และเราเชื่อว่า หลายคนคิดถึงคอลเลกชัน Golden Ellipse เหมือนกับเรา และข่าวดีก็คือปีนี้ Patek Philippe ได้เพิ่มสมาชิกใหม่ให้กับคอลเลกชันตัวเรือนทรงรีอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ Ref. 5738G-001 ขนาด 34.50 x 39.50 มม. และ Ref. 3738G/100G-014 ขนาด 31.1 x 35.6 มม. ทั้งสองรุ่นต่างขนาดแต่มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ หน้าปัดซันเบิร์สต์สีเขียวมะกอก รับกับสายหนังลูกวัวสีเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 240 ชนิดบางพิเศษ มาพร้อมมินิโรเตอร์ทองคำ 22K ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นเรือนเวลาที่เพรียวบางที่สุดของ Patek Philippe
จากมรดกในพิพิธภัณฑ์สู่บริบทปัจจุบัน
Ref. 5249R-001
นับเป็นครั้งแรกสำหรับกลไก automaton กับการมาอยู่บนนาฬิกาข้อมือ และ Ref. 5249R-001 ได้รับเกียรตินั้น นี่คือเรือนเวลา automaton รุ่นแรกในยุคใหม่ของแบรนด์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกของ Louis Cottier ในปี 1958 กลไกเคลื่อนไหวบนหน้าปัดถ่ายทอดเรื่องราว “The Crow and the Fox” โดย Jean de La Fontaine กวีเลื่องชื่อชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 มาในตัวเรือนสไตล์ Officer หน้าปัดโรสโกลด์อยู่ใต้ชั้นโอปาลีนสีน้ำตาล Matara แสดงความหรูหราคลาสสิกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอดีตกาลในบริบทร่วมสมัย
ทั้ง 20 รุ่นที่เผยโฉมพร้อมกันในงานนี้แสดงให้เราเห็นถึงพลังสร้างสรรค์และความไม่หยุดนิ่งของ Patek Philippe ที่ก้าวเดินให้ทันปัจจุบันเสมอ แต่ก็ไม่เคยละทิ้งมรดกอันทรงคุณค่าที่สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและงดงามให้กับแบรนด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม
ในงาน Dubai Watch Week เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แบรนด์อิสระจากจีนอย่าง Fam Al Hut ได้ก้าวเข้าสู่กระแสนาฬิกาพกเช่นกัน ด้วยผลงานเรขาคณิตสุดล้ำที่เป็นทั้งนาฬิกาพกและนาฬิกาตั้งโต๊ะในเรือนเดียว ขณะที่ Christopher Ward ร่วมมือกับ Studio Underd0g สร้างสรรค์นาฬิกาพกที่พวกเขานิยามว่าเป็น ‘นาฬิกาพกที่ส่องสว่างที่สุดเท่าที่เคยมีมา’
ด้าน Parmigiani Fleurier กับคอลเลกชัน Objets d’Art รวมถึงผลงาน Escale au Pont-Neuf และ Escale en Amazonie จาก Louis Vuitton ต่างเป็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าผู้ผลิตนาฬิกาที่มีมรดกทางประวัติศาสตร์ยาวนานจำนวนมากเชื่อมั่นว่า ในหมู่นักสะสมนาฬิกายังคงมีความต้องการอย่างแข็งแกร่งสำหรับเรือนเวลาที่ปราศจากสายหนังหรือสายโลหะ และถูกสร้างขึ้นเพื่อชื่นชมในฐานะวัตถุศิลป์และผลงานเชิงกลไกอย่างแท้จริง
เมื่อผลการประมูลระดับนี้กลายเป็นข่าวพาดหัวอย่างต่อเนื่อง หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า สถิตินาฬิกาที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การประมูลอาจถูกทำลายลงได้ในอนาคตอันใกล้หรือไม่ ปัจจุบันสถิติดังกล่าวยังคงเป็นของ Patek Philippe Henry Graves Supercomplication นาฬิกาพก 24 ฟังก์ชันที่นายธนาคารชาวนิวยอร์ก Henry Graves Jr. สั่งสร้างขึ้นในปี 1925 และถูกประมูลไปด้วยมูลค่า 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2014 และยิ่งเมื่อคิดถึงผลงานระดับตำนานอย่าง Vacheron Constantin Ref. 57260 ที่เปิดตัวในปี 2015 คำถามว่ามันจะสามารถทำราคาประมูลได้เท่าใดในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ก็ยิ่งชวนให้จินตนาการอย่างไร้ขอบเขต
Breguet Classique Grande Sonnerie Métiers d’Art 1905 ติดตั้้งกลไก Grande Sonnerie และ Petite Sonnerie พร้อมด้วย Minute Repeater ที่ควบคุุมจังหวะการตีบอกเวลาด้้วย Magnetic Regulator
David Duggan นายหน้าซื้อขายนาฬิกาในลอนดอนชี้ให้เห็นอีกประเด็นหนึ่งว่า แม้นาฬิกาพกจะปรากฏเป็นข่าวจากการประมูลระดับหลายล้านดอลลาร์อยู่บ่อยครั้ง แต่โดยรวมแล้วกลับยังคงเป็นหมวดหมู่ที่ให้ความคุ้มค่าสูงมากเมื่อเทียบกับราคา
“Never has a brand inspired me so much as Girard-Perregaux.”… นี่คือประโยคที่ Marc Michel-Amadry ผู้บริหารของ Girard-Perregaux บอกว่าเขาอยากใช้เปิดหนังสือเกี่ยวกับแบรนด์ หากมีโอกาสเขียนสักวันหนึ่ง สำหรับผู้บริหารที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเมื่อปี 2025 คำกล่าวนี้อาจฟังดูเกินจริง แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่เขาค้นพบจากคลังเอกสารของแบรนด์ ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าทำไม Girard-Perregaux จึงยังคงเป็นหนึ่งในชื่อที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลกของนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie)
นับตั้งแต่ Ferdinand Adolph Lange ก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาในปี 1845 และ Walter Lange คืนชีพให้กับแบรนด์กลับมาอีกครั้งในปี 1990 A. Lange & Söhne ก็ยังยึดมั่นในแนวคิดเดียวมาโดยตลอด นั่นคือการสร้างนาฬิกาที่โดดเด่นในด้านวิศวกรรมและงานฝีมือ
ทุกเรือนขับเคลื่อนด้วยกลไกที่ผลิตขึ้นภายในโรงงาน ประกอบสองครั้ง (Double Assembly) และตกแต่งด้วยมืออย่างละเอียด ตั้งแต่แผ่นฐานแบบ Three-quarter Plate ที่ทำจาก German Silver ไปจนถึง Balance Cock ที่ช่างแกะสลักด้วยมือทีละชิ้น ซึ่งไม่มีเรือนใดเหมือนกัน และสิ่งที่ทำให้ Lange แตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น คือการนำเสนอความซับซ้อนทางกลไกอย่างสุขุม แม้นาฬิกาจะอัดแน่นด้วยกลไกระดับ Grand Complication แต่หน้าปัดกลับยังคงอ่านเวลาได้ง่าย สง่างาม และไม่เคยรู้สึกว่ากำลัง “อวด” ความซับซ้อน ดังเช่นผลงานเหล่านี้
RICHARD LANGE TOURBILLON “POUR LE MERITE” in white gold
RICHARD LANGE TOURBILLON “Pour le Mérite” จุดสูงสุดของวิศวกรรมเชิงกล
สำหรับ A. Lange & Söhne คำว่า “Pour le Mérite” ที่ใช้ต่อท้ายชื่อรุ่นนั้นแสดงให้เห็นถึงการยกย่องเชิดชูความเป็นเลิศทางวิศวกรรมซึงใช้ระบบส่งพลังงาน fusée-and-chain โดยนับตั้งแต่แบรนด์กลับมาในปี 1990 Lange ผลิตนาฬิกาที่ได้รับชื่อนี้เพียง 5 รุ่น เท่านั้น
RICHARD LANGE TOURBILLON “Pour le Mérite” รวมเอาสองสุดยอดกลไกเข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ Fusée-and-Chain Transmission ระบบส่งกำลังผ่านโซ่และกรวยที่ช่วยให้แรงบิดส่งไปยังชุดเฟืองอย่างสม่ำเสมอแม้ลานจะคลายตัว และ One-minute Tourbillon ที่หมุนครบหนึ่งรอบในหนึ่งนาที เพื่อช่วยลดผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงต่อความเที่ยงตรงของนาฬิกา การนำกลไกทั้งสองมาทำงานร่วมกัน ถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายในโลกสามารถทำได้
นิยามใหม่แห่งหัตถศิลป์มาเลเซีย MING ผสานมือ Royal Selangor รังสรรค์บนนาฬิการุ่น 37.06
MING แบรนด์นาฬิกาอิสระชื่อดังเดินหน้าสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ด้วยการร่วมมือกับแบรนด์นอกอุตสาหกรรมเรือนเวลาเป็นครั้งแรก โดยจับมือกับ Royal Selangor ผู้ผลิตเครื่องดีบุก (Pewter) ระดับตำนานของมาเลเซียที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี 1885 รังสรรค์เรือนเวลารุ่นพิเศษ MING 37.06 Royal Selangor ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 88 เรือนทั่วโลก และถือเป็นครั้งแรกที่ MING ดำเนินการประกอบตัวเรือนขั้นสุดท้ายในกรุงกัวลาลัมเปอร์ทั้งหมด
ความงดงามของดีบุกตอกลายและตัวเรือนไทเทเนียม
ความโดดเด่นสำคัญของเรือนเวลารุ่นนี้คือหน้าปัดดีบุกตอกลายด้วยมือ (Hammered pewter dial) ผลิตโดยช่างฝีมือของ Royal Selangor ใช้เนื้อดีบุกบริสุทธิ์สูงถึง 97% ผสมทองแดงและแอนติโมนีเพื่อความแข็งแกร่ง นวัตกรรมหน้าปัดดีบุกมอบโทนสีอบอุ่นและมีมิติความลึกที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งแม้จะไม่เกิดสนิมหรือหมองคล้ำ แต่จะค่อยๆ พัฒนาชั้นผิว (Patina) อย่างนุ่มนวลตามกาลเวลา
ฝาหลังตัวเรือนได้รับการสลักตราสัญลักษณ์ความร่วมมือระหว่าง MING และ Royal Selangor เผยให้เห็นกลไกอัตโนมัติ Sellita for MING SW300.M1 ความหนาเพียง 3.6 มิลลิเมตร ตกแต่งฉลุโปร่งเคลือบโรเดียมอย่างสวยงาม สำรองพลังงานได้นาน 50 ชั่วโมง
ตัวเรือนจับคู่มากับสายหนังแพะ (Goat leather) สีฟ้าเทาที่รังสรรค์โดย Jean Rousseau มาพร้อมระบบ Quick-release และหัวล็อก Flying-blade tuck buckle ที่ปรับขนาดได้อย่างละเอียด นอกจากนี้ นาฬิกายังบรรจุมาในกล่องบรรจุภัณฑ์ดีบุกตอกลายสไตล์เดียวกับหน้าปัด ซึ่งออกแบบโดย MING และผลิตโดย Royal Selangor
นาฬิกาเริ่มวางจำหน่าย ณ บูติคของ Royal Selangor ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2026 และเปิดขายบนเว็บไซต์หลักของ MING ในจำนวนจำกัดตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป
TAG Heuer เดินหน้าถ่ายทอดเรื่องราวโลกแห่งความเร็วอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ถูกเล่าผ่านกลิ่นอายมอเตอร์สปอร์ตยุคทองของญี่ปุ่น ด้วยการเปิดตัวเรือนเวลารุ่นพิเศษ TAG Heuer Carrera Chronograph x Team Ikuzawa ณ กรุงโตเกียว ในวันที่ 30 กรกฎาคม โดยเป็นการจับมือกันอีกครั้งระหว่างแบรนด์นาฬิกาสวิสระดับตำนาน, Team Ikuzawa และสำนักแต่งนาฬิกาชื่อดัง Bamford Watch Department ของ George Bamford หลังจากที่เคยร่วมงานกันครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน เพื่อรังสรรค์เรือนเวลารุ่นจำกัดเพียง 150 เรือนทั่วโลก
Team Ikuzawa คือหนึ่งในชื่อที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในวงการแข่งรถของญี่ปุ่น ก่อตั้งโดย Tetsu Ikuzawa นักแข่งระดับตำนาน และสืบทอดมาถึงรุ่นลูกสาวอย่าง Mai Ikuzawa ผู้รับหน้าที่ Team Principal และ Creative Director ซึ่งสำเร็จการศึกษาจาก Central Saint Martins เธอได้ปรับโฉมทีมแข่งรถให้กลายเป็นแพลตฟอร์มทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงเข้ากับแฟชั่น ศิลปะ และการออกแบบ ซึ่งสำหรับการรังสรรค์นาฬิการุ่นนี้ เธอได้จับมือกับ Bamford ผู้เชี่ยวชาญด้านการคัสตอมนาฬิกาอีกครั้งเพื่อสร้างสรรค์ไอคอนชิ้นใหม่สำหรับนักสะสม
การออกแบบนาฬิการุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากจดหมายเหตุชิ้นสำคัญของทีม นั่นคือนาฬิกาจับเวลา Roadmaster อุปกรณ์บอกเวลาดีไซน์เด่นที่อ่านค่าง่าย และกลายเป็นสัญลักษณ์ของ Team Ikuzawa ในยุค 1970s ถึง 1980s ทั้ง Bamford และ Ikuzawa ได้นำเอากราฟิก สัดส่วน และโทนสีมาตีความใหม่ลงบนตัวเรือน TAG Heuer Carrera Glassbox ขนาด 39 มิลลิเมตร ซึ่งโดดเด่นด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมไร้ขอบเบเซล ช่วยให้มองเห็นหน้าปัดได้อย่างชัดเจนไร้สิ่งกีดขวาง สะท้อนถึงปรัชญาดั้งเดิมของ Jack Heuer ที่เน้นการอ่านค่าเวลาได้ง่ายที่สุด
หน้าปัดคือไฮไลต์สำคัญที่ถ่ายทอดอารมณ์ของหน้าปัดนาฬิกาจับเวลา มาในพื้นผิวสีขาวลาย Clou de Paris พร้อมหลักชั่วโมงแบบพิมพ์แทนการติดชิ้นส่วนนูน เติมความโดดเด่นด้วยรายละเอียดสีแดงบนตัวเลขวันที่ เข็มวินาทีจับเวลาตรงกลาง และเข็มย่อย
นอกจากนี้ จุดที่แยบยลที่สุดคือตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซึ่งปกติจะเป็นวงวินาทีย่อย ได้ถูกแทนที่ด้วยสัญลักษณ์โลโก้ของ Team Ikuzawa โดยกลไกอินเฮาส์โครโนกราฟ TH20-10 ของ TAG Heuer ได้ตัดการแสดงผลวินาทีย่อยออกไป เพื่อเป็นการนึกถึงนาฬิกาโครโนกราฟ Heuer ยุค 1960s-1970s ที่เคยเว้นพื้นที่หน้าปัดไว้สำหรับทีมแข่งและสปอนเซอร์
TAG Heuer Carrera Chronograph x Team Ikuzawa วางจำหน่ายพร้อมรันหมายเลขผลิตจำกัดเพียง 150 เรือน นับเป็นผลงานระดับสะสมที่ผสมผสานมรดกโครโนกราฟสวิสเข้ากับความเท่ของมอเตอร์สปอร์ตญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หากจะมีแบรนด์ใดที่สะท้อนแนวคิดแบบ Post-Heritage Watchmaking ได้อย่างชัดเจนที่สุด MING อาจจะเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง แบรนด์จากมาเลเซียนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดย Ming Thein ผู้เป็นช่างภาพ วิศวกร และนักออกแบบ โดยไม่ได้มีภูมิหลังเป็นช่างทำนาฬิกาแต่อย่างใด แต่นั่นกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้เขามีมุมมองต่อนาฬิกาที่แตกต่างจากคนในวงการ
การสร้างตัวตนของ MING นั้น เริ่มต้นจากการตั้งคำถามที่ว่า “เรือนเวลาสามารถพาเราไปค้นพบอะไรใหม่ได้บ้าง” ผลลัพธ์ก็คือภาษาการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับแสง เงา มิติ และสัดส่วนมากกว่าการอ้างอิงจากรูปแบบดั้งเดิมของนาฬิกา โดยเฉพาะการใช้กระจกแซฟไฟร์คริสตัล แก้วโบโรซิลิเกต หรือการสร้างเลเยอร์ของตัวเลขและหลักชั่วโมง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผลงานของ MING มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนสามารถจดจำได้แทบจะในทันที สร้างอัตลักษณ์ทางสายตาได้อย่างชัดเจน แม้จะมีอายุเพียงไม่กี่ปี โดยสำหรับผู้ที่อยากทำความรู้จักกับแบรนด์ รุ่นอย่าง 17.09 ก็ถือเป็นตัวแทนของแนวคิดดั้งเดิมของ MING ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ซีรีส์ 37 Series และ 20 Series ก็แสดงให้เห็นพัฒนาการด้านภาษาการออกแบบที่ซับซ้อนและทะเยอทะยานมากขึ้นเรื่อยๆ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน
ในโลกที่หลายแบรนด์ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือสร้างตัวตน MING กลับพิสูจน์ว่า เพียงแค่วิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและสม่ำเสมอก็สามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ได้ไม่ต่างกัน เพราะสำหรับ MING แล้ว วิสัยทัศน์ไม่ใช่เพียงจุดเริ่มต้นของการออกแบบ แต่เป็นมรดกที่แบรนด์จะยึดถือไว้เป็นตัวตนของพวกเขาอยู่เสมอนั่นเอง
Corum หวนคืนสู่ความคลาสสิกระดับตำนานด้วยการนำ Golden Book กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1996 และยังคงเป็นหนึ่งในผลงานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดในคอลเลกชัน Corum Heritage โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการคารวะต่อโลกวรรณกรรม งานฝีมือชั้นสูง และความงดงามเชิงกลไก ตัวเรือนถูกออกแบบมาในรูปทรงของหนังสือย่อส่วน ซึ่งเมื่อเปิดฝาปกออกจะพบกับคำคมอันทรงคุณค่าของนักเขียนระดับโลก Ernest Hemingway แกะสลักไว้ภายในว่า “Now is no time to think of what you do not have. Think of what you can do with what you have.” ข้อความนี้ไม่เพียงแต่เป็นรายละเอียดเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยเติมเต็มแรงบันดาลใจทางวรรณกรรม และเปลี่ยนการดูเวลาให้กลายเป็นห้วงเวลาแห่งการย้อนคิดและไตร่ตรอง
Bremont แบรนด์นาฬิกาสัญชาติอังกฤษประกาศส่งเรือนเวลารุ่นสำคัญเข้าร่วมชิงชัยในงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) 2026 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเวทีประกวดนาฬิกาที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก โดยการเข้าประกวดในครั้งนี้ประกอบไปด้วยนาฬิกา 5 รุ่นที่ครอบคลุมสาขาสำคัญ เพื่อให้คณะกรรมการ GPHG Academy พิจารณาคัดเลือกในรอบแรกให้เหลือเพียง 6 เรือนเวลารอบไฟนอลของแต่ละสาขาในช่วงฤดูร้อนนี้
การเดินทางครั้งใหม่ของ Maison Louis Vuitton ในคอลเลกชัน Escales Autour du Monde ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งผ่านการรังสรรค์ Escale en Alaska Pocket Watch นาฬิกาพกสั่งทำพิเศษชิ้นเดียวในโลก (Unique Piece) ที่พาเราดำดิ่งสู่ความอ้างว้างอันงดงามของธารน้ำแข็ง Margerie Glacier ในรัฐอะแลสกา ภายใต้ประกายแสงเหนือสีเขียว โดยแบรนด์ได้ถ่ายทอดงานหัตถศิลป์ลงยาและงานแกะสลักระดับสูง ควบคู่กับวิศวกรรมจักรกลที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่ La Fabrique du Temps Louis Vuitton เคยผลิตมา
การสร้างสรรค์หน้าปัดฉากธรรมชาติอันมีชีวิตชีวานี้เป็นผลงานอินเฮาส์ของ La Fabrique des Arts ที่ผสานเทคนิคการลงยาแบบ Grand Feu ทั้ง champlevé, cloisonné และการลงยาภาพจิ๋ว (Miniature Enamel) ร่วมกับงานแกะสลักด้วยมืออย่างประณีต ช่างฝีมือต้องใช้สีลงยาที่แตกต่างกันถึง 32 เฉดสี และผ่านการเผาในเตามากกว่า 35 ครั้ง เพื่อให้ได้เฉดสีของธารน้ำแข็งและท้องฟ้าที่สมบูรณ์แบบ ล้อมรอบด้วยขอบตัวเรือนที่ฝังอัญมณีเจียระไนทรง Baguette จำนวน 60 เม็ด ประกอบด้วยแซฟไฟร์ เพชร และทัวร์มาลีน ที่เรียงสลับเฉดสีไล่ระดับอย่างสง่างาม
ตัวถังถูกแต่งแต้มด้วยเฉดสีขาว Colnbrook White ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่เมือง Colnbrook อันเป็นที่ตั้งของเวิร์กช็อปแห่งแรกของ Bruce McLaren Motor Racing ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยรถคันประวัติศาสตร์นี้ได้รับการเผยโฉมอย่างยิ่งใหญ่ต่อหน้าสาธารณชนในงานแสดงรถยนต์ระดับโลก Goodwood Festival of Speed
การที่ Rado หยิบเอานวัตกรรมหน้าปัดเปลี่ยนสีตามแสงแดดมารวมเข้ากับงานโครงสร้าง Open Heart บนตัวเรือนเซรามิกสีพาสเทลแบบนี้ ในมุมมองของคุณ คิดว่านี่คือทิศทางใหม่ที่ทำให้นาฬิกาหรูสไตล์อินโนเวชันเข้าถึงง่ายและดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่านาฬิกาหน้าปัดทึบแบบเดิมๆ อย่างไรบ้าง?
ข้อมูลทางเทคนิค
ตัวเรือน: โครงสร้างชิ้นเดียว (Monobloc) ทำจากไฮเทคเซรามิกสีชมพูอ่อนขัดเงา (Polished rose high-tech ceramic) ขนาด 40.0 x 47.3 มม. กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ทรงโค้งเคลือบสารกันสะท้อนทั้งสองด้าน กันน้ำได้ลึก 5 บาร์ (50 เมตร)
หน้าปัด: สีชมพูอ่อนขัดลายซันเรย์ (Pale rose sunray) พร้อมเอฟเฟกต์โฟโตโครมิก หน้าต่าง Open Heart รูปทรงเลข 8 ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ติดตั้งหลักชั่วโมงและเข็มชี้โทนสีโรสโกลด์พร้อมเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว