Oris Aquis Date Kelp Forest Limited Edition ทำไมเรือนนี้ถึงน่าสนใจในตลาดนาฬิกาสปอร์ตดำน้ำ?

Date:

ลืมเรื่องอนุรักษ์ทะเลไปก่อน… เพราะ Aquis เรือนนี้สวยด้วยหน้าปัดล้วนๆ 

ตอนที่เห็นข่าวเปิดตัว Oris Aquis Date Kelp Forest Limited Edition แว่บแรกในหัวคือ “เอาอีกแล้วเหรอ? นาฬิกาดำน้ำหน้าปัดเขียวกับคอนเซ็ปต์อนุรักษ์ทะเล” เพราะตลอดหลายปีมานี้ วงการนาฬิกาค่อนข้างเสพติดธีมรักษ์โลกกันหนักพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้าปัดสีแปลกๆ ที่มักจะทำออกมาขายพ่วงกับโลโก้มูลนิธิ แล้วก็ตั้งราคาบวกเพิ่มไปตามระเบียบ

พอเราได้ลองมาพิเคราะห์ให้เจาะลึกลงไปในรายละเอียดตามภาพที่เราได้เห็น ทั้งในเนื้อสัมผัส และเรื่องราวเบื้องหลังของเรือนนี้ เราได้เห็นถึงสิ่งที่แบรนด์กำลังจะนำเสนอที่ดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ก็ไม่ได้ดูยัดเยียดหรือตั้งใจขายจนเกินงาม ยังมีการเล่าเรื่อง ความประณีต และมุมมองของคนที่ลงไปคลุกคลีกับปัญหาจริงๆ อยู่ในนั้นให้เราได้เห็น

ถ้าคุณเคยดำน้ำลึก หรืออย่างน้อยเคยเห็นภาพถ่ายใต้น้ำที่เคยได้รับรางวัลหรืออะไรก็แล้วแต่ คุณน่าจะพอนึกออกว่าภาพแสงแดดที่ส่องทะลุน้ำลงไปกระทบกับ “สาหร่ายเคลป์” (Kelp Forest) มันจะไม่ได้เป็นสีเขียวตื้นๆ แบบกระจก หรือสีเขียวฟลูออเรสเซนต์หลอดนีออนแบบในภาพที่ผ่านการแต่งแต้มสีสันลงไปพอสมควร แต่ของจริงมันคือเฉดสีเขียวที่มีมิติ มีความลึก มีความตื้น มีความเลื่อมของแสงทองเมื่อเกลียวคลื่นพัดพาให้เส้นสาหร่ายไหวติง

และนั่นก็เลยกลายเป็นไอเดียให้ทีมออกแบบของ Oris หยิบเอาความรู้สึกตรงนี้แหละมาถ่ายทอดลงบนหน้าปัดขนาด 41.5 มิลลิเมตร โดยการใช้เทคนิคการพิมพ์แบบ 3 มิติ (3D-printed surface treatment) ซึ่งถ้าเราส่องผ่านกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งตัดแสงสะท้อน จะทำให้เราเห็นพื้นผิวขรุขระที่มีทั้งเฉดเขียวไล่ระดับและประกายโทนสีทองจางๆ ซ่อนอยู่ข้างใต้ ซึ่งมันจะไม่ใช่แค่การสกรีนลายกราฟิกแบนๆ ลงบนแผ่นโลหะ ถ้าลองสังเกตดีๆ เราจะเห็นรายละเอียดที่เป็นเทกซ์เจอร์ที่มีความตื้นลึกจริงๆ เวลาแสงตกกระทบต่างมุม สีหน้าปัดจะเปลี่ยนอารมณ์ไปเรื่อยๆ

ส่วนองค์ประกอบเล็กๆ อย่างขอบ สเกลนาทีสีเขียวไลม์ (Lime-green) ที่เลือกใช้โทนเดียวกับข้อความ “Pressure Resistant” บนหน้าปัดก็จะเห็นว่า มีการผสานเข้ากับเข็มและหลักชั่วโมงพรายน้ำที่รายล้อมไปด้วยขอบสีทอง (Golden Outlines) ตรงนี้เป็โทรสีที่ตัดกับพื้นผิวสีเขียวเข้มได้ดี และมีผลต่อการอ่านค่าเวลา เรียกได้ว่าเป็นการคุมโทนความเป็นป่าใต้น้ำได้อย่างลงตัว จากภาพที่เราเห็นก็ไม่ดูเลอะเทอะหรือพยายามประโคมสีจนหมดความหรูหรา

จากข้อมูลอินไซด์นั้นเล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของนาฬิกาเรือนนี้ ไม่ได้เกิดจากห้องประชุมที่มีฝ่ายการตลาดที่นั่งคิดโจทย์ว่า “ปีนี้เราจะขายสีอะไรดี” แต่เริ่มจากบทสนทนาระหว่าง Oris กับคุณ Francis Pérez ที่เป็นช่างภาพใต้น้ำระดับโลกที่เป็น Brand Ambassador ของแบรนด์มาอย่างยาวนาน เชื่อไหมคะว่าพ่อหนุ่มคนนี้เขาใช้นานกว่า 25 ปีในการกดชัตเตอร์บันทึกชีวิตสัตว์ทะเลทั่วโลก และเขานี่แหละที่เป็นคนสะกิดบอกแบรนด์ว่า “ป่าสาหร่ายเคลป์กำลังจะหายไป” นั่นเลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดีย

เอาจริงๆ คนทั่วไปอาจจะคิดถึงแต่แนวปะการังเวลาที่พูดถึงระบบนิเวศทางทะเลใช่ไหมล่ะ แต่ในเขตน้ำเย็นนั้น ป่าสาหร่ายเคลป์คือบ้าน คือแหล่งอาหาร และคือปอดของโลกที่ช่วยดูดซับคาร์บอนและจะช่วยผลิตออกซิเจนมหาศาล ตรงนี้มีข้อมูลวิจัยชี้ชัดว่าแค่บริเวณตอนเหนือของสเปนเพียงแห่งเดียว ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา มีป่าสาหร่ายเคลป์สูญหายไปแล้วถึง 58% สาเหตุนั้นมาจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการทำประมงเชิงพาณิชย์นั่นเอง

นอกจากนี้ การที่ Oris หยิบเรื่องนี้มาถ่ายทอดผ่านเรือนเวลาจำกัด 1,000 เรือนทั่วโลก แม้ว่านาฬิกาเรือนเดียวจะไม่สามารถกู้วิกฤตโลกร้อนได้ในพริบตา แต่อย่างน้อยๆ มันก็คือการสร้างบทสนทนาบนข้อข้อมือ (Conversation Starter) ลองนึกดูสิว่าเวลาที่มีคนทักว่า อุ๊ย “หน้าปัดเรือนนี้สวยแปลกดี ทำไมเป็นลายนี้?” นั่นคือวินาทีที่เรื่องราวของป่าใต้น้ำได้ถูกส่งต่อไปยังผู้ครอบครอง (คนที่เป็นเจ้าของจะใจฟูขนาดไหนกันนะ)

ทีนี้มาเจาลึกภายในกันบ้าง มาดูว่ามีจุดที่น่าสนใจยังไง ถ้าพูดถึงในแง่ของสเปกตัวเรือน ถ้าใครที่เคยสัมผัส Oris Aquis Date รุ่นมาตรฐานเราว่าน่าจะคุ้นเคยกับมิติ Case Dimensions เป็นอย่างดี

มาดูงานประกอบตัวเรือนกันใกล้ๆ เราจะเห็นว่าเรือนนี้มีสัดส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 41.5 มิลลิเมตร ระยะจากขาเรือนถึงขาเรือนประมาณ 49 มิลลิเมตร และมีความหนา 12.9 มิลลิเมตร ก็ถือว่าเป็นไซต์ที่กำลังได้น้ำหนักพอดีบนข้อมือ สำหรับคนข้อมือมาตรฐานถือว่าไม่กางหรือใหญ่เทอะทะจนเกินไป แต่ถ้าคนข้อมือเล็ก ข้อมือบางก็อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ ส่วนรายละเอียดความคุ้มค่าแน่นอนค่ะว่ายังคงอัดแน่นตามมาตรฐานสายดำน้ำเช่นเคย ตั้งแต่ขอบแบบเบเซิลหมุนทิศทางเดียวพร้อมแผ่นวงแหวนเซรามิคสีเขียวที่รับกับตัวหน้าปัด รวมถึงเม็ดมะยมและฝาหลังแบบขันเกลียวอย่างแน่นหนาจนการันตีประสิทธิภาพการกันน้ำลึกถึง 300 เมตร ลุยได้หายห่วง

เรื่องสายนาฬิกาก็ทำมาเอาใจสายใช้งานจริง ซึ่งตัวสายสเตนเลสสตีลแบบ 3 ข้อที่มีการสลับงานขัดเงาและขัดซาตินดูมีมิติ นอกจากจะติดตั้งระบบ Quick-Change สำหรับกดเปลี่ยนสายด้วยตัวเองได้ทันทีแบบไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เจาะสายแล้ว ถ้าลองดูดีๆ ตรงตัวล็อกพับเก็บยังใส่ระบบ Quick-Adjust ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่กดปรับขยายความยาวสายในระดับมิลลิเมตรได้สบายๆ เวลาที่ข้อมือเราเกิดขยายตัวในวันอากาศร้อน ส่วนงานฝาหลังเหล็กกล้านั้นก็นำเสนอสัญลักษณ์การสลักลายป่าสาหร่ายเคลป์ พร้อมตอกหมายเลขประจำเรือนไว้อย่างชัดเจน

ขยับมาที่กลไกการทำงานเรือนนี้จะขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก Oris Caliber 733 ซึ่งพัฒนาบนฐานของ Sellita SW200-1 จะทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สามารถสำรองพลังงานได้ราวๆ 41 ชั่วโมง มาพร้อมกับฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที และเจาะช่องแสดงวันที่ไว้ตรงตำแหน่ง 6 นาฬิกาอย่างสมดุล

ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ แบบไม่เกรงใจ แม้ว่ากลไกชุดนี้จะไม่ใช่กลไกขั้นเทพตระกูล In-house อย่าง Caliber 400 ที่สำรองพลังงานได้ 5 วัน และประกันยาวๆ 10 ปี แต่มันก็ถือว่าเป็นกลไกสามัญประจำบ้านที่ทนทาน พึ่งพาได้ อะไหล่แพร่หลาย และดูแลรักษาง่ายในระยะยาว ซึ่งการเลือกใช้กลไกชุดนี้ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ Oris ควบคุมระดับราคาของนาฬิการุ่นนี้ให้อยู่ในจุดที่เข้าถึงได้ง่าย

แล้วทำไมเรือนนี้ถึงน่าสนใจในตลาดนาฬิกาสปอร์ตดำน้ำ?

ด้วยราคาเปิดตัวที่เปิดตัวมา (ประมาณเกือบๆ แสนบาทไทย) เรามองว่า Oris Aquis Date Kelp Forest Limited Edition เรือนนี้ วางตำแหน่งตัวเองไว้อย่างชาญฉลาดไม่น้อย เพราะไม่ได้พยายามแข่งกับนาฬิกาดำน้ำระดับไฮเอนด์ราคาหลายแสน แต่ยืนระยะในฐานะ Every-day Dive Watch ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจน เข้าถึงง่าย

และการสัมผัสจริงบนข้อมือ ด้วยขนาด 41.5 มิลลิเมตร พร้อมระยะ Lug-to-Lug 49 มิลลิเมตร เราถือว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสวมใส่ง่าย คือไม่กางเกินไปสำหรับข้อมือคนเอเชีย ส่วนข้อสายสเตนเลสสตีลที่ทอดตัวโอบรับข้อมือได้เนียนแน่น และที่ชอบมากคือมาพร้อมระบบปรับขยายสายบนบัคเคิลช่วยให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง เช่น เวลาข้อมือขยายตัวในสภาพอากาศร้อน

สิ่งที่น่าชมเชยที่สุดคือ “ความพอดี” Oris ไม่ได้ยัดโลโก้มูลนิธิใหญ่โตลงบนหน้าปัดให้มันดูจงใจ ไม่ได้ติดคำประกาศเตือนโลกร้อนไว้ตรงขอบเบเซิล แต่กลับนำเสนอความงดงามของธรรมชาติผ่านงานฝีมือบนหน้าปัด 3D พิมพ์ลาย แล้วซ่อนสัญลักษณ์กับงานสลักไว้ที่ฝาหลังอย่างถ่อมตน

โดยรวมแล้ว Oris Aquis Date Kelp Forest Limited Edition เรือนนี้ แม้จะไม่ใช่นาฬิกาที่หวือหวาด้วยเทคโนโลยีระดับอวกาศ และก็คงไม่ใช่เรือนที่ซื้อมาเพื่อเก็งกำไรในตลาดมือสอง แต่ส่วนตัวชอบโทนสีเขียวที่ค่อนข้างหายาก สำหรับเรามันคือนาฬิกาสายสปอร์ตดำน้ำที่ดูสวย แปลกตา และยังมีเรื่องราวที่จริงใจ หากคุณกำลังมองหานาฬิกาใช้งานประจำวันที่ใส่ไปทำงานก็ดูดี ใส่ไปเที่ยวทะเลก็ลุยได้เต็มที่ แถมยังมีหน้าปัดสีเขียวที่มีมิติไม่ซ้ำใคร เรือนนี้คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าประทับใจไม่น้อย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Oris Aquis Date Kelp Forest Limited Edition (ผลิตจำนวนจำกัด 1,000 เรือนทั่วโลก)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 41.5 มม. (Lug-to-Lug 49 มม. / หนา 12.9 มม.) ขอบเบเซิลเซรามิคสีเขียวปรับหมุนได้ทิศทางเดียว ฝาหลังและเม็ดมะยมแบบขันเกลียว กันน้ำลึก 300 เมตร (30 bar)
  • หน้าปัด: สีเขียวมหาสมุทร พิมพ์ลายป่าสาหร่ายแบบ 3 มิติ (3D-printed) สเกลนาทีสีเขียวไลม์ เข็มและหลักชั่วโมงสีทองเคลือบสารพรายน้ำ Super-LumiNova
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลาชั่วโมง นาที วินาที (พร้อมระบบหยุดเข็มวินาที Hacking Seconds) แสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา สเกลจับเวลาดำน้ำ 60 นาที
  • กลไก: ขึ้นลานออโตเมติก Oris Caliber 733 (พัฒนาบนฐาน Sellita SW200-1) ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz) สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
  • สาย: สเตนเลสสตีล 3 ข้อ ขัดเงาสลับขัดซาติน พร้อมระบบเปลี่ยนสายเร็ว (Quick-Change) และระบบปรับขยายความยาวสายบนตัวล็อก (Quick-Adjust)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre พาเปิดเบื้องหลังความนิ่งและสมาธิของ หวัง ชุ่น นักกีฬาว่ายน้ำโอลิมปิก ในซีรีส์สารคดี The Hour Before 
เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก

Share post:

More like this

Urwerk UR-300 Time Quantum มาพร้อมนวัตกรรม T-Frame พลิกโฉม 30 ปี Wandering Hours

เจาะลึก Urwerk UR-300 Time Quantum การปฏิวัติระบบ Wandering Hours ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี ด้วยการสลัดแขนยึดสมมาตรแบบเดิม ทิ้ง แล้วแทนที่ด้วยโครงสร้าง T-Frame คานสลับตำแหน่งกระโดดเปลี่ยนองศาในเสี้ยววินาที พร้อมตัวเรือนไทเทเนียมรูปทรงใหม่สุดล้ำ

Bell & Ross BR-03 Space Mission เมื่อนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมหน้าปัดห้องนักบิน ถอดเข็มออกแล้วย้ายไปอยู่ในอวกาศ

Bell & Ross ตีความนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมระดับไอคอนิกใหม่ในรุ่น BR-03 Space Mission ถอดเข็มนาฬิกาแบบเดิมออก แล้วใช้แผ่นดิสก์หมุนจำลองการโคจรของยานอวกาศ Vortex และดวงจันทร์บนพื้นหน้าปัดแก้วอเวนจูรีนสีดำประกายดาว ในตัวเรือนเซรามิกดำขัดทรายขนาด 41 มม. ผลิตจำกัด 999 เรือน

สัมผัส Jaeger-LeCoultre 101 Chain นาฬิกากำไลจิวเวลรีชั้นสูงที่ซ่อนกลไกจักรกลไขลานเล็กที่สุดในโลก

Jaeger-LeCoultre ผสานงานจิวเวลรีเข้ากับวิศวกรรมชั้นสูงด้วย 101 Chain กำไลทองคำชมพูประดับเพชรและ HyCeram สีดำ ที่ซ่อนกลไกไขลานด้วยมือ Calibre 101 กลไกจักรกลขนาดจิ๋วที่เล็กที่สุดในโลกไว้ภายใน

MB&F ปลุกตำนาน LM1 ขึ้นมาฉลองครบรอบ 15 ปีในร่าง LM1 EVO ปรับขนาดตัวเรือนเหลือ 42 มิลลิเมตร

MB&F ปลุกตำนาน LM1 ขึ้นมาฉลองครบรอบ 15 ปีในร่าง LM1 EVO ปรับขนาดตัวเรือนเหลือ 42 มิลลิเมตร เพิ่มระบบซับแรงกระแทก FlexRing กันน้ำ 80 เมตร บาลานซ์สปริงคู่ Straumann® และกลไกไขลานสำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง