และเราเชื่อว่า หลายคนคิดถึงคอลเลกชัน Golden Ellipse เหมือนกับเรา และข่าวดีก็คือปีนี้ Patek Philippe ได้เพิ่มสมาชิกใหม่ให้กับคอลเลกชันตัวเรือนทรงรีอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ Ref. 5738G-001 ขนาด 34.50 x 39.50 มม. และ Ref. 3738G/100G-014 ขนาด 31.1 x 35.6 มม. ทั้งสองรุ่นต่างขนาดแต่มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ หน้าปัดซันเบิร์สต์สีเขียวมะกอก รับกับสายหนังลูกวัวสีเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 240 ชนิดบางพิเศษ มาพร้อมมินิโรเตอร์ทองคำ 22K ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นเรือนเวลาที่เพรียวบางที่สุดของ Patek Philippe
จากมรดกในพิพิธภัณฑ์สู่บริบทปัจจุบัน
Ref. 5249R-001
นับเป็นครั้งแรกสำหรับกลไก automaton กับการมาอยู่บนนาฬิกาข้อมือ และ Ref. 5249R-001 ได้รับเกียรตินั้น นี่คือเรือนเวลา automaton รุ่นแรกในยุคใหม่ของแบรนด์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกของ Louis Cottier ในปี 1958 กลไกเคลื่อนไหวบนหน้าปัดถ่ายทอดเรื่องราว “The Crow and the Fox” โดย Jean de La Fontaine กวีเลื่องชื่อชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 มาในตัวเรือนสไตล์ Officer หน้าปัดโรสโกลด์อยู่ใต้ชั้นโอปาลีนสีน้ำตาล Matara แสดงความหรูหราคลาสสิกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอดีตกาลในบริบทร่วมสมัย
ทั้ง 20 รุ่นที่เผยโฉมพร้อมกันในงานนี้แสดงให้เราเห็นถึงพลังสร้างสรรค์และความไม่หยุดนิ่งของ Patek Philippe ที่ก้าวเดินให้ทันปัจจุบันเสมอ แต่ก็ไม่เคยละทิ้งมรดกอันทรงคุณค่าที่สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและงดงามให้กับแบรนด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม
กลับมาสร้างความฮือฮาด้วยการดึง Charlotte de Witte ดีเจเทคโนมือหนึ่งของโลก มาร่วมเป็นแอมบาสเดอร์ในแคมเปญ Born To Dare เพื่อสะท้อนถึงตัวตนความกล้าและนอกกรอบ
เสียงเบสความถี่ต่ำกระแทกผ่านลำโพงขนาดใหญ่บนเวทีหลักของเทศกาลดนตรีระดับโลก คงไม่ใช่สถานที่ที่คุณคาดหวังว่าจะได้เห็นนาฬิกาจักรกลสวิสแบรนด์ดังไปโผล่อยู่บนข้อมือของผู้ควบคุมจังหวะ แต่วันนี้ Tudor เลือกส่งสัญญาณความขบถระลอกใหม่ด้วยการคว้าตัว Charlotte de Witte ดีเจและโปรดิวเซอร์เพลงเทคโนระดับแถวหน้าของโลกชาวเบลเยียม เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแอมบาสเดอร์แบรนด์อย่างเป็นทางการ
การดึงตัวดีเจสาวมาร่วมงานครั้งนี้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์และคำถามในหมู่คนรักนาฬิกาอยู่พอสมควร หลายคนอาจตั้งแง่ว่าแบรนด์นาฬิกาสายลุยที่มีรากฐานมาจากการดำน้ำลึก การสำรวจขั้วโลก หรือการแข่งรถ จะไปเข้ากันได้อย่างไรกับซาวด์ดนตรีสไตล์ดาร์กและมินิมอลที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันมืดมิดของคลับใต้ดิน แต่หากลองมองย้อนกลับไปที่ปรัชญา “Born to Dare” ของ Tudor จะพบว่าในยุคนี้ ความกล้าหาญไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปีนภูเขาน้ำแข็งหรือดำดิ่งลงไปใต้ก้นมหาสมุทรอีกต่อไป และเส้นทางชีวิตของ Charlotte de Witte คือบทพิสูจน์ชั้นดีว่าเธอเหมาะสมกับแนวคิดนี้ทุกประการ
ต้องบอกว่าก้าวแรกในเส้นสายอาชีพของเธอนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เชื่อไหมว่าในช่วงเริ่มต้น Charlotte เองก็เคยต้องใช้นามแฝงผู้ชายอย่าง “Raving George” เพื่อก้าวข้ามอคติทางเพศในวงการเพลงเทคโน ก่อนที่เธอจะทลายกำแพงเหล่านั้นลงด้วยผลงานและความเด็ดเดี่ยว แล้วการันตีด้วยตำแหน่งดีเจเทคโนอันดับ 1 ของโลกจาก DJ Mag ติดต่อกันถึง 7 ปีซ้อน รวมไปถึงการสร้างประวัติศาสตร์เป็นศิลปินเทคโนหญิงคนแรกที่ได้เล่นปิดเวทีใหญ่ในเทศกาล Tomorrowland และเป็นดีเจหญิงคนแรกที่ได้ขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่อย่าง Detroit Movement Festival, Ultra Music Festival ในไมอามี ตลอดจนงานระดับโลกอย่าง Coachella, Lollapalooza และ Las Vegas Sphere ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่าเธอกล้าหาญที่จะฉีกตำราแล้วสร้างเส้นทางของตัวเองขึ้นมาแทน
สำหรับการก้าวขึ้นไปยืนคุมบูธบนเวทีใหญ่ของ Charlotte de Witte ยังมาพร้อมกับความพิเศษ จากภาพข่าวแคมเปญที่เผยให้เห็นว่าเธอเลือกสวมใส่นาฬิกาหน้าปัดฟ้าพาสเทลบนตัวเรือน Black Bay 54 มากับสายเหล็กแบบสามข้อต่อที่ตัดกับความดุดันบนบูธดีเจ เรือนนี้ก็คือ TUDOR Black Bay 54 “Lagoon Blue” มีหน้าปัดสีฟ้าลากูนบลูที่ส่องสว่างสะท้อนไฟสโตรบไลท์บนข้อมือ ท่ามกลางฝูงชนนับแสนบนเวทีระดับเมนสเตจ
Raymond Loretan: เราพยายามรักษาค่าธรรมเนียมการเข้าร่วมประกวดให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อเปิดโอกาสให้แบรนด์ขนาดเล็กและแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มต้นสามารถเข้าร่วมได้ เพราะเราเข้าใจว่าพวกเขาอาจมีข้อจำกัดด้านเงินทุน
ลองนึกถึงภาพเสียงไฟสัญญาณเริ่มดับลงพร้อมแรงกดดันที่พุ่งสูงขึ้นในสนามแข่ง นั่นคือภาพจำของความเร็วที่ถูกย่อส่วนลงมาอยู่บนข้อมือ เมื่อ TAG Heuer ฉลองวาระครบรอบสิบปีของการเป็นพันธมิตรกับทีมแข่งรถระดับท็อปอย่าง Oracle Red Bull Racing ด้วยการส่งเรือนเวลารุ่นพิเศษที่หยิบเอาดีเอ็นเอสนามแข่งมาผสมผสานกับเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างลงตัว ใครที่คุ้นเคยกับความดุดันของฟอร์มูล่าวันยุคดั้งเดิมจะเห็นว่า มีการปรับสัดส่วนใหม่ที่พกพาความโฉบเฉี่ยวมาแบบเต็มพิกัด
หน้าปัด: ไล่เฉดสีฟ้าไฟฟ้า (electric-blue gradient) เฟดสู่สีดำสนิท ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม French Touch มีมาร์กเกอร์บอกเวลารูปแบบแถบวัดสัญญาณเสียง VU meter ระหว่างตำแหน่งเที่ยงคืนถึงตีสอง และสเกลวัดค่า BPM (Beats Per Minute)
Patek Philippe: ปราชญ์ผู้พิทักษ์และคำมั่นสัญญาข้ามเจเนอเรชัน
ขอบตัวเรือนแบบ Clous de ParisPatek Philippe Calatrava Ref. 5227G-015
หากจะพูดถึงคำว่า Heritage แบรนด์แรกที่โลกต้องสยบให้ย่อมหนีไม่พ้น Patek Philippe แบรนด์นาฬิกาตระกูลอิสระ (Family-owned) ที่เก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1839 โดย Antoine Norbert de Patek และ Jean Adrien Philippe สิ่งที่ทำให้ Patek Philippe ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดนาฬิกาไม่ใช่แค่ความหรูหรา แต่คือสโลแกนระดับตำนานที่ว่า “You never actually own a Patek Philippe. You merely look after it for the next generation” “คุณไม่ได้เป็นเจ้าของ Patek Philippe อย่างแท้จริง คุณเพียงแค่ดูแลมันเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป” ประโยคนี้ประทับตราความหมายของคำว่า Heritage ได้อย่างลึกซึ้ง มันเปลี่ยนสถานะของนาฬิกาจาก ‘เครื่องบอกเวลา’ ให้กลายเป็น ‘สะพานเชื่อมความผูกพัน’ ระหว่างรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูก
คอลเลกชันที่อยู่ในตระกูลชิ้นงานประวัติศาสตร์ ได้แก่ Calatrava ถือกำเนิดขึ้นในปี 1932 ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) Calatrava ได้รับการออกแบบภายใต้หลักการของศิลปะแบบ Bauhaus ที่ว่า ‘Form follows function’ (รูปทรงดำเนินตามประโยชน์ใช้สอย) มันคือนิยามของนาฬิกาเดรสที่เรียบหรูที่สุดในโลก ขอบตัวเรือนแบบ Clous de Paris กลายเป็นลายเซ็นที่ส่งทอดมาเกือบศตวรรษ และสำหรับตระกูล Grand Complications Patek Philippe คือปรมาจารย์ด้านกลไกสลับซับซ้อน ตั้งแต่ระบบ Minute Repeater (ตีระฆังบอกเวลา), Perpetual Calendar (ปฏิทินถาวรที่รู้จำปีอธิกสุรทิน) ไปจนถึง Chronograph ช่างฝีมือของแบรนด์ยังคงใช้เทคนิคการขัดแต่งด้วยมือ (Hand-finishing) ที่สืบทอดมาจากศตวรรษที่ 19 ทุกชิ้นส่วนแม้ในจุดที่มองไม่เห็นจะถูกลบมุม (Anglage) และขัดเงาจนสะท้อนแสงราวกับกระจก การครอบครอง Patek Philippe จึงไม่ใช่เรื่องของเงินตราเพียงอย่างเดียว แต่คือการยอมรับในคุณค่าของอดีต และการทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลมรดกชิ้นนั้นไว้ให้อนาคต
Jules Louis Audemars และ Edward Auguste PiguetRoyal Oak Concept Supersonnerie
ณ หมู่บ้าน Le Brassus ในหุบเขา Vallée de Joux แหล่งกำเนิดของช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ Audemars Piguet (AP) ก่อตั้งขึ้นในปี 1875 โดย Jules Louis Audemars และ Edward Auguste Piguet นี่คืออีกหนึ่งแบรนด์ที่ยังคงบริหารงานโดยสมาชิกในตระกูลผู้ก่อตั้งดั้งเดิม
ในช่วงทศวรรษ 1970-1980 เมื่อนาฬิกาควอตซ์ราคาถูกจากเอเชียเข้ามาดิสรัปต์วงการนาฬิกาสวิส แบรนด์เก่าแก่มากมายพากันยอมแพ้ ปิดตัว หรือหันไปผลิตนาฬิกาใส่ถ่านเพื่อความอยู่รอด แต่ Blancpain (ภายใต้การนำของชายในตำนานอย่าง Jean-Claude Biver ในยุคนั้น) ได้ทำสิ่งที่โลกต้องจารึกด้วยคำประกาศกร้าวที่เป็นดั่งเสาหลัก Heritage ของแบรนด์จนถึงวันนี้ “Since 1735, there has never been a quartz Blancpain watch. And there never will be.” “ตั้งแต่ปี 1735 เป็นต้นมา ไม่เคยมีนาฬิกา Blancpain ที่ใช้ระบบควอตซ์ และมันจะไม่มีวันมี” Blancpain ยอมที่จะเสี่ยงล้มละลายดีกว่าจะทรยศต่อจิตวิญญาณฟันเฟืองดั้งเดิม พวกเขาเชื่อมั่นว่านาฬิกากลไกคือศิลปะชั้นสูง และศิลปะไม่มีวันตายด้วยเทคโนโลยี
ในเมื่อมีวัตถุดิบชั้นเยี่ยมอย่างผลงานดีไซน์ขึ้นแท่นไอคอนิกของ Gérald Genta การเลือกใช้เส้นสายเรขาคณิตที่หยิบยืมมาจากดีไซน์ของนาฬิกาสปอร์ตหรู Royal Oak จึงเป็นทางเลือกอันแสนชาญฉลาด เราจึงได้เห็นทั้งเส้นสาย ผิวสัมผัส และลวดลายที่ชวนให้นึกถึงนาฬิการะดับตำนาน
แต่แน่นอนว่า ดีไซน์อันแสนเท่ถูกยกระดับให้หรูวิจิตรยิ่งขึ้นภายใต้คอลเลกชัน Dream of Joux ที่ผสมผสานเส้นสายอันแข็งแกร่งของ Royal Oak เข้ากับธรรมชาติอันงดงามของ Vallée de Joux บ้านเกิดของ Audemars Piguet ไม่ว่าจะเป็น ทะเลสาบที่ปกคลุมด้วยผืนน้ำแข็ง ท้องฟ้าใส และดอกไม้อันอ่อนหวาน ที่เราสัมผัสได้จากพื้นผิวฟรอสต์บนสายสร้อยข้อมือทำจากวัสดุไวท์โกลด์ เยลโลว์โกลด์ และพิงก์โกลด์ แต่งแต้มสีสันและเติมประกายด้วยเพชร รวมถึงอัญมณีสีสวยสดอย่าง แซฟไฟร์ สเปสซาร์ไทต์ ทัวร์มาลีน แอเมทิสต์ ซาโวไรต์ และโทแพซ
เส้นสายเท่หรูของ Royal Oak ยังถูกถ่ายทอดลงบนสร้อยคอทรงเนคไท และต่างหูที่ออกแบบมาให้แมตช์กันอย่างลงตัว สายสร้อยที่ประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงลูกแพร์เรียงลดหลั่นกันลงมา และข้อต่อไทเทเนียมสีน้าเงินชุบอะโนไดซ์ ประดับด้วยแซฟไฟร์สีน้าเงินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกัน ถูกจัดวางไว้เคียงกันจนครอบคลุมข้อต่อและหมุดทั้งหมด ชวนให้นึกถึง Vallée de Joux ในฤดูหนาวที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและเกล็ดน้ำแข็ง
ส่วนคอลเลกชัน Risoud Eclipse นั้นออกจะมีเสน่ห์แบบดิบๆ ให้มู้ดแบบสาว dark feminine energy อย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว ความดาร์กที่ว่านั้นมาจากความมืดครึ้มของป่า Risoud ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรีสีดำสนิท ถ่ายทอดลงบนสายสร้อยคอและสร้อยข้อมือ ที่เพียงแค่เห็นข้อต่อและหมุดไทเทเนียมเคลือบพีวีดีสีดำขลับ ขัดซาตินสลับกับขัดเงา ที่ชวนให้นึกถึงสายนาฬิกา Royal Oak สายโลหะสีดำสนิทตัดกับมรกตสีเขียวสดเจียระไนแบบ sugarloaf เม็ดใหญ่สะดุดตา ล้อมรอบด้วยเพชรเจียระไนแบบ brilliant cut ยิ่งทำให้โดดเด่นจนใครๆ ก็ต้องเหลียวมอง
Royal Oak Joaillerie ทั้งสองคอลเลกชันจึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญในอีกด้านของ Audemars Piguet และแสดงออกถึงความกล้าเดินทางสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างไม่เกรงกลัว