การอ่านเวลาแบบใหม่ด้วยกลไกลูกบอลหมุนสามมิติบนตัวเรือนไทเทเนียม ที่มีจำกัดเพียง 28 เรือนทั่วโลก
ต้องบอกว่ากลิ่นอายของงานออกแบบนาฬิกานั้นมักทำให้เราเผลอตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า เส้นแบ่งระหว่าง ‘นาฬิกาข้อมือ’ กับ ‘งานศิลปะจัดวาง’ นั้นถูกขีดไว้ตรงไหนกันแน่ ในฐานะคนที่นั่งคลุกคลีอยู่กับการแกะรอยความเคลื่อนไหวของเรือนเวลามาหลายซีซั่น เชื่อไหมคะว่าการได้เห็นแบรนด์นอกกระแสอย่าง Hautlence ขยับตัวแต่ละครั้งไม่เคยทำให้รู้สึกน่าเบื่อเลยสักครั้ง โดยเฉพาะโปรเจกต์ล่าสุดอย่าง The Sphere Series 5 ที่เพิ่งเผยโฉมออกมาบนหน้าฟีดเมื่อไม่นานมานี้ ความรู้สึกแรกหลังจากที่เห็นภาพที่ปล่อยออกมาแอบตั้งคำถามว่า เอ๊ะ มันจะใส่ในชีวิตประจำวันได้จริงไหมนะ เพราะตอนนั่งมองลูกบอลสามมิติลอยหมุนเคว้งคว้างบนหน้าปัดแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า บางทีโลกนาฬิกาก็สนุกตรงที่มันเริ่มจะฉีกตำราแล้วสร้างกฎเกณฑ์การบอกเวลาแบบอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาให้เราได้เห็นกันอยู่เรื่อยๆ

มันดึงดูดสายตาให้ต้องหยุดพิจารณาโครงสร้างเรขาคณิตสามมิติที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมนั้นนานกว่าปกติ เพราะดูจะเป็นการบอกเวลาที่ดูซับซ้อนซ่อนอยู่พอสมควรแหละ งั้นเรามาเจาะลึกเรือนนี้ไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

ถ้าย้อนกลับไปมองถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่ในร่มเงาของเครือใหญ่ จนกระทั่งแยกตัวออกมาเดินบนเส้นทางอิสระของตัวเองอย่างเต็มตัว ต้องยอมรับว่าความกล้าที่จะทิ้งขนบธรรมเนียมการบอกเวลาแบบเดิมๆ นั้นคือดีเอ็นเอที่ชัดเจนที่สุด และสิ่งที่เรามักจะได้เห็นจากผลงานของพวกเขาไม่ใช่แค่ความพยายามในการยัดกลไกซับซ้อนลงไปในพื้นที่จำกัดเท่านั้นนะ แต่เป็นการสร้างคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนจนแทบจะกลายเป็นประติมากรรมเคลื่อนที่ได้บนข้อมือ และในรุ่นซีรีส์ที่ 5 นี้ที่เพิ่งปล่อยออกมา พวกเขาก็ยังคงตอกย้ำถึงแนวทางนั้นด้วยการเลือกใช้ลูกบอลสามมิติสีขาวแกะสลักที่ลอยตัวอยู่บนแกนสามแกน เพื่อทำหน้าที่บอกเวลาแบบกระโดด หรือ Jump Hour นั่นเอง

ทีนี้เรามาดูในแง่ของมุมมองเชิงลึกกันบ้าง จากภาพที่เห็นต้องบอกเลยว่าการทำนาฬิกากลไกทรงกลมที่ไร้ขาสายแบบดั้งเดิมนั้นถือเป็นโจทย์ที่ยาก แล้วก็ท้าทายโครงสร้างการสวมใส่อยู่พอสมควร โดยตัวเรือนไทเทเนียมเกรดสูงที่ถูกขึ้นรูปให้มีความโค้งมนรับกับสรีระข้อมือนั้น ก็ถูกออกแบบมาเพื่อแก้โจทย์ความหนาและเรื่องของน้ำหนักที่มักจะเป็นอุปสรรคของนาฬิกากลไกทรงโดมสูง และถ้าเกิดลองจินตนาการถึงตอนที่มันถูกสวมลงบนข้อมือจริงๆ หากใครที่ยังไม่คุ้นชินกับนาฬิกาทรงนี้มาก่อน แน่นอนว่าความรู้สึกแรกอาจจะดูแปลกตาจนชวนให้ตั้งคำถามว่า มันจะใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริงมากน้อยแค่ไหนนะ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าได้มีโอกาสได้ลองขึ้นข้อแล้วเราเชื่อว่าทุกคนจะอยากเป็นเจ้าของดูซักครั้ง เพราะการมองลูกกลมๆ หมุนเคว้งคว้างไปพร้อมกับการทำงานของกลไกสเกเลตัน A82 นั้น จะให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังพกพาพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมติดตัวไปทุกที่ มากกว่าจะเป็นแค่เครื่องมือเช็กเวลาว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลาดนาฬิกาอิสระหรือ Independent Watchmaking ในปัจจุบันทั้งในบ้านเรา หรือทั่วโลกกำลังเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ เหล่านักสะสมในยุคนี้ต่างก็ไม่ได้มองหาแค่ความเที่ยงตรงหรือแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นร้อยปีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่พวกเขาเริ่มมองหาความแปลกใหม่ ความกล้าที่จะแตกต่าง รวมไปถึงการมองหาเรื่องราวที่สะท้อนถึงรสนิยมเฉพาะตัว และงานฝีมือที่อยู่นอกเหนือจากกระแสหลัก และการที่แบรนด์ Hautlence นั้นผลิตนาฬิกาโดยจำกัดจำนวนการผลิตไว้เพียง 28 เรือนทั่วโลกสำหรับรุ่นนี้ จึงเป็นตัวเลขที่สร้างความพิเศษ ความเอ็กซ์คลูซีฟในแบบที่นักสะสมตัวยงย่อมเข้าใจดีว่ามันมีคุณค่าในแง่ของการครอบครองงานศิลปะที่มีลมหายใจ
ถ้าพิจารณาลงลึกไปถึงกลไกไขลานภายใน A82 ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ เราจะยิ่งเห็นถึงความซับซ้อนของการส่งผ่านพลังงานไปยังแกนสามแกนเพื่อส่งให้ตัวลูกบอลหมุนวนได้อย่างแม่นยำและนุ่มนวล จุดนี้ ถือเป็นหนึ่งในงานวิศวกรรมที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจเรื่องแรงเสียดทานและน้ำหนักอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่ตัวเข็มนาทีแบบตีกลับหรือ Retrograde นั้นจะทำหน้าที่กวาดไปตามส่วนโค้งของตัวหน้าปัดอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งการจัดวางองค์ประกอบเหล่านี้บนหน้าปัดแบบสเกเลตันทำให้เรามองเห็นการทำงานทุกชิ้นส่วนได้อย่างชัดเจน รวมถึงสีโมโนโครมโทนสีขาวที่เลือกใช้ในซีรีส์นี้ช่วยลดความอึดอัดของกลไกที่มีรายละเอียดเยอะ ทำให้ภาพรวมมันดูสะอาดตาและมีความร่วมสมัยสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมจับคู่มากับสายหนังกลับที่มีให้เราเลือกเปลี่ยนได้ทั้งโทนสีเขียว แดง และขาว ยิ่งทำให้เห็นความตั้งใจในการเบลอเส้นระหว่างนาฬิกาลุคสปอร์ตหรูและเครื่องประดับแฟชั่นชั้นสูงเข้าด้วยกันได้ดียิ่งขึ้น

ในมุมมองของคนทำงานสื่อ เรามักจะได้ยินคำถามซ้ำๆ จากผู้คนที่เพิ่งเริ่มสนใจนาฬิกาว่า ทำไมนาฬิกาพวกนี้ถึงมีราคาหลักล้าน ทั้งที่มันก็แค่อ่านเวลาได้เหมือนนาฬิกาเรือนละไม่กี่พันบาท ซึ่งคำตอบมักจะซ่อนอยู่ตรงดีเทลเล็กๆ แบบนี้นี่แหละ พูดง่ายๆ มันก็คือเรื่องของความพยายามในการผลักดันขีดจำกัดทางวิศวกรรม การตีความกาลเวลาในรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่มีใครกล้าทำ และความประณีตของงานประกอบด้วยมือที่ต้องใช้ช่างฝีมือระดับท็อปของวงการมานั่งประกอบทีละชิ้น แล้วการได้เห็นแบรนด์อย่าง Hautlence ยังคงยืนหยัดในด้านการสร้างสรรค์ผลงานที่อยู่นอกกรอบเดิมๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ นั่นก็คือเครื่องยืนยันว่าโลกของ horology ยังคงมีพื้นที่ให้เราได้รู้สึกตื่นเต้นและเซอร์ไพรส์เสมอๆ
บางที การที่เรามองนาฬิกาข้อมือสักเรือนในยุคนี้ อาจจะไม่ใช่แค่การมองหาเครื่องบอกเวลาที่แค่มีความเที่ยงตรงที่สุด แต่มันคือการมองหาชิ้นงานที่สามารถเล่าเรื่องราวและสร้างบทสนทนาได้ทันทีเมื่อมันมาอยู่บนข้อมือของเราเอง และถ้าในอนาคตมีโอกาสได้เดินทางไปสัมผัสเรือนจริงของ The Sphere Series 5 นี้แบบใกล้ชิดเมื่อไหร่ คงต้องเก็บภาพบรรยากาศและสัมผัสแรกมาเล่าให้ทุกคนฟังกันอีกรอบอย่างแน่นอน ฝากติดตามกันด้วยนะคะ

ข้อมูลทางเทคนิค
- ชื่อรุ่น: Hautlence The Sphere Series 5
- ตัวเรือน: ไทเทเนียม ทรงเรขาคณิตแบบไร้ขา (Lugless) พร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมสามมิติ
- หน้าปัด: สเกเลตัน (Skeleton) โทนสีขาวโมโนโครม แสดงกลไกแบบเปิดโล่ง
- ฟังก์ชั่น: บอกชั่วโมงแบบกระโดดสามมิติ (3D Spin/Jump Hour Sphere) และนาทีแบบตีกลับ (Retrograde Minute)
- กลไก: กลไกไขลาน In-house Calibre A82
- สาย: สายหนังกลับ (Suede) มีให้เลือก 3 โทนสี (เขียว, แดง, ขาว)
- จำนวนการผลิต: ผลิตจำกัด 28 เรือนทั่วโลก (Limited Edition)
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
MB&F ปลุกตำนาน LM1 ขึ้นมาฉลองครบรอบ 15 ปีในร่าง LM1 EVO ปรับขนาดตัวเรือนเหลือ 42 มิลลิเมตร
GPHG กับภารกิจขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกาโลก
Bell & Ross BR-03 Space Mission เมื่อนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมหน้าปัดห้องนักบิน ถอดเข็มออกแล้วย้ายไปอยู่ในอวกาศ

