Home Blog

DEEP DIVE EP. 8: อะไรทำให้ผู้คนยังคงหลงใหลใน Royal Oak มากกว่า 50 ปีหลังจากเปิดตัว?

0

การเดิมพันครั้งสำคัญในปี 1972 ของ Audemars Piguet กับงานออกแบบสเตนเลสสตีลราคาสูงกว่าทองคำ ที่เปลี่ยนวิกฤตควอตซ์ให้กลายเป็นรากฐานความสำเร็จร่วมครึ่งศตวรรษ

ถ้าพูดถึง Audemars Piguet หลายคนคงนึกถึง Royal Oak ทันที นาฬิกาที่ไม่เพียงเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของแบรนด์ แต่ยังเปลี่ยนหน้าตาของวงการนาฬิกาลักชัวรี่ไปตลอดกาล ทว่าในความจริงแล้ว เส้นทางของยอดเรือนเวลารุ่นนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบมาตั้งแต่ต้น ย้อนกลับไปในปี 1972 ช่วงวิกฤตการณ์นาฬิกาควอตซ์ (Quartz Crisis) แบรนด์ตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการส่งนาฬิกาสปอร์ตสเตนเลสสตีลที่มีราคาสูงกว่านาฬิกาทองคำในยุคนั้นออกมาสู่ตลาด ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงสะท้อนในแง่ลบจากดีไซน์แปดเหลี่ยมอันแปลกตาของ Gerald Genta แต่ท้ายที่สุด เวลาได้พิสูจน์แล้วว่าความกล้าที่จะขบถต่อขนบเดิมๆ คือจุดเริ่มต้นของตำนานที่ยั่งยืนมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

ร่วมเจาะลึกและค้นหาคำตอบไปพร้อมกันว่า อะไรทำให้ผู้คนยังคงหลงใหลใน Royal Oak มากกว่า 50 ปีหลังจากเปิดตัว? และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ชื่อของ Audemars Piguet ยังคงได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ในรายการ Deep Dive บนช่องทางของ REVOLUTION WATCH THAILAND ทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Instagram, Facebook, TikTok และเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ มาร่วมดำดิ่งสู่เบื้องหลังดีไซน์ ตำนาน และปรัชญาที่ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นมากกว่านาฬิกาไปพร้อมกัน

ติดตามช่องทางอื่น ๆ ของ REVOLUTION THAILAND ได้ทาง REVOLUTION WATCH THAILAND

  • ➡️ Instagram: @revowatchthai
  • ➡️ Facebook: /RevoWatchTha
  • ➡️ Website: https://revolutionthailand.com
  • ➡️ TikTok: @revowatchthai

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 
พาชมเบื้องหลังความวิจิตรของ Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica “Pegasus” กับงานสลักเสลามือกว่า 180 ชั่วโมง

Patek Philippe เปิดตัวเรือนเวลารุ่นใหม่รวม 20 รุ่น พร้อม Nautilus รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 4 รุ่น ภายในงาน Watches and Wonders 2026

ตอกย้ำความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญในทักษะเฉพาะอันหาตัวจับยากของ Patek Philippe

ต้องบอกว่า เป็นการเปิดตัวอย่างอลังการต้อนรับเทศกาลเรือนเวลาอันยิ่งใหญ่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี สำหรับเรือนเวลากว่า 20 รุ่นใหม่ที่ Patek Philippe เผยโฉมในงาน Watches and Wonders 2026 นี้ เพราะเราได้เห็นทั้งนวัตกรรมกลไกที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้นในคอลเลกชันที่ขึ้นแท่นไอคอนิก คอลเลกชันที่ห่างหายจากการมีสมาชิกใหม่ก็กลับมามีอะไรให้ตื่นเต้นกันอีกครั้ง และผลงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าก็ยังคงได้รับการสืบสานต่อไปในรูปแบบที่เดินร่วมกับปัจจุบันได้อย่างราบรื่น 

กลไกซับซ้อนสูงที่ถูกยกระดับ

หลายรุ่นแสดงถึงความพยายามพัฒนากลไกซับซ้อนสูงอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยเฉพาะ Ref. 6105-001G นาฬิกา Grand Complication รุ่นแรกที่สามารถแสดงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก มาพร้อมหน้าปัดที่จำลองแผนที่ท้องฟ้าเหนือกรุงเจนีวา และกลไกที่ใช้เวลาพัฒนานานกว่า 5 ปี พร้อมสิทธิบัตรถึง 6 รายการ หรือการใช้กลไกระดับ Grand Complication รุ่นแรกในคอลเลกชัน Cubitus รุ่น Perpetual Calendar Ref. 5840P-001 มาในตัวเรือนแพลตินัมขนาด 45 มม. นับเป็นการผสานดีไซน์ล้ำสมัยเข้ากับกลไกปฏิทินถาวรได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Ref. 5322G ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 41 มม. ตกแต่งลาย Clous de Paris ด้านข้างตัวเรือน หน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์ มาพร้อมฟังก์ชันปลุก 24 ชั่วโมง และฟังก์ชันแสดงวันที่ เหมาะสำหรับการเตือนเวลานัดหมาย ทั้งยังมาพร้อมกลไกตีบอกเวลาแบบดั้งเดิม ซึ่งนับเป็นการนำกลไกซับซ้อนที่ผลิตได้ยากยิ่งมาประยุกต์ใช้ได้อย่างร่วมสมัย

การตีความใหม่ของคอมพลิเคชันอันเป็นเอกลักษณ์

กลไกซับซ้อนสูงซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของ Patek Philippe ถูกนำมาตีความใหม่ในหลายรุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Ref. 7047G-001 ที่ผสานกลไกมินิตรีพีทเตอร์ เข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยในตัวเรือน Calatrava สุดคลาสสิก Ref. 5374/400P-001 ที่หลอมรวมศาสตร์ชั้นสูงสองแขนงทั้ง Haute Horlogerie และ Haute Joaillerie เข้าด้วยกันอย่างวิจิตร ทั้งยังบรรจุกลไกซับซ้อนสูงอย่างกลไกปฏิทินถาวรและกลไกมินิตรีพีทเตอร์ทำงานร่วมกันภายในตัวเรือนแพลตินัม หน้าปัดเปลือกหอยมุกจากบาหลี รายล้อมด้วยอัญมณีหายากพาราอิบาทัวร์มาลีนสีฟ้าใส เรือนเวลาชั้นสูงรุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 8 เรือนเท่านั้น 

Ref. 5204G-010 นำเสนอกลไกฟลายแบ็คโครโนกราฟพร้อมปฏิทินถาวรในลุคสปอร์ตหรู ตัวเรือนไวท์โกลด์หน้าปัดสีน้ำเงินซันเบิรตส์ รับกับสายวัสดุคอมโพสิตพิมพ์ลายผ้า ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ CHR 29-535 PS Q ส่วน Ref. 5236P-011 มาในลุคเรียบหรูแบบแยบคายด้วยตัวเรือนแพลตินัมหน้าปัดเหลือบเงิน โดดเด่นด้วยการแสดงผลวัน-วันที่-เดือนในช่องเดียว ที่กลไกบางพิเศษคาลิเบอร์ 31-260 PS QL มาพร้อมไมโครโรเตอร์แพลตินัมขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง

 
สำหรับเรือนเวลาโครโนกราฟที่เป็นเอกลักษณ์ของ Patek Philippe อย่าง Ref. 5270 ถูกนำเสนอใน 3 เวอร์ชันใหม่  ทั้งสามเวอร์ชันใหม่มาในตัวเรือนแพลตินัมหน้าปัดต่างโทนสี และการจับคู่สายที่รับกับหน้าปัดของแต่ละรุ่น ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ CH 29-535 PS Q ที่มาพร้อมนวัตกรรมโครโนกราฟจดสิทธิบัตร 6 รายการ


กลไกปฏิทินรายปี (Annual Calendar) ยังเป็นอีกหนึ่งคอมพลิเคชันที่ถูกนำมาตีความใหม่ในสไตล์ร่วมสมัย ทั้งใน Ref. 5396R-016 ตัวเรือนโรสโกลด์โทนสีอบอุ่นรับกับหน้าปัดซันเบิรตส์สีแซนด์เบจ นับเป็นการปรับโฉมภายนอกให้ดูสดใหม่ยิ่งขึ้น โดยยังไว้วางใจในกลไกสิทธิบัตรเฉพาะที่ใช้ขับเคลื่อน Ref. 5396 มาตั้งแต่ปี 1996 ส่วนอีกหนึ่งเรือนเวลากลไกปฏิทินรายปีที่ถูกปรับโฉมใหม่เช่นกัน คือ Ref. 4946G-001 ที่มาในลุคเรียบเฉียบด้วยตัวเรือนไวท์โกลด์หน้าปัดสีเทาแกมน้ำเงิน ขัดแต่งผิวซาตินเป็นลายแนวตั้งสลับกับแนวนอน หรือลายผ้าไหมชานตุงที่เราคุ้นเคยกันดี และยังคงไว้วางใจในกลไกไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ 26-330 S QA LU ในการส่งมอบพลังงาน

นาฬิกานักเดินทางรุ่นไอคอนิกมาในโฉมใหม่อันหรูหราดึงดูดสายตาภายใต้ Ref. 7129J-001 ที่เจิดจ้าด้วยตัวเรือนเยลโลว์โกลด์โอบอุ้มหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีแดงคาร์ไมน์อันลุ่มลึกและเร่าร้อน ตกแต่งด้วยเทคนิค guilloché เป็นลวดลายตระกร้าสาน (vieux panier) ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 240 HU ที่อยู่คู่เรือนเวลารหัสนี้มาตั้งแต่ปี 1999   

ความเรียบง่ายที่แฝงไว้ด้วยความซับซ้อน

คอลเลกชัน Calatrava ที่คงความคลาสสิกเหนือกาลเวลาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ต้อนรับสมาชิกใหม่อย่าง Ref. 5227G-015 ที่มาในลุคหรูเนี้ยบ ด้วยตัวเรือนไวท์โกลด์ขัดเงาขนาด 39 มม. ขอบตัวเรือนเซาะเว้า และขาตัวเรือนโครงโปร่งเว้าเข้าด้านใน หน้าปัดโทน rose-gilt แบบโอปาลีน ประดับหลักชั่วโมงทรง obus และเข็มทรง dauphine เจียระไนทรงเหลี่ยม รายละเอียดบนหน้าปัดล้วนทำจากไวท์โกลด์โทนสีเทาชาร์โคล นับเป็นการคุมโทนสงบขรึมที่ดูร่วมสมัย 

Ref. 5227G_015

อีกสองสมาชิกใหม่ในตระกูล Calatrava สำหรับผู้หญิง ได้แก่ Ref. 7200/50G-001 และ Ref. 7200/50G-012 นาในตัวเรือนไวท์โกลด์สไตล์ Officer ขนาด 34.6 มม. มาพร้อมตัวเลือกหน้าปัดแบบซันเบิร์สต์สีแซนด์เบจ จับคู่กับสายหนังลูกวัวสีเดียวกัน หรือหน้าปัดซันเบิร์สต์สีไอซ์บลู จับคู่กับสายหนังจระเข้สีฟ้าเหลือบมุก ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติแบบบางพิเศษ คาลิเบอร์ 240 ที่มาพร้อมมินิโรเตอร์ทองคำ 22K แบบเยื้องศูนย์ ช่วยให้ตัวเรือนมีความบางเฉียบเพียง 7.37 มม.


และเราเชื่อว่า หลายคนคิดถึงคอลเลกชัน Golden Ellipse เหมือนกับเรา และข่าวดีก็คือปีนี้ Patek Philippe ได้เพิ่มสมาชิกใหม่ให้กับคอลเลกชันตัวเรือนทรงรีอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ Ref. 5738G-001 ขนาด 34.50 x 39.50 มม. และ Ref. 3738G/100G-014 ขนาด 31.1 x 35.6 มม. ทั้งสองรุ่นต่างขนาดแต่มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ หน้าปัดซันเบิร์สต์สีเขียวมะกอก รับกับสายหนังลูกวัวสีเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 240 ชนิดบางพิเศษ มาพร้อมมินิโรเตอร์ทองคำ 22K ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นเรือนเวลาที่เพรียวบางที่สุดของ Patek Philippe

จากมรดกในพิพิธภัณฑ์สู่บริบทปัจจุบัน

นับเป็นครั้งแรกสำหรับกลไก automaton กับการมาอยู่บนนาฬิกาข้อมือ และ Ref. 5249R-001 ได้รับเกียรตินั้น นี่คือเรือนเวลา automaton รุ่นแรกในยุคใหม่ของแบรนด์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกของ Louis Cottier ในปี 1958 กลไกเคลื่อนไหวบนหน้าปัดถ่ายทอดเรื่องราว “The Crow and the Fox” โดย Jean de La Fontaine กวีเลื่องชื่อชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 มาในตัวเรือนสไตล์ Officer หน้าปัดโรสโกลด์อยู่ใต้ชั้นโอปาลีนสีน้ำตาล Matara แสดงความหรูหราคลาสสิกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอดีตกาลในบริบทร่วมสมัย

เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี Nautilus ด้วย 4 รุ่นลิมิเต็ด

เมื่อถึงวาระสำคัญของเรือนเวลาระดับไอคอนแห่งสไตล์สปอร์ตชิค ทาง Patek Philippe จึงจัดรุ่นลิมิเต็ดที่น่าเก็บสะสมมาให้สาวกของ Nautilus ได้ฝันถึง โดยมาในไซส์จัมโบขนาด 41 มม. ตัวเรือนไวท์โกลด์สายโลหะใน Ref. 5810/1G-001 และ Ref. 5810G-001 มาในสายคอมโพสิต ส่วน Ref. 5610/1P-001 นั้นมาในตัวเรือนแพลตินัมขนาด 38 มม. พร้อมสายวัสดุเดียวกับตัวเรือน ทั้งสามรุ่นนี้มีความโดดเด่นในคุณสมบัติตัวเรือนเพรียวบาง เพราะขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติชนิดบางพิเศษ คาลิเบอร์ 240 ที่เกิดหลัง Nautilus เพียงปีเดียวเท่านั้น และเป็นกลไกที่ใช้ในหลายรุ่นของ Patek Philippe เนื่องด้วยความบางของชุดกลไกที่ไม่รบกวนดีไซน์ภายนอก ปิดท้ายด้วยน้องเล็กที่แปลกแหวกแนวกว่าใครเพื่อนอย่าง Ref. 958G-001 ที่มาในรูปแบบนาฬิกาตั้งโต๊ะตัวเรือนไวท์โกลด์ ที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 8 วัน 

ทั้ง 20 รุ่นที่เผยโฉมพร้อมกันในงานนี้แสดงให้เราเห็นถึงพลังสร้างสรรค์และความไม่หยุดนิ่งของ Patek Philippe ที่ก้าวเดินให้ทันปัจจุบันเสมอ แต่ก็ไม่เคยละทิ้งมรดกอันทรงคุณค่าที่สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและงดงามให้กับแบรนด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม   

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร

Patek Philippe ร่วมกับ TKI เปิดตัวบูติกแห่งใหม่ ณ Gaysorn Village

เส้นทางสู่เสี้ยววินาทีแห่งชัยชนะของเรือนเวลา split-seconds chronograph จาก Patek Philippe


‘Heritage’ คืออะไรกันแน่ในโลกนาฬิกา

สำรวจปรัชญา Heritage ผ่านแบรนด์นาฬิกาชั้นนำ

WORDS: Chanist Prasertburanakul

Patek Philippe Calatrava Ref. 6196P-001

ในอุตสาหกรรมนาฬิกา คำว่า ‘Heritage’ ถูกใช้แพร่หลายจนบางครั้งกลายเป็นเพียงคำการตลาดที่แปะไว้บนกล่องนาฬิการุ่นใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าทางความรู้สึก แต่สำหรับนักสะสมและคนรักนาฬิกาอย่างจริงจัง คำว่า Heritage ไม่ใช่แค่การหยิบเอาดีไซน์เก่ามาทำใหม่ หากแต่เป็นกระบวนการที่แบรนด์กลับไปสำรวจรากเหง้าที่เป็นสมบัติของตัวเองขึ้นมา ทั้งในแง่ของเทคนิคการผลิต ปรัชญาการออกแบบ และบริบททางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ชิ้นงานนั้นถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่แรก นาฬิกาที่ดีที่สุดในรูปแบบ Heritage จึงไม่ใช่แค่ ‘ของเก่าที่ทำใหม่’ แต่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบัน มันเล่าเรื่องราวของช่วงเวลาที่แบรนด์นั้นถือกำเนิด บริบททางสังคม สงคราม การสำรวจ หรือแม้แต่ความผิดพลาดที่กลายเป็นตำนาน

บทความนี้จะพาไปสำรวจปรัชญา Heritage ผ่านแบรนด์นาฬิกาชั้นนำหลายแบรนด์ ดำดิ่งสู่ความหมายที่ลึกลงไป นั่นก็คือ ‘สิ่งที่เป็นมรดกตกทอดในโลกแห่งเรือนเวลา’  มีความหมายลึกซึ้งไปกว่าคำว่า ‘วินเทจ’ หรือ ‘ย้อนยุค’ เพราไม่ใช่แค่การหยิบเอาดีไซน์เก่ามาเล่าใหม่ แต่คือการสืบทอดจิตวิญญาณ นวัตกรรม ความล้มเหลว ความสำเร็จ และหยาดเหงื่อของช่างทำนาฬิกาจากรุ่นสู่รุ่น ย้อนเวลาไปเจาะลึกเรื่องราวของแบรนด์นาฬิกาผู้พิทักษ์กาลเวลา ที่ซึ่งประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงในหนังสือ แต่ถูกบรรจุอยู่บนข้อมือของเรา

ทำไม Heritage ถึงสำคัญต่อนักสะสม

ก่อนจะลงลึกในแต่ละแบรนด์ ควรทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมนักสะสมถึงให้ความสำคัญกับความเป็น Heritage เป็นพิเศษ

ประการแรก คำว่า Heritage คือเรื่องของความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ (Authenticity) นาฬิกาที่อ้างอิงจากรุ่นดั้งเดิมอย่างซื่อสัตย์ ทั้งในแง่ขนาดตัวเรือน รูปแบบหน้าปัด ฟอนต์ตัวเลข และรายละเอียดปลีกย่อย จะได้รับความเคารพมากกว่ารุ่นที่เพียงหยิบยืมชื่อมาใช้แต่ดีไซน์เพี้ยนไปจากต้นฉบับมาก ประการที่สอง คำว่า Heritage คือมูลค่าในการเล่าเรื่อง ทุกเรือนที่มีสายเลือด Heritage แท้จริงจะมาพร้อมเรื่องเล่าที่มีมิติ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาที่ถูกใช้งานจริงในสงคราม ในการสำรวจขั้วโลก หรือในภารกิจอวกาศ เรื่องเล่าเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้นาฬิกาเรือนหนึ่งมีชีวิตมากกว่าแค่กลไกบอกเวลา และประการที่สาม คำว่า Heritage คือเรื่องของมูลค่าการลงทุนระยะยาว รุ่น Heritage ที่ผลิตจำกัดหรืออ้างอิงจากต้นฉบับที่หายาก มักจะรักษามูลค่าหรือเพิ่มมูลค่าได้ดีกว่านาฬิการุ่นทั่วไปในตลาดมือสอง เพราะมีเรื่องราวและความหายากรองรับ ผู้เขียนขอยกแบรนด์และเรื่องเล่าที่สร้างขึ้นมาเป็นตัวเรือน ที่แสดงถึง Storytelling ของแบรนด์ซึ่งทำให้ Heritage Watch มีเสน่ห์ในหมู่นักสะสม

Patek Philippe: ปราชญ์ผู้พิทักษ์และคำมั่นสัญญาข้ามเจเนอเรชัน

หากจะพูดถึงคำว่า Heritage แบรนด์แรกที่โลกต้องสยบให้ย่อมหนีไม่พ้น Patek Philippe แบรนด์นาฬิกาตระกูลอิสระ (Family-owned) ที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1839 โดย Antoine Norbert de Patek และ Jean Adrien Philippe สิ่งที่ทำให้ Patek Philippe ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดนาฬิกาไม่ใช่แค่ความหรูหรา แต่คือสโลแกนระดับตำนานที่ว่า “You never actually own a Patek Philippe. You merely look after it for the next generation” “คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ Patek Philippe อย่างแท้จริง คุณเพียงแค่ดูแลมันเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป” ประโยคนี้ประทับตราความหมายของคำว่า Heritage ได้อย่างลึกซึ้ง มันเปลี่ยนสถานะของนาฬิกาจาก ‘เครื่องบอกเวลา’ ให้กลายเป็น ‘สะพานเชื่อมความผูกพัน’ ระหว่างรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูก

คอลเลกชันที่อยู่ในตระกูลชิ้นงานประวัติศาสตร์ ได้แก่ Calatrava ถือกำเนิดขึ้นในปี 1932 ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) Calatrava ได้รับการออกแบบภายใต้หลักการของศิลปะแบบ Bauhaus ที่ว่า ‘Form follows function’ (รูปทรงดำเนินตามประโยชน์ใช้สอย) มันคือนิยามของนาฬิกาเดรสที่เรียบหรูที่สุดในโลก ขอบตัวเรือนแบบ Clous de Paris กลายเป็นลายเซ็นที่ส่งทอดมาเกือบศตวรรษ และสำหรับตระกูล Grand Complications Patek Philippe คือปรมาจารย์ด้านกลไกสลับซับซ้อน ตั้งแต่ระบบ Minute Repeater (ตีระฆังบอกเวลา), Perpetual Calendar (ปฏิทินถาวรที่รู้จำปีอธิกสุรทิน) ไปจนถึง Chronograph ช่างฝีมือของแบรนด์ยังคงใช้เทคนิคการขัดแต่งด้วยมือ (Hand-finishing) ที่สืบทอดมาจากศตวรรษที่ 19 ทุกชิ้นส่วนแม้ในจุดที่มองไม่เห็นจะถูกลบมุม (Anglage) และขัดเงาจนสะท้อนแสงราวกับกระจก การครอบครอง Patek Philippe จึงไม่ใช่เรื่องของเงินตราเพียงอย่างเดียว แต่คือการยอมรับในคุณค่าของอดีต และการทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลมรดกชิ้นนั้นไว้ให้อนาคต

Vacheron Constantin: หนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก

หากพูดถึง Heritage ในความหมายที่แท้จริงที่สุด Vacheron Constantin คือแบรนด์ที่มีสิทธิ์เคลมคำนี้มากที่สุดแบรนด์หนึ่ง เพราะเป็นผู้ผลิตนาฬิกาที่ดำเนินกิจการต่อเนื่องมาอย่างไม่ขาดสายนับตั้งแต่ปี 1755 ในกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งหมายความว่าทุกทศวรรษของประวัติศาสตร์นาฬิกาสมัยใหม่ล้วนมีร่องรอยของ Vacheron Constantin ปรากฏอยู่

คอลเลกชัน Historiques ของแบรนด์คือตัวอย่างที่ดีของการนำดีไซน์คลาสสิกจากคลังเอกสารของแบรนด์กลับมาผลิตใหม่ โดยยังคงความซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่อ้างอิงจากนาฬิกาข้อมือยุค 1950s-1960s ที่มีตัวเรือนทรงคุชชันหรือทรงเหลี่ยมมน สิ่งที่ทำให้ Historiques แตกต่างจากการทำ ‘Remake’ ทั่วไปคือทีมออกแบบของ Vacheron Constantin มักจะเข้าถึงนาฬิกาต้นฉบับจริงจากคลังพิพิธภัณฑ์ของแบรนด์เพื่อวัดสัดส่วนและศึกษารายละเอียดอย่างละเอียด ก่อนจะนำมาผลิตใหม่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน

ในขณะที่หลายแบรนด์อาจมีช่วงเวลาที่ต้องหยุดผลิตไปเนื่องจากสงครามหรือวิกฤตการณ์นาฬิกาควอตซ์ (Quartz Crisis) แต่สำหรับ Vacheron Constantin พวกเขาครองสถิติเป็นแบรนด์นาฬิกาที่ดำเนินสายการผลิตต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1755 โดย Jean-Marc Vacheron จิตวิญญาณแห่งตรากางเขน Maltese กว่า 270 ปีที่ผ่านมา Vacheron Constantin รอดพ้นจากทั้งการปฏิวัติฝรั่งเศส สงครามโลกทั้งสองครั้ง และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของยุโรป สัญลักษณ์ Maltese Cross บนหน้าปัดไม่ได้เป็นเพียงโลโก้ แต่เป็นเครื่องหมายของความสมบูรณ์แบบและความมุ่งมั่น

Historiques Collection คือคลังสมบัติที่ถูกปลุกชีพเพื่อเฉลิมฉลอง Heritage อันยาวนาน แบรนด์ได้สร้างคอลเลกชัน Historiques ขึ้นมาเพื่อชุบชีวิตนาฬิการุ่นในตำนาน เช่น Historiques American 1921 นาฬิกาที่มีหน้าปัดดีไซน์เฉียง 45 องศา เม็ดมะยมอยู่ที่มุมขวาบนถูกสร้างขึ้นมาเจาะกลุ่มลูกค้าชาวอเมริกันในยุค Roaring Twenties เพื่อให้สามารถอ่านเวลาได้ง่ายในขณะที่มือกำลังจับพวงมาลัยรถยนต์ ดีไซน์ที่แหวกแนวนี้กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองและการมองโลกในแง่ดี การใส่ Vacheron Constantin จึงเหมือนกับการสวมใส่ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต (Living History) ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่า ไม่มีวิกฤตใดในโลกสามารถทำลายความประณีตของศิลปะชั้นสูงนี้ได้

Audemars Piguet: ความกล้าหาญที่จะฉีกกฎ เพื่อสร้างตำนานบทใหม่

ณ หมู่บ้าน Le Brassus ในหุบเขา Vallée de Joux แหล่งกำเนิดของช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ Audemars Piguet (AP) ก่อตั้งขึ้นในปี 1875 โดย Jules Louis Audemars และ Edward Auguste Piguet นี่คืออีกหนึ่งแบรนด์ที่ยังคงบริหารงานโดยสมาชิกในตระกูลผู้ก่อตั้งดั้งเดิม

Heritage ไม่ใช่การหยุดอยู่กับที่ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า Heritage คือการคิดว่ามันต้องดูโบราณและเคร่งขรึม แต่ Audemars Piguet ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มรดกที่แท้จริงคือ ‘ความกล้าที่จะปฏิวัติ’ ในปี 1972 ในช่วงที่วิกฤตนาฬิกาควอตซ์จากเอเชียกำลังถล่มอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสจนเกือบล่มสลาย Audemars Piguet ได้ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด พวกเขาว่าจ้างดีไซเนอร์อัจฉริยะ Gérald Genta ให้พัฒนานาฬิกาสปอร์ตหรูที่ทำจากเหล็กกล้า (Stainless Steel) แต่ตั้งราคาขายแพงกว่านาฬิกาทองคำในยุคนั้นเสียอีก นาฬิกาเรือนนั้นคือ Royal Oak

ด้วยตัวเรือนรูปทรงแปดเหลี่ยม (Octagonal Bezel) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมวกประดาน้ำโบราณ โชว์หมุดสกรูหกเหลี่ยม 8 ตัวอย่างเปิดเผย และหน้าปัดลายตาราง Tapisserie นาฬิการุ่นนี้ได้พลิกโฉมประวัติศาสตร์นาฬิกาไปตลอดกาล มันสร้างเซ็กเมนต์ใหม่ที่เรียกว่า Luxury Sports Watch ขึ้นมา ปัจจุบัน Royal Oak ไม่ใช่แค่เรือนเวลา แต่มันคือป็อปคัลเจอร์ที่เชื่อมโยงโลกแห่งศิลปะชั้นสูงเข้ากับดนตรีฮิปฮอป, บาสเกตบอล NBA และแฟชั่นแนวสตรีท ทว่าเบื้องหลังความร่วมสมัยนั้น กลไกภายในยังคงถูกขัดแต่งด้วยมาตรฐานสูงสุดตามแบบฉบับ Vallée de Joux ช่างฝีมือของ Audemars Piguet ยังคงรักษาทักษะการสลักลายบนหน้าปัดด้วยเครื่องจักรโบราณ (Pantograph) ที่หาคนทำได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

หากเรามอง Audemars Piguet ผ่านความสำเร็จอันถล่มทลายของ Royal Oak เพียงอย่างเดียว เราอาจจะเห็นภาพของแบรนด์นี้เพียงครึ่งเดียว เพราะในความเป็นจริง รากฐานที่ทำให้แบรนด์ได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งใน Big Three (The Holy Trinity) แห่งสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ใช่เพราะพวกเขาสร้างนาฬิกาสปอร์ตเหล็กได้สวยงาม แต่เป็นเพราะพวกเขาคือ ‘ปรมาจารย์ด้านกลไกที่สลับซับซ้อนขั้นสูงสุด’ (Grand Complications) มาตั้งแต่ปี 1875 หากย้อนกลับไปในยุคก่อตั้ง Jules Louis Audemars และ Edward Auguste Piguet ได้แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดย Audemars รับหน้าที่พัฒนาและผลิตกลไกที่ซับซ้อน (Movement Production) ขณะที่ Piguet ดูแลด้านการจัดการและการขาย ในช่วงศตวรรษที่ 19 หุบเขา Vallée de Joux เผชิญกับฤดูหนาวที่ยาวนานและตัดขาดจากโลกภายนอก ช่างนาฬิกาของ Audemars Piguet จึงใช้เวลาเหล่านั้นจดจ่ออยู่กับการทลายขีดจำกัดของฟันเฟือง

Audemars Piguet ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ในโลกที่เชี่ยวชาญระบบ Grande Sonnerie (ระบบตีระฆังบอกชั่วโมงและนาทีโดยอัตโนมัติ) และ Minute Repeater (ระบบตีระฆังตามคำสั่งเมื่อกดปุ่ม) มายาวนาน ในปี 1892  Audemars Piguet เป็นผู้สร้างกลไกนาฬิกาข้อมือ Minute Repeater เรือนแรกของโลก ความเชี่ยวชาญนี้ถูกส่งทอดมาถึงปัจจุบันผ่านนวัตกรรมอย่าง Royal Oak Concept Supersonnerie ซึ่งแบรนด์ใช้เวลาวิจัยร่วมกับสถาบันดนตรีเพื่อสร้างตัวเรือนที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องดนตรีอะคูสติก ให้เสียงตีระฆังที่ใส กังวาน และดังที่สุดเท่าที่นาฬิกาข้อมือเคยมีมา

Audemars Piguet ยังมีชื่อเสียงมากในการย่อส่วนกลไกปฏิทินถาวร (รู้จักวันสั้น-ยาวของเดือน และปีอธิกสุรทิน) ให้มีความบางระดับสถิติโลก ในปี 1978 ช่วงที่วงการนาฬิการะบบกลไกกำลังจะตายเพราะนาฬิกาควอตซ์ AP ได้ปล่อยนาฬิกาข้อมือ Perpetual Calendar แบบอัตโนมัติที่บางที่สุดในโลก (Calibre 2120/2800) หนาเพียง 3.95 มิลลิเมตร สิ่งนี้เป็นการประกาศให้โลกยอมรับว่า งานฝีมือเชิงวิศวกรรมของมนุษย์มีความสวยงามล้ำค่าที่แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถทดแทนได้

Breguet: รากฐานของนาฬิกายุคปัจจุบัน

หากไม่มี Abraham-Louis Breguet หน้าตาของวงการนาฬิกาในวันนี้คงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้ก่อตั้งแบรนด์ Breguet ขึ้นในกรุงปารีสเมื่อปี 1775 เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา ลูกค้าของเขาในอดีตมีตั้งแต่พระนางมารี อ็องตัวแนต (Marie Antoinette) ไปจนถึงจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)  Breguet คือผู้คิดค้น Tourbillon ดังนั้น มรดกตกทอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ Breguet มอบไว้ให้โลกก็คือ Tourbillon (ทูร์บิญอง) ซึ่งเขาได้รับ

สิทธิบัตรในปี 1801 ในยุคนั้น นาฬิกาพกจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อในแนวตั้ง ทำให้แรงโน้มถ่วงของโลกดึงรั้งจักรกรอก (Balance Wheel) ส่งผลให้เวลาเดินไม่เที่ยงตรง Breguet จึงคิดค้นกรงหมุนที่บรรจุกลไกควบคุมเวลาทั้งหมดให้หมุนครบรอบตัวเอง (มักจะหมุน 1 รอบต่อ 1 นาที) เพื่อเฉลี่ยและล้างผลกระทบจากแรงโน้มถ่วง ปัจจุบัน แม้ทูร์บิญองจะไม่มีความจำเป็นในแง่ฟังก์ชันสำหรับนาฬิกาข้อมือที่ขยับไปมาอยู่แล้ว แต่มันได้กลายเป็นที่สุดแห่งการโชว์เหนือด้านวิศวกรรมและเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราขั้นสูงสุด

Breguet สรรค์สร้าง DNA ดีไซน์ที่เป็นอมตะ โดยนาฬิกา Breguet ในปัจจุบันยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมของศตวรรษที่ 18 ไว้อย่างเหนียวแน่น อาทิ Breguet Hands เข็มนาฬิกาสตีลบลู (Blued Steel) ที่มีปลายเข็มฉลุเป็นรูปวงพระจันทร์เสี้ยว (Pomme Hands) การแกะ Guilloché Dial หน้าปัดที่แกะสลักลวดลายเรขาคณิตด้วยมืออย่างประณีต Breguet Numerals คือตัวเลขอารบิกที่มีฟอนต์เป็นเอกลักษณ์ อ่อนช้อยงดงาม การสวมใส่นาฬิกา Breguet จึงไม่ได้แค่ใส่เครื่องประดับสมัยใหม่ แต่คุณกำลังสวมใส่วิทยาศาสตร์และศิลปะยุคความรุ่งเรืองทางปัญญา (Enlightenment) ที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้

Jaeger-LeCoultre: Reverso และเรื่องราวจากสนามโปโล

Jaeger-LeCoultre มีเรื่องเล่าต้นกำเนิดที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว นาฬิการุ่น Reverso ถือกำเนิดขึ้นในปี 1931 จากปัญหาที่เจ้าหน้าที่ทหารอังกฤษที่ประจำการในอินเดียประสบขณะเล่นโปโล นั่นคือกระจกหน้าปัดนาฬิกาแตกบ่อยครั้งจากการกระแทกระหว่างเล่นกีฬา วิศวกรจึงออกแบบตัวเรือนที่สามารถพลิกกลับด้านได้ เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถหมุนหน้าปัดไปด้านหลังเพื่อป้องกันกระจกในระหว่างเล่นกีฬาได้ ความพิเศษของ Reverso ในฐานะไอคอน Heritage คือดีไซน์ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพร้อมกลไกเลื่อนพลิกกลับนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดเกือบศตวรรษที่ผ่านมา มันคือหนึ่งในนาฬิกาไม่กี่รุ่นในโลกที่ดีไซน์ดั้งเดิมยังคงถูกผลิตขายควบคู่ไปกับรุ่นพัฒนาใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงมากนักเพื่อให้ทันสมัย เพราะฟังก์ชันการใช้งานดั้งเดิมยังคงมีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์อยู่เสมอ

เมื่อถามว่าอะไรคือ Heritage ของ Jaeger-LeCoultre (JLC) คำตอบคือนาฬิกาแบรนด์นี้เป็นตัวแทนของ ‘ศิลปะแห่งกลไกที่มีส่วนขับเคลื่อนประวัติศาสตร์นาฬิกา’ โรงงานของ Jaeger-LeCoultre ณ หุบเขา Vallée de Joux ไม่ใช่แค่โรงงานประกอบนาฬิกา แต่เป็นที่รู้จักในนาม ‘The Manufacture’ ที่รวมช่างฝีมือทุกแขนงไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ช่างทำเฟือง ช่างแกะสลัก ไปจนถึงช่างลงสีอีนาเมล ในอดีต แบรนด์ระดับท็อปอย่าง Patek Philippe, Audemars Piguet และ Vacheron Constantin ล้วนเคยซื้อเครื่องเบส (Ébauche) จาก JLC ไปขัดแต่งต่อทั้งสิ้น สมญานาม ‘Watchmaker of Watchmakers’ (ช่างนาฬิกาของช่างนาฬิกา) จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง

Heritage ที่แสดงถึงความเคี่ยวกรำของ JLC คือมาตรฐานการทดสอบนาฬิกาของตัวเองที่ชื่อว่า 1,000 Hours Control ซึ่งโหดกว่ามาตรฐาน COSC ของสวิสทั่วไป นาฬิกา JLC ทุกเรือนที่ผลิตเสร็จจะต้องผ่านการทดสอบเป็นเวลาเกือบ 6 สัปดาห์ (1,000 ชั่วโมง) ในทุกสภาวะ ทั้งเรื่องความเที่ยงตรง การทนต่อแรงกระแทก สนามแม่เหล็ก การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และการกันน้ำ ก่อนจะส่งถึงมือลูกค้า

ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น Reverso ดีไซน์อาร์ตเดโคปี 1931 ที่สามารถพลิกหน้าปัดกลับด้านได้เพื่อกันกระแทกจากการเล่นกีฬาโปโล ได้วิวัฒนาการจากนาฬิกาสปอร์ตในอดีตมาสู่ที่สุดของนาฬิกาเดรสเรือนหรู ดีไซน์นี้เปิดโอกาสให้ Jaeger-LeCoultre ใส่กลไกซับซ้อนสองด้านที่แสดงเวลาต่างกัน (Duoface) หรือแม้แต่การใส่กลไกแกนหมุนสามมิติอย่าง Gyrotourbillon ลงในนาฬิกาทรงเหลี่ยมได้อย่างน่าอัศจรรย์ อีกรุ่นที่ต้องพูดถึงคือ Memovox (เสียงปลุกแห่งยุคสมัยใหม่) ในช่วงปี 1950s ยุคหลังสงครามโลกที่ผู้คนเริ่มเดินทางทำธุรกิจอย่างเร่งรีบ ทางแบรนด์ได้เปิดตัว Memovox นาฬิกากลไกที่มีระบบปลุกด้วยเสียง (Alarm Watch) เม็ดมะยมคู่ที่เป็นเอกลักษณ์ทำหน้าที่ตั้งเวลาปลุกและขึ้นลานระฆังภายใน เป็นหนึ่งในนาฬิกาฟังก์ชันเออร์เบินที่สะท้อนวิถีชีวิตยุค Mid-Century ได้ดีที่สุด

Atmos Clock: นาฬิกาที่หายใจด้วยอุณหภูมิ
Atmos Clock

แม้ไม่ใช่ดาวเด่นบนข้อมือ แต่ Atmos Clock (คิดค้นในปี 1928) คือหนึ่งใน Heritage ที่มหัศจรรย์ที่สุดของโลก มันคือนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่เป็นจริง นาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิห้อง แค่อุณหภูมิเปลี่ยนเพียง 1 องศาเซลเซียส ก็เพียงพอที่จะให้พลังงานนาฬิกาเดินได้ต่อเนื่องถึง 2 วันเต็มๆ โดยไม่ต้องไขลานหรือใช้แบตเตอรี่ จนรัฐบาลสวิสใช้ Atmos เป็นของขวัญอย่างเป็นทางการมอบให้แก่ประมุขแห่งรัฐและบุคคลสำคัญของโลก

Blancpain: ผู้พิทักษ์เข็มเวลากลไกและบิดาแห่งโลกใต้สมุทร

ในช่วงทศวรรษ 1970-1980 เมื่อนาฬิกาควอตซ์ราคาถูกจากเอเชียเข้ามาดิสรัปต์วงการนาฬิกาสวิส แบรนด์เก่าแก่มากมายพากันยอมแพ้ ปิดตัว หรือหันไปผลิตนาฬิกาใส่ถ่านเพื่อความอยู่รอด แต่ Blancpain (ภายใต้การนำของชายในตำนานอย่าง Jean-Claude Biver ในยุคนั้น) ได้ทำสิ่งที่โลกต้องจารึกด้วยคำประกาศกร้าวที่เป็นดั่งเสาหลัก Heritage ของแบรนด์จนถึงวันนี้ “Since 1735, there has never been a quartz Blancpain watch. And there never will be.” “ตั้งแต่ปี 1735 เป็นต้นมา ไม่เคยมีนาฬิกา Blancpain ที่ใช้ระบบควอตซ์ และมันจะไม่มีวันมี” Blancpain ยอมที่จะเสี่ยงล้มละลายดีกว่าจะทรยศต่อจิตวิญญาณฟันเฟืองดั้งเดิม พวกเขาเชื่อมั่นว่านาฬิกากลไกคือศิลปะชั้นสูง และศิลปะไม่มีวันตายด้วยเทคโนโลยี

Fifty Fathoms: นาฬิกาดำน้ำยุคโมเดิร์นเรือนแรกของโลก

หลายคนอาจคิดว่านาฬิกาดำน้ำที่เป็นต้นแบบมาจากแบรนด์อื่น แต่ในข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ Fifty Fathoms ที่เปิดตัวในปี 1953 คือ นาฬิกาดำน้ำยุคโมเดิร์นเรือนแรกของโลกอย่างแท้จริง (เปิดตัวก่อน Rolex Submariner) เรื่องราวเริ่มต้นจาก Jean-Jacques Fiechter ซีอีโอของ Blancpain ในขณะนั้นที่เป็นนักดำน้ำตัวยง เขาเกือบเสียชีวิตใต้มหาสมุทรเนื่องจากถังออกซิเจนหมด เพราะไม่มีเครื่องมือจับเวลาที่แม่นยำ เขาจึงตั้งเป้าสร้างนาฬิกาที่ตอบโจทย์การใช้งานใต้น้ำอย่างแท้จริง ในเวลาเดียวกัน กองทัพเรือฝรั่งเศส (French Navy) กำลังจัดตั้งหน่วยรบพิเศษกบซ่อนน้ำ (Combat Swimmers) นำโดยกัปตัน Robert Maloubier ซึ่งพยายามหานาฬิกาที่ทนทานพอสำหรับภารกิจลับ แต่ไม่มีแบรนด์ไหนทำได้ จนกระทั่งพวกเขาได้พบกับ Blancpain Fiechter ได้คิดค้นและจดสิทธิบัตรฟังก์ชันพื้นฐานของนาฬิกาดำน้ำที่กลายเป็นมาตรฐานสากล (ISO 6425) ในปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็นขอบหน้าปัดหมุนได้ทิศทางเดียว (Unidirectional Rotating Bezel) เพื่อป้องกันไม่ให้มือนักดำน้ำไปปัดโดนขอบจับเวลาโดยบังเอิญแล้วทำให้คิดว่าออกซิเจนเหลือมากกว่าความเป็นจริง (หากหมุน ข้อมูลเวลาจะลดลงเท่านั้น ซึ่งปลอดภัยกว่า) ระบบซีลกันน้ำสองชั้นที่เม็ดมะยม (Double O-ring Crown) ป้องกันน้ำรั่วซึมแม้ในขณะที่ดึงเม็ดมะยมออกมา รวมถึงหน้าปัดสีดำตัดกับสารเรืองแสงขนาดใหญ่ เพื่อให้อ่านค่าได้ชัดเจนในความมืดมิดใต้ทะเลลึก คำว่า Fifty Fathoms มาจากหน่วยวัดความลึกของอังกฤษ โดย 50 Fathoms เท่ากับประมาณ 91 เมตร หรือ 300 ฟุต ซึ่งเป็นขีดจำกัดความลึกสูงสุดที่นักดำน้ำจะลงไปได้ในยุคนั้น

Villeret & The 1735 สุดยอดความคลาสสิกและ Grand Complication กู้ชาติ

ในขณะที่ Fifty Fathoms ลุยไปในท้องทะเล ตระกูล Villeret (ตั้งชื่อตามหมู่บ้านเกิดของแบรนด์) คือตัวแทนของความสง่างามขั้นสูงสุด ดีไซน์ของ Villeret คือนิยามของความคลาสสิกสวิสขนานแท้ ตัวเรือนทรงกลม ขอบตัวเรือนแบบสองชั้น (Double-stepped Bezel) หน้าปัดอีนาเมลสีขาวสะอาด และเข็มทรงใบปราชญ์ (Sage Leaf Hands)เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่านาฬิกากลไกสวิสอยู่เหนือนาฬิกาควอตซ์อย่างสมบูรณ์แบบ ในปี 1991 Blancpain ได้เปิดตัวนาฬิกาข้อมือที่ซับซ้อนที่สุดในโลกชิ้นหนึ่งในยุคนั้น นั่นคือ Blancpain 1735 Grande Complication นาฬิกาเรือนนี้ใช้เวลาพัฒนาถึง 6 ปี และรวบรวมสุดยอดกลไกซับซ้อน 6 ชนิดไว้ในเรือนเดียว ได้แก่ Perpetual Calendar (ปฏิทินถาวร), Moon Phase (ข้างขึ้นข้างแรม), Split-Seconds Chronograph (ระบบจับเวลาสองเข็มขนาน), Tourbillon (ระบบกรงหมุนต้านแรงโน้มถ่วง), Minute Repeater (ระบบตีระฆังบอกเวลา) และ Automatic Winding (ระบบขึ้นลานอัตโนมัติที่บางเป็นพิเศษ) ชิ้นส่วนกลไกกว่า 740 ชิ้น ถูกประกอบด้วยมือโดยช่างนาฬิกาเพียงคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ และผลิตออกมาเพียง 30 เรือนในโลกเท่านั้น การถือกำเนิดของ 1735 เป็นดั่งการชุบชีวิตอุตสาหกรรมนาฬิกากลไกสวิสจากการหลับใหล และประกาศให้โลกรู้ว่ามรดกจากศตวรรษที่ 18 ไม่มีวันยอมแพ้ต่อเศษซิลิคอนในศตวรรษที่ 20

Omega: จากห้องทดลอง NASA สู่ดวงจันทร์

Omega สร้างมรดกทางประวัติศาสตร์ของตนเองผ่านความสัมพันธ์กับภารกิจอวกาศของ NASA รุ่น Speedmaster กลายเป็นตำนานเมื่อได้รับเลือกให้เป็นนาฬิกาที่นักบินอวกาศสวมใส่ระหว่างภารกิจ Apollo รวมถึงเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ถูกสวมใส่บนพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งไม่ใช่ผลจากการสนับสนุนทางการตลาด แต่มาจากการทดสอบอย่างเข้มงวดของ NASA ที่คัดเลือกนาฬิกาจากหลายแบรนด์เพื่อทดสอบความทนทานภายใต้สภาวะสุดขั้ว รุ่น Speedmaster ‘Moonwatch’ ในปัจจุบันยังคงรักษาดีไซน์หน้าปัดและกลไกโครโนกราฟแบบไขลานที่ใกล้เคียงกับรุ่นที่ใช้ในภารกิจอวกาศเดิมอย่างมาก นี่คือตัวอย่างของ Heritage ที่ไม่ได้มาจากการสร้างเรื่องเล่าย้อนหลัง แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงและถูกบันทึกในประวัติศาสตร์อวกาศของมนุษยชาติ นอกจากนี้ Omega Seamaster ยังมีสายสัมพันธ์กับโลกภาพยนตร์ผ่านซีรีส์ James Bond ซึ่งแม้จะเป็นความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์มากกว่าประวัติศาสตร์การใช้งานจริง แต่ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์แบรนด์ไปแล้วในสายตาสาธารณชนทั่วไป หากประวัติศาสตร์ของแบรนด์อื่นผูกโยงกับราชวงศ์หรือชนชั้นสูง Heritage ของ Omega (ก่อตั้งในปี 1848 โดย Louis Brandt) คือประวัติศาสตร์ที่ผูกโยงกับการผจญภัยและความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ

คงไม่มีเรื่องเล่า Heritage ใดในโลกนาฬิกาจะทรงพลังไปกว่าเรื่องของ Omega Speedmaster Professional หรือที่รู้จักกันในนาม ‘Moonwatch’ ในปี 1964 องค์การ NASA ต้องการหานาฬิกาโครโนกราฟ (จับเวลา) เพื่อให้ช่างภาพและนักบินอวกาศใช้ในโครงการ Apollo พวกเขาซื้อนาฬิกาจากแบรนด์ดังต่างๆ ไปทดสอบอย่างโหดเหี้ยม ทั้งการแช่แข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส อบความร้อนถึง 93 องศาเซลเซียส แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง แรงสั่นสะเทือนมหาศาล และสภาวะสุญญากาศ มีเพียง Omega Speedmaster เท่านั้นที่รอดชีวิตและผ่านการทดสอบมาได้โดยไม่พังทลายในวันที่ 20 กรกฎาคม 1969 เมื่อ Buzz Aldrin ก้าวเท้าลงบนพื้นผิวประธานของดวงจันทร์ (ต่อจาก Neil Armstrong) Speedmaster จึงได้รับการบันทึกว่าเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ถูกสวมใส่บนดวงจันทร์ กลไกไขลาน Caliber 321 (และต่อมาคือ 861/1861) ได้กลายเป็นไอคอนิกที่นักสะสมทุกคนต้องมี

นอกจากอวกาศแล้ว Omega ยังสร้างชื่อในฐานะผู้พิชิตความลึกใต้ท้องทะเลด้วยตระกูล Seamaster ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1948 เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ จากนาฬิกากันน้ำที่ดัดแปลงมาจากนาฬิกาในกองทัพช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พัฒนาสู่ Seamaster Diver 300M ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Heritage รวมไปถึงทางป็อปคัลเจอร์ผ่านข้อมือของสายลับ James Bond 007 นับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา

IWC Schaffhausen: นาฬิกานักบินและมรดกทางวิศวกรรม

IWC สร้างชื่อเสียงผ่านสายผลิตภัณฑ์ Pilot’s Watch ที่มีรากฐานมาจากความต้องการของนักบินในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะรุ่น Big Pilot’s Watch ที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากนาฬิกาที่ผลิตให้กองทัพอากาศเยอรมันในทศวรรษ 1940 ซึ่งมีจุดเด่นคือขนาดตัวเรือนใหญ่และเม็ดมะยมขนาดใหญ่เป็นพิเศษเพื่อให้นักบินสามารถปรับเวลาได้แม้สวมถุงมือหนา ความน่าสนใจของ Heritage ในกรณีของ IWC คือแบรนด์ไม่ได้เพียงผลิตซ้ำดีไซน์เดิม แต่ยังรักษาปรัชญาการออกแบบที่เน้นประโยชน์ใช้สอยเหนือความสวยงามไว้ได้อย่างเหนียวแน่น หน้าปัดที่เรียบง่าย ตัวเลขที่ชัดเจนอ่านง่าย และการไม่มีรายละเอียดตกแต่งที่ไม่จำเป็น ล้วนสะท้อนถึงจิตวิญญาณดั้งเดิมของนาฬิกาที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงในห้องนักบิน ไม่ใช่เพื่อความหรูหราเพียงอย่างเดียว

เรื่องราว Heritage ของ IWC (International Watch Company) แตกต่างจากแบรนด์นาฬิกาสวิสทั่วไปตั้งแต่ทำเลที่ตั้ง แบรนด์ส่วนใหญ่ถือกำเนิดในสวิตเซอร์แลนด์ฝั่งที่พูดภาษาฝรั่งเศส แต่ Florentine Ariosto Jones วิศวกรและช่างนาฬิกาชาวอเมริกัน กลับเดินทางข้ามโลกมาตั้งรกรากในปี 1868 ที่เมือง Schaffhausen (ชาฟฟ์เฮาเซน) ทางตอนเหนือของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งพูดภาษาเยอรมัน Jones มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำมากในยุคนั้น เขาต้องการนำระบบการผลิตที่ทันสมัยและแม่นยำแบบอุตสาหกรรมของอเมริกา มาผสานเข้ากับฝีมือช่างอันประณีตของสวิส โดยใช้พลังงานน้ำจากแม่น้ำไรน์มาขับเคลื่อนเครื่องจักรในโรงงาน

คำขวัญของ IWC คือ ‘Probus Scafusia’ เป็นภาษาละตินแปลว่า ‘งานฝีมือที่ยอดเยี่ยมและเชื่อถือได้จากชาฟฟ์เฮาเซน’ สิ่งนี้สะท้อนอยู่ใน DNA ของแบรนด์ที่เน้นความสมบุกสมบัน ฟังก์ชันที่ชัดเจน และการออกแบบที่มุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอย (Tool Watch) มากกว่าความหรูหรา เสาหลักแห่ง Heritage ของ IWC ได้แก่ The Pilot’s Watches (มรดกแห่งการบิน)

IWC คือหนึ่งในผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์นาฬิกานักบินที่แท้จริง ตั้งแต่รุ่น Spezialuhr für Flieger ในปี 1936 และรุ่นตำนานอย่าง Big Pilot’s Watch (Calibre 52 T.S.C.) ในปี 1940 ที่มีขนาดใหญ่ถึง 55 มิลลิเมตร เพื่อให้ข้ามเสื้อแจ็กเก็ตนักบินและอ่านเวลาได้พริบตาในห้องนักบิน ดีไซน์หน้าปัดสีดำ ตัวเลขหนา และสามเหลี่ยมที่มีจุดสองจุดที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ได้กลายเป็นพิมพ์เขียวของนาฬิกานักบินทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน 

อีกรุ่นคือ Portugieser จุดเริ่มต้นของนาฬิกาหน้าปัดใหญ่ ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 พ่อค้าชาวโปรตุเกสสองคนได้เดินเข้ามาที่ IWC และขอให้ผลิตนาฬิกาข้อมือที่มีความแม่นยำสูงเทียบเท่ากับนาฬิกาเดินเรือ (Marine Chronometer) IWC จึงแก้ปัญหาด้วยการนำกลไกนาฬิกาพกที่มีความเสถียรสูงมาใส่ในตัวเรือนนาฬิกาข้อมือ ผลลัพธ์คือนาฬิกาขนาดใหญ่เกินยุคสมัย (ประมาณ 41.5 มิลลิเมตร) ขอบบาง หน้าปัดสะอาดตา และใช้เข็มทรงใบไม้ (Feuille Hands) ซึ่งต่อมาคอลเลกชันนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความคลาสสิกไร้กาลเวลา

ที่ขาดไม่ได้คือรุ่น Ingenieur อัจฉริยะต้านสนามแม่เหล็ก ที่เปิดตัวในปี 1955 ออกแบบมาเพื่อวิศวกรและวิทยาศาสตร์ที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับเครื่องจักรและสนามแม่เหล็ก ซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายที่ทำให้สปริงนาฬิกาติดขัด IWC ใช้ตัวเรือนชั้นในที่ทำจากเหล็กอ่อน (Soft-iron Inner Case) เพื่อป้องกันสนามแม่เหล็ก และในปี 1976 ดีไซเนอร์ในตำนานอย่าง Gérald Genta ก็ได้นำมาดีไซน์ใหม่ให้เป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูหราทรงคุณค่าจนถึงทุกวันนี้

Longines: มรดกแห่งความแม่นยำและกีฬา

Longines อาจไม่ได้มีภาพลักษณ์หรูหราจัดจ้านเท่าแบรนด์อื่น แต่มีคลังเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งมากในแง่ของการจับเวลาทางการกีฬาและการบิน แบรนด์นี้เป็นผู้บุกเบิกด้านการจับเวลาแม่นยำในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกยุคแรกๆ และยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับวงการการบินผ่านรุ่น Lindbergh Hour Angle Watch ที่ออกแบบร่วมกับนักบิน Charles Lindbergh เพื่อช่วยคำนวณตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ระหว่างบิน คอลเลกชัน Heritage ของ Longines ในปัจจุบัน เช่นรุ่น Heritage Military หรือ Heritage Diver มักถูกนักสะสมมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่โลกของนาฬิกา Heritage เพราะมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าแบรนด์ระดับสูงอื่นๆ ในขณะที่ยังคงรักษาความซื่อสัตย์ต่อดีไซน์ดั้งเดิมได้ในระดับที่น่าประทับใจ

ในเซ็กเมนต์นาฬิกาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น Longines (ก่อตั้งในปี 1832 โดย Auguste Agassiz) ถือเป็นแบรนด์ที่มีคลังประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์และน่าทึ่งที่สุดแบรนด์หนึ่ง โลโก้ นาฬิกาทรายติดปีก (Winged Hourglass) ของ Longines เป็นเครื่องหมายการค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงใช้งานอยู่และไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความผูกพันกับการบุกเบิกการบินในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้ Longines ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนาฬิกาจับเวลาสำหรับการแข่งขันกีฬาและการบุกเบิกการบิน ในปี 1927 Charles Lindbergh นักบินชาวอเมริกันสร้างประวัติศาสตร์บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยไม่หยุดพักได้สำเร็จ เขาได้ร่วมมือกับ Longines ออกแบบนาฬิกา Longines Hour Angle ซึ่งช่วยให้นักบินสามารถคำนวณตำแหน่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ (Longitude) ได้อย่างแม่นยำด้วยการดูตำแหน่งดวงดาวและดวงอาทิตย์

Longines เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทำนาฬิการุ่น Re-issue (การนำรุ่นเก่ากลับมาผลิตใหม่) ได้ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ผ่านตระกูล Longines Heritage Classic เช่น Legend Diver หรือ Avigation BigEye พวกเขาไม่ได้ปรับเปลี่ยนดีไซน์เดิมจนเสียอรรถรส แต่รักษาอัตราส่วน ฟอนต์ตัวเลข และหน้าปัดแบบดั้งเดิมไว้ แล้วอัพเกรดเพียงกลไกภายในให้ทันสมัยและเที่ยงตรงยิ่งขึ้น ทำให้ผู้รักนาฬิกาสามารถสัมผัสประวัติศาสตร์การบินและการทหารได้ในราคาที่เป็นมิตร

Zenith: El Primero และการปฏิวัติกลไกโครโนกราฟ

Zenith สร้างตำนานของตัวเองผ่านกลไก El Primero ที่เปิดตัวในปี 1969 ในฐานะหนึ่งในกลไกโครโนกราฟอัตโนมัติเรือนแรกของโลก ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างหลายแบรนด์ในยุคนั้นที่ต่างพยายามพัฒนาโครโนกราฟอัตโนมัติให้สำเร็จก่อนคู่แข่ง El Primero โดดเด่นด้วยความถี่การสั่นที่สูงถึง 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่งทำให้สามารถวัดเวลาได้ละเอียดถึงหนึ่งในสิบวินาที สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของ El Primero น่าสนใจยิ่งขึ้นคือช่วงวิกฤตควอตซ์ในทศวรรษ 1970 ที่อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเกือบทั้งหมดหันไปผลิตนาฬิกาควอตซ์ ผู้บริหารของ Zenith ในขณะนั้นได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะไม่ทำลายเครื่องมือและแบบพิมพ์เขียวของกลไก El Primero ทั้งที่ผู้บริหารระดับสูงบางส่วนต้องการยกเลิกสายการผลิตกลไกเชิงกลทั้งหมด การตัดสินใจเก็บรักษาเครื่องมือเหล่านี้ไว้ทำให้ Zenith สามารถกลับมาผลิตกลไก El Primero ได้อีกครั้งเมื่อกระแสนาฬิกาเชิงกลฟื้นตัวในทศวรรษ 1980-1990 ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเรื่องราว Heritage ที่สร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดในอุตสาหกรรม

Panerai: จากเครื่องมือทางทหารสู่ไอคอนของนักสะสม

Panerai Luminor Forged Titanium Ref. PAM01629

Panerai เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดตัวอย่างหนึ่งของแบรนด์ที่สร้างธุรกิจทั้งหมดขึ้นบนรากฐานของ Heritage แบรนด์ก่อตั้งขึ้นในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี และเดิมทีไม่ได้ผลิตนาฬิกาสำหรับพลเรือนเลย แต่ผลิตเครื่องมือวัดและอุปกรณ์ที่แม่นยำให้กับกองทัพเรืออิตาลี โดยเฉพาะหน่วยนักประดาน้ำและนักทำลายใต้น้ำที่ต้องการนาฬิกาที่มีขนาดตัวเรือนใหญ่ อ่านง่ายในที่มืดใต้น้ำ และทนทานต่อแรงดัน รุ่น Radiomir ในทศวรรษ 1930 และ Luminor ในทศวรรษ 1950 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความสวยงามแต่อย่างใด ทุกรายละเอียด ตั้งแต่ตัวเรือนทรงคุชชั่นขนาดใหญ่ ไปจนถึงกลไกล็อกเม็ดมะยมแบบ Crown Guard ที่ Luminor เป็นผู้บุกเบิก ล้วนเกิดจากความจำเป็นในการใช้งานจริงในสนามรบใต้น้ำ นี่คือเหตุผลที่นักสะสมนาฬิกา Panerai ยุคปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับความถูกต้องของสัดส่วนตัวเรือนและรายละเอียดดั้งเดิม เพราะทุกองค์ประกอบมีที่มาที่ไปจากบริบททางทหารอย่างแท้จริง เมื่อ Panerai กลับมาผลิตนาฬิกาสำหรับตลาดพลเรือนอย่างเป็นทางการในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ภายใต้การดูแลของกลุ่ม Richemont แบรนด์ได้ใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมากคือการนำเสนอนาฬิการุ่นใหม่ในฐานะการสานต่อประวัติศาสตร์ทางทหารเดิม มากกว่าจะสร้างแบรนด์ใหม่ทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ทำให้ Panerai กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการตลาดผ่านมรดกทางประวัติศาสตร์ (Heritage Marketing) ที่ประสบความสำเร็จที่สุดกรณีหนึ่งในอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Panerai ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป มีบางบทที่แบรนด์เองก็คงไม่อยากให้ใครจดจำมากนัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ในโลกของ Heritage ก็ยังมีเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่าภาพลักษณ์อันสวยงามที่ถูกนำเสนอต่อสาธารณะ ความหลากหลายของเรื่องราวเหล่านี้ ทั้งด้านที่น่าภาคภูมิใจและด้านที่เป็นบทเรียน คือสิ่งที่ทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์แบรนด์นาฬิกาน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องราวความสำเร็จเพียงด้านเดียว

Cartier: ราชาแห่งรูปทรงผู้ให้กำเนิดนาฬิกาข้อมือชาย

ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ มุ่งเน้นไปที่ความซับซ้อนของเฟืองกลไก Cartier (ก่อตั้งในปี 1847 โดย Louis-François Cartier) กลับมองนาฬิกาผ่านเลนส์ของ ‘ศิลปะและรูปทรงอันบริสุทธิ์’ จนได้รับสมญานามจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งอังกฤษว่า ‘Jeweller of Kings, King of Jewellers’ (ช่างเพชรของพระราชา ราชาของช่างเพชร) นาฬิกาที่เป็น Heritage ของ Cartier อาทิ Santos de Cartier อือเป็นจุดเริ่มต้นของนาฬิกาข้อมือสำหรับบุรุษ ก่อนต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ชายยังคงพกนาฬิกาใส่กระเป๋าเสื้อ ส่วนนาฬิกาข้อมือ

ถือเป็นเครื่องประดับของสตรี จนกระทั่งในปี 1904 Alberto Santos-Dumont นักบินชาวบราซิลผู้บุกเบิกการบิน ได้บ่นกับเพื่อนสนิทของเขา ซึ่งก็คือ Louis Cartier ว่า เขาไม่สามารถควักนาฬิกาพกออกมาดูได้ในขณะที่มือทั้งสองต้องควบคุมคันบังคับเครื่องบิน Louis Cartier จึงได้ออกแบบนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขอบมน พร้อมสายหนังสำหรับรัดข้อมือ นาฬิการุ่น Santos จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะนาฬิกาข้อมือสำหรับผู้ชายรุ่นแรกของโลก และเป็นนาฬิกาสำหรับนักบิน (Pilot Watch) รุ่นแรกอีกด้วย 

อีกรุ่นที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันและเป็นเอกลักษณ์ของ Cartier คือ Tank แรงบันดาลใจจากสมรภูมิสู่ความหรูหรา ต่อมาในปี 1917 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 Cartier ได้รับแรงบันดาลใจจากสัดส่วนและรูปทรงของรถถัง Renault ที่ใช้ในสมรภูมิรบ เกิดเป็นนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าชื่อ Tank แนวคิดการออกแบบที่ดึงเอาโครงสร้างรถถังมาทำเป็นขอบข้างตัวเรือน (Brancards) ที่เชื่อมต่อกับสายนาฬิกาอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ถือเป็นงานดีไซน์ที่ล้ำยุคและกลายเป็นไอคอนระดับโลกที่ศิลปินอย่าง Andy Warhol หรือเจ้าหญิงไดอาน่าเลือกสวมใส่ Heritage ของ Cartier คือมรดกแห่งการปฏิวัติรูปทรง พวกเขาพิสูจน์ว่า นาฬิกาไม่จำเป็นต้องเป็นวงกลม และความงามที่เหนือกาลเวลาเกิดจากความสมดุลของเส้นสาย

ความท้าทายของการทำ Heritage ให้ถูกต้อง

แม้ Heritage จะเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลัง แต่ก็มีความท้าทายไม่น้อยสำหรับแบรนด์ที่ต้องการทำให้ถูกต้อง ความท้าทายแรกคือการหาสมดุลระหว่างความซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับกับความต้องการของตลาดปัจจุบัน นาฬิกาในทศวรรษ 1940-1960 ส่วนใหญ่มีขนาดตัวเรือนเล็กกว่านาฬิกาในปัจจุบันมาก บางแบรนด์เลือกที่จะคงขนาดดั้งเดิมไว้เพื่อรักษาความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ในขณะที่บางแบรนด์เลือกขยายขนาดตัวเรือนให้ใหญ่ขึ้นเพื่อตอบโจทย์รสนิยมผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งทั้งสองแนวทางต่างก็มีนักสะสมที่สนับสนุนและคัดค้านแตกต่างกันไป ความท้าทายที่สองคือการเข้าถึงเอกสารและชิ้นงานต้นฉบับ แบรนด์ที่มีคลังเอกสารและพิพิธภัณฑ์ของตัวเองอย่างเป็นระบบ เช่น Vacheron Constantin หรือ Patek Philippe จะสามารถผลิตรุ่น Heritage ที่มีความถูกต้องสูงกว่าแบรนด์ที่ขาดการเก็บรักษาเอกสารในอดีต บางแบรนด์ถึงกับต้องซื้อนาฬิกาเก่าของตัวเองคืนจากตลาดมือสองเพื่อนำมาศึกษา เนื่องจากเอกสารการออกแบบดั้งเดิมสูญหายไปตามกาลเวลา ความท้าทายที่สามคือประเด็นทางจริยธรรมในการเล่าเรื่อง แบรนด์บางแห่งมีแนวโน้มที่จะเน้นเฉพาะช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของตน ขณะที่หลีกเลี่ยงการพูดถึงช่วงเวลาที่มีปัญหาหรือข้อโต้แย้ง นักสะสมที่มีความรู้ลึกซึ้งมักจะตระหนักถึงเรื่องนี้และมองหาข้อมูลจากแหล่งอิสระเพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์แบรนด์อย่างรอบด้าน มากกว่าจะเชื่อเพียงเรื่องเล่าที่แบรนด์นำเสนอเพียงด้านเดียว

สิ่งที่นักสะสมควรพิจารณาเมื่อมองหานาฬิกา Heritage สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มสะสมนาฬิกาHeritage Watch มีหลักการสำคัญบางประการที่ควรพิจารณา นักสะสมรุ่นใหม่ควรศึกษาประวัติศาสตร์ของรุ่นต้นฉบับให้ลึกซึ้งก่อนตัดสินใจซื้อ การเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์จะช่วยให้ประเมินได้ว่ารุ่นใหม่ที่วางขายมีความซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับมากน้อยเพียงใด และเรื่องราวที่แบรนด์นำเสนอนั้นมีมูลความจริงรองรับหรือเป็นเพียงการสร้างเรื่องเล่าเพื่อการตลาด นักสะสมรุ่นใหม่ควรพิจารณาความหายากและจำนวนการผลิต รุ่น Heritage ที่ผลิตในจำนวนจำกัดมักจะรักษามูลค่าได้ดีกว่าในระยะยาว โดยเฉพาะรุ่นที่มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์หรือมีลักษณะเฉพาะที่ไม่ซ้ำใคร

สิ่งที่สำคัญในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลคือ นักสะสมรุ่นใหม่ควรตรวจสอบแหล่งที่มาและเอกสารรับรองอย่างละเอียด โดยเฉพาะสำหรับนาฬิกาวินเทจของแท้ที่ไม่ใช่รุ่นรีเมก เนื่องจากตลาดนาฬิกาเก่ามีความเสี่ยงสูงต่อการปลอมแปลงหรือการนำชิ้นส่วนจากหลายเรือนมาประกอบรวมกัน (Frankenwatch) ซึ่งทำให้มูลค่าทางประวัติศาสตร์และมูลค่าตลาดลดลงอย่างมาก

Heritage Watch ในโลกนาฬิกาจึงไม่ใช่เพียงกระแสการตลาดที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่เป็นปรัชญาที่สะท้อนความเคารพต่อประวัติศาสตร์และงานฝีมือของมนุษย์ในการเอาชนะข้อจำกัดทางเทคนิคเพื่อสร้างเครื่องมือบอกเวลาที่แม่นยำและทนทาน ทุกเรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องเตือนใจว่านาฬิกาที่ดีที่สุดไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับราคาแพง แต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ที่ยังคงเดินต่อไปบนข้อมือของผู้สวมใส่ในทุกวินาทีที่ผ่านไป

แต่ถ้าหากอุตสาหกรรมนาฬิกายังคงใช้ Heritage ที่เป็นสมบัติในอดีตอย่างพร่ำเพรื่อก็อาจจะไม่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นหรือนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น นวัตกรรมในอดีตสร้างขึ้นเพื่อเอาชนะปัญหาและอุปสรรค แต่นวัตกรรมในปัจจุบันนั้นสร้างเพื่อความท้าทายมากกว่าการนำไปแก้ไขปัญหาและใช้งานจริง

อนาคตจะไม่สามารถจดจำรากเหง้าที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้เลย ถ้าหากมุ่งใช้แต่ทรัพย์สมบัติเก่าแต่ไม่คิดค้นทรัพย์สมบัติในปัจจุบันเพื่อให้อนาคตพูดถึง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ตำนาน Chopard ประวัติศาสตร์เรือนเวลาและอัญมณีชั้นสูงกว่า 160 ปี

นาฬิกาพกกำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง แต่เราเคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้วไม่ใช่หรือ?

เจาะลึกเทรนด์นาฬิกาสตรี ทำไมแบรนด์หรูถึงต้องหันมาแย่งตลาดนาฬิกาจักรกลสำหรับผู้หญิง หรือจะหมดยุค “ย่อขนาดแล้วทาสีชมพู”?

Bremont เปิดตัว Supermarine Full Ceramic Deep Blue นาฬิกาดำน้ำรุ่นล่าสุดในตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินน้ำหนักเบาและทนทานสูง

ลุยข้ามทุ่งน้ำแข็งและดำดิ่งสู่น่านน้ำเย็นจัดกับนาฬิกาดำน้ำ 500 เมตรตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินเข้มน้ำหนักเบา

อุณหภูมิที่ติดลบกลางทุ่งน้ำแข็งไอซ์แลนด์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากหลังโปรโมทสินค้าเท่ๆ แต่คือบทพิสูจน์ความอึดของเซรามิกสีเข้มที่เพิ่งถูกส่งลงไปนอนก้นทะเลสาบน้ำแข็ง ก่อนจะถูกหิ้วขึ้นมาปีนป่ายหน้าผาน้ำแข็งในภารกิจของอัลโด เคน (Aldo Kane) อดีตนาวิกโยธินอังกฤษผู้รับหน้าที่ทดสอบสมรรถนะแบรนด์นาฬิกา ซึ่งบ่งบอกชัดเจนว่าการกลับมาของตระกูล Supermarine ในร่างเซรามิกล้วนรอบนี้ไม่ได้ทำเล่นๆ และจำกัดจำนวนไว้แค่ 250 เรือนทั่วโลกเท่านั้น

ความบ้าคลั่งของงานเซรามิกสีน้ำเงินเข้มในรุ่น Supermarine Full Ceramic Deep Blue ไม่ได้จบแค่เฉดสีที่ได้แรงบันดาลใจจากจุดบรรจบระหว่างมหาสมุทรและแผ่นน้ำแข็ง แต่กลับซ่อนกระบวนการผลิตที่ช่างฝีมือต้องกุมขมับ ผงเซรามิกเนื้อนุ่มถูกนำไปขึ้นรูปและเผาอัดด้วยความดันสูงภายใต้อุณหภูมิสูงปรี๊ดถึง 1,450 องศาเซลเซียส จนตัวเรือนหดตัวลงไปถึง 23 เปอร์เซ็นต์เพื่อให้ได้ความแข็งแกร่งระดับสูงสุด ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นตัวเรือนโมโนบล็อกผิวสัมผัสแบบด้านที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนอย่างเหลือเชื่อ พร้อมรับมือกับทุกรอยครูดของหินผาหรือก้อนน้ำแข็งโดยไม่มีรอยสะเทือนใจ

เมื่อแกะรอยลึกลงไปที่โครงสร้างภายใน ตัวเรือนเซรามิกภายนอกไม่ได้แบกรับกลไกโดยตรง แต่ถูกครอบทับไว้อีกชั้นด้วยตัวเรือนด้านในทำจากไทเทเนียมพร้อมฝาหลังยึดสกรูที่ผ่านการเคลือบ PVD เพื่อความปลอดภัยขั้นสุดในการดำดิ่งสู่ความลึกระดับ 500 เมตร พร้อมติดตั้งวาล์วระบายฮีเลียม (Helium Escape Valve) มาให้เรียบร้อย พลิกดูด้านหลังจะพบกับงานแกะสลักแผนที่มหาสมุทรทั่วโลกตามการฉายภาพแบบสปิลเฮาส์ (Spilhaus ocean-centred projection) ที่รวมผืนน้ำทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ

หน้าปัดสีดำลายคลื่นน้ำด้านหน้าถูกจัดวางองค์ประกอบด้วยหลักชั่วโมงทรงคางหมูที่ลากยาวต่อเนื่องมาจากขอบเบเซิลเซรามิกและวงแหวนทิศทางเดียวทำจากไทเทเนียม ดึงสายตาให้พุ่งเข้าหากึ่งกลางจนเกิดเป็นรูปทรงกากบาทสไตล์นาวิกโยธิน เข็มบอกเวลาเคลือบแบล็กโรเดียมและอินเด็กซ์ทั้งหมดถูกอัดแน่นด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova รุ่นล่าสุดที่เปล่งแสงสีฟ้าสว่างวาบในความมืดมิดใต้มหาสมุทรหรือใต้เกลียวคลื่นน้ำแข็งได้อย่างชัดเจน

ขยับมามองขุมพลังภายใน ตัวเรือนนี้เลือกใช้กลไกจักรกลอัตโนมัติเกรดสวิสที่มีกำลังสำรอง 50 ชั่วโมง เพื่อันตีความเที่ยงตรงในทุกสภาพแวดล้อมโหดหิน จับคู่มากับสายยางที่พร้อมลุยน้ำเค็มหรือปีนป่ายภูเขาสูง การปรากฏตัวของ Deep Blue เรือนนี้จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มสีสันใหม่ให้กับคอลเลกชันเครื่องมือดำน้ำ แต่เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าโลกของนาฬิกาสปอร์ตเซรามิกยังคงมีพื้นที่ให้ความประณีตทางวิศวกรรมและการผจญภัยสุดขั้วเดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Bremont Supermarine Full Ceramic Deep Blue (จำกัด 250 เรือนทั่วโลก)
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีน้ำเงินเข้มแบบโมโนบล็อกผ่านกระบวนการเผาอัดด้วยความดันสูงและอุณหภูมิ 1,450°C พร้อมตัวเรือนด้านในทำจากไทเทเนียมและฝาหลังไทเทเนียมเคลือบ PVD สลักลายแผนที่มหาสมุทรแบบ Spilhaus ติดตั้งวาล์วระบายฮีเลียม และกันน้ำลึก 500 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีดำลายคลื่นน้ำ พร้อมอินเด็กซ์ทรงคางหมูที่ลากยาวต่อเนื่องจากขอบเบเซิลและวงแหวนไทเทเนียม เกิดเป็นรูปทรงกากบาทสไตล์นาวิกโยธิน เข็มบอกเวลาเคลือบแบล็กโรเดียมและอินเด็กซ์เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova รุ่นล่าสุด (เปล่งแสงสีฟ้า)
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) และดำน้ำลึกพร้อมวาล์วระบายฮีเลียม
  • กลไก: กลไกจักรกลอัตโนมัติเกรดสวิส สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
  • สาย: สายยาง (Rubber strap) สำหรับลุยน้ำเค็มและการผจญภัยกลางแจ้ง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

การกลับมาของเรือนเวลาเสียงตีระฆังผสานฟลายอิ้งทูร์บิญองจาก Jacob & Co. ในตัวเรือนโรสโกลด์และหน้าปัดแร่ธรรมชาติสีแดงสด ผลิตจำกัดเพียง 12 เรือนทั่วโลก

การกลับมาของเรือนเวลาเสียงตีระฆังผสานฟลายอิ้งทูร์บิญองจาก Jacob & Co. ในตัวเรือนโรสโกลด์และหน้าปัดแร่ธรรมชาติสีแดงสด ผลิตจำกัดเพียง 12 เรือนทั่วโลก

แสงสีแดงฉานจากแร่ธรรมชาติที่สะท้อนผ่านหน้าปัดโปร่งแสงของ Jacob & Co. มักสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงสังสรรค์ของคนรักนาฬิกาได้เสมอ ระหว่างกลุ่มคนที่มองว่านี่คือความกล้าหาญในการฉีกกฎเกณฑ์ความหรูหราแบบเดิมๆ กับกลุ่มคนที่มองว่ามันตะโกนความร่ำรวยดังเกินไปจนไร้ความนุ่มนวล แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร การกลับมาของตระกูลนาฬิกาเสียงตีระฆังผสานกลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองในรุ่น Palatial Flying Tourbillon Minute Repeater ประจำปี 2026 นี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแบรนด์ไม่ได้มีดีแค่เพชรระยิบระยับบนตัวเรือนอลังการอย่างที่หลายคนเคยสบประมาท

ความน่าสนใจของเรือนเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่ป้ายราคาเกือบสี่แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือการจำกัดจำนวนการผลิตเพียง 12 เรือนทั่วโลกเท่านั้น แต่ความน่าสนใจกลับอยู่ที่มิติทางสายตาที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น  ทั้งหน้าปัดทำจากแร่ธรรมชาติสีแดงสดใสที่ถูกฝานบางเฉียบจนแสงสามารถลอดผ่านเข้าไปมองเห็นชิ้นส่วนกลไกภายใน มาร์กเกอร์บอกเวลาและเข็มนาฬิกาทรงสเกเลตันสีโรสโกลด์ถูกจัดวางอย่างเรียบง่าย ปล่อยให้พื้นที่ส่วนใหญ่ตกเป็นของช่องหน้าต่างเปิดโล่งที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เพื่ออวดกรงฟลายอิ้งทูร์บิญองกำลังหมุนวนอย่างเที่ยงตรง ยิ่งมีรายละเอียดเล็กๆ อย่างตัวโน้ตตัวจีคลีฟ (G Clef) สีทองแดงปัดลายวางเคียงอยู่ใกล้ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเรือนนี้ถูกสร้างมาเพื่อขับเน้นสุนทรียภาพแห่งเสียงดนตรีอย่างแท้จริง

เรามาดูเรื่องกลไกกันบ้าง แทนที่ทางแบรนด์จะยกเครื่องเดิมมาจากปี 2014 มาใส่ซ้ำ แต่กลับเลือกที่จะปัดฝุ่นพัฒนาใหม่หมดจดจนกลายมาเป็นคาลิเบอร์ JCCM04 แบบไขลานด้วยมือ ประกอบด้วยชิ้นส่วนรวมกันถึง 308 ชิ้น หนาเพียง 6.10 มิลลิเมตร และให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 90 ชั่วโมงที่ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง สะพานจักรทั้งหมดถูกขัดแต่งลวดลาย Côtes de Genève ลบมุมขอบด้วยมืออย่างประณีต และเมื่อกลไกการตีระฆังบอกเวลาแบบมินิตรีพีทเตอร์ทำงานตามคำสั่งผ่านการเลื่อนกลไกข้างตัวเรือน เสียงกังวานของชั่วโมง สลัก และนาทีจะถูกขับเคลื่อนด้วยความนุ่มนวลผ่านระบบตัวปรับความเร็วแบบเงียบ (silent repeater governor) ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อลดเสียงรบกวนกลไกขณะทำงานลงได้อย่างหมดจด

ส่วนตัวเรือนไวท์โกลด์หรือโรสโกลด์ 18K ขนาด 43 มิลลิเมตร จะมีความหนา 12.3 มิลลิเมตร สวมคู่มากับสายหนังจระเข้และหัวเข็มขัดพินบักเคิลโรสโกลด์ 18K แม้ตัวเลขขนาดจะดูหนาตามประสาคอมพลิเคชันซับซ้อน แต่การเลือกใช้สัดส่วนที่สมดุลก็ทำให้เวลาทาบลงบนข้อมือแล้วมันให้ความรู้สึกเต็มข้อแบบมีน้ำหนัก การเทียบชั้นกับนาฬิกาสายคอมพลิเคชันเสียงตีระฆังจากสำนักสวิสเก่าแก่อาจเป็นเรื่องถกเถียงกันในแง่รสนิยม แต่นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อซ่อนตัวอยู่ใต้ชายเสื้อเชิ้ต มันคือเครื่องประบอกสถานะที่พร้อมดึงดูดสายตาทุกคู่ในห้องรับรองวีไอพีให้หันมามองความจัดจ้านที่ผสมผสานระหว่างงานศิลปะและวิศวกรรมชั้นสูงได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ 18K ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มิลลิเมตร ความหนา 12.3 มิลลิเมตร กระจกแซฟเฟอร์ และกันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: แร่ธรรมชาติสีแดงโปร่งแสง มาร์กเกอร์และเข็มบอกเวลาทรงสเกเลตันทําจากโรสโกลด์ 18K พร้อมประดับตัวโน้ต G Clef โรสโกลด์ปัดลาย และช่องหน้าต่างเปิดโล่งแสดงกรงฟลายอิ้งทูร์บิญองที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง, นาที) และระบบตีระฆังบอกเวลาแบบมินิตรีพีทเตอร์ (Minute Repeater)
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Jacob & Co. Caliber JCCM04 (พัฒนาจาก JCBM03) ความหนา 6.10 มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร ทับทิม 29 เม็ด ชิ้นส่วนรวม 308 ชิ้น ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (3 Hz) สำรองพลังงาน 90 ชั่วโมง พร้อมระบบตัวปรับความเร็วแบบเงียบ (silent repeater governor) และสะพานจักรขัดแต่งลาย Côtes de Genève ลบมุมขอบด้วยมือ
  • สาย: สายหนังจระเข้ จับคู่กับหัวเข็มขัดพินบักเคิลโรสโกลด์ 18K (ผลิตจำกัด 12 เรือนทั่วโลก)

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

ย้อนวันวานสู่วงการความเร็วกับ Angelus Chronographe Tachymètre นาฬิกาโครโนกราฟทรงวินเทจ

ในตัวเรือนกะทัดรัด 37 มิลลิเมตร ผสานงานดีไซน์แรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ต

มันเป็นความสุขอย่างนึงของคนที่ชอบรถยนต์และนาฬิกา คือเมื่อได้เขียนข่าวที่ทั้งสองวัฒนธรรมมาเชื่อมโยงกัน ลองนึกถึงเสียงคำรามของเครื่องยนต์สมรรถนะสูงที่แผดเสียงก้องกังวานในสนามแข่ง มักเป็นภาพสะท้อนที่เข้ากันได้ดีกับจังหวะการทำงานของนาฬิกาโครโนกราฟเรือนเด่น และเมื่อ Angelus ตัดสินใจปัดฝุ่นมรดกทางดีไซน์จากยุค 1930 ถึง 1950 ออกมาตีความใหม่ในคอลเลกชัน La Fabrique ก็ทำให้คนในวงการต้องจับตามมองเป็นพิเศษ

การกลับมาของ Chronographe Tachymètre ในครั้งนี้ส่วนตัวมองว่าไม่ได้มาเพื่อเกาะกระแสวินเทจทั่วไป แต่เป็นการยกเครื่องงานสถาปัตยกรรมกลไกและตัวเรือนให้สอดรับกับกลิ่นอายความเร็วได้อย่างลงตัว หลังจากที่แบรนด์เพิ่งกวาดรางวัล Chronograph Watch Prize จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève ในปี 2025 มาหมาดๆ

สิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือสัดส่วนตัวเรือนที่ถูกย่อส่วนลงมาให้กะทัดรัดอย่างเหลือเชื่อ ด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มิลลิเมตร และมีความหนาเพียง 9.25 มิลลิเมตร (ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ)ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นผลงานที่บางและกะทัดรัดที่สุดในคอลเลกชันร่วมสมัยของ Angelus ด้วยขอบตัวเรือนด้านข้างโค้งรับรูปทรงตั้งแต่ขาตัวเรือนฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งอย่างมีมิติ ขาตัวเรือนถูกออกแบบให้ลาดเอียงลงด้านล่างและบิดตัวเล็กน้อย เพิ่มความโฉบเฉี่ยวแบบรถสปอร์ตคลาสสิก คิดว่าถ้าลองทาบลงบนข้อมือแล้ว ความบางเบานี้ช่วยให้การสวมใส่คล่องตัวและแนบสนิทกว่าเรือนสปอร์ตยุคใหม่หลายรุ่นที่มักจะทำตัวเรือนหนาเตอะจนเกินพอดี

ความสนุกยังไม่หมดแค่นั้น ถ้ามองเจาะลึกลงไปที่ตัวหน้าปัดที่มีให้เลือกถึงสามสไตล์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสีสันของวงการมอเตอร์สปอร์ต อย่างรุ่นตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 3N (3N yellow gold) มาพร้อมหน้าปัดสีทองจับคู่กับรายละเอียดสีเขียว British Racing Green ส่วนรุ่นตัวเรือนสเตนเลสสตีลมีให้เลือกสองแบบ ระหว่างหน้าปัดสีชมพูคอรัลตัดกับสีเทาสตีล หรือหน้าปัดสีเทาไข่มุกที่ล้อมกรอบด้วยสเกลและวงหน้าปัดย่อยสีฟ้าปิโตรเลียม ถ้าเราลองสังเกตเราจะเห็นพื้นผิวหน้าปัดหลักผ่านการขัดผิวแบบเกรน (grained) ขณะที่วงหน้าปัดย่อยจับเวลา 30 นาทีที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และเข็มวินาทีเล็กจะถูกตกแต่งด้วยลายก้นหอยอย่างประณีต

ทีนี้มาดูหัวใจสำคัญที่ทำให้กลไกตัวนี้มีความพิเศษ นั่นก็คือคาลิเบอร์ A5000 แบบไขลานด้วยมือ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกจากสำนักแต่งกลไกที่เป็นรากฐานของ Angelus ตัวกลไกมีความหนาเพียง 4.20 มิลลิเมตร ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz) และให้พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง

สะพานจักรและแผ่นเพลทหลักเคลือบทอง 3N พร้อมตกแต่งลวดลาย Côtes de Genève และลบมุมอย่างพิถีพิถัน เฉพาะในส่วนของกลไกโครโนกราฟเท่านั้นที่เคลือบด้วยโรเดียมเพื่อสร้างความตัดกันทางสายตา ระบบการทำงานใช้คอนโทรลเลอร์แบบคอลัมน์วิลเดอร์ (column wheel) และคลัตช์แนวนอน ให้สัมผัสการกดปุ่มจับเวลาที่นุ่มนวลตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิม

ส่วนสเกลทาคมิเตอร์ (Tachymeter) บนขอบหน้าปัดถูกออกแบบมาบนฐาน 1,000 ซึ่งเริ่มต้นวัดความเร็วตั้งแต่ 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป สะท้อนชัดเจนว่าไม่ได้ออกแบบมาแค่ใช้วัดความเร็วรถยนต์ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรองรับความเร็วในระดับที่สูงกว่านั้น ตัวเรือนจับคู่มากับสายหนังลูกวัวสีเขียวเสจ สีเทาเซเปีย หรือสีฟ้าสตีลบลู พร้อมหัวเข็มขัดวัสดุเข้าชุดกัน

ผลิตจำนวนจำกัดตามแต่ละรุ่นสี โดยรุ่นเยลโลว์โกลด์จำกัดเพียง 15 เรือน ในขณะที่รุ่นหน้าปัดสีชมพูผลิต 30 เรือน และรุ่นหน้าปัดสีเทา-ฟ้าผลิต 50 เรือนทั่วโลก นับเป็นอีกหนึ่งความกล้าหาญของแบรนด์อิสระที่เลือกย้อนกลับไปหยิบเอาความคลาสสิกขนาดพอดิบพอดีมาปัดฝุ่นใหม่ให้มีชีวิตชีวาขึ้นบนข้อมืออีกครั้ง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Angelus Chronographe Tachymètre (มีให้เลือก 3 รุ่นสี ได้แก่ Gold-yellow dial, Steel-pink dial และ Steel-grey dial)
  • ตัวเรือน: ทำจากเยลโลว์โกลด์ 18-carat (3N) หรือสเตนเลสสตีล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37.00 มิลลิเมตร ความหนา 9.25 มิลลิเมตร กระจกหน้าปัดแซฟเฟอร์ทรงกล่อง (box sapphire) เคลือบสารกันสะท้อนทั้งสองด้าน และกันน้ำได้ 3 บาร์ (30 เมตร / 100 ฟุต)
  • หน้าปัด: ส่วนกลางผิวเกรน (grained) พร้อมขอบสเกลขัดซาตินและลายเส้นตัดขอบเพชร วงหน้าปัดย่อยลายก้นหอย พร้อมอินเด็กซ์และตัวเลขอราบิกเคลือบสีทองหรือแบล็กโรเดียม
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที ฟังก์ชันโครโนกราฟจับเวลา 30 นาที และสเกลทาคมิเตอร์ (Base 1000)
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ (Mechanical manual-winding) คาลิเบอร์ A5000 ความหนา 4.20 มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 24 มิลลิเมตร ทับทิม 23 เม็ด ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz) สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังลูกวัวสีเขียวเสจ (sage green) สำหรับรุ่นทองคำเหลือง หรือสีเทาเซเปีย (sepia grey) / สีฟ้าสตีลบลู (steel blue) สำหรับรุ่นสเตนเลสสตีล พร้อมหัวเข็มขัดวัสดุทองคำเหลือง 18-carat หรือสเตนเลสสตีล

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

H. Moser & Cie. เปิดตัว Streamliner Pump งาน collab สุดคูลด้วย Pump Party ที่คูลยิ่งกว่า

เกมชูตบาสเก็ตบอล โพสท่าถ่ายรูปบนแทรมโพลีน บอลลูนสีน้ำเงิน-ส้ม และนาฬิการุ่น Novelties ที่หลายคนอยากเห็นเรือนจริง

ต้องบอกเลยว่า งานเปิดตัวอย่างเป็น ‘ทางการ’ ของ Streamliner Pump ผลงานความร่วมมือล่าสุดระหว่าง H.Moser & Cie. และ Reebok นั้นไม่ค่อยจะยึดติดกับความเป็น ‘ทางการ’ หรือรูปแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นชินกับงานอีเวนต์สักเท่าไร จริงอยู่ว่า งานนี้ได้รับเกียรติจาก Bertrand Meylan Co-owner ของ H. Moser & Cie. บินตรงมาต้อนรับแขกที่มาในงานด้วยตัวเอง และมีการกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานตามแบบแผนที่ควรจะเป็น แต่องค์ประกอบอื่นๆ ภายในงานนั้นทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังมาปาร์ตี้กับเพื่อนสมัยไฮสคูลเสียมากกว่า 

แค่ก้าวเข้าสู่ห้องอาหาร Piscari บนชั้น 23 ของโรงแรม Andaz One Bangkok เราก็ต้องว้าวกับการตกแต่งที่เต็มไปด้วยบอลลูนสีน้ำเงินและสีส้มสด แม้กระทั่งโลโก้ของ H. Moser & Cie. ก็ยังถูกแปลงร่างเป็นบอลลูนพองลมที่ดูน่ารักขี้เล่น เกมชูตบาสเก็ตบอลและเพลง Old School Hip-hop ที่จัดมาเพื่อเอ็นเตอร์เทนบรรดาแขกที่มาในงานยิ่งทำให้รู้สึกได้ถึงไวบ์ nostalgic แบบ 80s kid รวมถึงจุดถ่ายรูปที่ไม่ได้ให้มาโพสท่าสวยหล่อธรรมดาๆ แต่ต้องกระโดดบนแทรมโพลีนแล้วโพส เหมือนเป็นการละลายพฤติกรรมเบาๆ ก่อนจะเข้าสู่โลกของ Pump อย่างเต็มตัว

หลังจากได้ฟังคำกล่าวเปิดงานของ Bertrand Meylan ที่นำพาทุกคนไปทำความรู้จักกับนาฬิกา Streamliner Pump ที่ผสานดีเอ็นเอของสนีกเกอร์ Reebok Pump เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการนำนวัตกรรมสุดล้ำอย่างการกดปุ่มเพิ่มปั๊มอากาศ อันเป็นซิกเนเจอร์ของสนีกเกอร์ Reebok Pump มาตีความใหม่ในรูปแบบปุ่มกดอะลูมิเนียมอะโนไดซ์สีส้มสดบริเวณตำแหน่ง 8 นาฬิกา ที่ไม่ได้ใส่มาแค่เป็นกิมมิกเฉยๆ แต่ยังพ่วงฟังก์ชันที่สำคัญ นั่นก็คือในทุกครั้งที่เรากดปุ่มสีส้ม จะเป็นการส่งพลังงานไปยังสปริงลานของตลับลานเพื่อขึ้นลานให้กลไก พร้อมทำงานควบคู่กับการแสดงพลังงานสำรองของนาฬิกา และถึงแม้ว่าสปริงจะขึ้นลานจนเต็มแล้ว เราก็ยังสามารถกดปุ่มเล่นเพลินๆ ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อกลไก 

Streamliner Pump มาในตัวเรือนผลิตจากควอตซ์ไฟเบอร์พร้อมโครงสร้างไทเทเนียมซาร์โคฟากัส ช่วยเสริมความแข็งแกร่งแต่ให้น้ำหนักเบาสบายจับคู่กับสายยาง หน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์ขัดเงามาพร้อมเข็มที่ประดับด้วยวัสดุ Globolight® สีเทาแอนทราไซต์ โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นสีดำและสีขาว ผลิตจำนวนจำกัดเพียงสีละ 250 เรือน 

นอกจากจะได้ทำความรู้จักกับนาฬิกาดาวเด่นของงานปาร์ตี้ในค่ำคืนนี้แล้ว เรายังมีโอกาสได้ชมนาฬิการุ่น Novelties ของแบรนด์ที่ยกขบวนมาให้ชมกันอย่างคับคั่ง รวมถึงนาฬิกา Streamliner รุ่นใหม่ที่มาในขนาด 34 มม. และ 28 มม. ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานนี้มาให้ชื่นชมและสัมผัสอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

พาชม H. Moser & Cie. Miami Edition ทูร์บิญองสีชมพูที่กล้าฉีกทุกกฎของงานดีไซน์

H. Moser & Cie. Streamliner Two Hands 34mm. ก้าวข้ามขีดจำกัดของเรือนเวลาขนาดเล็ก สู่ความสง่างามที่ไร้การประนีประนอม

พาชมเรือนเวลา Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton ‘Cosmic Rain’ ที่ผลิตจำกัดเพียง 20 เรือนทั่วโลก

สรุปไฮไลต์นาฬิกาเปิดตัวใหม่วีคแรกของเดือนตุลาคม 2026 จาก 5 แบรนด์ดัง 

ตั้งแต่วินเทจแสนอบอุ่น หน้าปัดหินธรรมชาติ ไปจนถึงกลไกขั้นสูงและโปรเจกต์สายลับ 

กลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มบนโต๊ะทำงานในกองบรรณาธิการยังไม่ทันจางดี เสียงแจ้งเตือนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เริ่มรัวระเบิดด้วยข่าวการเปิดตัวนาฬิกาล็อตใหญ่ประจำเดือนตุลาคม ในสัปดาห์นี้แบรนด์ดังต่างพากันงัดไม้เด็ดออกมาเขย่ากระเป๋าเงินนักสะสมกันแบบไม่มีใครยอมใคร ตั้งแต่สายวินเทจแสนอบอุ่น งานคราฟต์จากหินธรรมชาติ ไปจนถึงโปรเจกต์ลับของสายลับระดับโลกและกลไกจัมพ์มิ่งเอาวร์ที่ชวนให้หยุดยืนมอง

Oris Big Crown Pointer Date (Cervo Volante Collaboration)

เริ่มต้นเคาะกระดานความเคลื่อนไหวด้วย Oris ที่จับมือกับ Cervo Volante ส่งพี่ใหญ่อย่าง Big Crown Pointer Date ออกมารับลมหนาวด้วยหน้าปัดโทนสีเบอร์กันดีไล่เฉดเข้มข้น มาพร้อมด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร จับคู่มากับสายหนังวางกวางป่าสวิสฟอกฝาดธรรมชาติสัมผัสนุ่มมือ เสริมด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเข็มปลายสีแดงที่กวาดผ่านวันรอบหน้าปัด ตัดกับพื้นผิวสีไวน์แดงเข้มข้น ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินย่ำไปบนใบไม้แห้งสีส้มแดงในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล เป็นความเรียบง่ายตามแบบฉบับนาฬิกานักบินดั้งเดิมที่ทำออกมาได้ลงตัวและอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่หยิบมาคาดข้อมือ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Oris Big Crown Pointer Date (Cervo Volante)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: โทนสีเบอร์กันดีไล่เฉดเข้มข้น พร้อมเข็มปลายสีแดงบอกวันที่
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) และฟังก์ชันบอกวันที่ด้วยเข็มชี้ Pointer Date
  • กลไก: กลไกออโตเมติก
  • สาย: สายหนังวางกวางป่าสวิสฟอกฝาดธรรมชาติ

Frederique Constant The Elements Collection (2026 Edition)

ขยับความหรูหราขึ้นมาอีกขั้นกับ Frederique Constant ที่รอบนี้พาตระกูล The Elements Collection กลับมาสร้างแรงกระเพื่อมด้วยการดึงเอาหินแร่ธรรมชาติมาทำเป็นหน้าปัดแผ่นบาง ไฮไลต์เด็ดอยู่ที่การนำหินนิลดำ (Onyx), หินเฮลิโอโทรปสีเขียวแซมแดง และหินเทอร์ควอยซ์ลายหินอ่อนธรรมชาติมาประกบคู่กับนาฬิกากลไกชั้นสูงอย่างรุ่น Classic Tourbillon หรือ Classic Perpetual Calendar ความยากของการใช้หน้าปัดหินธรรมชาติคือความเปราะบางที่ช่างฝีมือต้องเฉือนแผ่นหินให้บางเฉียบระดับมิลลิเมตรโดยไม่ให้แตกหัก ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นหน้าปัดลวดลายเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำกันเลยสักเรือนบนโลกใบนี้

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Frederique Constant The Elements Collection (รุ่น Classic Tourbillon หรือ Classic Perpetual Calendar)
  • ตัวเรือน: วัสดุตามรุ่นมาตรฐานในคอลเลกชัน
  • หน้าปัด: หน้าปัดหินแร่ธรรมชาติบางเฉียบ (หินนิลดำ Onyx, หินเฮลิโอโทรป, และหินเทอร์ควอยซ์)
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา และฟังก์ชั่นกลไกชั้นสูงตามแต่ละรุ่น (เช่น ทูร์บิญอง หรือปฏิทินถาวร)
  • กลไก: กลไกจักรกลชั้นสูง
  • สาย: สายหนังแท้คุณภาพสูง

Omega Seamaster Diver 300M James Bond / Spectre Collection

ฟากฝั่งสนามรบป็อปคูเจอร์ไม่มีทางเงียบเหงา เมื่อ Omega ถือฤกษ์ดีวัน James Bond Day เปิดตัวซีรีส์ใหม่ Seamaster Diver 300M ที่แตกแขนงเรื่องราวออกเป็นฝั่งพระเอก 007 และฝั่งวายร้าย Spectre อย่างชัดเจน ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไก Co-Axial Master Chronometer คาลิเบอร์ 8806 ฝั่งรหัสลับ 007 มาพร้อมหน้าปัดอะลูมิเนียมสีน้ำเงินลายคลื่นและขอบเซรามิกไทเทเนียม ตัดภาพมาที่ฝั่ง Spectre ที่ดุดันกว่าด้วยหน้าปัดสีดำผิวด้านปัดลายเกรนจับคู่กับขอบเบเซิลเซรามิกดำสนิท พร้อมลูกเล่นโลโก้อปหนวดปลาหมึกซ่อนอยู่บนโรเตอร์ด้านหลัง เป็นการแย่งซีนที่ทำเอาแฟนหนังสายลับกระเป๋าฉีกไปตามๆ กัน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Omega Seamaster Diver 300M James Bond (007 & Spectre Collection)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42 มิลลิเมตร พร้อมขอบเบเซิลเซรามิก (และขอบเซรามิกไทเทเนียมในบางรุ่น)
  • หน้าปัด: รุ่น 007 หน้าปัดอะลูมิเนียมสีน้ำเงินลายคลื่น / รุ่น Spectre หน้าปัดสีดำผิวด้านปัดลายเกรน
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) และขอบสเกลหมุนจับเวลาใต้น้ำ
  • กลไก: กลไก Co-Axial Master Chronometer คาลิเบอร์ 8806
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลหรือสายยางตามซีรีส์

MeisterSinger Panthero Jumping Hour

ส่วนใครที่เบื่อเข็มนาฬิกาแบบเดิมๆ MeisterSinger จัดการเติมความสดใสให้สายอินดี้ด้วย Panthero Jumping Hour ที่สลัดคราบความขรึมมาใส่หน้าปัดสีฟ้าอ่อนแกะลายกิโยเช่แบบแผ่รัศมีคู่ หน้าปัดโล้นๆ ตามสไตล์เข็มเดี่ยวถูกเบรกด้วยช่องหน้าต่างแสดงชั่วโมงแบบกระโดดด้านบน และวงแหวนจานหมุนวิ่งวินาทีทรงซันวีลสุดล้ำ มันคือนาฬิกาที่ท้าทายสายตาคนมองว่าการอ่านเวลาไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเข็มยาวเสมอไป

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: MeisterSinger Panthero Jumping Hour
  • ตัวเรือน: วัสดุสเตนเลสสตีลสไตล์เอกลักษณ์ของแบรนด์
  • หน้าปัด: หน้าปัดสีฟ้าอ่อนแกะลายกิโยเช่แบบแผ่รัศมีคู่ พร้อมช่องหน้าต่างแสดงชั่วโมงแบบกระโดดและวงแหวนจานหมุนวินาทีทรงซันวีล
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมงแบบจัมพ์มิ่งเอาวร์ และวินาทีผ่านจานหมุน
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติพร้อมโมดูลชั่วโมงกระโดด
  • สาย: สายหนังดีไซน์แมตช์กับตัวเรือน

Parmigiani Fleurier TORIC Petite Seconde Morning Blue

ปิดท้ายด้วยความเนี้ยบระดับไฮเอ็นด์จาก Parmigiani Fleurier ที่หยิบเอาคอลเลกชันรากฐานอย่าง TORIC กลับมาปัดฝุ่นใหม่ในร่างแพลทินัม 950 ขนาด 40.6 มิลลิเมตร หน้าปัดสีฟ้า Morning Blue ทำจากทองคำขาว 18K ผ่านกระบวนการขัดแต่งผิวด้วยมือแบบแกร่งทราย (Hand-grained) ให้ผิวสัมผัสระยิบระยับยามต้องแสง พลิกดูด้านหลังจะพบกับกลไกไขลานคาลิเบอร์ PF780 สะพานจักรทองคำโรสโกลด์ 18K ขัดลาย Côtes de Fleurier สำรองพลังงานยาวนาน 60 ชั่วโมง จับคู่มากับสายหนังนูบุกจระเข้สีเทา Akoya เป็นความหรูหราแบบผู้ดีเก่าที่ไม่ต้องตะโกนบอกใคร แต่คนวง in-the-know เห็นไกลๆ ก็ต้องเหลียวหลังมอง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Parmigiani Fleurier TORIC Petite Seconde Morning Blue
  • ตัวเรือน: แพลทินัม 950 ขัดเงา ขนาด 40.6 มิลลิเมตร หนา 8.8 มิลลิเมตร พร้อมขอบตัวเรือนแบบหยักละเอียด (Finely knurled bezel) และกระจกแซฟเฟอร์กันรอย พร้อมกันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดทำจากทองคำขาว 18K ขัดแต่งผิวด้วยมือแบบแกร่งทราย (Hand-grained) สีฟ้า Morning Blue มาร์กเกอร์และเข็มบอกเวลาเคลือบโรเดียมทองคำ 18K
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และเข็มวินาทีแยกย่อย (Small Seconds)
  • กลไก: กลไกไขลานคาลิเบอร์ PF780 สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง สะพานจักรทองคำโรสโกลด์ 18K ขัดลาย Côtes de Fleurier
  • สาย: สายหนังนูบุกจระเข้สีเทา Akoya เย็บมือแบบ punto a mano พร้อมหัวเข็มขัดแพลทินัม 950

เมื่อกวาดตามองภาพรวมทั้งหมดของล้านนาฬิกาล่าสุดนี้ จะเห็นเลยว่าปี 2026 ไม่ใช่ปีแห่งการวิ่งตามกระแสหวือหวา แต่เป็นปีที่แบรนด์ต่างๆ ตั้งใจขัดเกลาคาแรคเตอร์ของตัวเองให้คมกริบขึ้น ไม่ว่าจะเลือกเล่าเรื่องด้วยวัสดุธรรมชาติ งานกลไกขั้นสูง หรือลูกเล่นกวนๆ บนหน้าปัด ทุกเรือนต่างมีลมหายใจและเรื่องเล่าที่พร้อมจะเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นวันที่สนุกขึ้นบนข้อมือของคุณ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Patek Philippe WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 นิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้มีไฮไลต์เด็ดอะไรบ้าง
ครบรอบครึ่งศตวรรษแบบจับต้องได้ เมื่อ Raymond Weil ส่ง Millesime Jubilee Chronograph ออกมาสานต่อความสำเร็จ
ทองคำทั้งเรือนยังไม่พอ เมื่อ Armin Strom ขยายความอุ่นของ 18K Rose Gold เข้าไปถึงหัวใจของ Calibre AMW21

Introducing: Peacock Tai Chi Curved Guilloché Triple-Axis Tourbillon ทูร์บิญอง 3 แกนที่เล็กและเบาที่สุดในโลก

งานไมโครอินจิเนียริ่งที่ย่อส่วนกรงทูร์บิญองให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 8 มม. และหนักแค่ 0.436 กรัมเท่านั้น

เสียงถอนหายใจยาวของนักสะสมในงานประมูลมักดังขึ้นทุกครั้งที่มีชื่อแบรนด์นอกกระแสเข้ามาท้าชิงพื้นที่ข่าว และการปรากฏตัวของ Peacock Tai Chi Curved Guilloché Triple-Axis Tourbillon ในรอบนี้ก็ไม่ได้มาพร้อมเสียงกระซิบเบาๆ แต่อย่างใด เมื่อค่ายผู้ผลิตเก่าแก่จากเหลียวหนิงที่บางคนอาจจะคุ้นเคยกันดีในฐานะรากฐานอุตสาหกรรมเครื่องกลจีนตั้งแต่ราวๆ ปี 1957 ตัดสินใจฉีกตำราเดิมๆ ทิ้ง แล้วกระโดดข้ามกำแพงราคาประหยัดมาท้าชนกับสำนักแต่งกลไกอิสระฝั่งสวิสด้วยกลไกทูร์บิญอง 3 แกน (Triple-Axis Tourbillon Cage) ที่เล็กและเบาที่สุดในโลกตามคำกล่าวอ้างของแบรนด์ 

Peacock Tai Chi Curved Guilloché Triple-Axis Tourbillon
Peacock Tai Chi Curved Guilloché Triple-Axis Tourbillon

ความน่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลขสเปกเพียงเท่านั้น แต่ความบ้าคลั่งเริ่มต้นตั้งแต่กรงทูร์บิญองทรงกลม 3 แกนตรงกลางหน้าปัด ซึ่งถูกบีบอัดขนาดลงมาให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 8.0 มิลลิเมตร (มันเล็กประมาณปลายนิ้วก้อย หรือเม็ดถั่วเขียวใหญ่ๆ เม็ดหนึ่ง) และมีน้ำหนักรวมกันแค่ 0.436 กรัมเท่านั้น

การจะยัดชิ้นส่วนความเที่ยงตรงสูงถึง 81 ชิ้น รวมถึงสะพานจักรย่อยอีก 8 ชิ้นลงในพื้นที่จิ๋วหลิวขนาดนี้โดยใช้ไทเทเนียมเป็นโครงสร้างหลัก ถือเป็นการบ้านชิ้นโบแดงที่แบรนด์อิสระยุคใหม่ยอมทุ่มทุนสร้าง แกนหมุนทั้ง 3 วงเคลื่อนตัวด้วยจังหวะเวลาไม่เท่ากันคือ 60 วินาที, 15 วินาที และ 50 วินาที ภายใต้ความถี่ 3Hz ทำงานประสานกันไปมาจนเกิดมิติการเคลื่อนไหวที่สะกดสายตาคนมองได้ยาวนาน โดยไม่ต้องสนใจว่าตอนนี้เข็มนาฬิกาจะชี้ไปที่เลขอะไร

ถ้าเราลองขยับสายตาออกมามองงานออกแบบรอบนอก เราจะเห็นตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K ขนาด 43.5 มิลลิเมตร และมีความหนา 14.95 มิลลิเมตร ที่ถูกดีไซน์แบบไร้ขาสาย (Lug-less) เพื่อช่วยให้ตัวเรือนทรงกลมหนาเตอะเรือนนี้แนบสนิทไปกับข้อมือได้อย่างราบรื่น กระจกหน้าปัดแซฟเฟอร์ทรงโดมสูงครอบทับหน้าปัดแกะลายที่ซับซ้อน

โดยช่างฝีมือเลือกใช้เทคนิคการแกะลายกิโยเช่โค้ง (Curved Guilloché) บนพื้นผิวสามมิติที่มีความโค้งนูนแทนที่จะเป็นแผ่นโลหะเรียบแบน มีลวดลายเกลียว V-grooves จำนวน 40 เส้นที่แผ่ขยายออกในธีมรูปหยินหยางของแผนภาพไทเก็ก ความท้าทายคือต้องอาศัยการตัดแต่งด้วยมือทีละเส้นโดยไม่มีสิทธิ์แก้ตัว หากองศาผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียวชิ้นงานนั้นต้องถูกโยนทิ้งทันที การแสดงเวลาจึงต้องอาศัยวงแหวนไทเทเนียมสองชั้นหมุนวนรอบกลไกทูร์บิญอง โดยใช้อักษรจีนโบราณบนวงนอกบอกชั่วโมงและตัวเลขอราบิกบอกนาที มีเพชรสีดำและสีขาวฝังประดับทำหน้าที่เป็นเข็มบอกตำแหน่งอย่างแนบเนียน

เรือนนี้มีการขับเคลื่อนกลไก Calibre PAX9616 แบบไขลานด้วยมือนี้สำรองพลังงานได้ราว 48 ชั่วโมง พร้อมฝาหลังไวท์โกลด์แกะลายกิโยเช่ล้อไปกับหน้าปัด และความสามารถในการกันน้ำ 50 เมตร โดยผลิตจำกัดเพียง 70 เรือนทั่วโลกเพื่อฉลองวาระครบรอบ 70 ปีของแบรนด์ในปี 2027 และจะเปิดให้พรีออเดอร์พร้อมมัดจำ 30% ผ่านเว็บไซต์ และนี่อาจจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่าโลกแห่งนาฬิกาคอมพลิเคชันชั้นสูงไม่ได้สงวนไว้ให้แค่แบรนด์สวิสเก่าแก่อีกต่อไปแล้ว แล้วทุกคนคิดเห็นว่าอย่างไร ลองมาแชร์ความคิดเห็นกันได้นะคะ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Peacock Tai Chi Curved Guilloché Triple-Axis Tourbillon
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18k ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43.5 มิลลิเมตร และความหนา 14.95 มิลลิเมตร ดีไซน์แบบไร้ขาสาย (Lug-less) กระจกหน้าปัดแซฟเฟอร์ทรงโดมสูงเคลือบสารกันสะท้อน ฝาหลังไวท์โกลด์แกะลายกิโยเช่ และกันน้ำลึก 50 เมตร
  • หน้าปัด: ดีไซน์สามมิติโค้งนูน แกะลายกิโยเช่ด้วยมือแบบ V-grooves 40 เส้น แบ่งครึ่งเป็นลายหยินหยาง พร้อมวงแหวนไทเทเนียมคอนเซนตริกสองชั้นสำหรับบอกเวลา (วงนอกบอกชั่วโมงด้วยอักษรจีนโบราณ วงในบอกนาทีด้วยตัวเลขอราบิก) ประดับเพชรสีดำและสีขาวทำหน้าที่เป็นเข็มบอกตำแหน่ง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมงและนาที พร้อมกลไกทูร์บิญองสามแกน (Triple-Axis Tourbillon)
  • กลไก: กลไกอินเฮ้าส์ไขลานด้วยมือ Calibre PAX9616 ทับทิม 37 เม็ด ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (3 Hz) สำรองพลังงาน 48 ชั่วโมง
  • สาย: สายยาง (Rubber strap) แบบอินทิเกรต พร้อมหัวเข็มขัดแบบพินบักเคิล

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

เปิดตัว Bell & Ross BR-03 Green Radar Ceramic ที่จำลองหน้าจอเรดาร์สีเขียวของกองทัพเครื่องบินรบ

เรือนเวลาเซรามิกขนาด 41 มิลลิเมตร ผลิตจำกัด 999 เรือนทั่วโลก

ใครที่ชอบดูหนังนักบินน่าจะนึกภาพออก ถ้าเราลองจินตนาการเสียงวิทยุสื่อสารคลื่นสั้น ในห้องทำงานของนักบินทดสอบดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงฝนตกปรอยๆ ขณะที่หน้าจอเรดาร์จำลองสีเขียวเรืองแสงบนข้อมือมันกำลังหมุนวนทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบเชียบ ใครที่เคยส่ายหน้าให้กับซีรีส์เรดาร์หน้าตาประหลาดของ Bell & Ross ตั้งแต่ยุค 2010 คงต้องยอมรับว่าความพยายามตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาในการเปลี่ยนนาฬิกาทรงเหลี่ยมหน้าตาห้องนักบินให้กลายเป็นจอตรวจการณ์ทางอากาศนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น และเมื่อทางแบรนด์ตัดสินใจเขย่าสูตรใหม่ด้วยการส่ง BR-03 Green Radar Ceramic ออกมาเคาะตลาดปี 2026 มันก็สร้างเสียงฮือฮาในหมู่คนชอบสะสมของแปลกได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาเข็มนาฬิกาแบบเดิมๆ อีกต่อไป

ลืมภาพกระจกสีแดงก่ำชวนปวดตาจากรุ่นก่อนๆ ไปได้เลย เพราะการกลับมาครั้งนี้ แบรนด์เลือกสาดแสงสีเขียวมรกตลงบนกระจกแซฟเฟอร์ที่เคลือบด้วยสารกันสะท้อนไว้อย่างดี มาพร้อมกับตัวเรือนเซรามิกสีดำผิวพ่นทรายขนาด 41 มิลลิเมตร และมีความบางเพียง 10.6 มิลลิเมตร ถูกย่อส่วนลงมาจากรุ่น 42 มิลลิเมตรเดิม ทำให้เวลาเราทาบลงบนข้อมือแล้วมันจะรู้สึกกระชับเข้ารูปมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด การเลือกใช้ขนาด 41 มิลลิเมตรนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทางแบรนด์เริ่มฟังเสียงบ่นของคนข้อมือเล็กที่อยากเท่แต่ไม่อยากแบกเรือนโตๆ ไว้บนข้อแขน ส่วนด้านหลังตัวเรือนทึบแสงนั้นสลักภาพเครื่องบินรบทั้งสามรุ่นที่ซ่อนอยู่บนหน้าปัดไว้อย่างประณีต ทั้งเครื่องบินขับไล่ Falcon, Rafale และโดรนพรางตัว Neuron พร้อมความสามารถกันน้ำลึก 100 เมตรที่ใช้งานลุยๆ ได้จริง

แล้วถ้าพูดถึงความสนุกของรุ่นนี้ มันอยู่ที่การรวบรวมเอาลูกเล่นกระจัดกระจายจากตระกูลเรดาร์ในอดีตมารวมไว้ในเรือนเดียว จานดิสก์หมุนสามชั้นอิสระถูกนำมาแทนที่เข็มนาฬิกาแบบดั้งเดิม โดยที่จานชั้นนอกสุดแบกรูปเครื่องบิน Falcon ซึ่งจะทำหน้าที่บอกชั่วโมง จานถัดมาแบกรูป Rafale โดยจะวิ่งวนรอบหน้าปัดในเวลาสิบสองชั่วโมงเพื่อบอกนาที และจานวงในสุดที่รับบทบาทความเร็วสูงด้วยรูปโดรนล่องหน Neuron หมุนครบรอบใน 60 วินาที เพื่อทำหน้าที่เป็นเข็มวินาที  สิ่งที่ทำให้ตื่นตาตื่นใจคือรอยทางเรืองแสงสีเขียวเข้ม Super-LumiNova ที่ลากยาวไปตามหลังตัวเครื่องบินแต่ละลำ โดยจะจำลองรอยกวาดมาจากสัญญาณบนจอเรดาร์จริงๆ ซึ่งเป็นการหยิบเอาแนวคิดหน้าจอเรดาร์ปี 2011 มาผสมผสานกับฝูงบินจำลองปี 2021 เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

ส่วนขุมพลังภายในนั้น แบรนด์เลือกใช้กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ BR-CAL.327 ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากพื้นฐาน Sellita SW300-1 จะให้พลังงานสำรองสะสมยาวนาน 54 ชั่วโมง พร้อมอัตราความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมงเพื่อขับเคลื่อนแผ่นจานน้ำหนักเบาทั้งสามแผ่นให้หมุนไปพร้อมกันอย่างไร้รอยต่อ ต้องบอกว่าการบริหารพลังงานเพื่อขับแผ่นจานซ้อนทับกันหลายชั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่วิศวกรรมของพวกเขาก็ทำออกมาได้นิ่งสนิทไร้ที่ติ ยิ่งได้สายยางสีดำเนื้อนุ่มมาจับคู่สลับกับสายผ้าสังเคราะห์เสริมความแข็งแรงทนทานที่แถมมาให้ในกล่อง พร้อมหัวเข็มขัดเคลือบ PVD สีดำ ยิ่งทำให้ลุคโดยรวมดูดุดันแบบไม่ต้องพยายาม

รุ่นนี้มีการผลิตจำกัดจำนวนเพียง 999 เรือนทั่วโลก ทำให้เจ้านี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาบอกเวลาทั่วไป แต่กลายเป็นงานศิลปะขนาดจิ๋วที่จำลองห้องควบคุมการบินมาไว้บนแขนเสื้อ สำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรจำเจและอยากมองข้ามเข็มนาฬิกาสามเข็มแบบเดิมๆ เรือนนี้ตอบโจทย์ความกวนและความต่างได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Bell & Ross BR-03 Green Radar Ceramic (Ref. BR03A-GRDR-CE/SRB)
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีดำผิวพ่นทราย ขนาด 41 มิลลิเมตร หนา 10.6 มิลลิเมตร มาพร้อมกระจกแซฟเฟอร์เคลือบสารกันสะท้อนและย้อมสีเขียวตลอดแผ่น ฝาหลังทึบสลักลายเครื่องบินรบ และกันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: จานดิสก์หมุนสามชั้นอิสระ ตกแต่งด้วยภาพเครื่องบิน Falcon (ชั่วโมง), Rafale (นาที) และโดรน Neuron (วินาที) พร้อมรอยทางเรืองแสงสีเขียว Dark Green Super-LumiNova จำลองสัญญาณเรดาร์ และมีหลักชั่วโมงพิมพ์อยู่ใต้กระจก
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาที ผ่านแผ่นจานหมุน
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Calibre BR-CAL.327 (พื้นฐาน Sellita SW300-1) ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง ให้พลังงานสำรอง 54 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางสีดำ พร้อมสายผ้าสังเคราะห์เสริมความแข็งแรงแถมมาให้ในชุด จับคู่กับหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีดำ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ Audemars Piguet หันมารังสรรค์งานจิวเวลรี่ชั้นสูงใน Royal Oak Joaillerie

จิวเวลรี่ชั้นสูงที่อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอเท่ๆ ของ Royal Oak

ต้องยอมรับว่า ปีนี้ Audemars Piguet เซอร์ไพรส์เราอย่างได้อย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็น การหยิบชิ้นงานในคลังประวัติศาตร์มาฟื้นคืนชีพใหม่ในลุคร่วมสมัย การย้อนกลับไปผลิตนาฬิกาพก หรือผลงาน collaboration ที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่ววงการ คราวนี้ดูเหมือนว่า แบรนด์จะขอออกไปสำรวจโลกแห่งจิวเวลรี่ที่จะว่าไปแล้วก็มีความใกล้เคียงโลกของนาฬิกาในหลายๆ ด้าน และทางแบรนด์ก็มีความชำนาญด้านนี้อยู่เป็นทุนเดิม โดยเฉพาะงานช่างฝีมืออันแสนประณีต แต่ทีนี้โจทย์ที่ยากคือการหาจุดกึ่งกลางที่สมดุลระหว่างทั้งสองโลกนี่แหละ ซึ่งเราคิดว่า การเลือกนำอัตลักษณ์หลายๆ ด้านของไอคอนอย่าง Royal Oak มาเป็นสารตั้งต้นในการผลิตไลน์จิวเวลรี่ชั้นสูงก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจทีเดียว 

ดีไซน์ที่บ่งบอกดีเอ็นเอ Royal Oak

ในเมื่อมีวัตถุดิบชั้นเยี่ยมอย่างผลงานดีไซน์ขึ้นแท่นไอคอนิกของ Gérald Genta การเลือกใช้เส้นสายเรขาคณิตที่หยิบยืมมาจากดีไซน์ของนาฬิกาสปอร์ตหรู Royal Oak จึงเป็นทางเลือกอันแสนชาญฉลาด เราจึงได้เห็นทั้งเส้นสาย ผิวสัมผัส และลวดลายที่ชวนให้นึกถึงนาฬิการะดับตำนาน 

แต่แน่นอนว่า ดีไซน์อันแสนเท่ถูกยกระดับให้หรูวิจิตรยิ่งขึ้นภายใต้คอลเลกชัน Dream of Joux ที่ผสมผสานเส้นสายอันแข็งแกร่งของ Royal Oak เข้ากับธรรมชาติอันงดงามของ Vallée de Joux บ้านเกิดของ Audemars Piguet ไม่ว่าจะเป็น ทะเลสาบที่ปกคลุมด้วยผืนน้ำแข็ง ท้องฟ้าใส และดอกไม้อันอ่อนหวาน ที่เราสัมผัสได้จากพื้นผิวฟรอสต์บนสายสร้อยข้อมือทำจากวัสดุไวท์โกลด์ เยลโลว์โกลด์ และพิงก์โกลด์ แต่งแต้มสีสันและเติมประกายด้วยเพชร รวมถึงอัญมณีสีสวยสดอย่าง แซฟไฟร์ สเปสซาร์ไทต์ ทัวร์มาลีน แอเมทิสต์ ซาโวไรต์ และโทแพซ 

เส้นสายเท่หรูของ Royal Oak ยังถูกถ่ายทอดลงบนสร้อยคอทรงเนคไท และต่างหูที่ออกแบบมาให้แมตช์กันอย่างลงตัว สายสร้อยที่ประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงลูกแพร์เรียงลดหลั่นกันลงมา และข้อต่อไทเทเนียมสีน้าเงินชุบอะโนไดซ์ ประดับด้วยแซฟไฟร์สีน้าเงินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกัน ถูกจัดวางไว้เคียงกันจนครอบคลุมข้อต่อและหมุดทั้งหมด ชวนให้นึกถึง Vallée de Joux ในฤดูหนาวที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและเกล็ดน้ำแข็ง 

ส่วนคอลเลกชัน Risoud Eclipse นั้นออกจะมีเสน่ห์แบบดิบๆ ให้มู้ดแบบสาว dark feminine energy อย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว ความดาร์กที่ว่านั้นมาจากความมืดครึ้มของป่า Risoud ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีสีดำสนิท ถ่ายทอดลงบนสายสร้อยคอและสร้อยข้อมือ ที่เพียงแค่เห็นข้อต่อและหมุดไทเทเนียมเคลือบพีวีดีสีดำขลับ ขัดซาตินสลับกับขัดเงา ที่ชวนให้นึกถึงสายนาฬิกา Royal Oak  สายโลหะสีดำสนิทตัดกับมรกตสีเขียวสดเจียระไนแบบ sugarloaf เม็ดใหญ่สะดุดตา ล้อมรอบด้วยเพชรเจียระไนแบบ brilliant cut ยิ่งทำให้โดดเด่นจนใครๆ ก็ต้องเหลียวมอง

สานต่อศาสตร์แห่งการผลิตจิวเวลรี่

นอกจากเรื่องดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนแล้ว งานช่างฝีมือด้านจิวเวลรี่ของ Audemars Piguet นั้นไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นบุกเบิกขึ้นใหม่ แต่เป็นทักษะที่ถ่ายทอดผ่านช่างฝีมือจากรุ่นสู่รุ่นมาเป็นระยะเวลายาวนานนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยทางแบรนด์เคยได้ร่วมผลิตชิ้นงานกับเมซงจิวเวลรี่ชั้นนำหลายแบรนด์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Tiffany & Co., Cartier, Oscar Heyman และ Bvlgari ในการรังสรรค์นาฬิกาขนาดเล็กในรูปแบบจี้ เข็มกลัด และแหวน รวมถึงนาฬิกาสไตล์อวองการ์ด ที่ตกแต่งด้วยเทคนิคอีนาเมล การสลัก และการประดับอัญมณี อย่างนาฬิกา ‘Tutti Frutti’ ในปี 1929 นาฬิกาประดับอัญมณีหลากชนิดหลายสีสัน ที่รังสรรค์ขึ้นโดยช่างอัญมณีจากปารีสอย่าง Egouvillon Lafon & Cie Paris ภายในบรรจุคาลิเบอร์ 5/7SB กลไกขนาดเล็กที่สุด เท่าที่ Audemars Piguet เคยผลิตมา

Royal Oak Joaillerie ทั้งสองคอลเลกชันจึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญในอีกด้านของ Audemars Piguet และแสดงออกถึงความกล้าเดินทางสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างไม่เกรงกลัว

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่

รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026

Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

Seiko Power Design Project Collection 2 จากคอนเซ็ปต์วอทช์สุดไวรัลสู่การผลิตจริง เปิดตัวนาฬิกาโครโนกราฟดีไซน์หัวหมีแพนด้า

เมื่อความน่ารักระดับซูเปอร์สตาร์ถูกย่อส่วนมาไว้บนข้อมือ Seiko ปลุกปั้นคอนเซ็ปต์วอทช์ยอดฮิตให้ออกมาเป็นจริงกับรุ่น HHK001 ขาว-ดำ และ HHK002 ชมพู-ดำ

ครั้งหนึ่งเราจำได้ว่า เคยมีภาพเสียงหัวเราะเบาๆ ในห้องประชุมกองบรรณาธิการเมื่อปี 2024 ดังขึ้นทันทีที่หน้าจอโปรเจกต์เตอร์ฉายภาพคอนเซ็ปต์วอทช์หน้าตาประหลาดจาก Power Design Project ของ Seiko ขึ้นมา ใครจะไปคิดว่าแบรนด์ที่จริงจังกับการทำนาฬิกาดำน้ำและเครื่องมือบอกเวลาทนทานจะกล้าเอาหมีแพนด้ามายำรวมกับนาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟจนออกมาเป็นสิ่งที่คนในวงการแอบแซวกันลับๆ ว่ามันล้ำเส้นคำว่าน่ารักไปไกลโข แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าเสียงฮือฮาในวันนั้นไม่ได้เป็นแค่เรื่องตลกชั่วครั้งชั่วคราว เพราะล่าสุด Seiko ตัดสินใจเพิ่มโปรดัคในไลน์ผลิตจริงออกมาแล้วในชื่อรุ่น HHK001 ตัวขาวดำและ HHK002 ตัวสีชมพูละมุนที่ถอดแบบมาจากแพนด้าเกิดใหม่ โดยถอดชื่อเล่น Pandagraph ออกจากหน้าปัดแบบดื้อๆ ชนิดที่ใครพลาดเรือนนี้ไปต้องมีแอบเสียดายกันบ้างแหละ

ต้องบอกว่าการหยิบเอาความน่ารักระดับทะลุปรอทมาใส่ไว้บนเรือนเวลาสเตนเลสสตีลขนาดใหญ่แบบนี้มันคือความกล้าหาญที่ชวนให้ตั้งคำถาม ลองคิดดูสิว่าด้วยตัวเรือนทรงคุชชั่นกว้าง 43 มิลลิเมตร หนา 14.6 มิลลิเมตร แต่กลับวางระยะลักส์ทูลักส์ไว้ที่สั้นเต่อเพียง 44.1 มิลลิเมตรเท่านั้น ฟังดูอาจจะแปลกประหลาดไปหน่อย แต่เวลาทาบลงบนข้อมือแล้วมันไม่ได้ให้ความรู้สึกเทอะทะอย่างที่คิด ซึ่งการเลือกใช้โครงสร้างแบบบลูเฮด (Bullhead) ที่ย้ายปุ่มกดจับเวลาและเม็ดมะยมขึ้นไปอยู่ด้านบนของตัวเรือน ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องมะยมกระแทกหลังมือเวลาหักข้อมือแรงๆ เท่านั้น แต่ดีไซน์ของปุ่มกดทรงกลมสองฝั่งยังถูกเนรมิตให้กลายเป็นหูแพนด้าตั้งชูชันได้อย่างแนบเนียน เป็นความกวนประสาทในเชิงวิศวกรรมที่หาไม่ได้ง่ายๆ จากแบรนด์สวิสเมดราคาหลักแสน

หลายคนที่เคยส่ายหัวให้กับความเล่นใหญ่ของดีไซน์นี้อาจต้องเปลี่ยนใจ ถ้าได้ลองพลิกดูด้านหลัง ฝาหลังเหล็กทึบที่ปั๊มขึ้นรูปจำลองก้นและหางของหมีแพนด้าตัวจิ๋วเอาไว้ นี่คือรายละเอียดที่ทำให้แฟนๆ ตัวจริงถึงกับยิ้มมุมปาก ความใส่ใจในมุกตลกหน้าตายแบบนี้แหละที่ทำให้แบรนด์ญี่ปุ่นมักจะมีความลับสนุกๆ ซ่อนอยู่เสมอ

แม้ว่ากระจกหน้าปัดจะเลือกใช้ฮาร์ดเล็กซ์ (Hardlex) ตามฟอร์มของสายสปอร์ตจับต้องได้ และความสามารถในการกันน้ำจะถูกจำกัดไว้ที่ระดับ 30 เมตรพอกรุบกริบ แต่การใส่หัวใจกลไก Mecha-quartz คาลิเบอร์ 8T61 เข้ามาควบคุมจังหวะการเดิน ทำให้เข็มวินาทีสะบัดเดินด้วยความราบรื่นแบบกลไกจักรกลแท้ๆ พร้อมความแม่นยำบวกบลบ 15 วินาทีต่อเดือน ก็เพียงพอที่จะใช้งานจริงในชีวิตประจำวันแบบไม่ต้องมานั่งคอยตั้งเวลาใหม่ทุก 3 วัน

ถ้าลองกวาดสายตาลึกลงไปที่หน้าปัด สิ่งที่ดึงดูดสายตาคุณที่สุดไม่ใช่แค่พื้นผิวหน้าปัดที่จำลองขนแพนด้าฟูฟ่องหรือวงหน้าปัดย่อยสองวงที่ทำหน้าที่เป็นตาแพนด้า แต่คือสเกลวงแหวนสองชั้นรอบหน้าปัดที่เรียกว่า Sasameter ซึ่งคำว่า Sasa ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงต้นไผ่ อาหารโปรดของเจ้าหมีหน้าขาวดำ สเกลนี้ไม่ได้ใส่มาเท่ๆ นะ แต่มันถูกออกแบบมาให้คำนวณความเร็วสูงสุดของแพนด้าเวลาวิ่งทะยานบนพื้นดินที่ราวๆ ซัก 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความคิดสร้างสรรค์ระดับนี้สะท้อนชัดเจนว่าทีมออกแบบไม่ได้แค่แปะรูปสัตว์ลงไปบนหน้าปัดเรือนเวลา แต่พวกเขายอมทำการบ้านลงลึกถึงพฤติกรรมทางชีววิทยาเพื่อเอามาแปลงเป็นฟังก์ชันบนหน้าปัดได้อย่างน่าทึ่ง 

เมื่อขยับมามองเรื่องสายนาฬิกา เรือนนี้มาพร้อมกับหนังวัวสีขาวหรือสีชมพูที่ตัดเย็บมาคู่กัน ก่อนจะถูกเบรกความหวานด้วยการใช้ผ้าสำลีเลียนแบบขนสัตว์ตรงปลายสายและห่วงรัดสายชิ้นแรก แม้บนตัวคอนเซ็ปต์ดั้งเดิมขนมันจะฟูฟ่องจนน่ากลัวว่าความชื้นจะเล่นงานเอา แต่เวอร์ชันผลิตจริงนี้ทางแบรนด์เลือกที่จะลดทอนความยาวลงมาอยู่ในระดับที่พอดีตัว ทำให้สวมใส่ใช้งานจริงได้โดยไม่ต้องกลัวว่าข้อมือจะดูเหมือนตุ๊กตาหลุดโลก ส่วนสายสเตนเลสสตีลพ่นผิวแมตต์ Darkblast อาจไม่ได้ถูกนำมาใช้ แต่หัวเข็มขัดที่ทำจากวัสดุขัดแต่งเข้ากันก็ช่วยคอมพลีตลุคความสปอร์ตขี้เล่นได้อย่างลงตัวไม่แพ้กัน

น่ารักขนาดนี้แน่นอนว่าการผลิตย่อมมาพร้อมกับจำกัดจำนวนที่ 3,000 เรือนสำหรับรุ่นขาวดำ HHK001 และ 2,000 เรือนสำหรับรุ่นชมพู HHK002 สะท้อนให้เห็นว่านี่คือของเล่นชิ้นโตสำหรับนักสะสมที่ไม่ได้มองหามูลค่าการลงทุนระยะยาว แต่กำลังมองหาคาแรคเตอร์ที่แตกต่างบนข้อมือ ในยุคที่ตลาดนาฬิกามีแต่เรื่องจริงจังและตัวเลขราคาประมูลที่พุ่งทะยานอย่างไร้เหตุผล การมีนาฬิกาข้อมือที่กล้าฉีกยิ้มใส่ความตึงเครียดของโลกยุคปัจจุบันแบบนี้ก็นับว่าเป็นความสดชื่นที่คนรักนาฬิกาควรหาโอกาสลองสัมผัสดูสักครั้งในชีวิต 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Seiko Power Design Project Collection 2 (HHK001 รุ่นขาว-ดำ และ HHK002 รุ่นชมพู-ดำ)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L ขัดแต่งแบบปัดเงาและปัดด้าน ทรงคุชชั่น (Cushion-shaped) ดีไซน์แบบ Bullhead (เม็ดมะยมและปุ่มกดอยู่ด้านบน) ขนาด 43 มิลลิเมตร ระยะลักส์ทูลักส์ 44.1 มิลลิเมตร ความหนา 14.6 มิลลิเมตร ฝาหลังทึบสเตนเลสสตีลปั๊มลายก้นและหางแพนด้า กระจกหน้าปัด Hardlex และกันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดผิวสัมผัสจำลองขนแพนด้า มีให้เลือกสองสี (ขาว-ดำ และชมพู-ดำ) พร้อมวงหน้าปัดย่อยสองวงทรงตาแพนด้า และสเกลวงแหวนสองชั้น Sasameter สำหรับคำนวณความเร็วแพนด้า
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก) และระบบจับเวลาโครโนกราฟ (จับเวลา 60 นาที และเข็มวินาทีจับเวลาส่วนกลาง)
  • กลไก: กลไก Seiko 8T61 แบบ Mecha-quartz ความแม่นยำ ±15 วินาทีต่อเดือน ทนสนามแม่เหล็ก 4,800 A/m อายุการใช้งานแบตเตอรี่ประมาณ 3 ปี
  • สาย: สายหนังวัว (สีขาวหรือสีชมพู) ตกแต่งปลายสายและห่วงรัดด้วยวัสดุคล้ายผ้าสำลี พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลแบบพินบักเคิล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Patek Philippe WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 นิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้มีไฮไลต์เด็ดอะไรบ้าง
ครบรอบครึ่งศตวรรษแบบจับต้องได้ เมื่อ Raymond Weil ส่ง Millesime Jubilee Chronograph ออกมาสานต่อความสำเร็จ
ทองคำทั้งเรือนยังไม่พอ เมื่อ Armin Strom ขยายความอุ่นของ 18K Rose Gold เข้าไปถึงหัวใจของ Calibre AMW21

Longines ต่อยอดตำนานแห่งนาฬิกานักบินด้วย Longines Spirit Pilot และ Longines Spirit Pilot Flyback รุ่นใหม่  

ทุกรุ่นมาในเฉดสีน้ำเงินสด และความเที่ยงตรงระดับ COSC

Longines กับประวัติศาสตร์การบินนั้นเป็นของที่อยู่คู่กันมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930s ที่ทางแบรนด์ได้ร่วมผลิตนาฬิกาสำหรับนักบินเพื่อการคำนวณเวลาต่างไทม์โซนระหว่างบินข้ามเขตเวลา รวมถึงได้ร่วมผจญภัยทางอากาศกับวีรสตรีและวีรบุรุษแห่งโลกการบินอย่าง Amelia Earhart นักบินหญิงคนแรกที่บินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ Elinor Smith หนึ่งในนักบินหญิงผู้บุกเบิกแห่งวงการการบินของสหรัฐอเมริกา และ Richard Byrd นักบินนักสำรวจระดับตำนาน 

มาจนถึงวันนี้คอลเลกชัน Spirit ที่แจ้งเกิดในปี 2020 เพื่อยกย่องตำนานแห่งการบิน ก็ยังคงเป็นตัวแทนของนาฬิกานักบินที่ผสมผสานกลิ่นอายวินเทจเข้ากับความร่วมสมัย และความเที่ยงตรงอันน่าเชื่อถือ ล่าสุด Longines ยังคงสานต่อตำนานแห่งนาฬิกานักบินที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของแบรนด์ด้วยการเติมเต็มคอลเลกชัน Spirit ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผ่าน Longines Spirit Pilot 2 รุ่นใหม่ และ Longines Spirit Pilot Flyback อีก 2 รุ่นด้วยกัน 

Longines Spirit Pilot – นาฬิกานักบินสำหรับทุกวัน

บางคนอาจจะคิดว่า นาฬิกานักบินอาจจะต้องอัดแน่นด้วยฟังก์ชันแสดงค่าต่างๆ บนหน้าปัด แต่ Longines Spirit Pilot เป็นนาฬิกานักบินที่เน้นความเรียบง่ายเป็นหัวใจหลัก โดยเน้นการอ่านค่าบนหน้าปัดได้ในทันทีที่เหลือบมองหน้าปัดนาฬิกา เราจึงได้เห็นว่า ภายใต้ความเรียบง่ายของรายละเอียดบนหน้าปัดของ Longines Spirit Pilot รุ่นใหม่ ผ่านการคิดคำนวณมาแล้วว่า เมื่ออยู่บนหน้าปัดสีน้ำเงินสดผิวแมตต์ เฉดสีใหม่ล่าสุดนี้ หลักชั่วโมงตัวเลขอารบิกแบบนูน รางนาทีเส้นสายสะอาดตา รวมถึงชุดเข็มนาฬิกาขอบสีเงิน ล้วนโดดเด่นตัดกับหน้าปัดโทนสีเย็นผิวแมตต์ตัดแสงสะท้อนได้เป็นอย่างดี    

สีสันใหม่ที่สะท้อนจิตวิญญาณนักบินของ Longines ติดตั้งอยู่บนตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 39 มม. มีทั้งรุ่นที่มาพร้อมสายสเตนเลสสตีล และรุ่นสายยางสีน้ำเงินสดรับกับหน้าปัด ทั้งสองแบบมีเสน่ห์ในสไตล์สปอร์ตที่ดูแตกต่างกันไปคนละแบบ แต่สวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ง่ายทั้งคู่ โดยเฉพาะรูปแบบตัวเรือนที่ออกแบบมาให้โอบรับกับสรีระข้อมือได้ดี ที่สำคัญมันไม่ได้ดูหวือหวา หรือสะดุดตาเกินไปจนไม่กล้าที่หยิบออกมาใส่ในวันทำงาน หรือวันพักผ่อนสบายๆ 

ส่วนกลไกภายในนั้นขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ L888.4 สิทธิบัตรเฉพาะของ Longines  มาพร้อมบาลานซ์สปริงทำจากซิลิคอน ทำให้สามารถต้านทานสนามแม่เหล็กได้อย่างดีเยี่ยม มอบพลังงานสำรองนานสูงสุด 72 ชั่วโมง และยังได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC เรียกได้ว่า ถึงแม้จะเป็นนาฬิกาสามเข็มที่ดูเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อน แต่กลไกภายในนั้นเชื่อถือได้ว่า ผ่านมาตรฐานที่นักบินไว้วางใจ 

Longines Spirit Pilot Flyback – ความเที่ยงตรงอันเหนือชั้น

ถ้าหากอยากสัมผัสกับความรู้สึกของนักบินในยุค 30s ที่ไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคใดๆ ช่วยวัดค่าต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ มีเพียงนาฬิกาข้อมือเท่านั้นเป็นอุปกรณ์คู่ใจ Longines Spirit Pilot Flyback สองรุ่นใหม่น่าจะตอบโจทย์ คนที่หลงใหลในฟังก์ชันโครโนกราฟที่สามารถใช้คำนวณความเร็วในการเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะกลไกฟลายแบ็กโครโนกราฟที่ทางแบรนด์ได้จดสิทธิบัตรมาตั้งแต่ปี 1935 

แน่นอนว่า ด้วยความที่มีการใส่กลไกฟลายแบ็กโครโนกราฟเข้ามา การแสดงค่าบนหน้าปัดจึงต้องมีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่การคุมโทนสีน้ำเงินสดตัดกับรายละเอียดสเกลมาตรวัดค่าต่างๆ อย่าง เข็มนาฬิกาสีเงินและตัวเลขอารบิกแบบนูน เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova®  และการออกแบบเลย์เอาต์อย่างสมมาตร ยังทำให้การอ่านค่าต่างๆ บนหน้าปัดสามารถทำได้อย่างง่ายดาย 

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลมาในขนาด 39.5 มม. ขนาดใหญ่กว่ารุ่นสามเข็มเล็กน้อย ตัวเรือนหนา 13.4 มม. ซึ่งถือว่ากำลังพอเหมาะ มาพร้อมขอบตัวเรือนแบบหมุนได้สองทิศทาง แทรกเซรามิกสีน้ำเงินพร้อมฟังก์ชันสเกลนับถอยหลัง คุมโทนกลมกลืนกับหน้าปัดแต่ยังคงอ่านค่าได้ง่ายเช่นเคย และอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงความใส่ใจในการเป็นนาฬิกาโครโนกราฟนักบินที่สวมใส่ได้ทุกวันคือการเลือกจับคู่กับสายสเตนเลสสตีลพร้อมบานพับล็อกแบบปรับระดับได้อย่างละเอียด และสายยางสีน้ำเงินที่มาพร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มและระบบเปลี่ยนสายที่สะดวกง่ายดายเช่นกัน

ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ L792.4 สิทธิบัตรเฉพาะของ Longines ที่อวดโฉมอย่างภาคภูมิใจผ่านฝาหลังขันเกลียวแบบโปร่งใส มาพร้อมซิลิคอนบาลานซ์สปริงที่มอบคุณสมบัติต้านทานสนามแม่เหล็กเป็นเลิศ ส่วนหัวใจสำคัญอย่างกลไกจับเวลาแบบคอลัมน์วีลพร้อมฟังก์ชันฟลายแบ็กก็เชื่อมั่นได้ว่า นี่คือนาฬิกาที่สามารถจับเวลาได้อย่างแม่นยำราวกับนาฬิกานักบินมืออาชีพ แต่มาในรูปลักษณ์ที่เรียบง่าย สบายตา และสามารถหยิบมาใส่ได้ทุกวันอย่างไม่ขัดเขิน 

ข้อมูลทางเทคนิค

Longines Spirit Pilot

  • รหัส: L3.809.4.93.9 และ L3.809.4.93.6
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ L888.4 ความถี่ 25,200 รอบต่อชั่วโมง พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินผิวแมตต์ เข็มนาฬิกาสีเงินขัดเงา หลักชั่วโมงเลขอารบิก เคลือบ Super-LumiNova®
  • สาย: สายยางสีน้ำเงิน หรือ สายสเตนเลสสตีล ตัวล็อกแบบพับนิรภัยคู่พร้อมระบบปรับสายอย่างละเอียด

Longines Spirit Pilot Flyback

  • รหัส: L3.721.4.93.9 และ L3.721.4.93.6
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ คาลิเบอร์ L792.4 ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง พลังงานสำรอง 68 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็กที่ 9 นาฬิกา โครโนกราฟ เข็ม 60 วินาทีตรงกลางและหน้าปัดวงทดเวลา 30 นาทีที่ 3 นาฬิกา
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39.5 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินผิวแมตต์ เข็มนาฬิกาสีเงินขัดเงา หลักชั่วโมงเลขอารบิก เคลือบ Super-LumiNova®
  • สาย: สายยางสีน้ำเงิน หรือ สายสเตนเลสสตีล ตัวล็อกแบบพับนิรภัยคู่พร้อมระบบปรับสายอย่างละเอียด

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Longines แต้มสีฟ้าลงบนหน้าปัดที่เคยเคร่งขรึม ในรุ่น Conquest Heritage Central Power Reserve

First Watch (นาฬิกาเรือนแรก): เริ่มต้นเส้นทางนักสะสมกับ 5 นาฬิการะดับเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับปี 2026

เจาะลึกเบื้องหลังเสน่ห์แห่งนาฬิกาเครื่องมือ: ทำไมของที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานหนัก ถึงกลายเป็นของหรูหราที่คนโหยหา?

Must Have 5 นาฬิกาข้อมือไอคอนิก ที่สะท้อนบุคลิกและพลังงานบวกในมุมมองของคนรักนาฬิกา 

สำรวจ 5 นาฬิการุ่นเด่นที่ทำหน้าสะท้อนพลังงาน รสนิยม และตัวตนที่แตกต่างในแบบที่เป็นคุณ

เสียงเคาะกระจกตู้โชว์เบาๆ ในห้องรับรองวีไอพีของงานนาฬิกายังคงดังก้องอยู่ในหัวทุกครั้งที่มีใครสักคนหยิบเอาเรื่องบุคลิกบนข้อมือมาแชร์กันในวงกาแฟ การเลือกเรือนเวลาสักเรือนไม่เคยเป็นเรื่องของการบอกเวลา แต่มันคือการเลือกเฉดสีให้ชีวิต และเป็นพื้นที่สนุกๆ ในการสะท้อนรสนิยมของคนใส่ได้อย่างน่าทึ่ง

Must Have 5 นาฬิกาข้อมือ
Must Have 5 นาฬิกาข้อมือ 5 บุคลิกที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ

The Quiet Sophisticate 

เปิดประเดิมเรือนแรกด้วยความคลาสสิกเหนือกาลเวลาอย่าง Cartier Tank Louis Cartier เรือนทองคำเยลโลว์โกลด์ขนาด 33.7 คูณ 25.5 มม. ระบบไขลานดั้งเดิม มันคือความภูมิฐานในแบบที่แทบไม่ต้องกระดิกตัวพูดอะไรเลย คนที่หยิบเรือนนี้ออกจากกล่องในเช้าวันจันทร์มักเป็นคนที่รักความเนี้ยบ มีความมั่นใจในความเรียบหรู และชอบความสง่างามที่คุมโทนได้อย่างลงตัว ลองนึกภาพตามนะว่าเวลาไปนั่งประชุมงานสำคัญแล้วขยับแขนเสื้อเชิ้ตให้เห็นเหลี่ยมมุมของทองคำแท่งเล็กๆ บนข้อมือ มันให้ความรู้สึกอบอุ่นและทรงพลังอย่างนุ่มนวล เป็นความเรียบง่ายที่ทรงคุณค่าและพร้อมส่งพลังบวกให้คนรอบข้างได้เสมอ

Must Have 5 นาฬิกาข้อมือ

The Creative Eye 

กระโดดข้ามไปฝั่งที่เต็มไปด้วยรายละเอียดสนุกๆ อย่าง Chronoswiss Small Second Blue Orbit ขนาด 40 มม. มาพร้อมด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลที่อัดแน่นด้วยงานกิโยเช่บนหน้าปัดสีฟ้าสดใส ครั้งแรกที่เห็นเรือนนี้ในงานเปิดตัว พลังงานความสร้างสรรค์มันพุ่งทะยานออกมาทันที เชื่อว่าคนที่เลือกนาฬิกาสไตล์นี้มักจะมีสายตาเฉียบคม มองเห็นความงามในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และรักงานศิลปะเป็นชีวิตจิตใจ การปล่อยให้กลไกและลวดลายวิ่งวนอยู่บนหน้าปัดมันคือการเติมสีสันให้วันธรรมดากลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ใครที่อยู่ใกล้คนกลุ่มนี้มักจะได้มุมมองไอเดียใหม่ๆ กลับไปเสมอ

The Modern Adventurer 

เราลองมาเปลี่ยนบรรยากาศจากห้องแอร์ไปสัมผัสความสดชื่นกลางแจ้งกันบ้างกับเรือนนี้เลย Blancpain Fifty Fathoms Automatique 42 มม. เรือนสเตนเลสสตีลที่ตอบโจทย์สายลุยผู้รักการผจญภัย บ่อยครั้งที่เราจะเห็นพลังความกระตือรือร้นซ่อนอยู่ใต้ความสุขุม ยิ่งได้ฟังเสียงขอบตัวเรือนหมุนดังคลิกๆ แบบแน่นหนา มันยิ่งให้ความรู้สึกพร้อมออกเดินทางไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะบนคอร์ตเทนนิสหรือการเดินทางไกล เรือนนี้สะท้อนคาแรคเตอร์ของคนที่รักความท้าทาย มีพลังงานเหลือล้น และมองโลกในแง่ดีเรียกว่าพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์อยู่เสมอ

The Rule Breaker 

มาต่อกันที่ความสนุกของการทดลองสิ่งใหม่ที่ยังคงสะท้อนผ่าน Bulgari Octo Finissimo Ultra ตัวเรือนคาร์ไบด์ไทเทเนียมความบางเฉียบระดับนวัตกรรม จำได้ว่าวันแรกที่ได้ลองหยิบเรือนนี้ขึ้นมาสัมผัสทาบบนข้อมือของเรา ความรู้สึกแรกคือความตื่นเต้นกับความก้าวหน้าทางวิศวกรรม คนที่หลงรักเรือนนี้คือผู้นำเทรนด์ตัวจริงที่มีความคิดสร้างสรรค์ล้ำสมัย กล้าที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ และมองว่าทุกข้อจำกัดคือพื้นที่ในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าเดิม พลังงานของคนกลุ่มนี้มักจะขับเคลื่อนให้คนรอบข้างรู้สึกตื่นตัวและอยากพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

The Connoisseur 

เราปิดท้ายกันด้วยความประณีตระดับมาสเตอร์พีซกับ A. Lange & Söhne 1815 Up/Down เรือนพิงก์โกลด์ ขนาด 39 มม. ที่เปิดโอกาสให้ชื่นชมกลไกไขลานคาลิเบอร์ L051.2 ผ่านฝาหลังกระจกใส คนที่เลือกแบรนด์นี้คุณคือผู้ที่เข้าใจคุณค่าของงานฝีมืออย่างแท้จริง มีความใส่ใจในรายละเอียดเชิงลึก และมีความสุขกับการใช้เวลาเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้ง ความเยือกเย็นและรอบคอบของพวกเขาคือศูนย์กลางความน่าเชื่อถือที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่ได้ร่วมงานด้วย

พอนั่งไล่เรียงดูทั้ง 5 เรือนนี้ทีละเปลาะ มันทำให้เห็นรอยยิ้มและพลังงานบวกที่ซ่อนอยู่หลังเรือนเวลาแต่ละแบบ สุดท้ายแล้วนาฬิกาบนข้อมือไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเวลา แต่มันคือเพื่อนคู่ใจที่คอยส่งต่อความมั่นใจและเติมเต็มพลังให้เราพร้อมออกไปใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง แล้ววันนี้เรือนไหนบนข้อมือที่กำลังส่งพลังบวกให้คุณอยู่ล่ะ?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Patek Philippe WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 นิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้มีไฮไลต์เด็ดอะไรบ้าง
ครบรอบครึ่งศตวรรษแบบจับต้องได้ เมื่อ Raymond Weil ส่ง Millesime Jubilee Chronograph ออกมาสานต่อความสำเร็จ
ทองคำทั้งเรือนยังไม่พอ เมื่อ Armin Strom ขยายความอุ่นของ 18K Rose Gold เข้าไปถึงหัวใจของ Calibre AMW21

Gerald Charles Maestro GC Sport Tennis Turquoise Edition นาฬิกาสปอร์ต ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทกบนคอร์ตเทนนิส

เมื่อเรือนเวลารสชาติจัดจ้านจากแบรนด์อิสระสลัดคราบความเรียบร้อย ลงสนามหวดลูกสักหลาดด้วยตัวเรือนไทเทเนียมน้ำหนักเบาและเฉดสีฟ้าทอร์ควอยซ์สะดุดตา

เสียงหวดลูกเทนนิสดังกระทบไม้แร็กเกตบนคอร์ตดินอาจเป็นเรื่องปกติของฤดูแข่งขัน แต่ภาพนาฬิกาสปอร์ตเรือนหรูบนข้อมือนักกีฬาอาชีพที่ต้องรับแรงเหวี่ยงระดับห้าจีโดยเครื่องไม่รวนคือเรื่องที่ชวนให้คนวงการนาฬิกายืนมองตาค้าง ล่าสุด Gerald Charles เลือกที่จะทลายกรอบความเรียบร้อยของห้องรับรองแขกวีไอพีด้วยการส่งรุ่น Maestro GC Sport Tennis Turquoise Edition ลงไปวิ่งพล่านบนคอร์ตหญ้าและคอร์ตดินอย่างไร้ความเกรงใจด้วยตัวเรือนทรงประหลาดที่ถอดแบบมาจากสถาปัตยกรรมบาโรก

ใครที่คุ้นเคยกับทรงอสมมาตรอันเย่อหยิ่งของ Gérald Genta คงจำความรู้สึกแรกที่ได้สัมผัสตัวเรือนซีรีส์ Maestro ได้ดี มันคือความประหลาดใจที่ผสมผสานความเก้ๆ กังๆ เวลาที่เราทาบลงบนข้อมือกลมๆ ทั่วไป แต่เชื่อหรือไม่ว่าทีมบริหารยุคปัจจุบันภายใต้การนำของตระกูล Ziviani กลับกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดดึงเอาดีไซน์เด่นนี้มาตีโจทย์ใหม่ให้กลายเป็นนาฬิกาสปอร์ตสายฮาร์ดคอร์

ข้อถกเถียงเรื่องความสมมาตรถูกปัดตกไปทันทีเมื่อวัสดุที่เลือกใช้คือไทเทเนียมเกรด 5 พ่นผิวแบบ Darkblast ชนิดที่เรียกว่าด้านสนิทไร้เงาสะท้อน น้ำหนักรวมเบาหวิวแค่ 64 กรัม ชนิดที่ใส่ตีสแมชลูกหน้าเน็ตแรงแค่ไหนก็แทบไม่รู้สึกถ่วงข้อมือ ส่วนเม็ดมะยมนั้นถูกย้ายไปแอบอยู่ฝั่งซ้ายของตัวเรือนแบบเบ็ดเสร็จ ปัญหาเรื่องมะยมกระแทกหลังมือเวลาหักข้อมือแรงๆ จึงถูกแก้เกมได้อย่างชาญฉลาดโดยไม่ต้องรอให้ใครมาท้วงติง

ส่วนตัวมองว่าความน่าสนใจมันขยับมาอยู่ที่หน้าปัดสีฟ้าทอร์ควอยซ์สว่างจ้าที่มีพื้นผิวแบบเกรเดียนต์ไล่เฉดเข้มอ่อน ชวนให้นึกถึงสีของท้องฟ้าตัดกับพื้นคอร์ตฮาร์ดคอร์ทกลางแดดจัด การเลือกใช้เครื่องหมายบอกนาทีแบบรางรถไฟสีขาวล้อมรอบหน้าปัด พร้อมตัวเลขอราบิกแบบฟอนต์เฉพาะตัวที่ตำแหน่ง 3, 9 และ 12 นาฬิกา ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองหน้าปัดนาฬิกาวินเทจหลุดโลกที่ถูกตีความใหม่ด้วยความโมเดิร์นแบบฉบับนีโอคลาสสิก

ช่องหน้าต่างวันที่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ถูกวางกรอบไว้อย่างพอเหมาะพอเจาะแบบไม่ไปเบียดบังพื้นที่การมองเห็น เคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova สีขาวที่อัดแน่นอยู่ในเข็มและหลักชั่วโมงพร้อมใจกันเรืองแสงสีเขียวเข้มข้นในยามค่ำคืน แม้จะไม่ได้ใช้งานในสนามมืด แต่เรื่องความคมชัดในการอ่านค่าต้องยกเครดิตให้ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้นี่แหละ

ข้ามฝั่งมามองเรื่องกลไกที่ซ่อนอยู่ข้างหลังฝาผนังแซฟเฟอร์ จะใช้ตัวเครื่องคาลิเบอร์ GCA2001 ซึ่งเป็นผลงานการผลิตจากสำนักแต่งกลไกชื่อดังอย่าง Vaucher Manufacture Fleurier ความบางระดับ 3.7 มิลลิเมตร บนตัวเรือนรวมหนาเพียง 9 มิลลิเมตร คือตัวเลขที่น่าตกใจสำหรับนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ท่ามกลางกระแสการใส่กลไกหนาเตอะเพื่อกันกระแทก แบรนด์นี้เลือกใช้การปรับแต่งเชิงวิศวกรรมด้วยการเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทกขึ้นอีก 40% พร้อมทั้งปรับแต่งโรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติสีทองประดับลวดลายรังผึ้งเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ลานถูกดึงจนแน่นเกินไปยามที่ผู้สวมใส่สะบัดข้อมืออย่างรุนแรง ส่วนพลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง อาจไม่ใช่ตัวเลขที่หวือหวาที่สุดในตลาดปัจจุบัน แต่เมื่อแลกมากับความบางเฉียบและน้ำหนักเบาหวิวระดับนี้ มันคือการประนีประนอมที่คนรักกลไกชั้นสูงน่าจะพอใจ

ส่วนการเลือกใช้สายเท็กซ์เจอร์เวลโครสีทอร์ควอยซ์ที่เย็บมาอย่างประณีตจับคู่กับหัวเข็มขัดไทเทเนียม Darkblast ยิ่งตอกย้ำถึงภาพลักษณ์ความสปอร์ตแบบไม่ต้องพยายามแอคทีฟ เป็นการปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ ของนาฬิกาข้อมือราคาสมเหตุสมผล ให้กลายมาเป็นเพื่อนคู่ใจบนสนามแข่ง ที่สำคัญจำกัดจำนวนเพียง 100 เรือนทั่วโลก ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าได้กล้าเสียของแบรนด์อิสระที่ไม่อยากเดินตามรอยใคร การหยิบเรือนนี้ขึ้นมาคาดข้อมือจึงไม่ใช่แค่การบอกเวลา แต่เป็นการประกาศตัวกลายๆ ว่าเจ้าของเรือนเวลาเรือนนี้ไม่ได้มองหาความปลอดภัยในกรอบเดิมๆ ของโลกนาฬิกาสวิสอย่างแน่นอน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 พ่นผิวแบบแมตต์ Darkblast ขนาด 39 มิลลิเมตร x 41 มิลลิเมตร ความหนา 9 มิลลิเมตร (น้ำหนักรวม 64 กรัม) เม็ดมะยมขันเกลียวฝั่งซ้าย กระจกหน้าและหลังทำจากแซฟเฟอร์ กันน้ำลึก 100 เมตร และทนแรงกระแทกได้ถึง 5G
  • หน้าปัด: สีฟ้าทอร์ควอยซ์พื้นผิวเกรเดียนต์ไล่เฉด สเกลรางรถไฟสีขาว ตัวเลขอราบิกที่ตำแหน่ง 12, 3 และ 9 นาฬิกา พร้อมช่องแสดงวันที่ที่ 6 นาฬิกา เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova สีขาว (เรืองแสงสีเขียว)
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที (แบบ Hacking) และวันที่
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติความบางพิเศษ Calibre GCA2001 ผลิตโดย Vaucher Manufacture Fleurier ความหนา 3.7 มิลลิเมตร ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz) สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง และเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทกขึ้น 40%
  • สาย: สายเวลโคร (Velcro) เท็กซ์เจอร์สีทอร์ควอยซ์ พร้อมหัวเข็มขัดไทเทเนียม Darkblast

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Patek Philippe WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 นิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้มีไฮไลต์เด็ดอะไรบ้าง
ครบรอบครึ่งศตวรรษแบบจับต้องได้ เมื่อ Raymond Weil ส่ง Millesime Jubilee Chronograph ออกมาสานต่อความสำเร็จ
ทองคำทั้งเรือนยังไม่พอ เมื่อ Armin Strom ขยายความอุ่นของ 18K Rose Gold เข้าไปถึงหัวใจของ Calibre AMW21

Mido ฉีกกรอบเดิมๆ ด้วย Multifort TV Big Date Día de los Muertos Alebrijes Special Edition

นาฬิกาลายหัวกะโหลกสีสันจัดจ้านบนหน้าปัดทรงทีวี

สำหรับภาพหัวกะโหลกสีสันจัดจ้านบนหน้าปัดทรงทีวีอาจไม่ใช่ภาพที่คุณคาดหวังว่าจะได้เห็นจากแบรนด์สวิสเก่าแก่ แต่ Mido กล้าฉีกกรอบเดิมๆ ด้วยการยกเอาเทศกาลเฉลิมฉลองความตายของชาวเม็กซิกันมาไว้บนข้อมือแบบไม่มีใครยอมใคร

เมื่อพูดถึงคอลเลกชัน Multifort TV Shape หลายคนคงคุ้นชินกับหน้าปัดทรงเรขาคณิตมนๆ ที่ให้กลิ่นอายความเรโทรยุค 70s แต่การมาถึงของรุ่นพิเศษอย่าง Día de los Muertos Alebrijes กลับทำให้วงการนาฬิกาต้องหันมามองใหม่ เพราะนี่คือครั้งแรกที่ลวดลาย Calavera หรือหัวกะโหลกประดับประดาด้วยสิ่งมีชีวิตในจินตนาการอย่าง Alebrijes นั้นถูกย่อส่วนมาอยู่บนหน้าปัด ความพีคคือการใช้แล็กเกอร์ไล่เฉดสีละลานตากว่า 12 เฉดสี บนพื้นผิวที่ไล่ระดับจากสีเทาเข้าสู่ความมืดของโทนสีดำ แถมยังซ่อนความแสบสันด้วยการแต้มสารเรืองแสง Super-Luminova ถึง 3 สี ให้เรืองแสงแข่งกับความมืดได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ (ลุคเหมาะมากกับฮาโลวีนในเดือนนี้)

ถ้าดูใกล้ๆ เราจะเห็นรายละเอียดที่ชวนอมยิ้มอยู่ตรงช่องบอกวันที่ขนาดใหญ่ (Big Date) ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งตัวเลข “1” จะถูกดีไซน์ให้กลายร่างเป็นรูปกระดูกชิ้นเล็กๆ เพื่อให้เข้ากับธีมงานศพแบบฉบับเม็กซิกัน แบบไม่ต้องพยายามขรึมเหมือนนาฬิกาสวิสทั่วไป ส่วนตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร จะเป้นการขัดซาตินสลับกับขัดเงา รับกับขอบหน้าปัดด้านในที่ออกแบบมาอย่างไร้ที่ติ

ทีนี้มาดูเครื่องในเราจะพบกับกลไกอัตโนมัติ Caliber 80 ตัวเก่งที่ให้พลังงานสำรองยาวนานเหลือๆ ถึง 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริง Nivachron™ ที่ไม่กลัวสนามแม่เหล็ก แล้วครอบทับด้วยกระจกแซฟเฟอร์เคลือบกันสะท้อนทั้งสองด้าน

ส่วนเรื่องความคุ้มค่า ส่วนตัวมองว่า Mido ไม่เคยทำให้คนรักสายเปลี่ยนลุคต้องผิดหวัง เพราะในกล่องจัดเต็มให้มาถึง 3 สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสายสเตนเลสสตีลคลาสสิก สายถัก Milanese ลุคเนี๊ยบหรู และสายยางสีแดงสดที่ปั๊มนูนลายกราฟิกตอกย้ำความจัดจ้าน ทุกเส้นจะมาพร้อมกับระบบเปลี่ยนสายแบบถอดเร็ว (Quick-release) ที่คนขี้เบื่อต้องเลิฟ เพราะแค่ปลดสลักก็เปลี่ยนลุคจากหนุ่มออฟฟิศเป็นสายแฟชั่นจัดจ้านได้ทันที สะดวกสบายมาก

ใครที่กำลังเบื่อหน้าปัดสีเงินหรือสีน้ำเงินเรียบๆ แบบเดิมๆ การได้ลองหยิบเรือนเวลาที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าและวัฒนธรรมประเพณีแบบนี้มาใส่ข้อมือ ก็เป็นวิธีแก้เบื่อที่ทำให้นึกสนุกขึ้นมาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: MIDO Multifort TV Big Date Día de los Muertos Alebrijes Special Edition
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40 มิลลิเมตร ผ่านการขัดซาตินสลับขัดเงา พร้อมกระจกคริสตัลแซฟเฟอร์เคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน และฝาหลังแบบขันเกลียวโปร่งใส
  • หน้าปัด: ไล่ระดับจากสีเทาสู่สีดำ ประดับลวดลายหัวกะโหลก (Calavera) และสิ่งมีชีวิตในจินตนาการ (Alebrijes) เคลือบแล็กเกอร์ 12 เฉดสี พร้อมสารเรืองแสง Super-Luminova 3 สี และช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ (Big Date) ที่ดีไซน์เลข 1 เป็นรูปกระดูก
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ (Big Date) รองรับการกันน้ำลึก 10 บาร์ (100 เมตร)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Caliber 80 สำรองพลังงานสูงสุด 80 ชั่วโมง พร้อมบาลานซ์สปริง Nivachron™
  • สาย: จัดเต็มมาให้ 3 สไตล์ ได้แก่ สายสเตนเลสสตีล, สายสเตนเลสสตีลแบบถัก (Milanese Strap) และสายยางสีแดงปั๊มลายนูน พร้อมระบบเปลี่ยนสายแบบถอดเร็ว (Quick-release)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Patek Philippe WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 นิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้มีไฮไลต์เด็ดอะไรบ้าง
ครบรอบครึ่งศตวรรษแบบจับต้องได้ เมื่อ Raymond Weil ส่ง Millesime Jubilee Chronograph ออกมาสานต่อความสำเร็จ
ทองคำทั้งเรือนยังไม่พอ เมื่อ Armin Strom ขยายความอุ่นของ 18K Rose Gold เข้าไปถึงหัวใจของ Calibre AMW21

Fabrizio Buonamassa Stigliani กับเส้นทางเบื้องหน้าอันน่าตื่นเต้นของ Bvlgari

ทิศทางข้างหน้าของ Bvlgari จะเป็นเช่นไร ชายผู้นี้มีคำตอบ

เมื่อไม่นานมานี้ Revolution Thailand ได้มีโอกาสสนทนากับ Fabrizio Buonamassa Stigliani – Product Creation Executive Director แห่งแผนกนาฬิกาของ Bvlgari เมื่อครั้งเขาเดินทางมาแนะนำนาฬิการุ่น Novelties ที่เพิ่งเปิดตัวในงาน Watches and Wonders 2026 ให้สื่อมวลชนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดพร้อมกับสอบถามข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับนาฬิการุ่นใหม่ๆ และทิศทางข้างหน้าของแบรนด์ในวันที่แผนกนาฬิกาเติบโตขึ้น และมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของคนรักนาฬิกาในกลุ่มที่กว้างขึ้นเช่นกัน ทิศทางข้างหน้าของ Bvlgari จะเป็นเช่นไร เราจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นหลังจากนี้บ้าง คงไม่มีใครให้คำตอบได้ชัดเจนมากกว่า Fabrizio Buonamassa Stigliani อีกแล้ว

จากที่เราได้เห็นการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ทั้งหมดในปีนี้ จะเห็นได้ว่า คุณสามารถลดขนาด Octo Finissimo ลงมาให้เหลือ 37 มม.ได้สำเร็จแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก้าวต่อไปของนาฬิการุ่นนี้คืออะไร

เรามีไอเดียอีกเยอะมากครับ เพราะเราออกแบบนาฬิการุ่นนี้ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น เราจะทดลองกับสายโลหะแบบใหม่ๆ รวมถึงหน้าปัดหลากหลายรูปแบบ บางทีเราอาจได้เห็นหน้าปัดหินบน Octo เป็นครั้งแรกก็เป็นได้ ที่ผ่านมาเราไม่สามารถทำได้ เพราะหน้าปัดของ Octo Finissimo นั้นบางมากจนไม่สามารถใช้หินมาเป็นวัสดุทำหน้าปัดได้ แต่ตอนนี้เราอยากลองใช้หินดูบ้าง หรือแม้แต่หน้าปัดแบบ pavé ก็อาจจะได้เห็นเป็นครั้งแรกบน Octo Finissimo ด้วยเช่นกัน

Octo Finissimo 37 mm

นอกจากนี้ เรายังอยากทดลองใช้วัสดุใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งลองผลิตนาฬิการุ่นนี้ในรูปแบบ Two-Tone เป็นครั้งแรก ตอนนี้ Octo Finissimo 37 mm มีทั้งไทเทเนียมและทองคำแยกกันอยู่แล้ว แต่ในอนาคตอาจมีเวอร์ชันที่ผสมทั้งสองวัสดุในเรือนเดียว เช่น ตัวเรือนไทเทเนียม ขอบตัวเรือนทองคำ สายผสมไทเทเนียมและทองคำ เรายังต้องรอดูกันต่อไป แต่สำหรับเรา นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่สำคัญมาก เพราะหลังจากรุ่น 40 มม. แล้ว รุ่น 37 มม. ถือเป็นนาฬิกาที่สำคัญที่สุดของเรา

ว่าแต่คุณมีแผนที่จะทำ Octo Finissimo ให้เล็กลงกว่านี้อีกไหม

เป็นคำถามที่น่าสนใจมากครับ เรามีไอเดียบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทุกวันนี้ Octo Finissimo ยังเป็นนาฬิกาสำหรับผู้ชาย ส่วน Serpenti เป็นนาฬิกาสำหรับผู้หญิง แต่เราก็เห็นผู้หญิงจำนวนมากที่ชอบใส่นาฬิกาผู้ชาย ดังนั้นหนึ่งในเหตุผลที่เราพัฒนา Octo Finissimo 37 mm ขึ้นมาก็เพื่อให้ผู้หญิงสามารถสวมใส่ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง เรามีไอเดียที่ค่อนข้างบ้าบิ่นหลายอย่าง แต่ต้องรอดูในอนาคต เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับศักยภาพการผลิตและการพัฒนากลไกที่เหมาะสม เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่ย่อขนาด Octo Finissimo แล้วใส่กลไกควอตซ์ เพราะสำหรับเรานั่นมันไม่มีเหตุผลเลย แต่เรามีไอเดียในเรื่องนี้อยู่ครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกไอเดียจะถูกนำมาผลิตจริง

แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับเรา Serpenti ก็ยังเป็นไอคอนสำหรับผู้หญิง ส่วน Octo Finissimo ก็ยังเป็นนาฬิกาสำหรับผู้ชาย ซึ่งแน่นอนว่า ทุกวันนี้เส้นแบ่งเรื่องเพศแทบไม่มีความหมายอีกแล้ว เราเห็นนักสะสมนาฬิกาหลายคนใส่นาฬิกาเรือนเล็ก ซึ่งเมื่อก่อนถือว่าเป็นนาฬิกาผู้หญิง หรือกระแสวินเทจกำลังกลับมาอย่างมาก แต่สำหรับ Bvlgari เราไม่ได้มีแนวคิดแบบนั้น เมื่อเทียบกับแบรนด์สวิสหลายๆ แบรนด์ ประวัติศาสตร์ด้านนาฬิกาของเรายังสั้นกว่า เพราะแม้ Bvlgari จะเริ่มทำนาฬิกามาตั้งแต่ร้อยปีก่อน แต่ในช่วงแรกก็เป็นเพียง Jewelry Watch เท่านั้น การเข้าสู่วงการนาฬิกาอย่างจริงจังเกิดขึ้นในยุคช่วงทศวรรษ 1970 ดังนั้นเราไม่ได้มีคลังผลงานเก่ามหาศาลที่จะนำกลับมาทำใหม่เหมือนหลายแบรนด์ เราอยากมุ่งไปสู่ความร่วมสมัยมากกว่า

ถ้าหากคุณมีโอกาสได้ชุบชีวิตนาฬิการุ่นวินเทจของ Bvlgari มีนาฬิการุ่นเก่ารุ่นไหนที่คุณอยากนำกลับมาตีความใหม่อีกครั้งไหม

ไม่มีเลยครับ เพราะผมไม่ได้มีทัศนคติแบบนั้น

บางครั้งการนำนาฬิกาวินเทจมาตีความใหม่ก็เหมือนกับว่า…คุณไม่มีไอเดียใหม่แล้ว เลยเปิดลิ้นชัก หยิบแบบจากยุค ’50s หรือยุค ’70s มาทำใหม่ ในฐานะนักออกแบบ ผมรู้สึกว่ามัน น่าเบื่อพอสมควร

Fabrizio Buonamassa Stigliani – Product Creation Executive Director แห่งแผนกนาฬิกาของ Bvlgari

แต่แน่นอนว่ามันเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย เพราะผู้คนรู้จักนาฬิการุ่นนั้นอยู่แล้ว หรือไม่ก็มีความทรงจำร่วมกับนาฬิกาของพ่อ แม่ ปู่ หรือย่า แต่สุดท้ายแล้ว มันก็ไม่ใช่นาฬิกาเรือนเดิม คุณแค่ปรับขนาด เปลี่ยนรายละเอียดบนหน้าปัดเล็กน้อยก็พอแล้ว แต่สำหรับ Bvlgari นั่นไม่ใช่วิธีคิดของเรา Bvlgari คือแบรนด์ที่มองไปข้างหน้า เรามีนาฬิกาวินเทจของเราเองอยู่แล้ว นั่นคือ Bvlgari Bvlgari

เราเคยได้ยินว่า ในฐานะนักออกแบบ คุณให้ความสำคัญกับทั้งดีไซน์และกลไกในระดับที่เท่าเทียมกัน ทุกวันนี้ยังเป็นเช่นนั้นหรือไม่

ต้นกำเนิดของทุกโปรเจ็กต์มาจากความคิดสร้างสรรค์ก่อนเสมอ ดีไซน์จึงมาก่อน แต่หลังจากนั้นก็เข้าสู่การพิจารณาความเป็นไปได้ทางเทคนิคทันที เราจะคุยกับช่างทำนาฬิกาเลยว่า ‘ผมมีไอเดียแบบนี้ คุณคิดว่าทำกลไกแบบนี้ได้ไหม’ Bvlgari เป็นแบรนด์ที่แตกต่าง หากเราไม่มีเอกลักษณ์ด้านสุนทรียศาสตร์ เราก็คงไม่มี Serpenti ไม่มี Tubogas ไม่มี Octo Finissimo นั่นคือวิธีที่เราเล่นเกมนี้

มีสิ่งไหนบ้างที่คุณจะไม่มีวันยอมประนีประนอมในการออกแบบ

ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แม้แต่วิธีคิดของผมเองก็อาจเปลี่ยนไปได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเปิดใจ

ผมชอบที่ Bvlgari มีความยืดหยุ่นมาก แต่ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ได้ ทุกวันนี้ Serpenti มีหลากหลายเวอร์ชันมาก แต่คุณยังมองออกทันทีว่านั่นคือ Bvlgari ถ้าผมยึดติดกับกฎมากเกินไป คุณก็คงไม่ได้เห็นนาฬิกาหลากหลายแบบอย่างที่เห็นในวันนี้

Fabrizio Buonamassa Stigliani – Product Creation Executive Director แห่งแผนกนาฬิกาของ Bvlgari

และผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ทำให้ Bvlgari แตกต่างจากแบรนด์อื่น อุตสาหกรรมนาฬิกาค่อนข้างอนุรักษนิยม หลายแบรนด์มักทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำไปเรื่อยๆ ซึ่งบางครั้งก็มากเกินไป แต่เราเป็นช่างอัญมณีจากอิตาลี วิธีคิดของเราจึง แตกต่างจากชาวสวิสโดยสิ้นเชิง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรามี Tubogas, Serpenti Seduttori, Secret Watch หรือ Octo Finissimo Ultra

นั่นน่าจะเป็นวิธีการทำงานที่สนุกกว่าด้วย

ผมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าสนุกไหมนะ อาจจะสนุกสำหรับผม แต่คงไม่สนุกเท่าไรสำหรับช่างนาฬิกาที่ต้องผลิตของหลากหลายแบบ (หัวเราะ) ผมคิดว่ามันก็จริง เพราะชาวสวิสชอบความเป็นระบบและประสิทธิภาพ แต่ทั้งหมดนี้ก็คือ Bvlgari ถ้าวันหนึ่งผมเริ่มออกแบบนาฬิกาทรงกลมธรรมดา พร้อมสายแบบมาตรฐาน คุณก็คงไม่สนใจผมแล้วล่ะ เพราะคุณมีนาฬิกาแบบนั้นอยู่แล้ว

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Bvlgari Octo Finissimo 37 ก้าวข้ามสถิติโลกสู่ความสมบูรณ์แบบของการสวมใส่ในงาน Watches and Wonders 2026

Bvlgari พาสำรวจเสน่ห์ของช่างอัญมณีอิตาเลียน ผสานนวัตกรรมกลไกสวิสที่โดนใจนักสะสมนาฬิกา บนเวทีเสวนา ‘Roman Jeweler of Time’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

สรุปไฮไลต์ Geneva Watch Days 2026 มัดรวม 8 เรือนเด็ดที่น่าประทับใจ

ครบรอบครึ่งศตวรรษแบบจับต้องได้ เมื่อ Raymond Weil ส่ง Millesime Jubilee Chronograph ออกมาสานต่อความสำเร็จ

สลัดความจำเจด้วยหน้าปัดโครโนกราฟที่สะอาดตาและสมมาตรอย่างไร้ที่ติ

ตัดหน้าต่างวันที่ออกไปซะให้จบเรื่อง นี่คือเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกของคนทำรีวิวนาฬิกาเวลาเห็นแบรนด์ยอมใจกล้าสลัดความจำเจทิ้ง แล้วเลือกกวาดช่องวันที่รกเกะกะบนหน้าปัดโครโนกราฟออกไปเสียที หน้าปัดที่สะอาดสะอ้าน สมมาตร และปล่อยให้พื้นที่ของวงจับเวลากับสเกลได้หายใจหายคอแบบนี้แหละที่นักสะสมตามหา

ปีนี้ Raymond Weil ขยับตัวครั้งสำคัญเพื่อฉลองวาระครบรอบ 50 ปี (1976-2026) ถ้ายังจำกันได้ หลังจากที่รุ่น The Fifty เครื่องวินเทจข้ามกาลเวลาตัวท็อปทำเอาตลาดฮือฮาและกระเป๋าเงินสะเทือนไปหมาดๆ มาคราวนี้พวกเขาพร้อมส่งไม้ต่อด้วย Millesime Jubilee Chronograph (Ref. 7776-STC-65501) ผลงานที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึงการเฉลิมฉลองนี้ได้ง่ายขึ้น แต่ความน่าสนใจมันไม่ได้หยุดอยู่แค่คำว่า accessible หรือราคาที่เป็นมิตรต่อกระเป๋าเงินนะ แต่มันคือชั้นเชิงในการออกแบบหน้าปัดที่ซัดความประณีตใส่แบบไม่ยั้ง

ถ้าเราลองจินตนาการตามเวลาส่องผ่านตู้โชว์ สิ่งแรกที่สะดุดตาคือหน้าปัดสี่ชั้น (four-part dial) ที่เล่นกับเท็กซ์เจอร์ได้อย่างน่าสนุก ส่วนตรงกลางเป็นพื้นผิวสีฟ้าอ่อนปัดลาย gadroon ล้อมรอบด้วยวงแหวนสีเงินสเกลรางรถไฟ และคั่นด้วยวงหน้าปัดย่อยสีน้ำเงินเข้มสองวงในดีไซน์แบบ bi-compax ที่ตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา รายละเอียดพวกนี้พอมารวมร่างกันบนตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 39 มิลลิเมตร และมีความหนา 12.9 มิลลิเมตร มันจึงให้สัดส่วนที่พอดีข้อมืออย่างประหลาด

ความโค้งมนของขอบตัวเรือนแบบขั้นบันได (stepped bezel) ที่ถอดแบบมาจากงานโครโนกราฟยุค 1940s ผสมผสานกับกระจกแซฟเฟอร์ทรงกล่อง (glassbox) เคลือบกันสะท้อนรอบด้าน ช่วยขับเน้นกลิ่นอายวินเทจให้ชัดเจนขึ้นไปอีกขั้น โดยไม่ต้องพยายามทำตัวเก่าแก่จนดูปลอม เข็มทรงโอเบลิสค์และหลักชั่วโมงสีดำที่แต้มสารเรืองแสงสีเขียว ช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันจริงทำได้ง่าย ไม่มีอาการมองอ่านค่าเวลายากในที่แสงน้อยให้หงุดหงิดใจ

ข้ามฝั่งมาดูเรื่องเครื่องในกันบ้าง หัวใจของรุ่นนี้ฝากไว้ที่กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ RW5030 ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากพื้นฐานของ Sellita SW510 (ตัวเครื่องปรับแต่งจากตำนานอย่าง Valjoux 7750) เดินด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมให้พลังงานสำรองราว 56 ถึง 62 ชั่วโมง เมื่อพลิกดูผ่านฝาหลังแซฟเฟอร์ จะเห็นโรเตอร์ฉลุลายโปร่งโลดแล่นอยู่บนงานขัดผิวแบบอุตสาหกรรมที่เน้นความเนียบสะอาดตา ไม่ได้พยายามแต่งเติมจนเกินงาม

การคอมพลีตลุคด้วยสายหนังลูกวัวสีน้ำเงินเข้มขัดลายจับคู่กับหัวเข็มขัดสแตนเลส พร้อมตัวเลขการผลิตจำกัดเพียง 500 เรือนทั่วโลก ในสนนราคาราว 3,895 ฟรังก์สวิส ทำให้โครโนกราฟเรือนนี้ไม่ใช่แค่ของสะสมตั้งโชว์ในตู้กระจก แต่เป็นนาฬิกาวินเทจร่วมสมัยที่พร้อมให้คุณหยิบมาใส่ลุยได้จริงทุกวัน โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าเครื่องกลไกยุคเก่าจะรวนกลางทาง

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Raymond Weil Millesime Jubilee Chronograph (Reference: 7776-STC-65501) – ผลิตจำนวนจำกัด 500 เรือนทั่วโลก
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขัดเงาสลับปัดลาย ขนาด 39 มิลลิเมตร ความหนา 12.9 มิลลิเมตร มาพร้อมขอบตัวเรือนแบบขั้นบันได (stepped bezel) และกระจกแซฟเฟอร์ทรงกล่อง (glassbox) เคลือบกันสะท้อน ฝาหลังกรุแซฟเฟอร์ กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดสี่ชั้น (four-part dial) พื้นผิวสีฟ้าอ่อนปัดลาย gadroon วงแหวนสีเงินสเกลรางรถไฟ และวงหน้าปัดย่อยสีน้ำเงินเข้มสองวงแบบ bi-compax พร้อมหลักชั่วโมงและเข็มทรงโอเบลิสค์แต้มสารเรืองแสงสีเขียว (ปราศจากช่องหน้าต่างวันที่)
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที (ที่หน้าปัดย่อย 9 นาฬิกา) และจับเวลาโครโนกราฟ 30 นาที (ที่หน้าปัดย่อย 3 นาฬิกา)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ RW5030 (พัฒนาจากพื้นฐาน Sellita SW510 / Valjoux 7750) ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง พลังงานสำรองราว 56–62 ชั่วโมง พร้อมโรเตอร์ฉลุลายโปร่ง
  • สาย: สายหนังลูกวัวสีน้ำเงินเข้มขัดลาย พร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดสแตนเลส

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

การกลับมาของ Louis Vuitton Monterey Ceramic นาฬิกาทรงก้อนกรวดระดับไอคอนจากปี 1988 ที่ถูกปัดฝุ่นใหม่
Panerai ย่อส่วนดีไซน์ทรง 90s สู่ขนาด 42 มม. เป็นครั้งแรก สวมใส่ง่ายขึ้น แต่ยังคงตัวตน Tool Watch ระดับตำนาน
Louis Vuitton Tambour Spin Time เปิดตัว 5 รุ่นใหม่ สู่คอลเลกชั่นถาวร

Patek Philippe WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 นิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้มีไฮไลต์เด็ดอะไรบ้าง

มากกว่านาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 7 รุ่น และผลงาน Rare Handcraft อันทรงคุณค่า และโซนอื่นๆ ที่ไม่ควรพลาด

เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอยสำหรับงาน Patek Philippe WATCH ART Grand Exhibition – Milan 2026 ที่คราวนี้ปักหมุดกรุงมิลานดินแดนแห่งศิลปะเป็นโลเกชันหลัก และสามารถดึงดูดเหล่าคนรักนาฬิกาและงานศิลปะจากทั่วโลกมารวมตัวกันได้อย่างคับคั่ง ภายในงานนิทรรศการในครั้งนี้แน่นอนว่าต้องมีการจัดแสดงผลงานชิ้นพิเศษสุด รวมถึงการเปิดตัวนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันที่หลายคนตั้งตารอ

คอลเลกชันปัจจุบันครบทุกรุ่น และชิ้นงาน Rare Handcrafts 25 ชิ้น

จำนวนกว่า 500 ชิ้นงานเรือนเวลา คือ ผลงานอันทรงคุณค่าของ Patek Philippe ที่เราจะได้ชมในงานนี้  นับตั้งแต่คอลเลกชันปัจจุบันทั้งหมดของ Patek Philippe ไปจนถึงนาฬิกาในทุกไลน์ของแบรนด์ ไล่เรียงไปตั้งแต่นาฬิการุ่นไอคอนิกไปจนถึง Grand Complication ที่มีกลไกซับซ้อนสูงสุด ทุกรุ่นล้วนยกขบวนมาให้ชมอย่างเต็มตาในงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่นี้

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงผลงาน Rare Handcrafts ที่ Patek Philippe อนุรักษ์และสืบสานผลงานช่างฝีมือมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็น งานภาพวาดขนาดจิ๋วบนพื้นผิวอีนาเมล งานอีนาเมลเทคนิค Cloisonné ที่ทำได้ยากยิ่ง งานแกะสลักด้วยมือ งาน Micro Wood Marquetry ที่นำแผ่นไม้ชิ้นเล็กๆ มาต่อเป็นภาพบนหน้าปัดได้อย่างน่าทึ่ง ลวดลาย Guilloche ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยมือ และการประดับอัญมณี

สำหรับผลงาน Rare Handcrafts ที่นำมาจัดแสดงทั้งหมด 25 ชิ้น ล้วนแล้วแต่เป็นชิ้นงานหนึ่งเดียวในโลกและรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกาโต๊ะ นาฬิกาตั้งโต๊ะ นาฬิกาพก และนาฬิกาข้อมือ ที่ล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมอิตาเลียนอันรุ่มรวยด้วยมรดกทางศิลปะและทักษะงานฝีมืออันสืบทอดมายาวนาน นอกจากจะได้ชมชิ้นงานสุดตระการตาแล้วผู้เข้าชมยังมีโอกาสได้ชมการสาธิตฝีมือของช่างผู้เชี่ยวชาญแบบสดๆ ซึ่งการเปิดเผยเบื้องหลังงานหัตถศิลป์ที่หาดูได้ยากนี้เป็นสิ่งที่แฟนๆ Patek Philippe ควรได้มาเห็นด้วยตาตนเองสักครั้ง จึงจะได้รู้ว่ากว่าจะได้มาซึ่งรายละเอียดอันวิจิตรต้องใช้ความเพียรพยายามและความเชี่ยวชาญขั้นสูงสุด

Museum Piece ที่หาชมได้ยาก

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ใช่ว่าจะหาชมได้ง่ายๆ คือ 80 ผลงานเรือนเวลาจาก Patek Philippe Museum ในกรุงเจนีวา ซึ่งได้รับอนุญาตให้นำมาจัดแสดงที่มิลานเป็นกรณีพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น ผลงานจาก Antique Collection ซึ่งครอบคลุมช่วงศตวรรษที่ 16 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 ประกอบไปด้วยนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก รวมถึงผลงานระดับมาสเตอร์พีซในเชิงเทคนิคและสุนทรียศาสตร์ที่ไม่เพียงแต่งดงามวิจิตรแต่ยังเป็นดั่งวัตถุที่บันทึกประวัติศาสตร์ของศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกา

นอกจากนี้ยังมีผลงานที่ถ่ายทอดมรดกอันยาวนานของ Patek Philippe อย่างนาฬิกาข้อมือ Perpetual Calendar เรือนแรกในปี 1925 (หมายเลข P-72) นาฬิกาข้อมือ World Time Ref. 1415 HU ปี 1948 (หมายเลข P-1026) และนาฬิกาพก Minute Repeater พร้อมพลังงานสำรอง 30 วันจากปี 1918 ซึ่งเคยเป็นของ James Ward Packard (หมายเลข P-1703)

และ Historical Owners โซนใหม่อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ภายในโซนนี้ผู้เข้าชมจะได้ชื่นชมนาฬิกาจี้ที่มอบให้แก่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียในงาน Great Exhibition ณ กรุงลอนดอนเมื่อปี 1851 (หมายเลข P-24) และนาฬิกาพกปี 1901 ที่ประดับภาพเหมือนของสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 13 (หมายเลข P-62) รวมถึงนาฬิกาเรือนอื่นๆ ที่เคยเป็นของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์

มาสเตอร์พีซที่บรรจุกลไกชั้นเลิศ

อีกหนึ่งโซนจัดแสดงคอลเลกชันกลไกจำนวนมากที่ออกแบบและผลิตขึ้นโดย Patek Philippe ทั้งหมด โดยแบ่งพื้นที่สำหรับนำเสนอขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วนของนาฬิกา และอีกส่วนสำหรับงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ยังอุทิศให้กับนาฬิกากลไกซับซ้อนสูง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความเชี่ยวชาญของ Patek Philippe รวมถึงโซนสำหรับสุดยอดคอมพลิเคชันอย่าง Calibre 89 และ Star Caliber 2000

Star Caliber 2000

อีกหนึ่งไฮไลต์คือโซน ‘Master of Sound’ ซึ่งจัดแสดงนาฬิกาตีบอกเวลาด้วยเสียงอย่าง Patek Philippe Grandmaster Chime ซึ่งประกอบด้วย 20 คอมพลิเคชัน และ Sky Moon Tourbillon Ref. 6002R-001 ที่รวบรวม 12 คอมพลิเคชันไว้ในตัวเรือนโรสโกลด์แกะสลักด้วยมือ พร้อมตกแต่งด้วยเทคนิคงานหัตถศิลป์ชั้นสูงหลากหลายเทคนิคด้วยกัน

ไม่เพียงแต่ได้ชมผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่างเต็มอิ่ม ผู้ชมยังมีโอกาสพบกับช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ของ Patek Philippe ที่มาสาธิตการทำงานกับกลไกหลากหลายรูปแบบ ให้เราได้เข้าใจกระบวนการทำงานของกลไกได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Grand Exhibition ของ Patek Philippe นำสมบัติล้ำค่าจากคลังประวัติศาสตร์ของ Patek Philippe มาจัดแสดงให้ชมกันอย่างใกล้ชิดเช่นนี้

ลิมิเต็ดเอดิชันที่หลายคนรอคอย

คราวนี้ Patek Philippe ได้เผยโฉมผลงานลิมิเต็ดเอดิชันอีก 7 รุ่นใหม่ด้วยกัน เริ่มจาก Instantaneous Perpetual Calendar Chronograph Ref. 5978P-010 รวมถึง Calatrava อีก 3 รุ่นที่มาพร้อมดีไซน์ร่วมสมัย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Ref. 6007 และสะท้อนสีสันของธงชาติอิตาลี

Instantaneous Perpetual Calendar Chronograph Ref. 5978P-010

ภายในคอลเลกชัน Calatrava ประกอบไปด้วยนาฬิกา Minute Repeater ดีไซน์สปอร์ต พร้อมหน้าปัดเคลือบแลกเกอร์สีแดงสดและสายหนังจระเข้สีเดียวกัน (Ref. 7047G-010), Perpetual Calendar รุ่นใหม่พร้อมหน้าปัดและสายสีเขียว (Ref. 7147G-010) และ Calatrava รุ่นใหม่พร้อมหน้าปัดและสายสีขาว (Ref. 7007G-010 ส่วน Aquanaut Ref. 5167 มาในเวอร์ชันสปอร์ตใหม่ พร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินซันเบิรสต์ไล่เฉดสีดำบริเวณขอบหน้าปัดรอบนอก พร้อมรางนาทีสีแดงแบบ Transfer

ปิดท้ายด้วย World Time Minute Repeater ที่นำเสนอใน 2 เวอร์ชันด้วยกัน ใจกลางหน้าปัดตกแต่งด้วย Cloisonné Enamel ถ่ายทอดภาพใจกลางกรุงมิลานในเวลากลางวันบน Ref. 5531G-012 และในยามค่ำคืนถ่ายทอดผ่าน Ref. 5531G-013

CityOval อาคารประวัติศาสตร์ที่ถูกปรับใช้เป็นสถานที่จัดงาน WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026

WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 เปิดให้เข้าชมถึงวันที่ 18 ตุลาคม นี้ ณ CityOval อาคารประวัติศาสตร์ใจกลางย่านอันทันสมัย ที่ถูกปรับโฉมให้เป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะเรือนเวลา ด้วยโดมขนาดสูง 30 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,900 ตารางเมตร นี่จึงเป็นโอกาสเดียวที่ได้ชมเรือนเวลาทรงคุณค่าของ Patek Philippe แบบครบถ้วนทุกไลน์ ทั้งเรือนเวลารุ่นใหม่ รุ่นปัจจุบัน รุ่นหายาก และงานหัตถศิลป์ชั้นสูง ภายในสถานที่อันงดงามและเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์อันควรอนุรักษ์

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร

Patek Philippe เปิดตัวนาฬิกาสุดพิเศษ 2 รุ่นแรก ที่จะจัดแสดงในงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026

Patek Philippe ประกาศจัดงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026

บัลเลริน่าจักรกลจาก Atomic Heart เมื่อ Konstantin Chaykin ปลุกชีพฝาแฝดหุ่นยนต์บนหน้าปัดนาฬิกา

ฝาแฝดนักบัลเลต์จากเกมดังสู่เรือนเวลาไทเทเนียม ผลิตจำกัดรุ่นละ 69 เรือนทั่วโลก

หลังจากมองแวบแรกผ่านตู้โชว์ งานจากมาสเตอร์รุกกี้นอกกรอบชาวรัสเซียรายนี้มักฉีกกฎหน้าปัดนาฬิกาทรงกลมทั่วไปให้กลายเป็นเวทีละครขนาดย่อม Konstantin Chaykin หยิบเอาคาแรคเตอร์วัฒนธรรมป๊อปและเรื่องเล่ารอบตัวมาแปลงโฉมเป็นคอลเลกชัน Wristmon มานักต่อนักแล้ว แต่รอบนี้เขาเลือกกระโดดข้ามฝั่งไปสู่โลกวิดีโอเกมเรโทรฟิวเจอร์สติกที่คนเล่นเกมคุ้นเคยดี นี่คือฝาแฝดนักบัลเลต์จาก Atomic Heart ผลงานชิ้นเอกของ Mundfish ที่ย้ายร่างมาอยู่บนข้อมืออย่างเป็นทางการภายใต้ลิขสิทธิ์แท้

ย้อนกลับไปในเกมแนวแอ็กชันไซไฟที่เซตฉากอยู่ในสหภาพโซเวียตคู่ขนานปี 1955 หุ่นยนต์บอดี้การ์ดร่างสูงโปร่งที่ได้แรงบันดาลใจท่าทางมาจากคณะบัลเลต์ระดับตำนานอย่าง Bolshoi คือภาพจำที่ติดตาผู้เล่น การแปลงโฉมพวกเธอให้กลายเป็นนาฬิกาสองเวอร์ชัน ทั้ง Left Twin และ Right Twin ในตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 40 มิลลิเมตร และหนา 12.9 มิลลิเมตร จึงไม่ใช่แค่การเอาคาแรคเตอร์มาแปะหน้าปัด แต่เป็นการตีความเชิงกลไกที่ซับซ้อน

ตัวเรือนไทเทเนียมขัดเงาสลับปัดลายเสี้ยนให้สัมผัสที่เบากว่าเหล็กทั่วไปอย่างชัดเจน หน้าปัดถูกแบ่งสัดส่วนใหม่อย่างชาญฉลาด ส่วนบนจำลองใบหน้าของหุ่นยนต์ ครอบด้วยกระจกแซฟเฟอร์ขนาด 10.1 มิลลิเมตร เผยให้เห็นหน้าปัดข้างแรมพระจันทร์ขนาดใหญ่ ประดับด้วยดาวทับสังเคราะห์และเกลียวทองคำ ทรงผมและช่วงคอถูกดีไซน์ให้มีจี้โลโก้แบรนด์ห้อยอยู่เหมือนสร้อยคอจริง ส่วนหน้าอกของหุ่นยนต์ทำหน้าที่เป็นแผ่นจานหมุนบอกเวลาชั่วโมงและนาที โดยมีทับทิมสังเคราะห์สองเม็ดทำหน้าที่เป็นเข็มชี้เวลา

รายละเอียดงานผิวสัมผัสด้านล่างหน้าปัดทำออกมาได้จัดจ้าน ฝั่ง Left Twin มาในโทนสีดำตัดกับฉากหลังสีแดงเข้ม ใช้ลายกิโยเช่รัศมีพัด ส่วน Right Twin ใช้ตัวละครสีเงินตัดกับเทาดำกราไฟต์ พร้อมลายกิโยเช่แผ่กระจายจากด้านหลังศีรษะจำลองเสื้อคาร์ดิแกนสั้นได้อย่างแนบเนียน

เมื่อพลิกดูด้านหลัง กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ K.18-25 ที่พัฒนาต่อยอดมาจากฐานเครื่อง La Joux-Perret G200 พร้อมโมดูลแสดงผลอินเฮาส์เพิ่มชิ้นส่วนอีก 68 ชิ้น ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง ให้พลังงานสำรองยาวนาน 68 ชั่วโมง ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังฝาหลังแซฟเฟอร์ยึดน็อตหกตัว ส่วนสายผ้าเทคนิคพิเศษจับคู่มากับหัวเข็มขัดไทเทเนียม ผลิตจำกัดเพียงรุ่นละ 69 เรือนทั่วโลก

ในฐานะคนคลั่งไคล้งานหน้าปัดกลไกแปลกตา การนำหุ่นยนต์เกมยุคโซเวียตมาผสมเข้ากับกลไกข้างแรมและจานหมุนบอกเวลา คือความกล้าหาญที่หาตัวจับยากในวงการยุคนี้คิดว่าการดึงคาแรคเตอร์จากวิดีโอเกมแนวเรโทรฟิวเจอร์สติกมาใส่ในนาฬิกาไฮด์เอนด์แบบนี้ เป็นทิศทางที่น่าตื่นเต้นสำหรับวงการสะสมยุคนี้ไหม?

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ตัวเรือน: ขนาด 40 มิลลิเมตร หนา 12.9 มิลลิเมตร ไทเทเนียม กระจกซัปไฟร์เคลือบสารกันสะท้อนทั้งด้านหน้าและฝาหลัง ฝาหลังยึดด้วยน็อต 6 ตัว กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: งานพ่นทราย ลวดลายกิโยเช่ และงานนูนเคลือบแลคเกอร์ หน้าปัดแสดงเวลาชั่วโมง-นาทีด้วยจานหมุน และหน้าปัดแสดงข้างแรมพระจันทร์ขนาดใหญ่
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลาชั่วโมง นาที และข้างแรมพระจันทร์ (Moon Phase)
  • กลไก: คาลิเบอร์ K.18-25 อัตโนมัติ (พัฒนาจากฐานเครื่อง La Joux-Perret G200 พร้อมโมดูลแสดงผลอินเฮาส์ 68 ชิ้น) ขนาด 34.5 มิลลิเมตร x 7.9 มิลลิเมตร ทับทิม 30 เม็ด ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง สำรองพลังงาน 68 ชั่วโมง
  • สาย: สายผ้าพิเศษพร้อมหัวเข็มขัดไทเทเนียมผลิตโดยโรงงานของแบรนด์
  • การผลิต: ผลิตจำกัดรุ่นละ 69 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

การกลับมาของ Louis Vuitton Monterey Ceramic นาฬิกาทรงก้อนกรวดระดับไอคอนจากปี 1988 ที่ถูกปัดฝุ่นใหม่
Panerai ย่อส่วนดีไซน์ทรง 90s สู่ขนาด 42 มม. เป็นครั้งแรก สวมใส่ง่ายขึ้น แต่ยังคงตัวตน Tool Watch ระดับตำนาน
Louis Vuitton Tambour Spin Time เปิดตัว 5 รุ่นใหม่ สู่คอลเลกชั่นถาวร

ทองคำทั้งเรือนยังไม่พอ เมื่อ Armin Strom ขยายความอุ่นของ 18K Rose Gold เข้าไปถึงหัวใจของ Calibre AMW21

ทำความรู้จัก Armin Strom Tribute 3 Au750 ลิมิเต็ดเอดิชั่น 8 เรือน

เวลาแบรนด์นาฬิกาบอกว่าทำเรือนเวลาทองคำ 18K สิ่งที่เราคาดหวังมักจะจบลงที่ตัวเรือน ขอบเบเซล หรืออย่างมากก็หัวเข็มขัด แต่นั่นไม่ใช่แนวทางของ Armin Strom แบรนด์อิสระจากเบียลที่มักชอบแอบซ่อนความบ้าคลั่งทางวิศวกรรมไว้ใต้หน้าปัดเรียบหรู การปรากฏตัวของ Tribute 3 Au750 รุ่นผลิตจำกัดเพียง 8 เรือนทั่วโลก จึงเป็นการตอกย้ำว่าทองคำไม่ได้มีไว้แค่ประดับข้อมือ แต่มันต้องเข้าไปอยู่ในทุกอณูของโครงสร้างกลไกด้วย

ในฐานะคนตามข่าวนาฬิกาที่เห็นการใช้วัสดุทองคำมานับไม่ถ้วน เคสส่วนใหญ่แบรนด์ก็มักจะเลือกทำตัวเรือนแล้วจบ แต่การที่ Armin Strom ลากเส้นทอง 18K โยงจากตัวเรือนขนาด 38 มิลลิเมตร และหน้าปัดย่อยเยื้องศูนย์กลาง ทะลุผ่านสะพานจักรยึดบาเรล ไปจนถึงสะพานสามส่วน (three-quarter bridge) ด้านหลัง มันสร้างความต่อเนื่องทางสายตาที่หาดูได้ยาก

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่การผสมผสานลวดลายกิโยเช่ถึงสามแบบบนพื้นที่จำกัด หน้าปัดหลักใช้ลาย soleil สะท้อนแสงอบอุ่น ตัดกับพื้นรอบนอกลาย grain d’orge และเมื่อพลิกดูด้านหลัง สะพานสามส่วนถูกสลักลาย clou de Paris อย่างประณีต ขอบทุกด้านผ่านการลบมุมด้วยมือ (hand-bevelled) ตัดกับแผ่นเมนเพลทเคลือบ PVD สีเทาเข้มอย่างชัดเจน ความตัดกันของเฉดสีและผิวสัมผัสนี้ช่วยขับให้องค์ประกอบสถาปัตยกรรมของกลไกไขลาน Calibre AMW21 โดดเด่นขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องพยายามตะโกนแข่งกับใคร

และถ้าหากเรามองลึกลงไปในเชิงเทคนิค กลไกความถี่ 3.5 Hz ตัวนี้อัดแน่นด้วยชิ้นส่วน 135 ชิ้น และที่สำคัญคือ 97% ของชิ้นทั้งหมดผลิตขึ้นเองภายในโรงงาน (in-house) ระบบกำลังสำรอง 100 ชั่วโมงผ่านโครงสร้างมอเตอร์บาเรลแบบสลับด้าน ช่วยให้กักเก็บพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในขนาดตัวเรือนที่บางเพียง 9.38 มิลลิเมตร และตามธรรมเนียมปฏิบัติของค่าย นาฬิกาทุกเรือนจะต้องผ่านกระบวนการประกอบถึงสองรอบ เพื่อตรวจสอบทั้งความเที่ยงตรงและงานขัดแต่งอย่างละเอียดก่อนส่งมอบคู่กับสายหนังนูบัคสีเทา

ในยุคที่ตลาดเต็มไปด้วยนาฬิกาสีทองสูตรสำเร็จ การเลือกใช้เข็มนาฬิกาสไตล์ Breguet เคลือบ PVD สีเทาเข้มมาเบรกความร้อนแรงของทองคำ 18K คือความใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้เรฟเฟอเรนซ์ RG26-TRI.AU เรือนนี้มีความน่าสนใจในระดับที่นักสะสมตัวจริงต้องเหลียวหลังมอง การจำกัดจำนวนเพียง 8 เรือนทั่วโลกอาจทำให้มันกลายเป็นของหายากในพริบตา แต่สิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลังคือมาตรฐานความกล้าในการทดลองทำสิ่งที่แตกต่างอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัด 8 เรือนทั่วโลก
  • ตัวเรือน: ทองคำ 18K โรสโกลด์ ขนาด 38 มิลลิเมตร ความหนา 9.38 มิลลิเมตร กระจกซัปไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันสะท้อนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กันน้ำ 5 ATM (50 เมตร)
  • หน้าปัด: หน้าปัดย่อยเยื้องศูนย์กลางทำจากทองคำ 18K โรสโกลด์ ตกแต่งลวดลายกิโยเช่แบบ soleil และลาย grain d’orge บริเวณพื้นผิวรอบนอก พร้อมเข็มนาฬิกาสไตล์ Breguet เคลือบ PVD สีเทาเข้ม
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: กลไกไขลานอินเฮาส์ Calibre AMW21 ความถี่ 3.5 Hz (25,200 ครั้ง/ชั่วโมง) พลังงานสำรอง 100 ชั่วโมง สะพานจักรและสะพานสามส่วนทำจากทองคำ 18K โรสโกลด์ ตกแต่งลวดลาย clou de Paris ขัดแต่งด้วยมือ
  • สาย: สายหนังนูบัคสีเทาพร้อมตะุดบิดทองคำ 18K โรสโกลด์ ระยะความกว้างขาสาย 18 มิลลิเมตร

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

การกลับมาของ Louis Vuitton Monterey Ceramic นาฬิกาทรงก้อนกรวดระดับไอคอนจากปี 1988 ที่ถูกปัดฝุ่นใหม่
Panerai ย่อส่วนดีไซน์ทรง 90s สู่ขนาด 42 มม. เป็นครั้งแรก สวมใส่ง่ายขึ้น แต่ยังคงตัวตน Tool Watch ระดับตำนาน
Louis Vuitton Tambour Spin Time เปิดตัว 5 รุ่นใหม่ สู่คอลเลกชั่นถาวร

เมื่อ Moritz Grossmann ปัดฝุ่น Benu Power Reserve นาฬิการ่วมสมัยในตัวเรือนคลาสสิก

ยกระดับความดิบและเนี้ยบสไตล์เยอรมันอิสระ ในร่างตัวเรือนสเตนเลสแมตต์และ DLC สีเทาเข้ม ไกอินเฮาส์ขัดแต่งมือระดับมาสเตอร์ จำกัดเพียงรุ่นละ 18 เรือนทั่วโลก

ถ้าเรามองผ่านตู้โชว์ งานจากเยอรมันตะวันออกแบรนด์นี้มักให้ฟีลเหมือนเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์นาฬิกาโบราณ ไม่ว่าจะเป็นความเนี้ยบ ความดั้งเดิม และความนิ่งขรึมคือสิ่งที่คนคุ้นเคย แต่รอบนี้ Moritz Grossmann เลือกขยับตัวครั้งสำคัญด้วยการพ่นกลิ่นอายความร่วมสมัยลงไปในรุ่น Benu Power Reserve ด้วยโทนสีที่เข้มขึ้น โมโนโครมขึ้น และลดทอนความจัดจ้านแบบวินเทจลงไปพอสมควรตามภาพที่เห็น

ในฐานะคนที่เคยส่องกล้องขยายมองลายเส้นบนสะพานจักรของแบรนด์นี้มาหลายครั้ง ต้องบอกว่าการปรับจังหวะดีไซน์รอบนี้ไม่ได้หมายถึงการทิ้งรากเหง้า แต่เป็นการเลือกเล่าเรื่องด้วยภาษาที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงง่ายขึ้น พื้นผิวสีเข้มช่วยกลืนความกระด้างของเหล็กกล้าให้กลายเป็นความเฉียบคมแบบมินิมอล

ทั้งงานเดือยเข็ม ขัดเงาด้วยมือ และเหล็กสีน้ำตาลม่วงอันเป็นเอกลักษณ์ยังอยู่ครบ แค่ถูกจัดวางให้อยู่ในเฟรมที่ดูร่วมสมัยกว่าเดิม

รากเหง้ากลลาสฮึตต์ในเฉดสีเข้ม Benu Power Reserve ฉลอง 200 ปีชาตกาล

ชื่อแบรนด์นี้แบกรับความยิ่งใหญ่ของหนึ่งในผู้ให้กำเนิดวงการนาฬิกาเยอรมันศตวรรษที่ 19 Moritz Grossmann ยืนหยัดในฐานะแบรนด์อิสระจากเมืองกลลาสฮึตต์ที่เลือกผลิตนาฬิกาจำนวนน้อยเรือน เน้นงานขัดแต่งด้วยมือทุกขั้นตอน และเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปีชาตกาลของผู้ก่อตั้ง พวกเขาเลือกเปิดตัว Benu Power Reserve สองเวอร์ชันใหม่ในโทนสีเข้มที่ร่วมสมัยขึ้น

ต้องเล่าย้อนกลับไปตอนที่แบรนด์ฟื้นคืนชีพเมื่อปี 2010 Benu คือนาฬิกาเรือนแรกที่เปิดตัวพร้อมกลไกไขลานอินเฮาส์คาลิเบอร์ 100.0 ก่อนจะพัฒนาต่อยอดมาเป็นรุ่น Power Reserve ในปี 2013 ด้วยกลไกคาลิเบอร์ 100.2

จุดที่สะดุดตาเสมอเวลาเจอเรือนนี้คือแถบสำรองพลังงาน แทนที่จะใช้หน้าต่างพัดโค้งแบบนาฬิกาทั่วไป Benu เลือกใช้ขีดบอกพลังงานแบบเส้นตรงสองสีวางไว้เงียบๆ บริเวณตำแหน่ง 12 นาฬิกา ความเรียบง่ายแบบนี้แหละที่บอกรสนิยมของคนใส่โดยไม่ต้องตะโกน

เวลาส่องกล้องดูงานประกอบใกล้ๆ ความใส่ใจในรายละเอียดของช่างฝันชาวเยอรมันกลุ่มนี้ชัดเจนมาก ทุกชิ้นส่วนถูกขัดแต่งด้วยมือจนขึ้นเงา

ถ้าเทียบกับนาฬิกาเดรสแบรนด์ใหญ่จากฝั่งสวิส การเลือกใส่ความดิบและความเนี้ยบแบบเยอรมันลงไปใน Benu Power Reserve ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

การผสานพลังสองยุค เมื่อเหล็กดิบและ DLC สีเข้มเจอกับหน้าปัดเซกเตอร์

งานชิ้นนี้เป็นการจับเอาคาแรคเตอร์ของรุ่นฉลองครบรอบ 12 ปี ที่เคยเล่นกับตัวเรือนสเตนเลสและเหล็กเคลือบดำ มาผสมเข้ากับความจัดจ้านและมิติของหน้าปัดแบบเซกเตอร์จากปี 2025 ทุกอย่างถูกบีบอัดลงในตัวเรือน Benu สามชิ้นขนาด 41 มิลลิเมตร หนา 11.65 มิลลิเมตร พร้อมขาตัวเรือนเรียวบางที่โค้งรับข้อมือพอดี มีให้เลือกสองทางเลือกคือสเตนเลสสตีลปกติและเหล็กเคลือบ DLC สีเทาเข้ม

การขัดแต่งพื้นผิวเน้นลายแปรงตลอดทั้งเรือน ตัวเรือนสเตนเลสแบบแมตต์ให้ฟีลสปอร์ตและร่วมสมัยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขอบตัวเรือนทรงบางช่วยขับให้หน้าปัดสีเทาเข้มเล่นระดับได้อย่างเต็มที่ พื้นผิวและมิติที่แตกต่างกันบนหน้าปัดช่วยสร้างเลเยอร์เวลาส่องใกล้ๆ

เวลาหมุนข้อมือดูในแสงธรรมชาติ ความด้านของผิวโลหะตัดกับความคมของหน้าปัดเซกเตอร์ มันให้ความรู้สึกดิบแต่เนี้ยบในแบบที่หาไม่ได้จากนาฬิกาเดรสทรงกลมทั่วไป

มิติซ้อนมิติ รายละเอียดบนหน้าปัดเซกเตอร์ที่ชวนให้มองไม่เบื่อ

ในส่วนของเครื่องหมายบอกนาทีรอบนอกขอบหน้าปัดนั้นดูเรียบเนียน มีตัวเลขอราบิกพิมพ์สีขาวตัดกับวงแหวนหลักที่สลักลวดลายวงแหวนซ้อนกันเป็นวงกลม ซึ่งตัวเลขอราบิกแบบประดับนูนนั้นจะถูกวางไว้ที่ตำแหน่ง 12, 2, 4, 8 และ 10 นาฬิกา สลับกับขีดบอกเวลา

มีวงแหวนบอกเวลาลายก้นหอยโอบล้อมพื้นที่ตรงกลางหน้าปัดที่เป็นผิวเมตต์แบบพ่นทรายหยาบ ตรงนี้แหละคือจุดที่แถบแสดงพลังงานแบบเส้นตรงอันเป็นซิกเนเจอร์วางตัวอยู่อย่างเงียบๆ ระหว่างตำแหน่ง 12 นาฬิกากับแกนกลางของเข็มนาฬิกา

เวลาส่องกล้องสลับดูเลเยอร์ต่างๆ จะเห็นได้ว่าบนหน้าปัด มีการซ้อนทับกันของผิวสัมผัสทั้งลายก้นหอย ลายวงแหวน และผิวพ่นทราย ทำให้หน้าปัดสีเทาเข้มมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องพึ่งสีสันจัดจ้าน ซึ่งความพิถีพิถันแบบนี้สะท้อนตัวตนของช่างฝันแห่งกลลาสฮึตต์ได้ชัดเจน ทุกมิลลิเมตรถูกคิดมาแล้วว่าต้องไม่เรียบแบนจนน่าเบื่อ

แถบพลังงานมินิมอล ลูกเล่นเปลี่ยนสีที่บอกสถานะแบบเงียบๆ

ทีนี้มาดูตรงหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยมคางหมูยาวรี ซึ่งทำหน้าที่บอกสถานะพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง เล่นกับโทนสีเข้มด้วยการใช้แถบสีเทาเข้มสลับขาว เวลาไขลานจนเต็ม แถบสีขาวจะปรากฏให้เห็นชัดเจน และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเทาเข้มตามจังหวะที่พลังงานลดลงเรื่อยๆ ส่วนวงหน้าปัดย่อยสำหรับวินาทีถูกลดระดับลงไปเล็กน้อย พื้นผิวเรียบเนียนตัดกับความหยาบของผิวพ่นทรายบริเวณตรงกลางหน้าปัดได้อย่างลงตัว

การออกแบบฟังก์ชันบอกพลังงานแบบนี้ไม่มีเสียงเตือน ไม่มีเข็มดีดกลับกวนใจ มีเพียงการเปลี่ยนผ่านของสีที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างเงียบเชียบ เป็นความเรียบง่ายที่มีกลไกซับซ้อนซ่อนอยู่ข้างหลังตามแบบฉบับแบรนด์อิสระเยอรมัน ในมุมของนักสะสมลองจินตนาการถึงเวลาหมุนเม็ดมะยมแล้วนั่งมองแถบสีค่อยๆ ขยับ เชื่อว่าอะไรแบบนี้มันให้ความเพลิดเพลินแบบเงียบๆ ที่คนรักจักรกลน่าจะเข้าใจดี

เข็มนาฬิกาที่เล่าเรื่องผ่านปลายแหลม

อีกหนึ่งจุดเด่นที่มองข้ามไม่ได้บนหน้าปัดเซกเตอร์นี้คือชุดเข็มนาฬิกาที่ทำด้วยมือล้วนๆ ทรงของมันกว้างขึ้น โค้งมนและอวบอิ่มกว่ารุ่น Benu Power Reserve ปกติเล็กน้อย ตัวเข็มเหล็กขัดเงากริบและลบมุมอย่างประณีต ปลายเข็มเรียวบางราวกับแผ่นเวเฟอร์ ส่วนตุ้มถ่วงน้ำหนักที่เข็มนาทีออกแบบมาเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนแบบปิดทึบ

ถ้าสังเกตุดูจะเห็นว่ารอยต่อและการหักเหของแสงบนสันเข็ม ความเนียนระดับนี้บอกได้ทันทีว่าผ่านชั่วโมงการแต่งผิวด้วยมือมาอย่างโชกโชน ไม่ใช่ชิ้นงานปั๊มขึ้นรูปจากโรงงาน mass production ทั่วไปความใส่ใจในดีเทลเล็กๆ แบบนี้แหละที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีคาแรคเตอร์เฉพาะตัว

กลไกจักรกลหลังฝาหลัง ระบบจดสิทธิบัตรและงานแกะสลักมือระดับมาสเตอร์

เม็ดมะยมทำหน้าที่ไขลานและตั้งเวลา ทำงานคู่กับปุ่มกดพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบเม็ดมะยมพร้อมปุ่มกดที่จดสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ เป็นกลไกอัจฉริยะที่ช่วยป้องกันฝุ่นเล็ดลอดเข้าสู่ตัวเรือนเวลาดึงเม็ดมะยมออกมาตั้งเวลา

เมื่อพลิกดูด้านหลัง กลไกอินเฮาส์ไขลานคาลิเบอร์ 100.2 เผยให้เห็นงานโครงสร้างสะพานจักรแบบดั้งเดิม พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น 100.1 โดยเพิ่มเฟืองดิฟเฟอเรนเชียลสำหรับขับเคลื่อนแถบแสดงพลังงานสำรอง แผ่นเพลตสามส่วนสองส่วนตกแต่งด้วยลายริ้วแบบกลลาสฮึตต์ ส่วนสะพานจักรตั๊กแตนที่ทำหน้าที่ยึดชุดจักรกลอกซึ่งเต้นด้วยความถี่ต่ำ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง ถูกสลักลวดลายด้วยมือทุกเส้นสาย

ถ้ามองผ่านกระจกแซฟไฟร์ด้านหลัง ความอลังการของงานขัดแต่งมือทั้งลบมุมขอบสะพาน ขัดเงาสกรู และลายสลักบนสะพานจักรตั๊กแตน คือภาพที่ดึงดูดสายตาให้จ้องมองได้เป็นชั่วโมง

ในฐานะคนที่ชื่นชอบงานเครื่องกล การผสมผสานนวัตกรรมป้องกันฝุ่นเข้ากับงานตกแต่งระดับจิตรกรบนกลไกจักรกล ทำให้เรือนนี้มีคุณค่าเกินกว่าจะเป็นแค่นาฬิกาบอกเวลา

หนังคูดูและตัวเลขจำกัด ความเอ็กซ์คลูซีฟในราคาที่เอื้อมถึงยาก

สายนาฬิกาหนังละมั่งคูดูสีดำเนื้อนุ่มคือชิ้นส่วนสุดท้ายที่ประกอบเข้าชุด สัมผัสแรกที่ทาบลงบนข้อมือให้ความยืดหยุ่นและสบายผิวแบบที่ไม่ต้องใช้เวลาเบิร์นอินนาน ทั้งสองรุ่นถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 18 เรือนทั่วโลก ตัวเลขการผลิตระดับนี้ตอกย้ำความตั้งใจของแบรนด์อิสระที่เน้นความประณีตมากกว่าการผลิตป้อนตลาดแมส

เวลาเห็นตัวเลขจำกัดแค่ 18 เรือน มันสะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า นาฬิการะดับนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อให้ทุกคนเป็นเจ้าของ แต่สร้างขึ้นมาเพื่อกลุ่มคนที่เข้าใจคุณค่าของงานฝีมือช่างเยอรมันอย่างแท้จริง การเลือกใช้หนังคูดูยิ่งเพิ่มความดิบเท่ที่เข้ากับตัวเรือน DLC สีเทาเข้มได้อย่างลงตัว

ในฐานะคนตามเก็บข้อมูลวงการนี้มาตลอด ตัวเลข 18 เรือนกับงานแฮนด์เมดทุกอณู ทำให้มันเป็นของสะสมที่น่าจับตาในระยะยาว แล้วทุกคนคิดว่าความเอ็กซ์คลูซีฟระดับ 18 เรือนทั่วโลกแบบนี้ คุ้มค่าสมราคาสำหรับคนรักนาฬิกาอิสระสายเยอรมันไหม? มาแชร์ความคิดเห็นกันได้

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Moritz Grossmann Benu Power Reserve (รุ่นฉลองหน้าปัดเซกเตอร์และตัวเรือนโทนสีเข้ม ผลิตจำกัดรุ่นละ 18 เรือน รหัสรุ่น MG-004123 สเตนเลส และ MG-004124 DLC สีเทาเข้ม)
  • ตัวเรือน: ขนาด 41 มิลลิเมตร หนา 11.65 มิลลิเมตร วัสดุสเตนเลสสตีลขัดด้านหรือสเตนเลสเคลือบ DLC สีเทาเข้ม กระจกซัปไฟร์กันแสงสะท้อน ฝาหลังโชว์กลไก เม็ดมะยมพร้อมระบบดึงตั้งเวลาและปุ่มกดรีเซ็ตการเดินที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา
  • หน้าปัด: ดีไซน์หน้าปัดเซกเตอร์สีเทาเข้ม (Anthracite) วงแหวนสเกลนาทีรอบนอก วงแหวนหลักลายก้นหอยพร้อมตัวเลขอราบิกแบบประดับนูน พื้นที่ตรงกลางพ่นทรายหยาบ วงหน้าปัดย่อยวินาทีแบบเรียบเนียนที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แถบแสดงพลังงานสำรองแบบเส้นตรงสีเทาเข้มสลับขาว ชุดเข็มทำมือจากเหล็กเทมเปอร์ขัดเงา
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลาชั่วโมง นาที และวินาที (พร้อมระบบหยุดเข็มวินาที – Hacking) แถบแสดงพลังงานสำรองแบบเส้นตรง
  • กลไก: คาลิเบอร์อินเฮาส์ 100.2 ไขลานด้วยมือ ขนาด 36.4 มิลลิเมตร x 5.4 มิลลิเมตร ชิ้นส่วน 227 ชิ้น ทับทิม 26 เม็ด แชตองทองคำยึดสกรู 3 จุด ความถี่ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง (2.5Hz) สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง พร้อมระบบเม็ดมะยมจดสิทธิบัตรและชุดจักรกลอก Grossmann
  • สาย: หนังละมั่งคูดูสีดำ พร้อมหัวเข็มขัดแบบเข็มสอยสเตนเลส

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Panerai ย่อส่วนดีไซน์ทรง 90s สู่ขนาด 42 มม. เป็นครั้งแรก สวมใส่ง่ายขึ้น แต่ยังคงตัวตน Tool Watch ระดับตำนาน
การกลับมาของ Louis Vuitton Monterey Ceramic นาฬิกาทรงก้อนกรวดระดับไอคอนจากปี 1988 ที่ถูกปัดฝุ่นใหม่
Czapek Promenade L’Écume des Jours เบื้องหลังผลงานที่ซ่อนไว้ด้วยเรื่องราวความเจ็บปวดของความรัก ที่มีเพียง 18 เรือนทั่วโลก

บุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำสุดพรีเมียม ที่ห้องอาหาร Espresso โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

บรรยากาศมื้อค่ำสุดพรีเมียมสไตล์คนรักอาหารทะเล สด ใหม่ ครบทั้งบาร์บีคิว วากิว และของหวาน

สายกินและคนรักซีฟู้ดเตรียมปักหมุดกันได้เลย เพราะทางโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ จัดบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียมขึ้นมาเอาใจคนชอบกินของสดใหม่ โดยเปิดให้บริการที่ห้องอาหาร เอสเพรสโซ่ (Espresso) ทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์

Premium Seafood Dinner Buffet at Espresso

ถ้าเดินเข้าไปในไลน์อาหาร ไฮไลต์แรกที่ต้องเจอคือโซน Seafood on Ice ที่ยกทะเลมาไว้กลางห้องอาหาร มีทั้งหอยนางรมสดไอริส และฟิน เดอ แคลร์ รวมถึงไข่ปลาหลากหลายชนิดอย่างอัฟรูกา คาเวียร์ ไข่ปลาแซลมอน และไข่ปลาลัมพิช สำหรับสายที่ชอบซีฟู้ดแบบลวกสุกแช่เย็นก็มีขาปูยักษ์สีทอง แคนาเดียนล็อบสเตอร์ กุ้งแม่น้ำ กุ้งขาว หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ และปูม้านึ่ง ให้ตักกันได้แบบจุใจ

ถัดมาที่มุมบาร์บีคิว ตัวชูโรงจะเป็นกุ้งแม่น้ำศรีลังกาตัวใหญ่ผ่ากลาง อบพร้อมสมุนไพรเสิร์ฟคู่น้ำจิ้มถั่วรสจัดจ้าน ส่วนสายเนื้อก็มีสเต็กเนื้อวากิวออสเตรเลียหมักกระเทียมสมุนไพร และซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ที่สั่งย่างร้อนๆ ให้สุกตามระดับที่ชอบได้แบบจานต่อจาน รวมถึงมีปลาแซลมอนย่าง กุ้งลายเสือย่าง และเนื้อสันนอกออสเตรเลียอบสมุนไพรสดให้เลือกทานเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ใครที่ชอบอาหารจีน โซนนี้ก็มีเป็ดย่าง หมูกรอบ และหมูแดง ให้ตักเติมได้เรื่อยๆ เช่นกัน

สำหรับของหวาน มีให้เลือกทั้งฝั่งไทยและสากล ไม่ว่าจะเป็นเครปซูเซ็ตต์ทำสด ราดนูเทลล่า สตรอว์เบอร์รี หรือช็อกโกแลต ข้าวเหนียวมะม่วง ช็อกโกแลตฟาวเทนสำหรับจุ่มผลไม้สด ตลอดจนเค้กและขนมไทยอีกหลายรายการ พิเศษสำหรับใครที่ไปช่วงคืนวันศุกร์และวันเสาร์ ทางห้องอาหารจะมีดนตรีสดมาเล่นขับกล่อมเพิ่มบรรยากาศระหว่างมื้ออาหารตั้งแต่ช่วงหกโมงครึ่งถึงสามทุ่มครึ่งด้วย

บุฟเฟ่ต์นี้เปิดให้บริการเวลา 18.00 น. ถึง 22.30 น. ราคาค่ำคืนวันพุธ พฤหัสบดี และอาทิตย์ อยู่ที่ท่านละ 2,250++ บาท ส่วนค่ำคืนวันศุกร์และเสาร์ อยู่ที่ท่านละ 2,350++ บาท (ราคานี้ยังไม่รวมค่าบริการ 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม) หากต้องการแพ็กเกจเครื่องดื่มเพิ่มเติม สามารถเลือกอัปเกรดเป็นน้ำผลไม้และน้ำอัดลมแบบไม่จำกัดในราคา 200++ บาท หรือแพ็กเกจเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพิ่มเติมตามความต้องการได้

ห้องอาหาร เอสเพรสโซ่ ตั้งอยู่ที่ชั้น Mezzanine ของโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ทางโทรศัพท์ +66 (0) 2 656 0444 อีเมล dining.bkkhb@ihg.com หรือ เว็บไซต์ InterContinental.com/Bangkok

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เทศกาลแห่งความผูกพัน ขนมไหว้พระจันทร์จาก InterContinental Bangkok…เมื่อรสชาติมาบรรจบกับงานดีไซน์
Must Have: มัดรวมคอลเลกชัน 5 เรือนเวลาพาสเทลบอกลาซัมเมอร์ 
WRIST LUCK JULY Edition: 7 นาฬิกาแบรนด์อิสระ กับเรื่องราวและสัญลักษณ์ดีๆ สำหรับครึ่งปีหลัง

Louis Vuitton Tambour Spin Time เปิดตัว 5 รุ่นใหม่ สู่คอลเลกชั่นถาวร

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2009 นาฬิกา Tambour Spin Time  นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางแห่งศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาของ Louis Vuitton 

“มีดีไซน์นาฬิกาเพียงไม่กี่แบบเท่านั้นที่เมื่อมองแล้วสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลงานของเมซงใดเมซงหนึ่ง และ Spin Time คือหนึ่งในนั้น เพราะนี่คือสิ่งที่สามารถถือกำเนิดขึ้นจาก Louis Vuitton เท่านั้น” Jean Arnault, Watch Director of Louis Vuitton กล่าวถึงผลงานไอคอนิกของเมซงซึ่งเชื่อมโยงกับการเดินทาง ความกล้าหาญในการแสดงเวลา และองค์ความรู้เชิงลึก

นับตั้งแต่เขาเข้ามามีบทบาทในธุรกิจนาฬิกาของ Louis Vuitton ตั้งแต่ปี 2021 ก็ได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางใหม่ของเมซง เขาตั้งใจวางตำแหน่ง Louis Vuitton ให้มีแนวทางใกล้เคียงกับแบรนด์นาฬิกาบูติก ให้ความสำคัญกับการผลิตในจำนวนจำกัด การพัฒนากลไก In-house ตลอดจนงานออกแบบที่กล้าทดลองและก้าวออกจากกรอบเดิม แนวทางดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเพียงขยายบทบาทของ Louis Vuitton ในโลกนาฬิกา แต่ยังต้องการสร้างภาษาและตัวตนด้าน Haute Horlogerie ที่เป็นของเมซงอย่างชัดเจน

และหลังจากได้นำเสนอ Tambour Spin Time ดีไซน์ใหม่แบบลิมิเต็ดเอชั่นไปเมื่อปี 2025 ในปีนี้ ทางแบรนด์ต่อยอดจากความสำเร็จนั้นด้วยการนำ Tambour Spin Time จำนวน 5 รุ่น เข้าสู่คอลเลกชั่นถาวร โดยแต่ละรุ่นโดดเด่นด้วยการใช้สีสันอย่างกล้าหาญ ซึ่งไม่เพียงเติมบุคลิกใหม่ให้กับเรือนเวลา แต่ยังถือเป็นการเปิดบทใหม่ให้กับเรื่องราวของ Spin Time หนึ่งในกลไกอันเป็นไอคอนของ Louis Vuitton

แรงบันดาลใจจากการเดินทาง

The Art of Travel เป็นหัวใจของ Louis Vuitton มาตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ในปี 1854 และมรดกแห่งการเดินทางนี้หล่อหลอมศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาของ Louis Vuitton โดยเฉพาะรุ่น Spin Time กลไกซับซ้อนที่ถือกำเนิดขึ้นจากมนตร์เสน่ห์ของการออกเดินทางโดยตรง

กลไกนี้ถือกำเนิดในปี 2007  เมื่อ Michel Navas และ Enrico Barbasini สองผู้ก่อตั้ง La Fabrique du Temps ออกแบบกลไก Jumping Hour รูปแบบใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากป้ายบอกเวลาออกเดินทางแบบกลไกที่พบเห็นได้ตามสนามบินและสถานีรถไฟทั่วโลก “เมื่อเงยหน้ามองป้ายบอกเวลาออกเดินทาง เรานึกถึงกลไก Jumping Hour ขึ้นมาทันที” Navas เล่า “สิ่งที่เราต้องการคือการนำแนวคิดนั้นมาสร้างเป็นสามมิติ เพื่อให้มันมีตัวตนและสร้างมิติที่ชัดเจนบนข้อมือ และ ลูกบาศก์คือคำตอบ เมื่อเราได้องค์ประกอบนี้มา ทุกอย่างหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ตามมา”

Tambour Spin Time เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 ในฐานะกลไกชุดแรกที่ La Fabrique du Temps พัฒนาขึ้นสำหรับ Louis Vuitton  (ต่อมาเวิร์คชอปแห่งนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Louis Vuitton อย่างเป็นทางการในปี 2011) เอกลักษณ์สำคัญของ Spin Time คือ ลูกบาศก์หมุนได้ 12 ชิ้นที่เรียงตัวอยู่รอบหน้าปัด ซึ่งทำให้กลไกนี้กลายเป็นหนึ่งในลายเซ็นด้าน Haute Horlogerie ของ Louis Vuitton อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการจดสิทธิบัตร มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกจาก Art of Travel ของเมซง

“เราต้องการสร้างกลไกซับซ้อนที่เชื่อมโยงกับการเดินทางอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงในเชิงอุปมา แต่ต้องปรากฏอยู่ในกลไกจริงๆ” Barbasini อธิบาย “เหตุผลที่ป้ายบอกเวลาออกเดินทางสร้างแรงบันดาลใจให้เรา ก็เพราะมันถูกสร้างขึ้นเพื่อ ทำหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อการตกแต่ง และหลักคิดที่เคร่งครัดในฟังก์ชันนั้นเองคือสิ่งที่เราพยายามถ่ายทอดลงไปในกลไก”

กลไก Spin Time นี้ได้รับการตีความตามยุคสมัย เช่นในโอกาสครบรอบ 10 ปี ในปี 2019 Louis Vuitton ได้นำแนวคิดดั้งเดิมกลับมาตีความใหม่ผ่าน Spin Time Air ด้วยการเปิดพื้นที่บริเวณหน้าปัด เพื่อเผยให้เห็นลูกบาศก์บอกเวลาราวกับกำลัง ลอยอยู่กลางอากาศ และเมื่อปี 2025 กลไกนี้ก้าวเข้าสู่อีกบทสำคัญในปี 2025 กับการเปิดตัว Tambour Spin Time จำนวน 6 รุ่นแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น เป็นครั้งแรกที่ทุกองค์ประกอบของ Spin Time ตั้งแต่ ตัวเรือน หน้าปัด ไปจนถึงกลไก ได้รับการออกแบบ พัฒนา และผลิตขึ้นภายใน La Fabrique du Temps Louis Vuitton 

Taดbour Spin Time โฉมใหม่ล่าสุด

ผลงานทั้ง 5 รุ่นใหม่ มาพร้อมตัวเรือนที่ได้รับการปรับให้มีสัดส่วนเมื่อปีที่แล้ว โดยมีความบางลง พร้อมขอบตัวเรือนแบบ Sandblasted ที่โดดเด่นด้วยตัวอักษรนูนสามมิติขัดเงา ส่วนขาตัวเรือนหรือ Lugs ถูกผลิตแยกเป็นชิ้นส่วนเฉพาะ โดยด้านข้างเว้าได้รับการตกแต่งพื้นผิวด้วยเทคนิค Laser-frosted สร้างความแตกต่างกับตัวเรือนส่วนกลางที่ตกแต่งแบบ Brushed และสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในการประกอบชิ้นส่วนอย่างประณีต ขณะที่บนหน้าปัดปรากฏข้อความ “Fab. en Suisse” (ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์)  อันเป็นเครื่องหมายที่สืบทอดมาในอดีต และทำหน้าที่ประกาศถึงแหล่งกำเนิดของเรือนเวลาอย่างภาคภูมิ

Tambour Spin Time Green in White Gold

นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเขียวเข้ม ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับจิตวิญญาณแห่งการออกสำรวจและโลกธรรมชาติ

ตกแต่งพื้นผิวด้วยเทคนิค Sunray และ Sandblasted ตัวเรือนขนาด 39.5 มิลลิเมตร กันน้ำที่ระดับ 100 เมตร จับคู่กับสายยางสีเขียวที่เข้าคู่กับหน้าปัดยังสานต่อรายละเอียดด้านการออกแบบด้วยพื้นผิวลวดลาย Quilted ซึ่งเกิดจากการนำ V-motif แบบเดียวกับที่ปรากฏบนโรเตอร์ทองคำโรสโกลด์มาใช้

Tambour Spin Time Green แสดงเวลา Jumping Hour ผ่านลูกบาศก์แสดงตัวเลขจำนวน 12 ชิ้น ที่เรียงตัวโคจรรอบหน้าปัด ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกสำหรับตัวเรือนขนาด 39.5 มิลลิเมตร เปิดให้เห็นกลไก In-house Calibre ST13.01ได้อย่างเต็มตา ตั้งแต่ Free-sprung Balance Wheel ไปจนถึง Oscillating Weight ผลิตจาก ทองคำโรสโกลด์ 18 กะรัต

Tambour Spin Time Australia’s Opal in Rose Gold

นาฬิการุ่นนี้เปล่งประกายสีสันราวกับเปลวไฟเนื่องจากตกแต่งด้วย Blue Australian Opal ซึ่งเมื่อกระทบกับแสงในแต่ละมุม เฉดสีจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ Indigo, Teal ไปจนถึง Cerulean Blue โอปอลยังไม่ได้ปรากฏเฉพาะบริเวณกึ่งกลางหน้าปัดเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในพื้นที่ระหว่างลูกบาศก์ Spin Time ทั้ง 12 ชิ้น สะท้อนถึงขอบเขตของ Savoir-faire หลากหลายแขนงที่รวมอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน ณ La Fabrique du Temps Louis Vuitton ใน Meyrin

“เราสามารถพบโอปอลได้แทบทุกเฉดสีในออสเตรเลีย แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผมคือ สีน้ำเงิน” Matthieu Hegi, Artistic Director of La Fabrique du Temps Louis Vuitton กล่าว “มันสะท้อนสีสันได้แทบทุกเฉด แต่หัวใจยังคงเป็นสีน้ำเงินที่ลุ่มลึก เข้มข้น และเปล่งประกายเหลือบสี คุณสมบัติเช่นนี้เหมาะกับ Spin Time อย่างมาก มันเป็นอัญมณีที่โดดเด่นและกล้าแสดงตัวตน พร้อมนำบางสิ่งที่คอลเลกชั่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเข้ามา นั่นคือ ความเป็นเฟมินีนที่ยังคงไว้ซึ่งพลังและการปรากฏตัวอย่างชัดเจน”

นาฬิการุ่นนี้จับคู่กับ สายยางสีน้ำเงิน เข้ากับโทนสีอบอุ่นของตัวเรือนโรสโกลด์ หลักชั่วโมงประดับ เพชร Baguette-cut ซึ่งประกายตามธรรมชาติช่วยขับเฉดสีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของโอปอล ขณะที่ขอบตัวเรือนและขาตัวเรือนประดับ แซฟไฟร์ Baguette-cut เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับสีน้ำเงินของอัญมณีบริเวณใจกลางหน้าปัดอย่างต่อเนื่อง การประดับอัญมณีทั้งหมดต้องใช้เวลาถึง สามวันเต็ม

Tambour Spin Time Air Blue in White Gold

นาฬิกา Tambour Spin Time Air โดดเด่นด้วยสีสันสดเข้มที่เปี่ยมด้วยพลังอันเป็นซิกเนเจอร์ของ Tambour ทั้งยังขับเน้นพื้นผิวหลากหลายมิติบนหน้าปัด มาพร้อมตัวเรือนขนาด 42.5 มิลลิเมตร ผลิตจากทองคำขาว 18 กะรัต

หัวใจสำคัญคือกลไก Calibre ST13.01 ที่ดูราวกับลอยอยู่บริเวณกึ่งกลางตัวเรือน เปิดให้เห็นลูกบาศก์หมุนได้ในมุมมองสามมิติอย่างเต็มตา พร้อมรายละเอียดที่เพิ่มความสนุกให้กับกลไก เมื่อบนลูกบาศก์ทั้ง 12 ชิ้น ปรากฏตัวอักษรที่เมื่อนำมาเรียงต่อกันจะสะกดเป็นคำว่า “Louis Vuitton”

“เมื่อเราเปิดตัวคอลเลกชั่น Tambour Spin Time ในปี 2025 เรารู้อยู่แล้วว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของบางสิ่ง ไม่ใช่บทสรุป” Jean Arnault กล่าว “การนำ Spin Time เข้าสู่คอลเลกชั่นถาวรคือก้าวต่อไป จากนี้ Spin Time ไม่ได้เป็นเพียงเรือนเวลาสำหรับวาระพิเศษอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น ไอคอนที่ยั่งยืน ซึ่งสะท้อนทั้งความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและ Savoir-faire ด้านงานฝีมือของเมซง”

ลูกบาศก์แต่ละชิ้นได้รับการตกแต่งอย่างพิถีพิถันด้วยการสลับพื้นผิวแบบ Satin และ Polished ขณะที่ด้านบนประดับหมุดขัดเงาขนาดเล็ก ซึ่งหยิบแรงบันดาลใจมาจาก หมุดโลหะบนหีบเดิน  ชั่วโมงปัจจุบันจะแสดงผ่านลูกบาศก์ที่สร้างความแตกต่างด้วย ตัวอักษรสีเงินบนพื้นสีขาว ขณะที่ลูกบาศก์ซึ่งยังไม่ทำหน้าที่แสดงชั่วโมงจะใช้ตัวอักษรสีเงินบนพื้น สีน้ำเงินเข้ม

Tambour Spin Time Air Antipode Blue in White Gold

“Spin Time Antipode ทำให้เราสามารถแสดงเวลา 24 ไทม์โซนด้วยลูกบาศก์เพียง 12 ชิ้น” Michel Navas อธิบาย “แนวคิดสำคัญคือการนำไทม์โซนที่อยู่ตรงข้ามกันบนโลกมาแสดงไว้บนลูกบาศก์ชิ้นเดียวกัน เพราะทั้งสองฝั่งมีเวลาห่างกัน 12 ชั่วโมงพอดี ความแตกต่างจึงอยู่ที่ว่า เมื่อด้านหนึ่งเป็นกลางวัน อีกด้านก็จะเป็นกลางคืน และด้วยการสร้างความแตกต่างนี้ Spin Time Antipode จึงสามารถบอกผู้สวมใส่ได้ว่าแต่ละไทม์โซนกำลังอยู่ในช่วง AM หรือ PM” 

ผลลัพธ์คือกลไกซับซ้อนที่มีรูปแบบแตกต่าง โดยสามารถแสดงเวลาใน 24 ไทม์โซนหลักทั่วโลกพร้อมกัน ผ่านลูกบาศก์ 12 ชิ้น โดยลูกบาศก์แต่ละชิ้นระบุชื่อเมืองสองแห่งที่มีเวลาห่างกัน 12 ชั่วโมง หรือเปรียบเสมือนเมืองที่อยู่คนละฟากของโลก ไม่ว่าจะเป็น Los Angeles และ Dubai, New York และ Bangkok รวมถึง Paris และ Midway Islands เมื่อรวมกันแล้ว ลูกบาศก์ทั้ง 12 ชิ้นจึงสามารถถ่ายทอดเวลาได้ครอบคลุมทั่วโลก 

ไม่เพียงเท่านั้น ลูกบาศก์แต่ละชิ้นยังแสดงสถานะกลางวันและกลางคืนผ่าน สีพื้นหลัง และเมื่อเมืองแต่ละคู่เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนระหว่างกลางวันกับกลางคืน ลูกบาศก์จะหมุนเพื่อสลับการแสดงผล ส่วนเวลาท้องถิ่น (Local Time) จะแสดงผ่านเข็มชี้สีเหลืองขนาดเล็กที่เพนต์ด้วยมือ ซึ่งตั้งใจอ้างอิงถึง ด้ายเย็บสีเหลืองบนเครื่องหนังของ Louis Vuitton

แม้กลไก In-house Calibre ST12.01 จะมีความซับซ้อน แต่การปรับตั้งค่าทั้งหมดสามารถทำได้อย่างง่ายดายผ่านเม็ดมะยม บรรจุอยู่ในตัวเรือนทองคำขาวขนาด 42.5 มิลลิเมตร จับคู่กับสายหนังลูกวัวในเฉดสีเดียวกับหน้าปัด

Tambour Spin Time Air Flying Tourbillon Salmon in Platinum

หน้าปัด สีแซลมอนครองพื้นที่พิเศษในประวัติศาสตร์ของโลกนาฬิกาชั้นสูงมาอย่างยาวนาน ด้วยความเชื่อมโยงกับโลหะมีค่าและความหรูหราที่สุขุม โดยทาง La Fabrique des Cadrans ได้ทดลองหลายเฉด ก่อนจะได้โทนสีอ่อนละมุนที่เลือกมาอย่างตั้งใจ จับคู่กับตัวเรือน แพลทินัม วัสดุสุดหรูที่มีความท้าทายในการขึ้นรูปด้วยเครื่องจักร

หัวใจสำคัญคือกลไก In-house Calibre LFT ST05.01 ซึ่งต้องใช้เวลาประกอบนานถึง 50 ชั่วโมง มากกว่าสองเท่าของเวลาที่ใช้กับกลไกอื่นในคอลเลกชั่น Tambour Spin Time 

ความซับซ้อนดังกล่าวเกิดจากการผสานกลไกชั้นสูงหลายส่วนเข้าด้วยกัน โดยนำระบบลูกบาศก์ลอยตัวอันเป็นเอกลักษณ์ของ Spin Time Air มาทำงานร่วมกับ Flying Tourbillon ที่ตำแหน่งกึ่งกลาง พร้อมกรงรูปทรง Monogram Flower 

“เราตั้งใจออกแบบกรง Tourbillon ให้เป็นรูปทรง  Monogram Flower ” Enrico Barbasini กล่าว “รายละเอียดนี้ทำหน้าที่เตือนให้เห็นว่า นี่คือนาฬิกา Louis Vuitton ตั้งแต่แก่นแท้ ไม่ใช่เพียงจากตัวเรือนหรือหน้าปัดเท่านั้น แต่ตัวตนของเมซงยังถูกถ่ายทอดลึกลงไปถึงภายในกลไกด้วย”

กลไกซับซ้อนที่บ่งบอกตัวตน

Spin Time คือผลงานที่ประลายเซ็นของ Louis Vuitton ในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา และสำหรับนาฬิกาทั้ง 5 รุ่นที่ก้าวเข้าสู่คอลเลกชั่นถาวร ตัวเรือน Tambour ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ด้วยรูปทรงและบุคลิกที่โดดเด่นจนจดจำได้ทันทีบนข้อมือ ไม่ต่างจากทรังก์เดินทางของ Louis Vuitton ที่กลายเป็นภาพจำของเมซงมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน Spin Time ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกากับวัฒนธรรมแห่งการเดินทาง ถ่ายทอดแนวคิด Art of Travel ผ่านกลไกจักรกลที่สร้างขึ้นไม่เพียงเพื่อบอกเวลา หากยังเปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่พร้อมเคลื่อนไปกับผู้สวมใส่ในทุกจุดหมาย

การกลับมาของ Louis Vuitton Monterey Ceramic นาฬิกาทรงก้อนกรวดระดับไอคอนจากปี 1988 ที่ถูกปัดฝุ่นใหม่

0

เมื่อก้อนกรวดเซรามิกปี 1988 กลับมาทวงบัลลังก์ในคอลเลกชันถาวร

มองแวบแรก อาจมีคนคิดว่านี่คือของเล่นไฮเทคจากอนาคตที่หลุดออกมาจากบูติกแฟชั่นปารีส แต่ถ้าอยู่ในวงการมานานพอ จะรู้ว่าทรงนี้มีสตอรี่มาก่อน

ย้อนกลับไปช่วงปลายยุค 80s ตอนที่แบรนด์แฟชั่นยังกล้าๆ กลัวๆ กับวงการนาฬิกา Louis Vuitton ดึงเอาตำนานอย่าง Gérald Genta มาช่วยดีไซน์รุ่น Monterey ออกมา ผลลัพธ์คือนาฬิกายากจะจำแนกหมวดหมู่ หน้าปัดบอกเวลาแบบดิสเพลย์ซ้อนกัน ขอบตัวเรือนหมุนได้ และความแปลกที่กลายเป็นความคลาสสิกในหมู่คนสะสมยุคเก๋า รอบนี้กลับมาในวัสดุเซรามิกเงาวับ สองสีสองอารมณ์ ทั้งขาวคลีนและดำดาร์กสตรีท

ความน่าสนใจไม่ใช่แค่การรีแมคอัพของเก่าให้ดูทันสมัยนะ แต่คือวิธีที่แบรนด์เลือกใช้วัสดุ เซรามิกเงาแบบนี้ทำยากกว่าผิวแมตต์ทั่วไป รอยนิ้วมือและแสงสะท้อนคือศัตรูตัวฉกาจ แต่วิศวกรของหลุยส์ วิตตองจัดการมันได้เนียบพอสมควร น้ำหนักที่เบาลงทำให้ความรู้สึกบนข้อมือเปลี่ยนไปจากเหล็กตันๆ ในอดีตอย่างสิ้นเชิง

มันคือความพยายามที่จะบอกว่า งานออกแบบยุค 1988 ยังมีพื้นที่หายใจใน พ.ศ. นี้ โดยไม่ต้องพึ่งความเยินยอแบบเดิมๆ

ลองจินตนาการถึงวันที่หยิบมันขึ้นมาลองทาบข้อมือในห้องแอร์เย็นๆ ของงานพรีวิวนาฬิกา ความรู้สึกเย็นเฉียบของเซรามิกตัดกับความอุ่นของสายยาง มันให้ฟีลที่ต่างจากนาฬิกาสปอร์ตเหล็กทั่วไปอย่างชัดเจน ในฐานะคนที่ผ่านตานาฬิกามาหลากหลายรูปแบบ นี่ไม่ใช่ชิ้นที่ต้องรีบวิ่งไปแย่งกันซื้อตั้งแต่วันแรก แต่เป็นเรือนที่ยิ่งมองนานๆ ยิ่งเห็นความตั้งใจในการซ่อนรายละเอียด

เซรามิกบนข้อมือ เมื่อ Louis Vuitton พา Monterey เข้าสู่คอลเลกชันถาวร

หลังจากปีที่แล้วแบรนด์ปล่อยรุ่นเยลโลว์โกลด์แบบลิมิเต็ดออกมาเรียกน้ำย่อย ปีนี้ Louis Vuitton เดินเกมต่อแบบเงียบๆ ด้วยการส่งสองรุ่นเซรามิกเข้ามาอยู่ในคอลเลกชันถาวรอย่างเป็นทางการ

คนที่ตามข่าวแฟชั่นน่าจะเคยเห็นผ่านตามาบ้างจากรันเวย์คอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027 ของ Pharrell Williams ที่ปารีส ตอนนั้นสไตลิสต์เลือกเอามาห้อยเป็นชาร์มประดับกระเป๋าและชุดบนรันเวย์ ดูเก๋ดีในแง่กิมมิคแฟชั่น แต่พอมาอยู่บนข้อมือนักสะสมจริงๆ มันทำงานได้ดีกว่าการเป็นเครื่องประดับห้อยกระเป๋าเยอะ

การดึงนาฬิกาประวัติศาสตร์รุ่นนี้มาปัดฝุ่นแล้วเปลี่ยนวัสดุเป็นเซรามิกเงา บอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับทิศทางของแบรนด์ พวกเขาไม่ได้แค่อยากทำนาฬิกาแฟชั่นใส่ตามเทรนด์ซีซั่นเดียวแล้วจบ แต่พยายามสร้างความต่อเนื่องให้กับไลน์อัปเครื่องบอกเวลา

ในรุ่นเซรามิกนี้มีความต่าง น้ำหนักจะเบากว่าที่คิด และผิวสัมผัสเรียบเนียนมือแบบที่สเตนเลสให้ไม่ได้ ความเงาวับของตัวเรือนตัดกับสายยางได้อย่างลงตัวโดยไม่ดูฉูดฉาดจนเกินพอใจ

ถ้ามองในมุมของคนสะสมนาฬิกา การที่แบรนด์เลือกทำไลน์นี้เป็นคอลเลกชันถาวร หมายความว่าพวกเขาตั้งใจปั้นให้มันเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ระยะยาว ไม่ใช่แค่ของหายากที่มีไว้เก็งกำไรแล้วหายเงียบ

ก้อนกรวดเซรามิก DNA ปี 1988 ที่กลับมาทวงบัลลังก์

รูปทรงก้อนกรวดมนไร้ขาตัวเรือนแบบนี้แหละคือเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Monterey นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกสุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ย้อนกลับไปปี 1988 ตอนที่โปรเจกต์ LV I และ LV II เริ่มต้นขึ้น พวกเขาดึงตัว Gae Aulenti สถาปนิกและนักออกแบบชื่อดังชาวอิตาเลียนมาจับมือร่วมงาน โดยมี IWC รับหน้าที่ผลิตเครื่องให้

ถ้ารุ่น LV I มาพร้อมความเรียบเนียนของทรงก้อนกรวดทองคำ ซึ่งเป็นต้นแบบของรุ่นลิมิเต็ดเมื่อปีที่แล้ว รุ่นพี่อย่าง LV II กลับเลือกเดินเกมล้ำหน้าด้วยการหยิบ เซอร์โคเนียเซรามิก มาใช้ ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็นวัสดุใหม่แกะกล่องในโลกการผลิตนาฬิกา

ลองนึกภาพตาม ช่วงเวลานั้น Rado เพิ่งจะเข็นเซรามิกไฮเทคลงในรุ่น Integrale ส่วน IWC ก็เพิ่งเปิดตัว Da Vinci Perpetual Calendar Ref. 3755 ที่ใช้เซรามิกสีดำไปแค่สองปีก่อนหน้า การที่ Louis Vuitton กระโดดเข้ามาเล่นวัสดุนี้ในรุ่น LV II เลยกลายเป็นความกล้าที่น่าสนใจ ตัวเรือนเซรามิกเงาวับในโทนสีดำสนิทหรือเขียวเข้มป่า ให้ฟีลที่เฉี่ยวและมีเสน่ห์แบบยุคแปดสิบส์โดยแท้จริง

การได้เห็นเซรามิกถูกหยิบมาใช้ตั้งแต่วันนั้น ทำให้การกลับมาในเวอร์ชันปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการหยิบเอาดีเอ็นเอเดิมมาย่อยใหม่ในยุคที่วัสดุศาสตร์ก้าวไปไกลกว่าเดิมมาก

ในมุมของคนชอบงานดีไซน์ การเลือกใช้วัสดุที่ล้ำหน้าตั้งแต่อดีตสะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์ได้ดีกว่าแค่การทำนาฬิกาตามกระแส

ขยายไซส์นิด ปรับเครื่องในใหม่ ความสมดุลของ Monterey Ceramic รุ่นล่าสุด

ขนาดตัวเรือน 37 มิลลิเมตรถูกรักษาไว้เท่ากับต้นฉบับเป๊ะ ความหนาอาจจะขยับขึ้นมานิดหน่อยจาก 9 มิลลิเมตรในรุ่นควอตซ์ LV II มาเป็น 11 มิลลิเมตรในรุ่นปัจจุบัน

เหตุผลเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะข้างในไม่ได้ใช้ถ่านแล้ว แต่ยัดกลไกอินเฮาส์อัตโนมัติ Caliber LFTMA01.02 เข้าไปแทน ความถี่ระดับ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง กับสำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง คือมาตรฐานร่วมสมัยที่ไว้ใจได้

ความคลีนบนหน้าปัดถูกถอดรหัสมาจากรุ่นแกรนด์ฟูอีนาเมลเมื่อปีที่แล้ว ไม่มีตัวเลขหรือขีดเกะกะสายตา ปล่อยให้องค์ประกอบหลักของ Monterey ทำงานของมันเอง ทั้งทรงก้อนกรวดอันเป็นเอกลักษณ์ เข็มทรงเข็มฉีดยา และเม็ดมะยมที่ย้ายไปอยู่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา รอบนี้แบรนด์เพิ่มลวดลายกิโยเช่แบบ Clous de Paris ลงบนเม็ดมะยม ช่วยให้จับกระชับมือขึ้นเวลาหมุนปรับเวลา

ทุกอย่างถูกดึงเข้ามาผลิตในโรงงานของตัวเองแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ตัวเรือนเซรามิก หน้าปัดแลคเกอร์ ไปจนถึงกลไกจักรกล ฝีมือจาก La Fabrique du Temps Louis Vuitton ทำให้เห็นเลยว่านี่ไม่ใช่แค่โปรเจกต์แฟชั่นฉาบฉวย แต่เป็นงานระดับแมกนัฟำก์เจอร์ที่เอาจริงเอาจัง

ถ้าเรามองงานประกอบใกล้ๆ แล้วรู้สึกได้ถึงความนิ่งของผิวเซรามิกและความประณีตในการเกลารอยต่อ มันคือความลงตัวระหว่างงานออกแบบยุคเก่ากับวิศวกรรมยุคใหม่

สองเฉดสี สองคาแรคเตอร์ เลือกความเขียวสตรีทหรือความคลาสสิกขโมยสายตา

เหมือนกับตอนรุ่น LV II เป๊ะ ทางแบรนด์ส่งตัวเลือกมาให้สะสมกันสองเฉดสี เริ่มจากตัวแรกสายร่วมสมัยที่เลือกใช้เรือนเซรามิกสีเขียวเข้าคู่กับหน้าปัดแลคเกอร์สีเขียว ตัดด้วยหลักเวลาสีขาวและสเกลนาทีรางรถไฟ เพิ่มกิมมิคความจัดจ้านด้วยเข็มทรงเข็มฉีดยาเคลือบแลคเกอร์สีเหลือง

ส่วนอีกตัวคือสายเพียวริสต์ที่ถอดรหัสสีดั้งเดิมมาแบบครบถ้วน คอนทราสต์สะใจด้วยการผสมผสานระหว่างสีดำ ขาว แดง และน้ำเงิน บนหน้าปัดที่มองกี่ทีก็รู้ว่าถอดแบบมาจากประวัติศาสตร์ปี 1988

ความกล้าในการใช้คู่สีตัดกันแบบนี้แหละคือเอกลักษณ์ที่ทำให้ Monterey ไม่เหมือนนาฬิกาทรงกลมทั่วไปบนตลาด สีเขียวทอนโทนให้ความรู้สึกสตรีทลักชูรีแบบร่วมสมัย ขณะที่ตัวคลาสสิกสี่สีให้กลิ่นอายเรโทรที่จัดจ้านโดยไม่ต้องพยายาม ถ้าวางเทียบกันสองเรือน ความต่างของโทนสีเปลี่ยนอารมณ์คนใส่ได้ทันที เรือนเขียวให้ความรู้สึกดื้อเงียบ ส่วนเรือนคลาสสิกตะโกนความเป็นการออกแบบยุคเก่าออกมาดังๆ

อ่านสเปกจบแล้วเห็นภาพเลยว่าแบรนด์ไม่ได้มาเล่นๆ ตัวเลข 37 มิลลิเมตรกับความหนา 11 มิลลิเมตรคือสัดส่วนที่พอดีข้อมือแบบไม่ต้องพยายามทำตัวเรือนให้ใหญ่โตตามเทรนด์ การเลือกใช้สายหนังลูกวัวแทนที่จะดันสายยางล้วนๆ ช่วยเบรกความสปอร์ตลง แล้วดึงความเนี้ยบสไตล์เดรสวอทช์กลับมาได้เนียนกริบ

ในฐานะคนชอบแกะสลักรายละเอียดทางเทคนิค การเลือกจับคู่สีเข็มกับหน้าปัดในสเปกนี้คือความใส่ใจระดับมินิมอลที่คนทำนาฬิกาเท่านั้นถึงจะเข้าใจ จากสเปกทั้งหมดที่คุณเพิ่งอ่าน ตัวเลขไหนหรือฟีเจอร์ตัวไหนที่ทำให้คุณรู้สึกว่าเรือนนี้ “ต้องไปลองจับตัวจริง” มากที่สุด?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Caliber LFTMA01.02 สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง 
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาชั่วโมง นาที และวินาทีตรงกลาง 
  • ตัวเรือน: ขนาด 37 มิลลิเมตร หนา 11 มิลลิเมตร ทำจากเซรามิกขัดเงาสีดำหรือสีเขียว กันน้ำ 30 เมตร 
  • หน้าปัด: เคลือบแลคเกอร์สีขาวหรือเขียว ตัวเลขเลขอราบิกสีดำหรือขาว เข็มชั่วโมงและนาทีทองเหลืองเคลือบแลคเกอร์สีแดงหรือสีเหลือง เข็มวินาทีทองเหลืองเคลือบแลคเกอร์สีน้ำเงิน 
  • สาย: หนังลูกวัวสีดำหรือสีเขียว มาพร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสลักโลโก้ Louis Vuitton

Panerai ย่อส่วนดีไซน์ทรง 90s สู่ขนาด 42 มม. เป็นครั้งแรก สวมใส่ง่ายขึ้น แต่ยังคงตัวตน Tool Watch ระดับตำนาน

ทั้งสามรุ่นย่อย มาพร้อมดีไซน์เคสยุค 90s กลไก P.980 สำรองพลังงาน 3 วัน และสายผ้าแคนวาสตอบโจทย์สายลุยในชีวิตประจำวัน

หากพูดถึงแบรนด์นาฬิกาที่มีเรื่องเล่าอันเข้มข้น แน่นอนว่าชื่อของ Panerai ย่อมลอยเข้ามาเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยถึงเรือนเวลาทรงสปอร์ตดุดันอย่าง Luminor ที่มีดีเอ็นเอมาจากเครื่องมือวัดเวลาของกองทัพเรืออิตาลี

ล่าสุด Panerai ได้นำเอากลิ่นอายความคลาสสิกสุดเก๋าจาก เคสดีไซน์ทรงยุค 90s มาย่อส่วนลงเหลือขนาดหน้าปัด 42 มม. เป็นครั้งแรก ใน 3 รหัสใหม่ นั่นก็คือ PAM01710, PAM01711 และ PAM01714 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ตัวเรือนทรงนี้ถูกทำออกมาในสัดส่วนที่เข้าถึงง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่า Panerai เพิ่งเคยทำไซส์ 42 มม. นะ แต่ครั้งนี้เป็นการนำรูปทรงเฉพาะของยุคก่อนมาปรับสัดส่วนใหม่ให้เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น

ถอดรหัสดีไซน์ ย้อนเวลาสู่ปี 1993

จุดเริ่มต้นของดีไซน์ชุดนี้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 กันยายน ปี 1993 บนเรือรบพิฆาต Durand de la Penne ของอิตาลี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ Panerai เปิดตัวนาฬิกาสู่ตลาดพลเรือนเป็นครั้งแรกด้วยรุ่นในตำนานอย่าง Luminor Ref. 5218-201/A

เอกลักษณ์ของตัวเรือนในยุค 90s นั้น คือเส้นสายที่คมชัด เป็นสันคม แตกต่างจากทรงหมอน (Cushion-shaped) ในยุค 60s อย่างเห็นได้ชัด มาพร้อมกับสะพานครอบเม็ดมะยมโค้งมนที่เชื่อมเข้ากับตัวเรือนได้อย่างเรียบเนียน

เมื่อได้ลองสัมผัสและนำเรือนจริงมาวางทาบบนข้อมือแล้ว สิ่งแรกที่เราจะรู้สึกได้คือขนาด 42 มม. ช่วยทำให้ตัวเรือนดูสมดุลขึ้นมาก รวมไปถึงเส้นสายอันแข็งแกร่งและสันคมที่เป็นเอกลักษณ์เดิมยังอยู่ครบ ไม่ได้โดนลดทอนความเท่ลงเลย ยิ่งพอขึ้นข้อมือแล้วกลับแนบกระชับ ให้ความรู้สึกสวมใส่สบาย และคล่องตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

กลไกทันสมัย และประสิทธิภาพที่ไว้ใจได้

แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะชวนให้เรานึกถึงยุค 90s แต่หัวใจภายในนั้นขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติกอินเฮาส์ P.980 ที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 3 วัน (72 ชั่วโมง) มาพร้อมกับฟังก์ชัน Stop-Seconds ที่เข็มวินาทีจะหยุดหมุนทันทีเมื่อดึงเม็ดมะยมออก เพื่อการตั้งเวลาที่แม่นยำระดับวินาที ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ตกทอดมาจากนาฬิกาปฏิบัติการทางทหาร ส่วนสะพานยึดจักรกรอก (Traversing balance wheel bridge) ก็ช่วยเสริมความเสถียรและความแม่นยำในการเดินให้มั่นคงยิ่งขึ้น

ในด้านความทรหด ตัวเรือนรองรับ การกันน้ำที่ระดับ 50 บาร์ (หรือประมาณ 500 เมตร) ซึ่งกระบวนการทดสอบ ณ โรงงานใน Neuchâtel ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะมีการใช้เครื่องอัดแรงดันน้ำและอากาศที่สูงกว่าค่ามาตรฐานจริงขึ้นไปอีก 25% เพื่อการันตีความซีลแน่นและความทนทาน ทำให้เรามั่นใจได้ว่า แม้จะปรับขนาดลงมาให้สวมใส่ง่ายขึ้น แต่จิตวิญญาณความเป็น Tool Watch สายลุยตัวจริงนั้นก็ยังคงอยู่

สัมผัสจริงบนหน้าปัดแบบ Monolayer

เมื่อมองหน้าปัดเรือนจริง เราจะเห็นโครงสร้างแบบแผ่นเดียว (Monolayer Construction) ที่พิมพ์ตัวเลขและหลักชั่วโมงด้วย Super-LumiNova® ซ้ำหลายชั้น จนเกิดเป็นมิตินูนขึ้นมาเล็กน้อยอย่างน่าสนใจ ช่วยให้อ่านค่าง่ายและมีความคมชัดสูง พร้อมเข็มวินาทีย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม

PAM01710
PAM01711
PAM01714

ซีรีส์นี้มาพร้อมตัวเลือก 3 คาแร็กเตอร์ที่ให้อารมณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน เริ่มจาก PAM01710 ที่ใช้ตัวเรือนสแตนเลสจับคู่หน้าปัดดำแมตต์และสายผ้าแคนวาสสีเบจ ให้ลุควินเทจดั้งเดิม ขยับมาที่ PAM01711 ในตัวเรือนสเตนเลสที่มาพร้อมกับหน้าปัดและสายผ้าแคนวาสสีเขียวแมตต์ ได้ฟีลทหารสายลุยที่ลงตัว และปิดท้ายด้วย PAM01714 สำหรับคนที่ชอบความสปอร์ตเข้ม ด้วยตัวเรือนสเตนเลสเคลือบ DLC สีดำสนิท ตัดกับหน้าปัดน้ำเงินแมตต์และสายผ้าใบสีน้ำเงินเข้าชุดกัน

และอีกจุดเล็กๆ ที่เรารู้สึกชอบก็คือ สำหรับสายผ้าแคนวาสที่ให้มา จะมีการเสริมชิ้นส่วนหนังบริเวณรูล็อกสายเพื่อความทนทานต่อการใช้งาน และยังรองรับระบบ PAM Click Release System™ ที่ช่วยให้ถอดเปลี่ยนสายเองได้ง่ายดาย 

การนำเคสดีไซน์ทรงยุค 90s มาปรับสู่ขนาด 42 มม. ในครั้งนี้ เรารู้สึกว่าเหมือนเป็นการพบกันครึ่งทางที่ลงตัวมาก สำหรับคนที่หลงใหลในประวัติศาสตร์และรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Luminor เพราะการปรับเปลี่ยนทำให้ได้นาฬิกาที่มีดีเอ็นเอสายลุยระดับตำนาน ในสัดส่วนที่รับกับข้อมือและพร้อมลุยไปกับคุณได้จริงในทุกๆ วัน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Panerai Luminor (รุ่น PAM01710, PAM01711 และ PAM01714)
  • ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. ดีไซน์เคสทรงยุค 90s พร้อมสะพานครอบเม็ดมะยม วัสดุสเตนเลส (สำหรับ PAM01710 และ PAM01711) และสเตนเลสเคลือบ DLC สีดำ (สำหรับ PAM01714) กันน้ำ 50 บาร์ (500 เมตร)
  • หน้าปัด: หน้าปัดโครงสร้างแบบแผ่นเดียว (Monolayer) พิมพ์ตัวเลขและหลักชั่วโมงด้วย Super-LumiNova® มิตินูนเด่นชัด พร้อมเข็มวินาทีย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา (หน้าปัดสีดำแมตต์ สีเขียวแมตต์ หรือสีน้ำเงินแมตต์ตามแต่ละรุ่น)
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาทีย่อย พร้อมระบบ Stop-Seconds ตั้งเวลาความแม่นยำระดับวินาที
  • กลไก: กลไกออโตเมติกอินเฮาส์ P.980 พร้อมสะพานยึดจักรกรอก (Traversing balance wheel bridge) สำรองพลังงาน 3 วัน (72 ชั่วโมง)
  • สาย: สายผ้าแคนวาส (เสริมชิ้นส่วนหนังบริเวณรูล็อกสาย) พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายเองได้ PAM Click Release System™

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

สรุปอินไซด์ Bangkok Watch Week 2026: เมื่อกรุงเทพฯ คือศูนย์กลางโลก Horology

สรุปเบื้องหลังเวทีเสวนาและทิศทางวงการนาฬิกาล่าสุด เมื่อแบรนด์ดังและอิสระกว่า 45 ค่าย ปะทะมุมมองกับคอมมูนิตี้คนรักนาฬิกาไทย

เก็บตกอินไซด์จากทุกเวทีเสวนา:  
  • Siam Paragon & FHH: วิสัยทัศน์เบื้องหลังการผนกำลังยกระดับเวทีนาฬิกาไทยสู่ศูนย์กลางระดับสากล ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิสวิสชั้นนำ
  • Piaget: ถอดรหัสการเดินทางของ Piaget Polo จากนาฬิกาประจำวันสู่การเป็นคอลเลกชันอมตะที่ครองใจคนรักนาฬิกาทั่วโลก
  • Roger Dubuis: การฉลองครบสามทศวรรษแห่งความกล้าฉีกทุกกฎเกณฑ์ดั้งเดิม ผลักดันขีดจำกัดของ High Watchmaking ให้หลุดกรอบความจำเจ
  • Vacheron Constantin & Grand Seiko: การผสานขั้วระหว่างงานฝีมือดั้งเดิมกับนวัตกรรมความบางระดับสถิติโลกและกลไกสปริงไดรฟ์ ที่ตอบโจทย์นักสะสมรุ่นใหม่ซึ่งมองหาความสมบูรณ์แบบทั้งภายในและภายนอก
  • Franck Muller: การดึงศิลปะการลงสีหน้าปัดมาผสานกับงานช่าง เพื่อย้ำว่านาฬิกาสามารถเป็นผืนผ้าใบแห่งอารมณ์ความรู้สึกได้มากกว่าเครื่องบอกเวลา
  • Universal Genève: การกลับมาที่สั่นสะเทือนวงการ ด้วยการบ้านที่ทำมาอย่างละเอียดเพื่อทวงคืนบัลลังก์ “Le Couturier de la Montre”
  • Breguet & Tudor: การเฉลิมฉลองวาระประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่การขุดอดีตมาหากิน แต่เป็นการตีความสายพันธุ์ทางความคิด (Lineage) ให้เข้ากับข้อมือคนยุคปัจจุบัน
  • NORQAIN: กล้าที่จะ “ฆ่า” รุ่นที่ขายดีที่สุดทิ้งกลางทาง เพื่อรักษาความสดใหม่ของแบรนด์ และพิสูจน์ให้เห็นว่าแบรนด์อิสระเติบโตได้ด้วยวิสัยทัศน์ที่จริงใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลขการผลิต

การเดินสายตระเวนฟังเสวนาในงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูภาพยนตร์สารคดีเรื่องยาวที่ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงของวงการนาฬิกาโลกแบบเรียลไทม์ การได้ไปยืนเบียดเสียดอยู่ข้างเวที ฟังเสียงถอนหายใจและรอยยิ้มของผู้บริหารแบรนด์ระดับโลก หรือการสังเกตแววตาของนักสะสมรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามชนิดขุดรากถอนโคน ทำให้เห็นว่าสนามประลองเรือนเวลาปีนี้ไม่ได้วัดกันที่ความหรูหราแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่มันวัดกันที่ “ความจริงใจในการเล่าเรื่อง”

บรรยากาศการบรรยายบนเวทีต่างๆ ล้วนสะท้อนถึงทิศทางที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขยอดขาย ซึ่งฉายภาพให้เห็นผ่านการวิเคราะห์เจาะลึกในแต่ละมิติ ซึ่งเราจะมีพูดคุยกันในบทความนี้

เมื่อแบรนด์อิสระไม่ได้มาเพื่อเป็นตัวประกอบ

การนั่งฟังเวทีของ NORQAIN ให้บรรยากาศที่ต่างจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างสิ้นเชิง ภาพของ Tobias Kuffer ที่ขึ้นมาเล่าเรื่องการสร้างแบรนด์กลางยุคโควิดโดยมีตำนานอย่าง Jean-Claude Biver เดินเข้าออฟฟิศมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย สะท้อนอินไซด์ที่น่าสนใจว่า ตลาดนาฬิกากำลังปฏิเสธความเพอร์เฟกต์ที่ไร้จิตวิญญาณ การที่แบรนด์กล้าหยิบเอารุ่นที่ขายดีที่สุดอย่างคอลเลกชันไอศกรีมหน้าปัดสเปรย์มา “ยกเลิกการผลิต” ทั้งที่กำลังทำเงิน ถือเป็นความกล้าหาญเชิงกลยุทธ์ที่หาได้ยากในยุคที่คนส่วนใหญ่กลัวความเสี่ยง มันบอกให้รู้ว่านักสะสมยุคนี้โหยหาความสนุกและความเป็นมนุษย์ มากกว่านาฬิกาหน้าตาเดิมๆ ที่ผลิตซ้ำวนไป

มรดกที่ไม่ได้มีไว้แค่ตั้งโชว์ในตู้กระจก

อีกหนึ่งเวทีที่ดึงดูดสายตาคนแน่นขนัดคือการกลับมาของ Universal Genève และการเฉลิมฉลองรอบพิเศษของ Breguet Tourbillon รวมถึงการเดินทางครบรอบหนึ่งศตวรรษของ Tudor สิ่งที่น่าสังเกตจากการฟังผู้บริหารบนเวทีคือ ไม่มีใครพูดถึงการ “ขุดอดีตมาหากิน” แบบตรงไปตรงมา แต่ทุกแบรนด์กำลังใช้คำว่า “Lineage” หรือสายพันธุ์ทางความคิด มาตีโจทย์ใหม่ให้เข้ากับวิถีชีวิตคนยุคปัจจุบัน การหยิบเอาดีเทลทางประวัติศาสตร์มาปรับวัสดุ ย่อขนาดตัวเรือน หรือปรับองศาการสวมใส่ให้เข้ากับข้อมือคนเอเชีย แสดงให้เห็นว่าแบรนด์เก่าแก่เริ่มตื่นตัวและเรียนรู้ที่จะฟังเสียงสะท้อนจากตลาดฝั่งเอเชียอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ออกแบบผลิตภัณฑ์จากฝั่งเจนีวาแล้วบังคับให้ทั่วโลกซื้อตาม

บรรทัดฐานใหม่ของความบางและความซับซ้อนเชิงกลไก

การฟังเสวนาฝั่งคอมพลิเคชันระดับสูงอย่าง Vacheron Constantin หรือ Grand Seiko ทำให้เห็นชัดเจนว่า เส้นแบ่งระหว่างความเรียบง่ายกับความซับซ้อนทางวิศวกรรมกำลังถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน การผลักดันความบางระดับสถิติโลกหรือการพัฒนาเทคโนโลยีสปริงไดรฟ์ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะ “ตัวเลขสถิติ” ที่มีไว้ข่มคู่แข่งอีกต่อไป แต่ถูกย่อยให้ออกมาเป็นเรื่องเล่าของงานฝีมือที่มนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ

เมื่อนั่งฟังคำถามจากฟลอร์ในห้องเสวนา สิ่งที่น่าตกใจคือคนรุ่นใหม่ไม่ได้ถามแค่เรื่องราคาขายต่อหรือสภาพกลไก แต่พวกเขายอดเยี่ยมพอที่จะเจาะลึกถึงสถาปัตยกรรมภายใน วัสดุคอมโพสิตของตัวเรือน หรือแม้แต่ที่มาของการขึ้นรูปหน้าปัดแบบงานคราฟต์ สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าคอมมูนิตี้คนรักนาฬิกาบ้านเราโตเร็วกว่าที่หลายคนประเมินไว้มาก

บทเรียนจากหน้างานที่เปลี่ยนมุมมอง

ภาพรวมของสัปดาห์นาฬิกาปีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อขายเรือนเวลาหลักล้าน แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม แบรนด์ไหนที่ยังยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ เริ่มถูกตั้งคำถามจากกลุ่มผู้บริโภคที่ฉลาดและรู้ลึกขึ้น ในขณะที่แบรนด์ที่กล้าเปิดอกเล่าความผิดพลาด กล้าทดลองวัสดุแปลกใหม่ และให้เกียรติคนดูด้วยความจริงใจ กลับเป็นฝ่ายกุมหัวใจคนในวงการไปได้ทั้งหมด

การนั่งฟังเสวนาเรียงคิวกันหลายเวทีทำให้ตกตะกอนได้ว่า ตลาดนาฬิกาต่อจากนี้จะไม่ใช่พื้นที่ของผู้ที่มีเงินหนาที่สุดอีกต่อไป แต่มันคือพื้นที่ของใครก็ตามที่มีเรื่องเล่าและจิตวิญญาณที่ชัดเจนพอจะทำให้คนบนเก้าอี้ฟังจนจบได้โดยไม่ละสายตา

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เรียนรู้งานช่างฝีมือและสัมผัสประการณ์การลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลา Franck Muller บนเวทีเสวนา ‘The Art of Dial Painting’
รีแคปตรงจากขอบเวที เรื่องราวของ Universal Genève กับการคืนชีพของ ‘Le Couturier de la Montre’
เบื้องหลังความสำเร็จ Piaget Polo จากงานเสวนา

Bvlgari พาสำรวจเสน่ห์ของช่างอัญมณีอิตาเลียน ผสานนวัตกรรมกลไกสวิสที่โดนใจนักสะสมนาฬิกา บนเวทีเสวนา ‘Roman Jeweler of Time’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ ณเดชน์ คูกิมิยะ มาร่วมแบ่งปันความประทับใจในนาฬิการุ่นไอคอนิกของเมซง

วันสุดท้ายสำหรับงาน Bangkok Watch Week 2026 เรามีโอกาสได้เข้าร่วมฟังเวทีเสวนา ‘Roman Jeweler of Time’ โดย Bvlgari ซึ่งเปิดโอกาสให้แฟนของเมซงที่ชื่นชอบทั้งงานจิวเวลรี่ และชื่นชมในกลไกอันน่าทึ่งของเรือนเวลารุ่นไอคอนิกอย่าง Octo Finissimo และ Serpenti ได้เข้ามาร่วมรับฟังหลากหลายมุมมองของผู้ที่หลงใหลในแบรนด์นาฬิกาที่ผสมผสานดีเอ็นเออิตาเลียน เข้ากับคุณภาพมาตรฐาน Swiss Made ได้อย่างกลมกล่อม บนเวทีเราจึงได้รับฟังทั้งมุมมองของผู้บริหารจาก Emma Behaeghel กรรมการผู้จัดการ Bvlgari ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Tien Tan นักสะสมนาฬิกา และ ณเดชน์ คูกิมิยะ ผู้หลงใหลในนาฬิการุ่นไอคอนิกจาก Bvlgari

ความหมายของเวลา

เปิดเวทีเสวนาด้วยการตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของเวลา คำตอบแรกมาจาก Behaeghel ตัวแทนจาก Bvlgari ผู้บริหารหญิงผู้คร่ำหวอดในแวดวงลักซ์ชัวรีมาอย่างยาวนานกล่าวถึงความหมายของเวลาในบริบทของเธอว่า

เวลาคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของเรา เป็นตัวแทนของโอกาส ความก้าวหน้า และช่วงเวลาต่างๆ ที่เราสร้างขึ้น และนาฬิกาชั้นเลิศก็ทำหน้าที่ย้ำเตือนให้เราระลึกถึงความสำเร็จและหมุดหมายสำคัญในชีวิต

Emma Behaeghel – กรรมการผู้จัดการ Bvlgari ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ในมุมของนักสะสมอย่าง Tan เขามองว่า เวลามีความหมายเฉพาะตัวอย่างลึกซึ้ง และวิธีที่เราเลือกใช้เวลานั้นขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ส่วนนาฬิกาบนข้อมือเป็นเครื่องสะท้อนรสนิยมและความเชื่อส่วนบุคคล อีกทั้งยังเป็นเสมือน ‘ชื่อเสียงที่บ่มเพาะขึ้นจากการใช้เวลาของคุณ’

ส่วนนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์อย่างณเดชน์ที่เวลาทุกนาทีมีค่าอย่างยิ่งมองว่า “เวลาเป็นสิ่งที่บ่งบอกคุณค่าในการใช้ชีวิตของคนเรา ส่วนตัวผมเองถูกสอนมาให้ใช้เวลาให้มีประโยชน์สูงสุด ตัวผมเองมีเวลาว่างค่อนข้างน้อยมากๆ ทุกๆ วันต้องทำงาน ผมจึงให้ความสำคัญกับทุกวินาทีที่เกิดขึ้นมากๆ นอกจากให้เวลากับตัวเราเองแล้วเรายังต้องแบ่งเวลาให้กับคนที่เรารักด้วย นาฬิกาจึงเป็นตัวแทนของสิ่งที่ผมเป็น นอกจากนั้นยังเป็นเครื่องมือที่คอยย้ำเตือนเราว่า เวลาเป็นเรื่องสำคัญมากๆ”   

ตลาดนาฬิกาหรูในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อพูดถึงตลาดนาฬิกาหรูในไทยและในระดับภูมิภาค ผู้บริหารหญิงจาก Bvlgari มองว่า ตลาดในภูมิภาคนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดผู้นำที่โดดเด่นเป็นพิเศษ และยังเป็นตลาดนาฬิกาหรูที่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจและชื่นชอบในเรื่องราวของมรดกทางประวัติศาสตร์และงานฝีมือ ขณะที่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็แสดงให้เห็นถึงความสนใจในนาฬิกาหรูเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เช่นเดียวกับคอมมูนิตี้นักสะสมที่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและเปิดกว้างต้อนรับนักสะสมหน้าใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง Bvlgari ก็ตอบรับกับการเปิดกว้างในกลุ่มคอมมูนิตี้ ด้วยนาฬิการุ่นไอคอนิกที่ปรับขนาดตัวเรือนให้เล็กลง แต่ไม่ลดทอนประสิทธิภาพในเชิงกลไกตามที่ Tan ได้ให้ความเห็นไว้ว่า

“นาฬิกา Octo Finissimo 37 มม. น่าจะดึงดูดนักสะสมกลุ่มใหม่ๆ ที่มองหานาฬิกาที่แตกต่าง และในที่สุดเขาก็เจอนาฬิกาที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน”

เมื่อความคิดสร้างสรรค์แบบอิตาเลียนหลอมรวมกับมาตรฐาน Swiss Made

Behaeghel ผู้ที่ใกล้ชิดกับแบรนด์มากที่สุดอย่างมองว่า Bvlgari ขึ้นชื่อในอัตลักษณ์โดดเด่นในเชิงดีไซน์ และความประณีตในงานช่างอัญมณีแบบฉบับอิตาเลียน และเมื่อความเชี่ยวชาญในด้านดังกล่าวผสานเข้ากับการผลิตนาฬิกาที่มีกลไกประสิทธิภาพสูงตามมาตรฐานนาฬิกาสวิส ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นผลผลิตของความเป็นเลิศทั้งสองด้าน ซึ่งกลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของ Bvlgari ด้านนักสะสมผู้สวมใส่นาฬิกา Bvlgari เป็นประจำอย่าง Tan เสริมว่า

“ผมคิดว่า Bvlgari มีความโดดเด่นตรงการผสานความเป็นอิตาเลียนผ่าน Fabrizio Buonamassa Stigliani ผู้ซึ่งเป็นอัจฉริยะด้านการออกแบบ เข้ากับนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกาอย่างแท้จริง Bvlgari ยังคงผลักดันนวัตกรรมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านกลไกซับซ้อนแบบบางพิเศษ (Ultra-thin Complications) และรางวัล GPHG ที่แบรนด์ได้รับก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จดังกล่าว ผมคิดว่าการผสานทั้งสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Bvlgari ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมครับ”

อัตลักษณ์ของนาฬิการุ่นไอคอนิก

บทพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรมของความสำเร็จในการหลอมรวมความเป็นเลิศจากสองฝั่งเข้าด้วยกัน คือ นาฬิการุ่นไอคอนิกอย่าง Octo Finissimo และ Serpenti ที่กลายเป็นตัวแทนของดีไซน์ที่อาจหาญและกลไกอันน่าทึ่ง สำหรับ Serpenti นาฬิกาที่มีรูปทรงงูอันเป็นเอกลักษณ์จัดเป็นคอลเลกชันไอคอนิกที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลง ความแข็งแกร่ง และการเป็นทั้งนาฬิกาและเครื่องประดับในเวลาเดียวกัน ด้วยการออกแบบที่มีเอกลักษณ์และสามารถสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส

“ฉันคิดว่า Serpenti เป็นคอลเลกชันไอคอนิกอย่างแท้จริง เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและการพลิกโฉมตัวเอง และยังเป็นนาฬิกาที่ทำหน้าที่เป็นจิวเวลรี่ได้ด้วย มันเป็นหนึ่งในคอลเลกชันโปรดของฉันเลยค่ะ”  Behaeghel กล่าวถึงความหมายที่แฝงอยู่ในนาฬิกา Serpenti และความรู้สึกส่วนตัวที่เธอมีต่อนาฬิกาที่สร้างภาพจำอันเด่นชัดให้กับ Bvlgari

ส่วนในมุมมองของนักสะสมอย่าง Tien Tan เขามองว่า นาฬิกาของ Bvlgari นั้นมีเอกลักษณ์โดดเด่นชนิดที่ไม่จำเป็นต้องเห็นโลโก้แบรนด์บนหน้าปัดก็สามารถบอกได้ในทันทีว่า นี่คือนาฬิกาของ Bvlgari ดีไซน์ของ Octo Finissimo เป็นสิ่งที่สะดุดตาเขาเป็นอย่างแรก และเมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวเบื้องหลัง และรางวัลการันตีความยอดเยี่ยมจากเวที GPHG เขาก็ยิ่งสนใจในนาฬิการุ่นนี้ยิ่งขึ้น

“สิ่งที่ผมชอบใน Octo ก็คือมันเป็นนาฬิกาสำหรับทุกคน มันเป็นคอลเลกชันที่เปิดกว้างและมีความหลากหลายอย่างงดงาม ทำให้คุณสามารถเลือกเรือนที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ รสนิยม หรือมุมมองในการใช้ชีวิตของคุณได้อย่างลงตัวครับ”

นอกจากนี้ Tan ยังมองว่า นาฬิกา Bvlgari มีความเหนือกาลเวลา ด้วยดีไซน์ที่ไม่ได้มุ่งตามกระแสความนิยมชั่วคราว ประกอบกับนวัตกรรมที่แบรนด์พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลไกซับซ้อนแบบบางพิเศษ รวมถึงความสามารถในการสวมใส่ในชีวิตประจำวันของนาฬิการุ่นใหม่ๆ เช่น Octo Finissimo 37 mm ทำให้นาฬิกาเหล่านี้มีคุณค่าอย่างยิ่งในมุมมองของนักสะสม

Octo Finissimo เป็นนาฬิกาที่ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้านดีไซน์ แต่กลไกซับซ้อนอันบางเป็นพิเศษ ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญด้านกลไกของ Bvlgari และยังมีความหลากหลายในด้านวัสดุ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์และรสนิยมที่แตกต่างกัน แต่ที่แสดงถึงการรับฟังความต้องการของตลาดและการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยอย่างแท้จริง ย่อมเป็น Octo Finissimo รุ่นใหม่ขนาด 37 มม. โดยเฉพาะรุ่นตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ที่ถูกมองว่ามีความโดดเด่นและมีศักยภาพในการเป็นนาฬิกาไอคอนิกสำหรับทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี

ผู้ที่ได้มีประสบการณ์ร่วมกับเรือนเวลาทั้งสองรุ่นอย่าง ณเดชน์ยังได้แบ่งปันประสบการณ์และเรื่องราวอันน่าประทับใจที่เขามีร่วมกับคนที่รักและนาฬิกา Bvlgari เขาแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับการซื้อนาฬิกา Serpenti ให้คุณแม่ในวันเกิด นอกจากดีไซน์อันงดงามแล้ว Serpenti ยังมีความหมายทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับความเชื่อของไทยในเรื่อง ‘พญานาค’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง ความเป็นนิรันดร์ และการมีอายุยืนยาว

“นอกจากนั้นผมยังรู้สึกว่า ความสวยงามของนาฬิกา Serpenti สามารถอยู่คู่คุณแม่ได้อย่างยาวนาน นอกเหนือจากการมอบเป็นของขวัญแล้วเรื่องราวและความทรงจำที่เกิดขึ้นในวันนั้นเป็นเรื่องราวที่เรามีความสุขกันมากๆ เลยครับ สิ่งที่ Bvlgari มอบให้เราจึงเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม”

ณเดชน์ คูกิมิยะ – นักแสดง

นั่นทำให้เขาหวงแหนความทรงจำและประสบการณ์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับนาฬิกาเรือนนี้อย่างมาก เรื่องราวอันน่าประทับใจของนักแสดงหนุ่มและความสุขที่ Bvlgari มอบให้จึงเป็นการปิดท้ายเวทีเสวนาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Cole Pennington พาสำรวจการเดินทางหนึ่งศตวรรษแห่งจิตวิญญาณ Born to Dare ของ Tudor บนเวทีเสวนา A Century of Tudor ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026

เรียนรู้งานช่างฝีมือและสัมผัสประการณ์การลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลา Franck Muller บนเวทีเสวนา ‘The Art of Dial Painting’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026

ร่วมศึกษาวิวัฒนาการแห่งความเที่ยงตรงของ Grand Seiko บนเวทีเสวนา ‘The Evolution of Precision’ ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026

พร้อมเจาะลึกกลไกเบื้องหลังความเที่ยงตรง และวิวัฒนาการล่าสุดของ Evolution 9 Collection

นับเป็นเวทีเสวนาที่ดึงดูดให้สาวก Grand Seiko มารวมกันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ สำหรับเวทีเสวนา ‘The Evolution of Precision’ ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน โดยเวทีเสวนาในครั้งนี้ Grand Seiko พาผู้ชมท่องไปในห้วงเวลา 6 ทศวรรษของแบรนด์โดยละเอียด โดยมี Takeshi Sakamoto รองประธาน Grand Seiko Global Division และ Jonathan Bues ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารแบรนด์ ร่วมถ่ายทอดมุมมองด้านการผลิตรอบด้าน และแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาของ Grand Seiko โดยมี TanTan Wang เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

รองประธานแห่ง Grand Seiko และJonathan Bues ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารแบรนด์ เปิดเวทีเสวนาด้วยการพาผู้ชมย้อนทำความรู้จักกับแบรนด์ Grand Seiko อีกครั้ง  แบรนด์เรือนเวลาจากแดนอาทิตย์อุทัยนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1960 ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่โดดเด่น ทั้งในด้านความเที่ยงตรง ความสามารถในการอ่านเวลา ความสบายในการสวมใส่ และความงดงาม โดยผสานเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกาขั้นสูงเข้ากับทักษะของช่างฝีมือและสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ภายใต้ปรัชญา The Nature of Time ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างกาลเวลา ธรรมชาติ และวิถีแห่งการสร้างสรรค์ของญี่ปุ่น

Pursuit of Precision: การแสวงหาความเที่ยงตรงอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นจึงเข้าสู่การถ่ายทอดพันธกิจของแบรนด์ที่มุ่งหน้าแสวงหาความเที่ยงตรงอันเป็นที่สุดเสมอมา โดยมีหัวใจสำคัญที่ทำขับเคลื่อนพันธกิจนี้ก็คือกลไก Spring Drive และ Hi-Beat Mechanical

กลไก Spring Drive  

จุดกำเนิดของ Spring Drive เริ่มต้นจากแนวคิดที่เกิดขึ้นในปี 1977 เมื่อวิศวกร Yoshikazu Akahane ต้องการสร้างนาฬิกาที่รวมคุณสมบัติของนาฬิกาจักรกล ซึ่งใช้พลังงานจากเมนสปริง โดยไม่ต้องพึ่งแบตเตอรี่ เข้ากับความเที่ยงตรงของระบบอิเล็กทรอนิกส์ ความเที่ยงตรงสูงสุดที่กลไกนี้มอบให้เกิดจากการเสริมชุดควบคุมความเร็วแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งประกอบด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า วงจร IC และคริสตัลออสซิลเลเตอร์ โดยการถ่ายโอนพลังงานจากฟันเฟืองอย่างมีประสิทธิภาพและใช้ IC ที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้พลังงานต่ำ ทำให้มีการใช้พลังงานสำรองน้อยกว่านาฬิกากลไกปกติ จึงสามารถมอบความเที่ยงตรงในระดับควอตซ์

แนวคิดดังกล่าวผ่านการพัฒนาเป็นระยะเวลายาวนาน กลไก Spring Drive รุ่นแรกจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 1999 ก่อนที่ทางแบรนด์จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในปี 2004 พร้อมระบบขึ้นลานอัตโนมัติและพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมงกลไก Spring Drive นั้นมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมานับตั้งแต่จุดกำเนิด มาจนถึง Spring Drive U.F.A. – Ultra Fine Accuracy ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานความเที่ยงตรงของ Spring Drive ไปอีกขั้น ด้วยอัตราความคลาดเคลื่อนเพียง ±20 วินาทีต่อปี ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ Grand Seiko ในการพัฒนากลไกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากเมนสปริง

Hi-Beat Mechanical 36000

กลไกที่ทำงานด้วยความถี่สูง ซึ่งช่วยลดความแปรปรวนของอัตราการเดินจากแรงกระแทกภายนอกและการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของนาฬิกา เป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยให้ Grand Seiko บรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งความเที่ยงตรง กลไกนี้มีประวัติความเป็นมาย้อนกลับไปถึงปี 1968 ก่อนจะพัฒนามาสู่เจเนอเรชันปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น คาลิเบอร์ 9S85/9S86 ซึ่งมีพลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง หรือคาลิเบอร์ 9SA5 เปิดตัวในปี 2020 ทำงานด้วยความถี่ 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมพลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง ความเที่ยงตรงและทรงพลังเกิดจาก Dual Impulse Escapement และโครงสร้างชุดเฟืองที่ช่วยให้กลไกบางลง โดยยังรักษาประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของนาฬิกาความถี่สูงเอาไว้ 

Evolution 9 Collection

บนเวทียังได้มีการเผยพัฒนาการครั้งใหม่ของ Evolution 9 Collection ซึ่งทาง Grand Seiko ได้ปรับโฉมรุ่นหลักของคอลเลกชันในปี 2026 รวมทั้งหมด 9 รุ่นด้วยกัน ประกอบด้วย 5 รุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก Spring Drive และ 4 รุ่นที่ใช้กลไก Hi-Beat  36000 การพัฒนาครั้งนี้ยังคงยึดหลักสำคัญของ Evolution 9 Style ทั้งด้านความงาม ความสามารถในการอ่านเวลา และความสบายในการสวมใส่ พร้อมเพิ่มรายละเอียดที่ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนของ ตัวเรือนและสายที่ได้รับการปรับแต่ง ระบบตัวล็อกที่สามารถปรับขนาดได้อย่างละเอียด ตลอดจนการผสาน ประสิทธิภาพของกลไก เข้ากับงานออกแบบที่สะท้อนสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น

ความหมายและความสำคัญของความเที่ยงตรงในบริบทปัจจุบัน

หลังจากได้เรียนรู้พัฒนาการของแบรนด์เรือนเวลาที่มีเป้าหมายมุ่งสู่ความเที่ยงตรงสูงสุดในวันที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นมาตรวัดค่าเวลาที่คนส่วนใหญ่พึ่งพาไปแล้ว TanTan Wang พาสำรวจความหมายของนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบ และความสำคัญของความเที่ยงตรงในวันนี้ไปพร้อมๆ กับสองตัวแทนจากทาง Grand Seiko

โมเดอเรเตอร์เริ่มยิงคำถามเปิดประเด็นว่าด้วย ในปี 2026  ความหมายของ ‘นาฬิกาในอุดมคติ’ ยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งสำหรับผู้ควบคุมทิศทางของแบรนด์อย่าง Sakamoto คำตอบที่ตายตัวสำหรับคำถามนี้อาจจะยังไม่มี เพราะความเป็นไปได้มีทั้งสองด้าน เนื่องจากตลาด เทคโนโลยี และความต้องการของผู้บริโภคล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนั้นนิยามของคำว่า ‘อุดมคติ’ อาจค่อยๆ เปลี่ยนไป แต่ทาง Grand Seikoยังคงยึดมั่นในคุณค่าดั้งเดิมที่ยึดถือเสมอมา นั่นคือความเที่ยงตรง ความสามารถในการอ่านเวลา ความทนทาน และความงดงาม

ด้าน Bues ลงความเห็นว่า เทคโนโลยีใหม่ย่อมทำให้รายละเอียดบางอย่างเปลี่ยนไป แต่หลักคิดของแบรนด์เปรียบเสมือนแนวทางชี้แนะที่มั่นคง และทำหน้าที่นำทาง Grand Seiko มาตลอด 66 ปี   จึงอาจกล่าวได้ว่า ‘Evolution’ ในความหมายของ Grand Seiko ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งสิ่งเดิมเพื่อวิ่งตามสิ่งใหม่ หากเป็นการนำหลักคิดเดิมกลับมาตั้งคำถามซ้ำๆ ว่า ภายใต้เทคโนโลยีและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เราจะทำให้สิ่งเหล่านั้นดีขึ้นได้อย่างไรมากกว่า

การเดินทางสู่เป้าหมายเพื่อความเที่ยงตรงสูงสุดของ Grand Seiko ยังดำเนินไปภายใต้สามแนวทางด้วยกัน ประกอบไปด้วย 9S Mechanical, 9R Spring Drive และ 9F Quartz ทั้งสามมีแนวทางที่แตกต่างแต่ล้วนขับเคลื่อนไปยังเป้าหมายแห่งความเที่ยงตรงเหมือนกัน ความแตกต่างดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วแนวทางทั้งสามสามารถก่อให้เกิดความขัดแย้งได้หรือไม่  ด้าน Sakamoto ไม่คิดว่า ทั้งสามแนวทางไม่ถือเป็นความขัดแย้ง แต่เป็น ‘การเติมเต็มซึ่งกันและกัน’ เพราะความชอบของแต่ละบุคคลก็แตกต่างกันไป บางคนอาจชื่นชอบในกลไกควอตซ์ที่โดดเด่นเรื่องความเที่ยงตรง ในขณะที่บางคนกลับหลงใหลในเสน่ห์ของนาฬิกาจักรกลมากกว่าก็เป็นไป การมุ่งสู่เป้าหมายแห่งความเที่ยงตรงจึงสามารถทำได้หลายรูปแบบ แต่ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายเดียวกัน

คำถามต่อไปที่ต่อยอดจากเส้นทางสู่ความเที่ยงตรงของ Grand Seiko เกิดขึ้นจากข้อสงสัยของ Wang ที่มีอยู่ว่า “ในเมื่อ Spring Drive มีความแม่นยำสูงอยู่แล้ว จะต้องผลักดัน ความเที่ยงตรงต่อไปอีกเพื่ออะไร และเมื่อไรจึงจะถึงจุดที่เพียงพอ” คำตอบของ Bues ยังคงมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเดิมนั่นก็คือ ‘ความเที่ยงตรง’ ที่ทางแบรนด์ยังคงต้องผลักดันประสิทธิภาพของตัวเองให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น ถึงแม้ทางแบรนด์จะมีกลไกเที่ยงตรงสูงอย่าง Spring Drive U.F.A. ที่มีความเที่ยงตรงสูงถึง ±20 วินาทีต่อปี

นอกเหนือจากนั้น Spring Drive U.F.A. ยังถูกออกแบบระบบมาให้เอื้อต่อการเซอร์วิส โดยช่างสามารถปรับความแม่นยำในอนาคตระหว่างการบริการหลังการขายได้ในระดับเศษส่วนของวินาที เพื่อชดเชยการเปลี่ยนแปลงของ quartz oscillator หลังผ่านการใช้งานมานานหลายปี ในปี 2026 เทคโนโลยี U.F.A. ถูกขยายไปสู่ Ushio 300 Diver ผ่าน Caliber 9RB1 ที่นำความเที่ยงตรงระดับ ±20 วินาทีต่อปีเข้าสู่นาฬิกาดำน้ำระดับมืออาชีพ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าทางเทคนิคของ Grand Seiko ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวเลขบนกระดาษเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปปรับใช้กับนาฬิกาหลากหลายรูปแบบ

มาถึงคำถามที่หลายคนนึกสงสัยอยู่ในใจ “ในเมื่อสมาร์ทโฟนก็สามารถบอกเวลาได้เที่ยงตรงอยู่แล้ว ทำไมเราถึงยังต้องการนาฬิกา” Sakamoto เองก็ยอมรับว่า เขาเองก็ดูเวลาจากสมาร์ทโฟนเช่นกัน แต่เครื่องมือชิ้นนี้ไม่สามารถสร้างความผูกพันทางอารมณ์ได้เหมือนอย่างที่นาฬิกาสามารถทำได้

“นาฬิกาบนข้อมือเหมือนเป็นเพื่อนร่วมทางของเรา มันอยู่กับเราทั้งในช่วงเวลาที่ท้าทายและช่วงเวลาแห่งความสุข”

Takeshi Sakamoto – รองประธาน Grand Seiko Global Division

ความรู้สึกนี้สามารถเชื่อมโยงได้กับเอกลักษณ์ของ Spring Drive โดยเฉพาะการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องของเข็มวินาทีที่แฟนๆ Grand Seiko ชื่นชอบ ซึ่งสำหรับเขาเองนี่เป็นนวัตกรรมที่ทำให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็น ‘การไหลของเวลา’ และสัมผัสความสัมพันธ์กับธรรมชาติอันเป็นหัวใจของ Grand Seiko ซึ่ง Wang ผู้เป็นโมเดอเรเตอร์เองก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นดังกล่าว และแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกที่นาฬิกาสามารถมอบให้ได้ อย่างนาฬิกาที่เป็นตัวแทนความทรงจำในวันที่ลูกชายของเขาเกิด ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกที่แก็ดเจ็ตไม่สามารถมอบให้ได้  

ประเด็นต่อมายังแสดงถึงการรับฟังฟีดแบ็คของเหล่าสาวก Grand Seiko ที่มักจะมีเสียงเรียกร้องให้แบรนด์ปรับปรุงตัวนาฬิกาเพื่อให้เหมาะสำหรับการสวมใส่ในทุกๆ วัน และเสียงเรียกร้องนั้นทางแบรนด์ก็ได้ตอบรับผ่านคอลเลกชัน Evolution 9 ซึ่งผู้บริหารอย่าง Sakamoto ก็ยอมรับว่า ทางแบรนด์รับฟังเสียงเรียกร้องของลูกค้าและกลุ่มนักสะสมเสมอ อย่างไรก็ตามการตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวอาจไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วทันใจ เพราะทางแบรนด์ต้องการรักษามาตรฐานของตัวเอง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลลัพธ์ที่ไปถึงข้อมือลูกค้าจะเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจสูงสุด ซึ่งภายในปีนี้ทางแบรนด์ก็พร้อมแล้ว จึงได้ส่งผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาขึ้นใหม่ในหลายๆ องค์ประกอบออกสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น Spring Drive U.F.A. ระบบ micro-adjustment สายที่เพรียวบางลง และวัสดุ Ever-Brilliant Steel

หลังจากกล่าวถึงอารมณ์ความรู้สึกที่วัตถุอย่างนาฬิกาสามารถมอบให้ผู้สวมใส่ได้ Bues ยังได้กล่าวถึงความละเอียดอ่อนของฝีมือมนุษย์ที่ถูกส่งต่อไปในทุกๆ ชิ้นงานของ Grand Seiko พร้อมเผยเรื่องราวส่วนตัวที่ทำให้เขามองเห็นคุณค่าของฝีมือมนุษย์ผู้อยู่เบื้องหลัง ความเที่ยงตรงที่ไม่ได้เกิดได้จากเครื่องจักรกลเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ผู้รังสรรค์

“ผมเคารพในความทุ่มเทของช่างฝีมือ หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Takumi มากขึ้น เพราะสำหรับช่างนาฬิกาหลายคน นี่คือสิ่งที่ทำกันตลอดชีวิต พวกเขาลงทุนชีวิตการทำงานเพื่อฝึกฝนทักษะหนึ่งให้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คนอื่นได้มีความสุขกับนาฬิกาที่พวกเขาสร้างขึ้น”

ก่อนจบการเสวนา โมเดอเรเตอร์ปิดท้ายด้วยคำถามเกี่ยวกับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ตลาดนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อ Grand Seiko บ้าง ซึ่งทางผู้บริหารก็ยอมรับว่า ภูมิภาคนี้คือตลาดที่สำคัญต่อแบรนด์เสมอมา แต่มากกว่าตัวเลขทางธุรกิจ บทสนทนาในกลุ่มนักสะสมยังมอบข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์อย่างยิ่งกับทางแบรนด์ Grand Seiko จึงเชื่อในบทสนทนาระหว่างกลุ่ม watch community ว่ามีความสำคัญต่อการเติบโตของแบรนด์ในภูมิภาคนี้ ส่วน Bues มองว่านักสะสมไทยมีความลุ่มลึกในการศึกษาเรื่องนาฬิกา มีรสนิยมหลากหลาย และมักมีความคิดเป็นอิสระ งานอย่าง Bangkok Watch Week สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่แบ่งปันความหลงใหลในรายละเอียดเล็กๆ ของนาฬิกา และต่อยอดบทสนทนาเกี่ยวกับนาฬิกาต่อไปได้

ก่อนที่ Sakamoto จะสรุปปิดท้ายด้วยเหตุผลที่ Grand Seiko ก็ตั้งใจเข้าร่วมงาน Bangkok Watch Week ในปีนี้ โดยมีเป้าหมายหลักคือการได้รับความไว้วางใจจาก watch community ในไทย และรักษาสายสัมพันธ์ให้ยืนยาว และเปิดพื้นที่ให้นักสะสมและกลุ่มคนที่หลงใหลในเรือนเวลาทุกๆ คนได้เข้าใจ Grand Seiko ในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Cole Pennington พาสำรวจการเดินทางหนึ่งศตวรรษแห่งจิตวิญญาณ Born to Dare ของ Tudor บนเวทีเสวนา A Century of Tudor ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026

เรียนรู้งานช่างฝีมือและสัมผัสประการณ์การลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลา Franck Muller บนเวทีเสวนา ‘The Art of Dial Painting’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026

NORQAIN: เจาะลึกเบื้องหลังแบรนด์นาฬิกาสวิสอิสระที่กล้าท้าทายตลาดในเวทีเสวนานาฬิกา Bangkok Watch Week

คืนชีพตำนานจากซอกหลืบประวัติศาสตร์ เมื่อความท้าทายไร้สูตรสำเร็จของ NORQAIN ปลุกชีพความกล้า

ต้องยอมรับว่าวงการนาฬิกาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น เต็มไปด้วยสูตรสำเร็จของการรีเมคเรือนเวลาวินเทจ แบรนด์ใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ร้อยปีเลือกเซฟโซนด้วยการปัดฝุ่นหน้าปัดเก่า เติมสารเรืองแสงสีครีมวินเทจ แล้ววางป้ายราคาแพงลิบลิ่ว จนบางครั้งเราก็รู้สึกว่าความน่าตื่นเต้นในอุตสาหกรรมนี้ก็ดูเหมือนจะตายด้านไปตามกาลเวลา การได้นั่งฟังการสนทนาระหว่างผู้ดำเนินรายการกับ Tobias Kuffer รองประธานและหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง NORQAIN บนเวทีเสวนาของงาน Bangkok Watch Week ในปีนี้ จึงให้ความรู้สึกเหมือนมีลมหายใจใหม่ๆ ที่พัดเข้าสู่ห้องที่อบอ้าวไปด้วยกลยุทธ์การตลาดแบบเดิมๆ

สิ่งที่สะดุดใจไม่ใช่แค่เรื่องราวการเติบโตของแบรนด์อิสระอายุน้อยที่กล้าท้าทายตลาด แต่คือวิธีคิดเบื้องหลังการสร้างแบรนด์ที่ปฏิเสธความปลอดภัย และเลือกเดินบนเส้นทางที่คนส่วนใหญ่ส่ายหัวตั้งแต่เริ่มต้น

ความบ้าคลั่งที่มีรากฐาน ก่อกำเนิดแบรนด์อิสระในยุคที่ไม่มีใครร้องขอ

บนเวทีเสวนาได้เล่าย้อนกลับไปในปี 2018 ท่ามกลางบรรยากาศที่อุตสาหกรรมสวิสกำลังปรับตัวกับความผันผวนและความท้าทายรอบด้าน จะมีใครสักกี่คนที่คิดจะสร้างแบรนด์นาฬิกาสวิสขึ้นมาใหม่จากศูนย์ กับคำถามคลาสสิกที่ว่า “เราจำเป็นต้องมีนาฬิกาสวิสแบรนด์ใหม่อีกจริงๆ หรือ?” สะท้อนความจริงในตลาดได้ดีที่สุด

แต่สำหรับตระกูล Kuffer ซึ่งมีสายเลือดพัวพันกับอุตสาหกรรมนี้มาถึงสามรุ่น โดยมีคุณพ่อเป็นผู้ผลิตนาฬิกามานานกว่า 45 ปีผ่านบริษัท private label อย่าง Roventa-Henex และพี่ชายอย่าง Ben Kuffer ที่สะสมประสบการณ์ใน Breitling นานถึง 12 ปี การตัดสินใจกระโดดลงมาทำแบรนด์เองไม่ได้เกิดจากความเพ้อฝัน ภาพจำวัยเด็กของ Tobias ที่เคยนั่งทำงานในโรงงานตอนอายุ 14 ปี ล้อมรอบด้วยช่างฝีมือชาวอิตาเลียนรุ่นลายคราม เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนบนเรือนนาฬิกาเพราะมือยังสั่น แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความหลงใหลในกลไกจักรกลที่หาซื้อไม่ได้จากตำราธุรกิจเล่มไหน

การดึงคนที่มีเลือดนักสู้เข้ามาอยู่ในบอร์ดบริหารรุ่นบุกเบิก ไม่ว่าจะเป็น Ted Schneider ทายาทอดีตเจ้าของ Breitling หรือ Mark Streit ตำนานนักกีฬาไอซ์ฮอกเอ็นเอชแอลชาวสวิส ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือการรวมตัวของกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชันล้วนๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขผลประกอบการเพียงอย่างเดียว 

พันธมิตรระดับพรีเมียมและการมองข้ามข้อจำกัดเรื่องขนาด

บทเรียนสำคัญสำหรับแบรนด์เกิดใหม่คือการหาซัพพลายเออร์มาร่วมงานด้วย เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่สองของการดำเนินกิจการ NORQAIN สร้างความฮือฮาด้วยการคว้าพันธมิตรระดับท็อปอย่าง Kenissi ผู้ผลิตกลไกเบื้องหลังแบรนด์ดังระดับโลกมาร่วมงานกันจนได้

ในมุมมองของคนตามข่าว การที่บริษัทผู้ผลิตกลไกแถวหน้ายอมตกลงร่วมมือกับแบรนด์ที่มีตัวเลขการผลิตยังไม่สูงนักในตอนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่เป็นการนำเสนอ วิสัยทัศน์ของแบรนด์ (Vision) ที่ชัดเจน ในการประชุมพิทช์งาน Ben Kuffer แสดงให้เห็นว่านาฬิกาไม่ได้เป็นแค่วัตถุในปัจจุบันนะ แต่แบรนด์กำลังจะเดินไปทางไหน ซึ่งทำให้กลุ่มลงทุนและซัพพลายเออร์ต่างก็มองเห็นคุณค่าของการมีแบรนด์อิสระอยู่ในระบบนิเวศของวงการนี้

นอกจากนี้ การได้พันธมิตรด้านวัสดุและสายนาฬิกานวัตกรรมอย่าง BIWI ซึ่งดูแลชิ้นส่วนพิเศษให้กับแบรนด์ระดับไฮเอนด์อย่าง Richard Mille รวมถึงการที่ Pascal ผู้นำของ BIWI มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงขั้นเป็นพ่อทูนหัวของหลานชาย ทำให้เครือข่ายความสัมพันธ์นี้กลายเป็นแต้มต่อสำคัญที่แบรนด์ในระดับราคาเดียวกันยากจะเทียบเคียง

ความกล้าที่จะฉีกกรอบ ทั้งสีสัน ความสนุก และการกล้าฆ่ารุ่นที่ขายดี

ความน่าสนใจอีกประการคือการสร้างคอลเลกชันที่ปฏิเสธความน่าเบื่อ ตั้งแต่ตระกูล Independence, Adventure ไปจนถึง Freedom แบรนด์เลือกที่จะใช้สีสันสดใสและความสนุกเป็นตัวนำ เชื่อว่าหลายคนเคยเห็นผ่านตากันมาบ้าง เช่นไอเดียของคอลเลกชัน Enjoy Life ที่เริ่มต้นจากโจทย์ง่ายๆ ในห้องประชุมปลายปี 2024 เมื่อโลกเต็มไปด้วยข่าวลบและวิกฤต ทีมงานกลับเลือกสร้างนาฬิกาที่สะท้อนความสุขผ่านไอเดียเรื่องไอศกรีมและรสชาติอย่าง บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และพิตาชิโอ พร้อมซ่อนลูกเล่นหน้าต่างวันที่รูปโคนไอศกรีมที่จะปรากฏทุกๆ 7 วัน เพื่อเตือนให้ผู้สวมใส่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ความกล้าหาญเชิงธุรกิจที่ชัดเจนที่สุดคือการประกาศ “ยกเลิกการผลิต” รุ่นที่กำลังขายดีถล่มทลายอย่างรุ่นหน้าปัดโรยเกล็ดสเปรย์ เพื่อเปิดทางให้งานออกแบบใหม่ๆ เข้ามาแทน แทนที่จะผลิตซ้ำเพื่อกอบโกยผลกำไรระยะยาว และเรามองว่าการทำเช่นนี้ช่วยรักษาความสดใหม่และกระตุ้นให้เกิดแรงกระหายในหมู่คนสะสมได้เป็นอย่างดี

นวัตกรรมทางวิศวกรรมใน Wild ONE และเงาของตำนานอย่าง Jean-Claude Biver

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ชื่อของ NORQAIN ก้าวขึ้นมาอยู่ในเรดาร์ของนักสะสมระดับจริงจัง คือการถือกำเนิดของ Wild ONE และวัสดุลิขสิทธิ์เฉพาะอย่าง NORTEQ ซึ่งพัฒนาขึ้นร่วมกับ BIWI

เรื่องราวเบื้องหลังการเข้ามามีส่วนร่วมของ Jean-Claude Biver ตำนานแห่งวงการนาฬิกาสวิสผู้สร้างความสำเร็จให้ทั้ง Omega และ Hublot เริ่มต้นขึ้นอย่างไร้รอยต่อในช่วงโควิดปี 2020 เมื่อเขาเป็นฝ่ายส่งอีเมลหาแบรนด์ด้วยความชื่นชมในพลังของคนรุ่นใหม่ และเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการผลักดันขีดจำกัดด้านนวัตกรรม

โครงสร้างของ Wild ONE นั้นประกอบด้วยชิ้นส่วนเดี่ยวๆ ถึง 25 ชิ้น ผสมผสานระหว่างเคส NORTEQ ที่น้ำหนักเบาและทนทานต่อรอยขีดข่วน เข้ากับระบบดูดซับแรงกระแทกยาง และกรงไทเทเนียมด้านในที่บรรจุกลไก ทำให้มันทนทานต่อแรงกระแทกได้ถึงระดับ 5,000 Gs เมื่อมองเทียบกับระดับราคาในตลาด ความซับซ้อนทางวิศวกรรมนี้ทำให้ตัวเลขบนป้ายราคามีเหตุผลรองรับอย่างหนักแน่น

และนี่ก็คือเรื่องราวการเดินทางของ NORQAIN จากเวทีเสวนาในงาน Bangkok Watch Week ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การจะยืนหยัดในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสที่มีผู้เล่นรายใหญ่อยู่แน่นหนา ไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยใคร การผสมผสานระหว่างมรดกครอบครัว ความสัมพันธ์เชิงลึกกับซัพพลายเออร์ระดับโลก และความกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ คือสูตรผสมที่ทำให้แบรนด์อิสระน้องใหม่รายนี้กลายเป็นผู้เล่นที่น่าจับตาอย่างแท้จริง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

Bangkok Watch Week ย้อนรอยประวัติ Tourbillon สิ่งประดิษฐ์ที่ Breguet สร้างไว้ให้กับโลกนาฬิกา 

Emmanuel Breguet พาย้อนเวลาไปสำรวจจุดกำเนิดของ Tourbillon สิ่งประดิษฐ์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากวิทยาศาสตร์เมื่อ 225 ปีก่อน และยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของโลกนาฬิกาชั้นสูง

เมื่อพูดถึง Tourbillon ภาพของกรงกลไกที่หมุนอย่างต่อเนื่องบนหน้าปัดอาจเป็นสิ่งแรกที่คนรักนาฬิกานึกถึง แต่สำหรับ Emmanuel Breguet, Vice President และ Head of Patrimony แห่ง Breguet ความสำคัญของ Tourbillon ไม่ได้เริ่มต้นจากความงดงาม หากอยู่ที่เหตุผลทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการถือกำเนิดของนวัตกรรมชิ้นนี้ 

บนเวทีเสวนา “Breguet: The 225th Anniversary of the Tourbillon” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 โดยมี ปอย–ตรีชฎา เพชรรัตน์ รับหน้าที่โมเดอเรเตอร์ Emmanuel ได้พาผู้ฟังย้อนกลับไปมากกว่าสองศตวรรษ เพื่อทำความรู้จักทั้ง Abraham-Louis Breguet และสิ่งประดิษฐ์ที่กลายมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สูงสุดของศาสตร์การทำนาฬิกา

“ปัญหาของการพูดถึง Breguet คือเรามีเรื่องให้เล่ามากเกินไป คุณสามารถเขียนหนังสือได้หลายเล่ม และใช้เวลาหลายวันเพื่อเข้าไปสำรวจชีวิตของ Abraham-Louis Breguet และประวัติศาสตร์ของแบรนด์ เพราะมันเต็มไปด้วยเรื่องราวและแทบไม่มีที่สิ้นสุด” Emmanuel กล่าว ก่อนย้อนถึงวาระครบรอบ 250 ปีของเมซงในปี 2025 และอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในปี 2026 นั่นคือ การครบรอบ 225 ปีของ Tourbillon ซึ่งเขาเรียกว่า “อาจเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Breguet”

จากเนอชาเตลสู่ปารีส และจุดเริ่มต้นของ Breguet

เรื่องราวเริ่มต้นจาก Abraham-Louis Breguet ชายหนุ่มชาวสวิสที่เกิดในแคว้น Neuchâtel ก่อนเดินทางมายังกรุงปารีสเมื่ออายุ 15 ปี ที่นี่เขาศึกษาทั้งคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และศาสตร์การทำนาฬิกา ก่อนก่อตั้ง Maison Breguet ในปี 1775 เมื่ออายุ 27 ปี

ความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นอัจฉริยะด้านนาฬิกา เขาได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมมากมาย ตั้งแต่ระบบไขลานอัตโนมัติยุคแรก ไปจนถึงกลไก Minute Repeater ความสามารถของเขาทำให้ชื่อ Breguet เป็นที่รู้จักในราชสำนักฝรั่งเศส และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ Emmanuel นิยามด้วยคำว่า “extraordinary”

แต่สิ่งที่ทำให้ Abraham-Louis Breguet แตกต่างไม่ได้อยู่เพียงจำนวนสิ่งประดิษฐ์ หากเป็นความสามารถในการเชื่อม วิทยาศาสตร์เข้ากับศิลปะ

“Breguet เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และศิลปิน และนั่นเป็นส่วนผสมที่พิเศษ” Emmanuel กล่าว พร้อมอธิบายว่า แม้ผลงานร่วมสมัยของเมซงในปัจจุบันจะย้อนกลับไปหาเรือนเวลาจากอดีต แต่ก็ไม่ใช่ “การจำลองอดีตแต่เป็นการตีความใหม่ ” ผ่านเทคโนโลยี วัสดุ และกลไกใหม่ ขณะที่ยังคงภาษาการออกแบบของ Breguet เอาไว้

Breguet และสายสัมพันธ์ที่โยงมาถึงประเทศไทย

ท่ามกลางประวัติศาสตร์กว่า 250 ปี Emmanuel ยังหยิบยกเรื่องราวที่เชื่อมชื่อ Breguet เข้ากับประเทศไทยในมิติที่อยู่นอกเหนือจากโลกของนาฬิกา

Louis Breguet หนึ่งในทายาทของ Abraham-Louis Breguet ได้หันเหเส้นทางชีวิตจากศาสตร์การทำนาฬิกาไปสู่โลกการบิน และกลายเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอากาศยาน Emmanuel เล่าว่า เครื่องบินยุคแรกๆ ที่สร้างโดยคุณปู่ของเขาถูกจำหน่ายให้แก่กองการบินของราชอาณาจักรสยาม

“สำหรับผม นี่เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจมาก และผมอยากแบ่งปันอีกส่วนหนึ่งของการผจญภัยของ Breguet ที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับนาฬิกา แต่เชื่อมโยงกับเครื่องบิน” เขากล่าว

สายสัมพันธ์ดังกล่าวยังปรากฏผ่านเรือนเวลาที่ Breguet สร้างขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ผลิตจำนวนจำกัด 50 เรือน พร้อมรายละเอียดสำคัญอย่างงาน guilloché เข็มแบบ Breguet กลไก jumping hour และการใช้เลขไทยบนหน้าปัด

“นี่คือตัวอย่างของความรักที่ Breguet มีต่อการพบปะกับวัฒนธรรมอื่นๆ… สำหรับเรา เรือนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึก และเป็นหนึ่งในสายสัมพันธ์ระหว่าง Breguet กับประเทศของคุณ” Emmanuel กล่าว พร้อมเสริมว่าเมซงภูมิใจที่ได้ทำตลาดในประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี

จากราชสำนักสู่เครื่องมือสำหรับนักวิทยาศาสตร์

แม้นาฬิกาที่ Abraham-Louis Breguet สร้างขึ้นจะอยู่ในครอบครองของเหล่ากษัตริย์ ราชินี และจักรพรรดิหลายพระองค์ แต่ Emmanuel ย้ำว่ามาสเตอร์วอทช์เมกเกอร์ผู้นี้ไม่ได้สร้างนาฬิกาเพื่อราชสำนักเพียงอย่างเดียว

“Breguet  ต้องการสร้างนาฬิกาที่ดีที่สุดสำหรับกษัตริย์ ราชินี และจักรพรรดิ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาต้องการสร้างเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับนักวิทยาศาสตร์ นักเดินเรือ และสำหรับทุกคนเช่นกัน”

หนึ่งในเรื่องราวสำคัญคือ Caroline Murat พระขนิษฐาของ Napoleon Bonaparte และราชินีแห่ง Naples ซึ่งสั่งทำนาฬิกาจาก Abraham-Louis Breguet ในปี 1810 จากหลักฐานในจดหมายเหตุของเมซง Emmanuel อธิบายว่านี่คือเรือนเวลาที่ได้รับการออกแบบตั้งแต่ต้นให้สวมบนข้อมือ ก่อนส่งมอบในปี 1812 และกลายเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของคอลเลกชั่น Reine de Naples ในปัจจุบัน

ที่น่าสนใจคือ Emmanuel ชี้ว่าแนวคิดเรื่องนาฬิกาสำหรับผู้หญิงของ Breguet มีความก้าวหน้ามาตั้งแต่ต้น “มันไม่ใช่นาฬิกาผู้ชายที่ถูกย่อขนาด และไม่ใช่นาฬิกาผู้ชายที่ถูกลดทอนความซับซ้อนสำหรับผู้หญิง Breguet มอบคุณภาพและระดับของ complication แบบเดียวกัน เพราะที่ Breguet เรารู้ว่าผู้หญิงรักนาฬิกาไม่ต่างจากผู้ชาย”

วาระครบรอบ 225 ปี Tourbillon

มาถึงนวัตกรรมสำคัญที่จากรึกชื่อ Breguet ไว้ในประวัติศาสตร์นาฬิกา นั่นก็คือ Tourbillon คอมพลิเคชั่นที่ช่วยขจัดปัญหาเรื่องแรงโน้มถ่วงซึ่งส่งผลกระทบต่อกลไกจนทำให้สูญเสียความแม่นยำ 

Emmanuel เผยว่าเขากำลังร่วมกับ Gregory Kissling ซีอีโอของ Breguet จัดทำหนังสือเกี่ยวกับ Tourbillon พร้อมยกตัวอย่างเรือนประวัติศาสตร์ใน Breguet Museum ซึ่งจำหน่ายให้ Count Potocki ในปี 1811 และมีกลไก constant-force escapement พร้อมกรงที่หมุนครบรอบในเวลาสี่นาที เรือนประวัติศาสตร์ดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำหรับ Tourbillon รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในวาระครบรอบปีนี้

Emmanuel ยังตั้งคำถามง่ายๆ ว่า แม้คนในโลกนาฬิกาแทบทุกคนรู้จักคำว่า Tourbillon แต่มีสักกี่คนที่รู้จริงๆ ว่าใครเป็นผู้คิดค้น และคำว่า Tourbillon มีความหมายอย่างไร

“ทุกคนรู้จัก Tourbillon แต่ผมไม่แน่ใจว่าทุกคนรู้ว่าใครเป็นผู้คิดค้น Tourbillon หรือรู้ความหมายของคำว่า Tourbillon”

เขาอธิบายว่า ในบริบทดั้งเดิม Tourbillon เป็นคำที่อยู่ในศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้หมายถึงพายุหรือสิ่งที่หมุนอย่างรุนแรงตามความเข้าใจในภาษาสมัยใหม่ แต่สัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องการเคลื่อนที่อย่างสม่ำเสมอของระบบดาวเคราะห์

“มันเกี่ยวข้องกับความสม่ำเสมอ การเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์รอบตัวเรา มันคือเรื่องของฟิสิกส์ และนั่นทำให้ชื่อ Tourbillon มีความหมาย”

Emmanuel ยังได้กล่าวถึงผลงานร่วมสมัยที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 225 ปีของ Tourbillon โดยหนึ่งใน Tourbillon รุ่นฉลองวาระครบรอบที่ Emmanuel เลือกเป็นเรือนโปรดของเขา มีรายละเอียดบนหน้าปัดที่จำลองตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้าเหนือกรุงปารีสในวันที่ 26 มิถุนายน 1801 วันที่ Abraham-Louis Breguet ได้รับสิทธิบัตร Tourbillon จากรัฐบาลฝรั่งเศส

“ผมอาศัยอยู่ในปารีส ผมรักประวัติศาสตร์ และ Tourbillon รุ่นฉลองครบรอบที่ผมชอบที่สุดในปีนี้คือเรือนที่แสดงท้องฟ้าเหนือกรุงปารีสในวันที่ 26 มิถุนายน 1801”

สำหรับ Emmanuel ความงามของหน้าปัดเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะสาระสำคัญของ Tourbillon อยู่ลึกลงไปในกลไก

“Tourbillon ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มความเที่ยงตรง มันไม่ใช่แค่สิ่งที่สวยงาม หรืออะไรบางอย่างที่หมุนอยู่เท่านั้น แต่มันคือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์”

จากการค้นคว้าจดหมายเหตุเพื่อจัดทำหนังสือเล่มใหม่ Emmanuel พบรายละเอียดที่ช่วยเปลี่ยนภาพจำของ Tourbillon ไปอีกด้านหนึ่ง ในบรรดา Tourbillon ที่ Breguet ผลิตขึ้นในยุคแรก เจ้าของมีตั้งแต่กษัตริย์อังกฤษ กษัตริย์ฝรั่งเศส ไปจนถึงเจ้าชายและเจ้าหญิง แต่ประมาณครึ่งหนึ่งของ Tourbillon เหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับการใช้งานทางทะเลและการเดินเรือ“เรามีกษัตริย์แห่งอังกฤษ กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส เจ้าชายและเจ้าหญิง แต่ Tourbillon ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ถูกนำไปใช้ทางทะเล”

เหตุผลนั้นเชื่อมโยงกับความหลงใหลในการเดินเรือของ Abraham-Louis Breguet ผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นช่างทำนาฬิกาประจำกองทัพเรือฝรั่งเศส และมองเห็นศักยภาพของ Tourbillon สำหรับ marine chronometer รายละเอียดนี้ทำให้ Tourbillon หลุดออกจากภาพของกลไกอันวิจิตรที่มีไว้เพื่อการชื่นชม และกลับไปสู่จุดเริ่มต้นที่แท้จริง นั่นคือ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งาน

Heritage ไม่ใช่การทำซ้ำอดีต

ตลอดการสนทนา Emmanuel กลับมาพูดถึงแนวคิดหนึ่งหลายครั้ง นั่นคือการนำประวัติศาสตร์มาใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นงาน guilloché, Breguet hands, moon phase หรือโครงสร้างของกลไกต่างๆ “มันไม่ใช่การทำสำเนา แต่มันคือการตีความ”

เขายกตัวอย่างงาน guilloché ซึ่ง Abraham-Louis Breguet เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการนำมาใช้บนหน้าปัดนาฬิกา จุดประสงค์ไม่ได้มีเพียงการตกแต่ง แต่ยังช่วยแบ่งพื้นที่และเพิ่มความชัดเจนในการอ่านเวลา ความเรียบง่ายที่ดูเหมือนไม่ซับซ้อนจึงซ่อนความคิดด้านฟังก์ชันเอาไว้

“Breguet ต้องการสร้างนาฬิกาที่มีประโยชน์ อ่านง่าย สง่างาม และชัดเจน” Emmanuel กล่าว ก่อนที่บทสนทนาบนเวทีจะสรุปคำหนึ่งซึ่งอาจนิยามงานของ Breguet ได้ดีที่สุด นั่นคือคำว่า Timeless

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

รีแคปตรงจากขอบเวที Bangkok Watch Week เรื่องราวของ Universal Genève กับการคืนชีพของ ‘Le Couturier de la Montre’
ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026
สรุปวิสัยทัศน์ผู้บริหาร Siam Paragon และ FHH หลังเวที Opening Symposium งาน Bangkok Watch Week 2026

Cole Pennington พาสำรวจการเดินทางหนึ่งศตวรรษแห่งจิตวิญญาณ Born to Dare ของ Tudor บนเวทีเสวนา A Century of Tudor ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026

พาศึกษาวิวัฒนาการของแบรนด์ Tudor ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปีภายในเวลา 1 ชั่วโมง

หลายคนอาจคิดว่า นี่คือการนั่งฟังพรีเซนเทชันของแบรนด์ที่เล่าเรื่องตามลำดับขั้นตอนตามขนบ แต่ต้องบอกว่า ความรู้สึกขณะที่นั่งฟัง Cole Pennington โฆษกของ Tudor บนเวทีเสวนา ‘A Century of Tudor’ เรารู้สึกเหมือนเขาเป็นมัคคุเทศก์มือโปรผู้พาเราออกเดินทางบนเส้นทางประวัติศาสตร์ร่วมศตวรรษของ Tudor เสียมากกว่า เพราะเขาพาผู้เข้าร่วมเสวนาออกสำรวจเส้นทางแห่งจิตวิญญาณ Born to Dare อย่างมีสีสัน นับตั้งแต่แรกก่อตั้ง วิวัฒนาการของแบรนด์ในยุคต่างๆ ตลอดจนอัตลักษณ์ของแบรนด์ในปัจจุบัน รวมถึงบทบาทสำคัญต่อศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาและหลากหลายวงการทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงปรัชญาหลักที่แบรนด์ยึดมั่นและหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางประวัติศาสตร์ และนี่คือเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ Tudor ที่เราได้จากเวทีเสวนาในครั้งนี้

เพราะความน่าสนใจของ Tudor ไม่ใช่แค่ ‘นาฬิกา’ เท่านั้น แต่ยังเรื่องราวของ ‘ผู้คน’ ที่สวมใส่นาฬิกา Tudor ก็สามารถเชื่อมโยงกับตัวตนแบรนด์ได้ดีเช่นกัน Cole จึงเริ่มบอกเล่าถึงตัวตนของ Tudor ผ่านเรื่องราวส่วนตัวของเขาเองเมื่อครั้งที่เขามาฝึกงานที่สื่อไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยในปี 2011 และในช่วงนั้นเขาได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการชอปปิ้งนาฬิกาวินเทจในประเทศไทย

“หลังจากออกจากประเทศไทยไปในปี 2016 ผมก็กลับมาอีกครั้งในปี 2026 และต้องบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้น่าทึ่งมาก วัฒนธรรมการสะสมนาฬิกาของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นจริงๆ เพราะฉะนั้น การได้เห็นผู้คนเดินทางมาที่นี่ในคืนนี้ ฝ่ารถติดและอุปสรรคต่างๆ เพื่อมาร่วมงาน มาพูดคุยเกี่ยวกับนาฬิกากันแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากครับ ผมจึงอยากขอบคุณ Siam Piwat Group ที่จัดงานดีๆ แบบนี้ขึ้นมา มันยอดเยี่ยมมาก และเป็นสิ่งที่ผมเองก็อยากให้มีขึ้นในช่วงที่ยังอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย”

หลังจากได้แชร์เรื่องราวความผูกพันที่เขามีต่อนาฬิกา Tudor และประเทศไทยไปแล้ว Cole เริ่มพาผู้ชมท่องไปในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ในยุคต่างๆ โดยมีภาพกราฟิกพรีเซนเทชันในจอเบื้องหลังเป็นดั่งวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่เราได้ชื่นชมในยามเดินทาง  

การก่อตั้งและอัตลักษณ์ในยุคแรก (1920s – 1930s)

Tudor ก่อตั้งขึ้นโดยHans Wilsdorf ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Rolex เช่นกัน โดยชื่อ ‘Tudor’ ในปี 1926 ซึ่งเป็นหนึ่งในชื่อแบรนด์จำนวนมากที่เขาจดทะเบียนไว้ ซึ่งสะท้อนถึงความหลงใหลในราชวงศ์และสัญลักษณ์แห่งราชสำนักของผู้ก่อตั้ง Cole มองว่า ความเทิดทูนในราชวงศ์ของผู้ก่อตั้งแบรนด์สามารถเชื่อมโยงได้กับวัฒนธรรมไทยด้วยเช่นกัน

จากนั้นเขาพาเราท่องไปในอดีตของแบรนด์ผ่านโลโก้ในยุคแรกเริ่ม นับตั้งแต่ ‘โลโก้ตัว T แบบยาว’ ซึ่งสื่อถึงการปกป้องคุ้มครอง ‘โลโก้ดอกกุหลาบ Tudor ภายในโล่’ โดยโล่เป็นสัญลักษณ์แทนตัวเรือน Oyster ส่วนดอกกุหลาบ Tudor เป็นตัวแทนของกลไกนาฬิกา นอกจากนี้ดอกกุหลาบยังมีความหมายที่ลึกซึ้งผ่านคำว่า ‘Sub Rosa’ ซึ่งสื่อถึงการรักษาความลับและการเก็บงำเรื่องราวไว้เป็นการส่วนตัว ต่อมาในปี 1969 แบรนด์ Tudor จึงได้เปลี่ยนจากการใช้สัญลักษณ์ ‘ดอกกุหลาบ’ มาใช้สัญลักษณ์ ‘โล่’ เพียงอย่างเดียว ซึ่งกลายเป็นโลโก้ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้

Cole ยังได้เสริมเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ดอกกุหลาบของ Tudor ที่แอบแฝงอยู่ในโลโก้ของหน่วยงานสำคัญๆ หลายองค์กรด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น หน่วยข่าวกรองจากเดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ และออสเตรเลีย โดยหน่วยงานที่มีชื่อเสียงที่สุดก็น่าจะเป็น CIA และหน่วยงานอื่น ๆ ที่คล้ายกัน ซึ่งถ้าสังเกตดูดีๆ ภายในรูปทรงห้าเหลี่ยมของตราสัญลักษณ์เพนตากอน จะเห็นสัญลักษณ์ดอกกุหลาบ Tudor ปรากฎอยู่ด้วย ซึ่งสื่อถึงการรักษาความลับเช่นกัน

Tudor เริ่มเปิดตัวสู่ตลาดในช่วงปี 1930s โดยชูคอนเซ็ปต์ “นาฬิกาที่บอกเวลาได้อย่างเชื่อถือได้ในราคาที่สมเหตุสมผล” หรือ “นาฬิกาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในราคาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” แนวทางดังกล่าวช่วยให้แบรนด์สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression)

“ในเวลานั้นแบรนด์ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก เมื่อผู้คนมีเงินใช้จ่ายอย่างจำกัด พวกเขาก็จำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้เงินมากขึ้น Tudor จึงสามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดและสร้างฐานที่มั่นของแบรนด์ได้อย่างมากในช่วงปี 1930s และค่อยๆ พัฒนาอัตลักษณ์ของตัวเองให้ชัดเจนขึ้น”

Cole Pennington –  ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และสื่อสารองค์กรจาก Tudor

ในขณะเดียวกันช่วงปี 1930s ก็ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกิดขึ้น นั่นคือ Tudor Ranger ได้รับการจดทะเบียนเป็นครั้งแรกในยุคนี้ และจวบจนถึงทุกวันนี้รุ่น Ranger ก็ยังคงผลิตอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้มีการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นหนึ่งในรุ่นหลักที่อยู่คู่กับคอลเลกชันของ Tudor มาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

การเข้าสู่ตลาดไทย

อีกหนึ่งเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจคือการเข้าสู่ตลาดสินค้าลักซ์ชัวรีในยุคแรกเริ่มของ Tudor ในประเทศไทยเป็นการนำเข้าโดย S.A.B. (Siam S.A.B.) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1907 โดยแพทย์ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำเข้าสินค้าลักซ์ชัวรีจากยุโรปมายังประเทศไทย รวมถึงนาฬิกา Tudor ด้วยเช่นกัน โดยโฆษณา Tudor ในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปี 1950s ยังเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงความสำคัญของตลาดไทยที่มีต่อแบรนด์มาอย่างยาวนาน

การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ผ่านบททดสอบในโลกแห่งความเป็นจริง (1940s–1960s)

1940s: การสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจน

Tudor เริ่มสร้างอัตลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านการนำเสนอในแคตตาล็อกด้วยความโดดเด่นในระดับเดียวกับแบรนด์พี่น้องอย่าง Rolex

1950s: การสำรวจ British North Greenland Expedition และกำเนิด Oyster Prince

นับเป็นยุคสมัยแห่งการสำรวจที่พิสูจน์ความกล้าท้าทายต่ออุปสรรคและสภาวะสุดขั้ว ตำนานบทนี้เริ่มจากนาฬิกา Tudor Oyster Prince ถูกมอบให้แก่วิศวกรและนักสำรวจโดย Royal Geographic Society เพื่อทดสอบน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ชนิดใหม่ในสภาพแวดล้อมสุดขั้วของอาร์กติก ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำถึงประมาณ -50 องศาเซลเซียส การทดสอบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิส่งผลต่อความเที่ยงตรงในการบอกเวลาอย่างไร อย่างไรก็ตามบทพิสูจน์ของการออกสำรวจในครั้งนั้นเพิ่งได้รับการยืนยันเมื่อ Major Howard ช่างเครื่องจากคณะสำรวจ ได้นำนาฬิกา Tudor ที่สูญหายไปเป็นเวลานานกลับมาเข้ารับบริการ ซึ่งทำให้เรื่องราวอันน่าทึ่งและความทนทานของนาฬิกาเรือนดังกล่าวได้รับการเปิดเผย

จึงอาจกล่าวได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งการวางรากฐานแนวทางการสื่อสารของ Tudor ซึ่งก็คือ “ส่งนาฬิกาออกไปทำบางสิ่ง แล้วจึงนำเรื่องราวนั้นมาถ่ายทอด” Cole เล่าถึงอีกหนึ่งบททดสอบความทนทานของนาฬิกาเครื่องมือคู่ใจนักสำรวจ

“ในครั้งนั้น มีการแข่งขันรถจักรยานยนต์ที่เริ่มต้นจากเจนีวา ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Tudor ไปจนถึงโมนาโก โดยใช้รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สูบเดียว ในยุคนั้น เครื่องยนต์จะถูกยึดติดเข้ากับเฟรมของรถจักรยานยนต์โดยตรง และแน่นอนว่าผู้ขับขี่ต้องจับแฮนด์รถเอาไว้ แรงสั่นสะเทือนทั้งหมดจึงส่งผ่านจากเครื่องยนต์ไปยังเฟรม และถ่ายทอดไปยังนาฬิกาโดยตรง ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดสอบคุณสมบัติการทนต่อแรงกระแทกของนาฬิกา จึงมีการมอบนาฬิกาเรือนหนึ่งให้กับนักแข่ง และหลังจากการแข่งขัน นักแข่งก็รายงานกลับมาว่า นาฬิกายังคงทำงานได้ตามปกติ ตอนแรกผมเองก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บ้าง แต่เมื่อได้อ่านรายงานภายในของบริษัทจริง ๆ ก็พบว่าเรื่องนี้เป็นความจริง หลังจบการแข่งขัน นาฬิกาไม่มีความคลาดเคลื่อนเลยแม้แต่น้อย ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ”

ความร่วมมือทางการทหาร

บทพิสูจน์ความทนทานต่อทุกสภาวการณ์ของนาฬิกา Tudor ยังได้รับการยืนยันผ่านความร่วมมือทางการทหารที่กองทัพในหลายชาติให้ความไว้วางใจ

  • กองทัพเรือฝรั่งเศส (Marine Nationale) – 1956: กองทัพเรือฝรั่งเศสเลือกใช้นาฬิกา Tudor หลังผ่านการทดสอบคุณสมบัติ โดยพิจารณาจากความเที่ยงตรง ความน่าเชื่อถือ ราคา และความสะดวกในการบำรุงรักษา ความร่วมมือนี้ยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน
  • กองทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Navy) – 1960s: นาฬิกา Tudor Submariner Ref. 7928 ได้รับการกล่าวถึงในคู่มือของ UDT (Underwater Demolition Team) ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการที่มีมาก่อนการก่อตั้ง Navy SEALs นาฬิกาเหล่านี้ถูกใช้งานโดยนักว่ายน้ำกู้ภัยในภารกิจสำคัญ รวมถึงภารกิจกู้คืนตัวนักบินอวกาศจากโครงการ Apollo ทุกภารกิจ
  • Project Commando (P01): นาฬิกาต้นแบบที่พัฒนาขึ้นสำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ และต่อมาได้รับการเปิดตัวในชื่อ P01 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Tudor ในการแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติด้วยเทคโนโลยีกลไก พร้อมตอกย้ำปรัชญาการสร้างนาฬิกา Tool Watch

วิวัฒนาการด้านสไตล์และแบรนด์แอมบาสเดอร์ (1970s–2000s)

1970s: Tudor Chronograph

ยุค 70s ถือเป็นจุดออกสตาร์ทของนาฬิกาโครโนกราฟของ Tudor โดยทางแบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกในปี 1971 ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ทางแบรนด์ยังเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันรถ Formula 1 ในประเทศญี่ปุ่น และนาฬิกา Tudor ยังถูกสวมใส่โดยผู้ชนะการแข่งขัน Macau Grand Prix สะท้อนถึงงานออกแบบที่มีความโดดเด่น สนุกสนาน และเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ ควบคู่กับความแข็งแกร่งทนทาน “ช่วงปี 1970s จึงเป็นยุคที่ Tudor ให้ความสำคัญกับวงการมอเตอร์สปอร์ตเป็นอย่างมากขณะเดียวกัน ที่มาเก๊า ในการแข่งขัน Macau Grand Prix ผู้ชนะอย่าง John MacDonald ก็สวมใส่นาฬิกา Tudor และยังมีรถแข่งที่ติดตรา Tudor อีกด้วย”

1980s: Tudor Le Royer

จากนั้นเมื่อย่างเข้าสู่ช่วงปี 1980s Cole หยิบยกตัวอย่างนาฬิกาที่สะท้อนตัวตนของ Tudor ในยุคนี้ได้ดีที่สุด นั่นก็คือ Tudor Le Royer ที่ได้รับการตั้งชื่อตามถนนสายที่ถูกซื้อเพื่อใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Rolex และ Tudor นาฬิการุ่นนี้สะท้อนสไตล์แห่งยุค ‘80s อย่างชัดเจนผ่านการออกแบบตัวเรือนและรายละเอียดแบบทูโทน รวมถึงตัวเลขโรมัน โดยผสมผสานความสง่างามเข้ากับความแข็งแกร่งในแบบฉบับนาฬิกาเครื่องมือ

1990s:  Tudor Tiger

เข้าสู่ยุคที่ Tudor เริ่มแสดงตัวตนของแบรนด์ผ่านบุคคลที่มีจิตวิญญาณ Born to Dare และผู้ได้รับเกียรตินั้นเป็นคนแรกก็คือนักกอล์ฟระดับโลกอย่าง Tiger Woods ผู้ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในช่วงปี 1997–2003 ซึ่งนับเป็นครั้งเดียวที่กลุ่มบริษัทนำชื่อของแบรนด์แอมบาสเดอร์มาตั้งเป็นชื่อนาฬิกาโดยตรง และมีชื่อของเขาปรากฎบนหน้าปัดสีเหลืองสดอีกด้วย ซึ่งสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความกล้าท้าทายของ Tudor ในการสนับสนุนบุคคลที่กำลังสร้างชื่อเสียง แทนที่จะเลือกเฉพาะซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

2000s: California Dial

เป็นยุคสมัยที่เราได้ทำความรู้จักกับการออกแบบหน้าปัดที่เรียกว่า ‘Error-proof’ หรือ ‘California Dial’ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคอลเลกชัน Monarch ในยุคปัจจุบัน

2010s: Tudor Black Bay

ในช่วงปี 2012–2014 Tudor เปิดตัวคอลเลกชัน Black Bay ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยการผสมผสานสไตล์ของนาฬิกาวินเทจเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และขึ้นแท่นกลายเป็นนาฬิการุ่นไอคอนิกของ Tudor ปี 2017 ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของแบรนด์ เพราะเป็นปีที่แคมเปญ Born to Dare เปิดตัวในช่วงเวลาเดียวกับการประกาศความร่วมมือกับ David Beckham สุดยอดนักเตะระดับตำนาน การขยับตัวปรับกลยุทธ์ในการสื่อสารดังกล่าวนับเป็นการตอกย้ำแนวคิดที่หล่อเลี้ยงประวัติศาสตร์ของ Tudor มาโดยตลอด นั่นคือการท้าทายแบบแผนดั้งเดิมและป่าวประกาศจิตวิญญาณแห่งความหาญกล้า หรือ ‘Born to Dare’ ที่ทางแบรนด์ยึดมั่น และเราเชื่อว่า วลีนี้กลายเป็นสโลแกนที่สาวก Tudor ยึดเป็นแนวทางการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน

เมื่อตัวตนของแบรนด์มีความชัดเจนและเป็นที่จดจำได้ ความต้องการเป็นเจ้าของนาฬิกา Tudor จึงทะยานสูงขึ้น แบรนด์จึงต้องทำการขยายฐานการผลิต  โดยในช่วงแรก นาฬิกาของ Tudor ได้รับการประกอบในกรุงเจนีวา ก่อนที่แบรนด์จะย้ายไปยังโรงงานผลิตเฉพาะของตนเองที่ Kenissi ในเมืองเลอ ล็อกค์ โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2019 และเปิดตัวต่อสาธารณชนในปี 2023 และในโรงงานที่ Kenissi นี่เองที่ทำหน้าที่พัฒนากลไกอินเฮ้าส์สำหรับ Tudor และซัพพลายเออร์ทั้งหมดของโรงงานตั้งอยู่ภายในรัศมีการเดินทางไม่เกินหนึ่งชั่วโมง

ปัจจุบัน Tudor ผลิตนาฬิกาที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน METAS (Master Chronometer) ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพที่เข้มงวด ชิ้นส่วนทุกชิ้นของนาฬิกา Tudor ผลิตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ยกเว้นสายนาฬิกาผ้า ซึ่งผลิตโดย Julien Faure ในประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบัน Tudor มีจุดจำหน่าย 1,600 แห่งใน 110 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสแตนด์อโลนบูติก 240 แห่ง และมีคอลเลกชันนาฬิกาทั้งหมด 7 ไลน์

ในอนาคต Tudor ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการรักษาความสม่ำเสมอ โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นทีละขั้น พร้อมยึดมั่นในวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของผู้ก่อตั้ง นั่นคือ

“การส่งมอบนาฬิกาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในราคาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

Q & A: คำถามจากผู้ชม

Q: ใครคือ ‘Paul Newman แห่ง Tudor’

A: “ผมคิดว่า Tudor ยังไม่มีบุคคลที่ก้าวขึ้นมาเป็นไอคอนในลักษณะนั้น และอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักสะสมจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจในท้ายที่สุด มันยังเป็นเรื่องราวที่รอการค้นพบและเปิดเผยให้ผู้คนได้รู้จักครับ”

Q: เมื่อได้เห็นพัฒนาการของแบรนด์ตลอดระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา คุณอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นกับ Tudor ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า

A: ผมคิดว่าคำถามที่ดีกว่าสำหรับผมคือ แล้วพวกคุณอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นกับแบรนด์ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าล่ะครับ และนี่ไม่ใช่การเลี่ยงคำถามนะครับ สิ่งที่ผมอยากเห็นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับการรักษาความสม่ำเสมอ ผมอยากเห็นแบรนด์พัฒนาขึ้นทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง และทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่าการเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่แบบพลิกโฉมไปเลย ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในความคิดของเรา แต่สิ่งที่เราจะทำต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พวกคุณอยากเห็นด้วยเช่นกันครับ

Q: สิ่งที่คุณคิดถึงมากที่สุดเพียงอย่างเดียวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในประเทศไทยคืออะไร

A: ผมคงต้องบอกว่าปัจจุบันผมอาศัยอยู่ที่เจนีวา ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมาก แต่ผมคิดถึงความวุ่นวายของกรุงเทพฯ เพราะในความวุ่นวายนั้นมีโอกาสซ่อนอยู่ครับ ผมคิดถึงความรู้สึกที่ว่า ในแต่ละวันเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างครับ

Q: อะไรคือสิ่งที่ทำให้คอมมูนิตี้คนรักนาฬิกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเอกลักษณ์แตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆ ในโลก
A:
ผู้คนมักพูดถึงวัฒนธรรมความเป็นโอตาคุของญี่ปุ่น หรือความคลั่งไคล้ในสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างลึกซึ้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราไม่ค่อยพูดถึงกันเลยก็คือ ระดับความหลงใหลในรายละเอียดอย่างลึกซึ้งของนักสะสมชาวไทยนักสะสมที่นี่มีความหลงใหลในระดับที่เรียกได้ว่าไม่แพ้ที่ไหนในโลก และผมอาจพูดได้ด้วยซ้ำว่าลึกซึ้งยิ่งกว่าที่อื่นเสียอีก ประเทศไทยมีวัฒนธรรมการสะสมและการชื่นชมสิ่งของที่หยั่งรากลึกมาก ซึ่งอาจไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาในระดับโลกมากนัก แต่เมื่อคุณได้มาสัมผัสด้วยตัวเองที่นี่ คุณจะเข้าใจทันทีครับ ผู้คนสะสมกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของนาฬิกาแต่ละ Ref. ไปจนถึงการสะสมหลายสิบเรือน และอื่นๆ อีกมากมาย ผมคิดว่านี่คือเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของนักสะสมนาฬิกาในไทยครับ

Q: ในตอนนี้แบรนด์ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมด้านใดเป็นหลักสำหรับศตวรรษหน้า

A: ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ได้อีกสักส่วนใหญ่ของศตวรรษหน้า ผมก็คงมีความสุขมากแล้วครับ (หัวเราะ) แต่อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอครับ ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ นะครับ นาฬิกาสีเหลืองที่เราเพิ่งเห็นกันไป นั่นคือรุ่น Bumblebee สิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจก็คือ พวกเขามักจะถามว่า “ทำไมคุณไม่ทำตัวเรือนขนาด 39 มม. ออกมาเลยล่ะ แล้วก็ทำให้ตัวเรือนบางลงด้วย?” คำตอบก็คือ การทำเช่นนั้นต้องอาศัยการพัฒนาด้านวิศวกรรมอย่างละเอียดและใช้เวลาหลายพันชั่วโมงในการปรับแต่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ครับ ขอเล่าให้ฟังสักนิดนะครับ หน้าปัดถูกขยับขึ้นไปด้านบน ขอบข้างตัวเรือนถูกทำให้บางลง และกระจกหน้าปัดมีลักษณะเว้าเข้าด้านใน นี่คือวิธีที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าวครับ ดังนั้น การบอกว่าเราจะทำสิ่งเดิมต่อไป อาจฟังดูเหมือนเป็นคำตอบเดิมๆ ที่พูดซ้ำไปซ้ำมา แต่ในความเป็นจริง นี่คือแนวทางการดำเนินงานของแบรนด์ครับ

สำหรับอีก 100 ปีข้างหน้า อย่างที่ผมบอกไป คงเป็นเรื่องยากที่จะตอบได้อย่างชัดเจน แต่ผมหวังว่าพวกเราทุกคนจะยังอยู่ที่นี่ และได้สนุกกับการชื่นชมนาฬิกาด้วยกันในอีก 100 ปีข้างหน้าครับ

Q: หากคุณ Hans Wilsdorf อยู่ที่นี่กับเราด้วย คุณคิดว่าเมื่อมองย้อนกลับไปตลอด 100 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งใดที่เขาจะรู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุด หรือประหลาดใจมากที่สุด

A: ผมคิดว่าสิ่งที่เขาน่าจะภูมิใจมากที่สุดก็คือ วิสัยทัศน์ดั้งเดิมที่เขาวางไว้ในปี 1926 ซึ่งในเวลานั้นคือการผลิตนาฬิกาที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ในราคาที่สมเหตุสมผล และเราก็ยังคงยึดมั่นในสิ่งนั้นมาตลอด โดยไม่เคยเปลี่ยนทิศทางไปจากเดิมเลย วิสัยทัศน์ที่เขาวางไว้ก่อนจากพวกเราไปเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน ยังคงเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงานของแบรนด์จนถึงทุกวันนี้

สำหรับคำถามที่สอง ผมขอเลือก Oyster Prince ในช่วงทศวรรษ 1950 เป็นรุ่นแรกครับ เพราะนาฬิการุ่นนี้สะท้อนคุณสมบัติ 3 ประการที่ Tudor ทุกเรือนควรมี นั่นคือ ระบบขึ้นลานอัตโนมัติ กันน้ำ และความเที่ยงตรงแม่นยำ ส่วนเรื่องหน้าปัด Smiley Dial ผมขอเล่าเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ฟังครับ เวลาพูดถึงรอยยิ้มบนหน้าปัด หลายคนอาจไม่ทราบว่ารอยยิ้มนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงโรเตอร์ของนาฬิกา และข้อความ ‘Self-Winding’ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าปัดนั้นก็หมายถึงระบบขึ้นลานอัตโนมัติ และเมื่อเป็นรุ่น Oyster Prince คำว่า ‘Oyster’ ก็สื่อถึงคุณสมบัติการกันน้ำ ส่วน ‘Prince’ ก็สื่อถึงความเที่ยงตรงแม่นยำครับ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า Oyster Prince เป็นนาฬิกาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของแบรนด์เลยก็ได้ครับ

อีกรุ่นหนึ่งอาจเป็น Black Bay ในปี 2013 เพราะเป็นรุ่นที่นำ Tudor เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ พร้อมทั้งรวบรวมองค์ประกอบการออกแบบหลายอย่างจากอดีตมาไว้ในนาฬิกาเรือนเดียว ดังนั้น หากให้ผมเลือก ผมก็จะเลือกสองรุ่นนี้ครับ แต่อย่างที่บอกไปอีกครั้ง ในท้ายที่สุดแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับนักสะสมที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าพวกเขาชื่นชอบอะไร และมองเห็นคุณค่าในสิ่งใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันนี้พวกเขามีบริบทและข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์มากขึ้นแล้วครับเพราะบางครั้งเราก็เห็นหลายแบรนด์ปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ หรือเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ตามสภาพเศรษฐกิจโลก แต่ผมคิดว่าการที่ Tudor ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ดั้งเดิม น่าจะเป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิใจมากที่สุดครับ

Cole ปิดฉากการบอกเล่าเรื่องราวหนึ่งศตวรรษของ Tudor ด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง เชื่อว่า หลังจากได้ร่วมเดินทางสำรวจหมุดหมายสำคัญต่างๆ ของแบรนด์แล้ว คงช่วยปลุกจิตวิญญาณ Born to Dare ในตัวให้แกร่งกล้า และตั้งตารอชมเส้นทางข้างหน้าของ Tudor ไปด้วยกันอย่างแน่วแน่

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

รีแคปตรงจากขอบเวที Bangkok Watch Week เรื่องราวของ Universal Genève กับการคืนชีพของ ‘Le Couturier de la Montre’


ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026

สรุปวิสัยทัศน์ผู้บริหาร Siam Paragon และ FHH หลังเวที Opening Symposium งาน Bangkok Watch Week 2026