวลาถือนาฬิกาพกไว้ในมือ” เขากล่าว “มันเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้อย่างแท้จริง ทั้งน้ำหนัก ความลึกซึ้งของความงามบนหน้าปัดเคลือบอีนาเมล และความอัจฉริยะทางกลไกที่ซ่อนอยู่ภายใน ผมเพิ่งมีโอกาสได้ครอบครองนาฬิกาพก Minute Repeater และแทบไม่มีคำใดจะอธิบายความสุขจากการฟังเสียงระฆังอันกังวานที่เกิดขึ้นได้ เพราะขนาดของนาฬิกาพก ผมชอบวางมันไว้บนโต๊ะทำงาน และยังชอบสวมใส่มันเป็นจี้บนสร้อยคออีกด้วย”

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

4 ผลงานกลไกซับซ้อนของ A. Lange & Söhne ที่นักสะสมทุกคนควรรู้จัก

ทำความรู้จักนาฬิกาจาก 6 Microbrand ที่สร้างแบรนด์โดยไม่พึ่งพามรดกเชิงประวัติศาสตร์

The Vintage Renaissance: เมื่อ ‘อดีต’ คือการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนาฬิกา

สำรวจเบื้องหลังหนึ่งในนาฬิกาไอคอนแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านมุมมองของผู้กำกับการสร้างสรรค์ผู้สานต่อจิตวิญญาณและนวัตกรรมของ Chanel Watchmaking

บทสัมภาษณ์ Arnaud Chastaingt ผู้อำนวยการฝ่าย Chanel Watch Creation Studio

มีนาฬิกาเพียงไม่กี่รุ่นที่สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการนาฬิการ่วมสมัยได้อย่างแท้จริง และ CHANEL J12 คือหนึ่งในนั้น ผลงานการออกแบบระดับไอคอนนี้ได้พลิกมุมมองของผู้คนต่อความหมายของ ‘นาฬิกาสปอร์ตหรู’ จวบจนปัจจุบัน J12 ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่เป็นที่จดจำได้มากที่สุดในโลก ด้วยการผสานความงามอันโดดเด่น วัสดุล้ำสมัยอย่างเซรามิก และความเชี่ยวชาญด้านการทำนาฬิกาสวิสเข้าไว้ด้วยกัน

เรื่องราวของ J12 เริ่มต้นจากจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นสายอันเพรียวสง่างามและสมรรถนะของเรือยอชต์แข่งขัน Jacques Helleu อดีตผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ Chanel Watches ได้จินตนาการถึงนาฬิกาที่สะท้อนทั้งความสง่างาม ประสิทธิภาพ และสไตล์เหนือกาลเวลา จุดเปลี่ยนสำคัญของ J12 คือการบุกเบิกการใช้เซรามิกในโลกนาฬิกาหรู จนถึงวันนี้ เซรามิกยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ประกอบกับดีไซน์ที่ก้าวข้ามกรอบของนาฬิกาสำหรับเพศใดเพศหนึ่ง ด้วยเส้นสายที่สะอาดตา สีแบบโมโนโครมจนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

เวลาผ่านไปกว่าสองทศวรรษครึ่ง หลังการเปิดตัว J12 ยังคงเป็นมาตรฐานของการออกแบบนาฬิกาหรูร่วมสมัย การบุกเบิกการใช้เซรามิก รูปลักษณ์ที่จดจำได้ในทันที และการพัฒนาเชิงเทคนิคอย่างต่อเนื่อง ล้วนทำให้ J12 ครองสถานะเป็นหนึ่งในไอคอนที่แท้จริงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

“J12 ถือกำเนิดขึ้นจากการสร้างสรรค์อันกล้าหาญและแตกต่างอย่างถึงราก โดยไม่ยอมประนีประนอมต่อข้อจำกัดใดๆ และไม่เคยรอการยอมรับจากใคร มันก้าวเข้าสู่วงการราวกับการปฏิวัติ ท้าทายกรอบความคิดและธรรมเนียมดั้งเดิม
ของโลกนาฬิกาอย่างสิ้นเชิง พลังแห่งการสร้างสรรค์อันเป็นอิสระนี้ได้เปลี่ยนมุมมองที่ผมมีต่อนาฬิกาไปอย่างสิ้นเชิง และกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในชีวิต
ของผม”

Arnaud Chastaingt ผู้อำนวยการฝ่าย Chanel Watch Creation Studio

ในช่วงงานแสดงนาฬิกา Watches and Wonders 2026 ทาง Revolution Thailand ได้มีโอกาสพูดคุยกับเมอซิเออร์ชาสแตงต์ ถึงมุมมองการสร้างสรรค์ผลงานสุดไอคอนิกอย่าง J12 รวมถึงคอลเลกชันพิเศษอย่าง Coco Game ด้วย  

คุณร่วมงานกับ CHANEL มาตั้งแต่ปี 2013

ผมยังจำได้ดีว่า CHANEL คือเมซงเพียงแห่งเดียวที่เป็น ‘ความฝัน’ อย่างแท้จริงสำหรับผม ผมไม่ได้พูดเช่นนี้เพียงเพราะวันนี้ผมทำงานอยู่ที่นี่ แต่ตั้งแต่ยังเด็ก ผมก็หลงใหลใน CHANEL มาโดยตลอด แม้ในตอนนั้นผมจะไม่รู้เลยว่าความฝันนี้จะมีวันเป็นจริงได้หรือไม่ แต่เมื่อได้รับการติดต่อจาก CHANEL มันให้ความรู้สึกราวกับว่าความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตได้กลายเป็นจริง

CHANEL น่าจะเป็นเมซงเพียงแห่งเดียวที่ทำให้ผมยอมละทิ้งเส้นทางอาชีพเดิมเพื่อก้าวเข้ามา ผมไม่เคยมองว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็น ‘งาน’ หากแต่มันคือความหลงใหล สำหรับนักออกแบบจำนวนมาก การได้ทำงานให้กับเมซงคือความฝันสูงสุดในชีวิต

เป้าหมายสูงสุดของคุณในการออกแบบให้ CHANEL คืออะไร และคุณต้องการถ่ายทอดสิ่งใดผ่านผลงานของคุณ

เป้าหมายของผมน่ะหรือ? การสร้างสรรค์คือสิ่งเดียวที่ผมทำได้อย่างแท้จริง ขออภัยหากคำตอบนี้ฟังดูเรียบง่ายเกินไป แต่สำหรับผม นั่นคือภาษาของชีวิต เป็นวิธีที่ผมใช้สื่อสารกับโลก ผมสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มาตั้งแต่จำความได้ วันนี้ผมอายุ 46 ปีแล้ว และนับตั้งแต่วัยเด็ก การสร้างสรรค์ก็คือสิ่งที่ผมทำมาโดยตลอด


ผมมักพูดอยู่เสมอว่า หน้าที่ของผมคือการฝันและการสร้างแรงบันดาลใจ ฝันเพื่อให้ผู้อื่นได้ร่วมฝันไปด้วย Chanel คือสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับนักออกแบบ เพราะที่นี่คือ ‘เฮาส์แห่งการสร้างสรรค์’ อย่างแท้จริง อย่างที่หลายคนทราบ CHANEL ก้าวเข้าสู่โลกแห่งนาฬิกาในปี 1987 ดังนั้นเมื่อเทียบกับแบรนด์นาฬิกาอื่นๆ อีกมากมาย เราถือว่ายังเป็นผู้เล่นรุ่นใหม่ แต่ตั้งแต่วันแรกของการเดินทาง การสร้างสรรค์ก็เป็นหัวใจสำคัญของงานนาฬิกาของเมซงมาโดยตลอด และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงทุกวันนี้ ผมรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณ CHANEL อย่างยิ่ง ที่มอบโอกาสอันล้ำค่านี้ให้ผมได้สร้างสรรค์นาฬิกาสำหรับเมซงแห่งนี้ และได้ถ่ายทอดจินตนาการของผมผ่านผลงานที่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกแห่งเมซง

ในเมื่อ J12 เป็นไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คุณมองนาฬิกาคอลเลกชันนี้อย่างไร  เป็นไอคอนแห่งแฟชั่น ความสำเร็จทางเทคนิค หรือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม 

เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก เพราะจริงๆ แล้วผมไม่เคยมอง J12 ผ่านกรอบความคิดเช่นนั้นมาก่อน สำหรับ CHANEL นาฬิกา J12 คือหนึ่งในผลงานระดับไอคอนของเมซง เช่นเดียวกับน้ำหอม N°5 กระเป๋า 2.55 แจ็กเก็ตทวีด และนาฬิกา Première ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานอันเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของ CHANEL ได้อย่างชัดเจน

J12 เป็นภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบของวิสัยทัศน์ด้านการทำนาฬิกาของ Chanel กล่าวได้ว่า CHANEL ก้าวเข้าสู่โลกแห่งเรือนเวลาด้วยความมั่นใจและสง่างามตั้งแต่วันแรก ความเป็นเลิศด้านงานฝีมือและเทคนิคการผลิตเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเสมอมา แต่สิ่งที่นำพาเราเข้าสู่วงการนี้คือวิสัยทัศน์ด้านการสร้างสรรค์

เราไม่เคยพยายามจำกัด J12 ให้อยู่ในหมวดหมู่ใดหมวดหมู่หนึ่ง สำหรับเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือ J12 ซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์ของ CHANEL อย่างแท้จริง ผู้คนอาจนิยามมันแตกต่างกันไปตามมุมมองของตนเอง แต่สำหรับเรา J12 คือหนึ่งในไอคอนอันโดดเด่นของเมซง อย่างไม่ต้องสงสัย

นอกเหนือจากโลกแห่งการทำนาฬิกาแล้ว J12 สะท้อนรหัสการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Chanel อย่างไร 

J12 สะท้อนตัวตนของ CHANEL ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านการใช้สีดำและสีขาว ซึ่งเป็นสองสีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเมซงแห่งนี้ หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ J12 ประสบความสำเร็จ คือเอกลักษณ์อันโดดเด่นของมัน เมื่อใครสักคนสวมใส่ J12 แม้อยู่ห่างออกไปหลายเมตร คุณก็สามารถจดจำได้ในทันที และสีดำกับสีขาวคือหัวใจสำคัญของเอกลักษณ์นั้น

อีกองค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘ความสบายในการสวมใส่’ กาเบรียล ชาเนลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง และทันทีที่คุณสวม J12 คุณจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนั้น ในขณะเดียวกัน วัสดุเซรามิกที่ใช้ยังมีความแข็งแกร่งและทนทานเป็นพิเศษ สำหรับกาเบรียล ชาเนล ความสบายเป็นสิ่งจำเป็น แต่คุณภาพก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และแน่นอนว่า ‘สไตล์’ คืออีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ J12 หลอมรวมคุณค่าเหล่านี้ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จนกลายเป็นผลงานที่สะท้อนจิตวิญญาณของชาเนลได้อย่างงดงาม

ก่อนหน้านี้ คุณเป็นผู้แปลงโฉม J12  ใหม่ในปี 2019

ใช่ครับ นาฬิการุ่นนี้มีความหมายพิเศษต่อผมมาโดยตลอด ตอนที่ผมอายุราวยี่สิบปีและเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ผมหลงใหลใน J12 อย่างมาก ต่อมาเมื่อได้เข้าร่วมงานกับ CHANEL ผมก็ยิ่งให้ความเคารพต่อการออกแบบของมัน เพราะนี่คือหนึ่งในผลงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมก้าวเข้าสู่วงการนาฬิกา

เมื่อถึงปี 2019 และเราตัดสินใจพัฒนา J12 ให้ก้าวไปอีกขั้น นั่นกลายเป็นหนึ่งในโจทย์การออกแบบที่ท้าทายที่สุดในชีวิตการทำงานของผม บางครั้งสำหรับนักออกแบบ การเริ่มต้นจากหน้ากระดาษเปล่าอาจง่ายกว่าการเข้าไปปรับปรุง ‘ไอคอน’ ที่ผู้คนรักและจดจำอยู่แล้ว

ผมตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่า ‘ความอ่อนน้อมถ่อมตน’ คือกุญแจสำคัญของโครงการนี้ ผมไม่ใช่ผู้สร้างการปฏิวัติครั้งแรกของ J12 ผู้ที่ทำเช่นนั้นคือดีไซเนอร์รุ่นก่อน หน้าที่ของผมคือการทำความเข้าใจและให้เกียรติต่อผลงานชิ้นนั้น ในบางแง่มุม กระบวนการสร้างสรรค์ของผมในครั้งนั้นคล้ายกับงานของศัลยแพทย์มากกว่านักออกแบบ ผมต้องค่อยๆ ปรับแต่งอย่างแม่นยำและระมัดระวัง โดยไม่ทำลายจิตวิญญาณดั้งเดิมของเรือนเวลา

มันเป็นประสบการณ์ทางความคิดสร้างสรรค์ที่งดงามอย่างยิ่ง แต่ก็แตกต่างจากโครงการอย่างคอลเลกชัน Coco Game ซึ่งผมมีอิสระในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ในกรณีของ J12 ความรับผิดชอบของผมคือการทำให้ไอคอนเรือนนี้ยังคงร่วมสมัย ทันต่อยุคสมัย และมีความหมายต่อทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยไม่สูญเสียตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้มันกลายเป็นตำนาน

แล้วผลงานที่คุณออกแบบในปีนี้ล่ะ คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้เห็นผลงาน J12 ทั้งหมดมารวมอยู่ด้วยกันในปีนี้

มันเป็นความรู้สึกแปลกอยู่เสมอ เมื่อได้เห็น ‘ลูกๆ’ ของตัวเองทั้งหมดอยู่ในห้องเดียวกัน หลังจากใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาและสร้างสรรค์พวกมันขึ้นมา แต่ไม่นานนัก ความคิดของผมก็มักจะพุ่งไปสู่อนาคต ปัจจุบันผมกำลังทำงานกับคอลเลกชันของปี 2028 และ 2029 แล้ว

เมื่อมองดูผลงานทั้งหมดเหล่านี้ สิ่งแรกที่ผมนึกถึงไม่ใช่ตัวผมเอง แต่เป็นทีมงานของผม รวมถึงทุกคนที่โรงงานผลิต (Manufacture) เพราะหากไม่มีพวกเขา ความฝันทั้งหมดก็คงเป็นเพียงภาพร่างบนกระดาษเท่านั้น

พวกเขามักมองทุกความท้าทายเป็นโอกาสเสมอ บางครั้งแนวคิดของผมก็ยากต่อการนำไปสร้างให้เป็นจริง แต่พวกเขาก็หาทางออกได้ทุกครั้ง สิ่งเดียวที่ผมสามารถมอบให้พวกเขาได้คือ ‘เวลา’ เวลาที่เพียงพอในการค้นหาคำตอบที่ดีที่สุด โดยยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพอันเข้มงวดของ CHANEL ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นเมื่อผมมองเห็นคอลเลกชันเหล่านี้ สิ่งแรกที่ผมคิดถึงจึงเป็นผู้คนเบื้องหลัง ผู้ที่ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้จริง

J12 มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนมุมมองต่อการใช้เซรามิกไฮเทคในวงการนาฬิกาหรู คุณมองว่านวัตกรรมด้านวัสดุมีบทบาทอย่างไรต่อการออกแบบของ CHANEL

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา CHANEL ได้ยกระดับเซรามิกให้กลายเป็นวัสดุล้ำค่าชนิดหนึ่งอย่างแท้จริง เซรามิกเป็นวัสดุที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมอย่างมาก แม้ว่าผมจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงคือทีมงานที่โรงงานผลิต เซรามิกเป็นวัสดุที่ซับซ้อนอย่างน่าอัศจรรย์ และยังมีอีกหลายแง่มุมที่เต็มไปด้วยความลึกลับ

ในฐานะนักสร้างสรรค์ ผมคิดว่าการไม่รู้ข้อจำกัดทางเทคนิคทุกอย่างอาจเป็นเรื่องดี หากคุณรู้มากเกินไป บางครั้งคุณอาจเริ่มหวาดกลัวที่จะสำรวจแนวคิดบางอย่าง ผมชอบรักษาความไร้เดียงสาในเชิงสร้างสรรค์เอาไว้ เพราะไม่เช่นนั้น ข้อจำกัดต่างๆ อาจกลายเป็นสิ่งที่ขัดขวางการฝัน ยกตัวอย่างเช่น โครงการนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกระดานหมากรุก ผมต้องการให้ส่วนสีดำทั้งหมดผลิตจากเซรามิกล้วน ไม่มีใครรู้ในตอนนั้นว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ แต่ทีมงานก็ตั้งโจทย์ท้าทายให้กับตนเอง และใช้ความเชี่ยวชาญทั้งหมดเพื่อทำให้มันเกิดขึ้นจริง นั่นเป็นครั้งแรกที่เราสามารถบรรลุสิ่งนั้นได้

สำหรับผม นวัตกรรมมักเริ่มต้นจาก ‘ความฝัน’ เสมอ Jacques Helleu ผู้สร้าง J12 รุ่นแรก ไม่ได้เริ่มต้นจากความฝันที่จะใช้เซรามิก เขาเพียงแค่ฝันถึงนาฬิกาสีดำเรือนหนึ่งเท่านั้น จากนั้นทีมงานโรงงานผลิตจึงค้นหาวัสดุที่สามารถถ่ายทอดสีดำในแบบที่เขาต้องการ พร้อมทั้งตอบโจทย์มาตรฐานคุณภาพของ CHANEL นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เซรามิกกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว J12

เช่นเดียวกันกับ J12 X-Ray ความฝันของผมเรียบง่ายมาก ผมเพียงต้องการสร้าง J12 ที่โปร่งใสทั้งหมด เพื่อเผยให้เห็นโครงสร้างอันงดงามภายในเรือนเวลา และทีมงานโรงงานผลิตก็คือผู้ที่ทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงผ่านนวัตกรรมทางเทคนิค ผมไม่ได้แสวงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพียงเพราะมันเป็นเทคโนโลยีใหม่ สำหรับผม ‘การสร้างสรรค์’ ต้องมาก่อนเสมอ หากวัสดุหรือเทคโนโลยีใหม่สามารถช่วยให้แนวคิดหนึ่งมีชีวิตขึ้นมาได้ เราก็จะสำรวจและพัฒนามันต่อไป แต่จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งยังคงเป็นเรื่องของสไตล์ ความคิดสร้างสรรค์ และวิสัยทัศน์ทางศิลปะเสมอ

ผมภูมิใจในทีมงานมาก เพราะพวกเขาทุ่มเททั้งเวลาและความพยายามอย่างมหาศาลเพื่อค้นหาวิธีทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นจริง มันเป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง แต่สุดท้ายพวกเขาก็ทำสำเร็จ อย่างที่คุณทราบ กระดานหมากรุกชิ้นนี้ได้พบเจ้าของของมันแล้ว ผู้ที่ตกหลุมรักมันเป็นบุคคลที่น่ารักและมีเสน่ห์มาก คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างผู้คนกับวัตถุชิ้นหนึ่งจะนำพาไปสู่เรื่องราวแบบใด และสำหรับผม การได้รู้ว่าผลงานชิ้นนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวชีวิตของใครบางคน เป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

J12 Superleggera Caliber 12.1 ขนาด 42 มม. ผลิตจากเซรามิกและสตีล

ปีนี้คุณยังนำเสนอคอลเลกชันพิเศษ Coco Game  คอลเลกชันนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อท้าทายขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของวงการนาฬิกา หรือมีจุดประสงค์อื่น

สำหรับ CHANEL  การทำงานผ่าน ‘ธีม’ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร นี่คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ของเมซงมาโดยตลอด ผมเข้าใจดีว่าในโลกของการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิม วิธีคิดเช่นนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่พบเห็นบ่อยนัก แต่สำหรับเรา เราใช้แนวทางนี้มาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็น คอลเลกชัน Electro, Couture O’Clock หรืออีกหลายคอลเลกชันที่ผ่านมา

สำหรับผม การเริ่มต้นจากธีมหนึ่งธีมแล้วตีความมันออกมาในรูปแบบของคอลเลกชันทั้งชุด เป็นกระบวนการที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก เราเริ่มจากการนำผลงานที่มีอยู่แล้วมาถ่ายทอดใหม่ผ่านสีสัน บรรยากาศ และอารมณ์ของธีมนั้น จากนั้นในระดับของนาฬิกาชั้นสูง เราก็สามารถผลักดันจินตนาการให้ไกลยิ่งขึ้น สร้างสรรค์เรือนเวลาที่มีการแสดงออกทางศิลปะมากขึ้น และเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธีมเดียวกัน

สำหรับผม นี่คือสนามเด็กเล่นแห่งความคิดสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยม มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราต้องการท้าทายขนบธรรมเนียมของวงการเพียงเพื่อการท้าทายเท่านั้น แต่เพราะนี่คือวิธีคิดและวิธีสร้างสรรค์ที่เป็นธรรมชาติที่สุดของ CHANEL เรามองนาฬิกาเช่นเดียวกับที่เมซงมองแฟชั่น น้ำหอม เครื่องประดับ หรือผลงานศิลปะอื่นๆ นั่นคือการเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจ แล้วปล่อยให้จินตนาการนำทางการสร้างสรรค์

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

CHANEL ฉลองครบรอบ 25 ปี ด้วยนาฬิกา J12 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน

CHANEL J12 ผลงานปฏิวัติวงการนาฬิกาที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างความงามเชิงดีไซน์กับความจริงจังทางวิศวกรรม

สานต่อตำนาน การกลับมาของ CHANEL PREMIÈRE GALON ที่ผสมผสานความคลาสสิกและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว

พาชม Vacheron Constantin Métiers d’Art Tribute to Great Civilisations ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ผ่านหน้าปัดนาฬิกา 

สดุดีอารยธรรมโบราณ เผยโฉม Métiers d’Art 4 รุ่นใหม่ด้วยหัตถศิลป์สลักหิน

Vacheron Constantin นับเป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งเปิดทำการอย่างต่อเนื่องมากว่า 270 ปี และได้เปิดตัวมหากาพย์เรือนเวลารูปแบบใหม่ภายใต้ความร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre Museum) ในคอลเลกชัน Métiers d’Art Tribute to Great Civilisations ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเชิดชู 4 อารยธรรมโบราณอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ได้แก่ อียิปต์โบราณ, จักรวรรดิอัสซีเรีย, กรีกโบราณ และโรมันโบราณ ผ่านการจำลองผลงานประติมากรรมระดับสมบัติชาติบนหน้าปัดนาฬิกา

ผลงานชุดแรกจาก Métiers d’Art Tribute to Great Civilisations ที่เปิดตัวในปี 2022 ประกอบด้วย รูปปั้นสฟิงซ์แห่งทานิส สิงโตแห่งดาริอุส เทพีแห่งชัยชนะแห่งซาโมทราซ และรูปปั้นครึ่งตัวของจักรพรรดิออกัสตัส (©Revolution)

ความพิเศษของซีรีส์ใหม่นี้คือการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมจากซีรีส์แรกในปี 2022 (ซึ่งใช้ทองคำแกะสลัก) โดยเปลี่ยนมาใช้ “หัตถศิลป์การแกะสลักหิน” (Stone Glyptics) ซึ่งแกะสลักขึ้นจากหินจริงประเภทเดียวกับงานประติมากรรมต้นฉบับในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ แต่ละเรือนใช้เวลาพัฒนายาวนานถึง 3 ปี และต้องประดิดประดอยด้วยมืออย่างประณีตสูงถึง 220 ชั่วโมงต่อหน้าปัดหนึ่งเรือน

และนี่คือศิลปะแกะสลักหินย่อส่วนและเป็น 4 ผลงานอันโดดเด่น

Vacheron Constantin Tribute to Great Civilisations

Buste d’Akhénaton (อียิปต์โบราณ)

การรังสรรค์พระพักตร์ของฟาโรห์อาเคนอาเทนในขนาดเล็กเท่าเหรียญ โดยใช้วัสดุหินทรายปูนซินาย (Sinai limestone sandstone) ซึ่งเป็นหินชนิดเดียวกับชิ้นงานประติมากรรมต้นฉบับในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ตัวงานแกะสลักล้อมรอบด้วยวงล้อมลายคาเทรุชและลวดลายสร้อยคอโบราณที่ใช้นวัตกรรม Champlevé ประดับด้วยหินคริโซเพรส ออปพาลีน และโซดาไลต์ สร้างมิติความสวยงามอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์อียิปต์ได้อย่างวิจิตรบรรจง

ตราประจำตำแหน่งของฟาโรห์สลักอยู่บนหินทรายชนิดเดียวกัน ถัดจากพระพักตร์ของพระองค์ และรอบๆ ตรานั้นมีภาพสลักนูนต่ำสองภาพ ภาพหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากปลอกคอของนาคติ สลักด้วยเทคนิคดรายพอยต์บนแหวนเทอร์ควอยซ์ อีกภาพหนึ่งเป็นองค์ประกอบแบบแชมเปลเว่ที่ทำจากมุกสีแดง คริโซเพรส โอปาลีน และโซดาไลต์ (©Revolution)
รูปปั้นฟาโรห์แกะสลักจากหินทรายปูนไซนาย ซึ่งเป็นหินชนิดเดียวกับรูปปั้นต้นฉบับที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ โดยผ่านกระบวนการทำสีด้วยมืออย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างมิติและเงา โดยใช้เวลากว่า 60 ชั่วโมง (©Revolution)

Lamassu de Sargon II (อัสซีเรีย)

ภาพประติมากรรมสัตว์อารักขาหัวมนุษย์มีปีกอันศักดิ์สิทธิ์อย่าง Lamassu ถูกถ่ายทอดลงบนหน้าปัดด้วยการแกะสลักหินทรายปูนอิตาลี บริเวณฉากหลังโดดเด่นด้วยงานลงยา Flinqué สีกระดาน ผสานงานเทคนิค Champlevé ประดับหินเรดอะเกตและหินดูมอร์เทียไรต์สีฟ้า มอบอารมณ์ความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามของมรดกตกทอดแห่งจักรวรรดิอัสซีเรียได้อย่างสมบูรณ์แบบ

รูปปั้นผู้พิทักษ์พระราชวังของพระเจ้าซาร์กอนที่ 2 ที่คอร์ซาบาด มีปีกและหัวเป็นมนุษย์ เดิมทีทำจากหินอะลาบาสเตอร์ขนาด 5 เมตร ปัจจุบันสร้างจากหินทรายปูนจากอิตาลี ลงสีด้วยมือเพื่อเน้นให้เห็นเคราและขนของสิ่งมีชีวิตนั้น พื้นหลังเป็นเทคนิคชัมเปลเว่ด้วยหินอาเกตสีแดงและหินดูมอร์เทียไรต์สีน้ำเงิน ตกแต่งด้วยเคลือบฟันฟลินเก้สีแดงโปร่งแสง ใช้เวลาประมาณ 152 ชั่วโมงก่อนที่จะติดชิ้นส่วนตกแต่งตรงกลาง (©Revolution)

Athéna de Velletri (กรีกโบราณ)

เรือนเวลาที่นำเสนอภาพสลักของเทวีอาเธนาอย่างอ่อนช้อย โดยสลักขึ้นจากหินอ่อนพารอส (Parian marble) สีขาวบริสุทธิ์ พื้นหลังโดยรอบถูกโอบล้อมด้วยงานประดับหินโมเสก (Stone marquetry) ลายนกและรถศึกอย่างประณีต ซึ่งเฉพาะขั้นตอนการลงรายละเอียดในส่วนนี้เพียงอย่างเดียว ต้องใช้เวลาในการรังสรรค์อย่างพิถีพิถันยาวนานถึง 57 ชั่วโมง

รูปปั้น Athéna de Velletri แกะสลักจากหินอ่อน Parian ซึ่งเป็นหินสีขาวชนิดเดียวกับรูปปั้นดั้งเดิม ล้อมรอบด้วยเคลือบสีดำแบบ champlevé ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก krater (ภาชนะขนาดใหญ่ที่ใช้ในสมัยกรีกโบราณสำหรับผสมไวน์และน้ำ) ซึ่งแสดงภาพการสังหาร Tityos และตรงกลางเป็นภาพฝังหินรูปม้าลากรถม้าที่ทำจากนิลและมุกไคต์ ตกแต่งด้วยภาพวาดขนาดเล็ก การฝังหินตรงกลางและภาพวาดขนาดเล็กเพียงอย่างเดียวใช้เวลาประมาณ 57 ชั่วโมง (©Revolution)

Tibre de l’Iseum Campense (โรมันโบราณ)

การเฉลิมฉลองอารยธรรมโรมันผ่านภาพสลักเทพแห่งแม่น้ำไทเบอร์ ซึ่งสลักขึ้นจากหินอ่อนพารอสเนื้อละเอียดเช่นกัน โดยจับคู่กับชิ้นส่วนประดับงานไมโครโมเสกหิน (Stone micro-mosaic) ขนาดจิ๋วถึง 5 ชนิดที่นำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างตระการตา สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญขั้นสูงในหัตถศิลป์ชั้นครูของแบรนด์อย่างแท้จริง

เทพเจ้าแห่งแม่น้ำผู้มีเครา พร้อมด้วยหมาป่าตัวเมียและฝาแฝดที่อยู่เคียงข้าง ถูกแกะสลักด้วยเทคนิคแกะสลักหินอ่อนแบบอิตาลี คู่กับภาพประดับตกแต่งอีกชิ้นหนึ่งที่ทำจากหินโมเสกขนาดเล็ก depicting ลวดลายดอกไม้ในหินแจสเปอร์ คริโซคอลลา และโอปาไลต์ (©Revolution)

ขุมพลังเปิดพื้นที่ให้งานศิลป์

นาฬิกาในชุดนี้ทั้ง 4 รุ่น ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์อัตโนมัติ Caliber 2460 G4/2 ประกอบด้วยชิ้นส่วน 237 ชิ้น ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4Hz) สำรองพลังงานได้นาน 40 ชั่วโมง

กลไกได้รับการออกแบบให้แสดงเวลา ชั่งโมง, นาที, วัน และวันที่ ผ่านหน้าต่างเจาะ 4 บานบริเวณขอบนอกของหน้าปัด เพื่อเปิดพื้นที่ตรงกลางให้ศิลปินและช่างแกะสลักได้รังสรรค์ผลงานศิลปะได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีเข็มนาฬิกามาบดบัง ส่วนโรเตอร์ด้านหลังทำจากทองคำสลักลวดลายภาพพิมพ์อาคารฝั่งตะวันออกของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ยุคศตวรรษที่ 18

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ตัวเรือน: ขนาด 41.5-42 มม. ไวท์โกลด์ 18K (รุ่น Akhénaton และ Lamassu) หรือโรสโกลด์ 18K (รุ่น Athéna และ Tibre) กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดทองคำ 18K ตกแต่งประทับองค์ประติมากรรมแกะสลักหินจริง (หินทรายปูนซินาย, หินทรายปูนอิตาลี, หินอ่อนพารอส) ผสานเทคนิค Champlevé, Stone Marquetry, Micro-mosaic และ Micro-painting
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที วัน และวันที่ ผ่านช่องหน้าต่างบริเวณรอบขอบหน้าปัด
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Caliber 2460 G4/2 (27 ทับทิม, ความถี่ 28,800 vph) สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้ Mississippiensis พร้อมบานพับล็อกทองคำ 18K
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำกัดเพียงรุ่นละ 15 เรือนทั่วโลก (วางจำหน่ายเฉพาะในบูติค)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน
Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa 
ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

Minute Repeater Flying Bridges แกรนด์คอมพลิเคชันที่บอกเล่า 235 ปีแห่งงานช่างของ Girard-Perregaux

Minute Repeater Flying Bridges แกรนด์คอมพลิเคชันล่าสุดของ Girard-Perregaux  สัญลักษณ์ของจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาตลอดกว่า 235 ปี 

“Never has a brand inspired me so much as Girard-Perregaux.”… นี่คือประโยคที่ Marc Michel-Amadry ผู้บริหารของ Girard-Perregaux บอกว่าเขาอยากใช้เปิดหนังสือเกี่ยวกับแบรนด์ หากมีโอกาสเขียนสักวันหนึ่ง สำหรับผู้บริหารที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อปี 2025 คำกล่าวนี้อาจฟังดูเกินจริง แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่เขาค้นพบจากคลังเอกสารของแบรนด์ ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าทำไม Girard-Perregaux จึงยังคงเป็นหนึ่งในชื่อที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลกของนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie)

“ตอนเข้ามา ผมคิดว่าตัวเองรู้จักแบรนด์นี้ดีแล้ว แต่เมื่อเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ เอกสารเก่า และนวัตกรรมต่างๆ ผมกลับพบว่ามีเรื่องราวอันน่าทึ่งอีกมากที่แทบไม่มีใครเคยเล่า” เขากล่าว “หน้าที่ของผมคือทำให้คนเข้าใจว่าทำไม Girard-Perregaux ถึงมีความชอบธรรมในการยืนอยู่แถวหน้าของวงการนาฬิกาชั้นสูง และทำอย่างไรให้มรดกนั้นถูกถ่ายทอดออกมาด้วยความร่วมสมัย วิสัยทัศน์ และอิสรภาพ”

คำว่า “อิสรภาพ” คือหัวใจสำคัญที่มาร์กใช้อธิบายแบรนด์แห่งนี้อยู่เสมอ เขามองว่าความเป็นอิสระทำให้ Girard-Perregaux กล้าคิดต่างมาตลอดประวัติศาสตร์ ตั้งแต่การสร้าง Three Gold Bridges ในปี 1867 การพัฒนากลไกความถี่สูง 36,000 ครั้งต่อชั่วโมงในปี 1965 ไปจนถึงการกำหนดมาตรฐานความถี่ควอตซ์ระดับอุตสาหกรรมที่ 32,768 Hz และการคิดค้น Constant Escapement ที่คว้ารางวัล Aiguille d’Or จาก Grand Prix d’Horlogerie de Genève
“เมื่อคุณมีอิสระ คุณจะไม่ถูกจำกัดด้วยขนบหรือความคาดหวังของคนอื่น” เขากล่าว “และนั่นคือสิ่งที่อยู่ในดีเอ็นเอของ Girard-Perregaux มาตลอด”

ปรัชญาดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนผ่านผลงานล่าสุด Minute Repeater Flying Bridges ซึ่งมาร์กเรียกว่าเป็นผลลัพธ์ของการเดินทางที่กินเวลายาวนานถึง 235 ปี “หลายคนถามผมว่านาฬิการุ่นนี้ใช้เวลาพัฒนากี่ปี” เขาเล่าพร้อมรอยยิ้ม “พวกเขาคาดหวังว่าจะได้ยินคำตอบว่า 4 ปี หรือ 5 ปี แต่คำตอบของผมคือ 235 ปี”

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายถึงระยะเวลาการพัฒนาโดยตรง หากแต่เป็นการอ้างอิงถึงองค์ความรู้ที่สืบทอดมาตั้งแต่ Jean-François Bautte ผู้ก่อตั้ง Manufacture แห่งแรกของอุตสาหกรรมนาฬิกาในปี 1791 ก่อนจะต่อยอดมาสู่ผลงานของ Constant Girard ผู้สร้าง Three Bridges อันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ในศตวรรษที่ 19

นาฬิกา Minute Repeater Flying Bridges คือการหลอมรวมมรดกเหล่านั้นเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ภายในกลไก Calibre GP9530 ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 475 ชิ้น ผสาน Minute Repeater, Flying Tourbillon และระบบขึ้นลานอัตโนมัติแบบไมโครโรเตอร์ไว้ในโครงสร้างเดียว โดยต้องใช้เวลากว่า 440 ชั่วโมงในการประกอบและตกแต่งอย่างประณีต 

แต่ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่จำนวนชิ้นส่วน หากอยู่ที่ “เสียง” “เราออกแบบทุกองค์ประกอบโดยเริ่มต้นจากคุณภาพเสียง” มาร์กอธิบาย “Minute Repeater คือเครื่องดนตรีขนาดจิ๋ว และทุกการตัดสินใจทางวิศวกรรมต้องตอบคำถามเดียวกันว่า จะทำให้เสียงดีขึ้นได้อย่างไร”

ทีมพัฒนาจึงเลือกใช้แผ่นฐานและสะพานจักรที่ผลิตจากไทเทเนียมเพื่อช่วยส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมทั้งด้านหน้าและด้านหลังทำหน้าที่เสมือนห้องสะท้อนเสียงขนาดย่อม ขณะที่ค้อนและฆ้องถูกย้ายมาอยู่ด้านหน้าของกลไกเพื่อหลีกเลี่ยงการดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากข้อมือผู้สวมใส่
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการผสานระบบขึ้นลานอัตโนมัติเข้ากับ Minute Repeater ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วไมโครโรเตอร์อาจสร้างเสียงรบกวนที่ส่งผลต่อความบริสุทธิ์ของเสียงระฆัง “เราออกแบบไมโครโรเตอร์ไวท์โกลด์ให้ทำงานอย่างเงียบที่สุด และติดตั้งบนอัญมณีแทนลูกปืน” Marc อธิบาย “แม้แต่ชุดควบคุมจังหวะการตีระฆังก็ถูกย้ายไปไว้ด้านหลังของกลไก เพื่อไม่ให้รบกวนคุณภาพเสียง”

ผลลัพธ์คือ Minute Repeater ที่ไม่ได้โดดเด่นเพียงด้านเสียง หากยังสร้างมาตรฐานใหม่ในเชิงวิศวกรรม เพราะสามารถกันน้ำได้ถึง 30 เมตร แม้จะมีกลไกสไลด์สำหรับกระตุ้นเสียงอยู่ด้านข้างตัวเรือน ซึ่งนับเป็นความสำเร็จทางเทคนิคที่หาได้ยากในโลกของนาฬิกาตีบอกเวลา
ในเชิงสุนทรียศาสตร์ นาฬิการุ่นนี้ยังคงรักษาสถาปัตยกรรม Three Bridges เอาไว้อย่างครบถ้วน แต่ถูกตีความใหม่ในรูปแบบ Flying Bridges ที่ดูร่วมสมัยและโปร่งเบายิ่งขึ้น โดยสะพานจักรสีพิงก์โกลด์ทั้งสามชิ้นทำให้ Flying Tourbillon และกลไก Minute Repeater ดูราวกับลอยอยู่ภายในตัวเรือนโรสโกลด์ขนาด 46 มิลลิเมตร

“เมื่อคุณเปิดเผยทุกองค์ประกอบของกลไก ทุกองค์ประกอบต้องสมบูรณ์แบบ” มาร์กกล่าว คำพูดนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะกลไก GP9530 ผ่านการขัดแต่งมุมเอียงด้วยมือถึง 1,340 จุด รวมถึงมุมด้านในอีก 295 จุด และยังมีการสลักอักษรย่อของช่างผู้ประกอบลงบนตัวกลไก เปรียบเสมือนลายเซ็นส่วนตัวของผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้

ในยุคที่โลกนาฬิกาเต็มไปด้วยการแข่งขันด้านการตลาด มาร์กเชื่อว่าสิ่งที่นักสะสมกำลังมองหามากที่สุดกลับเป็นสิ่งที่เรียบง่าย “พวกเขาต้องการความจริงใจ ความซื่อสัตย์ และงานฝีมือที่แท้จริง” เขากล่าว “นักสะสมทุกวันนี้ฉลาดมาก หากคุณสร้างบางสิ่งที่ไม่เชื่อมโยงกับตัวตนของแบรนด์ พวกเขาจะรู้ทันที”

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Girard-Perregaux จึงยังคงเลือกเดินบนเส้นทางของตนเอง ผลิตนาฬิกาเพียง 5,000-10,000 เรือนต่อปี และมุ่งเน้นไปที่นักสะสมที่ชื่นชมสิ่งที่อยู่ภายในกลไก มากกว่าการใช้เรือนเวลาเป็นสัญลักษณ์แห่งสถานะ

“เราไม่ใช่แบรนด์สำหรับคนที่ต้องการแสดงอำนาจ ความมั่งคั่ง หรือสถานะทางสังคม” มาร์กกล่าว “นักสะสมของเราสนใจสิ่งที่อยู่ภายใน พวกเขาเข้าใจงานฝีมือ วิศวกรรม และความพยายามที่ซ่อนอยู่ในทุกกลไก พวกเขาคือ connoisseurs และผมก็พอใจกับสิ่งนั้น”

สำหรับ Marc Michel-Amadry ความสำเร็จของ Girard-Perregaux จึงไม่ใช่เรื่องของยอดขายหรือส่วนแบ่งตลาด แต่คือการรักษา “อิสรภาพ” ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาตลอดกว่า 230 ปี และยังคงสะท้อนอยู่ในทุกจังหวะเสียงของ Minute Repeater Flying Bridges เรือนล่าสุดนี้ 

ข้อมูลทางเทคนิค 

หมายเลขอ้างอิง: GP09530-2198

ตัวเรือน: พิงก์โกลด์ขนาด 46 มม. 

หน้าปัด: ขอบหน้าปัดด้านในพิงก์โกลด์ พร้อมหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสงสีฟ้า

กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติที่พัฒนาและผลิตขึ้นภายในโรงงานของแบรนด์ พร้อมไมโครโรเตอร์ทำจากไวท์โกลด์ 

ความถี่: 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง 

(3 เฮิร์ต) พลังงานสำรอง60 ชั่วโมง

ฟังก์ชัน: ตีบอกเวลานาที (Minute Repeater), ทูร์บิญอง, ชั่วโมง, นาที และวินาทีขนาดเล็กบนทูร์บิญอง 

วัสดุ: ยางสีดำลวดลายผิวสัมผัสแบบผ้า

ตัวล็อกสาย: ตัวล็อคสายแบบบานพับสามชั้นทำจากพิงก์โกลด์

4 ผลงานกลไกซับซ้อนของ A. Lange & Söhne ที่นักสะสมทุกคนควรรู้จัก

นับตั้งแต่ Ferdinand Adolph Lange ก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาในปี 1845 และ Walter Lange คืนชีพให้กับแบรนด์กลับมาอีกครั้งในปี 1990 A. Lange & Söhne ก็ยังยึดมั่นในแนวคิดเดียวมาโดยตลอด นั่นคือการสร้างนาฬิกาที่โดดเด่นในด้านวิศวกรรมและงานฝีมือ

ทุกเรือนขับเคลื่อนด้วยกลไกที่ผลิตขึ้นภายในโรงงาน ประกอบสองครั้ง (Double Assembly) และตกแต่งด้วยมืออย่างละเอียด ตั้งแต่แผ่นฐานแบบ Three-quarter Plate ที่ทำจาก German Silver ไปจนถึง Balance Cock ที่ช่างแกะสลักด้วยมือทีละชิ้น ซึ่งไม่มีเรือนใดเหมือนกัน  และสิ่งที่ทำให้ Lange แตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น คือการนำเสนอความซับซ้อนทางกลไกอย่างสุขุม แม้นาฬิกาจะอัดแน่นด้วยกลไกระดับ Grand Complication แต่หน้าปัดกลับยังคงอ่านเวลาได้ง่าย สง่างาม และไม่เคยรู้สึกว่ากำลัง “อวด” ความซับซ้อน ดังเช่นผลงานเหล่านี้ 

1815 RATTRAPANTE ความงดงามของโครโนกราฟ

ในโลกของนาฬิกาจับเวลา ไม่มีระบบใดได้รับการยกย่องจากนักสะสมมากไปกว่า Rattrapante หรือ Split-seconds Chronograph กลไกนี้สามารถจับเวลาสองเหตุการณ์ที่เริ่มต้นพร้อมกันแต่สิ้นสุดต่างเวลากันได้ ผ่านเข็มโครโนกราฟสองชุดที่ซ้อนอยู่บนแกนเดียวกัน การสร้างระบบดังกล่าวต้องอาศัยชุดเฟือง คอลัมน์วีล คีมจับเข็ม และสปริงจำนวนมากที่ทำงานสัมพันธ์กันอย่างแม่นยำ

สำหรับ 1815 RATTRAPANTE ทาง A. Lange & Sohne เลือกนำเสนอความซับซ้อนทั้งหมดผ่านหน้าปัดที่เรียบง่าย สมมาตร และได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกในศตวรรษที่ 19 ภายในคือกลไก Calibre L101.2 ซึ่งเป็นกลไก Rattrapante รุ่นที่เจ็ดของแบรนด์ ใช้ Column Wheel สองชุด พร้อมกำลังสำรองประมาณ 58 ชั่วโมง

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่จำนวนชิ้นส่วน แต่คือการทำให้กลไกที่ซับซ้อนที่สุดชนิดหนึ่งของโลก ดูเรียบง่ายราวกับนาฬิกาสามเข็ม

1815 RATTRAPANTE PERPETUAL CALENDAR เมื่อสาม Grand Complication อยู่ร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ

หาก 1815 RATTRAPANTE คือบทพิสูจน์ด้านโครโนกราฟ รุ่น 1815 RATTRAPANTE PERPETUAL CALENDAR ก็คือการผลักขีดจำกัดของศาสตร์แห่งนาฬิกาไปอีกระดับ

ภายในตัวเรือนขนาด 41.9 มิลลิเมตร Lange รวมเอาสามกลไกระดับสูงไว้ด้วยกัน ได้แก่ Split-seconds Chronograph, Perpetual Calendar และ Moon Phase ทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre L101.1 ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 636 ชิ้น ผลิตทั้งในตัวเรือนแพลทินัม ไวท์โกลด์ และพิงก์โกลด์ โดยรุ่นไวท์โกลด์โดดเด่นด้วยหน้าปัดที่ทำจาก Pink Gold แบบ Solid และผลิตในจำนวนจำกัด 

แม้จะซับซ้อนอย่างยิ่ง แต่หน้าปัดกลับยังคงมีสัดส่วนที่สมดุล อ่านค่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่ปฏิทินถาวรสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องจนถึงปี 2100 โดยไม่ต้องปรับตั้ง 

RICHARD LANGE TOURBILLON “Pour le Mérite” จุดสูงสุดของวิศวกรรมเชิงกล

สำหรับ A. Lange & Söhne  คำว่า “Pour le Mérite” ที่ใช้ต่อท้ายชื่อรุ่นนั้นแสดงให้เห็นถึงการยกย่องเชิดชูความเป็นเลิศทางวิศวกรรมซึงใช้ระบบส่งพลังงาน fusée-and-chain โดยนับตั้งแต่แบรนด์กลับมาในปี 1990 Lange ผลิตนาฬิกาที่ได้รับชื่อนี้เพียง 5 รุ่น เท่านั้น  

RICHARD LANGE TOURBILLON “Pour le Mérite” รวมเอาสองสุดยอดกลไกเข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ Fusée-and-Chain Transmission ระบบส่งกำลังผ่านโซ่และกรวยที่ช่วยให้แรงบิดส่งไปยังชุดเฟืองอย่างสม่ำเสมอแม้ลานจะคลายตัว และ  One-minute Tourbillon ที่หมุนครบหนึ่งรอบในหนึ่งนาที เพื่อช่วยลดผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงต่อความเที่ยงตรงของนาฬิกา การนำกลไกทั้งสองมาทำงานร่วมกัน ถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายในโลกสามารถทำได้ 

DATOGRAPH PERPETUAL หนึ่งในโครโนกราฟที่ดีที่สุดแห่งยุคสมัย

เมื่อ Lange เปิดตัว DATOGRAPH ในปี 1999 วงการนาฬิกาต่างยกย่องให้เป็นหนึ่งในโครโนกราฟที่สวยงามที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา เจ็ดปีต่อมา แบรนด์ได้พัฒนาต่อยอดเป็น DATOGRAPH PERPETUAL โดยเพิ่มกลไกปฏิทินถาวรเข้าไป พร้อมยังคงระบบ Flyback Chronograph อันโด่งดังไว้เช่นเดิม 

นอกจากจับเวลาแบบ Flyback แล้ว นาฬิกายังสามารถแสดงวันที่ วันในสัปดาห์ เดือน และปีอธิกสุรทินได้อย่างแม่นยำ โดยจะต้องปรับแก้เพียงครั้งเดียวในปี 2100 สำหรับนักสะสมจำนวนมาก ความงดงามที่แท้จริงของ DATOGRAPH ไม่ได้อยู่ที่หน้าปัด แต่คือสถาปัตยกรรมของกลไกด้านหลังตัวเรือน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานออกแบบกลไกโครโนกราฟที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์นาฬิกา

Titoni ฉลอง 38 ปีแห่งพันธมิตรระหว่าง Titoni และ UKT พร้อมเดินหน้าสู่อนาคตด้วยวิสัยทัศน์ทีมผู้บริหารรุ่นใหม่

พร้อมเปิดตัว Seascoper 300, The 38th นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชัน 38 เรือน สำหรับแฟนชาวไทย และแต่งตั้ง นิว-นราวิชญ์ ตั้งคารวคุณ เป็น Friend of TITONI คนแรกของประเทศไทย

ครบรอบ 38 ปีแห่งสายสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง Titoni และ UNITED KRUNG THONG Trading Co., Ltd. ทั้งที งานนี้ทางแบรนด์นาฬิกาสวิสที่สั่งสมชื่อเสียงมาอย่างยาวนานอย่าง Titoni และพันธมิตรในประเทศไทยอย่าง UKT จึงขอประกาศข่าวดีพร้อมๆ กัน ภายในงานที่จัดขึ้น ณ ร้าน Underhound เมื่อช่วง Siam Paragon Watch Fair ครั้งล่าสุด

เสริมความแข็งแกร่งด้วยวิสัยทัศน์คนรุ่นใหม่

ตลอดระยะเวลากว่า 38 ปี Titoni และ UKT ได้พัฒนาจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และความผูกพันระหว่างสองครอบครัว ได้แก่ ตระกูล Schluep เจ้าของและผู้บริหารแบรนด์นาฬิกา Titoni และตระกูลตันติวงษากิจ ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาชั้นนำภายใต้ชื่อ UKT จวบจนถึงวันนี้ทั้งสององค์กรยังคงร่วมมือกันต่อยอดความสัมพันธ์อันยาวนาน และมุ่งสู่อนาคตด้วยการผสมผสานมุมมองจากประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน เข้ากับความเข้าใจตลาดของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน

ทุกวันนี้แบรนด์ Titoni นำโดย Marc Cédric Schluep, Co-CEO แห่ง Titoni และทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูล Schluep ผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง ในด้านการบริหารและการพัฒนากลยุทธ์ของแบรนด์ รวมถึงการขยายธุรกิจในตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง ส่วน UKT มีบทบาทในการเสริมความแข็งแกร่งในด้านการพัฒนาแบรนด์ และการสื่อสารผ่านคนรุ่นใหม่อย่าง บิวตี้-วนัชพร ตันติวงษากิจ Assistant to Brand Director ผู้มีบทบาทในการสนับสนุน งานการบริหารและพัฒนาแบรนด์ ร่วมกับ คม สัจวโรดม Brand Director ซึ่งการผสานประสบการณ์จากธุรกิจที่สั่งสมมายาวนาน เข้ากับมุมมองร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่นี้ สะท้อนถึงทิศทางที่ทั้ง Titoni และ UKT พร้อมเดินไปร่วมกัน

นาฬิการุ่นพิเศษ Seascoper 300, The 38th

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่หลายคนรอคอย คือการเปิดตัวนาฬิกา Titoni รุ่น Seascoper 300, The 38th รุ่นลิมิเต็ดจำนวน 38 เรือน สำหรับประเทศไทยเท่านั้น เพื่อระลึกถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง Titoni และ UKT ความพิเศษของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่หน้าปัดสีเรดเบอร์กันดี เฉดสีอันเป็นสัญลักษณ์ของ UKT พร้อมด้วยการแกะสลักฝาหลังบริเวณกึ่งกลางหน้าต่างเรือที่เป็นตัวเลขประจำเดือนที่มีขนาดใหญ่และโดดเด่นตามแบบฉบับของนาฬิกาดำน้ำตั้งแต่ยุคอดีต

ว่าแล้วก็ต้องขอย้อนกลับไปเล่าถึงความเป็นมาของนาฬิการุ่น Seascoper สักนิด นาฬิกาดำน้ำ Seascoper เรือนแรกเปิดตัวในปี 1963 โดยในขณะนั้นยังใช้ชื่อว่า ‘Felca’ ซึ่งเป็นแบรนด์ต้นกำเนิดของ Titoni ซึ่งนับเป็นหนึ่งในนาฬิกาข้อมือสำหรับนักดำน้ำที่ได้รับความนิยมในยุคแรกๆ และได้รับความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน Seascoper ยังถือว่าเป็นนาฬิกาที่มีทางเลือกหลากหลายในด้านดีไซน์ให้คนที่ชื่นชอบในนาฬิกาสปอร์ตรุ่นนี้สนุกกับการเลือก Seascoper ในรูปแบบที่เป็นตัวเองได้ดีที่สุด

สำหรับ Seascoper 300, The 38th  รุ่นพิเศษเพื่อแฟนชาวไทยรุ่นนี้นั้นก็ถือเป็นรุ่นที่ยังคงรูปแบบนาฬิกาดำน้ำรุ่น Seascoper แบบดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ขอบตัวเรือนเซรามิกหมุนได้ หลักชั่วโมงและชุดเข็มเคลือบสารเรืองแสงเพื่อให้อ่านค่าได้ง่ายในที่มืด และหน้าต่างวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา เน้นการใช้งานที่ง่ายดายด้วยการแสดงค่าบนหน้าปัดที่คมชัด และด้วยสีเรดเบอร์กันดีบริเวณหน้าปัดตัดกับขอบตัวเรือนสีดำทำให้ดูเท่และโดดเด่น ทำให้ Seascoper ที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษในครั้งนี้น่าจะครองใจแฟนๆ ชาวไทยได้ไม่ยาก

Friend of Titoni คนแรกแห่งประเทศไทย

ในโอกาสนี้ Titoni ยังได้ประกาศแต่งตั้ง นิว-นราวิชญ์ ตั้งคารวคุณ นักธุรกิจรุ่นใหม่และผู้บริหารบริษัท ไทยวาชิน จำกัด ในฐานะ Friend of Titoni คนแรกของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแบรนด์ ในการถ่ายทอดภาพลักษณ์และจิตวิญญาณของแบรนด์ผ่านคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ ไลฟ์สไตล์ และคุณค่าที่สอดคล้องกับแบรนด์อย่างแท้จริง ด้วยไลฟสไตล์ที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของนักสำรวจ เพราะผู้บริหารหนุ่มผู้นี้นอกจากจะสานต่อธุรกิจของครอบครัวด้วยความมุ่งมั่นแล้ว เขายังเป็นนักดำน้ำระดับ PADI Dive Master ผู้หลงใหลการสำรวจโลกใต้ท้องทะเลและมีประสบการณ์ดำน้ำมากกว่า 380 ล็อกไดฟ์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นและกล้าหาญในการก้าวข้ามความท้าทายในทุกรูปแบบ ผสานเข้ากับบุคลิกเรียบหรู สุขุมตามแบบฉบับหนุ่มนักบริหาร นิว-นราวิชญ์ จึงสามารถถ่ายทอดตัวตนของ Titoni ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสามารถสื่อสารความน่าเชื่อถือของแบรนด์นาฬิกาจากสวิสอย่าง Titoni ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จเตรียมจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

เจาะลึก IAMWATCH 2026: เมื่อสิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณนาฬิกาอิสระ

Orient Star เปิดบูติกแห่งแรกในโลก ณ ชั้น 2 เกษรวิลเลจ พร้อมเปิดตัวนาฬิกาฉลอง 75 ปี รุ่นพิเศษเพื่อแฟนนาฬิกาชาวไทยโดยเฉพาะ 

พาชมนาฬิกา MING 37.06 Royal Selangor หัตถศิลป์แห่งกัวลาลัมเปอร์

นิยามใหม่แห่งหัตถศิลป์มาเลเซีย MING ผสานมือ Royal Selangor รังสรรค์บนนาฬิการุ่น 37.06

MING แบรนด์นาฬิกาอิสระชื่อดังเดินหน้าสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ด้วยการร่วมมือกับแบรนด์นอกอุตสาหกรรมเรือนเวลาเป็นครั้งแรก โดยจับมือกับ Royal Selangor ผู้ผลิตเครื่องดีบุก (Pewter) ระดับตำนานของมาเลเซียที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี 1885 รังสรรค์เรือนเวลารุ่นพิเศษ MING 37.06 Royal Selangor ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 88 เรือนทั่วโลก และถือเป็นครั้งแรกที่ MING ดำเนินการประกอบตัวเรือนขั้นสุดท้ายในกรุงกัวลาลัมเปอร์ทั้งหมด

ความงดงามของดีบุกตอกลายและตัวเรือนไทเทเนียม

ความโดดเด่นสำคัญของเรือนเวลารุ่นนี้คือหน้าปัดดีบุกตอกลายด้วยมือ (Hammered pewter dial) ผลิตโดยช่างฝีมือของ Royal Selangor ใช้เนื้อดีบุกบริสุทธิ์สูงถึง 97% ผสมทองแดงและแอนติโมนีเพื่อความแข็งแกร่ง นวัตกรรมหน้าปัดดีบุกมอบโทนสีอบอุ่นและมีมิติความลึกที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งแม้จะไม่เกิดสนิมหรือหมองคล้ำ แต่จะค่อยๆ พัฒนาชั้นผิว (Patina) อย่างนุ่มนวลตามกาลเวลา

ตัวเรือนใช้วัสดุไทเทเนียม Grade 2 ปัดลายซาตินตลอดทั้งเรือน ในดีไซน์ตระกูล 37-series มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มิลลิเมตร หนา 11.05 มิลลิเมตร ระยะ Lug-to-Lug 44.73 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักตัวเรือนเบาเพียง 35.9 กรัม ให้สวมใส่สบาย พร้อมประสิทธิภาพการกันน้ำได้ถึง 100 เมตร

ขุมพลังกลไกและบรรจุภัณฑ์สุดพิเศษ

ฝาหลังตัวเรือนได้รับการสลักตราสัญลักษณ์ความร่วมมือระหว่าง MING และ Royal Selangor เผยให้เห็นกลไกอัตโนมัติ Sellita for MING SW300.M1 ความหนาเพียง 3.6 มิลลิเมตร ตกแต่งฉลุโปร่งเคลือบโรเดียมอย่างสวยงาม สำรองพลังงานได้นาน 50 ชั่วโมง

ตัวเรือนจับคู่มากับสายหนังแพะ (Goat leather) สีฟ้าเทาที่รังสรรค์โดย Jean Rousseau มาพร้อมระบบ Quick-release และหัวล็อก Flying-blade tuck buckle ที่ปรับขนาดได้อย่างละเอียด นอกจากนี้ นาฬิกายังบรรจุมาในกล่องบรรจุภัณฑ์ดีบุกตอกลายสไตล์เดียวกับหน้าปัด ซึ่งออกแบบโดย MING และผลิตโดย Royal Selangor

นาฬิกาเริ่มวางจำหน่าย ณ บูติคของ Royal Selangor ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2026 และเปิดขายบนเว็บไซต์หลักของ MING ในจำนวนจำกัดตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: MING 37.06 Royal Selangor
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม Grade 2 ปัดลายทั้งเรือน ขนาด 38 มม. หนา 11.05 มม. ระยะ Lug-to-Lug 44.73 มม. น้ำหนักตัวเรือน 35.9 กรัม กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: ดีบุกตอกลายด้วยมือ (Hammered pewter) ผลิตโดย Royal Selangor
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมงและนาที
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ MING SW300.M1 (Base Sellita) สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง งานตกแต่งฉลุโปร่งเคลือบโรเดียม
  • สาย: สายหนังแพะสีฟ้าเทาจาก Jean Rousseau พร้อมหัวล็อก Flying-blade tuck buckle
  • จำนวนการผลิต: ลิมิเต็ดเอดิชัน 88 เรือนทั่วโลก (ประกอบเครื่องในกัวลาลัมเปอร์)
  • บรรจุภัณฑ์: กล่องดีบุกตอกลายที่ออกแบบโดย MING และผลิตโดย Royal Selangor

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน
Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa 
ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

สีสันแห่งสนามแข่ง TAG Heuer Carrera Chronograph x Team Ikuzawa

นาฬิกามอเตอร์สปอร์ตญี่ปุ่น ผลิตจำกัด 150 เรือน

TAG Heuer เดินหน้าถ่ายทอดเรื่องราวโลกแห่งความเร็วอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ถูกเล่าผ่านกลิ่นอายมอเตอร์สปอร์ตยุคทองของญี่ปุ่น ด้วยการเปิดตัวเรือนเวลารุ่นพิเศษ TAG Heuer Carrera Chronograph x Team Ikuzawa ณ กรุงโตเกียว ในวันที่ 30 กรกฎาคม โดยเป็นการจับมือกันอีกครั้งระหว่างแบรนด์นาฬิกาสวิสระดับตำนาน, Team Ikuzawa และสำนักแต่งนาฬิกาชื่อดัง Bamford Watch Department ของ George Bamford หลังจากที่เคยร่วมงานกันครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน เพื่อรังสรรค์เรือนเวลารุ่นจำกัดเพียง 150 เรือนทั่วโลก

Team Ikuzawa คือหนึ่งในชื่อที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในวงการแข่งรถของญี่ปุ่น ก่อตั้งโดย Tetsu Ikuzawa นักแข่งระดับตำนาน และสืบทอดมาถึงรุ่นลูกสาวอย่าง Mai Ikuzawa ผู้รับหน้าที่ Team Principal และ Creative Director ซึ่งสำเร็จการศึกษาจาก Central Saint Martins เธอได้ปรับโฉมทีมแข่งรถให้กลายเป็นแพลตฟอร์มทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงเข้ากับแฟชั่น ศิลปะ และการออกแบบ ซึ่งสำหรับการรังสรรค์นาฬิการุ่นนี้ เธอได้จับมือกับ Bamford ผู้เชี่ยวชาญด้านการคัสตอมนาฬิกาอีกครั้งเพื่อสร้างสรรค์ไอคอนชิ้นใหม่สำหรับนักสะสม

การออกแบบนาฬิการุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากจดหมายเหตุชิ้นสำคัญของทีม นั่นคือนาฬิกาจับเวลา Roadmaster อุปกรณ์บอกเวลาดีไซน์เด่นที่อ่านค่าง่าย และกลายเป็นสัญลักษณ์ของ Team Ikuzawa ในยุค 1970s ถึง 1980s ทั้ง Bamford และ Ikuzawa ได้นำเอากราฟิก สัดส่วน และโทนสีมาตีความใหม่ลงบนตัวเรือน TAG Heuer Carrera Glassbox ขนาด 39 มิลลิเมตร ซึ่งโดดเด่นด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมไร้ขอบเบเซล ช่วยให้มองเห็นหน้าปัดได้อย่างชัดเจนไร้สิ่งกีดขวาง สะท้อนถึงปรัชญาดั้งเดิมของ Jack Heuer ที่เน้นการอ่านค่าเวลาได้ง่ายที่สุด

หน้าปัดคือไฮไลต์สำคัญที่ถ่ายทอดอารมณ์ของหน้าปัดนาฬิกาจับเวลา มาในพื้นผิวสีขาวลาย Clou de Paris พร้อมหลักชั่วโมงแบบพิมพ์แทนการติดชิ้นส่วนนูน เติมความโดดเด่นด้วยรายละเอียดสีแดงบนตัวเลขวันที่ เข็มวินาทีจับเวลาตรงกลาง และเข็มย่อย

นอกจากนี้ จุดที่แยบยลที่สุดคือตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซึ่งปกติจะเป็นวงวินาทีย่อย ได้ถูกแทนที่ด้วยสัญลักษณ์โลโก้ของ Team Ikuzawa โดยกลไกอินเฮาส์โครโนกราฟ TH20-10 ของ TAG Heuer ได้ตัดการแสดงผลวินาทีย่อยออกไป เพื่อเป็นการนึกถึงนาฬิกาโครโนกราฟ Heuer ยุค 1960s-1970s ที่เคยเว้นพื้นที่หน้าปัดไว้สำหรับทีมแข่งและสปอนเซอร์

รายละเอียดอื่นๆ ยังคงคอนเซ็ปต์การแข่งขันไว้อย่างแน่นแฟ้น ทั้งขอบหน้าปัดด้านใน (Flange) สีดำตัดกับสเกลนาทีสีขาว เม็ดมะยมประดับวงแหวนลงยาสีแดง และนอกจากสายสแตนเลสสตีลแบบ 7 ข้อสายแล้ว ตัวเรือนยังมาพร้อมสายแถมอีก 2 เส้น ได้แก่ สายหนังสีขาวฉลุรูพร้อมเดินด้ายสีแดงสไตล์ถุงมือแข่งรถวินเทจ และสายผ้าสีแดงสลับขาวตามโทนสีของทีม แม้กระทั่งกล่องบรรจุก็ได้รับการออกแบบให้เหมือนกล่องเครื่องมือในพิทการาจ พร้อมกระเป๋าเดินทางทรงพกพาและชุดพวงกุญแจที่ระลึกของ Team Ikuzawa

TAG Heuer Carrera Chronograph x Team Ikuzawa วางจำหน่ายพร้อมรันหมายเลขผลิตจำกัดเพียง 150 เรือน นับเป็นผลงานระดับสะสมที่ผสมผสานมรดกโครโนกราฟสวิสเข้ากับความเท่ของมอเตอร์สปอร์ตญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. ดีไซน์ทรง Glassbox กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมไร้เบเซล เม็ดมะยมแต่งวงแหวนลงยาสีแดง
  • หน้าปัด: สีขาวปัดลาย Clou de Paris หลักชั่วโมงแบบพิมพ์ โลโก้ Team Ikuzawa ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เข็มและสเกลตกแต่งด้วยสีแดง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที วันที่ และระบบจับเวลาโครโนกราฟ (ตัดวงวินาทีย่อยออก)
  • กลไก: กลไกอินเฮาส์โครโนกราฟอัตโนมัติ Calibre TH20-10
  • สาย: สายสแตนเลสสตีล 7 ข้อสาย มาพร้อมสายหนังสีขาวฉลุรู และสายผ้าสีแดงสลับขาว
  • จำนวนการผลิต: ลิมิเต็ดเอดิชัน 150 เรือนทั่วโลก (รันหมายเลขประจำเรือน)
  • บรรจุภัณฑ์: กล่องดีไซน์กล่องเครื่องมือพิทการาจ พร้อมกระเป๋าพกพาและของสะสมพิเศษ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Introducing :ประณีตศิลป์แห่งเรือนเวลา Lebois & Co Heritage Atelier Small Seconds
เปิดวิสัยทัศน์ของ Laurent Lecamp ผู้นำชื่อ Minerva กลับคืนสู่หน้าปัดอย่างสง่างามอีกครั้ง
Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy ถ่ายทอดจิตวิญญาณซามูไรผ่านศิลปะนาฬิกาชั้นสูง

พาชมนาฬิกาสไตล์สปอร์ตสำหรับสายนักเดินทางกับ Bell & Ross BR 05 GMT Green Steel

เรือนเวลาสีเขียว Sage Green ของนักเดินทาง

Bell & Ross ตอกย้ำความสำเร็จของคอลเลกชันเรือนเวลาสไตล์ Urban ด้วยการเปิดตัว BR 05 GMT Green Steel (Ref. BR05G-GN-ST) สมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูล BR 05 GMT ที่มาพร้อมโทนสีหน้าปัดเขียวเซจ (Sage Green) สุดทันสมัย สะท้อนภาพลักษณ์ความสุขุม เรียบหรู แต่แฝงด้วยจิตวิญญาณของนักเดินทางผู้หลงใหลในชีวิตเมืองใหญ่อย่างลงตัว

งานดีไซน์ตัวเรือนและหน้าปัดสีเขียว Sage Green

BR 05 GMT Green Steel เรือนนี้จะโดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเขียว Sage Green ที่ผ่านการปัดลาย Sunburst เปล่งประกายเล่นแสงอย่างสวยงาม ตัวเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีลขัดเงาสลับกับการปัดลายซาตินบนตัวเรือนขนาด 41 มิลลิเมตร และบางเพียง 11 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นสัดส่วนกึ่งกลางระหว่างรุ่น BR 05 Auto (40 มม.) และ Chronograph (42 มม.) ทำให้สวมใส่บนข้อมือได้อย่างลงตัว

ในส่วนของรอบขอบหน้าปัด (Flange) นั้น ตกแต่งด้วยสเกล 24 ชั่วโมงแบบสองโทนสี แบ่งฝั่งสีเขียวและสีโรเดียมปัดลาย เพื่อระบุเวลาช่วงกลางวันและกลางคืนได้อย่างชัดเจน พร้อมเข็ม GMT ปลายทรงสามเหลี่ยมสีขาวเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova ช่วยให้อ่านเวลาเขตที่สองได้อย่างเที่ยงตรง ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน และรองรับการกันน้ำได้ที่ระดับ 100 เมตร (10 ATM)

ขุมพลังกลไกอัตโนมัติสำหรับการเดินทาง

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre BR-CAL.325.1 ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 Hz) และสำรองพลังงานได้ยาวนาน 54 ชั่วโมง มาพร้อมฟังก์ชันแสดงเวลาชั่วโมง นาที วินาที หน้าต่างวันที่บริเวณ 3 นาฬิกา และเข็ม GMT ที่สามารถปรับตั้งได้อย่างสะดวก ด้านหลังตัวเรือนเป็นฝาหลังแซฟไฟร์ใสเผยให้เห็นโรเตอร์โรเตติ้งดิสก์ (360° Oscillating weight) ดีไซน์ล้อแม็กอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

ตัวเรือนมีตัวเลือกสาย 2 สไตล์ ทั้งสายสแตนเลสสตีลแบบ Integrated เชื่อมต่อเข้ากับตัวเรือนได้อย่างไร้รอยต่อ และสายยางสีเขียวเข้าชุดกับสีหน้าปัด โดยทั้งสองแบบมาพร้อมบานพับล็อก (Folding clasp) ผลิตจากสแตนเลสสตีล

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Bell & Ross BR 05 GMT Green Steel (Ref. BR05G-GN-ST)
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีลขัดเงาสลับปัดลาย ขนาด 41 มม. หนา 11 มม. กระจกแซฟไฟร์เคลือบสารตัดแสงสะท้อน ฝาหลังแซฟไฟร์ใส กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีเขียว Sage Green ปัดลาย Sunburst ขอบหน้าปัดสเกล 24 ชั่วโมงสองโทนสี หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบ Super-LumiNova
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และฟังก์ชัน GMT บอกเวลาเขตที่สอง (24-Hour scale)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Calibre BR-CAL.325.1 สำรองพลังงาน 54 ชั่วโมง ความถี่ 28,800 vph
  • สาย: สายสแตนเลสสตีลแบบ Integrated หรือ สายยางสีเขียว มาพร้อมบานพับล็อกสแตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน
Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa 
ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

ทำความรู้จักนาฬิกาจาก 6 Microbrand ที่สร้างแบรนด์โดยไม่พึ่งพามรดกเชิงประวัติศาสตร์

เมื่อไม่มีมรดกเป็นแต้มต่อ นาฬิกา Microbrand จะสร้างตัวตนและความหมายของตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร

บทความนี้จะพาไปรู้จักกับ 6 Microbrand ที่สร้างตัวตนจากวิสัยทัศน์ของนักออกแบบ งานฝีมือแบบดั้งเดิม อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ไปจนถึงอารมณ์ขัน รสนิยม และปรัชญาของช่างทำนาฬิกา ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างก็กำลังตอบคำถามร่วมกันว่า หากไม่มีประวัติศาสตร์เป็นรากฐานแล้ว พวกเขาจะก่อร่างสร้างตัวตน และคุณค่าของตัวเองขึ้นมาอย่างไร

MING

หากจะมีแบรนด์ใดที่สะท้อนแนวคิดแบบ Post-Heritage Watchmaking ได้อย่างชัดเจนที่สุด MING อาจจะเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง แบรนด์จากมาเลเซียนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดย Ming Thein ผู้เป็นช่างภาพ วิศวกร  และนักออกแบบ โดยไม่ได้มีภูมิหลังเป็นช่างทำนาฬิกาแต่อย่างใด  แต่นั่นกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้เขามีมุมมองต่อนาฬิกาที่แตกต่างจากคนในวงการ

การสร้างตัวตนของ MING นั้น เริ่มต้นจากการตั้งคำถามที่ว่า “เรือนเวลาสามารถพาเราไปค้นพบอะไรใหม่ได้บ้าง” ผลลัพธ์ก็คือภาษาการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับแสง เงา มิติ และสัดส่วนมากกว่าการอ้างอิงจากรูปแบบดั้งเดิมของนาฬิกา โดยเฉพาะการใช้กระจกแซฟไฟร์คริสตัล แก้วโบโรซิลิเกต  หรือการสร้างเลเยอร์ของตัวเลขและหลักชั่วโมง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผลงานของ MING มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนสามารถจดจำได้แทบจะในทันที สร้างอัตลักษณ์ทางสายตาได้อย่างชัดเจน แม้จะมีอายุเพียงไม่กี่ปี โดยสำหรับผู้ที่อยากทำความรู้จักกับแบรนด์ รุ่นอย่าง 17.09 ก็ถือเป็นตัวแทนของแนวคิดดั้งเดิมของ MING ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ซีรีส์ 37 Series และ 20 Series ก็แสดงให้เห็นพัฒนาการด้านภาษาการออกแบบที่ซับซ้อนและทะเยอทะยานมากขึ้นเรื่อยๆ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน

ในโลกที่หลายแบรนด์ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือสร้างตัวตน MING กลับพิสูจน์ว่า เพียงแค่วิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและสม่ำเสมอก็สามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ได้ไม่ต่างกัน เพราะสำหรับ MING แล้ว วิสัยทัศน์ไม่ใช่เพียงจุดเริ่มต้นของการออกแบบ แต่เป็นมรดกที่แบรนด์จะยึดถือไว้เป็นตัวตนของพวกเขาอยู่เสมอนั่นเอง

anOrdain

ในยุคที่อุตสาหกรรมนาฬิกาให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี และการขยายกำลังการผลิตให้มากที่สุด anOrdain กลับเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม แบรนด์จากเมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 โดยกลุ่มนักออกแบบและช่างฝีมือที่เชื่อว่า คุณค่าของนาฬิกาไม่ได้อยู่เพียงแค่กลไกหรือชื่อเสียงของแบรนด์ แต่อยู่ในกระบวนการสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังด้วย

หัวใจสำคัญของ anOrdain คือ Enamel Dial หรือหน้าปัดลงยา ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคการผลิตหน้าปัดที่เก่าแก่และซับซ้อนที่สุดในโลกนาฬิกา กระบวนการนี้เกิดจากการนำผงแก้วมาหลอมบนแผ่นโลหะด้วยความร้อนสูงหลายรอบจนเกิดเป็นพื้นผิวที่มีความลึก เงางาม และมีลักษณะเฉพาะตัว 

หน้าปัดแต่ละชิ้นจึงไม่เหมือนกันเสียทีเดียว และต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความอดทน และความแม่นยำของช่างฝีมือในทุกขั้นตอน โดยสิ่งที่ทำให้ anOrdain แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ คือการที่พวกเขาไม่ได้ใช้ Enamel Dial เป็นเพียงรายละเอียดทางเทคนิคหรือเครื่องมือทางการตลาด แต่ยกระดับมันขึ้นมาเป็นแก่นของแบรนด์ ทุกองค์ประกอบตั้งแต่การออกแบบตัวอักษร การเลือกสี ไปจนถึงการจัดวางหน้าปัด ล้วนถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนงานอีนาเมลให้เป็นจุดเด่นสูงสุด ผลลัพธ์คือผลงานที่ผสมผสานระหว่างงานช่างฝีมือดั้งเดิมกับภาษาการออกแบบร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นทำความรู้จักแบรนด์ Model 1 ถือว่าเป็นผลงานที่สร้างชื่อให้กับ anOrdain ผ่านหน้าปัดอีนาเมลสีสันสดใสและงานออกแบบที่เรียบง่าย ขณะที่ Model 2 และ Model 3 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและความหลากหลายของแนวคิดการออกแบบโดยยังคงรักษาหัวใจสำคัญของแบรนด์เอาไว้อย่างครบถ้วน เพราะพวกเขาเลือกที่จะสร้างคุณค่าของตัวเองจากสิ่งที่จับต้องได้ในปัจจุบัน นั่นคืองานฝีมือที่เกิดจากความรู้ ความชำนาญ และเวลาที่ทุ่มเทลงไปในทุกหน้าปัด

OAN.GIO

หาก MING เลือกสร้างตัวตนจากวิสัยทัศน์ และ anOrdain สร้างคุณค่าจากงานฝีมือ OAN.GIO คือแบรนด์ที่เลือกสร้างความหมายจากอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม อีกหนึ่งแบรนด์เพื่อนบ้านของเรารายนี้ก่อตั้งโดย Nghia Nguyen Dai นักสะสมและผู้หลงใหลในงานศิลปะและมีรากเหง้าทั้งเวียดนามและฝรั่งเศส แบรนด์แห่งนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวทางวัฒนธรรมผ่านนาฬิกา แทนที่จะใช้ประวัติศาสตร์ขององค์กรเป็นจุดขายเหมือนแบรนด์ดั้งเดิม อัตลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนอยู่ในทุกองค์ประกอบของแบรนด์ ตั้งแต่ชื่อ OAN.GIO ที่เชื่อมโยงกับรากเหง้าของผู้ก่อตั้ง ไปจนถึงแนวคิดการทำงานที่เปิดพื้นที่ให้งานศิลปหัตถกรรมจากหลากหลายภูมิภาคได้เข้ามามีบทบาทบนหน้าปัดนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นงานเคลือบแล็กเกอร์จากเวียดนาม งาน Raden หรือเทคนิคการฝังมุกจากญี่ปุ่น รวมถึงเทคนิคดั้งเดิมจากช่างฝีมือในยุโรป เรือนเวลาทุกเรือนจึงทำหน้าที่เป็นมากกว่านาฬิกา หากแต่เป็นพื้นที่ที่วัฒนธรรมและงานศิลปะที่มาจากต่างภูมิหลังสามารถมาบรรจบกันได้ โดยไม่ได้มองว่างานคราฟต์เป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างความหรูหรา แต่ใช้มันเป็นภาษาสำหรับเล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้คน รากเหง้า และมรดกทางวัฒนธรรม บนหน้าปัดแต่ละเรือน

Studio Underd0g

ในวงการที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ความแม่นยำ และงานวิศวกรรมชั้นสูง Studio Underd0g ตั้งคำถามที่เรียบง่ายแต่สำคัญว่า “นาฬิกาต้องจริงจังขนาดนั้นเสมอไปหรือไม่?” แบรนด์จากสหราชอาณาจักรนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 โดย Richard Benc นักออกแบบผลิตภัณฑ์ผู้มองเห็นว่า นาฬิกากลไกสามารถเป็นได้มากกว่าเครื่องมือหรือเครื่องบ่งบอกสถานะ แต่ยังสามารถเป็นพื้นที่ของความสนุก ความคิดสร้างสรรค์ และบุคลิกเฉพาะตัวได้เช่นกัน

จุดกำเนิดของแบรนด์เกิดขึ้นจากความรู้สึกว่า ตลาดนาฬิกากำลังเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกัน และสื่อสารด้วยภาษาที่จริงจังจนเกินไป Studio Underd0g จึงเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม ด้วยการนำสีสัน อารมณ์ขัน และเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบหน้าปัด ตั้งแต่ผลไม้ เครื่องดื่ม ไปจนถึงอาหารที่หลายคนคุ้นเคย โดยผลงานที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในระดับสากลคือ Watermel0n Chronograph นาฬิกาโครโนกราฟที่ใช้สีเขียวและสีชมพูเพื่อจำลองภาพของแตงโมอย่างชัดเจน ก่อนที่แบรนด์จะต่อยอดแนวคิดดังกล่าวผ่านรุ่นอื่นๆ ที่ใช้การเล่าเรื่องผ่านสีสัน และรายละเอียดเล็กๆ บนหน้าปัด จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้จะดูสนุกสนานในแวบแรก แต่เบื้องหลังนั้นยังคงเต็มไปด้วยความใส่ใจในสัดส่วน การเลือกใช้สี และการออกแบบที่ผ่านการคิดมาอย่างละเอียด

สิ่งที่ทำให้ Studio Underd0g แตกต่างจาก Microbrand จำนวนมากคือการที่แบรนด์ไม่ได้พยายามสร้างคุณค่าจากความหายาก ความหรูหรา หรือเรื่องเล่าในอดีต แต่สร้างคุณค่าจากอารมณ์ความรู้สึกที่นาฬิกามอบให้กับผู้สวมใส่ พวกเขาเข้าใจว่านาฬิกาเป็นวัตถุที่อยู่กับเราในทุกวัน และในบางครั้ง รอยยิ้มเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากการมองหน้าปัดก็อาจมีความหมายไม่แพ้รายละเอียดทางเทคนิคใดๆ และสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นทำความรู้จักกับแบรนด์ Watermel0n Chronograph ก็ยังคงเป็นผลงานที่สะท้อนตัวตนของ Studio Underd0g ได้ดีที่สุด ขณะที่ซีรีส์ 02 Series แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของแบรนด์ที่ยังคงรักษาความสนุกและความคิดสร้างสรรค์เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน พิสูจน์ว่าความสุขและความสนุกก็สามารถเป็นคุณค่าที่จริงจังได้ไม่แพ้สิ่งอื่นเลย

Furlan Marri

ในขณะที่หลายๆ แบรนด์พยายามสร้างความน่าเชื่อถือผ่านประวัติศาสตร์ของตัวเอง Furlan Marri กลับเลือกสร้างตัวตนจากความเข้าใจในประวัติศาสตร์ของวงการนาฬิกา ก่อตั้งโดย Andrea Furlan นักออกแบบชาวสวิส และ Hamad Al Marri นักสะสมชาวตะวันออกกลาง โดยที่ทั้งคู่มีความหลงใหลร่วมกันในนาฬิกาวินเทจ โดยเฉพาะโครโนกราฟจากช่วงทศวรรษ 1940 และ 1950 ซึ่งถือเป็นยุคทองของการออกแบบนาฬิกาข้อมือตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรก แบรนด์ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วจากนักสะสมทั่วโลก ด้วยผลงานที่มีกลิ่นอายของนาฬิกาวินเทจอย่างชัดเจน 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Furlan Marri ไม่ได้ทำงานในฐานะ Homage Brand แบบที่หลายคนเข้าใจ แทนที่จะคัดลอกนาฬิกาในอดีตมาเกือบทั้งหมดแล้วเปลี่ยนชื่อบนหน้าปัด พวกเขาเลือกศึกษาว่าอะไรคือองค์ประกอบที่ทำให้นาฬิกายุคนั้นมีเสน่ห์ ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของตัวเรือน รูปทรงขาของนาฬิกา รายละเอียดบนหน้าปัด หรือวิธีการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ทำให้ Furlan Marri ทำหน้าที่คล้ายนักประวัติศาสตร์มากกว่านักลอกเลียนแบบ พวกเขาไม่ได้พยายามนำอดีตกลับมาอย่างตรงไปตรงมา แต่พยายามตีความแก่นแท้ของงานออกแบบในยุคนั้นใหม่อีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับรสนิยมและความคาดหวังของนักสะสมร่วมสมัย ผลงานของแบรนด์จึงให้ความรู้สึกคุ้นเคยแต่ไม่ล้าสมัย และมีบุคลิกที่ชัดเจนเป็นของตัวเอง

สำหรับผู้ที่อยากทำความรู้จักแบรนด์ Mechaquartz Chronograph Collection คือจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด เพราะเป็นคอลเลกชันที่สร้างชื่อให้กับ Furlan Marri ผ่านการนำเสนอสุนทรียศาสตร์ของโครโนกราฟวินเทจในรูปแบบที่เข้าถึงได้ ขณะที่รุ่น Mechanical Sector และ Disco Volante ก็แสดงให้เห็นว่าแบรนด์สามารถขยายขอบเขตการตีความประวัติศาสตร์ออกไปได้ไกลกว่าการเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญด้านโครโนกราฟ สิ่งที่ Furlan Marri ขายจึงไม่ใช่ความเก่าแก่ของตัวแบรนด์ แต่เป็นรสนิยมและความเข้าใจในสิ่งที่ทำให้นาฬิกายุคเก่านั้นงดงาม พวกเขาพิสูจน์ว่า การศึกษาประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งก็สามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้เช่นกัน เพราะสำหรับ Furlan Marri แล้ว รสนิยมเกิดจากความสามารถในการมองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในอดีตนั่นเอง

Kurono Tokyo

Kurono Tokyo คือหนึ่งในโปรเจกต์ที่สะท้อนตัวตนของ Hajime Asaoka ช่างทำนาฬิกาอิสระชาวญี่ปุ่นผู้ได้รับการยอมรับในระดับสูงของวงการ haute horlogerie โดยตัวของ Asaoka นั้นไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นแบรนด์เชิงพาณิชย์ แต่จากการเป็นนักออกแบบและช่างฝีมือที่หมกมุ่นกับความสมบูรณ์ของกลไกและสัดส่วนในระดับละเอียดที่สุด งานของเขาในฐานะแบรนด์อิสระระดับสูงที่มีราคาสูงและผลิตจำนวนจำกัด ทำให้เข้าถึงได้เฉพาะนักสะสมบางกลุ่มเท่านั้น

Kurono Tokyo จึงถูกสร้างขึ้นจากคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้งานออกแบบและสุนทรียศาสตร์ของ independent watchmaking สามารถเข้าถึงผู้คนได้กว้างขึ้น โดยไม่ลดทอนแก่นความคิดดั้งเดิมของมัน คำตอบของ Asaoka ไม่ใช่การลดคุณภาพลง แต่เป็นการสร้างแบรนด์อีกชั้นหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็น ‘ประตู’ ไปสู่โลกของเขา โดยสิ่งที่ทำให้ Kurono แตกต่างจาก Microbrand อื่นๆ คือความชัดเจนในปรัชญาการออกแบบ ทุกเรือนจะถูกควบคุมด้วยสัดส่วน ความสมดุล และความเรียบง่ายที่มีรากฐานมาจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นร่วมสมัย รายละเอียดต่างๆ บนหน้าปัดไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อดึงความสนใจ แต่เพื่อสร้างความสงบทางสายตาและความกลมกลืนขององค์ประกอบโดยรวม ไม่ได้พยายามสร้างภาพลักษณ์ของความหรูหราแบบตะวันตก แต่เลือกยืนอยู่บนแนวคิดของ ‘ความพอดี’ และ ‘ความตั้งใจ’ ในทุกองค์ประกอบ นาฬิกาจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงวัตถุสำหรับการบอกเวลา แต่เป็นการสะท้อนมุมมองของผู้สร้างต่อความงามในชีวิตประจำวัน

 Kurono Special Projects 37mm INSEKI 

สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำความรู้จักแบรนด์ Kurono Tokyo รุ่น Chronograph 1 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนดีเอ็นเอของ Asaoka ได้ชัดเจนที่สุด ขณะที่รุ่น Tokyo และ Seiji แสดงให้เห็นการพัฒนาภาษาการออกแบบที่ยังคงยึดมั่นในความเรียบง่ายและรักษาสมดุลอย่างต่อเนื่อง และในบริบทของ Post-Heritage Watchmaking Kurono Tokyo อาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ ‘Philosophy as Heritage’ เพราะแม้จะไม่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแบบแบรนด์ดั้งเดิม แต่สิ่งที่แบรนด์ยึดถืออย่างแน่นแฟ้นคือปรัชญาการออกแบบของผู้สร้าง ซึ่งทำหน้าที่แทนมรดกในความหมายแบบดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์

ย้อนกลับไปที่คำถามตั้งต้น หากแบรนด์นาฬิกายุคดั้งเดิมสร้างตัวตนจากประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมายาวนานนับศตวรรษ แบรนด์รุ่นใหม่เหล่านี้ก็กำลังเสนอคำตอบอีกแบบหนึ่งว่า ความหมายของนาฬิกาไม่จำเป็นต้องถูกผูกไว้กับอดีตเสมอไป ตลอดทั้ง 6 แบรนด์ที่ได้สำรวจ เราได้เห็นวิธีการสร้างตัวตนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่วิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง งานฝีมือที่ถูกยกระดับเป็นแก่นของแบรนด์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดผ่านหน้าปัด อารมณ์ขันที่ท้าทายกรอบเดิมๆ ของวงการ รสนิยมที่เกิดจากการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ไปจนถึงปรัชญาการออกแบบที่กลายเป็นภาษาของตัวเอง 

ทั้งหมดนี้ต่างสะท้อนร่วมกันว่า ‘Heritage’ ในโลกนาฬิกาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระยะเวลาของการก่อตั้งอีกต่อไป แต่อาจหมายถึงสิ่งที่แบรนด์เลือกยึดถือและส่งต่อกันไปในแต่ละผลงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น แนวคิด หรือวิสัยทัศน์ของผู้สร้าง และในบริบทนี้เอง เหล่า Microbrand รุ่นใหม่จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้เล่นทางเลือกในอุตสาหกรรมนาฬิกา แต่อาจจะกำลังกลายเป็นผู้ตั้งคำถามต่อความหมายของคุณค่าในตัวนาฬิกาเองว่า

จริงๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้เราจดจำนาฬิกาหนึ่งเรือนอาจไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของมัน แต่คือความชัดเจนของสิ่งที่มันเป็นต่างหากล่ะ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Gerald Charles เปิดตัวนาฬิการุ่น Masterlink ประดับอัญมณี 3 รุ่น พร้อมหน้าปัดหินที่เป็นงานศิลปะระดับลิมิเต็ดที่ยากจะเลียนแบบ 

Introducing :ประณีตศิลป์แห่งเรือนเวลา Lebois & Co Heritage Atelier Small Seconds

Introducing: นิยามใหม่แห่งเรือนเวลาทรงเหลี่ยม Hanhart Square by Square Prototype

พาชมนาฬิกาแนวสถาปัตยกรรมแห่งเวลากับ Carl Suchy & Söhne Waltz N°1 Ornament Edition

นี่คือผลงานศิลปะเวียนนามอเดิร์น

แบรนด์เรือนเวลาชั้นสูงสัญชาติออสเตรียผสมผสานงานฝีมือสวิสอย่าง Carl Suchy & Söhne ได้เปิดตัวบทใหม่ในเรือนเวลารุ่นเอกลักษณ์กับ Waltz N°1 Ornament Edition เรือนเวลารุ่นนี้นำเสนอมุมมองใหม่ที่หลอมรวมแนวคิด “Viennese Modernism” หรือลัทธินิยมความทันสมัยสไตล์เวียนนา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Josef Hoffmann สถาปนิกและนักออกแบบชื่อดัง โดยเปลี่ยนโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและลายเส้นเรขาคณิตให้กลายเป็นกลไกนาฬิกาอย่างแท้จริง แทนที่จะใช้สไตล์ตกแต่งเพียงแค่ภายนอก

โครงสร้างหน้าปัดเรขาคณิตและดิสก์ระบำวอลตซ์

ความพิเศษของหน้าปัด Ornament Edition นั้นอยู่ที่การออกแบบที่ไม่อาศัยองค์ประกอบประดับแบบดั้งเดิม แต่สร้างขึ้นจาก ตารางเส้นวงกลมซ้อนศูนย์กลาง (Concentric lines) โดยตัวเลขบอกเวลาตำแหน่ง 12, 3, 6 และ 9 ไม่ได้นำมาแปะติดไว้ด้านบน แต่ก่อตัวและเผยให้เห็นอย่างกลมกลืนขึ้นมาจากระบบเส้นสายบนหน้าปัดโดยตรง

ตรงตำแหน่ง 6 นาฬิกา ยังคงเอกลักษณ์ด้วย Waltzing Disc หรือแผ่นดิสก์แทนเข็มวินาทีที่หมุนครบรอบทุกๆ 1 นาที ซึ่งตัวลายเส้นบนแผ่นดิสก์จะหมุนมาลงล็อกเรียงต่อกันเป็นเส้นเดียวกับหน้าปัดในทุกๆ นาที เปรียบเสมือนท่วงทำนองการจังหวะเต้นระบำวอลตซ์อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวียนนา รับกับเข็มนาฬิกาสีดำเพรียวบางที่เดินอย่างเป็นจังหวะ

กลไกบางพิเศษและตัวเรือนประณีต

ภายในตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 41.5 มิลลิเมตร บรรจุด้วยกลไกอัตโนมัติบางพิเศษ Calibre CSS-A1 ซึ่งพัฒนาร่วมกับสำนักทำกลไกชั้นนำ Vaucher Manufacture Fleurier กลไกมีความหนาเพียง 2.6 มิลลิเมตร ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz) พร้อมไมโครโรเตอร์ (Micro-rotor) ชุบทองคำแท้

งานขัดแต่งกลไกด้านหลังสามารถรับชมได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ ซึ่งสะท้อนลายเส้นโครงสร้างแบบฉลุโปร่ง (Openworked bridges) สอดรับกับความสี่เหลี่ยมสมดุลบนหน้าปัด โดยนาฬิกาแต่ละเรือนได้รับการประกอบและขัดแต่งด้วยมือในสวิตเซอร์แลนด์อย่างประณีตภายใต้การควบคุมของ Marc Jenni มาสเตอร์วอทช์เมกเกอร์

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Carl Suchy & Söhne Waltz N°1 Ornament Edition (Ref. W1OE010012)
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขนาด 41.5 มม. กระจกแซฟไฟร์ทั้งด้านหน้าและฝาหลัง
  • หน้าปัด: พื้นผิวสไตล์เรขาคณิตลายเส้นวงกลมซ้อนศูนย์กลาง (Concentric grid) ตัวเลข 12, 3, 6, 9 ผสานเข้ากับลายเส้น แผ่นดิสก์บอกวินาที Waltzing Disc ที่ 6 นาฬิกา
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาทีผ่านแผ่นดิสก์หมุน
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติบางพิเศษ Calibre CSS-A1 (ร่วมพัฒนากับ Vaucher Manufacture Fleurier) หนา 2.6 มม. ความถี่ 21,600 vph (3 Hz) ไมโครโรเตอร์ชุบทอง
  • สาย: สายหนังพร้อมหัวล็อกสแตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน
Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa 
ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

Seiko Presage 4 รุ่นใหม่ นำแรงบันดาลใจจากผ้าไหม Tomioka สู่หน้าปัดอันสง่างาม

ผ้าไหมท้องถิ่นในญี่ปุ่นที่ UNESCO ยกให้เป็นมรดกโลก บนหน้าปัดเหลือบประกายของ Seiko Presage รุ่นใหม่

คอลเลกชัน Seiko Presage เป็น Dress Watch ที่สวมใส่ในโอกาสไหนก็ดูดีเสมอในสายตาเรา และภายใต้ความเรียบหรูก็มักจะซ่อนแรงบันดาลใจใหม่ๆ จากแดนอาทิตย์อุทัยไว้ให้ได้ชื่นชมกันอย่างเงียบๆ ดังที่เห็นจาก 4 รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Seiko Presage ที่ดูเผินๆ ก็เป็นนาฬิกาหน้าตาสุภาพเรียบร้อยอย่างที่คุ้นเคยกันดี แต่เมื่อพิจารณาดูผืนหน้าปัดแล้วจะมองเห็นรายละเอียดที่บ่งบอกถึงความแตกต่าง เพราะเป็นลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเนื้อผ้าไหม Tomioka ผ้าไหมเนื้อละเอียดเงางามจากกุนมะ จังหวัดทางตอนเหนือของภูมิภาคคันโต ที่ทาง UNESCO ยกย่องให้เป็นมรดกโลก และกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า

Seiko Presage Classic Series Tomioka Silk Promotion Organization Limited Edition

ภายใน 4 รุ่นที่เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจเดียวกัน รุ่นพิเศษที่ผลิตในจำนวนจำกัด 2,000 เรือน จัดเป็นรุ่นที่หยิบยกเสน่ห์เฉพาะตัวของผ้าไหม Tomioka มาถ่ายทอดลงบนหน้าปัดได้อย่างละมุนลไม แลดูราวกับว่าผืนหน้าปัดทำจากผ้าไหมสายพันธุ์หายากจากโรงทอผ้าไหมอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว หน้าปัดสีขาวทอประกายดังกล่าว รังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิค Pearl-like coating หรือการเคลือบประกายเหลือบมุกที่ให้มิติเล่นแสงตกกระทบเงางาม เหมือนผ้าไหมเนื้อดี พื้นผิวหน้าปัดยังมีเท็กซ์เจอร์คล้ายขดม้วนเส้นไหมขับประกายให้ดูหรูหรา ยิ่งถูกติดตั้งไว้ภายในตัวเรือนสีพิงก์โกลด์สุกปลั่งขนาด 38 มม. ขอบตัวเรือนเซาะร่องให้กลิ่นอายแบบวินเทจ บนหน้าปัดลายผ้าไหมประดับด้วยหลักชั่วโมงและชุดเข็มสีพิงก์โกลด์เฉดเดียวกัน ยิ่งขับประกายเงางามให้ดูชวนมอง

            นอกจากหน้าปัดที่ได้แรงบันดาลใจจากผ้าไหม Tomioka อันทรงคุณค่าในเชิงวัฒนธรรมท้องถิ่นของญี่ปุ่น สายหนังสีน้ำตาลจาก Leather Working Group (LWG) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งส่งเสริมการผลิตหนังอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน  คืออีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามมุ่งสู่ความยั่งยืนของ Seiko ซึ่งสายหนังดังกล่าวก็ส่งเสริมลุคคลาสสิกของ Presage รุ่นลิมิเต็ดรุ่นนี้ได้ดีทีเดียว เพราะส่วนผสมของตัวเรือนสีพิงก์โกลด์ หน้าปัดสีขาวเหลือบประกาย และสายหนังสีน้ำตาล คงไม่มีอะไรผิดพลาดไปได้แน่

3 รุ่น กับหน้าปัดผ้าไหมต่างเฉดสี

อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่า Seiko Presage หน้าปัดผ้าไหม Tomioka นั้นออกมา 4 รุ่นด้วยกัน รุ่นไฮไลต์ที่เป็นรุ่นลิมิเต็ดนั้นได้กล่าวถึงไปแล้ว อีกสามรุ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากผ้าไหมท้องถิ่นสายพันธุ์หายากก็ถ่ายทอดเสน่ห์งานหัตถศิลป์ผ่านหน้าปัดในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ซึ่งเฉดสีของเส้นไหมที่นำมาเป็นแรงบันดาลใจในนาฬิกาแต่ละรุ่นเน้นสีธรรมชาติที่ดูละมุนตา อย่างสีขาวสะอาดตาที่มีชื่อเรียกว่า ‘ชิโรเนริ’ สีเขียวเฉดที่นิยมใช้ในกิโมโนที่มีชื่อว่า ‘วากาทาเกะอิโระ’ และสีชมพูอ่อนหวาน ‘ซากุระอิโระ’ สีของดอกซากุระที่หลายคนใจอ่อนกับหน้าปัดสีนี้เสมอและที่ทำให้รุ่นหน้าปัดซากุระอิโระดูพิเศษขึ้นมาอีกนิด คือการเลือกจับคู่กับสายหนังสีน้ำตาลเข้มจาก Leather Working Group (LWG)           ซึ่งต่อยอดแรงบันดาลใจมาจากหน้าปัดสีดอกซากุระด้วยตัวสายที่เป็นดั่งลำต้นอันแข็งแกร่ง

ทั้ง 4 รุ่นมาในตัวเรือนขนาด 38 มม. ซึ่งจัดว่า ขนาดกำลังดีสวมใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และยังเป็นขนาดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน Presage Classic Series ทุกรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกล Caliber 6R51 ที่มอบพลังงานสำรองประมาณ 72 ชั่วโมง

ใครกำลังมองหานาฬิกาหน้าตาคลาสสิกที่สวมใส่ได้ทุกวันนาฬิการุ่นใหม่จาก Seiko Presage น่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่ตอบโจทย์

ข้อมูลทางเทคนิค

Seiko Presage Classic Series “Tomioka Silk Promotion Organization”

  • รหัส: HCC008J, HCC001J, HCC002J, HCC003J
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ 6R51สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลเคลือบสีพิงก์โกลด์ หรือสเตนเลสสตีลเคลือบ Super-hard coating
  • หน้าปัด: เคลือบผิวด้วยประกายมุก สีชิโรเนริ สีวากาทาเกะอิโระ หรือสีซากุระอิโระ
  • สาย: สายหนังแบบสามทบ พร้อมปุ่มกดคลายล็อก หรือสายสเตนเลสสตีลเคลือบ Super-hard coating พร้อมตัวล็อกสายแบบพับและปุ่มกดคลายล็อก
  • จำนวน: 2,000 เรือนทั่วโลกในรุ่นลิมิเต็ด

Introducing: นิยามใหม่แห่งเรือนเวลาทรงเหลี่ยม Hanhart Square by Square Prototype

0

ก้าวข้ามฉากทัศน์เดิมๆ ของ Hanhart ด้วย Square by Square คอนเซ็ปต์วอทช์ทรงเหลี่ยมจากเวที Dubai Watch Week

Hanhart แบรนด์นาฬิกาสัญชาติเยอรมันที่สร้างชื่อเสียงอย่างยาวนานจากนาฬิกาจับโครโนกราฟและนาฬิกานักบินสไตล์เครื่องวัด ได้เผยโฉมผลงานดีไซน์ที่แหวกแนวไปจากดีไซน์เดิมๆ อย่าง Hanhart Square by Square เรือนเวลาทรงเหลี่ยมซึ่งรังสรรค์ขึ้นเพื่อเข้าร่วมประกวดในรายการ Dubai Watch Week x Grail Watch Design Competition ออกแบบโดย Marcus Wiedemann จาก Studio Supercreative ดีไซนเนอร์ชาวมิวนิกผู้เคยร่วมงานกับแบรนด์มาแล้ว โดยนำนาฬิกาทรงเหลี่ยมจากคลังจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ของ Hanhart มาตีความใหม่ในรูปแบบคอนเซ็ปต์วอทช์ และผลิตขึ้นในรูปแบบเรือนต้นแบบ (Prototype) จำกัดเพียง 6 เรือนทั่วโลกเท่านั้น

โครงสร้างตัวเรือนและกระจกแซฟไฟร์อันโดดเด่น

ถึงแม้จะได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมในอดีต แต่ Square by Square ไม่ใช่นาฬิการีเวฟเวอร์สไตล์วินเทจแบบเดิมๆ ตัวเรือนสแตนเลสสตีลได้รับการดีไซน์สัดส่วนอย่างพิถีพิถันด้วยความยาว 40 มิลลิเมตร (12 ถึง 6 นาฬิกา) ความกว้าง 38 มิลลิเมตร หนา 10.9 มิลลิเมตร และมีระยะห่างระหว่างหูสาย (Lug-to-Lug) เพียง 32.8 มิลลิเมตร เพื่อให้สวมใส่สบายบนข้อมือที่หลากหลาย พื้นผิวตัวเรือนมีให้เลือกทั้งแบบขัดเงาและแบบขัดทรายด้าน (อย่างละ 3 เรือน)

ไฮไลต์สำคัญคือกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งนูนสูงพิเศษที่ขยายอาณาเขตไปจนชิดขอบตัวเรือน ซึ่งทาง Hanhart ระบุว่าเป็นหนึ่งในความท้าทายทางเทคนิคที่สุดในการพัฒนา เนื่องจากชิ้นส่วนแตกหักไปหลายชิ้นก่อนจะประสบความสำเร็จ มาพร้อมเม็ดมะยมทรงหกเหลี่ยมแบบจมเรียบไปกับฝั่งข้างตัวเรือน และสามารถกันน้ำได้ถึงระดับ 100 เมตร

หน้าปัดอันมีมิติและเข็มนาฬิกาสไตล์รูปทรงเพชร

หน้าปัดมีให้เลือก 2 สไตล์ คือ สีน้ำเงินปัดลาย Sunburst เปล่งประกายลึกลับ และสีมุก Mother-of-Pearl ชวนมอง โดยเพิ่มมิติความลึกด้วยขอบหน้าปัดยกระดับแบบต่างระดับ (Stepped flange) ตัวเลขและหลักชั่วโมงสแตนเลสสตีลแบบนูนได้รับการออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ รวมถึงเข็มนาฬิกาขัดเงาสเกเลตัน (Skeletonised) ที่มีความพิเศษคือเมื่อเข็มชั่วโมงและนาทีมาทับซ้อนกัน ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา จะรวมกันเป็นรูปทรงเพชรทรงยาวอันงดงาม

ขุมพลังกลไกทรงบางพิถีพิถัน

ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Sellita SW1000-1 b ความหนาเพียง 3.9 มิลลิเมตร ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 Hz) สำรองพลังงานได้นาน 46 ชั่วโมง โดยกลไกรุ่นนี้ได้รับการปรับแต่งความเที่ยงตรงตามมาตรฐานอินเฮาส์ของ Hanhart ให้มีความคลาดเคลื่อนอยู่ในช่วง 0 ถึง +8 วินาทีต่อวัน (วัดเฉลี่ย 6 ตำแหน่ง)

การผลิตในครั้งนี้เป็นเพียงเรือนต้นแบบ 6 เรือน (หน้าปัดสีน้ำเงิน 3 เรือน และหน้าปัดมุก 3 เรือน) โดย Hanhart อยู่ในระหว่างพิจารณาว่าจะพัฒนาโครงการนี้ไปสู่นาฬิกาโปรดักชันสายการผลิตปกติในอนาคตหรือไม่

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Hanhart Square by Square (Ref. 751P.270-4810 หน้าปัดสีน้ำเงิน / Ref. 751P.470-4810 หน้าปัดมุก)
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล (เลือกได้ระหว่างขัดเงาหรือขัดทรายด้าน) ขนาด 40 มม. (ยาว) x 38 มม. (กว้าง) หนา 10.9 มม. ระยะ Lug-to-Lug 32.8 มม. กระจกแซฟไฟร์โค้งนูนครอบถึงขอบ เม็ดมะยมทรงหกเหลี่ยมแบบจม กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินปัดลาย Sunburst หรือ สีมุก (Mother-of-Pearl) ขอบหน้าปัดยกระดับ ตัวเลขและหลักชั่วโมงแบบนูน เข็มสเกเลตันขัดเงา
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมงและนาที
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Sellita SW1000-1 (18 ทับทิม, ความถี่ 28,800 vph) สำรองพลังงาน 46 ชั่วโมง ปรับแต่งความเที่ยงตรงระดับ 0/+8 วินาทีต่อวัน
  • สาย: สายนาฬิกาเลือกได้หลายแบบ (ขนาดหูสาย 16 มม.)
  • จำนวนการผลิต: จำกัดเพียง 6 เรือนต้นแบบทั่วโลก (สีน้ำเงิน 3 เรือน / สีมุก 3 เรือน)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน
Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa 
ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

Introducing :ประณีตศิลป์แห่งเรือนเวลา Lebois & Co Heritage Atelier Small Seconds

แบรนด์เรือนเวลาระดับอิสระสัญชาติสวิส Lebois & Co ได้เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุดในชื่อ Heritage Atelier Small Seconds ซึ่งเป็นการหลอมรวมงานฝีมือทำหน้าปัดระดับสูงเข้ากับกลไกนาฬิกาเดรสสไตล์คลาสสิก โดยในชุดเปิดตัวนี้มาพร้อมกับหน้าปัด 2 ลวดลายอันมีเอกลักษณ์ ได้แก่ รุ่น Clous de Paris (Ref. 641.548) ที่สะท้อนความหรูหราดั้งเดิม และรุ่น Stroopwafel® (Ref. 641.550) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากขนมวาฟเฟิลสไตล์ดัตช์อันโด่งดัง

ศิลปะบนหน้าปัดจากการรังสรรค์ร่วมกับ GT Cadrans

ความโดดเด่นสำคัญของคอลเลกชันนี้คือการจับมือร่วมกับ GT Cadrans สำนักทำหน้าปัดระดับไฮเอนด์แห่งเมืองโลเนย์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อสร้างสรรค์พื้นผิวหน้าปัดที่มีมิติความงามเฉพาะตัว

รุ่น Clous de Paris: นำเสนอลวดลายกิโยเช่ตัดลายตารางยอดปิรามิดดั้งเดิม ผ่านกระบวนการแกะสลักด้วยหัวเพชร (Diamond-cutting) อย่างประณีต ก่อนนำไปผ่านกระบวนการชุบเคลือบผิวแบบกัลวานิกด้วยทองคำ 24K ให้เฉดสี โรสโกลด์ สะท้อนแสงเงาอย่างนุ่มนวลและสว่างไสว

รุ่น Stroopwafel®: ได้รับแรงบันดาลใจจากขนมสโตรปวาฟเฟิลของเนเธอร์แลนด์ นำเทคโนโลยีเลเซอร์มาแกะสลักลวดลายตารางวาฟเฟิลบนหน้าปัด ผสานกับการชุบกัลวานิกทองคำ 24K ในโทนสีน้ำตาลคาราเมลอันอบอุ่น

หน้าปัดทั้งสองรุ่นออกแบบเน้นความเรียบหรูสไตล์ Minimalist โดยมีเพียงโลโก้ LEBOIS บริเวณ 12 นาฬิกา และเข็มวินาทีแยก (Small Seconds) บริเวณ 6 นาฬิกา โดยไร้ซึ่งตัวอักษรรบกวนสายตาเพื่อให้ความโดดเด่นตกอยู่ที่เทกเจอร์ของหน้าปัดอย่างเต็มที่

สัดส่วนตัวเรือนคลาสสิกเรียบหรู

ตัวเรือนผลิตจากสแตนเลสสตีล 316L ทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37.80 มิลลิเมตร และมีความหนาเพียง 10.50 มิลลิเมตร (หนาเพียง 8.0 มิลลิเมตรหากไม่รวมกระจก) ตัวเรือนออกแบบให้มีระยะกางหูสาย (Lug-to-Lug) 45.50 มิลลิเมตร ซึ่งเข้ากับข้อมือได้อย่างพอดีตามสัดส่วนนาฬิกาเดรสยุคดั้งเดิม ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมคู่ (Double-domed sapphire crystal) เคลือบสารกันสะท้อนด้านใน และสามารถกันน้ำได้ที่ระดับ 50 เมตร (5 ATM)

ขุมพลังกลไกมาตรฐาน COSC

ภายในบรรจุด้วยกลไกอัตโนมัติ Lebois & Co Calibre LC-350 (มีพื้นฐานมาจาก Sellita SW360-1) ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 Hz) ใช้ทับทิม 31 เม็ด และสามารถสำรองพลังงานได้นาน 56 ชั่วโมง กลไกเรือนนี้ได้รับการรับรองความแม่นยำระดับ COSC Chronometer สามารถมองเห็นงานขัดแต่งกลไกอย่างประณีตได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์แบบโปร่งใส

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Lebois & Co Heritage Atelier Small Seconds (Ref. 641.548 Clous de Paris / Ref. 641.550 Stroopwafel®)
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล 316L ขนาด 37.80 มม. หนา 10.50 มม. กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมคู่ ฝาหลังแบบใส กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: ลาย Clous de Paris แกะสลักด้วยหัวเพชรเคลือบทองคำ 24K โทนโรสโกลด์ / ลาย Stroopwafel® แกะสลักเลเซอร์เคลือบทองคำ 24K โทนคาราเมล พร้อมเข็มวินาทีย่อยที่ 6 นาฬิกา
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาทีย่อย (Small Seconds)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Calibre LC-350 (Base Sellita SW360-1) ผ่านการรับรอง COSC สำรองพลังงาน 56 ชั่วโมง ความถี่ 28,800 vph
  • สาย: สายหนังพร้อมหัวล็อกแบบเข็มสแตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน
Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa 
ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

TIME TO (Create) | EP.1: รับฟังมุมมองต่อการตกผลึกความคิดให้ออกมาเป็นงานศิลปะ ไปกับ ไบเบิ้ล-วิชญ์ภาส

0

เรือนเวลาอันทรงคุณค่าไม่ได้เริ่มต้นขึ้นจากฟันเฟืองหรือเครื่องจักร แต่เกิดจาก “ความคิด” และ “เวลา” ของผู้สร้างที่ทุ่มเทลงไปในทุกรายละเอียด

Revolution Thailand ชวนคุณมาร่วมเจาะลึกบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มใน TIME TO Create | EP.1 กับ ไบเบิ้ล-วิชญ์ภาส สุเมธติกุล นักแสดงและศิลปินหนุ่มผู้เต็มไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ กับเรื่องราวว่าด้วยห้วงเวลาที่หล่อหลอมตัวตน เส้นทางของการลงมือทำ และมุมมองต่อการตกผลึกความคิดให้ออกมาเป็นงานศิลปะที่มีความหมาย

ในตอนนี้ ไบเบิ้ลได้ถ่ายทอดถึงจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ ประสบการณ์ที่หล่อหลอมความคิด ตลอดจนนิยามของ “เวลา” ในมุมมองของคนที่ต้องขับเคลื่อนตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อค้นหาคำตอบร่วมกันว่า ที่สุดแล้ว… เวลาเป็นผู้สร้างคน หรือคนเป็นผู้สร้างเวลากันแน่

รับชมวิดีโอบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม TIME TO | EP.1 — Time to Create ได้แล้ววันนี้ทาง YouTube: REVOLUTION WATCH THAILAND

ร่วมพูดคุยและอัปเดตเทรนด์นาฬิกากับเราได้ที่:

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน
Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa 
ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

Corum หวนคืนสู่ความคลาสสิกปี 1996 ด้วย Golden Book รุ่นใหม่ พร้อมสลักวลีระดับตำนานของ Ernest Hemingway

ยามใหม่แห่งเรือนเวลาชั้นสูง เมื่อศิลปะการแกะสลักทองคำหลอมรวมกับกลไกทรงหนังสือ

Corum หวนคืนสู่ความคลาสสิกระดับตำนานด้วยการนำ Golden Book กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1996 และยังคงเป็นหนึ่งในผลงานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดในคอลเลกชัน Corum Heritage โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการคารวะต่อโลกวรรณกรรม งานฝีมือชั้นสูง และความงดงามเชิงกลไก ตัวเรือนถูกออกแบบมาในรูปทรงของหนังสือย่อส่วน ซึ่งเมื่อเปิดฝาปกออกจะพบกับคำคมอันทรงคุณค่าของนักเขียนระดับโลก Ernest Hemingway แกะสลักไว้ภายในว่า “Now is no time to think of what you do not have. Think of what you can do with what you have.” ข้อความนี้ไม่เพียงแต่เป็นรายละเอียดเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยเติมเต็มแรงบันดาลใจทางวรรณกรรม และเปลี่ยนการดูเวลาให้กลายเป็นห้วงเวลาแห่งการย้อนคิดและไตร่ตรอง

การกลับมาภายใต้รหัสเรือนเวลา Ref. G29.157.FW0.4N ยังคงรักษาแนวคิดอันเป็นหัวใจหลักนับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกไว้อย่างครบถ้วน พร้อมผสานการเลือกใช้วัสดุเลค่าเข้ากับโครงสร้างกลไกที่มีความบางเป็นพิเศษ ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีขนาดกว้าง 29 มิลลิเมตร ยาว 36 มิลลิเมตร และบางเพียง 7.6 มิลลิเมตร เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความหรูหราและการใช้งานในชีวิตประจำวัน Corum จึงเลือกใช้ตัวเรือนหลักที่ทำจากวัสดุไทเทเนียม Grade 5 น้ำหนักเบา ประกบเข้ากับฝาปิดแบบบานพับที่ผลิตจากทองคำโรสโกลด์ 18K (18K 5N Rose Gold) ซึ่งทำหน้าที่ซ่อนหน้าปัดไว้ด้านในและมอบรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ฝาหลังตัวเรือนเป็นแบบแผ่นเรียบช่วยให้เรือนเวลามีทรวดทรงที่ดูสะอาดตา และรองรับประสิทธิภาพการกันน้ำได้ที่ระดับ 30 เมตร (3 ATM)

ภายใต้ฝาปกหนังสือที่เปิดออก จะพบกับหน้าปัดลงยาเนื้อทองเหลืองสีขาวเคลือบเงาอันเรียบหรู ตกแต่งด้วยเข็มทรง Baton สีดำที่บอกเวลาชั่วโมงและนาทีอย่างคมชัดและสบายตา งานดีไซน์หน้าปัดที่เน้นความมินิมอลนี้สะท้อนถึงปรัชญาของนาฬิกาที่ต้องการให้โครงสร้างสถาปัตยกรรมอันแปลกตาของตัวเรือนทรงหนังสือโดดเด่นเป็นจุดสายตาหลัก

ในส่วนของขุมพลัง Corum Golden Book ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขขอด Calibre CO157 ประกอบด้วยทับทิม 17 เม็ด ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz) สามารถสำรองพลังงานได้ประมาณ 46 ชั่วโมง แสดงผลเฉพาะเวลาชั่วโมงและนาที ตัวกลไกจับคู่มากับสายยาง Vulcanised สีดำ ตกแต่งพื้นผิวลายหนังเพื่อสร้างความร่วมสมัยตัดกับสไตล์คลาสสิกของตัวเรือน สายมีความกว้าง 22 มิลลิเมตรบริเวณหูสายและบีบเรียวลงเหลือ 18 มิลลิเมตรบริเวณหัวล็อก โดยตัวหัวล็อกแบบเข็มผลิตจากทองคำโรสโกลด์ 18K (18K 5N Rose Gold) เข้าคู่กับฝาปิดอย่างลงตัว

Corum Golden Book Heritage จับคู่มากับสายหนังจระเข้สีดำเข้มเย็บมืออย่างประณีต ให้สัมผัสการสวมใส่ที่หรูหรา นุ่มสบาย และมั่นคง ถือเป็นงานศิลปะสวมใส่ได้ที่ตอกย้ำปรัชญาของ Corum สำหรับนักสะสมเรือนเวลาชั้นสูงที่มองหาความโดดเด่นและเปี่ยมด้วยเรื่องราวเชิงศิลปะอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Corum Golden Book (Ref. G29.157.FW0.4N)
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม Grade 5 ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประกบฝาปิดบานพับทองคำโรสโกลด์ 18K สลักวลี Ernest Hemingway ฝาหลังแบบเรียบ กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดลงยา (White lacquered brass) พร้อมเข็มทรง Baton สีดำ
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาชั่วโมงและนาที
  • กลไก: กลไกไขขอด Calibre CO157 (17 ทับทิม, ความถี่ 21,600 vph / 3 Hz) สำรองพลังงานประมาณ 46 ชั่วโมง
  • สาย: สายยาง Vulcanised สีดำ ตกแต่งพื้นผิวลายหนัง (ขนาด 22/18 มม.) พร้อมหัวล็อกแบบเข็มทองคำโรสโกลด์ 18K

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน
Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa 
ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

Bremont ลุยศึกใหญ่ ส่ง 5 เรือนเวลาเข้าประกวดในงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ประจำปี 2026

ส่องรายชื่อนาฬิกาไฮไลต์จาก Bremont ที่ลงประกวดใน 5 สาขาบนเวที GPHG 2026

Bremont แบรนด์นาฬิกาสัญชาติอังกฤษประกาศส่งเรือนเวลารุ่นสำคัญเข้าร่วมชิงชัยในงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) 2026 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเวทีประกวดนาฬิกาที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก โดยการเข้าประกวดในครั้งนี้ประกอบไปด้วยนาฬิกา 5 รุ่นที่ครอบคลุมสาขาสำคัญ เพื่อให้คณะกรรมการ GPHG Academy พิจารณาคัดเลือกในรอบแรกให้เหลือเพียง 6 เรือนเวลารอบไฟนอลของแต่ละสาขาในช่วงฤดูร้อนนี้

5 เรือนเวลาจาก Bremont ที่ลงชิงชัยในแต่ละสาขา

  • สาขา Essential: Terra Nova Jumping Hour Stealth Black (มาพร้อมสายสไตล์ Bund Strap)
  • สาขา Sports: Supernova Chronograph
  • สาขา Tourbillon: Supernova Flying Tourbillon Skeleton
  • สาขา Chronograph: Altitude Pulsograph Chronograph Valjoux 23
  • สาขา Petite Aiguille: Altitude MB Meteor ‘Felix the Cat’

Terra Nova 38 Jumping Hour Stealth Black

นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวในเดือนมกราคม 2026 โดยเน้นดีไซน์ตัวเรือนทรงหมอน (Cushion-shaped) ร่วมสมัยที่ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์ Montres à Guichet ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดดเด่นด้วยการแสดงผลเวลาแบบช่องหน้าต่างดิ่งแยกชิ้น โดยจัดวางหน้าต่างแสดงชั่วโมงไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และหน้าต่างแสดงนาทีไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา บริเวณจุดศูนย์กลางหน้าปัดประดับด้วยสัญลักษณ์เข็มทิศ Wayfinder พร้อมเข็มวินาทีที่เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova สีเขียว ตัวเรือนขนาด 38 มม. หนา 9.10 มม. ผลิตจากเหล็กกล้าไร้สนิม 904L เคลือบผิวด้วย Full Black DLC เพิ่มความแข็งแกร่งทนทานต่อรอยขีดข่วน ปกป้องช่องแสดงผลด้วยกระจกแซฟไฟร์แยก 3 ชิ้น พร้อมคุณสมบัติกันน้ำ 3 ATM ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ BC634 (พัฒนาร่วมกับ Sellita) สำรองพลังงานได้ 56 ชั่วโมง ไฮไลต์สำคัญคือฟังก์ชัน Jumping Hour ที่สามารถเปลี่ยนตัวเลขชั่วโมงได้อย่างฉับไวในเวลาไม่ถึง 1/10 ของวินาที ตัวเรือนจับคู่มากับสายสแตนเลส 904L เคลือบ DLC หรือเลือกใส่เป็นสายหนัง Bund Strap สีดำที่ถอดชิ้นส่วนแยกใช้งานเป็นสายหนังวัวแบบดั้งเดิมได้

Supernova Chronograph

รุ่นนี้เปิดตัวในเดือนเมษายน 2026 และสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนาฬิกาแบรนด์อังกฤษเรือนแรกที่จะถูกนำไปติดตั้งบนดวงจันทร์แบบถาวร โดยจะเดินทางไปพร้อมกับยานสำรวจ FLIP Rover ของบริษัท Astrolab ในภารกิจ Griffin Mission One งานดีไซน์ได้รับอิทธิพลจากโครงสร้างสถานีอวกาศและแผงโซลาร์เซลล์ ตัวเรือนทรงเรขาคณิตขนาด 41 มม. หนา 14.40 มม. ใช้โครงสร้างแบบ Trip-Tick สแตนเลส 904L ประกบขอบเบเซลเซรามิกสีดำทรง 10 เหลี่ยม หน้าปัดสีดำโดดเด่นด้วยลายฉลุ 3D Perforated grid ซ้อนทับชั้น Super-LumiNova สีฟ้าเรืองแสง ภายในบรรจุกลไกจับเวลาโครโนกราฟอัตโนมัติ BC77 ความแม่นยำระดับ Chronometer สำรองพลังงานยาวนาน 62 ชั่วโมง แสดงผลชั่วโมง นาที วินาทีย่อย จับเวลา 30 นาที และระบุวันที่ พร้อมความสามารถในการกันน้ำ 10 ATM โดยมีตัวเลือกสายแบบ Integrated ทั้งสายสแตนเลส 904L และสายยางที่มาพร้อมระบบถอดเปลี่ยนไว Quick-release

Supernova Tourbillon

เปิดตัวในเดือนเมษายน 2026 เช่นเดียวกัน โดยเป็นเรือนเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie) แบบลิมิเต็ดเอดิชันที่นำเสนอดีไซน์ Skeletonised Flying Tourbillon โครงสร้างสะพานกลไกสีเทา Anthracite ถูกเจาะโปร่งทรงเรขาคณิต พร้อมตกแต่งด้วย Super-LumiNova สีฟ้า พิเศษด้วยการพิมพ์โลโก้ Bremont ลงบน กระจกแซฟไฟร์โดยตรงเพื่อให้ดูมีมิติเสมือนลอยอยู่เหนือชิ้นส่วนกลไก ตัวเรือนสแตนเลส 904L ขนาด 41 มม. หนา 10.72 มม. มีส่วนกลางตัวเรือนเคลือบ DLC สีดำ และตัดด้วยขอบเบเซลเซรามิก 10 เหลี่ยม ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขขอด BHC91180 ที่พัฒนาร่วมกับ La Joux-Perret ชูจุดเด่นด้วยกรง Flying Tourbillon ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา หมุนครบหนึ่งรอบต่อนาที มีความแม่นยำสูงระดับ -5 ถึง +5 วินาทีต่อวัน สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง สามารถกันน้ำได้ 10 ATM และสวมใส่ด้วยสายสแตนเลส 904L แบบ Integrated

Altitude Chronograph Pulsograph Valjoux 23

นาฬิการุ่นพิเศษระดับตำนานที่เปิดตัวในเดือนเมษายน 2026 ผลิตจำกัดเพียง 40 เรือนทั่วโลก ความโดดเด่นหลักคือการนำกลไกไขขอดคอลัมน์วีลโครโนกราฟระดับประวัติศาสตร์อย่าง New Old Stock (NOS) Valjoux 23 ซึ่งคิดค้นขึ้นครั้งแรกในปี 1916 นำมาบูรณะ ขัดแต่งลบมุม และยิงทรายอย่างประณีตโดยร่วมมือกับสำนักเรือนเวลา Chronode ของ Jean-François Mojon กลไกนี้ทำงานด้วยความถี่ 28,800 bph และสำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมน้ำหนักเบา โครงสร้าง Trip-Tick ขนาด 42 มม. หนา 12.52 มม. กันน้ำได้ 10 ATM หน้าปัดสีชมพู Salmon Pink สไตล์วินเทจยุค 1930s-40s ตัดกับสเกล Pulsometer สำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจ วงย่อยโครโนกราฟเป็นสีเงิน Two-tone แบบ Panda โดยวงวินาทีย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาออกแบบเป็นรูปใบพัด 3 แฉก กระจกหน้าปัดเป็นแซฟไฟร์ทรงโดม (Glass box) ฝาหลังโปร่งใส และมาพร้อมสายหนัง Nubuck สีน้ำตาล Chocolate ที่มีระบบ Quick release

Altitude MB Meteor ‘Felix the Cat’

นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพียง 500 เรือนทั่วโลก ซึ่งเกิดจากการร่วมมือกับ Universal Products & Experiences (UP&E) เพื่อเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความสนุกสนานและมรดกทางการบินทหาร ตัวเรือนดึงเอาตัวการ์ตูนระดับตำนานอย่าง Felix the Cat ซึ่งเป็นสัญลักษณ์และมาสคอตนำโชคของฝูงบินทหารเรือสหรัฐฯ (U.S. Navy VFA-31 “Tomcatters”) มาใส่อยู่บนหน้าปัด ตัวเรือนผลิตจาก ไทเทเนียม Grade 2 ขนาด 42 มม. หนา 12.25 มม. เคลือบผิวสีดำ Stealth Black DLC ทั้งเรือน โครงสร้าง Trip-Tick 3 ชิ้นประกอบเข้ากับแกนกลาง PVD Titanium ลาย Knurled บนหน้าปัดสีดำมีลูกเล่นสุดกวนด้วยภาพ Felix the Cat กำลังวิ่งหอบตัวเลข 6 หนีไป เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova สีขาว (เรืองแสงสีฟ้า) บนตัวเลขและตัวละคร ปลายเข็มวินาทีคงเอกลักษณ์ของตระกูล MB ด้วยห่วงจับเก้าอี้ดีดตัว (Ejection pull handle) สีเหลืองสลับดำ พร้อมขอบเบเซลภายในปรับหมุนได้สองทิศทางผ่านระบบ Roto-Click ด้วยเม็ดมะยมตำแหน่ง 4 นาฬิกา ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ BB14-AH (พัฒนาจาก La Joux-Perret) สำรองพลังงานได้ 68 ชั่วโมง ตัวกลไกยึดด้วยยางกันกระแทกและมีเกราะเหล็กอ่อนป้องกันสนามแม่เหล็ก ฝาหลังแบบใสสกรีนลาย Felix the Cat เผยให้เห็นงานขัดแต่งลาย Geneva Stripes สี Gunmetal Grey กันน้ำได้ 10 ATM (100 เมตร) มาพร้อมตัวเลือกสายสแตนเลส/ไทเทเนียม DLC หรือสายหนังสีดำเดินด้ายสีขาว

การส่งเรือนเวลาเข้าประกวดทั้ง 5 รุ่นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการสร้างสรรค์อันหลากหลายของ Bremont ตั้งแต่นาฬิกาฟังก์ชันซับซ้อนอย่างกลไกทูร์บิญองแบบสเกเลตัน นาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟ ตลอดจนเรือนเวลาที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และเรื่องราวเฉพาะตัว มาร่วมลุ้นไปพร้อมกันว่าเรือนเวลาชิ้นใดของ Bremont จะสามารถทะลุเข้าสู่รอบไฟนอลในศึก GPHG 2026 ครั้งนี้ได้สำเร็จ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน
Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa 
ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

พาชมเรือนเวลา Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton ‘Cosmic Rain’ ที่ผลิตจำกัดเพียง 20 เรือนทั่วโลก

เมื่อแบรนด์ที่เคยเน้นความเรียบง่าย หันมารังสรรค์เรือนเวลาระดับสุดทางของความซับซ้อน

ชื่อเสียงของ H. Moser & Cie. ยุคใหม่มักถูกจดจำในฐานะนาฬิการิมหน้าปัดเกลี้ยงเกลา ไร้โลโก้ และการใช้สีดรัมมิ่งแบบไล่เฉด (Fumé) อันเป็นเอกลักษณ์ แต่สำหรับเรือนเวลารุ่นใหม่อย่าง Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton Cosmic Rain ทางแบรนด์กลับเลือกเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ด้วยการอัดแน่นสามศาสตร์แห่งความซับซ้อนระดับสูงสุดของ Haute Horlogerie ลงในตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 40 มิลลิเมตร ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือนทั่วโลก

H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton 'Cosmic Rain'

ย้ายฆ้องและค้อนมาไว้ด้านหน้า ให้สายตาได้ดูจังหวะการตีบอกเวลา

โดยปกติแล้ว กลไกตีบอกเวลา Minute Repeater มักจะถูกซ่อนค้อนและฆ้องกังวานเอาไว้ด้านหลังของตัวเรือน ทว่า Moser เลือกที่จะสลับธรรมเนียมเดิมด้วยการนำกลไกสร้างเสียงทั้งชุดมาวางไว้อวดโฉมบนหน้าปัดอย่างเปิดเผย การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงามภายนอก แต่ทำให้วิศวกรต้องรื้อและออกแบบโครงสร้างของกลไกใหม่ยกแผง เพื่อรักษาคุณภาพ acoustic ของเสียงตีบอกเวลาชั่วโมง, สิบห้านาที และนาทีให้กังวานชัดเจน โดยไม่ถูกบดบังด้วยชิ้นส่วนอื่น และทำให้ผู้สวมใส่สามารถรับชมจังหวะที่ค้อนกระทบฆ้องได้พร้อมกับเสียงที่ได้ยิน

H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton 'Cosmic Rain'
H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton ‘Cosmic Rain’

หน้าปัด Skeleton และสายใยจักรกรอกทรงกระบอกจากยุคศตวรรษที่ 18

กลไกไขลานอินเฮาส์ Calibre HMC 909 ถูกฉลุโปร่งจนเห็นโครงสร้าง 415 ชิ้นส่วนที่ทำงานประสานกันอย่างซับซ้อน โดย ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เป็นที่ตั้งของกรง Flying Tourbillon แบบหมุนรอบตัวเองหนึ่งนาที ซึ่งความพิเศษที่สุดอยู่ที่ตัวสายใยจักรกรอกทรงกระบอก (Cylindrical Hairspring) ที่ขดตัวเป็นแนวตั้งรอบ trục สมดุล ซึ่งเป็นเทคนิคดั้งเดิมจากนาฬิกาเดินเรือในศตวรรษที่ 18 เพื่อเพิ่มความเที่ยงตรงขั้นสุด เนื่องจากความยากในการดัดและปรับแต่งด้วยมือ ทำให้แทบไม่มีใครในอุตสาหกรรมผลิตสายใยชนิดนี้แล้ว เว้นแต่ Precision Engineering AG ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Moser เองที่รังสรรค์ชิ้นส่วนนี้ขึ้นมาด้วยมือทีละชิ้น

H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton 'Cosmic Rain'

ศิลปะ Cosmic Rain บนหน้าปัดย่อย

ท่ามกลางความโปร่งโล่งแบบสเกเลตัน จุดพักสายตาหนึ่งเดียวบนหน้าปัดคือหน้าปัดย่อยบอกชั่วโมงและนาทีทรงโดม ณ ตำแหน่ง 2 นาฬิกา ที่เนรมิตขึ้นด้วยแก้วอเวนทูรีน (Aventurine) 2 เฉดสี นำมาผ่านการอบความร้อนหลายครั้งเพื่อสร้างการไล่สีแบบ Fumé จากนั้นจึงฝังเส้นสายจากหอยมุก (Mother-of-pearl) ตัดโค้งด้วยมือลงไปทีละชิ้น สะท้อนแสงระยิบระยับคล้ายกับฝนดาวตกพุ่งผ่านท้องฟ้า ถือเป็นชิ้นงานศิลปะ Métiers d’Art ที่ตัดรับกับความดิบเท่ของจักรกลลอยฟ้าได้อย่างลงตัว

H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton 'Cosmic Rain'
H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton ‘Cosmic Rain’

เรือนเวลารุ่นพิเศษนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre HMC 909 สำรองพลังงานได้ยาวนาน 90 ชั่วโมง บรรจุในตัวเรือนไทเทเนียมความหนา 14.4 มิลลิเมตร ขัดแต่งลายเส้น Moser Double Stripes บนแท่นเครื่อง มาพร้อมสายหนังจระเข้สีเทา นับเป็นผลงานฉลองปี 2026 ที่แสดงให้เห็นว่า Moser ไม่ได้มีดีแค่ดีไซน์ยั่วเย้า แต่ยังตอกย้ำฝีมือระดับยอดเขาของวงการนาฬิกาอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม ขนาด 40 มม. หนา 14.4 มม.
  • หน้าปัดย่อย (2 นาฬิกา): แก้วอเวนทูรีนไล่สี Fumé ฝังลายหอยมุก (Mother-of-pearl)
  • กลไก: ไขลาน Calibre HMC 909 แบบ Skeleton (415 ชิ้นส่วน, 35 ทับทิม) ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชม.
  • จุดเด่น: Minute Repeater ด้านหน้าตัวเรือน, 1-Minute Flying Tourbillon พร้อมสายใยทรงกระบอก (Cylindrical Hairspring) ณ 6 นาฬิกา
  • การสำรองพลังงาน: 90 ชั่วโมง
  • สาย: หนังจระเข้สีเทา
  • รหัสอ้างอิง: Reference 1909-0501 (ผลิตจำกัด 20 เรือน)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
หัตถศิลป์หรือแฟชั่น? มาแกะรอยความลึกซึ้งบนหน้าปัดของ Louis Vuitton Color Blossom คอลเลกชัน
Changes the Game? เมื่อรางวัลออสการ์ของโลกนาฬิกา ยอมทุบกำแพงเรื่องเพศ รื้อกฎเดิม จะมีอะไรซ่อนอยู่หลังกติกาใหม่ของ GPHG 2026 บ้าง?
เปลี่ยนอารมณ์หรือจงใจท้าทายกรอบเดิมๆ? พบกับความจัดจ้านครั้งใหม่ในร่าง MB&F Legacy Machine Perpetual Chromatic Editions

ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

สัมผัสความงดงามของหุ่นกล Automaton ผสาน Minute Repeater และ Tourbillon บนหน้าปัดลงยา Anita Porchet

การเดินทางครั้งใหม่ของ Maison Louis Vuitton ในคอลเลกชัน Escales Autour du Monde ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งผ่านการรังสรรค์ Escale en Alaska Pocket Watch นาฬิกาพกสั่งทำพิเศษชิ้นเดียวในโลก (Unique Piece) ที่พาเราดำดิ่งสู่ความอ้างว้างอันงดงามของธารน้ำแข็ง Margerie Glacier ในรัฐอะแลสกา ภายใต้ประกายแสงเหนือสีเขียว โดยแบรนด์ได้ถ่ายทอดงานหัตถศิลป์ลงยาและงานแกะสลักระดับสูง ควบคู่กับวิศวกรรมจักรกลที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่ La Fabrique du Temps Louis Vuitton เคยผลิตมา

การสร้างสรรค์หน้าปัดฉากธรรมชาติอันมีชีวิตชีวานี้เป็นผลงานอินเฮาส์ของ La Fabrique des Arts ที่ผสานเทคนิคการลงยาแบบ Grand Feu ทั้ง champlevé, cloisonné และการลงยาภาพจิ๋ว (Miniature Enamel) ร่วมกับงานแกะสลักด้วยมืออย่างประณีต ช่างฝีมือต้องใช้สีลงยาที่แตกต่างกันถึง 32 เฉดสี และผ่านการเผาในเตามากกว่า 35 ครั้ง เพื่อให้ได้เฉดสีของธารน้ำแข็งและท้องฟ้าที่สมบูรณ์แบบ ล้อมรอบด้วยขอบตัวเรือนที่ฝังอัญมณีเจียระไนทรง Baguette จำนวน 60 เม็ด ประกอบด้วยแซฟไฟร์ เพชร และทัวร์มาลีน ที่เรียงสลับเฉดสีไล่ระดับอย่างสง่างาม

การแสดงหุ่นกลเคลื่อนไหว 9 รูปแบบกับ 17 ชิ้นส่วนบนหน้าปัด

จุดเด่นสำคัญที่ทำให้นาฬิกาพกเรือนนี้โดดเด่นเหนือเรือนเวลาทั่วไป คือการรวมเอา 3 ฟังก์ชันระดับ Haute Horlogerie มาไว้ในเรือนเดียว ได้แก่ กลไกขับเคลื่อนหุ่นกล Automaton, ระบบตีบอกเวลา Minute Repeater และกรงตระกูลทูร์บิญอง (Tourbillon)

ทำให้นาฬิกาพกเรือนนี้กลายเป็นการแสดงจักรกลขนาดจิ๋ว คือระบบหุ่นกล Jacquemart Automaton ที่ทำงานร่วมกับกลไกตีบอกเวลา Minute Repeater เมื่อระบบเริ่มทำงาน ฉากขั้วโลกจะขยับเคลื่อนไหวผ่าน 9 รูปแบบการแสดงและ 17 ชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่ได้พร้อมกัน

โดยวาฬสีน้ำเงินจะผุดขึ้นมาจากผิวน้ำ วาฬเพชฌฆาตอ้าปากเผยให้เห็นฟันไวท์โกลด์ ครอบครัวเพนกวินขยับปีกและเดินต่ายเตาะบนแผ่นน้ำแข็ง ขณะที่ภูเขาน้ำแข็งจะค่อยๆ ลอยผ่านหน้าปัดพร้อมเปิดออกให้เห็นหีบเดินทางสัญลักษณ์ของ Louis Vuitton ที่ซ่อนดอกไม้ Monogram เอาไว้ภายใน นอกจากนี้ เข็มทิศกุหลาบทองคำ ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกาจะหมุนวน พร้อมกับเพชรทรง LV Monogram Star-cut ที่เคลื่อนผ่านท้องฟ้าเสมือนดาวตก

กลไกจักรกลทรงพลังกับการแยกหน้าปัดบอกเวลาไว้ด้านหลัง

เพื่อให้พื้นที่ด้านหน้าถูกอุทิศให้กับงานศิลปะและการแสดงหุ่นกลได้อย่างเต็มที่ Louis Vuitton จึงออกแบบให้การแสดงเวลาชั่วโมงและนาทีไปอยู่บริเวณฝาหลังของตัวเรือน ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานรหัส LFT AU14.03 ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการเป็นนาฬิกาพกโดยเฉพาะ

กลไกชิ้นนี้ประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนมากถึง 751 ชิ้น รวมเอาฟังก์ชัน Minute Repeater, กลไกหุ่นกล Jacquemart และกรงตระกูลทูร์บิญอง (One-minute Tourbillon) เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 8 วันเต็ม (192 ชั่วโมง)

ตัวเรือนทำจากไวท์โกลด์ 18K ขนาด 50 มิลลิเมตร หนา 19 มิลลิเมตร สลักลวดลายธรรมชาติขั้วโลกบริเวณด้านข้างตัวเรือนด้วยมืออย่างประณีต มาพร้อมกับสายโซ่ไวท์โกลด์ 18K กระเป๋าเดินทางหนังดีไซน์พิเศษ และกล่องบรรจุภัณฑ์ทรงหีบเดินทาง (Trunk) ที่สั่งทำขึ้นให้เข้าชุดกันโดยเฉพาะ

นาฬิกาพก Escale En Alaska เรือนนี้ มาพร้อมกับกล่องเก็บรูปทรงหีบเดินทาง (Trunk) ขนาดเล็กที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะ สะท้อนถึงรากเหง้าแห่งการเดินทางของ Louis Vuitton ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Hermès Cape Cod Titanium นาฬิกาทรงเหลี่ยมดีไซน์ข้อโซ่สมอในเวอร์ชันสปอร์ตล้ำสมัย
JISBAR กลับมาวาดลวดลายบนหน้าปัด Vanguard Lady Crazy Hours  
เมื่อทฤษฎีหลุมดำย้ายมาอยู่บนข้อมือ นี่คือ Bremont Supernova Hawking Limited Edition

Gerald Charles เปิดตัวนาฬิการุ่น Masterlink ประดับอัญมณี 3 รุ่น พร้อมหน้าปัดหินที่เป็นงานศิลปะระดับลิมิเต็ดที่ยากจะเลียนแบบ 

ทำไมแร่หินธรรมชาติที่ตัดยากที่สุดในโลก ถึงมาอยู่บนเรือนเวลาสาย Integrated ได้อย่างสมบูรณ์แบบ?

การนำวัสดุธรรมชาติจากใต้ผืนโลกที่มีอายุหลายพันล้านปี มาผสมผสานเข้ากับงานเจียระไนอัญมณีแบบวิจิตร คือโจทย์สำคัญที่ทำให้ Gerald Charles เปิดตัว Masterlink Gem Set Stone Dial ซีรีส์นาฬิกาสปอร์ตลักชัวรีรุ่นพิเศษที่รวมเอาแร่หินหายากสามชนิด มาผ่านกระบวนการฝานและเจียระไนอย่างพิถีพิถัน ให้เข้ารูปกับขอบตัวเรือนทรงอะซิมเมตรีอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ เจรัลด์ เจนตา (Gérald Genta)

กระบวนการผลิตนาฬิกาซีรีส์นี้มีความท้าทายกว่านาฬิกาหน้าปัดหินทั่วไป เนื่องจากช่างฝีมือต้องฝานแผ่นหินแร่ธรรมชาติให้มีความบางเฉียบเพียง 0.55 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความเสี่ยงต่อการแตกร้าวสูง ทั้งยังต้องตัดแต่งรูปทรงให้รับกับส่วนโค้งรอยยิ้ม (Smile) ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาอย่างแม่นยำ โดยขั้นตอนการคัดสรร แปรรูป และประกอบหน้าปัดหินแต่ละชิ้น ต้องใช้เวลารวมกันยาวนานกว่า 24 ชั่วโมงเต็ม เพื่อให้ได้โครงสร้างหน้าปัดที่สมบูรณ์ที่สุด

รุ่น Spectrolite กับมิติเหลือบสีรุ้งแห่งฟินแลนด์

นาฬิกาเวอร์ชันแรกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยการนำแร่ Spectrolite จากประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นแร่ในตระกูลลาบราดอไรต์ระดับพรีเมียมมาทำเป็นแผ่นหน้าปัด จุดเด่นของแร่ชนิดนี้คือความสามารถในการสะท้อนแสงเกิดเป็นเฉดสีรุ้งเหลือบเขียวและน้ำเงินตามมุมตกกระทบของแสง Gerald Charles เพิ่มความสมบูรณ์แบบด้วยการประดับแซฟไฟร์สีน้ำเงิน (Blue Sapphires) ทรง Baguette รวม 60 เม็ดลงบนขอบตัวเรือนและหลักชั่วโมง ขับเน้นโทนสีลุ่มลึกของหน้าปัดได้อย่างมีรสนิยม

รุ่น Iron Eye กับลวดลายชั้นหินอันทรงพลัง

นาฬิกาเวอร์ชันที่สองนำเสนอความดุดันด้วยหินแร่ธรรมชาติ Iron Eye จากประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นแร่ที่เกิดจากการรวมตัวของไทเกอร์ไอซ์ แฮมาไทต์ และแจสเปอร์ เกิดเป็นลายชั้นหินเฉดสีน้ำตาลตัดกับสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ เสริมความคมเข้มด้วยการประดับแซฟไฟร์สีแดง (Red Sapphires) ทรง Baguette รวม 60 เม็ดบนขอบตัวเรือนและหลักชั่วโมง สะท้อนเสน่ห์อันทรงพลังของธรรมชาติได้อย่างโดดเด่น

รุ่น Malachite กับเส้นสายริ้วลายสีเขียวอันสง่างาม

นาฬิกาเวอร์ชันที่สามเลือกใช้หิน Malachite (มาลาไคต์) แร่คาร์บอเนตธรรมชาติที่โดดเด่นด้วยโทนสีเขียวสดและลวดลายริ้วชั้นหินตามธรรมชาติที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละเรือน ทางแบรนด์นำมาจับคู่กับขอบตัวเรือนและหลักชั่วโมงที่ประดับด้วยซาโวไรต์สีเขียว (Tsavorites) ทรง Baguette รวม 60 เม็ด ช่วยเสริมมิติความสดชื่นและความหรูหราให้เข้ากับลวดลายบนหน้าปัดได้อย่างลงตัว

โครงสร้างตัวเรือนและกลไกจักรกลบางเฉียบ

ทั้งสามรุ่นมาในตัวเรือนสเตนเลสสตีล 316L ขนาด 38 x 38 มิลลิเมตร มีความบางเพียง 7.9 มิลลิเมตร พร้อมสาย Integrated ที่ออกแบบให้ซ่อนสกรูยึดและตัวล็อกบัตเตอร์ฟลายเอาไว้อย่างมิดชิด ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติไมโครโรเตอร์ Calibre GCA1000 (GCA5401) ความบางพิเศษเพียง 2.67 มิลลิเมตร ให้การสำรองพลังงานนาน 50 ชั่วโมง และรองรับการกันน้ำได้ลึก 100 เมตร โดยนาฬิกาแต่ละเวอร์ชันผลิตในจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 10 เรือนทั่วโลก

ข้อมูลทางเทคนิค
  • รุ่น: Gerald Charles Masterlink Gem Set Stone Dial (จำกัดรุ่นละ 10 เรือน)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L ขนาด 38 x 38 มม. หนา 7.9 มม. กันน้ำ 100 ม.
  • ขอบตัวเรือน/หลักชั่วโมง: ประดับอัญมณีทรง Baguette 60 เม็ด (Spectrolite: แซฟไฟร์สีน้ำเงิน / Iron Eye: แซฟไฟร์สีแดง / Malachite: ซาโวไรต์สีเขียว)
  • หน้าปัด: แผ่นหินธรรมชาติฝานบาง 0.55 มม. (Spectrolite, Iron Eye, Malachite)
  • กลไก: ไมโครโรเตอร์อัตโนมัติ Cal. GCA1000 (หนา 2.67 มม.) สำรองพลังงาน 50 ชม.
  • สาย: สเตนเลสสตีล Integrated ตัวล็อกแบบซ่อน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Nomos Tetra 27 รุ่นใหม่ เมื่อ “ความเล็ก” ไม่ใช่เรื่องของขนาด แต่เป็นเรื่องของความตั้งใจ 
Rado True Round Open Heart Limited Edition นาฬิกาเซรามิกหน้าปัดเปลี่ยนสีได้เมื่อโดนแดด
Introducing: RGM ถ่ายทอด Snoopy Flying Ace ลงบนหน้าปัด Grand Feu Enamel ครั้งแรก

Hermès Cape Cod Titanium นาฬิกาทรงเหลี่ยมดีไซน์ข้อโซ่สมอในเวอร์ชันสปอร์ตล้ำสมัย

พลิกโฉมมรดกดีไซน์ปี 1991 สู่ตัวเรือนไทเทเนียมขัดแต่งพิเศษและสายยางหลากสีสันที่พร้อมรับความท้าทายแห่งท้องทะเล

หากเราพูดถึงนาฬิกาทรงเหลี่ยมที่แหวกแนวและท้าทายขนบเดิมๆ ของวงการ แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ Cape Cod ติดอยู่ในอันดับต้นๆ นาฬิการุ่นนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1991 จากปลายปากกาของนักออกแบบชื่อดัง อองรี ดอริญี (Henri d’Origny) ผู้ที่นำเอาโครงสร้างรูปทรงอันขัดแย้งอย่าง “สี่เหลี่ยมจัตุรัสในสี่เหลี่ยมผืนผ้า” มารวมเข้าด้วยกันอย่างกล้าหาญ โดยหยิบยืมแรงบันดาลใจอันเป็นอิสระมาจากข้อโซ่สมอเรือเรือนเวลาของแบรนด์

Hermès Cape Cod Titanium
Stacked from 36 images. Method=B (R=8,S=3)

จุดสังเกตที่น่าสนใจในเวอร์ชันล่าสุดนี้คือ การที่แอร์เมส (Hermès) เลือกจะพาตัวตนของ Cape Cod ก้าวข้ามจากความหรูหราแบบคลาสสิกที่คุ้นตา เข้าสู่สุนทรียะความสปอร์ตที่ร่วมสมัยและดูผ่อนคลายยิ่งขึ้น โดยไม่ได้เน้นการประโคมโฆษณา แต่เน้นการเล่นกับพื้นผิวสัมผัสและวัสดุศาสตร์อย่างแท้จริง

ความน่าตื่นเต้นเริ่มต้นตั้งแต่การเปลี่ยนมาใช้ตัวเรือนวัสดุไทเทเนียมขนาด 41 มิลลิเมตร ซึ่งทีมออกแบบได้สร้างมิติผ่านการตกแต่งพื้นผิวอย่างประณีต โดยเลือกขัดซาติน (Satin-brushed) ที่บริเวณด้านบนตัวเรือน เพื่อให้ล้อไปกับแสงเงาอย่างนุ่มนวล แล้วตัดสลับกับเทคนิคบีดบลาสต์ (Beadblasted) หรือการพ่นทรายประกายละเอียดที่บริเวณด้านข้าง การเลือกจับคู่พื้นผิวต่างสไตล์บนวัสดุไทเทเนียมนี้ ช่วยลดทอนความแข็งกร้าวของนาฬิกาสปอร์ต และเพิ่มความรู้สึกสุขุมแบบแคชวลเข้ามาแทน

เมื่อมองลึกลงไปในหน้าปัดสีดำ คุณจะพบกับงานเลเยอร์ซ้อนผิวสัมผัสที่น่าเพ่งมอง ใจกลางหน้าปัดถูกตกแต่งด้วยเทคนิคแซนด์บลาสต์ (Sandblasted) เม็ดละเอียดตัดสลับกับลวดลายชาร์มิลส์ (Charmilles) วงแหวนขอบนอกขัดซาตินด้านเพื่อขับให้ตัวเลขอารบิกที่นำมาติดภายหลังและเข็มชี้ทรงบาตอง (Baton) ชุบโรเดียมดูเด่นชัดขึ้นมา และกิมมิกที่ถือเป็นจุดนำสายตาชั้นยอดคือ เข็มวินาทีสีส้มสดใสที่เปรียบเสมือนแสงอาทิตย์ยามเจิดจ้า ซึ่งช่วยตัดกับความเข้มของหน้าปัดได้อย่างมีชีวิตชีวา

Hermès Cape Cod Titanium

หัวใจสำคัญที่อยู่ภายในคือกลไกไขลานอัตโนมัติ Manufacture Hermès H1912 ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตัวกลไกขับเคลื่อนการทำงานของเข็มชั่วโมง นาที วินาที และฟังก์ชันแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาได้อย่างเที่ยงตรง โดยทำงานที่ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และสำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง

Hermès Cape Cod Titanium

เพื่อให้สอดรับกับเสียงเพรียกแห่งท้องทะเลและการพักผ่อนอย่างแท้จริง นาฬิการุ่นนี้จึงจับคู่มากับสายยางประสิทธิภาพสูงที่กันน้ำได้ลึกถึง 10 บาร์ (100 เมตร) โดยมีโทนสีให้เลือกแมตช์ตามบุคลิก ตั้งแต่สีคลาสสิกอย่างสีดำ และสีน้ำเงินเข้ม เบลอ อะบิสส์ (bleu abysse) ไปจนถึงสีสันที่เปี่ยมพลังอย่างสีส้มประจำแบรนด์ และสีเหลือง โฌน เดอ นาเปลส์ (jaune de Naples)

ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว เวลาไม่ใช่สิ่งที่ต้องเข้าไปควบคุมหรือสั่งการ แต่เรือนเวลานี้กลับแสดงให้เห็นว่านี่คือพื้นที่สำหรับการปล่อยใจให้สนุกสนานและเป็นธรรมชาติ แล้วในมุมมองของคุณ คิดว่าการนำเรือนเวลาทรงเหลี่ยมดีไซน์ระดับมรดกชิ้นนี้มาปรับโฉมด้วยวัสดุไทเทเนียมและสายยางสีสันจัดจ้าน สามารถตอบโจทย์คำว่า “สไตล์สปอร์ตที่หรูหราแบบไม่ต้องตะโกน” ในแบบที่คุณจินตนาการไว้ได้ดีแค่ไหน?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น:
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม ขนาด 41 มม., ตกแต่งขัดซาตินสลับพ่นทราย (Beadblasted) ด้านข้าง, กันน้ำ 100 เมตร (10 บาร์)
  • หน้าปัด: สีดำ ตกแต่งแซนด์บลาสต์ใจกลาง สลับลายชาร์มิลส์ (Charmilles) และขอบนอกขัดซาติน, ตัวเลขอารบิกและเข็มชุบโรเดียม, เข็มวินาทีสีส้ม
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง, นาที, วินาที, แสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ In-house Calibre Manufacture Hermès H1912 (ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์), ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง, สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง
  • สาย: สายยาง (Rubber Strap) มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำ, สีน้ำเงินเข้ม (Bleu Abysse), สีส้ม และสีเหลือง (Jaune de Naples)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม
เมื่อ TAG Heuer ประกาศเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษส่งตรงเพื่อนักสะสมชาวไทยโดยเฉพาะกับ Carrera Chronograph Thailand Limited Edition
Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy ถ่ายทอดจิตวิญญาณซามูไรผ่านศิลปะนาฬิกาชั้นสูง

Introducing: RGM ถ่ายทอด Snoopy Flying Ace ลงบนหน้าปัด Grand Feu Enamel ครั้งแรก

เมื่อศิลปะการทำหน้าปัดแบบดั้งเดิมพบกับตัวละครระดับไอคอนของอเมริกา ผลลัพธ์จึงออกมาเป็น RGM Model 151 Snoopy Flying Ace

ในโลกของนาฬิกา “Snoopy” ไม่ใช่ตัวละครหน้าใหม่ แต่การนำเขามาอยู่บนหน้าปัด Grand Feu Enamel กลับเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ RGM เลือกทำกับ Model 151 รุ่นล่าสุด

หากพูดถึงนาฬิกาที่มี Snoopy เป็นตัวเอก หลายคนอาจนึกถึงแบรนด์สวิสที่เคยร่วมงานกับตัวละครจาก Peanuts อยู่บ่อยครั้ง แต่สำหรับ RGM ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระจากสหรัฐอเมริกา กลับเลือกนำเสนอในมุมที่แตกต่างออกไป ด้วยการจับ Snoopy ในเวอร์ชัน Flying Ace มาถ่ายทอดผ่านงานศิลป์บนหน้าปัด Grand Feu Enamel ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคการทำหน้าปัดแบบดั้งเดิมที่ต้องอาศัยทั้งความละเอียดและความชำนาญของช่างฝีมือ

แม้ RGM จะไม่ได้เป็นชื่อที่คุ้นหูเท่าแบรนด์รายใหญ่ แต่ในแวดวง Independent Watchmaking ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตจากสหรัฐอเมริกาที่มีบทบาทสำคัญ แบรนด์ก่อตั้งโดย Roland G. Murphy ในปี 1992 และเป็นที่รู้จักจากการรักษาเทคนิคดั้งเดิมของการทำนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นงานแกะลายกิโยเช่ (Guilloché) หรือการผลิตชิ้นส่วนหลายรายการภายในโรงงานของตัวเอง

สำหรับผู้ที่ต้องการดีไซน์เดียวกันในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า RGM ยังพัฒนาเวอร์ชัน Blue Sky Metal Dial ซึ่งใช้หน้าปัดโลหะสีฟ้า แต่ยังคงองค์ประกอบของ Snoopy Flying Ace ไว้อย่างครบถ้วน

พื้นฐานของนาฬิกาคือ Model 151 ซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเลกชันสไตล์ Pilot Watch ของแบรนด์ ตัวเรือนขนาด 38.5 มิลลิเมตร ผลิตในสหรัฐอเมริกา มีให้เลือกทั้งสเตนเลสสตีลและไทเทเนียม พร้อมขอบตัวเรือนที่บาง ทำให้หน้าปัดดูโปร่งและสวมใส่ได้ใหญ่กว่าขนาดจริง

ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Sellita SW300-1 ที่ผ่านการตกแต่งโดย RGM ทั้ง Rhodium Finish, Côtes de Genève และ Perlage พร้อมพลังงานสำรองสูงสุดประมาณ 56 ชั่วโมง

และแม้จะเลือกใช้ตัวละครจากโลกของการ์ตูน แต่ Model 151 Snoopy Flying Ace ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาแนว Character Watch หากยังสะท้อนแนวทางของ RGM ที่ให้ความสำคัญกับงานฝีมือแบบดั้งเดิมและการผลิตภายในประเทศ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้แบรนด์ยังคงได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกวงการ Independent Watchmaking ของสหรัฐอเมริกา ผลิตนาฬิกาเพียงราว 400 เรือนต่อปี และยังคงเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L หรือ CP-2 Titanium ขนาด 38.5 มม.
  • หน้าปัด: Grand Feu Enamel สีขาว หรือหน้าปัดโลหะสีฟ้า พร้อมลวดลาย Snoopy Flying Ace กระจก Sapphire Crystal
  • กลไก: อัตโนมัติ RGM-Sellita SW300-1ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz)พลังงานสำรอง ประมาณ 52–56 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง, นาที, วินาที และวันที่ กันน้ำ 50 เมตร
  • สาย: Hirsch Performance หนังผสมยาง

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa

JISBAR กลับมาวาดลวดลายบนหน้าปัด Vanguard Lady Crazy Hours

Rado True Round Open Heart Limited Edition นาฬิกาเซรามิกหน้าปัดเปลี่ยนสีได้เมื่อโดนแดด

Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน

เปิดตัวรุ่นลิมิเต็ด 500 เรือน นิยามใหม่แห่งความชัดเจนยามค่ำคืน สว่างไสวประดุจแสงเหนือบนข้อมือ

Bell & Ross ตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งนาฬิกานักบินสไตล์เครื่องวัดในห้องนักการบิน (Cockpit Instrument) ด้วยการเปิดตัว BR-03 GMT Green Lum เรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 500 เรือนทั่วโลก ที่ยกระดับการเรืองแสงยามค่ำคืนด้วยการใช้พรายน้ำ Super-LumiNova® C3 เข้มข้น ร่วมกับหน้าปัดไล่เฉดสีเขียวดำอันเป็นเอกลักษณ์

แรงบันดาลใจจากแสงเหนือ สู่ความสว่างไสวบนข้อมือ

นับตั้งแต่การเปิดตัวไลน์ BR 03-93 GMT ในปี 2021 แบรนด์ Bell & Ross ได้พัฒนาและแต่งเติมสีสันให้กับคอลเลกชันนี้นำเสนอรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งขอบเบเซิลสี Coke เวอร์ชันหน้าปัดสีน้ำเงิน ไปจนถึงรุ่นสายเข็มทิศ ล่าสุดนี้ แบรนด์ฝรั่งเศสหัวใจสวิสได้นำเสนอความตื่นตาตื่นใจครั้งใหม่ภายใต้ชื่อ BR-03 GMT Green Lum

จุดเด่นสำคัญที่สุดของเรือนเวลานี้คือหน้าปัดแบบไล่เฉดสีในแนวตั้ง โดยไล่โทนจากสีเขียวสว่างทางด้านบนลงสู่สีดำลุ่มลึกทางด้านล่าง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของปรากฏการณ์แสงเหนือหรือออโรราบนท้องฟ้าอันมืดมิด มอบมิติทางสายตาที่ลุ่มลึกและแปลกตามากกว่าหน้าปัดสีเดี่ยวทั่วไป

Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum

Super-LumiNova® C3 พระเอกตัวจริงที่เปลี่ยนคืนมืดมิดให้สว่างไสว

ซีรีส์ Lum ของ Bell & Ross เป็นที่รู้จักดีในเรื่องการให้ความสำคัญกับสมรรถนะการอ่านค่าในที่มืด และในรุ่น Green Lum นี้ พรายน้ำสีเขียว Super-LumiNova® C3 ถูกนำมาใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยแต้มลงบนตัวเลขและหลักชั่วโมงอย่างครบถ้วน ทางด้านชุดเข็มชั่วโมง เข็มนาที และเข็มวินาที ได้เลือกใช้เข็มทำสีดำเงากระจกที่ตัดกับพรายน้ำอย่างชัดเจน ช่วยมอบลุคมิลลิทารีที่ดุดัน

Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum

ความพิเศษยังครอบคลุมไปถึงเข็ม GMT ฉลุโปร่งทรงสามเหลี่ยมชี้เวลาเขตที่สอง รวมถึงสเกล 24 ชั่วโมงบนขอบเบเซิลเซรามิกสีดำ โดยพรายน้ำ C3 นี้สามารถส่องสว่างได้ยาวนานสูงสุดถึง 10 ชั่วโมง ทำให้ไม่เพียงแค่หน้าปัดเท่านั้นที่เรืองแสง แต่ขอบเบเซิลหมุนได้สองทิศทางก็ยังสว่างไสวเป็นวงกลมประกายสีเขียวประดุจแผงควบคุมในเครื่องบินรบยามค่ำคืน

ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมเอกลักษณ์ และกลไกอัตโนมัติไว้ใจได้

BR-03 GMT Green Lum ยังคงรักษาโครงสร้างสี่เหลี่ยมซิกเนเจอร์ขนาด 42 x 42 มิลลิเมตร พร้อมความหนาพอเหมาะที่ 11.3 มิลลิเมตร ตัวเรือนผลิตจากสแตนเลสสติลปัดลายซาตินสลับขัดเงา ให้ความรู้สึกแกร่งทนทานแบบนาฬิกาใช้งานจริงแต่ยังประณีตพอสำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ปิดทับด้วยกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อน ฝาหลังขันแน่นแบบทึบ รองรับการกันน้ำได้ที่ระดับ 100 เมตร

Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum

ขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก Calibre BR-CAL.303 ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง สามารถสำรองพลังงานยาวนาน 54 ชั่วโมง มอบฟังก์ชันปรับเข็ม GMT เป็นอิสระ และมีช่องหน้าต่างบอกวันที่ทรงกลมบริเวณ 4 นาฬิกา 30 นาที สวมใส่เข้าคู่กับสายยางสีดำ หรือสลับไปใช้สายผ้าสังเคราะห์สีดำความทนทานสูงที่แถมมาให้ในชุดเพื่อเปลี่ยนลุคได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • รหัสอ้างอิง (Reference): BR0393-GN-ST/SRB
  • จำนวนการผลิต: ลิมิเต็ดเอดิชัน 500 เรือนทั่วโลก
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสติลปัดลายซาตินและขัดเงา ขนาด 42 มม. x 42 มม. หนา 11.3 มม., ขอบเบเซิลเซรามิกสีดำหมุนได้สองทิศทางพร้อมสเกล C3, กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีเขียวไล่เฉดสีดำแนวตั้ง (Vertical Green-to-Black Gradient), ตัวเลข หลักชั่วโมง และเข็มเคลือบพรายน้ำ Super-LumiNova® C3 สีเขียว, ช่องบอกวันที่ตำแหน่ง 4:30 น.
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง, นาที, วินาที, วันที่, เข็ม GMT บอกเวลาเขตที่สองแบบ 24 ชั่วโมง
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre BR-CAL.303 (Base Sellita SW330-2), ความถี่ 28,800 vph (4Hz), สำรองพลังงาน 54 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางสีดำ + สายผ้าสังเคราะห์สีดำความทนทานสูง พร้อมหัวสายแบบเข็มขัด (Pin Buckle) สแตนเลสสติล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม
เมื่อ TAG Heuer ประกาศเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษส่งตรงเพื่อนักสะสมชาวไทยโดยเฉพาะกับ Carrera Chronograph Thailand Limited Edition
Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy ถ่ายทอดจิตวิญญาณซามูไรผ่านศิลปะนาฬิกาชั้นสูง

McLaren M6 GT: การชุบชีวิตนวัตกรรมระดับตำนาน และความฝันสายสตรีทของ Bruce McLaren โดย MSO

McLaren M6 GT โดย MSO คืนชีพซูเปอร์คาร์ถนนคันแรกในตำนานของ Bruce McLaren

McLaren Special Operations (MSO) เผยโฉมผลงานระดับมาสเตอร์พีซด้วยการบูรณะ McLaren M6 GT ยอดรถสปอร์ตระดับตำนานขึ้นมาใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อรำลึกถึงวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของ Bruce McLaren ที่ต้องการเปลี่ยนรถแข่งสายพันธุ์แชมป์ให้กลายเป็นซูเปอร์คาร์ขับบนท้องถนนได้อย่างแท้จริง

McLaren M6 GT (MSO Restoration Project)

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ซูเปอร์คาร์คันแรกในประวัติศาสตร์

ในช่วงปลายยุค 1960s ซึ่งเป็นยุคทองของการแข่งขันรายการ Can-Am อันดุเดือด Bruce McLaren ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผู้ล่วงลับ ได้วาดฝันที่จะสร้างรถยนต์วิ่งบนถนนหลวง (Road Car) คันแรกของค่าย โดยตั้งใจนำพื้นฐานจาก M6A รถแข่งสายพันธุ์แชมป์โลกมาต่อยอดพัฒนา โดยแผนการในขณะนั้นคือการผลิตให้ครบ 25 คัน เพื่อส่งเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐาน (Homologation) สำหรับลงชิงชัยในศึกการแข่งขันระดับตำนานอย่าง 24 Hours of Le Mans

McLaren M6 GT (MSO Restoration Project)
McLaren M6 GT (MSO Restoration Project)

โปรเจกต์ดังกล่าวนำไปสู่การกำเนิดของ McLaren M6 GT ทว่าน่าเสียดายที่กฎเกณฑ์การแข่งในยุคนั้นถูกปรับเปลี่ยนประกอบกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของ Bruce McLaren ทำให้โปรเจกต์นี้ต้องหยุดชะงักลง และมีรถต้นแบบเดิมถูกสร้างขึ้นมาเพียงไม่กี่คันเท่านั้น ฝันที่ M6 GT จะได้เป็นรถโปรดักชันผลิตจริงในยุคนั้นจึงกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญที่ถูกจดจำในฐานะสิ่งที่ “เกือบจะเกิดขึ้น”

การฟื้นคืนชีพระดับ Nut-and-Bolt Restoration โดย MSO

เพื่อตอบคำถามและสานต่อความฝันในอดีต แผนกแต่งพิเศษ McLaren Special Operations หรือ MSO จึงได้เริ่มต้นโปรเจกต์บูรณะ M6 GT ขึ้นมาใหม่อย่างพิถีพิถันแบบถอดชิ้นส่วนร้อยน็อตใหม่ทุกตัว (Nut-and-bolt Restoration) โดยใช้โครงสร้างแชสซีเดิมจากรถแข่ง M6A และการค้นพบแม่พิมพ์ดั้งเดิมพร้อมแบบแปลนพิมพ์เขียวเก่าแก่ในคลังของแบรนด์ MSO จึงสามารถจำลองชิ้นส่วนทุกชิ้นให้ถูกต้องตามประวัติศาสตร์มากที่สุด

ตัวถังถูกแต่งแต้มด้วยเฉดสีขาว Colnbrook White ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่เมือง Colnbrook อันเป็นที่ตั้งของเวิร์กช็อปแห่งแรกของ Bruce McLaren Motor Racing ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยรถคันประวัติศาสตร์นี้ได้รับการเผยโฉมอย่างยิ่งใหญ่ต่อหน้าสาธารณชนในงานแสดงรถยนต์ระดับโลก Goodwood Festival of Speed

สมรรถนะข้ามยุคสมัยภายใต้ทรวดทรงแอโรไดนามิก

งานดีไซน์ของ M6 GT อิงตามรูปทรงอันทรงพลังของ M6A แต่เพิ่มหลังคาแข็งแบบขี่ติดกับตัวเรือนกระจกหน้าทรงโค้งมน และช่องดักอากาศรอบตัวถังเพื่อส่งลมเย็นเข้าสู่เครื่องยนต์ ตัวรถโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบป็อปอัปที่อยู่เหนือไฟดวงหลักในโคมกระจก

ขุมพลังดั้งเดิมเลือกใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.7 ลิตร จาก Chevrolet ที่ได้รับการปรับแต่งให้ปลดปล่อยกำลังสูงสุด 370 แรงม้า แม้แรงม้าจะถูกปรับลดลงจากเวอร์ชันสนามแข่ง แต่ด้วยน้ำหนักตัวรถที่เบาหวิวเพียงประมาณ 800 กิโลกรัม ทำให้ M6 GT กลายเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่เร็วที่สุดในยุคนั้นด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 4 วินาทีกว่า และทำความเร็วสูงสุดได้แตะระดับ 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นผลงานวิศวกรรมสปอร์ตคาร์ที่แสดงถึงจิตวิญญาณแห่งความเร็วอันไม่เคยจางหายของ Bruce McLaren อย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: McLaren M6 GT (MSO Restoration Project)
  • ประเภทตัวรถ: รถสปอร์ตคูเป้เครื่องยนต์วางกลาง (Mid-Engine Road-Legal Sports Car)
  • โครงสร้างตัวถัง/แชสซี: แชสซีดั้งเดิมจากรถแข่ง McLaren M6A พร้อมตัวถังไฟเบอร์กลาสหล่อจากแม่พิมพ์เดิม
  • สีตัวถัง: สีขาว Colnbrook White
  • ขุมพลัง/เครื่องยนต์: เครื่องยนต์เบนซิน Chevrolet V8 ขนาด 5.7 ลิตร (Naturally Aspirated)
  • พละกำลังสูงสุด: 370 แรงม้า (BHP)
  • น้ำหนักตัวรถ: ประมาณ 800 กิโลกรัม
  • สมรรถนะ: อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาประมาณ 4.2 วินาที / ความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม.

Rado True Round Open Heart Limited Edition นาฬิกาเซรามิกหน้าปัดเปลี่ยนสีได้เมื่อโดนแดด

เรือนเวลารุ่นพิเศษที่มาพร้อม “หน้าปัดโฟโตโครมิก” เปลี่ยนเฉดสีได้จริง

หากกล่าวถึงแบรนด์ที่เป็นเจ้าแห่งนวัตกรรมวัสดุศาสตร์ในโลกนาฬิกา แน่นอนว่าจะต้องมีชื่อของ Rado อยู่ในใจของทุกคน แต่ในผลงานล่าสุดอย่าง True Round Open Heart Limited Edition (Ref. R27183012) นี้ แบรนด์สัญชาติสวิสไม่ได้มาเพื่อโชว์ความแกร่งของไฮเทคเซรามิกเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขากำลังเล่นสนุกกับแสงและเวลาในแบบที่ไม่มีใครคาดถึง

ความน่าสนใจในการสังเกตนาฬิการุ่นนี้คือ การเลือกเฉดสีที่ฉีกกรอบความดุดันของนาฬิกาเซรามิกทั่วไป โดย Rado เลือกใช้สีชมพูพาสเทลอ่อนละมุน (Pale Rose) บนตัวเรือนและสาย แต่ความมหัศจรรย์ที่แท้จริงนั้นซ่อนอยู่บน หน้าปัดโฟโตโครมิก (Photochromic Dial) ซึ่งเป็นนวัตกรรมไวต่อแสง

ถ้าคุณสวมใส่อยู่ในร่ม หน้าปัดจะแสดงสีชมพูอ่อนกลมกลืนไปกับตัวเรือนอย่างเรียบง่าย แต่ทันทีที่คุณก้าวเดินออกไปสัมผัสกับแสงแดดธรรมชาติ พลังของรังสี UV จะกระตุ้นให้พื้นผิวหน้าปัดค่อยๆ เปลี่ยนเฉดสีเข้มขึ้นจนกลายเป็นสีชมพูมาเจนตา (Magenta) ที่สดใสและทรงพลังอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ทุกครั้งที่มองเวลาในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน อารมณ์ของนาฬิกาเรือนนี้จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

อีกหนึ่งกิมมิกที่ชวนให้มองคือ งานโครงสร้างหน้าปัดแบบฉลุเปลือย (Open Heart) ที่จงใจตัดเจาะเป็นรูปทรงเลข 8 ซึ่งนอกจากจะเป็นเลขมงคลตามความเชื่อแล้ว เมื่อมองจากบางมุม โครงสร้างนี้จะเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์อินฟินิตี้ (Infinity) ที่สื่อถึงเวลาอันเป็นนิรันดร์ โดยเป็นช่องหน้าต่างที่เปิดให้เห็นบาลานซ์วีลและตลับลานที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในอย่างมีชีวิตชีวา

ขุมพลังที่อยู่เบื้องหลังความงดงามนี้คือ กลไกอัตโนมัติ Calibre R734 ซึ่งโดดเด่นอย่างมากในเรื่องการสำรองพลังงานที่ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง ผสานด้วยสายใยจักรกรอก Nivachron™ ที่ช่วยต้านทานแรงดึงดูดของสนามแม่เหล็กในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมการขัดแต่งลวดลายซันเรย์กิโยเช (Sunray Guilloché) บนชิ้นส่วนกลไกเพื่อขับเน้นมิติยามแสงส่องผ่านช่อง Open Heart และที่สำคัญมีการผลิตนาฬิกาเรือนเวลารุ่นพิเศษนี้ในจำนวนจำกัดเพียง 888 เรือนทั่วโลกเท่านั้น 

การที่ Rado หยิบเอานวัตกรรมหน้าปัดเปลี่ยนสีตามแสงแดดมารวมเข้ากับงานโครงสร้าง Open Heart บนตัวเรือนเซรามิกสีพาสเทลแบบนี้ ในมุมมองของคุณ คิดว่านี่คือทิศทางใหม่ที่ทำให้นาฬิกาหรูสไตล์อินโนเวชันเข้าถึงง่ายและดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่านาฬิกาหน้าปัดทึบแบบเดิมๆ อย่างไรบ้าง?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: โครงสร้างชิ้นเดียว (Monobloc) ทำจากไฮเทคเซรามิกสีชมพูอ่อนขัดเงา (Polished rose high-tech ceramic) ขนาด 40.0 x 47.3 มม. กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ทรงโค้งเคลือบสารกันสะท้อนทั้งสองด้าน กันน้ำได้ลึก 5 บาร์ (50 เมตร)
  • หน้าปัด: สีชมพูอ่อนขัดลายซันเรย์ (Pale rose sunray) พร้อมเอฟเฟกต์โฟโตโครมิก หน้าต่าง Open Heart รูปทรงเลข 8 ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ติดตั้งหลักชั่วโมงและเข็มชี้โทนสีโรสโกลด์พร้อมเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาชั่วโมง, นาที และวินาที
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติอินเฮาส์ Calibre R734 (บรรจุทับทิม 25 เม็ด) ชิ้นส่วนกลไกขัดแต่งลวดลายซันเรย์กิโยเช มาพร้อมสายใยจักรกรอก Nivachron™ ที่มีคุณสมบัติต้านทานสนามแม่เหล็ก ผ่านการทดสอบความเที่ยงตรง 3 ถึง 5 ตำแหน่ง ให้การสำรองพลังงานยาวนานถึง 80 ชั่วโมง
  • สาย: สายวัสดุไฮเทคเซรามิกสีชมพูอ่อนขัดเงาเข้าชุดกับตัวเรือน พร้อมตัวล็อกสายแบบพับ 3 ทบ (3-fold clasp) ทำจากวัสดุไทเทเนียมน้ำหนักเบา
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำกัด 888 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ ไอคอนสยาม
เมื่อ TAG Heuer ประกาศเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษส่งตรงเพื่อนักสะสมชาวไทยโดยเฉพาะกับ Carrera Chronograph Thailand Limited Edition
Roger Dubuis Excalibur The Kabuto Legacy ถ่ายทอดจิตวิญญาณซามูไรผ่านศิลปะนาฬิกาชั้นสูง