เมื่อ Wandering Hours ของ Urwerk เปลี่ยนรูปทรง 30 ปีผ่านไป แบรนด์จอมรั้นยอมรื้อวิธีคิดตัวเองแล้ว
สารภาพตรงนี้เลย นาทีแรกที่เห็นภาพกับซูมภาพเรือนจริงผ่านจอ สื่อนาฬิกาหลายสำนักแทบจะกวักมือเรียกกันมาดู แล้วอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “เอาจริงดิ?” มันเหมือนโดน Felix Baumgartner กับ Martin Frei ตบหน้าด้วยความจริงบางอย่าง เพราะตลอด 30 ปีที่ผ่านมา Urwerk สร้างภาพจำให้พวกเราจนชินตา ถ้าพูดถึงระบบ Wandering Hours หรือจานหมุนตัวเลขชั่วโมงวนลูป ภาพในหัวต้องเป็นก้อนโลหะทรงบึ้ก เหมือนยานอวกาศหลุดมาจากหนังไซไฟยุค 90s หนักๆ คมๆ ลื่นหลุดมือทีมีเจ็บเท้า แต่นี่อะไรกัน? ทำไมความก้าวร้าวพวกนั้นมันหายไปไหนหมด?
ย้อนกลับไปปี 1997 Urwerk นั้นไม่ได้เป็นคนคิดค้นระบบ Wandering Hours ขึ้นมาเองตั้งแต่วัตถุดิบแรก กลไกเวลาหมุนวนแบบนี้ถ้านับประวัติศาสตร์กันจริงจัง มีมาตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 17 นู่นแล้ว ตั้งแต่ยุคนาฬิกาลูกตุ้มของคหบดีแถบยุโรปด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ Urwerk ทำตลอดเกือบสามสิบปี คือการเอาคอมพลิเคชั่นโบราณมาจับยัดเข้าโรงงานไฮเทค ถอดชิ้นส่วน ปรับโฉม แล้วส่งออกมารับขวัญคนเล่นนาฬิการ่วมสมัย เริ่มตั้งแต่จานดิสค์หมุนวน (Wandering Discs) ขยับไปเป็นลูกบาศก์สามมิติที่พลิกเปลี่ยนตัวเลขได้ (Rotating Cubes) จนกลายเป็นภาพจำของแบรนด์อินดี้จอมกวน
แต่เชื่อไหม ไม่ว่าจะเปลี่ยนรุ่น เปลี่ยนหน้าตา หรือพัฒนาเคสให้ดูเป็นยานอวกาศขนาดไหน หัวใจเชิงกลไกที่ซ่อนอยู่ข้างในกลับวางอยู่บนสมการเดิมมาตลอดเกือบสามทศวรรษ นั่นคือการใช้ แขนยึดแบบสมมาตร (Symmetrical Arms) วางตัวสมดุลกันเป๊ะๆ ทำหน้าที่หิ้วจานดิสค์หรือลูกบาศก์หมุนเป็นวงกลมรอบแกนกลาง มันเป็นโครงสร้างที่สมบูรณ์แบบจนแทบกลายเป็นกฎเหล็กที่ไม่มีใครในแบรนด์กล้าแตะต้อง

แต่แล้ววันนี้ Urwerk ก็ล้มเพลย์ลิสต์เดิมที่ตัวเองซ้อมมา 30 ปีจนได้ บนเรือนเวลารุ่นล่าสุดอย่าง UR-300 Time Quantum พวกเขาสลัดโครงสร้างแขนยึดแบบสมมาตรทิ้งไปแบบไม่เสียดาย แล้วเปิดตัวระบบใหม่ที่ใช้คานโลหะสองชิ้นประกอบกันเป็น “เฟรมรูปตัว T” (T-shaped Frame) ซึ่งความกล้าบ้าบิ่นมันไม่ได้อยู่แค่อารมณ์การจัดวาง แต่คือจังหวะที่เฟรมตัว T นี้จะทำการ “ดีดตัวจัดระเบียบโครงสร้างใหม่ในกึ๊กเดียว” (Single Jump) ทุกๆ ครึ่งชั่วโมงหรือทุกรอบการเปลี่ยนชั่วโมง ลองนึกภาพคนเล่น Rubik ที่ไม่ได้ค่อยๆ หมุนทีละก๊อก แต่นั่งรอเวลาจนครบกำหนดแล้วใช้นิ้วสะบัดฉึบให้รูปทรงมันเด้งเปลี่ยนองศาตัวเองทันทีบนข้อมือ มันคือกลไกที่มีจังหวะการทำงานโคตรกวนประสาทและท้าทายเรื่องแรงสะเทือนภายในแบบสุดๆ


ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่
Urwerk ยังเก็บปรัชญาพื้นฐานบางอย่างเอาไว้ไม่ให้แฟนคลับช็อกตายไปเสียก่อน สเกลนาทียังคงวางทอดตัวเป็นส่วนโค้ง 108 องศาตรงตำแหน่ง 6 นาฬิกาอย่างคุ้นเคย และตัวเลขชั่วโมงก็ยังทำหน้าที่เป็นเข็มชี้บอกเวลาวิ่งผ่านสเกลไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปชนิดที่คนเคยจับ Urwerk มาก่อนต้องขยี้ตาซ้ำๆ คือ “วิธีการ” ที่พาตัวเลขชั่วโมงเหล่านั้นเดินทางมาถึงจุดหมายต่างหาก
เลิกคุยเรื่องลูกบาศก์สามมิติเดิมๆ ไปได้เลย กลไกแสดงชั่วโมงรอบนี้ถูกสร้างขึ้นบนโครงสร้างที่แบรนด์เรียกว่า T-Frame โดยเปลี่ยนมาใช้ “แท่งปริซึมสามเหลี่ยม” (Three-sided Prisms) จำนวนสี่ชิ้นมารับหน้าที่แบ่งตัวเลข 12 ชั่วโมงไปถือไว้ มองครั้งแรก เจ้าโครงสร้างรูปตัว T นี้ดูเหมือนก้อนโลหะชิ้นเดียวที่ยึดแน่นกับที่ แต่ความจริงมันคือคานสองชิ้นแยกอิสระจากกันอย่างเด็ดขาด คานชิ้นแรกวางตัวในแนวดิ่งชี้ลงหาซีกหน้าปัดล่าง ส่วนคานอีกชิ้นวางพาดขวางในแนวนาบ ทั้งสองคานนี้ต่างหิ้วแท่งปริซึมไว้ที่ปลายทั้งสองฝั่ง และความพีคคือ พวกมันจะคอย “สลับบทบาทกัน” (Swapping Roles) สลับตำแหน่งจากแนวตั้งเป็นแนวนอนไปเรื่อยๆ ทุกๆ ชั่วโมงแบบไม่มีพัก

มาถึงช่วงเวลาที่กลไกเริ่มทำงานจริง ซึ่งบอกเลยว่าพีคและซับซ้อนสมชื่อ
ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม เจ้าแท่งปริซึมตัวที่ห้อยอยู่ปลายล่างสุดของคานดิ่งจะค่อยๆ เคลื่อนตัวเลื้อยไปตามสเกลนาทีอย่างช้าๆ แบบนุ่มนวล แต่พอเข็มเดินทางมาแตะเส้นชัยที่ขีด 60 นาทีปุ๊บ ทุกอย่างจะระเบิดจังหวะประสานงานพร้อมกันสามอย่างในเสี้ยววินาทีเดียวแบบไม่ต้องรอจังหวะหายใจ
เรื่องแรกคือ คานทั้งสองชิ้นจะสลับตำแหน่งกันอย่างรวดเร็ว คานแต่ละอันจะหมุนเหวี่ยงรอบจุดศูนย์กลางของตัวเอง ทำให้คานดิ่งเดิมพลิกตัวเองขึ้นไปนอนขวางเป็นแนวนอนด้านบน ในขณะที่คานขวางตัวเก่าจะหมุนสลับลงมาทำหน้าที่เป็นคานดิ่งอันใหม่แทน
พร้อมๆ กันนั้น ตัวแคร์เซล (Carousel) ที่ทำหน้าที่แบกคานทั้งคู่อยู่ตรงกลาง จะทำการดีดตัวก้าวกระโดดไปข้างหน้า 72 องศาทันที เพื่อเหวี่ยงคานดิ่งชิ้นใหม่ล่าสุดให้ลงมาประจำการเริ่มต้นที่จุดสตาร์ตของสเกลนาทีพอดีเป๊ะ
และขั้นตอนสุดท้ายที่เฉียบขาดที่สุดคือ แท่งปริซึมทั้งสี่ตัวจะหมุนปรับองศาของตัวเองพร้อมกัน เพื่อเปลี่ยนหน้าพรีเซนต์ตัวเลขชั่วโมงถัดไปให้หงายขึ้นมาแสดงผลที่ตำแหน่งด้านล่างพอดิบพอดี มันเป็นการทำงานที่ประสานเสียงกันระหว่างการสลับคาน การหมุนแคร์เซล และการพลิกหน้าปริซึม ที่ถ้าเฟืองข้างในไม่คำนวณแรงตึงและองศามาอย่างเฉียบคม มีหวังทุกอย่างได้ติดขัดคาหน้าปัดกลางอากาศแน่นอน

คณิตศาสตร์เบื้องหลังระบบ T-Frame ตรรกะที่ออกแบบมาลงตัวแบบไร้รอยต่อ
พอลองถอดรหัสตัวเลขเบื้องหลังระบบนี้ จะเห็นความชาญฉลาดเชิงตรรกะที่ Urwerk วางเอาไว้อย่างประณีต
ปริซึมทั้ง 4 ตัวจะสลับกันลงมาประจำการที่ตำแหน่งล่างสุดของตัว T ทีละตัว นั่นหมายความว่าปริซึมแต่ละชิ้นจะมีคิวลงมาแสดงผลเวลาเพียงแค่นาทีละหนึ่งครั้งในทุกๆ 4 ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ ตัวเลขชั่วโมงที่อยู่บนปริซึมแต่ละอันจึงถูกเว้นระยะห่างกันทีละ 4 ชั่วโมงพอดีเป๊ะ ตัวอย่างเช่น ปริซึมชิ้นแรกถือเลข 1, 5 และ 9 ปริซึมชิ้นถัดไปถือเลข 2, 6 และ 10 เรียงสลับกันไปในลักษณะนี้จนครบทั้ง 12 ชั่วโมง
ในทุกๆ จังหวะที่กลไกดีดตัว (Jump) ปริซึมทุกตัวจะทำการหมุนพลิกไปหนึ่งหน้าเสมอ ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ปริซึมชิ้นเดิมวนลูปกลับลงมาประจำการที่ตำแหน่งล่างสุดอีกครั้ง มันจะผ่านการหมุนไปแล้วทั้งหมด 4 รอบ
ทว่าแท่งปริซึมนี้มีเพียงแค่ 3 หน้า การหมุน 3 รอบแรกจึงเป็นการพลิกครบรอบกลับมาที่จุดเดิม และการหมุนรอบที่ 4 จะเป็นจังหวะที่ดันตัวเลขใหม่ออกมาแสดงผลพอดี
ลองยกตัวอย่างปริซึมชิ้นที่กำลังแสดงเลข 1: เมื่อกลไกกระโดด ครั้งแรกมันจะหมุนไปที่เลข 5 ครั้งต่อมาไปที่ 9 และครั้งที่สามจะวนกลับมาที่เลข 1 อีกครั้ง พอถึงการหมุนรอบที่ 4 มันจึงลงล็อกที่เลข 5 ได้พอดีเป๊ะ ตรงตามรอบเวลา 4 ชั่วโมงถัดมาอย่างไร้รอยต่อ

จุดที่ต่างจาก Urwerk ยุคก่อนๆ แบบคนละเรื่องเลย คือระบบเดิมพวกจานดิสค์หรือลูกบาศก์อันไหนยังไม่ถึงคิว มันก็จะอยู่นิ่งๆ รอรอบตัวเองอยู่เงียบๆ มีแค่ชิ้นที่จะเข้าประจำการเท่านั้นที่ยอมขยับตัว แต่บน UR-300 Time Quantum รอบนี้ ปริซึมทั้ง 4 ตัวโดนสั่งให้พลิกหมุนไปพร้อมกันหมดทุกเรือน

เบื้องหลังฉากคือปริซึมที่ปลายคานแต่ละข้างถูกยึดเชื่อมเข้ากับเฟืองวงรอบตรงจุดศูนย์กลางของคานชิ้นนั้นๆ พอถึงนาทีที่ 60 กลไกสับไกปุ๊บ แรงส่งจะกระชากให้ปริซึมทุกตัวหมุนพลิกหน้าพร้อมกันหมดทั้งแผง ซึ่งถ้าไม่ได้คณิตศาสตร์การวางตัวเลขขั้นเทพที่เล่าไปก่อนหน้านี้มาช่วยคุมจังหวะ มีหวังตัวเลขมั่วซั่วอ่านเวลาไม่รู้เรื่องแน่ๆ
แต่แน่นอน ของฟรีไม่มีในโลก การสั่งให้ชิ้นส่วนโลหะหลายชิ้นกระโดดหมุนพร้อมกันในเสี้ยววินาทีแบบนี้ มันสูบพลังงานจากตลับลานชนิดที่เห็นแล้วแอบปาดเหงื่อแทน พลังงานสำรอง (Power Reserve) รอบนี้เลยจอดอยู่ที่ 44 ชั่วโมง ซึ่งแอบสั้นกว่า Urwerk หลายรุ่นในยุคหลังๆ อยู่สักหน่อย แต่นั่นแหละ คือค่าธรรมเนียมความบันเทิงที่เราต้องจ่ายเพื่อแลกกับการได้เห็นกลไกดีดตัวสุดเร้าใจบนข้อมือ


งานออกแบบตัวเรือน มิติใหม่บนมวลโลหะไทเทเนียม
พละกำลังของกลไกกระโดดสลับแผง T-frame อันซับซ้อนขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องใช้พื้นที่พักพิงไม่น้อย แม้ว่าช่วงหลังๆ Urwerk จะพยายามบีบนาฬิกาสายแซตเทลไลท์ของตัวเองให้มีขนาดกะทัดรัดลงเพื่อความใส่สบาย แต่สำหรับ UR-300 เรือนนี้ พวกเขาจำเป็นต้องสร้างพื้นที่ที่มีความกว้างตัวเรือนขยับขึ้นไปถึง 45.2 มิลลิเมตร พร้อมความหนา 18.25 มิลลิเมตร บอกกันตามตรงว่านี่คือนวัตกรรมบนข้อมือที่มีมวลและความหนาแน่นแบบจัดเต็ม ไม่ใช่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้เนียนๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือการเปิดตัวรูปทรงตัวเรือนใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่เคยปรากฏบนเรือนเวลา Urwerk รุ่นใดมาก่อน รูปร่างสายโค้งแปลกตานี้มาพร้อมกับวัสดุไทเทเนียม โดยมีให้เลือก 2 อารมณ์ดิบๆ แตกต่างกัน
เรือนแรกคือการโชว์ผิวโลหะไทเทเนียมเปลือยเน้นความโปร่งและเส้นสายงานสถาปัตยกรรม ส่วนอีกเรือนมาในลุคสีดำดุดัน ซึ่งไม่ได้ใช้การเคลือบ DLC แบบเดิมๆ แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีPECVD (Plasma-Enhanced Chemical Vapour Display) เคลือบผิวในระดับพลาสม่า ทำให้เนื้อสีดำซึมลึก ผิวสัมผัสมีความทนทานต่อการรอยขีดข่วนดีเยี่ยม และให้มิติเฉดสีที่ดูสุขุมเข้มกว่าที่เคย

ใต้กระจกโค้งบานใหญ่นั้น กลไกออโตเมติกหลักถูกวางตบแต่งอย่างประณีต โดยมีโมดูลชิ้นพิเศษที่ Urwerk ซุ่มพัฒนาขึ้นมาเองครอบอยู่ด้านบนสุด เพื่อรับหน้าที่ขับเคลื่อนและประคองชุดโครงสร้าง T-Frame โดยเฉพาะ
ข้างๆ สเกลนาทีด้านล่าง ถ้าไม่สังเกตดีๆ อาจมองข้ามเข็มวินาทีชุดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่แบบแอบๆ ไปเลย การแสดงผลวินาทีรอบนี้ใช้เข็มสามชิ้นสลับกันวิ่งผ่านวงโค้ง 120 องศา โดยเข็มแต่ละเล่มจะรับไม้ต่อกันกวาดช่วงเวลาเล่มละ 20 วินาทีพอดี เปรียบเหมือนการส่งไม้ฟลายเออร์ในวงการยิมนาสติกที่ดูเพลินตามาก
ส่วนเรื่องระบบโรเตอร์ขึ้นลาน Urwerk ยังคงใส่ลายเซ็นกลไกสิทธิบัตร Dual Flow Turbine เข้ามาช่วยคุมจังหวะ การทำงานของเทอร์ไบน์คู่นี้จะช่วยชะลอแรงเหวี่ยงหนี่ศูนย์ของโรเตอร์ไม่ให้หมุนฟรีจนแรงเกินไปเวลาขยับข้อมือเร็วๆ ช่วยเซฟเฟืองภายในและลดการสึกหรอของระบบออโตเมติกไปได้เยอะมาก ทำให้กลไกชุดนี้ทนทานและนิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลทางเทคนิค Urwerk UR-300 Time Quantum
- รหัสรุ่น (Reference): UR-300-TQ
- กลไก (Movement): กลไกออโตเมติก คาลิเบอร์ UR-30.01V, สำรองพลังงาน 44 ชั่วโมง, ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิรตซ์)
- ฟังก์ชัน (Functions): แสดงชั่วโมงแบบ Wandering Hours ร่วมกับโครงสร้าง T-frame กระโดดเปลี่ยนจังหวะ, แสดงนาที และแสดงวินาที
- ตัวเรือน (Case): ขนาด 45.2 มม. x 58.8 มม. หนา 18.25 มม., วัสดุเกรด 5 ไทเทเนียม (Grade 5 Titanium), กันน้ำได้ลึก 30 เมตร
- สาย (Strap): สายผ้าสไตล์นาโต้ (Nato Strap)
- จำนวนการผลิต (Limited Edition): ผลิตจำกัดรวมเพียง 50 เรือนทั่วโลก (แบ่งเป็นรุ่นไทเทเนียมผิวเปลือย 25 เรือน และรุ่นไทเทเนียมเคลือบสีดำ 25 เรือน)


อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
เปิดตัว TAG Heuer Formula 1 Solargraph x Oracle Red Bull Racing ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความร่วมมือ
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก
เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’

