พาไปเจาะลึกเบื้องหลังสมาธิและเส้นทางของ หวัง ชุ่น แชมป์กีฬาว่ายน้ำโอลิมปิก ในซีรีส์ The Hour Before
เสียงกดเปิดหน้าจอสมาร์ตโฟนตอนตีสาม 4 สัปดาห์ก่อนแข่งโอลิมปิกมักไม่มีเสียงดนตรีประกอบ มีเพียงลมหายใจลึกๆ ของนักกีฬาที่กำลังนับถอยหลังสู่วินาทีตัดสินบนแท่นกระโดด การขีดเส้นแบ่งระหว่างเหรียญทองกับความพ่ายแพ้ในสระว่ายน้ำระดับโลกถูกวัดด้วยเสี้ยววินาทีเดียว ซึ่งเป็นภาษาเดียวกับที่ช่างซ่อมนาฬิกาในโรงงานแซนด์โปลีส์ใช้งานทุกวันผ่านเกลียวเฟืองและสปริงลาน เมื่อ Jaeger-LeCoultre ดึงตัวนักกีฬาว่ายน้ำโอลิมปิกและเพื่อนสนิทของแบรนด์อย่าง หวัง ชุ่น (Wang Shun) กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในซีรีส์บทสัมภาษณ์ “The Hour Before” สิ่งที่น่าสนใจคือการเอาคนสองประเภทที่หมกมุ่นกับเศษเสี้ยวของเวลามานั่งคุยกันอย่างจริงจัง

คนวงการนาฬิกามักตั้งคำถามเวลาแบรนด์นาฬิการะดับสูงเลือกดึงนักกีฬามาเป็นพรีเซนเตอร์ว่ามันจะเชื่อมโยงกันได้ลึกซึ้งแค่ไหน หรือสุดท้ายก็เป็นแค่การแปะป้ายโลโก้หล่อๆ บนโปสเตอร์ แต่กรณีของหวัง ชุ่น กับคอลเลกชัน Reverso และงานช่างฝีมือของแบรนด์มีความบังเอิญคล้ายคลึงกันอยู่ตรงความนิ่งเงียบ ท่ามกลางกระแสความฉูดฉาดของวงการนาฬิกาสมัยใหม่ที่พยายามตะโกนแข่งกันด้วยหน้าปัดสีเจ็บๆ หรือตัวเรือนไซส์ยักษ์ หวัง ชุ่น กลับเลือกความเรียบง่ายที่ผ่านการขัดเกลามาแล้วอย่างดี เช่นเดียวกับงานประกอบตัวเรือน Reverso ที่ยึดถือความเรียบมาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1930 โดยไม่ต้องพยายามทำตัวเสียงดังเพื่อให้คนหันมามอง


การทำความเข้าใจความเก่งของหวัง ชุ่น ในฐานะแชมป์กีฬาว่ายน้ำประเภทเดี่ยวผสม (Individual Medley) มีความคล้ายคลึงกับการทำความเข้าใจกลไกซับซ้อนในห้องเครื่องจักรกล การว่ายน้ำเดี่ยวผสม บังคับให้มนุษย์คนหนึ่งต้องเปลี่ยนทักษะร่างกายถึงสี่แบบภายในเรซเดียว ท่าผีเสื้อ กรรเชียง กบ และฟรีสไตล์ แต่ละท่าจะมีจังหวะการหายใจ แรงต้านน้ำ และกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานคนละชุด ความอัจฉริยะไม่ได้อยู่ที่การว่ายท่าใดท่าหนึ่งให้เร็วที่สุด แต่มันคือรอยต่อระหว่างท่าหนึ่งไปสู่อีกท่าหนึ่งต่างหากที่ตัดสินชัยชนะ การเปลี่ยนผ่านอย่างไร้รอยต่อนี้สะท้อนตรงกับแนวคิดของโรงงานผลิตนาฬิกา Jaeger-LeCoultre ที่มีช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลากหลายแขนงทำงานร่วมกันภายใต้หลังคาเดียวกัน ทุกคนพูดภาษาของตัวเอง แต่งานทั้งหมดต้องประกอบกันออกมาเป็นจังหวะเวลาที่เดินหน้าอย่างเที่ยงตรง
บทสนทนาในรายการ The Hour Before นั้นจะพาผู้ชมไปดูช่วงเวลาก่อนที่ความกดดันจะระเบิดออกมา ภาพของหวัง ชุ่น นั่งประกอบชิ้นส่วนเคส Reverso ด้วยมือคู่เดิมที่ใช้ฟาดฟันคลื่นน้ำในสระโอลิมปิกสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดแต่น่ามอง การสัมภาษณ์ดำเนินไปโดยไม่มีสคริปต์การตลาดที่น่าเบื่อ ไม่มีคำถามว่าคุณใส่รุ่นไหนหรือเรือนนี้ราคาเท่าไหร่ แต่กลายเป็นการพูดคุยเรื่องความอดทน การควบคุมจิตใจ และจังหวะชีวิตที่ถูกบีบอัดลงในหน่วยของวินาที ภาพระยะใกล้ของมือช่างนาฬิกาที่กำลังขัดแต่งเหลี่ยมมุมเหล็กกล้าสอดรับกับแววตาสนใจใคร่รู้ของนักกีฬาว่ายน้ำ ทำให้เห็นว่าความประณีตไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่มันคือการทำซ้ำๆ ด้วยความใส่ใจในรายละเอียดที่คนทั่วไปมองไม่เห็น


หากสังเกตสไตล์การแต่งตัวในชีวิตประจำวันของหวัง ชุ่น เราจะพบความน่าสนใจอย่างหนึ่งคือความนิ่งขรึมที่ไม่พยายาม เจ้าตัวมักเลือกเสื้อผ้าทรงหลวมที่ทิ้งตัวสวยและเน้นสัดส่วนความสมดุลมากกว่าการใส่แบรนด์เนมโลโก้โตๆ เพื่อประกาศความรวย ความคิดแบบนี้สะท้อนตรงกับคาแรคเตอร์ของนาฬิกาตระกูล Reverso อย่างแม่นยำ ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่พลิกกลับด้านได้ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องกระจกนาฬิกาจากการกระแทกบนสนามโปโลในอดีต แต่มันดันกลายเป็นไอเทมสุดคลาสสิกที่คนมีรสนิยมเลือกใส่โดยไม่ต้องแคร์เทรนด์แฟชั่นรายสัปดาห์ ความหรูหราในมุมมองของทั้งแบรนด์และนักกีฬาคนนี้ ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนผ่านสัดส่วนที่ถูกต้องและความเรียบง่ายที่ผ่านการคิดมาแล้ว




ในมุมมองของผู้บริโภคยุคนี้ ความเบื่อหน่ายกับอินฟลูเอนเซอร์หน้าเดิมๆ ที่ใส่สูทผูกไทแล้วยิ้มแห้งๆ ให้กล้องเริ่มอิ่มตัว การดึงเอานักกีฬาที่ผ่านการฝึกซ้อมวันละหลายชั่วโมงจนผิวซีดเพราะคลอรีนมานั่งจับเครื่องมือช่างตอกสลักเรือนนาฬิกา ถือเป็นการเลือกใช้คนจริงๆ มาเล่าเรื่อง ความเชื่อมโยงระหว่างเศษเสี้ยววินาทีที่หายไปในสระแข่งกับการขยับเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกา ถูกร้อยเรียงผ่านสารคดีขนาดสั้นชุดนี้ได้อย่างกลมกล่อมโดยไม่รู้สึกเหมือนกำลังโดนยัดเยียดโฆษณาขายของ
การเติบโตของแบรนด์เก่าแก่อายุเกือบศตวรรษอย่าง Jaeger-LeCoultre ในยุคที่คนรุ่นใหม่หันไปสนใจสมาร์ทวอทช์วัดชีพจร หนีไม่พ้นการหาจุดร่วมทางจิตวิทยาแบบนี้ การรักษามาตรฐานการผลิตกลไกอินเฮ้าส์จำนวนจำกัด ควบคู่ไปกับการเลือกจับมือกับบุคคลที่มีคาแรคเตอร์นิ่ง ลึก และไม่ตามกระแส ช่วยรักษาคุณค่าของแบรนด์ให้ยังคงน่าค้นหา หวัง ชุ่น อาจจะไม่ใช่นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังที่มีข่าวหน้าหนึ่งทุกวัน แต่ความเงียบขรึมและความมุ่งมั่นของเขาให้ผลลัพธ์ที่ทรงพลังกว่าการจ้างซุปตาร์มาถือนาฬิกาถ่ายรูปตามอีเวนต์เปิดตัวทั่วไปหลายเท่าตัว
หลังจากที่เราดูคลิปจบแล้ว เมื่อปิดท้ายคลิปวิดีโอของ The Hour Before ลง สิ่งที่ติดค้างอยู่ในหัวไม่ใช่ความสวยงามของตัวเรือนไวท์โกลด์หรือสเตนเลส แต่เป็นภาพของความนิ่งสงบก่อนที่พายุจะมาถึง ไม่ว่าจะเป็นความเงียบในห้องพักนักกีฬาก่อนเสียงนกหวีดดังขึ้น หรือความเงียบในห้องทำงานของช่างซ่อมนาฬิกาก่อนที่ลานจักรกลชุดสุดท้ายจะถูกไขให้ตึง ทั้งสองโลกนี้ยังคงดำเนินต่อไปภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน คือความแม่นยำที่ไม่เคยปรานีใคร และความพยายามที่จะควบคุมเวลาให้อยู่ในกำมือให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
เปิดตัว TAG Heuer Formula 1 Solargraph x Oracle Red Bull Racing ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความร่วมมือ
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก
เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’

