Home Blog Page 2

Fabrizio Buonamassa Stigliani กับเส้นทางเบื้องหน้าอันน่าตื่นเต้นของ Bvlgari

ทิศทางข้างหน้าของ Bvlgari จะเป็นเช่นไร ชายผู้นี้มีคำตอบ

เมื่อไม่นานมานี้ Revolution Thailand ได้มีโอกาสสนทนากับ Fabrizio Buonamassa Stigliani – Product Creation Executive Director แห่งแผนกนาฬิกาของ Bvlgari เมื่อครั้งเขาเดินทางมาแนะนำนาฬิการุ่น Novelties ที่เพิ่งเปิดตัวในงาน Watches and Wonders 2026 ให้สื่อมวลชนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดพร้อมกับสอบถามข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับนาฬิการุ่นใหม่ๆ และทิศทางข้างหน้าของแบรนด์ในวันที่แผนกนาฬิกาเติบโตขึ้น และมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของคนรักนาฬิกาในกลุ่มที่กว้างขึ้นเช่นกัน ทิศทางข้างหน้าของ Bvlgari จะเป็นเช่นไร เราจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นหลังจากนี้บ้าง คงไม่มีใครให้คำตอบได้ชัดเจนมากกว่า Fabrizio Buonamassa Stigliani อีกแล้ว

จากที่เราได้เห็นการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ทั้งหมดในปีนี้ จะเห็นได้ว่า คุณสามารถลดขนาด Octo Finissimo ลงมาให้เหลือ 37 มม.ได้สำเร็จแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก้าวต่อไปของนาฬิการุ่นนี้คืออะไร

เรามีไอเดียอีกเยอะมากครับ เพราะเราออกแบบนาฬิการุ่นนี้ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น เราจะทดลองกับสายโลหะแบบใหม่ๆ รวมถึงหน้าปัดหลากหลายรูปแบบ บางทีเราอาจได้เห็นหน้าปัดหินบน Octo เป็นครั้งแรกก็เป็นได้ ที่ผ่านมาเราไม่สามารถทำได้ เพราะหน้าปัดของ Octo Finissimo นั้นบางมากจนไม่สามารถใช้หินมาเป็นวัสดุทำหน้าปัดได้ แต่ตอนนี้เราอยากลองใช้หินดูบ้าง หรือแม้แต่หน้าปัดแบบ pavé ก็อาจจะได้เห็นเป็นครั้งแรกบน Octo Finissimo ด้วยเช่นกัน

Octo Finissimo 37 mm

นอกจากนี้ เรายังอยากทดลองใช้วัสดุใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งลองผลิตนาฬิการุ่นนี้ในรูปแบบ Two-Tone เป็นครั้งแรก ตอนนี้ Octo Finissimo 37 mm มีทั้งไทเทเนียมและทองคำแยกกันอยู่แล้ว แต่ในอนาคตอาจมีเวอร์ชันที่ผสมทั้งสองวัสดุในเรือนเดียว เช่น ตัวเรือนไทเทเนียม ขอบตัวเรือนทองคำ สายผสมไทเทเนียมและทองคำ เรายังต้องรอดูกันต่อไป แต่สำหรับเรา นี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่สำคัญมาก เพราะหลังจากรุ่น 40 มม. แล้ว รุ่น 37 มม. ถือเป็นนาฬิกาที่สำคัญที่สุดของเรา

ว่าแต่คุณมีแผนที่จะทำ Octo Finissimo ให้เล็กลงกว่านี้อีกไหม

เป็นคำถามที่น่าสนใจมากครับ เรามีไอเดียบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทุกวันนี้ Octo Finissimo ยังเป็นนาฬิกาสำหรับผู้ชาย ส่วน Serpenti เป็นนาฬิกาสำหรับผู้หญิง แต่เราก็เห็นผู้หญิงจำนวนมากที่ชอบใส่นาฬิกาผู้ชาย ดังนั้นหนึ่งในเหตุผลที่เราพัฒนา Octo Finissimo 37 mm ขึ้นมาก็เพื่อให้ผู้หญิงสามารถสวมใส่ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง เรามีไอเดียที่ค่อนข้างบ้าบิ่นหลายอย่าง แต่ต้องรอดูในอนาคต เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับศักยภาพการผลิตและการพัฒนากลไกที่เหมาะสม เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่ย่อขนาด Octo Finissimo แล้วใส่กลไกควอตซ์ เพราะสำหรับเรานั่นมันไม่มีเหตุผลเลย แต่เรามีไอเดียในเรื่องนี้อยู่ครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกไอเดียจะถูกนำมาผลิตจริง

แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับเรา Serpenti ก็ยังเป็นไอคอนสำหรับผู้หญิง ส่วน Octo Finissimo ก็ยังเป็นนาฬิกาสำหรับผู้ชาย ซึ่งแน่นอนว่า ทุกวันนี้เส้นแบ่งเรื่องเพศแทบไม่มีความหมายอีกแล้ว เราเห็นนักสะสมนาฬิกาหลายคนใส่นาฬิกาเรือนเล็ก ซึ่งเมื่อก่อนถือว่าเป็นนาฬิกาผู้หญิง หรือกระแสวินเทจกำลังกลับมาอย่างมาก แต่สำหรับ Bvlgari เราไม่ได้มีแนวคิดแบบนั้น เมื่อเทียบกับแบรนด์สวิสหลายๆ แบรนด์ ประวัติศาสตร์ด้านนาฬิกาของเรายังสั้นกว่า เพราะแม้ Bvlgari จะเริ่มทำนาฬิกามาตั้งแต่ร้อยปีก่อน แต่ในช่วงแรกก็เป็นเพียง Jewelry Watch เท่านั้น การเข้าสู่วงการนาฬิกาอย่างจริงจังเกิดขึ้นในยุคช่วงทศวรรษ 1970 ดังนั้นเราไม่ได้มีคลังผลงานเก่ามหาศาลที่จะนำกลับมาทำใหม่เหมือนหลายแบรนด์ เราอยากมุ่งไปสู่ความร่วมสมัยมากกว่า

ถ้าหากคุณมีโอกาสได้ชุบชีวิตนาฬิการุ่นวินเทจของ Bvlgari มีนาฬิการุ่นเก่ารุ่นไหนที่คุณอยากนำกลับมาตีความใหม่อีกครั้งไหม

ไม่มีเลยครับ เพราะผมไม่ได้มีทัศนคติแบบนั้น

บางครั้งการนำนาฬิกาวินเทจมาตีความใหม่ก็เหมือนกับว่า…คุณไม่มีไอเดียใหม่แล้ว เลยเปิดลิ้นชัก หยิบแบบจากยุค ’50s หรือยุค ’70s มาทำใหม่ ในฐานะนักออกแบบ ผมรู้สึกว่ามัน น่าเบื่อพอสมควร

Fabrizio Buonamassa Stigliani – Product Creation Executive Director แห่งแผนกนาฬิกาของ Bvlgari

แต่แน่นอนว่ามันเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย เพราะผู้คนรู้จักนาฬิการุ่นนั้นอยู่แล้ว หรือไม่ก็มีความทรงจำร่วมกับนาฬิกาของพ่อ แม่ ปู่ หรือย่า แต่สุดท้ายแล้ว มันก็ไม่ใช่นาฬิกาเรือนเดิม คุณแค่ปรับขนาด เปลี่ยนรายละเอียดบนหน้าปัดเล็กน้อยก็พอแล้ว แต่สำหรับ Bvlgari นั่นไม่ใช่วิธีคิดของเรา Bvlgari คือแบรนด์ที่มองไปข้างหน้า เรามีนาฬิกาวินเทจของเราเองอยู่แล้ว นั่นคือ Bvlgari Bvlgari

เราเคยได้ยินว่า ในฐานะนักออกแบบ คุณให้ความสำคัญกับทั้งดีไซน์และกลไกในระดับที่เท่าเทียมกัน ทุกวันนี้ยังเป็นเช่นนั้นหรือไม่

ต้นกำเนิดของทุกโปรเจ็กต์มาจากความคิดสร้างสรรค์ก่อนเสมอ ดีไซน์จึงมาก่อน แต่หลังจากนั้นก็เข้าสู่การพิจารณาความเป็นไปได้ทางเทคนิคทันที เราจะคุยกับช่างทำนาฬิกาเลยว่า ‘ผมมีไอเดียแบบนี้ คุณคิดว่าทำกลไกแบบนี้ได้ไหม’ Bvlgari เป็นแบรนด์ที่แตกต่าง หากเราไม่มีเอกลักษณ์ด้านสุนทรียศาสตร์ เราก็คงไม่มี Serpenti ไม่มี Tubogas ไม่มี Octo Finissimo นั่นคือวิธีที่เราเล่นเกมนี้

มีสิ่งไหนบ้างที่คุณจะไม่มีวันยอมประนีประนอมในการออกแบบ

ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แม้แต่วิธีคิดของผมเองก็อาจเปลี่ยนไปได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเปิดใจ

ผมชอบที่ Bvlgari มีความยืดหยุ่นมาก แต่ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ได้ ทุกวันนี้ Serpenti มีหลากหลายเวอร์ชันมาก แต่คุณยังมองออกทันทีว่านั่นคือ Bvlgari ถ้าผมยึดติดกับกฎมากเกินไป คุณก็คงไม่ได้เห็นนาฬิกาหลากหลายแบบอย่างที่เห็นในวันนี้

Fabrizio Buonamassa Stigliani – Product Creation Executive Director แห่งแผนกนาฬิกาของ Bvlgari

และผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ทำให้ Bvlgari แตกต่างจากแบรนด์อื่น อุตสาหกรรมนาฬิกาค่อนข้างอนุรักษนิยม หลายแบรนด์มักทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำไปเรื่อยๆ ซึ่งบางครั้งก็มากเกินไป แต่เราเป็นช่างอัญมณีจากอิตาลี วิธีคิดของเราจึง แตกต่างจากชาวสวิสโดยสิ้นเชิง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรามี Tubogas, Serpenti Seduttori, Secret Watch หรือ Octo Finissimo Ultra

นั่นน่าจะเป็นวิธีการทำงานที่สนุกกว่าด้วย

ผมไม่รู้ว่าจะเรียกว่าสนุกไหมนะ อาจจะสนุกสำหรับผม แต่คงไม่สนุกเท่าไรสำหรับช่างนาฬิกาที่ต้องผลิตของหลากหลายแบบ (หัวเราะ) ผมคิดว่ามันก็จริง เพราะชาวสวิสชอบความเป็นระบบและประสิทธิภาพ แต่ทั้งหมดนี้ก็คือ Bvlgari ถ้าวันหนึ่งผมเริ่มออกแบบนาฬิกาทรงกลมธรรมดา พร้อมสายแบบมาตรฐาน คุณก็คงไม่สนใจผมแล้วล่ะ เพราะคุณมีนาฬิกาแบบนั้นอยู่แล้ว

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Bvlgari Octo Finissimo 37 ก้าวข้ามสถิติโลกสู่ความสมบูรณ์แบบของการสวมใส่ในงาน Watches and Wonders 2026

Bvlgari พาสำรวจเสน่ห์ของช่างอัญมณีอิตาเลียน ผสานนวัตกรรมกลไกสวิสที่โดนใจนักสะสมนาฬิกา บนเวทีเสวนา ‘Roman Jeweler of Time’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

สรุปไฮไลต์ Geneva Watch Days 2026 มัดรวม 8 เรือนเด็ดที่น่าประทับใจ

ครบรอบครึ่งศตวรรษแบบจับต้องได้ เมื่อ Raymond Weil ส่ง Millesime Jubilee Chronograph ออกมาสานต่อความสำเร็จ

สลัดความจำเจด้วยหน้าปัดโครโนกราฟที่สะอาดตาและสมมาตรอย่างไร้ที่ติ

ตัดหน้าต่างวันที่ออกไปซะให้จบเรื่อง นี่คือเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกของคนทำรีวิวนาฬิกาเวลาเห็นแบรนด์ยอมใจกล้าสลัดความจำเจทิ้ง แล้วเลือกกวาดช่องวันที่รกเกะกะบนหน้าปัดโครโนกราฟออกไปเสียที หน้าปัดที่สะอาดสะอ้าน สมมาตร และปล่อยให้พื้นที่ของวงจับเวลากับสเกลได้หายใจหายคอแบบนี้แหละที่นักสะสมตามหา

ปีนี้ Raymond Weil ขยับตัวครั้งสำคัญเพื่อฉลองวาระครบรอบ 50 ปี (1976-2026) ถ้ายังจำกันได้ หลังจากที่รุ่น The Fifty เครื่องวินเทจข้ามกาลเวลาตัวท็อปทำเอาตลาดฮือฮาและกระเป๋าเงินสะเทือนไปหมาดๆ มาคราวนี้พวกเขาพร้อมส่งไม้ต่อด้วย Millesime Jubilee Chronograph (Ref. 7776-STC-65501) ผลงานที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าถึงการเฉลิมฉลองนี้ได้ง่ายขึ้น แต่ความน่าสนใจมันไม่ได้หยุดอยู่แค่คำว่า accessible หรือราคาที่เป็นมิตรต่อกระเป๋าเงินนะ แต่มันคือชั้นเชิงในการออกแบบหน้าปัดที่ซัดความประณีตใส่แบบไม่ยั้ง

ถ้าเราลองจินตนาการตามเวลาส่องผ่านตู้โชว์ สิ่งแรกที่สะดุดตาคือหน้าปัดสี่ชั้น (four-part dial) ที่เล่นกับเท็กซ์เจอร์ได้อย่างน่าสนุก ส่วนตรงกลางเป็นพื้นผิวสีฟ้าอ่อนปัดลาย gadroon ล้อมรอบด้วยวงแหวนสีเงินสเกลรางรถไฟ และคั่นด้วยวงหน้าปัดย่อยสีน้ำเงินเข้มสองวงในดีไซน์แบบ bi-compax ที่ตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา รายละเอียดพวกนี้พอมารวมร่างกันบนตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 39 มิลลิเมตร และมีความหนา 12.9 มิลลิเมตร มันจึงให้สัดส่วนที่พอดีข้อมืออย่างประหลาด

ความโค้งมนของขอบตัวเรือนแบบขั้นบันได (stepped bezel) ที่ถอดแบบมาจากงานโครโนกราฟยุค 1940s ผสมผสานกับกระจกแซฟเฟอร์ทรงกล่อง (glassbox) เคลือบกันสะท้อนรอบด้าน ช่วยขับเน้นกลิ่นอายวินเทจให้ชัดเจนขึ้นไปอีกขั้น โดยไม่ต้องพยายามทำตัวเก่าแก่จนดูปลอม เข็มทรงโอเบลิสค์และหลักชั่วโมงสีดำที่แต้มสารเรืองแสงสีเขียว ช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันจริงทำได้ง่าย ไม่มีอาการมองอ่านค่าเวลายากในที่แสงน้อยให้หงุดหงิดใจ

ข้ามฝั่งมาดูเรื่องเครื่องในกันบ้าง หัวใจของรุ่นนี้ฝากไว้ที่กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ RW5030 ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากพื้นฐานของ Sellita SW510 (ตัวเครื่องปรับแต่งจากตำนานอย่าง Valjoux 7750) เดินด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมให้พลังงานสำรองราว 56 ถึง 62 ชั่วโมง เมื่อพลิกดูผ่านฝาหลังแซฟเฟอร์ จะเห็นโรเตอร์ฉลุลายโปร่งโลดแล่นอยู่บนงานขัดผิวแบบอุตสาหกรรมที่เน้นความเนียบสะอาดตา ไม่ได้พยายามแต่งเติมจนเกินงาม

การคอมพลีตลุคด้วยสายหนังลูกวัวสีน้ำเงินเข้มขัดลายจับคู่กับหัวเข็มขัดสแตนเลส พร้อมตัวเลขการผลิตจำกัดเพียง 500 เรือนทั่วโลก ในสนนราคาราว 3,895 ฟรังก์สวิส ทำให้โครโนกราฟเรือนนี้ไม่ใช่แค่ของสะสมตั้งโชว์ในตู้กระจก แต่เป็นนาฬิกาวินเทจร่วมสมัยที่พร้อมให้คุณหยิบมาใส่ลุยได้จริงทุกวัน โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าเครื่องกลไกยุคเก่าจะรวนกลางทาง

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Raymond Weil Millesime Jubilee Chronograph (Reference: 7776-STC-65501) – ผลิตจำนวนจำกัด 500 เรือนทั่วโลก
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขัดเงาสลับปัดลาย ขนาด 39 มิลลิเมตร ความหนา 12.9 มิลลิเมตร มาพร้อมขอบตัวเรือนแบบขั้นบันได (stepped bezel) และกระจกแซฟเฟอร์ทรงกล่อง (glassbox) เคลือบกันสะท้อน ฝาหลังกรุแซฟเฟอร์ กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดสี่ชั้น (four-part dial) พื้นผิวสีฟ้าอ่อนปัดลาย gadroon วงแหวนสีเงินสเกลรางรถไฟ และวงหน้าปัดย่อยสีน้ำเงินเข้มสองวงแบบ bi-compax พร้อมหลักชั่วโมงและเข็มทรงโอเบลิสค์แต้มสารเรืองแสงสีเขียว (ปราศจากช่องหน้าต่างวันที่)
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที (ที่หน้าปัดย่อย 9 นาฬิกา) และจับเวลาโครโนกราฟ 30 นาที (ที่หน้าปัดย่อย 3 นาฬิกา)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ RW5030 (พัฒนาจากพื้นฐาน Sellita SW510 / Valjoux 7750) ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง พลังงานสำรองราว 56–62 ชั่วโมง พร้อมโรเตอร์ฉลุลายโปร่ง
  • สาย: สายหนังลูกวัวสีน้ำเงินเข้มขัดลาย พร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดสแตนเลส

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

การกลับมาของ Louis Vuitton Monterey Ceramic นาฬิกาทรงก้อนกรวดระดับไอคอนจากปี 1988 ที่ถูกปัดฝุ่นใหม่
Panerai ย่อส่วนดีไซน์ทรง 90s สู่ขนาด 42 มม. เป็นครั้งแรก สวมใส่ง่ายขึ้น แต่ยังคงตัวตน Tool Watch ระดับตำนาน
Louis Vuitton Tambour Spin Time เปิดตัว 5 รุ่นใหม่ สู่คอลเลกชั่นถาวร

Patek Philippe WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 นิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนี้มีไฮไลต์เด็ดอะไรบ้าง

มากกว่านาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 7 รุ่น และผลงาน Rare Handcraft อันทรงคุณค่า และโซนอื่นๆ ที่ไม่ควรพลาด

เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอยสำหรับงาน Patek Philippe WATCH ART Grand Exhibition – Milan 2026 ที่คราวนี้ปักหมุดกรุงมิลานดินแดนแห่งศิลปะเป็นโลเกชันหลัก และสามารถดึงดูดเหล่าคนรักนาฬิกาและงานศิลปะจากทั่วโลกมารวมตัวกันได้อย่างคับคั่ง ภายในงานนิทรรศการในครั้งนี้แน่นอนว่าต้องมีการจัดแสดงผลงานชิ้นพิเศษสุด รวมถึงการเปิดตัวนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันที่หลายคนตั้งตารอ

คอลเลกชันปัจจุบันครบทุกรุ่น และชิ้นงาน Rare Handcrafts 25 ชิ้น

จำนวนกว่า 500 ชิ้นงานเรือนเวลา คือ ผลงานอันทรงคุณค่าของ Patek Philippe ที่เราจะได้ชมในงานนี้  นับตั้งแต่คอลเลกชันปัจจุบันทั้งหมดของ Patek Philippe ไปจนถึงนาฬิกาในทุกไลน์ของแบรนด์ ไล่เรียงไปตั้งแต่นาฬิการุ่นไอคอนิกไปจนถึง Grand Complication ที่มีกลไกซับซ้อนสูงสุด ทุกรุ่นล้วนยกขบวนมาให้ชมอย่างเต็มตาในงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่นี้

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงผลงาน Rare Handcrafts ที่ Patek Philippe อนุรักษ์และสืบสานผลงานช่างฝีมือมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็น งานภาพวาดขนาดจิ๋วบนพื้นผิวอีนาเมล งานอีนาเมลเทคนิค Cloisonné ที่ทำได้ยากยิ่ง งานแกะสลักด้วยมือ งาน Micro Wood Marquetry ที่นำแผ่นไม้ชิ้นเล็กๆ มาต่อเป็นภาพบนหน้าปัดได้อย่างน่าทึ่ง ลวดลาย Guilloche ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยมือ และการประดับอัญมณี

สำหรับผลงาน Rare Handcrafts ที่นำมาจัดแสดงทั้งหมด 25 ชิ้น ล้วนแล้วแต่เป็นชิ้นงานหนึ่งเดียวในโลกและรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกาโต๊ะ นาฬิกาตั้งโต๊ะ นาฬิกาพก และนาฬิกาข้อมือ ที่ล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมอิตาเลียนอันรุ่มรวยด้วยมรดกทางศิลปะและทักษะงานฝีมืออันสืบทอดมายาวนาน นอกจากจะได้ชมชิ้นงานสุดตระการตาแล้วผู้เข้าชมยังมีโอกาสได้ชมการสาธิตฝีมือของช่างผู้เชี่ยวชาญแบบสดๆ ซึ่งการเปิดเผยเบื้องหลังงานหัตถศิลป์ที่หาดูได้ยากนี้เป็นสิ่งที่แฟนๆ Patek Philippe ควรได้มาเห็นด้วยตาตนเองสักครั้ง จึงจะได้รู้ว่ากว่าจะได้มาซึ่งรายละเอียดอันวิจิตรต้องใช้ความเพียรพยายามและความเชี่ยวชาญขั้นสูงสุด

Museum Piece ที่หาชมได้ยาก

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ใช่ว่าจะหาชมได้ง่ายๆ คือ 80 ผลงานเรือนเวลาจาก Patek Philippe Museum ในกรุงเจนีวา ซึ่งได้รับอนุญาตให้นำมาจัดแสดงที่มิลานเป็นกรณีพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น ผลงานจาก Antique Collection ซึ่งครอบคลุมช่วงศตวรรษที่ 16 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 ประกอบไปด้วยนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก รวมถึงผลงานระดับมาสเตอร์พีซในเชิงเทคนิคและสุนทรียศาสตร์ที่ไม่เพียงแต่งดงามวิจิตรแต่ยังเป็นดั่งวัตถุที่บันทึกประวัติศาสตร์ของศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกา

นอกจากนี้ยังมีผลงานที่ถ่ายทอดมรดกอันยาวนานของ Patek Philippe อย่างนาฬิกาข้อมือ Perpetual Calendar เรือนแรกในปี 1925 (หมายเลข P-72) นาฬิกาข้อมือ World Time Ref. 1415 HU ปี 1948 (หมายเลข P-1026) และนาฬิกาพก Minute Repeater พร้อมพลังงานสำรอง 30 วันจากปี 1918 ซึ่งเคยเป็นของ James Ward Packard (หมายเลข P-1703)

และ Historical Owners โซนใหม่อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ภายในโซนนี้ผู้เข้าชมจะได้ชื่นชมนาฬิกาจี้ที่มอบให้แก่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียในงาน Great Exhibition ณ กรุงลอนดอนเมื่อปี 1851 (หมายเลข P-24) และนาฬิกาพกปี 1901 ที่ประดับภาพเหมือนของสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 13 (หมายเลข P-62) รวมถึงนาฬิกาเรือนอื่นๆ ที่เคยเป็นของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์

มาสเตอร์พีซที่บรรจุกลไกชั้นเลิศ

อีกหนึ่งโซนจัดแสดงคอลเลกชันกลไกจำนวนมากที่ออกแบบและผลิตขึ้นโดย Patek Philippe ทั้งหมด โดยแบ่งพื้นที่สำหรับนำเสนอขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วนของนาฬิกา และอีกส่วนสำหรับงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ยังอุทิศให้กับนาฬิกากลไกซับซ้อนสูง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความเชี่ยวชาญของ Patek Philippe รวมถึงโซนสำหรับสุดยอดคอมพลิเคชันอย่าง Calibre 89 และ Star Caliber 2000

Star Caliber 2000

อีกหนึ่งไฮไลต์คือโซน ‘Master of Sound’ ซึ่งจัดแสดงนาฬิกาตีบอกเวลาด้วยเสียงอย่าง Patek Philippe Grandmaster Chime ซึ่งประกอบด้วย 20 คอมพลิเคชัน และ Sky Moon Tourbillon Ref. 6002R-001 ที่รวบรวม 12 คอมพลิเคชันไว้ในตัวเรือนโรสโกลด์แกะสลักด้วยมือ พร้อมตกแต่งด้วยเทคนิคงานหัตถศิลป์ชั้นสูงหลากหลายเทคนิคด้วยกัน

ไม่เพียงแต่ได้ชมผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่างเต็มอิ่ม ผู้ชมยังมีโอกาสพบกับช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ของ Patek Philippe ที่มาสาธิตการทำงานกับกลไกหลากหลายรูปแบบ ให้เราได้เข้าใจกระบวนการทำงานของกลไกได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Grand Exhibition ของ Patek Philippe นำสมบัติล้ำค่าจากคลังประวัติศาสตร์ของ Patek Philippe มาจัดแสดงให้ชมกันอย่างใกล้ชิดเช่นนี้

ลิมิเต็ดเอดิชันที่หลายคนรอคอย

คราวนี้ Patek Philippe ได้เผยโฉมผลงานลิมิเต็ดเอดิชันอีก 7 รุ่นใหม่ด้วยกัน เริ่มจาก Instantaneous Perpetual Calendar Chronograph Ref. 5978P-010 รวมถึง Calatrava อีก 3 รุ่นที่มาพร้อมดีไซน์ร่วมสมัย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Ref. 6007 และสะท้อนสีสันของธงชาติอิตาลี

Instantaneous Perpetual Calendar Chronograph Ref. 5978P-010

ภายในคอลเลกชัน Calatrava ประกอบไปด้วยนาฬิกา Minute Repeater ดีไซน์สปอร์ต พร้อมหน้าปัดเคลือบแลกเกอร์สีแดงสดและสายหนังจระเข้สีเดียวกัน (Ref. 7047G-010), Perpetual Calendar รุ่นใหม่พร้อมหน้าปัดและสายสีเขียว (Ref. 7147G-010) และ Calatrava รุ่นใหม่พร้อมหน้าปัดและสายสีขาว (Ref. 7007G-010 ส่วน Aquanaut Ref. 5167 มาในเวอร์ชันสปอร์ตใหม่ พร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินซันเบิรสต์ไล่เฉดสีดำบริเวณขอบหน้าปัดรอบนอก พร้อมรางนาทีสีแดงแบบ Transfer

ปิดท้ายด้วย World Time Minute Repeater ที่นำเสนอใน 2 เวอร์ชันด้วยกัน ใจกลางหน้าปัดตกแต่งด้วย Cloisonné Enamel ถ่ายทอดภาพใจกลางกรุงมิลานในเวลากลางวันบน Ref. 5531G-012 และในยามค่ำคืนถ่ายทอดผ่าน Ref. 5531G-013

CityOval อาคารประวัติศาสตร์ที่ถูกปรับใช้เป็นสถานที่จัดงาน WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026

WATCH ART™ Grand Exhibition – Milan 2026 เปิดให้เข้าชมถึงวันที่ 18 ตุลาคม นี้ ณ CityOval อาคารประวัติศาสตร์ใจกลางย่านอันทันสมัย ที่ถูกปรับโฉมให้เป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะเรือนเวลา ด้วยโดมขนาดสูง 30 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,900 ตารางเมตร นี่จึงเป็นโอกาสเดียวที่ได้ชมเรือนเวลาทรงคุณค่าของ Patek Philippe แบบครบถ้วนทุกไลน์ ทั้งเรือนเวลารุ่นใหม่ รุ่นปัจจุบัน รุ่นหายาก และงานหัตถศิลป์ชั้นสูง ภายในสถานที่อันงดงามและเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์อันควรอนุรักษ์

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร

Patek Philippe เปิดตัวนาฬิกาสุดพิเศษ 2 รุ่นแรก ที่จะจัดแสดงในงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026

Patek Philippe ประกาศจัดงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026

บัลเลริน่าจักรกลจาก Atomic Heart เมื่อ Konstantin Chaykin ปลุกชีพฝาแฝดหุ่นยนต์บนหน้าปัดนาฬิกา

ฝาแฝดนักบัลเลต์จากเกมดังสู่เรือนเวลาไทเทเนียม ผลิตจำกัดรุ่นละ 69 เรือนทั่วโลก

หลังจากมองแวบแรกผ่านตู้โชว์ งานจากมาสเตอร์รุกกี้นอกกรอบชาวรัสเซียรายนี้มักฉีกกฎหน้าปัดนาฬิกาทรงกลมทั่วไปให้กลายเป็นเวทีละครขนาดย่อม Konstantin Chaykin หยิบเอาคาแรคเตอร์วัฒนธรรมป๊อปและเรื่องเล่ารอบตัวมาแปลงโฉมเป็นคอลเลกชัน Wristmon มานักต่อนักแล้ว แต่รอบนี้เขาเลือกกระโดดข้ามฝั่งไปสู่โลกวิดีโอเกมเรโทรฟิวเจอร์สติกที่คนเล่นเกมคุ้นเคยดี นี่คือฝาแฝดนักบัลเลต์จาก Atomic Heart ผลงานชิ้นเอกของ Mundfish ที่ย้ายร่างมาอยู่บนข้อมืออย่างเป็นทางการภายใต้ลิขสิทธิ์แท้

ย้อนกลับไปในเกมแนวแอ็กชันไซไฟที่เซตฉากอยู่ในสหภาพโซเวียตคู่ขนานปี 1955 หุ่นยนต์บอดี้การ์ดร่างสูงโปร่งที่ได้แรงบันดาลใจท่าทางมาจากคณะบัลเลต์ระดับตำนานอย่าง Bolshoi คือภาพจำที่ติดตาผู้เล่น การแปลงโฉมพวกเธอให้กลายเป็นนาฬิกาสองเวอร์ชัน ทั้ง Left Twin และ Right Twin ในตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 40 มิลลิเมตร และหนา 12.9 มิลลิเมตร จึงไม่ใช่แค่การเอาคาแรคเตอร์มาแปะหน้าปัด แต่เป็นการตีความเชิงกลไกที่ซับซ้อน

ตัวเรือนไทเทเนียมขัดเงาสลับปัดลายเสี้ยนให้สัมผัสที่เบากว่าเหล็กทั่วไปอย่างชัดเจน หน้าปัดถูกแบ่งสัดส่วนใหม่อย่างชาญฉลาด ส่วนบนจำลองใบหน้าของหุ่นยนต์ ครอบด้วยกระจกแซฟเฟอร์ขนาด 10.1 มิลลิเมตร เผยให้เห็นหน้าปัดข้างแรมพระจันทร์ขนาดใหญ่ ประดับด้วยดาวทับสังเคราะห์และเกลียวทองคำ ทรงผมและช่วงคอถูกดีไซน์ให้มีจี้โลโก้แบรนด์ห้อยอยู่เหมือนสร้อยคอจริง ส่วนหน้าอกของหุ่นยนต์ทำหน้าที่เป็นแผ่นจานหมุนบอกเวลาชั่วโมงและนาที โดยมีทับทิมสังเคราะห์สองเม็ดทำหน้าที่เป็นเข็มชี้เวลา

รายละเอียดงานผิวสัมผัสด้านล่างหน้าปัดทำออกมาได้จัดจ้าน ฝั่ง Left Twin มาในโทนสีดำตัดกับฉากหลังสีแดงเข้ม ใช้ลายกิโยเช่รัศมีพัด ส่วน Right Twin ใช้ตัวละครสีเงินตัดกับเทาดำกราไฟต์ พร้อมลายกิโยเช่แผ่กระจายจากด้านหลังศีรษะจำลองเสื้อคาร์ดิแกนสั้นได้อย่างแนบเนียน

เมื่อพลิกดูด้านหลัง กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ K.18-25 ที่พัฒนาต่อยอดมาจากฐานเครื่อง La Joux-Perret G200 พร้อมโมดูลแสดงผลอินเฮาส์เพิ่มชิ้นส่วนอีก 68 ชิ้น ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง ให้พลังงานสำรองยาวนาน 68 ชั่วโมง ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังฝาหลังแซฟเฟอร์ยึดน็อตหกตัว ส่วนสายผ้าเทคนิคพิเศษจับคู่มากับหัวเข็มขัดไทเทเนียม ผลิตจำกัดเพียงรุ่นละ 69 เรือนทั่วโลก

ในฐานะคนคลั่งไคล้งานหน้าปัดกลไกแปลกตา การนำหุ่นยนต์เกมยุคโซเวียตมาผสมเข้ากับกลไกข้างแรมและจานหมุนบอกเวลา คือความกล้าหาญที่หาตัวจับยากในวงการยุคนี้คิดว่าการดึงคาแรคเตอร์จากวิดีโอเกมแนวเรโทรฟิวเจอร์สติกมาใส่ในนาฬิกาไฮด์เอนด์แบบนี้ เป็นทิศทางที่น่าตื่นเต้นสำหรับวงการสะสมยุคนี้ไหม?

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ตัวเรือน: ขนาด 40 มิลลิเมตร หนา 12.9 มิลลิเมตร ไทเทเนียม กระจกซัปไฟร์เคลือบสารกันสะท้อนทั้งด้านหน้าและฝาหลัง ฝาหลังยึดด้วยน็อต 6 ตัว กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: งานพ่นทราย ลวดลายกิโยเช่ และงานนูนเคลือบแลคเกอร์ หน้าปัดแสดงเวลาชั่วโมง-นาทีด้วยจานหมุน และหน้าปัดแสดงข้างแรมพระจันทร์ขนาดใหญ่
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลาชั่วโมง นาที และข้างแรมพระจันทร์ (Moon Phase)
  • กลไก: คาลิเบอร์ K.18-25 อัตโนมัติ (พัฒนาจากฐานเครื่อง La Joux-Perret G200 พร้อมโมดูลแสดงผลอินเฮาส์ 68 ชิ้น) ขนาด 34.5 มิลลิเมตร x 7.9 มิลลิเมตร ทับทิม 30 เม็ด ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง สำรองพลังงาน 68 ชั่วโมง
  • สาย: สายผ้าพิเศษพร้อมหัวเข็มขัดไทเทเนียมผลิตโดยโรงงานของแบรนด์
  • การผลิต: ผลิตจำกัดรุ่นละ 69 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

การกลับมาของ Louis Vuitton Monterey Ceramic นาฬิกาทรงก้อนกรวดระดับไอคอนจากปี 1988 ที่ถูกปัดฝุ่นใหม่
Panerai ย่อส่วนดีไซน์ทรง 90s สู่ขนาด 42 มม. เป็นครั้งแรก สวมใส่ง่ายขึ้น แต่ยังคงตัวตน Tool Watch ระดับตำนาน
Louis Vuitton Tambour Spin Time เปิดตัว 5 รุ่นใหม่ สู่คอลเลกชั่นถาวร

ทองคำทั้งเรือนยังไม่พอ เมื่อ Armin Strom ขยายความอุ่นของ 18K Rose Gold เข้าไปถึงหัวใจของ Calibre AMW21

ทำความรู้จัก Armin Strom Tribute 3 Au750 ลิมิเต็ดเอดิชั่น 8 เรือน

เวลาแบรนด์นาฬิกาบอกว่าทำเรือนเวลาทองคำ 18K สิ่งที่เราคาดหวังมักจะจบลงที่ตัวเรือน ขอบเบเซล หรืออย่างมากก็หัวเข็มขัด แต่นั่นไม่ใช่แนวทางของ Armin Strom แบรนด์อิสระจากเบียลที่มักชอบแอบซ่อนความบ้าคลั่งทางวิศวกรรมไว้ใต้หน้าปัดเรียบหรู การปรากฏตัวของ Tribute 3 Au750 รุ่นผลิตจำกัดเพียง 8 เรือนทั่วโลก จึงเป็นการตอกย้ำว่าทองคำไม่ได้มีไว้แค่ประดับข้อมือ แต่มันต้องเข้าไปอยู่ในทุกอณูของโครงสร้างกลไกด้วย

ในฐานะคนตามข่าวนาฬิกาที่เห็นการใช้วัสดุทองคำมานับไม่ถ้วน เคสส่วนใหญ่แบรนด์ก็มักจะเลือกทำตัวเรือนแล้วจบ แต่การที่ Armin Strom ลากเส้นทอง 18K โยงจากตัวเรือนขนาด 38 มิลลิเมตร และหน้าปัดย่อยเยื้องศูนย์กลาง ทะลุผ่านสะพานจักรยึดบาเรล ไปจนถึงสะพานสามส่วน (three-quarter bridge) ด้านหลัง มันสร้างความต่อเนื่องทางสายตาที่หาดูได้ยาก

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่การผสมผสานลวดลายกิโยเช่ถึงสามแบบบนพื้นที่จำกัด หน้าปัดหลักใช้ลาย soleil สะท้อนแสงอบอุ่น ตัดกับพื้นรอบนอกลาย grain d’orge และเมื่อพลิกดูด้านหลัง สะพานสามส่วนถูกสลักลาย clou de Paris อย่างประณีต ขอบทุกด้านผ่านการลบมุมด้วยมือ (hand-bevelled) ตัดกับแผ่นเมนเพลทเคลือบ PVD สีเทาเข้มอย่างชัดเจน ความตัดกันของเฉดสีและผิวสัมผัสนี้ช่วยขับให้องค์ประกอบสถาปัตยกรรมของกลไกไขลาน Calibre AMW21 โดดเด่นขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องพยายามตะโกนแข่งกับใคร

และถ้าหากเรามองลึกลงไปในเชิงเทคนิค กลไกความถี่ 3.5 Hz ตัวนี้อัดแน่นด้วยชิ้นส่วน 135 ชิ้น และที่สำคัญคือ 97% ของชิ้นทั้งหมดผลิตขึ้นเองภายในโรงงาน (in-house) ระบบกำลังสำรอง 100 ชั่วโมงผ่านโครงสร้างมอเตอร์บาเรลแบบสลับด้าน ช่วยให้กักเก็บพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในขนาดตัวเรือนที่บางเพียง 9.38 มิลลิเมตร และตามธรรมเนียมปฏิบัติของค่าย นาฬิกาทุกเรือนจะต้องผ่านกระบวนการประกอบถึงสองรอบ เพื่อตรวจสอบทั้งความเที่ยงตรงและงานขัดแต่งอย่างละเอียดก่อนส่งมอบคู่กับสายหนังนูบัคสีเทา

ในยุคที่ตลาดเต็มไปด้วยนาฬิกาสีทองสูตรสำเร็จ การเลือกใช้เข็มนาฬิกาสไตล์ Breguet เคลือบ PVD สีเทาเข้มมาเบรกความร้อนแรงของทองคำ 18K คือความใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้เรฟเฟอเรนซ์ RG26-TRI.AU เรือนนี้มีความน่าสนใจในระดับที่นักสะสมตัวจริงต้องเหลียวหลังมอง การจำกัดจำนวนเพียง 8 เรือนทั่วโลกอาจทำให้มันกลายเป็นของหายากในพริบตา แต่สิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลังคือมาตรฐานความกล้าในการทดลองทำสิ่งที่แตกต่างอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัด 8 เรือนทั่วโลก
  • ตัวเรือน: ทองคำ 18K โรสโกลด์ ขนาด 38 มิลลิเมตร ความหนา 9.38 มิลลิเมตร กระจกซัปไฟร์คริสตัลเคลือบสารกันสะท้อนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กันน้ำ 5 ATM (50 เมตร)
  • หน้าปัด: หน้าปัดย่อยเยื้องศูนย์กลางทำจากทองคำ 18K โรสโกลด์ ตกแต่งลวดลายกิโยเช่แบบ soleil และลาย grain d’orge บริเวณพื้นผิวรอบนอก พร้อมเข็มนาฬิกาสไตล์ Breguet เคลือบ PVD สีเทาเข้ม
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: กลไกไขลานอินเฮาส์ Calibre AMW21 ความถี่ 3.5 Hz (25,200 ครั้ง/ชั่วโมง) พลังงานสำรอง 100 ชั่วโมง สะพานจักรและสะพานสามส่วนทำจากทองคำ 18K โรสโกลด์ ตกแต่งลวดลาย clou de Paris ขัดแต่งด้วยมือ
  • สาย: สายหนังนูบัคสีเทาพร้อมตะุดบิดทองคำ 18K โรสโกลด์ ระยะความกว้างขาสาย 18 มิลลิเมตร

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

การกลับมาของ Louis Vuitton Monterey Ceramic นาฬิกาทรงก้อนกรวดระดับไอคอนจากปี 1988 ที่ถูกปัดฝุ่นใหม่
Panerai ย่อส่วนดีไซน์ทรง 90s สู่ขนาด 42 มม. เป็นครั้งแรก สวมใส่ง่ายขึ้น แต่ยังคงตัวตน Tool Watch ระดับตำนาน
Louis Vuitton Tambour Spin Time เปิดตัว 5 รุ่นใหม่ สู่คอลเลกชั่นถาวร

เมื่อ Moritz Grossmann ปัดฝุ่น Benu Power Reserve นาฬิการ่วมสมัยในตัวเรือนคลาสสิก

ยกระดับความดิบและเนี้ยบสไตล์เยอรมันอิสระ ในร่างตัวเรือนสเตนเลสแมตต์และ DLC สีเทาเข้ม ไกอินเฮาส์ขัดแต่งมือระดับมาสเตอร์ จำกัดเพียงรุ่นละ 18 เรือนทั่วโลก

ถ้าเรามองผ่านตู้โชว์ งานจากเยอรมันตะวันออกแบรนด์นี้มักให้ฟีลเหมือนเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์นาฬิกาโบราณ ไม่ว่าจะเป็นความเนี้ยบ ความดั้งเดิม และความนิ่งขรึมคือสิ่งที่คนคุ้นเคย แต่รอบนี้ Moritz Grossmann เลือกขยับตัวครั้งสำคัญด้วยการพ่นกลิ่นอายความร่วมสมัยลงไปในรุ่น Benu Power Reserve ด้วยโทนสีที่เข้มขึ้น โมโนโครมขึ้น และลดทอนความจัดจ้านแบบวินเทจลงไปพอสมควรตามภาพที่เห็น

ในฐานะคนที่เคยส่องกล้องขยายมองลายเส้นบนสะพานจักรของแบรนด์นี้มาหลายครั้ง ต้องบอกว่าการปรับจังหวะดีไซน์รอบนี้ไม่ได้หมายถึงการทิ้งรากเหง้า แต่เป็นการเลือกเล่าเรื่องด้วยภาษาที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงง่ายขึ้น พื้นผิวสีเข้มช่วยกลืนความกระด้างของเหล็กกล้าให้กลายเป็นความเฉียบคมแบบมินิมอล

ทั้งงานเดือยเข็ม ขัดเงาด้วยมือ และเหล็กสีน้ำตาลม่วงอันเป็นเอกลักษณ์ยังอยู่ครบ แค่ถูกจัดวางให้อยู่ในเฟรมที่ดูร่วมสมัยกว่าเดิม

รากเหง้ากลลาสฮึตต์ในเฉดสีเข้ม Benu Power Reserve ฉลอง 200 ปีชาตกาล

ชื่อแบรนด์นี้แบกรับความยิ่งใหญ่ของหนึ่งในผู้ให้กำเนิดวงการนาฬิกาเยอรมันศตวรรษที่ 19 Moritz Grossmann ยืนหยัดในฐานะแบรนด์อิสระจากเมืองกลลาสฮึตต์ที่เลือกผลิตนาฬิกาจำนวนน้อยเรือน เน้นงานขัดแต่งด้วยมือทุกขั้นตอน และเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปีชาตกาลของผู้ก่อตั้ง พวกเขาเลือกเปิดตัว Benu Power Reserve สองเวอร์ชันใหม่ในโทนสีเข้มที่ร่วมสมัยขึ้น

ต้องเล่าย้อนกลับไปตอนที่แบรนด์ฟื้นคืนชีพเมื่อปี 2010 Benu คือนาฬิกาเรือนแรกที่เปิดตัวพร้อมกลไกไขลานอินเฮาส์คาลิเบอร์ 100.0 ก่อนจะพัฒนาต่อยอดมาเป็นรุ่น Power Reserve ในปี 2013 ด้วยกลไกคาลิเบอร์ 100.2

จุดที่สะดุดตาเสมอเวลาเจอเรือนนี้คือแถบสำรองพลังงาน แทนที่จะใช้หน้าต่างพัดโค้งแบบนาฬิกาทั่วไป Benu เลือกใช้ขีดบอกพลังงานแบบเส้นตรงสองสีวางไว้เงียบๆ บริเวณตำแหน่ง 12 นาฬิกา ความเรียบง่ายแบบนี้แหละที่บอกรสนิยมของคนใส่โดยไม่ต้องตะโกน

เวลาส่องกล้องดูงานประกอบใกล้ๆ ความใส่ใจในรายละเอียดของช่างฝันชาวเยอรมันกลุ่มนี้ชัดเจนมาก ทุกชิ้นส่วนถูกขัดแต่งด้วยมือจนขึ้นเงา

ถ้าเทียบกับนาฬิกาเดรสแบรนด์ใหญ่จากฝั่งสวิส การเลือกใส่ความดิบและความเนี้ยบแบบเยอรมันลงไปใน Benu Power Reserve ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

การผสานพลังสองยุค เมื่อเหล็กดิบและ DLC สีเข้มเจอกับหน้าปัดเซกเตอร์

งานชิ้นนี้เป็นการจับเอาคาแรคเตอร์ของรุ่นฉลองครบรอบ 12 ปี ที่เคยเล่นกับตัวเรือนสเตนเลสและเหล็กเคลือบดำ มาผสมเข้ากับความจัดจ้านและมิติของหน้าปัดแบบเซกเตอร์จากปี 2025 ทุกอย่างถูกบีบอัดลงในตัวเรือน Benu สามชิ้นขนาด 41 มิลลิเมตร หนา 11.65 มิลลิเมตร พร้อมขาตัวเรือนเรียวบางที่โค้งรับข้อมือพอดี มีให้เลือกสองทางเลือกคือสเตนเลสสตีลปกติและเหล็กเคลือบ DLC สีเทาเข้ม

การขัดแต่งพื้นผิวเน้นลายแปรงตลอดทั้งเรือน ตัวเรือนสเตนเลสแบบแมตต์ให้ฟีลสปอร์ตและร่วมสมัยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขอบตัวเรือนทรงบางช่วยขับให้หน้าปัดสีเทาเข้มเล่นระดับได้อย่างเต็มที่ พื้นผิวและมิติที่แตกต่างกันบนหน้าปัดช่วยสร้างเลเยอร์เวลาส่องใกล้ๆ

เวลาหมุนข้อมือดูในแสงธรรมชาติ ความด้านของผิวโลหะตัดกับความคมของหน้าปัดเซกเตอร์ มันให้ความรู้สึกดิบแต่เนี้ยบในแบบที่หาไม่ได้จากนาฬิกาเดรสทรงกลมทั่วไป

มิติซ้อนมิติ รายละเอียดบนหน้าปัดเซกเตอร์ที่ชวนให้มองไม่เบื่อ

ในส่วนของเครื่องหมายบอกนาทีรอบนอกขอบหน้าปัดนั้นดูเรียบเนียน มีตัวเลขอราบิกพิมพ์สีขาวตัดกับวงแหวนหลักที่สลักลวดลายวงแหวนซ้อนกันเป็นวงกลม ซึ่งตัวเลขอราบิกแบบประดับนูนนั้นจะถูกวางไว้ที่ตำแหน่ง 12, 2, 4, 8 และ 10 นาฬิกา สลับกับขีดบอกเวลา

มีวงแหวนบอกเวลาลายก้นหอยโอบล้อมพื้นที่ตรงกลางหน้าปัดที่เป็นผิวเมตต์แบบพ่นทรายหยาบ ตรงนี้แหละคือจุดที่แถบแสดงพลังงานแบบเส้นตรงอันเป็นซิกเนเจอร์วางตัวอยู่อย่างเงียบๆ ระหว่างตำแหน่ง 12 นาฬิกากับแกนกลางของเข็มนาฬิกา

เวลาส่องกล้องสลับดูเลเยอร์ต่างๆ จะเห็นได้ว่าบนหน้าปัด มีการซ้อนทับกันของผิวสัมผัสทั้งลายก้นหอย ลายวงแหวน และผิวพ่นทราย ทำให้หน้าปัดสีเทาเข้มมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องพึ่งสีสันจัดจ้าน ซึ่งความพิถีพิถันแบบนี้สะท้อนตัวตนของช่างฝันแห่งกลลาสฮึตต์ได้ชัดเจน ทุกมิลลิเมตรถูกคิดมาแล้วว่าต้องไม่เรียบแบนจนน่าเบื่อ

แถบพลังงานมินิมอล ลูกเล่นเปลี่ยนสีที่บอกสถานะแบบเงียบๆ

ทีนี้มาดูตรงหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยมคางหมูยาวรี ซึ่งทำหน้าที่บอกสถานะพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง เล่นกับโทนสีเข้มด้วยการใช้แถบสีเทาเข้มสลับขาว เวลาไขลานจนเต็ม แถบสีขาวจะปรากฏให้เห็นชัดเจน และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเทาเข้มตามจังหวะที่พลังงานลดลงเรื่อยๆ ส่วนวงหน้าปัดย่อยสำหรับวินาทีถูกลดระดับลงไปเล็กน้อย พื้นผิวเรียบเนียนตัดกับความหยาบของผิวพ่นทรายบริเวณตรงกลางหน้าปัดได้อย่างลงตัว

การออกแบบฟังก์ชันบอกพลังงานแบบนี้ไม่มีเสียงเตือน ไม่มีเข็มดีดกลับกวนใจ มีเพียงการเปลี่ยนผ่านของสีที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปอย่างเงียบเชียบ เป็นความเรียบง่ายที่มีกลไกซับซ้อนซ่อนอยู่ข้างหลังตามแบบฉบับแบรนด์อิสระเยอรมัน ในมุมของนักสะสมลองจินตนาการถึงเวลาหมุนเม็ดมะยมแล้วนั่งมองแถบสีค่อยๆ ขยับ เชื่อว่าอะไรแบบนี้มันให้ความเพลิดเพลินแบบเงียบๆ ที่คนรักจักรกลน่าจะเข้าใจดี

เข็มนาฬิกาที่เล่าเรื่องผ่านปลายแหลม

อีกหนึ่งจุดเด่นที่มองข้ามไม่ได้บนหน้าปัดเซกเตอร์นี้คือชุดเข็มนาฬิกาที่ทำด้วยมือล้วนๆ ทรงของมันกว้างขึ้น โค้งมนและอวบอิ่มกว่ารุ่น Benu Power Reserve ปกติเล็กน้อย ตัวเข็มเหล็กขัดเงากริบและลบมุมอย่างประณีต ปลายเข็มเรียวบางราวกับแผ่นเวเฟอร์ ส่วนตุ้มถ่วงน้ำหนักที่เข็มนาทีออกแบบมาเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนแบบปิดทึบ

ถ้าสังเกตุดูจะเห็นว่ารอยต่อและการหักเหของแสงบนสันเข็ม ความเนียนระดับนี้บอกได้ทันทีว่าผ่านชั่วโมงการแต่งผิวด้วยมือมาอย่างโชกโชน ไม่ใช่ชิ้นงานปั๊มขึ้นรูปจากโรงงาน mass production ทั่วไปความใส่ใจในดีเทลเล็กๆ แบบนี้แหละที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีคาแรคเตอร์เฉพาะตัว

กลไกจักรกลหลังฝาหลัง ระบบจดสิทธิบัตรและงานแกะสลักมือระดับมาสเตอร์

เม็ดมะยมทำหน้าที่ไขลานและตั้งเวลา ทำงานคู่กับปุ่มกดพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบเม็ดมะยมพร้อมปุ่มกดที่จดสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ เป็นกลไกอัจฉริยะที่ช่วยป้องกันฝุ่นเล็ดลอดเข้าสู่ตัวเรือนเวลาดึงเม็ดมะยมออกมาตั้งเวลา

เมื่อพลิกดูด้านหลัง กลไกอินเฮาส์ไขลานคาลิเบอร์ 100.2 เผยให้เห็นงานโครงสร้างสะพานจักรแบบดั้งเดิม พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่น 100.1 โดยเพิ่มเฟืองดิฟเฟอเรนเชียลสำหรับขับเคลื่อนแถบแสดงพลังงานสำรอง แผ่นเพลตสามส่วนสองส่วนตกแต่งด้วยลายริ้วแบบกลลาสฮึตต์ ส่วนสะพานจักรตั๊กแตนที่ทำหน้าที่ยึดชุดจักรกลอกซึ่งเต้นด้วยความถี่ต่ำ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง ถูกสลักลวดลายด้วยมือทุกเส้นสาย

ถ้ามองผ่านกระจกแซฟไฟร์ด้านหลัง ความอลังการของงานขัดแต่งมือทั้งลบมุมขอบสะพาน ขัดเงาสกรู และลายสลักบนสะพานจักรตั๊กแตน คือภาพที่ดึงดูดสายตาให้จ้องมองได้เป็นชั่วโมง

ในฐานะคนที่ชื่นชอบงานเครื่องกล การผสมผสานนวัตกรรมป้องกันฝุ่นเข้ากับงานตกแต่งระดับจิตรกรบนกลไกจักรกล ทำให้เรือนนี้มีคุณค่าเกินกว่าจะเป็นแค่นาฬิกาบอกเวลา

หนังคูดูและตัวเลขจำกัด ความเอ็กซ์คลูซีฟในราคาที่เอื้อมถึงยาก

สายนาฬิกาหนังละมั่งคูดูสีดำเนื้อนุ่มคือชิ้นส่วนสุดท้ายที่ประกอบเข้าชุด สัมผัสแรกที่ทาบลงบนข้อมือให้ความยืดหยุ่นและสบายผิวแบบที่ไม่ต้องใช้เวลาเบิร์นอินนาน ทั้งสองรุ่นถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 18 เรือนทั่วโลก ตัวเลขการผลิตระดับนี้ตอกย้ำความตั้งใจของแบรนด์อิสระที่เน้นความประณีตมากกว่าการผลิตป้อนตลาดแมส

เวลาเห็นตัวเลขจำกัดแค่ 18 เรือน มันสะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า นาฬิการะดับนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อให้ทุกคนเป็นเจ้าของ แต่สร้างขึ้นมาเพื่อกลุ่มคนที่เข้าใจคุณค่าของงานฝีมือช่างเยอรมันอย่างแท้จริง การเลือกใช้หนังคูดูยิ่งเพิ่มความดิบเท่ที่เข้ากับตัวเรือน DLC สีเทาเข้มได้อย่างลงตัว

ในฐานะคนตามเก็บข้อมูลวงการนี้มาตลอด ตัวเลข 18 เรือนกับงานแฮนด์เมดทุกอณู ทำให้มันเป็นของสะสมที่น่าจับตาในระยะยาว แล้วทุกคนคิดว่าความเอ็กซ์คลูซีฟระดับ 18 เรือนทั่วโลกแบบนี้ คุ้มค่าสมราคาสำหรับคนรักนาฬิกาอิสระสายเยอรมันไหม? มาแชร์ความคิดเห็นกันได้

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Moritz Grossmann Benu Power Reserve (รุ่นฉลองหน้าปัดเซกเตอร์และตัวเรือนโทนสีเข้ม ผลิตจำกัดรุ่นละ 18 เรือน รหัสรุ่น MG-004123 สเตนเลส และ MG-004124 DLC สีเทาเข้ม)
  • ตัวเรือน: ขนาด 41 มิลลิเมตร หนา 11.65 มิลลิเมตร วัสดุสเตนเลสสตีลขัดด้านหรือสเตนเลสเคลือบ DLC สีเทาเข้ม กระจกซัปไฟร์กันแสงสะท้อน ฝาหลังโชว์กลไก เม็ดมะยมพร้อมระบบดึงตั้งเวลาและปุ่มกดรีเซ็ตการเดินที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา
  • หน้าปัด: ดีไซน์หน้าปัดเซกเตอร์สีเทาเข้ม (Anthracite) วงแหวนสเกลนาทีรอบนอก วงแหวนหลักลายก้นหอยพร้อมตัวเลขอราบิกแบบประดับนูน พื้นที่ตรงกลางพ่นทรายหยาบ วงหน้าปัดย่อยวินาทีแบบเรียบเนียนที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แถบแสดงพลังงานสำรองแบบเส้นตรงสีเทาเข้มสลับขาว ชุดเข็มทำมือจากเหล็กเทมเปอร์ขัดเงา
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลาชั่วโมง นาที และวินาที (พร้อมระบบหยุดเข็มวินาที – Hacking) แถบแสดงพลังงานสำรองแบบเส้นตรง
  • กลไก: คาลิเบอร์อินเฮาส์ 100.2 ไขลานด้วยมือ ขนาด 36.4 มิลลิเมตร x 5.4 มิลลิเมตร ชิ้นส่วน 227 ชิ้น ทับทิม 26 เม็ด แชตองทองคำยึดสกรู 3 จุด ความถี่ 18,000 ครั้งต่อชั่วโมง (2.5Hz) สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง พร้อมระบบเม็ดมะยมจดสิทธิบัตรและชุดจักรกลอก Grossmann
  • สาย: หนังละมั่งคูดูสีดำ พร้อมหัวเข็มขัดแบบเข็มสอยสเตนเลส

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Panerai ย่อส่วนดีไซน์ทรง 90s สู่ขนาด 42 มม. เป็นครั้งแรก สวมใส่ง่ายขึ้น แต่ยังคงตัวตน Tool Watch ระดับตำนาน
การกลับมาของ Louis Vuitton Monterey Ceramic นาฬิกาทรงก้อนกรวดระดับไอคอนจากปี 1988 ที่ถูกปัดฝุ่นใหม่
Czapek Promenade L’Écume des Jours เบื้องหลังผลงานที่ซ่อนไว้ด้วยเรื่องราวความเจ็บปวดของความรัก ที่มีเพียง 18 เรือนทั่วโลก

บุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำสุดพรีเมียม ที่ห้องอาหาร Espresso โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

บรรยากาศมื้อค่ำสุดพรีเมียมสไตล์คนรักอาหารทะเล สด ใหม่ ครบทั้งบาร์บีคิว วากิว และของหวาน

สายกินและคนรักซีฟู้ดเตรียมปักหมุดกันได้เลย เพราะทางโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ จัดบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียมขึ้นมาเอาใจคนชอบกินของสดใหม่ โดยเปิดให้บริการที่ห้องอาหาร เอสเพรสโซ่ (Espresso) ทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์

Premium Seafood Dinner Buffet at Espresso

ถ้าเดินเข้าไปในไลน์อาหาร ไฮไลต์แรกที่ต้องเจอคือโซน Seafood on Ice ที่ยกทะเลมาไว้กลางห้องอาหาร มีทั้งหอยนางรมสดไอริส และฟิน เดอ แคลร์ รวมถึงไข่ปลาหลากหลายชนิดอย่างอัฟรูกา คาเวียร์ ไข่ปลาแซลมอน และไข่ปลาลัมพิช สำหรับสายที่ชอบซีฟู้ดแบบลวกสุกแช่เย็นก็มีขาปูยักษ์สีทอง แคนาเดียนล็อบสเตอร์ กุ้งแม่น้ำ กุ้งขาว หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ และปูม้านึ่ง ให้ตักกันได้แบบจุใจ

ถัดมาที่มุมบาร์บีคิว ตัวชูโรงจะเป็นกุ้งแม่น้ำศรีลังกาตัวใหญ่ผ่ากลาง อบพร้อมสมุนไพรเสิร์ฟคู่น้ำจิ้มถั่วรสจัดจ้าน ส่วนสายเนื้อก็มีสเต็กเนื้อวากิวออสเตรเลียหมักกระเทียมสมุนไพร และซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ที่สั่งย่างร้อนๆ ให้สุกตามระดับที่ชอบได้แบบจานต่อจาน รวมถึงมีปลาแซลมอนย่าง กุ้งลายเสือย่าง และเนื้อสันนอกออสเตรเลียอบสมุนไพรสดให้เลือกทานเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ใครที่ชอบอาหารจีน โซนนี้ก็มีเป็ดย่าง หมูกรอบ และหมูแดง ให้ตักเติมได้เรื่อยๆ เช่นกัน

สำหรับของหวาน มีให้เลือกทั้งฝั่งไทยและสากล ไม่ว่าจะเป็นเครปซูเซ็ตต์ทำสด ราดนูเทลล่า สตรอว์เบอร์รี หรือช็อกโกแลต ข้าวเหนียวมะม่วง ช็อกโกแลตฟาวเทนสำหรับจุ่มผลไม้สด ตลอดจนเค้กและขนมไทยอีกหลายรายการ พิเศษสำหรับใครที่ไปช่วงคืนวันศุกร์และวันเสาร์ ทางห้องอาหารจะมีดนตรีสดมาเล่นขับกล่อมเพิ่มบรรยากาศระหว่างมื้ออาหารตั้งแต่ช่วงหกโมงครึ่งถึงสามทุ่มครึ่งด้วย

บุฟเฟ่ต์นี้เปิดให้บริการเวลา 18.00 น. ถึง 22.30 น. ราคาค่ำคืนวันพุธ พฤหัสบดี และอาทิตย์ อยู่ที่ท่านละ 2,250++ บาท ส่วนค่ำคืนวันศุกร์และเสาร์ อยู่ที่ท่านละ 2,350++ บาท (ราคานี้ยังไม่รวมค่าบริการ 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม) หากต้องการแพ็กเกจเครื่องดื่มเพิ่มเติม สามารถเลือกอัปเกรดเป็นน้ำผลไม้และน้ำอัดลมแบบไม่จำกัดในราคา 200++ บาท หรือแพ็กเกจเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพิ่มเติมตามความต้องการได้

ห้องอาหาร เอสเพรสโซ่ ตั้งอยู่ที่ชั้น Mezzanine ของโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ทางโทรศัพท์ +66 (0) 2 656 0444 อีเมล dining.bkkhb@ihg.com หรือ เว็บไซต์ InterContinental.com/Bangkok

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เทศกาลแห่งความผูกพัน ขนมไหว้พระจันทร์จาก InterContinental Bangkok…เมื่อรสชาติมาบรรจบกับงานดีไซน์
Must Have: มัดรวมคอลเลกชัน 5 เรือนเวลาพาสเทลบอกลาซัมเมอร์ 
WRIST LUCK JULY Edition: 7 นาฬิกาแบรนด์อิสระ กับเรื่องราวและสัญลักษณ์ดีๆ สำหรับครึ่งปีหลัง

Louis Vuitton Tambour Spin Time เปิดตัว 5 รุ่นใหม่ สู่คอลเลกชั่นถาวร

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2009 นาฬิกา Tambour Spin Time  นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางแห่งศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาของ Louis Vuitton 

“มีดีไซน์นาฬิกาเพียงไม่กี่แบบเท่านั้นที่เมื่อมองแล้วสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลงานของเมซงใดเมซงหนึ่ง และ Spin Time คือหนึ่งในนั้น เพราะนี่คือสิ่งที่สามารถถือกำเนิดขึ้นจาก Louis Vuitton เท่านั้น” Jean Arnault, Watch Director of Louis Vuitton กล่าวถึงผลงานไอคอนิกของเมซงซึ่งเชื่อมโยงกับการเดินทาง ความกล้าหาญในการแสดงเวลา และองค์ความรู้เชิงลึก

นับตั้งแต่เขาเข้ามามีบทบาทในธุรกิจนาฬิกาของ Louis Vuitton ตั้งแต่ปี 2021 ก็ได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางใหม่ของเมซง เขาตั้งใจวางตำแหน่ง Louis Vuitton ให้มีแนวทางใกล้เคียงกับแบรนด์นาฬิกาบูติก ให้ความสำคัญกับการผลิตในจำนวนจำกัด การพัฒนากลไก In-house ตลอดจนงานออกแบบที่กล้าทดลองและก้าวออกจากกรอบเดิม แนวทางดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเพียงขยายบทบาทของ Louis Vuitton ในโลกนาฬิกา แต่ยังต้องการสร้างภาษาและตัวตนด้าน Haute Horlogerie ที่เป็นของเมซงอย่างชัดเจน

และหลังจากได้นำเสนอ Tambour Spin Time ดีไซน์ใหม่แบบลิมิเต็ดเอชั่นไปเมื่อปี 2025 ในปีนี้ ทางแบรนด์ต่อยอดจากความสำเร็จนั้นด้วยการนำ Tambour Spin Time จำนวน 5 รุ่น เข้าสู่คอลเลกชั่นถาวร โดยแต่ละรุ่นโดดเด่นด้วยการใช้สีสันอย่างกล้าหาญ ซึ่งไม่เพียงเติมบุคลิกใหม่ให้กับเรือนเวลา แต่ยังถือเป็นการเปิดบทใหม่ให้กับเรื่องราวของ Spin Time หนึ่งในกลไกอันเป็นไอคอนของ Louis Vuitton

แรงบันดาลใจจากการเดินทาง

The Art of Travel เป็นหัวใจของ Louis Vuitton มาตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ในปี 1854 และมรดกแห่งการเดินทางนี้หล่อหลอมศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาของ Louis Vuitton โดยเฉพาะรุ่น Spin Time กลไกซับซ้อนที่ถือกำเนิดขึ้นจากมนตร์เสน่ห์ของการออกเดินทางโดยตรง

กลไกนี้ถือกำเนิดในปี 2007  เมื่อ Michel Navas และ Enrico Barbasini สองผู้ก่อตั้ง La Fabrique du Temps ออกแบบกลไก Jumping Hour รูปแบบใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากป้ายบอกเวลาออกเดินทางแบบกลไกที่พบเห็นได้ตามสนามบินและสถานีรถไฟทั่วโลก “เมื่อเงยหน้ามองป้ายบอกเวลาออกเดินทาง เรานึกถึงกลไก Jumping Hour ขึ้นมาทันที” Navas เล่า “สิ่งที่เราต้องการคือการนำแนวคิดนั้นมาสร้างเป็นสามมิติ เพื่อให้มันมีตัวตนและสร้างมิติที่ชัดเจนบนข้อมือ และ ลูกบาศก์คือคำตอบ เมื่อเราได้องค์ประกอบนี้มา ทุกอย่างหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ตามมา”

Tambour Spin Time เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 ในฐานะกลไกชุดแรกที่ La Fabrique du Temps พัฒนาขึ้นสำหรับ Louis Vuitton  (ต่อมาเวิร์คชอปแห่งนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Louis Vuitton อย่างเป็นทางการในปี 2011) เอกลักษณ์สำคัญของ Spin Time คือ ลูกบาศก์หมุนได้ 12 ชิ้นที่เรียงตัวอยู่รอบหน้าปัด ซึ่งทำให้กลไกนี้กลายเป็นหนึ่งในลายเซ็นด้าน Haute Horlogerie ของ Louis Vuitton อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการจดสิทธิบัตร มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกจาก Art of Travel ของเมซง

“เราต้องการสร้างกลไกซับซ้อนที่เชื่อมโยงกับการเดินทางอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงในเชิงอุปมา แต่ต้องปรากฏอยู่ในกลไกจริงๆ” Barbasini อธิบาย “เหตุผลที่ป้ายบอกเวลาออกเดินทางสร้างแรงบันดาลใจให้เรา ก็เพราะมันถูกสร้างขึ้นเพื่อ ทำหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อการตกแต่ง และหลักคิดที่เคร่งครัดในฟังก์ชันนั้นเองคือสิ่งที่เราพยายามถ่ายทอดลงไปในกลไก”

กลไก Spin Time นี้ได้รับการตีความตามยุคสมัย เช่นในโอกาสครบรอบ 10 ปี ในปี 2019 Louis Vuitton ได้นำแนวคิดดั้งเดิมกลับมาตีความใหม่ผ่าน Spin Time Air ด้วยการเปิดพื้นที่บริเวณหน้าปัด เพื่อเผยให้เห็นลูกบาศก์บอกเวลาราวกับกำลัง ลอยอยู่กลางอากาศ และเมื่อปี 2025 กลไกนี้ก้าวเข้าสู่อีกบทสำคัญในปี 2025 กับการเปิดตัว Tambour Spin Time จำนวน 6 รุ่นแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น เป็นครั้งแรกที่ทุกองค์ประกอบของ Spin Time ตั้งแต่ ตัวเรือน หน้าปัด ไปจนถึงกลไก ได้รับการออกแบบ พัฒนา และผลิตขึ้นภายใน La Fabrique du Temps Louis Vuitton 

Taดbour Spin Time โฉมใหม่ล่าสุด

ผลงานทั้ง 5 รุ่นใหม่ มาพร้อมตัวเรือนที่ได้รับการปรับให้มีสัดส่วนเมื่อปีที่แล้ว โดยมีความบางลง พร้อมขอบตัวเรือนแบบ Sandblasted ที่โดดเด่นด้วยตัวอักษรนูนสามมิติขัดเงา ส่วนขาตัวเรือนหรือ Lugs ถูกผลิตแยกเป็นชิ้นส่วนเฉพาะ โดยด้านข้างเว้าได้รับการตกแต่งพื้นผิวด้วยเทคนิค Laser-frosted สร้างความแตกต่างกับตัวเรือนส่วนกลางที่ตกแต่งแบบ Brushed และสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในการประกอบชิ้นส่วนอย่างประณีต ขณะที่บนหน้าปัดปรากฏข้อความ “Fab. en Suisse” (ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์)  อันเป็นเครื่องหมายที่สืบทอดมาในอดีต และทำหน้าที่ประกาศถึงแหล่งกำเนิดของเรือนเวลาอย่างภาคภูมิ

Tambour Spin Time Green in White Gold

นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีเขียวเข้ม ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับจิตวิญญาณแห่งการออกสำรวจและโลกธรรมชาติ

ตกแต่งพื้นผิวด้วยเทคนิค Sunray และ Sandblasted ตัวเรือนขนาด 39.5 มิลลิเมตร กันน้ำที่ระดับ 100 เมตร จับคู่กับสายยางสีเขียวที่เข้าคู่กับหน้าปัดยังสานต่อรายละเอียดด้านการออกแบบด้วยพื้นผิวลวดลาย Quilted ซึ่งเกิดจากการนำ V-motif แบบเดียวกับที่ปรากฏบนโรเตอร์ทองคำโรสโกลด์มาใช้

Tambour Spin Time Green แสดงเวลา Jumping Hour ผ่านลูกบาศก์แสดงตัวเลขจำนวน 12 ชิ้น ที่เรียงตัวโคจรรอบหน้าปัด ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกสำหรับตัวเรือนขนาด 39.5 มิลลิเมตร เปิดให้เห็นกลไก In-house Calibre ST13.01ได้อย่างเต็มตา ตั้งแต่ Free-sprung Balance Wheel ไปจนถึง Oscillating Weight ผลิตจาก ทองคำโรสโกลด์ 18 กะรัต

Tambour Spin Time Australia’s Opal in Rose Gold

นาฬิการุ่นนี้เปล่งประกายสีสันราวกับเปลวไฟเนื่องจากตกแต่งด้วย Blue Australian Opal ซึ่งเมื่อกระทบกับแสงในแต่ละมุม เฉดสีจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ Indigo, Teal ไปจนถึง Cerulean Blue โอปอลยังไม่ได้ปรากฏเฉพาะบริเวณกึ่งกลางหน้าปัดเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในพื้นที่ระหว่างลูกบาศก์ Spin Time ทั้ง 12 ชิ้น สะท้อนถึงขอบเขตของ Savoir-faire หลากหลายแขนงที่รวมอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน ณ La Fabrique du Temps Louis Vuitton ใน Meyrin

“เราสามารถพบโอปอลได้แทบทุกเฉดสีในออสเตรเลีย แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผมคือ สีน้ำเงิน” Matthieu Hegi, Artistic Director of La Fabrique du Temps Louis Vuitton กล่าว “มันสะท้อนสีสันได้แทบทุกเฉด แต่หัวใจยังคงเป็นสีน้ำเงินที่ลุ่มลึก เข้มข้น และเปล่งประกายเหลือบสี คุณสมบัติเช่นนี้เหมาะกับ Spin Time อย่างมาก มันเป็นอัญมณีที่โดดเด่นและกล้าแสดงตัวตน พร้อมนำบางสิ่งที่คอลเลกชั่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเข้ามา นั่นคือ ความเป็นเฟมินีนที่ยังคงไว้ซึ่งพลังและการปรากฏตัวอย่างชัดเจน”

นาฬิการุ่นนี้จับคู่กับ สายยางสีน้ำเงิน เข้ากับโทนสีอบอุ่นของตัวเรือนโรสโกลด์ หลักชั่วโมงประดับ เพชร Baguette-cut ซึ่งประกายตามธรรมชาติช่วยขับเฉดสีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของโอปอล ขณะที่ขอบตัวเรือนและขาตัวเรือนประดับ แซฟไฟร์ Baguette-cut เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับสีน้ำเงินของอัญมณีบริเวณใจกลางหน้าปัดอย่างต่อเนื่อง การประดับอัญมณีทั้งหมดต้องใช้เวลาถึง สามวันเต็ม

Tambour Spin Time Air Blue in White Gold

นาฬิกา Tambour Spin Time Air โดดเด่นด้วยสีสันสดเข้มที่เปี่ยมด้วยพลังอันเป็นซิกเนเจอร์ของ Tambour ทั้งยังขับเน้นพื้นผิวหลากหลายมิติบนหน้าปัด มาพร้อมตัวเรือนขนาด 42.5 มิลลิเมตร ผลิตจากทองคำขาว 18 กะรัต

หัวใจสำคัญคือกลไก Calibre ST13.01 ที่ดูราวกับลอยอยู่บริเวณกึ่งกลางตัวเรือน เปิดให้เห็นลูกบาศก์หมุนได้ในมุมมองสามมิติอย่างเต็มตา พร้อมรายละเอียดที่เพิ่มความสนุกให้กับกลไก เมื่อบนลูกบาศก์ทั้ง 12 ชิ้น ปรากฏตัวอักษรที่เมื่อนำมาเรียงต่อกันจะสะกดเป็นคำว่า “Louis Vuitton”

“เมื่อเราเปิดตัวคอลเลกชั่น Tambour Spin Time ในปี 2025 เรารู้อยู่แล้วว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของบางสิ่ง ไม่ใช่บทสรุป” Jean Arnault กล่าว “การนำ Spin Time เข้าสู่คอลเลกชั่นถาวรคือก้าวต่อไป จากนี้ Spin Time ไม่ได้เป็นเพียงเรือนเวลาสำหรับวาระพิเศษอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น ไอคอนที่ยั่งยืน ซึ่งสะท้อนทั้งความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและ Savoir-faire ด้านงานฝีมือของเมซง”

ลูกบาศก์แต่ละชิ้นได้รับการตกแต่งอย่างพิถีพิถันด้วยการสลับพื้นผิวแบบ Satin และ Polished ขณะที่ด้านบนประดับหมุดขัดเงาขนาดเล็ก ซึ่งหยิบแรงบันดาลใจมาจาก หมุดโลหะบนหีบเดิน  ชั่วโมงปัจจุบันจะแสดงผ่านลูกบาศก์ที่สร้างความแตกต่างด้วย ตัวอักษรสีเงินบนพื้นสีขาว ขณะที่ลูกบาศก์ซึ่งยังไม่ทำหน้าที่แสดงชั่วโมงจะใช้ตัวอักษรสีเงินบนพื้น สีน้ำเงินเข้ม

Tambour Spin Time Air Antipode Blue in White Gold

“Spin Time Antipode ทำให้เราสามารถแสดงเวลา 24 ไทม์โซนด้วยลูกบาศก์เพียง 12 ชิ้น” Michel Navas อธิบาย “แนวคิดสำคัญคือการนำไทม์โซนที่อยู่ตรงข้ามกันบนโลกมาแสดงไว้บนลูกบาศก์ชิ้นเดียวกัน เพราะทั้งสองฝั่งมีเวลาห่างกัน 12 ชั่วโมงพอดี ความแตกต่างจึงอยู่ที่ว่า เมื่อด้านหนึ่งเป็นกลางวัน อีกด้านก็จะเป็นกลางคืน และด้วยการสร้างความแตกต่างนี้ Spin Time Antipode จึงสามารถบอกผู้สวมใส่ได้ว่าแต่ละไทม์โซนกำลังอยู่ในช่วง AM หรือ PM” 

ผลลัพธ์คือกลไกซับซ้อนที่มีรูปแบบแตกต่าง โดยสามารถแสดงเวลาใน 24 ไทม์โซนหลักทั่วโลกพร้อมกัน ผ่านลูกบาศก์ 12 ชิ้น โดยลูกบาศก์แต่ละชิ้นระบุชื่อเมืองสองแห่งที่มีเวลาห่างกัน 12 ชั่วโมง หรือเปรียบเสมือนเมืองที่อยู่คนละฟากของโลก ไม่ว่าจะเป็น Los Angeles และ Dubai, New York และ Bangkok รวมถึง Paris และ Midway Islands เมื่อรวมกันแล้ว ลูกบาศก์ทั้ง 12 ชิ้นจึงสามารถถ่ายทอดเวลาได้ครอบคลุมทั่วโลก 

ไม่เพียงเท่านั้น ลูกบาศก์แต่ละชิ้นยังแสดงสถานะกลางวันและกลางคืนผ่าน สีพื้นหลัง และเมื่อเมืองแต่ละคู่เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนระหว่างกลางวันกับกลางคืน ลูกบาศก์จะหมุนเพื่อสลับการแสดงผล ส่วนเวลาท้องถิ่น (Local Time) จะแสดงผ่านเข็มชี้สีเหลืองขนาดเล็กที่เพนต์ด้วยมือ ซึ่งตั้งใจอ้างอิงถึง ด้ายเย็บสีเหลืองบนเครื่องหนังของ Louis Vuitton

แม้กลไก In-house Calibre ST12.01 จะมีความซับซ้อน แต่การปรับตั้งค่าทั้งหมดสามารถทำได้อย่างง่ายดายผ่านเม็ดมะยม บรรจุอยู่ในตัวเรือนทองคำขาวขนาด 42.5 มิลลิเมตร จับคู่กับสายหนังลูกวัวในเฉดสีเดียวกับหน้าปัด

Tambour Spin Time Air Flying Tourbillon Salmon in Platinum

หน้าปัด สีแซลมอนครองพื้นที่พิเศษในประวัติศาสตร์ของโลกนาฬิกาชั้นสูงมาอย่างยาวนาน ด้วยความเชื่อมโยงกับโลหะมีค่าและความหรูหราที่สุขุม โดยทาง La Fabrique des Cadrans ได้ทดลองหลายเฉด ก่อนจะได้โทนสีอ่อนละมุนที่เลือกมาอย่างตั้งใจ จับคู่กับตัวเรือน แพลทินัม วัสดุสุดหรูที่มีความท้าทายในการขึ้นรูปด้วยเครื่องจักร

หัวใจสำคัญคือกลไก In-house Calibre LFT ST05.01 ซึ่งต้องใช้เวลาประกอบนานถึง 50 ชั่วโมง มากกว่าสองเท่าของเวลาที่ใช้กับกลไกอื่นในคอลเลกชั่น Tambour Spin Time 

ความซับซ้อนดังกล่าวเกิดจากการผสานกลไกชั้นสูงหลายส่วนเข้าด้วยกัน โดยนำระบบลูกบาศก์ลอยตัวอันเป็นเอกลักษณ์ของ Spin Time Air มาทำงานร่วมกับ Flying Tourbillon ที่ตำแหน่งกึ่งกลาง พร้อมกรงรูปทรง Monogram Flower 

“เราตั้งใจออกแบบกรง Tourbillon ให้เป็นรูปทรง  Monogram Flower ” Enrico Barbasini กล่าว “รายละเอียดนี้ทำหน้าที่เตือนให้เห็นว่า นี่คือนาฬิกา Louis Vuitton ตั้งแต่แก่นแท้ ไม่ใช่เพียงจากตัวเรือนหรือหน้าปัดเท่านั้น แต่ตัวตนของเมซงยังถูกถ่ายทอดลึกลงไปถึงภายในกลไกด้วย”

กลไกซับซ้อนที่บ่งบอกตัวตน

Spin Time คือผลงานที่ประลายเซ็นของ Louis Vuitton ในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา และสำหรับนาฬิกาทั้ง 5 รุ่นที่ก้าวเข้าสู่คอลเลกชั่นถาวร ตัวเรือน Tambour ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ด้วยรูปทรงและบุคลิกที่โดดเด่นจนจดจำได้ทันทีบนข้อมือ ไม่ต่างจากทรังก์เดินทางของ Louis Vuitton ที่กลายเป็นภาพจำของเมซงมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน Spin Time ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกากับวัฒนธรรมแห่งการเดินทาง ถ่ายทอดแนวคิด Art of Travel ผ่านกลไกจักรกลที่สร้างขึ้นไม่เพียงเพื่อบอกเวลา หากยังเปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่พร้อมเคลื่อนไปกับผู้สวมใส่ในทุกจุดหมาย

การกลับมาของ Louis Vuitton Monterey Ceramic นาฬิกาทรงก้อนกรวดระดับไอคอนจากปี 1988 ที่ถูกปัดฝุ่นใหม่

0

เมื่อก้อนกรวดเซรามิกปี 1988 กลับมาทวงบัลลังก์ในคอลเลกชันถาวร

มองแวบแรก อาจมีคนคิดว่านี่คือของเล่นไฮเทคจากอนาคตที่หลุดออกมาจากบูติกแฟชั่นปารีส แต่ถ้าอยู่ในวงการมานานพอ จะรู้ว่าทรงนี้มีสตอรี่มาก่อน

ย้อนกลับไปช่วงปลายยุค 80s ตอนที่แบรนด์แฟชั่นยังกล้าๆ กลัวๆ กับวงการนาฬิกา Louis Vuitton ดึงเอาตำนานอย่าง Gérald Genta มาช่วยดีไซน์รุ่น Monterey ออกมา ผลลัพธ์คือนาฬิกายากจะจำแนกหมวดหมู่ หน้าปัดบอกเวลาแบบดิสเพลย์ซ้อนกัน ขอบตัวเรือนหมุนได้ และความแปลกที่กลายเป็นความคลาสสิกในหมู่คนสะสมยุคเก๋า รอบนี้กลับมาในวัสดุเซรามิกเงาวับ สองสีสองอารมณ์ ทั้งขาวคลีนและดำดาร์กสตรีท

ความน่าสนใจไม่ใช่แค่การรีแมคอัพของเก่าให้ดูทันสมัยนะ แต่คือวิธีที่แบรนด์เลือกใช้วัสดุ เซรามิกเงาแบบนี้ทำยากกว่าผิวแมตต์ทั่วไป รอยนิ้วมือและแสงสะท้อนคือศัตรูตัวฉกาจ แต่วิศวกรของหลุยส์ วิตตองจัดการมันได้เนียบพอสมควร น้ำหนักที่เบาลงทำให้ความรู้สึกบนข้อมือเปลี่ยนไปจากเหล็กตันๆ ในอดีตอย่างสิ้นเชิง

มันคือความพยายามที่จะบอกว่า งานออกแบบยุค 1988 ยังมีพื้นที่หายใจใน พ.ศ. นี้ โดยไม่ต้องพึ่งความเยินยอแบบเดิมๆ

ลองจินตนาการถึงวันที่หยิบมันขึ้นมาลองทาบข้อมือในห้องแอร์เย็นๆ ของงานพรีวิวนาฬิกา ความรู้สึกเย็นเฉียบของเซรามิกตัดกับความอุ่นของสายยาง มันให้ฟีลที่ต่างจากนาฬิกาสปอร์ตเหล็กทั่วไปอย่างชัดเจน ในฐานะคนที่ผ่านตานาฬิกามาหลากหลายรูปแบบ นี่ไม่ใช่ชิ้นที่ต้องรีบวิ่งไปแย่งกันซื้อตั้งแต่วันแรก แต่เป็นเรือนที่ยิ่งมองนานๆ ยิ่งเห็นความตั้งใจในการซ่อนรายละเอียด

เซรามิกบนข้อมือ เมื่อ Louis Vuitton พา Monterey เข้าสู่คอลเลกชันถาวร

หลังจากปีที่แล้วแบรนด์ปล่อยรุ่นเยลโลว์โกลด์แบบลิมิเต็ดออกมาเรียกน้ำย่อย ปีนี้ Louis Vuitton เดินเกมต่อแบบเงียบๆ ด้วยการส่งสองรุ่นเซรามิกเข้ามาอยู่ในคอลเลกชันถาวรอย่างเป็นทางการ

คนที่ตามข่าวแฟชั่นน่าจะเคยเห็นผ่านตามาบ้างจากรันเวย์คอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027 ของ Pharrell Williams ที่ปารีส ตอนนั้นสไตลิสต์เลือกเอามาห้อยเป็นชาร์มประดับกระเป๋าและชุดบนรันเวย์ ดูเก๋ดีในแง่กิมมิคแฟชั่น แต่พอมาอยู่บนข้อมือนักสะสมจริงๆ มันทำงานได้ดีกว่าการเป็นเครื่องประดับห้อยกระเป๋าเยอะ

การดึงนาฬิกาประวัติศาสตร์รุ่นนี้มาปัดฝุ่นแล้วเปลี่ยนวัสดุเป็นเซรามิกเงา บอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับทิศทางของแบรนด์ พวกเขาไม่ได้แค่อยากทำนาฬิกาแฟชั่นใส่ตามเทรนด์ซีซั่นเดียวแล้วจบ แต่พยายามสร้างความต่อเนื่องให้กับไลน์อัปเครื่องบอกเวลา

ในรุ่นเซรามิกนี้มีความต่าง น้ำหนักจะเบากว่าที่คิด และผิวสัมผัสเรียบเนียนมือแบบที่สเตนเลสให้ไม่ได้ ความเงาวับของตัวเรือนตัดกับสายยางได้อย่างลงตัวโดยไม่ดูฉูดฉาดจนเกินพอใจ

ถ้ามองในมุมของคนสะสมนาฬิกา การที่แบรนด์เลือกทำไลน์นี้เป็นคอลเลกชันถาวร หมายความว่าพวกเขาตั้งใจปั้นให้มันเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ระยะยาว ไม่ใช่แค่ของหายากที่มีไว้เก็งกำไรแล้วหายเงียบ

ก้อนกรวดเซรามิก DNA ปี 1988 ที่กลับมาทวงบัลลังก์

รูปทรงก้อนกรวดมนไร้ขาตัวเรือนแบบนี้แหละคือเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Monterey นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกสุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ย้อนกลับไปปี 1988 ตอนที่โปรเจกต์ LV I และ LV II เริ่มต้นขึ้น พวกเขาดึงตัว Gae Aulenti สถาปนิกและนักออกแบบชื่อดังชาวอิตาเลียนมาจับมือร่วมงาน โดยมี IWC รับหน้าที่ผลิตเครื่องให้

ถ้ารุ่น LV I มาพร้อมความเรียบเนียนของทรงก้อนกรวดทองคำ ซึ่งเป็นต้นแบบของรุ่นลิมิเต็ดเมื่อปีที่แล้ว รุ่นพี่อย่าง LV II กลับเลือกเดินเกมล้ำหน้าด้วยการหยิบ เซอร์โคเนียเซรามิก มาใช้ ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็นวัสดุใหม่แกะกล่องในโลกการผลิตนาฬิกา

ลองนึกภาพตาม ช่วงเวลานั้น Rado เพิ่งจะเข็นเซรามิกไฮเทคลงในรุ่น Integrale ส่วน IWC ก็เพิ่งเปิดตัว Da Vinci Perpetual Calendar Ref. 3755 ที่ใช้เซรามิกสีดำไปแค่สองปีก่อนหน้า การที่ Louis Vuitton กระโดดเข้ามาเล่นวัสดุนี้ในรุ่น LV II เลยกลายเป็นความกล้าที่น่าสนใจ ตัวเรือนเซรามิกเงาวับในโทนสีดำสนิทหรือเขียวเข้มป่า ให้ฟีลที่เฉี่ยวและมีเสน่ห์แบบยุคแปดสิบส์โดยแท้จริง

การได้เห็นเซรามิกถูกหยิบมาใช้ตั้งแต่วันนั้น ทำให้การกลับมาในเวอร์ชันปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการหยิบเอาดีเอ็นเอเดิมมาย่อยใหม่ในยุคที่วัสดุศาสตร์ก้าวไปไกลกว่าเดิมมาก

ในมุมของคนชอบงานดีไซน์ การเลือกใช้วัสดุที่ล้ำหน้าตั้งแต่อดีตสะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์ได้ดีกว่าแค่การทำนาฬิกาตามกระแส

ขยายไซส์นิด ปรับเครื่องในใหม่ ความสมดุลของ Monterey Ceramic รุ่นล่าสุด

ขนาดตัวเรือน 37 มิลลิเมตรถูกรักษาไว้เท่ากับต้นฉบับเป๊ะ ความหนาอาจจะขยับขึ้นมานิดหน่อยจาก 9 มิลลิเมตรในรุ่นควอตซ์ LV II มาเป็น 11 มิลลิเมตรในรุ่นปัจจุบัน

เหตุผลเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะข้างในไม่ได้ใช้ถ่านแล้ว แต่ยัดกลไกอินเฮาส์อัตโนมัติ Caliber LFTMA01.02 เข้าไปแทน ความถี่ระดับ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง กับสำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง คือมาตรฐานร่วมสมัยที่ไว้ใจได้

ความคลีนบนหน้าปัดถูกถอดรหัสมาจากรุ่นแกรนด์ฟูอีนาเมลเมื่อปีที่แล้ว ไม่มีตัวเลขหรือขีดเกะกะสายตา ปล่อยให้องค์ประกอบหลักของ Monterey ทำงานของมันเอง ทั้งทรงก้อนกรวดอันเป็นเอกลักษณ์ เข็มทรงเข็มฉีดยา และเม็ดมะยมที่ย้ายไปอยู่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา รอบนี้แบรนด์เพิ่มลวดลายกิโยเช่แบบ Clous de Paris ลงบนเม็ดมะยม ช่วยให้จับกระชับมือขึ้นเวลาหมุนปรับเวลา

ทุกอย่างถูกดึงเข้ามาผลิตในโรงงานของตัวเองแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ตัวเรือนเซรามิก หน้าปัดแลคเกอร์ ไปจนถึงกลไกจักรกล ฝีมือจาก La Fabrique du Temps Louis Vuitton ทำให้เห็นเลยว่านี่ไม่ใช่แค่โปรเจกต์แฟชั่นฉาบฉวย แต่เป็นงานระดับแมกนัฟำก์เจอร์ที่เอาจริงเอาจัง

ถ้าเรามองงานประกอบใกล้ๆ แล้วรู้สึกได้ถึงความนิ่งของผิวเซรามิกและความประณีตในการเกลารอยต่อ มันคือความลงตัวระหว่างงานออกแบบยุคเก่ากับวิศวกรรมยุคใหม่

สองเฉดสี สองคาแรคเตอร์ เลือกความเขียวสตรีทหรือความคลาสสิกขโมยสายตา

เหมือนกับตอนรุ่น LV II เป๊ะ ทางแบรนด์ส่งตัวเลือกมาให้สะสมกันสองเฉดสี เริ่มจากตัวแรกสายร่วมสมัยที่เลือกใช้เรือนเซรามิกสีเขียวเข้าคู่กับหน้าปัดแลคเกอร์สีเขียว ตัดด้วยหลักเวลาสีขาวและสเกลนาทีรางรถไฟ เพิ่มกิมมิคความจัดจ้านด้วยเข็มทรงเข็มฉีดยาเคลือบแลคเกอร์สีเหลือง

ส่วนอีกตัวคือสายเพียวริสต์ที่ถอดรหัสสีดั้งเดิมมาแบบครบถ้วน คอนทราสต์สะใจด้วยการผสมผสานระหว่างสีดำ ขาว แดง และน้ำเงิน บนหน้าปัดที่มองกี่ทีก็รู้ว่าถอดแบบมาจากประวัติศาสตร์ปี 1988

ความกล้าในการใช้คู่สีตัดกันแบบนี้แหละคือเอกลักษณ์ที่ทำให้ Monterey ไม่เหมือนนาฬิกาทรงกลมทั่วไปบนตลาด สีเขียวทอนโทนให้ความรู้สึกสตรีทลักชูรีแบบร่วมสมัย ขณะที่ตัวคลาสสิกสี่สีให้กลิ่นอายเรโทรที่จัดจ้านโดยไม่ต้องพยายาม ถ้าวางเทียบกันสองเรือน ความต่างของโทนสีเปลี่ยนอารมณ์คนใส่ได้ทันที เรือนเขียวให้ความรู้สึกดื้อเงียบ ส่วนเรือนคลาสสิกตะโกนความเป็นการออกแบบยุคเก่าออกมาดังๆ

อ่านสเปกจบแล้วเห็นภาพเลยว่าแบรนด์ไม่ได้มาเล่นๆ ตัวเลข 37 มิลลิเมตรกับความหนา 11 มิลลิเมตรคือสัดส่วนที่พอดีข้อมือแบบไม่ต้องพยายามทำตัวเรือนให้ใหญ่โตตามเทรนด์ การเลือกใช้สายหนังลูกวัวแทนที่จะดันสายยางล้วนๆ ช่วยเบรกความสปอร์ตลง แล้วดึงความเนี้ยบสไตล์เดรสวอทช์กลับมาได้เนียนกริบ

ในฐานะคนชอบแกะสลักรายละเอียดทางเทคนิค การเลือกจับคู่สีเข็มกับหน้าปัดในสเปกนี้คือความใส่ใจระดับมินิมอลที่คนทำนาฬิกาเท่านั้นถึงจะเข้าใจ จากสเปกทั้งหมดที่คุณเพิ่งอ่าน ตัวเลขไหนหรือฟีเจอร์ตัวไหนที่ทำให้คุณรู้สึกว่าเรือนนี้ “ต้องไปลองจับตัวจริง” มากที่สุด?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Caliber LFTMA01.02 สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง 
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาชั่วโมง นาที และวินาทีตรงกลาง 
  • ตัวเรือน: ขนาด 37 มิลลิเมตร หนา 11 มิลลิเมตร ทำจากเซรามิกขัดเงาสีดำหรือสีเขียว กันน้ำ 30 เมตร 
  • หน้าปัด: เคลือบแลคเกอร์สีขาวหรือเขียว ตัวเลขเลขอราบิกสีดำหรือขาว เข็มชั่วโมงและนาทีทองเหลืองเคลือบแลคเกอร์สีแดงหรือสีเหลือง เข็มวินาทีทองเหลืองเคลือบแลคเกอร์สีน้ำเงิน 
  • สาย: หนังลูกวัวสีดำหรือสีเขียว มาพร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสลักโลโก้ Louis Vuitton

Panerai ย่อส่วนดีไซน์ทรง 90s สู่ขนาด 42 มม. เป็นครั้งแรก สวมใส่ง่ายขึ้น แต่ยังคงตัวตน Tool Watch ระดับตำนาน

ทั้งสามรุ่นย่อย มาพร้อมดีไซน์เคสยุค 90s กลไก P.980 สำรองพลังงาน 3 วัน และสายผ้าแคนวาสตอบโจทย์สายลุยในชีวิตประจำวัน

หากพูดถึงแบรนด์นาฬิกาที่มีเรื่องเล่าอันเข้มข้น แน่นอนว่าชื่อของ Panerai ย่อมลอยเข้ามาเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยถึงเรือนเวลาทรงสปอร์ตดุดันอย่าง Luminor ที่มีดีเอ็นเอมาจากเครื่องมือวัดเวลาของกองทัพเรืออิตาลี

ล่าสุด Panerai ได้นำเอากลิ่นอายความคลาสสิกสุดเก๋าจาก เคสดีไซน์ทรงยุค 90s มาย่อส่วนลงเหลือขนาดหน้าปัด 42 มม. เป็นครั้งแรก ใน 3 รหัสใหม่ นั่นก็คือ PAM01710, PAM01711 และ PAM01714 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ตัวเรือนทรงนี้ถูกทำออกมาในสัดส่วนที่เข้าถึงง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่า Panerai เพิ่งเคยทำไซส์ 42 มม. นะ แต่ครั้งนี้เป็นการนำรูปทรงเฉพาะของยุคก่อนมาปรับสัดส่วนใหม่ให้เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น

ถอดรหัสดีไซน์ ย้อนเวลาสู่ปี 1993

จุดเริ่มต้นของดีไซน์ชุดนี้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 กันยายน ปี 1993 บนเรือรบพิฆาต Durand de la Penne ของอิตาลี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ Panerai เปิดตัวนาฬิกาสู่ตลาดพลเรือนเป็นครั้งแรกด้วยรุ่นในตำนานอย่าง Luminor Ref. 5218-201/A

เอกลักษณ์ของตัวเรือนในยุค 90s นั้น คือเส้นสายที่คมชัด เป็นสันคม แตกต่างจากทรงหมอน (Cushion-shaped) ในยุค 60s อย่างเห็นได้ชัด มาพร้อมกับสะพานครอบเม็ดมะยมโค้งมนที่เชื่อมเข้ากับตัวเรือนได้อย่างเรียบเนียน

เมื่อได้ลองสัมผัสและนำเรือนจริงมาวางทาบบนข้อมือแล้ว สิ่งแรกที่เราจะรู้สึกได้คือขนาด 42 มม. ช่วยทำให้ตัวเรือนดูสมดุลขึ้นมาก รวมไปถึงเส้นสายอันแข็งแกร่งและสันคมที่เป็นเอกลักษณ์เดิมยังอยู่ครบ ไม่ได้โดนลดทอนความเท่ลงเลย ยิ่งพอขึ้นข้อมือแล้วกลับแนบกระชับ ให้ความรู้สึกสวมใส่สบาย และคล่องตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

กลไกทันสมัย และประสิทธิภาพที่ไว้ใจได้

แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะชวนให้เรานึกถึงยุค 90s แต่หัวใจภายในนั้นขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติกอินเฮาส์ P.980 ที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 3 วัน (72 ชั่วโมง) มาพร้อมกับฟังก์ชัน Stop-Seconds ที่เข็มวินาทีจะหยุดหมุนทันทีเมื่อดึงเม็ดมะยมออก เพื่อการตั้งเวลาที่แม่นยำระดับวินาที ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ตกทอดมาจากนาฬิกาปฏิบัติการทางทหาร ส่วนสะพานยึดจักรกรอก (Traversing balance wheel bridge) ก็ช่วยเสริมความเสถียรและความแม่นยำในการเดินให้มั่นคงยิ่งขึ้น

ในด้านความทรหด ตัวเรือนรองรับ การกันน้ำที่ระดับ 50 บาร์ (หรือประมาณ 500 เมตร) ซึ่งกระบวนการทดสอบ ณ โรงงานใน Neuchâtel ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะมีการใช้เครื่องอัดแรงดันน้ำและอากาศที่สูงกว่าค่ามาตรฐานจริงขึ้นไปอีก 25% เพื่อการันตีความซีลแน่นและความทนทาน ทำให้เรามั่นใจได้ว่า แม้จะปรับขนาดลงมาให้สวมใส่ง่ายขึ้น แต่จิตวิญญาณความเป็น Tool Watch สายลุยตัวจริงนั้นก็ยังคงอยู่

สัมผัสจริงบนหน้าปัดแบบ Monolayer

เมื่อมองหน้าปัดเรือนจริง เราจะเห็นโครงสร้างแบบแผ่นเดียว (Monolayer Construction) ที่พิมพ์ตัวเลขและหลักชั่วโมงด้วย Super-LumiNova® ซ้ำหลายชั้น จนเกิดเป็นมิตินูนขึ้นมาเล็กน้อยอย่างน่าสนใจ ช่วยให้อ่านค่าง่ายและมีความคมชัดสูง พร้อมเข็มวินาทีย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม

PAM01710
PAM01711
PAM01714

ซีรีส์นี้มาพร้อมตัวเลือก 3 คาแร็กเตอร์ที่ให้อารมณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน เริ่มจาก PAM01710 ที่ใช้ตัวเรือนสแตนเลสจับคู่หน้าปัดดำแมตต์และสายผ้าแคนวาสสีเบจ ให้ลุควินเทจดั้งเดิม ขยับมาที่ PAM01711 ในตัวเรือนสเตนเลสที่มาพร้อมกับหน้าปัดและสายผ้าแคนวาสสีเขียวแมตต์ ได้ฟีลทหารสายลุยที่ลงตัว และปิดท้ายด้วย PAM01714 สำหรับคนที่ชอบความสปอร์ตเข้ม ด้วยตัวเรือนสเตนเลสเคลือบ DLC สีดำสนิท ตัดกับหน้าปัดน้ำเงินแมตต์และสายผ้าใบสีน้ำเงินเข้าชุดกัน

และอีกจุดเล็กๆ ที่เรารู้สึกชอบก็คือ สำหรับสายผ้าแคนวาสที่ให้มา จะมีการเสริมชิ้นส่วนหนังบริเวณรูล็อกสายเพื่อความทนทานต่อการใช้งาน และยังรองรับระบบ PAM Click Release System™ ที่ช่วยให้ถอดเปลี่ยนสายเองได้ง่ายดาย 

การนำเคสดีไซน์ทรงยุค 90s มาปรับสู่ขนาด 42 มม. ในครั้งนี้ เรารู้สึกว่าเหมือนเป็นการพบกันครึ่งทางที่ลงตัวมาก สำหรับคนที่หลงใหลในประวัติศาสตร์และรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Luminor เพราะการปรับเปลี่ยนทำให้ได้นาฬิกาที่มีดีเอ็นเอสายลุยระดับตำนาน ในสัดส่วนที่รับกับข้อมือและพร้อมลุยไปกับคุณได้จริงในทุกๆ วัน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Panerai Luminor (รุ่น PAM01710, PAM01711 และ PAM01714)
  • ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. ดีไซน์เคสทรงยุค 90s พร้อมสะพานครอบเม็ดมะยม วัสดุสเตนเลส (สำหรับ PAM01710 และ PAM01711) และสเตนเลสเคลือบ DLC สีดำ (สำหรับ PAM01714) กันน้ำ 50 บาร์ (500 เมตร)
  • หน้าปัด: หน้าปัดโครงสร้างแบบแผ่นเดียว (Monolayer) พิมพ์ตัวเลขและหลักชั่วโมงด้วย Super-LumiNova® มิตินูนเด่นชัด พร้อมเข็มวินาทีย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา (หน้าปัดสีดำแมตต์ สีเขียวแมตต์ หรือสีน้ำเงินแมตต์ตามแต่ละรุ่น)
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาทีย่อย พร้อมระบบ Stop-Seconds ตั้งเวลาความแม่นยำระดับวินาที
  • กลไก: กลไกออโตเมติกอินเฮาส์ P.980 พร้อมสะพานยึดจักรกรอก (Traversing balance wheel bridge) สำรองพลังงาน 3 วัน (72 ชั่วโมง)
  • สาย: สายผ้าแคนวาส (เสริมชิ้นส่วนหนังบริเวณรูล็อกสาย) พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายเองได้ PAM Click Release System™

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

สรุปอินไซด์ Bangkok Watch Week 2026: เมื่อกรุงเทพฯ คือศูนย์กลางโลก Horology

สรุปเบื้องหลังเวทีเสวนาและทิศทางวงการนาฬิกาล่าสุด เมื่อแบรนด์ดังและอิสระกว่า 45 ค่าย ปะทะมุมมองกับคอมมูนิตี้คนรักนาฬิกาไทย

เก็บตกอินไซด์จากทุกเวทีเสวนา:  
  • Siam Paragon & FHH: วิสัยทัศน์เบื้องหลังการผนกำลังยกระดับเวทีนาฬิกาไทยสู่ศูนย์กลางระดับสากล ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิสวิสชั้นนำ
  • Piaget: ถอดรหัสการเดินทางของ Piaget Polo จากนาฬิกาประจำวันสู่การเป็นคอลเลกชันอมตะที่ครองใจคนรักนาฬิกาทั่วโลก
  • Roger Dubuis: การฉลองครบสามทศวรรษแห่งความกล้าฉีกทุกกฎเกณฑ์ดั้งเดิม ผลักดันขีดจำกัดของ High Watchmaking ให้หลุดกรอบความจำเจ
  • Vacheron Constantin & Grand Seiko: การผสานขั้วระหว่างงานฝีมือดั้งเดิมกับนวัตกรรมความบางระดับสถิติโลกและกลไกสปริงไดรฟ์ ที่ตอบโจทย์นักสะสมรุ่นใหม่ซึ่งมองหาความสมบูรณ์แบบทั้งภายในและภายนอก
  • Franck Muller: การดึงศิลปะการลงสีหน้าปัดมาผสานกับงานช่าง เพื่อย้ำว่านาฬิกาสามารถเป็นผืนผ้าใบแห่งอารมณ์ความรู้สึกได้มากกว่าเครื่องบอกเวลา
  • Universal Genève: การกลับมาที่สั่นสะเทือนวงการ ด้วยการบ้านที่ทำมาอย่างละเอียดเพื่อทวงคืนบัลลังก์ “Le Couturier de la Montre”
  • Breguet & Tudor: การเฉลิมฉลองวาระประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่การขุดอดีตมาหากิน แต่เป็นการตีความสายพันธุ์ทางความคิด (Lineage) ให้เข้ากับข้อมือคนยุคปัจจุบัน
  • NORQAIN: กล้าที่จะ “ฆ่า” รุ่นที่ขายดีที่สุดทิ้งกลางทาง เพื่อรักษาความสดใหม่ของแบรนด์ และพิสูจน์ให้เห็นว่าแบรนด์อิสระเติบโตได้ด้วยวิสัยทัศน์ที่จริงใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลขการผลิต

การเดินสายตระเวนฟังเสวนาในงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูภาพยนตร์สารคดีเรื่องยาวที่ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงของวงการนาฬิกาโลกแบบเรียลไทม์ การได้ไปยืนเบียดเสียดอยู่ข้างเวที ฟังเสียงถอนหายใจและรอยยิ้มของผู้บริหารแบรนด์ระดับโลก หรือการสังเกตแววตาของนักสะสมรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามชนิดขุดรากถอนโคน ทำให้เห็นว่าสนามประลองเรือนเวลาปีนี้ไม่ได้วัดกันที่ความหรูหราแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่มันวัดกันที่ “ความจริงใจในการเล่าเรื่อง”

บรรยากาศการบรรยายบนเวทีต่างๆ ล้วนสะท้อนถึงทิศทางที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขยอดขาย ซึ่งฉายภาพให้เห็นผ่านการวิเคราะห์เจาะลึกในแต่ละมิติ ซึ่งเราจะมีพูดคุยกันในบทความนี้

เมื่อแบรนด์อิสระไม่ได้มาเพื่อเป็นตัวประกอบ

การนั่งฟังเวทีของ NORQAIN ให้บรรยากาศที่ต่างจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างสิ้นเชิง ภาพของ Tobias Kuffer ที่ขึ้นมาเล่าเรื่องการสร้างแบรนด์กลางยุคโควิดโดยมีตำนานอย่าง Jean-Claude Biver เดินเข้าออฟฟิศมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย สะท้อนอินไซด์ที่น่าสนใจว่า ตลาดนาฬิกากำลังปฏิเสธความเพอร์เฟกต์ที่ไร้จิตวิญญาณ การที่แบรนด์กล้าหยิบเอารุ่นที่ขายดีที่สุดอย่างคอลเลกชันไอศกรีมหน้าปัดสเปรย์มา “ยกเลิกการผลิต” ทั้งที่กำลังทำเงิน ถือเป็นความกล้าหาญเชิงกลยุทธ์ที่หาได้ยากในยุคที่คนส่วนใหญ่กลัวความเสี่ยง มันบอกให้รู้ว่านักสะสมยุคนี้โหยหาความสนุกและความเป็นมนุษย์ มากกว่านาฬิกาหน้าตาเดิมๆ ที่ผลิตซ้ำวนไป

มรดกที่ไม่ได้มีไว้แค่ตั้งโชว์ในตู้กระจก

อีกหนึ่งเวทีที่ดึงดูดสายตาคนแน่นขนัดคือการกลับมาของ Universal Genève และการเฉลิมฉลองรอบพิเศษของ Breguet Tourbillon รวมถึงการเดินทางครบรอบหนึ่งศตวรรษของ Tudor สิ่งที่น่าสังเกตจากการฟังผู้บริหารบนเวทีคือ ไม่มีใครพูดถึงการ “ขุดอดีตมาหากิน” แบบตรงไปตรงมา แต่ทุกแบรนด์กำลังใช้คำว่า “Lineage” หรือสายพันธุ์ทางความคิด มาตีโจทย์ใหม่ให้เข้ากับวิถีชีวิตคนยุคปัจจุบัน การหยิบเอาดีเทลทางประวัติศาสตร์มาปรับวัสดุ ย่อขนาดตัวเรือน หรือปรับองศาการสวมใส่ให้เข้ากับข้อมือคนเอเชีย แสดงให้เห็นว่าแบรนด์เก่าแก่เริ่มตื่นตัวและเรียนรู้ที่จะฟังเสียงสะท้อนจากตลาดฝั่งเอเชียอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ออกแบบผลิตภัณฑ์จากฝั่งเจนีวาแล้วบังคับให้ทั่วโลกซื้อตาม

บรรทัดฐานใหม่ของความบางและความซับซ้อนเชิงกลไก

การฟังเสวนาฝั่งคอมพลิเคชันระดับสูงอย่าง Vacheron Constantin หรือ Grand Seiko ทำให้เห็นชัดเจนว่า เส้นแบ่งระหว่างความเรียบง่ายกับความซับซ้อนทางวิศวกรรมกำลังถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน การผลักดันความบางระดับสถิติโลกหรือการพัฒนาเทคโนโลยีสปริงไดรฟ์ไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะ “ตัวเลขสถิติ” ที่มีไว้ข่มคู่แข่งอีกต่อไป แต่ถูกย่อยให้ออกมาเป็นเรื่องเล่าของงานฝีมือที่มนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ

เมื่อนั่งฟังคำถามจากฟลอร์ในห้องเสวนา สิ่งที่น่าตกใจคือคนรุ่นใหม่ไม่ได้ถามแค่เรื่องราคาขายต่อหรือสภาพกลไก แต่พวกเขายอดเยี่ยมพอที่จะเจาะลึกถึงสถาปัตยกรรมภายใน วัสดุคอมโพสิตของตัวเรือน หรือแม้แต่ที่มาของการขึ้นรูปหน้าปัดแบบงานคราฟต์ สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าคอมมูนิตี้คนรักนาฬิกาบ้านเราโตเร็วกว่าที่หลายคนประเมินไว้มาก

บทเรียนจากหน้างานที่เปลี่ยนมุมมอง

ภาพรวมของสัปดาห์นาฬิกาปีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อขายเรือนเวลาหลักล้าน แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม แบรนด์ไหนที่ยังยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ เริ่มถูกตั้งคำถามจากกลุ่มผู้บริโภคที่ฉลาดและรู้ลึกขึ้น ในขณะที่แบรนด์ที่กล้าเปิดอกเล่าความผิดพลาด กล้าทดลองวัสดุแปลกใหม่ และให้เกียรติคนดูด้วยความจริงใจ กลับเป็นฝ่ายกุมหัวใจคนในวงการไปได้ทั้งหมด

การนั่งฟังเสวนาเรียงคิวกันหลายเวทีทำให้ตกตะกอนได้ว่า ตลาดนาฬิกาต่อจากนี้จะไม่ใช่พื้นที่ของผู้ที่มีเงินหนาที่สุดอีกต่อไป แต่มันคือพื้นที่ของใครก็ตามที่มีเรื่องเล่าและจิตวิญญาณที่ชัดเจนพอจะทำให้คนบนเก้าอี้ฟังจนจบได้โดยไม่ละสายตา

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เรียนรู้งานช่างฝีมือและสัมผัสประการณ์การลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลา Franck Muller บนเวทีเสวนา ‘The Art of Dial Painting’
รีแคปตรงจากขอบเวที เรื่องราวของ Universal Genève กับการคืนชีพของ ‘Le Couturier de la Montre’
เบื้องหลังความสำเร็จ Piaget Polo จากงานเสวนา

Bvlgari พาสำรวจเสน่ห์ของช่างอัญมณีอิตาเลียน ผสานนวัตกรรมกลไกสวิสที่โดนใจนักสะสมนาฬิกา บนเวทีเสวนา ‘Roman Jeweler of Time’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ ณเดชน์ คูกิมิยะ มาร่วมแบ่งปันความประทับใจในนาฬิการุ่นไอคอนิกของเมซง

วันสุดท้ายสำหรับงาน Bangkok Watch Week 2026 เรามีโอกาสได้เข้าร่วมฟังเวทีเสวนา ‘Roman Jeweler of Time’ โดย Bvlgari ซึ่งเปิดโอกาสให้แฟนของเมซงที่ชื่นชอบทั้งงานจิวเวลรี่ และชื่นชมในกลไกอันน่าทึ่งของเรือนเวลารุ่นไอคอนิกอย่าง Octo Finissimo และ Serpenti ได้เข้ามาร่วมรับฟังหลากหลายมุมมองของผู้ที่หลงใหลในแบรนด์นาฬิกาที่ผสมผสานดีเอ็นเออิตาเลียน เข้ากับคุณภาพมาตรฐาน Swiss Made ได้อย่างกลมกล่อม บนเวทีเราจึงได้รับฟังทั้งมุมมองของผู้บริหารจาก Emma Behaeghel กรรมการผู้จัดการ Bvlgari ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Tien Tan นักสะสมนาฬิกา และ ณเดชน์ คูกิมิยะ ผู้หลงใหลในนาฬิการุ่นไอคอนิกจาก Bvlgari

ความหมายของเวลา

เปิดเวทีเสวนาด้วยการตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของเวลา คำตอบแรกมาจาก Behaeghel ตัวแทนจาก Bvlgari ผู้บริหารหญิงผู้คร่ำหวอดในแวดวงลักซ์ชัวรีมาอย่างยาวนานกล่าวถึงความหมายของเวลาในบริบทของเธอว่า

เวลาคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของเรา เป็นตัวแทนของโอกาส ความก้าวหน้า และช่วงเวลาต่างๆ ที่เราสร้างขึ้น และนาฬิกาชั้นเลิศก็ทำหน้าที่ย้ำเตือนให้เราระลึกถึงความสำเร็จและหมุดหมายสำคัญในชีวิต

Emma Behaeghel – กรรมการผู้จัดการ Bvlgari ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ในมุมของนักสะสมอย่าง Tan เขามองว่า เวลามีความหมายเฉพาะตัวอย่างลึกซึ้ง และวิธีที่เราเลือกใช้เวลานั้นขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ส่วนนาฬิกาบนข้อมือเป็นเครื่องสะท้อนรสนิยมและความเชื่อส่วนบุคคล อีกทั้งยังเป็นเสมือน ‘ชื่อเสียงที่บ่มเพาะขึ้นจากการใช้เวลาของคุณ’

ส่วนนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์อย่างณเดชน์ที่เวลาทุกนาทีมีค่าอย่างยิ่งมองว่า “เวลาเป็นสิ่งที่บ่งบอกคุณค่าในการใช้ชีวิตของคนเรา ส่วนตัวผมเองถูกสอนมาให้ใช้เวลาให้มีประโยชน์สูงสุด ตัวผมเองมีเวลาว่างค่อนข้างน้อยมากๆ ทุกๆ วันต้องทำงาน ผมจึงให้ความสำคัญกับทุกวินาทีที่เกิดขึ้นมากๆ นอกจากให้เวลากับตัวเราเองแล้วเรายังต้องแบ่งเวลาให้กับคนที่เรารักด้วย นาฬิกาจึงเป็นตัวแทนของสิ่งที่ผมเป็น นอกจากนั้นยังเป็นเครื่องมือที่คอยย้ำเตือนเราว่า เวลาเป็นเรื่องสำคัญมากๆ”   

ตลาดนาฬิกาหรูในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อพูดถึงตลาดนาฬิกาหรูในไทยและในระดับภูมิภาค ผู้บริหารหญิงจาก Bvlgari มองว่า ตลาดในภูมิภาคนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดผู้นำที่โดดเด่นเป็นพิเศษ และยังเป็นตลาดนาฬิกาหรูที่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ โดยลูกค้ามีความรู้ความเข้าใจและชื่นชอบในเรื่องราวของมรดกทางประวัติศาสตร์และงานฝีมือ ขณะที่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็แสดงให้เห็นถึงความสนใจในนาฬิกาหรูเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เช่นเดียวกับคอมมูนิตี้นักสะสมที่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและเปิดกว้างต้อนรับนักสะสมหน้าใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง Bvlgari ก็ตอบรับกับการเปิดกว้างในกลุ่มคอมมูนิตี้ ด้วยนาฬิการุ่นไอคอนิกที่ปรับขนาดตัวเรือนให้เล็กลง แต่ไม่ลดทอนประสิทธิภาพในเชิงกลไกตามที่ Tan ได้ให้ความเห็นไว้ว่า

“นาฬิกา Octo Finissimo 37 มม. น่าจะดึงดูดนักสะสมกลุ่มใหม่ๆ ที่มองหานาฬิกาที่แตกต่าง และในที่สุดเขาก็เจอนาฬิกาที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน”

เมื่อความคิดสร้างสรรค์แบบอิตาเลียนหลอมรวมกับมาตรฐาน Swiss Made

Behaeghel ผู้ที่ใกล้ชิดกับแบรนด์มากที่สุดอย่างมองว่า Bvlgari ขึ้นชื่อในอัตลักษณ์โดดเด่นในเชิงดีไซน์ และความประณีตในงานช่างอัญมณีแบบฉบับอิตาเลียน และเมื่อความเชี่ยวชาญในด้านดังกล่าวผสานเข้ากับการผลิตนาฬิกาที่มีกลไกประสิทธิภาพสูงตามมาตรฐานนาฬิกาสวิส ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นผลผลิตของความเป็นเลิศทั้งสองด้าน ซึ่งกลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของ Bvlgari ด้านนักสะสมผู้สวมใส่นาฬิกา Bvlgari เป็นประจำอย่าง Tan เสริมว่า

“ผมคิดว่า Bvlgari มีความโดดเด่นตรงการผสานความเป็นอิตาเลียนผ่าน Fabrizio Buonamassa Stigliani ผู้ซึ่งเป็นอัจฉริยะด้านการออกแบบ เข้ากับนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกาอย่างแท้จริง Bvlgari ยังคงผลักดันนวัตกรรมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านกลไกซับซ้อนแบบบางพิเศษ (Ultra-thin Complications) และรางวัล GPHG ที่แบรนด์ได้รับก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จดังกล่าว ผมคิดว่าการผสานทั้งสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Bvlgari ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมครับ”

อัตลักษณ์ของนาฬิการุ่นไอคอนิก

บทพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรมของความสำเร็จในการหลอมรวมความเป็นเลิศจากสองฝั่งเข้าด้วยกัน คือ นาฬิการุ่นไอคอนิกอย่าง Octo Finissimo และ Serpenti ที่กลายเป็นตัวแทนของดีไซน์ที่อาจหาญและกลไกอันน่าทึ่ง สำหรับ Serpenti นาฬิกาที่มีรูปทรงงูอันเป็นเอกลักษณ์จัดเป็นคอลเลกชันไอคอนิกที่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลง ความแข็งแกร่ง และการเป็นทั้งนาฬิกาและเครื่องประดับในเวลาเดียวกัน ด้วยการออกแบบที่มีเอกลักษณ์และสามารถสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส

“ฉันคิดว่า Serpenti เป็นคอลเลกชันไอคอนิกอย่างแท้จริง เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและการพลิกโฉมตัวเอง และยังเป็นนาฬิกาที่ทำหน้าที่เป็นจิวเวลรี่ได้ด้วย มันเป็นหนึ่งในคอลเลกชันโปรดของฉันเลยค่ะ”  Behaeghel กล่าวถึงความหมายที่แฝงอยู่ในนาฬิกา Serpenti และความรู้สึกส่วนตัวที่เธอมีต่อนาฬิกาที่สร้างภาพจำอันเด่นชัดให้กับ Bvlgari

ส่วนในมุมมองของนักสะสมอย่าง Tien Tan เขามองว่า นาฬิกาของ Bvlgari นั้นมีเอกลักษณ์โดดเด่นชนิดที่ไม่จำเป็นต้องเห็นโลโก้แบรนด์บนหน้าปัดก็สามารถบอกได้ในทันทีว่า นี่คือนาฬิกาของ Bvlgari ดีไซน์ของ Octo Finissimo เป็นสิ่งที่สะดุดตาเขาเป็นอย่างแรก และเมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวเบื้องหลัง และรางวัลการันตีความยอดเยี่ยมจากเวที GPHG เขาก็ยิ่งสนใจในนาฬิการุ่นนี้ยิ่งขึ้น

“สิ่งที่ผมชอบใน Octo ก็คือมันเป็นนาฬิกาสำหรับทุกคน มันเป็นคอลเลกชันที่เปิดกว้างและมีความหลากหลายอย่างงดงาม ทำให้คุณสามารถเลือกเรือนที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ รสนิยม หรือมุมมองในการใช้ชีวิตของคุณได้อย่างลงตัวครับ”

นอกจากนี้ Tan ยังมองว่า นาฬิกา Bvlgari มีความเหนือกาลเวลา ด้วยดีไซน์ที่ไม่ได้มุ่งตามกระแสความนิยมชั่วคราว ประกอบกับนวัตกรรมที่แบรนด์พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลไกซับซ้อนแบบบางพิเศษ รวมถึงความสามารถในการสวมใส่ในชีวิตประจำวันของนาฬิการุ่นใหม่ๆ เช่น Octo Finissimo 37 mm ทำให้นาฬิกาเหล่านี้มีคุณค่าอย่างยิ่งในมุมมองของนักสะสม

Octo Finissimo เป็นนาฬิกาที่ไม่เพียงแต่โดดเด่นด้านดีไซน์ แต่กลไกซับซ้อนอันบางเป็นพิเศษ ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญด้านกลไกของ Bvlgari และยังมีความหลากหลายในด้านวัสดุ เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์และรสนิยมที่แตกต่างกัน แต่ที่แสดงถึงการรับฟังความต้องการของตลาดและการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยอย่างแท้จริง ย่อมเป็น Octo Finissimo รุ่นใหม่ขนาด 37 มม. โดยเฉพาะรุ่นตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ที่ถูกมองว่ามีความโดดเด่นและมีศักยภาพในการเป็นนาฬิกาไอคอนิกสำหรับทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี

ผู้ที่ได้มีประสบการณ์ร่วมกับเรือนเวลาทั้งสองรุ่นอย่าง ณเดชน์ยังได้แบ่งปันประสบการณ์และเรื่องราวอันน่าประทับใจที่เขามีร่วมกับคนที่รักและนาฬิกา Bvlgari เขาแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับการซื้อนาฬิกา Serpenti ให้คุณแม่ในวันเกิด นอกจากดีไซน์อันงดงามแล้ว Serpenti ยังมีความหมายทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับความเชื่อของไทยในเรื่อง ‘พญานาค’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง ความเป็นนิรันดร์ และการมีอายุยืนยาว

“นอกจากนั้นผมยังรู้สึกว่า ความสวยงามของนาฬิกา Serpenti สามารถอยู่คู่คุณแม่ได้อย่างยาวนาน นอกเหนือจากการมอบเป็นของขวัญแล้วเรื่องราวและความทรงจำที่เกิดขึ้นในวันนั้นเป็นเรื่องราวที่เรามีความสุขกันมากๆ เลยครับ สิ่งที่ Bvlgari มอบให้เราจึงเป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม”

ณเดชน์ คูกิมิยะ – นักแสดง

นั่นทำให้เขาหวงแหนความทรงจำและประสบการณ์ต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับนาฬิกาเรือนนี้อย่างมาก เรื่องราวอันน่าประทับใจของนักแสดงหนุ่มและความสุขที่ Bvlgari มอบให้จึงเป็นการปิดท้ายเวทีเสวนาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Cole Pennington พาสำรวจการเดินทางหนึ่งศตวรรษแห่งจิตวิญญาณ Born to Dare ของ Tudor บนเวทีเสวนา A Century of Tudor ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026

เรียนรู้งานช่างฝีมือและสัมผัสประการณ์การลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลา Franck Muller บนเวทีเสวนา ‘The Art of Dial Painting’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026

ร่วมศึกษาวิวัฒนาการแห่งความเที่ยงตรงของ Grand Seiko บนเวทีเสวนา ‘The Evolution of Precision’ ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026

พร้อมเจาะลึกกลไกเบื้องหลังความเที่ยงตรง และวิวัฒนาการล่าสุดของ Evolution 9 Collection

นับเป็นเวทีเสวนาที่ดึงดูดให้สาวก Grand Seiko มารวมกันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ สำหรับเวทีเสวนา ‘The Evolution of Precision’ ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน โดยเวทีเสวนาในครั้งนี้ Grand Seiko พาผู้ชมท่องไปในห้วงเวลา 6 ทศวรรษของแบรนด์โดยละเอียด โดยมี Takeshi Sakamoto รองประธาน Grand Seiko Global Division และ Jonathan Bues ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารแบรนด์ ร่วมถ่ายทอดมุมมองด้านการผลิตรอบด้าน และแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาของ Grand Seiko โดยมี TanTan Wang เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

รองประธานแห่ง Grand Seiko และJonathan Bues ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารแบรนด์ เปิดเวทีเสวนาด้วยการพาผู้ชมย้อนทำความรู้จักกับแบรนด์ Grand Seiko อีกครั้ง  แบรนด์เรือนเวลาจากแดนอาทิตย์อุทัยนี้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1960 ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่โดดเด่น ทั้งในด้านความเที่ยงตรง ความสามารถในการอ่านเวลา ความสบายในการสวมใส่ และความงดงาม โดยผสานเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกาขั้นสูงเข้ากับทักษะของช่างฝีมือและสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ภายใต้ปรัชญา The Nature of Time ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างกาลเวลา ธรรมชาติ และวิถีแห่งการสร้างสรรค์ของญี่ปุ่น

Pursuit of Precision: การแสวงหาความเที่ยงตรงอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นจึงเข้าสู่การถ่ายทอดพันธกิจของแบรนด์ที่มุ่งหน้าแสวงหาความเที่ยงตรงอันเป็นที่สุดเสมอมา โดยมีหัวใจสำคัญที่ทำขับเคลื่อนพันธกิจนี้ก็คือกลไก Spring Drive และ Hi-Beat Mechanical

กลไก Spring Drive  

จุดกำเนิดของ Spring Drive เริ่มต้นจากแนวคิดที่เกิดขึ้นในปี 1977 เมื่อวิศวกร Yoshikazu Akahane ต้องการสร้างนาฬิกาที่รวมคุณสมบัติของนาฬิกาจักรกล ซึ่งใช้พลังงานจากเมนสปริง โดยไม่ต้องพึ่งแบตเตอรี่ เข้ากับความเที่ยงตรงของระบบอิเล็กทรอนิกส์ ความเที่ยงตรงสูงสุดที่กลไกนี้มอบให้เกิดจากการเสริมชุดควบคุมความเร็วแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งประกอบด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า วงจร IC และคริสตัลออสซิลเลเตอร์ โดยการถ่ายโอนพลังงานจากฟันเฟืองอย่างมีประสิทธิภาพและใช้ IC ที่ขับเคลื่อนด้วยการใช้พลังงานต่ำ ทำให้มีการใช้พลังงานสำรองน้อยกว่านาฬิกากลไกปกติ จึงสามารถมอบความเที่ยงตรงในระดับควอตซ์

แนวคิดดังกล่าวผ่านการพัฒนาเป็นระยะเวลายาวนาน กลไก Spring Drive รุ่นแรกจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 1999 ก่อนที่ทางแบรนด์จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในปี 2004 พร้อมระบบขึ้นลานอัตโนมัติและพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมงกลไก Spring Drive นั้นมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมานับตั้งแต่จุดกำเนิด มาจนถึง Spring Drive U.F.A. – Ultra Fine Accuracy ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานความเที่ยงตรงของ Spring Drive ไปอีกขั้น ด้วยอัตราความคลาดเคลื่อนเพียง ±20 วินาทีต่อปี ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ Grand Seiko ในการพัฒนากลไกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากเมนสปริง

Hi-Beat Mechanical 36000

กลไกที่ทำงานด้วยความถี่สูง ซึ่งช่วยลดความแปรปรวนของอัตราการเดินจากแรงกระแทกภายนอกและการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของนาฬิกา เป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยให้ Grand Seiko บรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งความเที่ยงตรง กลไกนี้มีประวัติความเป็นมาย้อนกลับไปถึงปี 1968 ก่อนจะพัฒนามาสู่เจเนอเรชันปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น คาลิเบอร์ 9S85/9S86 ซึ่งมีพลังงานสำรอง 55 ชั่วโมง หรือคาลิเบอร์ 9SA5 เปิดตัวในปี 2020 ทำงานด้วยความถี่ 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมพลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง ความเที่ยงตรงและทรงพลังเกิดจาก Dual Impulse Escapement และโครงสร้างชุดเฟืองที่ช่วยให้กลไกบางลง โดยยังรักษาประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของนาฬิกาความถี่สูงเอาไว้ 

Evolution 9 Collection

บนเวทียังได้มีการเผยพัฒนาการครั้งใหม่ของ Evolution 9 Collection ซึ่งทาง Grand Seiko ได้ปรับโฉมรุ่นหลักของคอลเลกชันในปี 2026 รวมทั้งหมด 9 รุ่นด้วยกัน ประกอบด้วย 5 รุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก Spring Drive และ 4 รุ่นที่ใช้กลไก Hi-Beat  36000 การพัฒนาครั้งนี้ยังคงยึดหลักสำคัญของ Evolution 9 Style ทั้งด้านความงาม ความสามารถในการอ่านเวลา และความสบายในการสวมใส่ พร้อมเพิ่มรายละเอียดที่ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สัดส่วนของ ตัวเรือนและสายที่ได้รับการปรับแต่ง ระบบตัวล็อกที่สามารถปรับขนาดได้อย่างละเอียด ตลอดจนการผสาน ประสิทธิภาพของกลไก เข้ากับงานออกแบบที่สะท้อนสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น

ความหมายและความสำคัญของความเที่ยงตรงในบริบทปัจจุบัน

หลังจากได้เรียนรู้พัฒนาการของแบรนด์เรือนเวลาที่มีเป้าหมายมุ่งสู่ความเที่ยงตรงสูงสุดในวันที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นมาตรวัดค่าเวลาที่คนส่วนใหญ่พึ่งพาไปแล้ว TanTan Wang พาสำรวจความหมายของนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบ และความสำคัญของความเที่ยงตรงในวันนี้ไปพร้อมๆ กับสองตัวแทนจากทาง Grand Seiko

โมเดอเรเตอร์เริ่มยิงคำถามเปิดประเด็นว่าด้วย ในปี 2026  ความหมายของ ‘นาฬิกาในอุดมคติ’ ยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งสำหรับผู้ควบคุมทิศทางของแบรนด์อย่าง Sakamoto คำตอบที่ตายตัวสำหรับคำถามนี้อาจจะยังไม่มี เพราะความเป็นไปได้มีทั้งสองด้าน เนื่องจากตลาด เทคโนโลยี และความต้องการของผู้บริโภคล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ดังนั้นนิยามของคำว่า ‘อุดมคติ’ อาจค่อยๆ เปลี่ยนไป แต่ทาง Grand Seikoยังคงยึดมั่นในคุณค่าดั้งเดิมที่ยึดถือเสมอมา นั่นคือความเที่ยงตรง ความสามารถในการอ่านเวลา ความทนทาน และความงดงาม

ด้าน Bues ลงความเห็นว่า เทคโนโลยีใหม่ย่อมทำให้รายละเอียดบางอย่างเปลี่ยนไป แต่หลักคิดของแบรนด์เปรียบเสมือนแนวทางชี้แนะที่มั่นคง และทำหน้าที่นำทาง Grand Seiko มาตลอด 66 ปี   จึงอาจกล่าวได้ว่า ‘Evolution’ ในความหมายของ Grand Seiko ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งสิ่งเดิมเพื่อวิ่งตามสิ่งใหม่ หากเป็นการนำหลักคิดเดิมกลับมาตั้งคำถามซ้ำๆ ว่า ภายใต้เทคโนโลยีและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เราจะทำให้สิ่งเหล่านั้นดีขึ้นได้อย่างไรมากกว่า

การเดินทางสู่เป้าหมายเพื่อความเที่ยงตรงสูงสุดของ Grand Seiko ยังดำเนินไปภายใต้สามแนวทางด้วยกัน ประกอบไปด้วย 9S Mechanical, 9R Spring Drive และ 9F Quartz ทั้งสามมีแนวทางที่แตกต่างแต่ล้วนขับเคลื่อนไปยังเป้าหมายแห่งความเที่ยงตรงเหมือนกัน ความแตกต่างดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วแนวทางทั้งสามสามารถก่อให้เกิดความขัดแย้งได้หรือไม่  ด้าน Sakamoto ไม่คิดว่า ทั้งสามแนวทางไม่ถือเป็นความขัดแย้ง แต่เป็น ‘การเติมเต็มซึ่งกันและกัน’ เพราะความชอบของแต่ละบุคคลก็แตกต่างกันไป บางคนอาจชื่นชอบในกลไกควอตซ์ที่โดดเด่นเรื่องความเที่ยงตรง ในขณะที่บางคนกลับหลงใหลในเสน่ห์ของนาฬิกาจักรกลมากกว่าก็เป็นไป การมุ่งสู่เป้าหมายแห่งความเที่ยงตรงจึงสามารถทำได้หลายรูปแบบ แต่ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายเดียวกัน

คำถามต่อไปที่ต่อยอดจากเส้นทางสู่ความเที่ยงตรงของ Grand Seiko เกิดขึ้นจากข้อสงสัยของ Wang ที่มีอยู่ว่า “ในเมื่อ Spring Drive มีความแม่นยำสูงอยู่แล้ว จะต้องผลักดัน ความเที่ยงตรงต่อไปอีกเพื่ออะไร และเมื่อไรจึงจะถึงจุดที่เพียงพอ” คำตอบของ Bues ยังคงมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเดิมนั่นก็คือ ‘ความเที่ยงตรง’ ที่ทางแบรนด์ยังคงต้องผลักดันประสิทธิภาพของตัวเองให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น ถึงแม้ทางแบรนด์จะมีกลไกเที่ยงตรงสูงอย่าง Spring Drive U.F.A. ที่มีความเที่ยงตรงสูงถึง ±20 วินาทีต่อปี

นอกเหนือจากนั้น Spring Drive U.F.A. ยังถูกออกแบบระบบมาให้เอื้อต่อการเซอร์วิส โดยช่างสามารถปรับความแม่นยำในอนาคตระหว่างการบริการหลังการขายได้ในระดับเศษส่วนของวินาที เพื่อชดเชยการเปลี่ยนแปลงของ quartz oscillator หลังผ่านการใช้งานมานานหลายปี ในปี 2026 เทคโนโลยี U.F.A. ถูกขยายไปสู่ Ushio 300 Diver ผ่าน Caliber 9RB1 ที่นำความเที่ยงตรงระดับ ±20 วินาทีต่อปีเข้าสู่นาฬิกาดำน้ำระดับมืออาชีพ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าทางเทคนิคของ Grand Seiko ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวเลขบนกระดาษเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปปรับใช้กับนาฬิกาหลากหลายรูปแบบ

มาถึงคำถามที่หลายคนนึกสงสัยอยู่ในใจ “ในเมื่อสมาร์ทโฟนก็สามารถบอกเวลาได้เที่ยงตรงอยู่แล้ว ทำไมเราถึงยังต้องการนาฬิกา” Sakamoto เองก็ยอมรับว่า เขาเองก็ดูเวลาจากสมาร์ทโฟนเช่นกัน แต่เครื่องมือชิ้นนี้ไม่สามารถสร้างความผูกพันทางอารมณ์ได้เหมือนอย่างที่นาฬิกาสามารถทำได้

“นาฬิกาบนข้อมือเหมือนเป็นเพื่อนร่วมทางของเรา มันอยู่กับเราทั้งในช่วงเวลาที่ท้าทายและช่วงเวลาแห่งความสุข”

Takeshi Sakamoto – รองประธาน Grand Seiko Global Division

ความรู้สึกนี้สามารถเชื่อมโยงได้กับเอกลักษณ์ของ Spring Drive โดยเฉพาะการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องของเข็มวินาทีที่แฟนๆ Grand Seiko ชื่นชอบ ซึ่งสำหรับเขาเองนี่เป็นนวัตกรรมที่ทำให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็น ‘การไหลของเวลา’ และสัมผัสความสัมพันธ์กับธรรมชาติอันเป็นหัวใจของ Grand Seiko ซึ่ง Wang ผู้เป็นโมเดอเรเตอร์เองก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นดังกล่าว และแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกที่นาฬิกาสามารถมอบให้ได้ อย่างนาฬิกาที่เป็นตัวแทนความทรงจำในวันที่ลูกชายของเขาเกิด ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกที่แก็ดเจ็ตไม่สามารถมอบให้ได้  

ประเด็นต่อมายังแสดงถึงการรับฟังฟีดแบ็คของเหล่าสาวก Grand Seiko ที่มักจะมีเสียงเรียกร้องให้แบรนด์ปรับปรุงตัวนาฬิกาเพื่อให้เหมาะสำหรับการสวมใส่ในทุกๆ วัน และเสียงเรียกร้องนั้นทางแบรนด์ก็ได้ตอบรับผ่านคอลเลกชัน Evolution 9 ซึ่งผู้บริหารอย่าง Sakamoto ก็ยอมรับว่า ทางแบรนด์รับฟังเสียงเรียกร้องของลูกค้าและกลุ่มนักสะสมเสมอ อย่างไรก็ตามการตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวอาจไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วทันใจ เพราะทางแบรนด์ต้องการรักษามาตรฐานของตัวเอง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลลัพธ์ที่ไปถึงข้อมือลูกค้าจะเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจสูงสุด ซึ่งภายในปีนี้ทางแบรนด์ก็พร้อมแล้ว จึงได้ส่งผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาขึ้นใหม่ในหลายๆ องค์ประกอบออกสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น Spring Drive U.F.A. ระบบ micro-adjustment สายที่เพรียวบางลง และวัสดุ Ever-Brilliant Steel

หลังจากกล่าวถึงอารมณ์ความรู้สึกที่วัตถุอย่างนาฬิกาสามารถมอบให้ผู้สวมใส่ได้ Bues ยังได้กล่าวถึงความละเอียดอ่อนของฝีมือมนุษย์ที่ถูกส่งต่อไปในทุกๆ ชิ้นงานของ Grand Seiko พร้อมเผยเรื่องราวส่วนตัวที่ทำให้เขามองเห็นคุณค่าของฝีมือมนุษย์ผู้อยู่เบื้องหลัง ความเที่ยงตรงที่ไม่ได้เกิดได้จากเครื่องจักรกลเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ผู้รังสรรค์

“ผมเคารพในความทุ่มเทของช่างฝีมือ หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Takumi มากขึ้น เพราะสำหรับช่างนาฬิกาหลายคน นี่คือสิ่งที่ทำกันตลอดชีวิต พวกเขาลงทุนชีวิตการทำงานเพื่อฝึกฝนทักษะหนึ่งให้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คนอื่นได้มีความสุขกับนาฬิกาที่พวกเขาสร้างขึ้น”

ก่อนจบการเสวนา โมเดอเรเตอร์ปิดท้ายด้วยคำถามเกี่ยวกับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ตลาดนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อ Grand Seiko บ้าง ซึ่งทางผู้บริหารก็ยอมรับว่า ภูมิภาคนี้คือตลาดที่สำคัญต่อแบรนด์เสมอมา แต่มากกว่าตัวเลขทางธุรกิจ บทสนทนาในกลุ่มนักสะสมยังมอบข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์อย่างยิ่งกับทางแบรนด์ Grand Seiko จึงเชื่อในบทสนทนาระหว่างกลุ่ม watch community ว่ามีความสำคัญต่อการเติบโตของแบรนด์ในภูมิภาคนี้ ส่วน Bues มองว่านักสะสมไทยมีความลุ่มลึกในการศึกษาเรื่องนาฬิกา มีรสนิยมหลากหลาย และมักมีความคิดเป็นอิสระ งานอย่าง Bangkok Watch Week สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่แบ่งปันความหลงใหลในรายละเอียดเล็กๆ ของนาฬิกา และต่อยอดบทสนทนาเกี่ยวกับนาฬิกาต่อไปได้

ก่อนที่ Sakamoto จะสรุปปิดท้ายด้วยเหตุผลที่ Grand Seiko ก็ตั้งใจเข้าร่วมงาน Bangkok Watch Week ในปีนี้ โดยมีเป้าหมายหลักคือการได้รับความไว้วางใจจาก watch community ในไทย และรักษาสายสัมพันธ์ให้ยืนยาว และเปิดพื้นที่ให้นักสะสมและกลุ่มคนที่หลงใหลในเรือนเวลาทุกๆ คนได้เข้าใจ Grand Seiko ในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Cole Pennington พาสำรวจการเดินทางหนึ่งศตวรรษแห่งจิตวิญญาณ Born to Dare ของ Tudor บนเวทีเสวนา A Century of Tudor ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026

เรียนรู้งานช่างฝีมือและสัมผัสประการณ์การลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลา Franck Muller บนเวทีเสวนา ‘The Art of Dial Painting’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026

NORQAIN: เจาะลึกเบื้องหลังแบรนด์นาฬิกาสวิสอิสระที่กล้าท้าทายตลาดในเวทีเสวนานาฬิกา Bangkok Watch Week

คืนชีพตำนานจากซอกหลืบประวัติศาสตร์ เมื่อความท้าทายไร้สูตรสำเร็จของ NORQAIN ปลุกชีพความกล้า

ต้องยอมรับว่าวงการนาฬิกาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น เต็มไปด้วยสูตรสำเร็จของการรีเมคเรือนเวลาวินเทจ แบรนด์ใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ร้อยปีเลือกเซฟโซนด้วยการปัดฝุ่นหน้าปัดเก่า เติมสารเรืองแสงสีครีมวินเทจ แล้ววางป้ายราคาแพงลิบลิ่ว จนบางครั้งเราก็รู้สึกว่าความน่าตื่นเต้นในอุตสาหกรรมนี้ก็ดูเหมือนจะตายด้านไปตามกาลเวลา การได้นั่งฟังการสนทนาระหว่างผู้ดำเนินรายการกับ Tobias Kuffer รองประธานและหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง NORQAIN บนเวทีเสวนาของงาน Bangkok Watch Week ในปีนี้ จึงให้ความรู้สึกเหมือนมีลมหายใจใหม่ๆ ที่พัดเข้าสู่ห้องที่อบอ้าวไปด้วยกลยุทธ์การตลาดแบบเดิมๆ

สิ่งที่สะดุดใจไม่ใช่แค่เรื่องราวการเติบโตของแบรนด์อิสระอายุน้อยที่กล้าท้าทายตลาด แต่คือวิธีคิดเบื้องหลังการสร้างแบรนด์ที่ปฏิเสธความปลอดภัย และเลือกเดินบนเส้นทางที่คนส่วนใหญ่ส่ายหัวตั้งแต่เริ่มต้น

ความบ้าคลั่งที่มีรากฐาน ก่อกำเนิดแบรนด์อิสระในยุคที่ไม่มีใครร้องขอ

บนเวทีเสวนาได้เล่าย้อนกลับไปในปี 2018 ท่ามกลางบรรยากาศที่อุตสาหกรรมสวิสกำลังปรับตัวกับความผันผวนและความท้าทายรอบด้าน จะมีใครสักกี่คนที่คิดจะสร้างแบรนด์นาฬิกาสวิสขึ้นมาใหม่จากศูนย์ กับคำถามคลาสสิกที่ว่า “เราจำเป็นต้องมีนาฬิกาสวิสแบรนด์ใหม่อีกจริงๆ หรือ?” สะท้อนความจริงในตลาดได้ดีที่สุด

แต่สำหรับตระกูล Kuffer ซึ่งมีสายเลือดพัวพันกับอุตสาหกรรมนี้มาถึงสามรุ่น โดยมีคุณพ่อเป็นผู้ผลิตนาฬิกามานานกว่า 45 ปีผ่านบริษัท private label อย่าง Roventa-Henex และพี่ชายอย่าง Ben Kuffer ที่สะสมประสบการณ์ใน Breitling นานถึง 12 ปี การตัดสินใจกระโดดลงมาทำแบรนด์เองไม่ได้เกิดจากความเพ้อฝัน ภาพจำวัยเด็กของ Tobias ที่เคยนั่งทำงานในโรงงานตอนอายุ 14 ปี ล้อมรอบด้วยช่างฝีมือชาวอิตาเลียนรุ่นลายคราม เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนบนเรือนนาฬิกาเพราะมือยังสั่น แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความหลงใหลในกลไกจักรกลที่หาซื้อไม่ได้จากตำราธุรกิจเล่มไหน

การดึงคนที่มีเลือดนักสู้เข้ามาอยู่ในบอร์ดบริหารรุ่นบุกเบิก ไม่ว่าจะเป็น Ted Schneider ทายาทอดีตเจ้าของ Breitling หรือ Mark Streit ตำนานนักกีฬาไอซ์ฮอกเอ็นเอชแอลชาวสวิส ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือการรวมตัวของกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนด้วยแพสชันล้วนๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขผลประกอบการเพียงอย่างเดียว 

พันธมิตรระดับพรีเมียมและการมองข้ามข้อจำกัดเรื่องขนาด

บทเรียนสำคัญสำหรับแบรนด์เกิดใหม่คือการหาซัพพลายเออร์มาร่วมงานด้วย เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่สองของการดำเนินกิจการ NORQAIN สร้างความฮือฮาด้วยการคว้าพันธมิตรระดับท็อปอย่าง Kenissi ผู้ผลิตกลไกเบื้องหลังแบรนด์ดังระดับโลกมาร่วมงานกันจนได้

ในมุมมองของคนตามข่าว การที่บริษัทผู้ผลิตกลไกแถวหน้ายอมตกลงร่วมมือกับแบรนด์ที่มีตัวเลขการผลิตยังไม่สูงนักในตอนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่เป็นการนำเสนอ วิสัยทัศน์ของแบรนด์ (Vision) ที่ชัดเจน ในการประชุมพิทช์งาน Ben Kuffer แสดงให้เห็นว่านาฬิกาไม่ได้เป็นแค่วัตถุในปัจจุบันนะ แต่แบรนด์กำลังจะเดินไปทางไหน ซึ่งทำให้กลุ่มลงทุนและซัพพลายเออร์ต่างก็มองเห็นคุณค่าของการมีแบรนด์อิสระอยู่ในระบบนิเวศของวงการนี้

นอกจากนี้ การได้พันธมิตรด้านวัสดุและสายนาฬิกานวัตกรรมอย่าง BIWI ซึ่งดูแลชิ้นส่วนพิเศษให้กับแบรนด์ระดับไฮเอนด์อย่าง Richard Mille รวมถึงการที่ Pascal ผู้นำของ BIWI มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงขั้นเป็นพ่อทูนหัวของหลานชาย ทำให้เครือข่ายความสัมพันธ์นี้กลายเป็นแต้มต่อสำคัญที่แบรนด์ในระดับราคาเดียวกันยากจะเทียบเคียง

ความกล้าที่จะฉีกกรอบ ทั้งสีสัน ความสนุก และการกล้าฆ่ารุ่นที่ขายดี

ความน่าสนใจอีกประการคือการสร้างคอลเลกชันที่ปฏิเสธความน่าเบื่อ ตั้งแต่ตระกูล Independence, Adventure ไปจนถึง Freedom แบรนด์เลือกที่จะใช้สีสันสดใสและความสนุกเป็นตัวนำ เชื่อว่าหลายคนเคยเห็นผ่านตากันมาบ้าง เช่นไอเดียของคอลเลกชัน Enjoy Life ที่เริ่มต้นจากโจทย์ง่ายๆ ในห้องประชุมปลายปี 2024 เมื่อโลกเต็มไปด้วยข่าวลบและวิกฤต ทีมงานกลับเลือกสร้างนาฬิกาที่สะท้อนความสุขผ่านไอเดียเรื่องไอศกรีมและรสชาติอย่าง บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และพิตาชิโอ พร้อมซ่อนลูกเล่นหน้าต่างวันที่รูปโคนไอศกรีมที่จะปรากฏทุกๆ 7 วัน เพื่อเตือนให้ผู้สวมใส่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ความกล้าหาญเชิงธุรกิจที่ชัดเจนที่สุดคือการประกาศ “ยกเลิกการผลิต” รุ่นที่กำลังขายดีถล่มทลายอย่างรุ่นหน้าปัดโรยเกล็ดสเปรย์ เพื่อเปิดทางให้งานออกแบบใหม่ๆ เข้ามาแทน แทนที่จะผลิตซ้ำเพื่อกอบโกยผลกำไรระยะยาว และเรามองว่าการทำเช่นนี้ช่วยรักษาความสดใหม่และกระตุ้นให้เกิดแรงกระหายในหมู่คนสะสมได้เป็นอย่างดี

นวัตกรรมทางวิศวกรรมใน Wild ONE และเงาของตำนานอย่าง Jean-Claude Biver

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ชื่อของ NORQAIN ก้าวขึ้นมาอยู่ในเรดาร์ของนักสะสมระดับจริงจัง คือการถือกำเนิดของ Wild ONE และวัสดุลิขสิทธิ์เฉพาะอย่าง NORTEQ ซึ่งพัฒนาขึ้นร่วมกับ BIWI

เรื่องราวเบื้องหลังการเข้ามามีส่วนร่วมของ Jean-Claude Biver ตำนานแห่งวงการนาฬิกาสวิสผู้สร้างความสำเร็จให้ทั้ง Omega และ Hublot เริ่มต้นขึ้นอย่างไร้รอยต่อในช่วงโควิดปี 2020 เมื่อเขาเป็นฝ่ายส่งอีเมลหาแบรนด์ด้วยความชื่นชมในพลังของคนรุ่นใหม่ และเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการผลักดันขีดจำกัดด้านนวัตกรรม

โครงสร้างของ Wild ONE นั้นประกอบด้วยชิ้นส่วนเดี่ยวๆ ถึง 25 ชิ้น ผสมผสานระหว่างเคส NORTEQ ที่น้ำหนักเบาและทนทานต่อรอยขีดข่วน เข้ากับระบบดูดซับแรงกระแทกยาง และกรงไทเทเนียมด้านในที่บรรจุกลไก ทำให้มันทนทานต่อแรงกระแทกได้ถึงระดับ 5,000 Gs เมื่อมองเทียบกับระดับราคาในตลาด ความซับซ้อนทางวิศวกรรมนี้ทำให้ตัวเลขบนป้ายราคามีเหตุผลรองรับอย่างหนักแน่น

และนี่ก็คือเรื่องราวการเดินทางของ NORQAIN จากเวทีเสวนาในงาน Bangkok Watch Week ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การจะยืนหยัดในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสที่มีผู้เล่นรายใหญ่อยู่แน่นหนา ไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยใคร การผสมผสานระหว่างมรดกครอบครัว ความสัมพันธ์เชิงลึกกับซัพพลายเออร์ระดับโลก และความกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ คือสูตรผสมที่ทำให้แบรนด์อิสระน้องใหม่รายนี้กลายเป็นผู้เล่นที่น่าจับตาอย่างแท้จริง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

Bangkok Watch Week ย้อนรอยประวัติ Tourbillon สิ่งประดิษฐ์ที่ Breguet สร้างไว้ให้กับโลกนาฬิกา 

Emmanuel Breguet พาย้อนเวลาไปสำรวจจุดกำเนิดของ Tourbillon สิ่งประดิษฐ์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากวิทยาศาสตร์เมื่อ 225 ปีก่อน และยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของโลกนาฬิกาชั้นสูง

เมื่อพูดถึง Tourbillon ภาพของกรงกลไกที่หมุนอย่างต่อเนื่องบนหน้าปัดอาจเป็นสิ่งแรกที่คนรักนาฬิกานึกถึง แต่สำหรับ Emmanuel Breguet, Vice President และ Head of Patrimony แห่ง Breguet ความสำคัญของ Tourbillon ไม่ได้เริ่มต้นจากความงดงาม หากอยู่ที่เหตุผลทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังการถือกำเนิดของนวัตกรรมชิ้นนี้ 

บนเวทีเสวนา “Breguet: The 225th Anniversary of the Tourbillon” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 โดยมี ปอย–ตรีชฎา เพชรรัตน์ รับหน้าที่โมเดอเรเตอร์ Emmanuel ได้พาผู้ฟังย้อนกลับไปมากกว่าสองศตวรรษ เพื่อทำความรู้จักทั้ง Abraham-Louis Breguet และสิ่งประดิษฐ์ที่กลายมาเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สูงสุดของศาสตร์การทำนาฬิกา

“ปัญหาของการพูดถึง Breguet คือเรามีเรื่องให้เล่ามากเกินไป คุณสามารถเขียนหนังสือได้หลายเล่ม และใช้เวลาหลายวันเพื่อเข้าไปสำรวจชีวิตของ Abraham-Louis Breguet และประวัติศาสตร์ของแบรนด์ เพราะมันเต็มไปด้วยเรื่องราวและแทบไม่มีที่สิ้นสุด” Emmanuel กล่าว ก่อนย้อนถึงวาระครบรอบ 250 ปีของเมซงในปี 2025 และอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในปี 2026 นั่นคือ การครบรอบ 225 ปีของ Tourbillon ซึ่งเขาเรียกว่า “อาจเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Breguet”

จากเนอชาเตลสู่ปารีส และจุดเริ่มต้นของ Breguet

เรื่องราวเริ่มต้นจาก Abraham-Louis Breguet ชายหนุ่มชาวสวิสที่เกิดในแคว้น Neuchâtel ก่อนเดินทางมายังกรุงปารีสเมื่ออายุ 15 ปี ที่นี่เขาศึกษาทั้งคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และศาสตร์การทำนาฬิกา ก่อนก่อตั้ง Maison Breguet ในปี 1775 เมื่ออายุ 27 ปี

ความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นอัจฉริยะด้านนาฬิกา เขาได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมมากมาย ตั้งแต่ระบบไขลานอัตโนมัติยุคแรก ไปจนถึงกลไก Minute Repeater ความสามารถของเขาทำให้ชื่อ Breguet เป็นที่รู้จักในราชสำนักฝรั่งเศส และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ Emmanuel นิยามด้วยคำว่า “extraordinary”

แต่สิ่งที่ทำให้ Abraham-Louis Breguet แตกต่างไม่ได้อยู่เพียงจำนวนสิ่งประดิษฐ์ หากเป็นความสามารถในการเชื่อม วิทยาศาสตร์เข้ากับศิลปะ

“Breguet เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และศิลปิน และนั่นเป็นส่วนผสมที่พิเศษ” Emmanuel กล่าว พร้อมอธิบายว่า แม้ผลงานร่วมสมัยของเมซงในปัจจุบันจะย้อนกลับไปหาเรือนเวลาจากอดีต แต่ก็ไม่ใช่ “การจำลองอดีตแต่เป็นการตีความใหม่ ” ผ่านเทคโนโลยี วัสดุ และกลไกใหม่ ขณะที่ยังคงภาษาการออกแบบของ Breguet เอาไว้

Breguet และสายสัมพันธ์ที่โยงมาถึงประเทศไทย

ท่ามกลางประวัติศาสตร์กว่า 250 ปี Emmanuel ยังหยิบยกเรื่องราวที่เชื่อมชื่อ Breguet เข้ากับประเทศไทยในมิติที่อยู่นอกเหนือจากโลกของนาฬิกา

Louis Breguet หนึ่งในทายาทของ Abraham-Louis Breguet ได้หันเหเส้นทางชีวิตจากศาสตร์การทำนาฬิกาไปสู่โลกการบิน และกลายเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอากาศยาน Emmanuel เล่าว่า เครื่องบินยุคแรกๆ ที่สร้างโดยคุณปู่ของเขาถูกจำหน่ายให้แก่กองการบินของราชอาณาจักรสยาม

“สำหรับผม นี่เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจมาก และผมอยากแบ่งปันอีกส่วนหนึ่งของการผจญภัยของ Breguet ที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับนาฬิกา แต่เชื่อมโยงกับเครื่องบิน” เขากล่าว

สายสัมพันธ์ดังกล่าวยังปรากฏผ่านเรือนเวลาที่ Breguet สร้างขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ผลิตจำนวนจำกัด 50 เรือน พร้อมรายละเอียดสำคัญอย่างงาน guilloché เข็มแบบ Breguet กลไก jumping hour และการใช้เลขไทยบนหน้าปัด

“นี่คือตัวอย่างของความรักที่ Breguet มีต่อการพบปะกับวัฒนธรรมอื่นๆ… สำหรับเรา เรือนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึก และเป็นหนึ่งในสายสัมพันธ์ระหว่าง Breguet กับประเทศของคุณ” Emmanuel กล่าว พร้อมเสริมว่าเมซงภูมิใจที่ได้ทำตลาดในประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี

จากราชสำนักสู่เครื่องมือสำหรับนักวิทยาศาสตร์

แม้นาฬิกาที่ Abraham-Louis Breguet สร้างขึ้นจะอยู่ในครอบครองของเหล่ากษัตริย์ ราชินี และจักรพรรดิหลายพระองค์ แต่ Emmanuel ย้ำว่ามาสเตอร์วอทช์เมกเกอร์ผู้นี้ไม่ได้สร้างนาฬิกาเพื่อราชสำนักเพียงอย่างเดียว

“Breguet  ต้องการสร้างนาฬิกาที่ดีที่สุดสำหรับกษัตริย์ ราชินี และจักรพรรดิ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาต้องการสร้างเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับนักวิทยาศาสตร์ นักเดินเรือ และสำหรับทุกคนเช่นกัน”

หนึ่งในเรื่องราวสำคัญคือ Caroline Murat พระขนิษฐาของ Napoleon Bonaparte และราชินีแห่ง Naples ซึ่งสั่งทำนาฬิกาจาก Abraham-Louis Breguet ในปี 1810 จากหลักฐานในจดหมายเหตุของเมซง Emmanuel อธิบายว่านี่คือเรือนเวลาที่ได้รับการออกแบบตั้งแต่ต้นให้สวมบนข้อมือ ก่อนส่งมอบในปี 1812 และกลายเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ของคอลเลกชั่น Reine de Naples ในปัจจุบัน

ที่น่าสนใจคือ Emmanuel ชี้ว่าแนวคิดเรื่องนาฬิกาสำหรับผู้หญิงของ Breguet มีความก้าวหน้ามาตั้งแต่ต้น “มันไม่ใช่นาฬิกาผู้ชายที่ถูกย่อขนาด และไม่ใช่นาฬิกาผู้ชายที่ถูกลดทอนความซับซ้อนสำหรับผู้หญิง Breguet มอบคุณภาพและระดับของ complication แบบเดียวกัน เพราะที่ Breguet เรารู้ว่าผู้หญิงรักนาฬิกาไม่ต่างจากผู้ชาย”

วาระครบรอบ 225 ปี Tourbillon

มาถึงนวัตกรรมสำคัญที่จากรึกชื่อ Breguet ไว้ในประวัติศาสตร์นาฬิกา นั่นก็คือ Tourbillon คอมพลิเคชั่นที่ช่วยขจัดปัญหาเรื่องแรงโน้มถ่วงซึ่งส่งผลกระทบต่อกลไกจนทำให้สูญเสียความแม่นยำ 

Emmanuel เผยว่าเขากำลังร่วมกับ Gregory Kissling ซีอีโอของ Breguet จัดทำหนังสือเกี่ยวกับ Tourbillon พร้อมยกตัวอย่างเรือนประวัติศาสตร์ใน Breguet Museum ซึ่งจำหน่ายให้ Count Potocki ในปี 1811 และมีกลไก constant-force escapement พร้อมกรงที่หมุนครบรอบในเวลาสี่นาที เรือนประวัติศาสตร์ดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำหรับ Tourbillon รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในวาระครบรอบปีนี้

Emmanuel ยังตั้งคำถามง่ายๆ ว่า แม้คนในโลกนาฬิกาแทบทุกคนรู้จักคำว่า Tourbillon แต่มีสักกี่คนที่รู้จริงๆ ว่าใครเป็นผู้คิดค้น และคำว่า Tourbillon มีความหมายอย่างไร

“ทุกคนรู้จัก Tourbillon แต่ผมไม่แน่ใจว่าทุกคนรู้ว่าใครเป็นผู้คิดค้น Tourbillon หรือรู้ความหมายของคำว่า Tourbillon”

เขาอธิบายว่า ในบริบทดั้งเดิม Tourbillon เป็นคำที่อยู่ในศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้หมายถึงพายุหรือสิ่งที่หมุนอย่างรุนแรงตามความเข้าใจในภาษาสมัยใหม่ แต่สัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องการเคลื่อนที่อย่างสม่ำเสมอของระบบดาวเคราะห์

“มันเกี่ยวข้องกับความสม่ำเสมอ การเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์รอบตัวเรา มันคือเรื่องของฟิสิกส์ และนั่นทำให้ชื่อ Tourbillon มีความหมาย”

Emmanuel ยังได้กล่าวถึงผลงานร่วมสมัยที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 225 ปีของ Tourbillon โดยหนึ่งใน Tourbillon รุ่นฉลองวาระครบรอบที่ Emmanuel เลือกเป็นเรือนโปรดของเขา มีรายละเอียดบนหน้าปัดที่จำลองตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้าเหนือกรุงปารีสในวันที่ 26 มิถุนายน 1801 วันที่ Abraham-Louis Breguet ได้รับสิทธิบัตร Tourbillon จากรัฐบาลฝรั่งเศส

“ผมอาศัยอยู่ในปารีส ผมรักประวัติศาสตร์ และ Tourbillon รุ่นฉลองครบรอบที่ผมชอบที่สุดในปีนี้คือเรือนที่แสดงท้องฟ้าเหนือกรุงปารีสในวันที่ 26 มิถุนายน 1801”

สำหรับ Emmanuel ความงามของหน้าปัดเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เพราะสาระสำคัญของ Tourbillon อยู่ลึกลงไปในกลไก

“Tourbillon ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มความเที่ยงตรง มันไม่ใช่แค่สิ่งที่สวยงาม หรืออะไรบางอย่างที่หมุนอยู่เท่านั้น แต่มันคือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์”

จากการค้นคว้าจดหมายเหตุเพื่อจัดทำหนังสือเล่มใหม่ Emmanuel พบรายละเอียดที่ช่วยเปลี่ยนภาพจำของ Tourbillon ไปอีกด้านหนึ่ง ในบรรดา Tourbillon ที่ Breguet ผลิตขึ้นในยุคแรก เจ้าของมีตั้งแต่กษัตริย์อังกฤษ กษัตริย์ฝรั่งเศส ไปจนถึงเจ้าชายและเจ้าหญิง แต่ประมาณครึ่งหนึ่งของ Tourbillon เหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับการใช้งานทางทะเลและการเดินเรือ“เรามีกษัตริย์แห่งอังกฤษ กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส เจ้าชายและเจ้าหญิง แต่ Tourbillon ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ถูกนำไปใช้ทางทะเล”

เหตุผลนั้นเชื่อมโยงกับความหลงใหลในการเดินเรือของ Abraham-Louis Breguet ผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นช่างทำนาฬิกาประจำกองทัพเรือฝรั่งเศส และมองเห็นศักยภาพของ Tourbillon สำหรับ marine chronometer รายละเอียดนี้ทำให้ Tourbillon หลุดออกจากภาพของกลไกอันวิจิตรที่มีไว้เพื่อการชื่นชม และกลับไปสู่จุดเริ่มต้นที่แท้จริง นั่นคือ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งาน

Heritage ไม่ใช่การทำซ้ำอดีต

ตลอดการสนทนา Emmanuel กลับมาพูดถึงแนวคิดหนึ่งหลายครั้ง นั่นคือการนำประวัติศาสตร์มาใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นงาน guilloché, Breguet hands, moon phase หรือโครงสร้างของกลไกต่างๆ “มันไม่ใช่การทำสำเนา แต่มันคือการตีความ”

เขายกตัวอย่างงาน guilloché ซึ่ง Abraham-Louis Breguet เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการนำมาใช้บนหน้าปัดนาฬิกา จุดประสงค์ไม่ได้มีเพียงการตกแต่ง แต่ยังช่วยแบ่งพื้นที่และเพิ่มความชัดเจนในการอ่านเวลา ความเรียบง่ายที่ดูเหมือนไม่ซับซ้อนจึงซ่อนความคิดด้านฟังก์ชันเอาไว้

“Breguet ต้องการสร้างนาฬิกาที่มีประโยชน์ อ่านง่าย สง่างาม และชัดเจน” Emmanuel กล่าว ก่อนที่บทสนทนาบนเวทีจะสรุปคำหนึ่งซึ่งอาจนิยามงานของ Breguet ได้ดีที่สุด นั่นคือคำว่า Timeless

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

รีแคปตรงจากขอบเวที Bangkok Watch Week เรื่องราวของ Universal Genève กับการคืนชีพของ ‘Le Couturier de la Montre’
ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026
สรุปวิสัยทัศน์ผู้บริหาร Siam Paragon และ FHH หลังเวที Opening Symposium งาน Bangkok Watch Week 2026

Cole Pennington พาสำรวจการเดินทางหนึ่งศตวรรษแห่งจิตวิญญาณ Born to Dare ของ Tudor บนเวทีเสวนา A Century of Tudor ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026

พาศึกษาวิวัฒนาการของแบรนด์ Tudor ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปีภายในเวลา 1 ชั่วโมง

หลายคนอาจคิดว่า นี่คือการนั่งฟังพรีเซนเทชันของแบรนด์ที่เล่าเรื่องตามลำดับขั้นตอนตามขนบ แต่ต้องบอกว่า ความรู้สึกขณะที่นั่งฟัง Cole Pennington โฆษกของ Tudor บนเวทีเสวนา ‘A Century of Tudor’ เรารู้สึกเหมือนเขาเป็นมัคคุเทศก์มือโปรผู้พาเราออกเดินทางบนเส้นทางประวัติศาสตร์ร่วมศตวรรษของ Tudor เสียมากกว่า เพราะเขาพาผู้เข้าร่วมเสวนาออกสำรวจเส้นทางแห่งจิตวิญญาณ Born to Dare อย่างมีสีสัน นับตั้งแต่แรกก่อตั้ง วิวัฒนาการของแบรนด์ในยุคต่างๆ ตลอดจนอัตลักษณ์ของแบรนด์ในปัจจุบัน รวมถึงบทบาทสำคัญต่อศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาและหลากหลายวงการทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงปรัชญาหลักที่แบรนด์ยึดมั่นและหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางประวัติศาสตร์ และนี่คือเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ Tudor ที่เราได้จากเวทีเสวนาในครั้งนี้

เพราะความน่าสนใจของ Tudor ไม่ใช่แค่ ‘นาฬิกา’ เท่านั้น แต่ยังเรื่องราวของ ‘ผู้คน’ ที่สวมใส่นาฬิกา Tudor ก็สามารถเชื่อมโยงกับตัวตนแบรนด์ได้ดีเช่นกัน Cole จึงเริ่มบอกเล่าถึงตัวตนของ Tudor ผ่านเรื่องราวส่วนตัวของเขาเองเมื่อครั้งที่เขามาฝึกงานที่สื่อไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยในปี 2011 และในช่วงนั้นเขาได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการชอปปิ้งนาฬิกาวินเทจในประเทศไทย

“หลังจากออกจากประเทศไทยไปในปี 2016 ผมก็กลับมาอีกครั้งในปี 2026 และต้องบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้น่าทึ่งมาก วัฒนธรรมการสะสมนาฬิกาของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นจริงๆ เพราะฉะนั้น การได้เห็นผู้คนเดินทางมาที่นี่ในคืนนี้ ฝ่ารถติดและอุปสรรคต่างๆ เพื่อมาร่วมงาน มาพูดคุยเกี่ยวกับนาฬิกากันแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากครับ ผมจึงอยากขอบคุณ Siam Piwat Group ที่จัดงานดีๆ แบบนี้ขึ้นมา มันยอดเยี่ยมมาก และเป็นสิ่งที่ผมเองก็อยากให้มีขึ้นในช่วงที่ยังอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย”

หลังจากได้แชร์เรื่องราวความผูกพันที่เขามีต่อนาฬิกา Tudor และประเทศไทยไปแล้ว Cole เริ่มพาผู้ชมท่องไปในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ในยุคต่างๆ โดยมีภาพกราฟิกพรีเซนเทชันในจอเบื้องหลังเป็นดั่งวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่เราได้ชื่นชมในยามเดินทาง  

การก่อตั้งและอัตลักษณ์ในยุคแรก (1920s – 1930s)

Tudor ก่อตั้งขึ้นโดยHans Wilsdorf ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Rolex เช่นกัน โดยชื่อ ‘Tudor’ ในปี 1926 ซึ่งเป็นหนึ่งในชื่อแบรนด์จำนวนมากที่เขาจดทะเบียนไว้ ซึ่งสะท้อนถึงความหลงใหลในราชวงศ์และสัญลักษณ์แห่งราชสำนักของผู้ก่อตั้ง Cole มองว่า ความเทิดทูนในราชวงศ์ของผู้ก่อตั้งแบรนด์สามารถเชื่อมโยงได้กับวัฒนธรรมไทยด้วยเช่นกัน

จากนั้นเขาพาเราท่องไปในอดีตของแบรนด์ผ่านโลโก้ในยุคแรกเริ่ม นับตั้งแต่ ‘โลโก้ตัว T แบบยาว’ ซึ่งสื่อถึงการปกป้องคุ้มครอง ‘โลโก้ดอกกุหลาบ Tudor ภายในโล่’ โดยโล่เป็นสัญลักษณ์แทนตัวเรือน Oyster ส่วนดอกกุหลาบ Tudor เป็นตัวแทนของกลไกนาฬิกา นอกจากนี้ดอกกุหลาบยังมีความหมายที่ลึกซึ้งผ่านคำว่า ‘Sub Rosa’ ซึ่งสื่อถึงการรักษาความลับและการเก็บงำเรื่องราวไว้เป็นการส่วนตัว ต่อมาในปี 1969 แบรนด์ Tudor จึงได้เปลี่ยนจากการใช้สัญลักษณ์ ‘ดอกกุหลาบ’ มาใช้สัญลักษณ์ ‘โล่’ เพียงอย่างเดียว ซึ่งกลายเป็นโลโก้ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้

Cole ยังได้เสริมเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ดอกกุหลาบของ Tudor ที่แอบแฝงอยู่ในโลโก้ของหน่วยงานสำคัญๆ หลายองค์กรด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น หน่วยข่าวกรองจากเดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ และออสเตรเลีย โดยหน่วยงานที่มีชื่อเสียงที่สุดก็น่าจะเป็น CIA และหน่วยงานอื่น ๆ ที่คล้ายกัน ซึ่งถ้าสังเกตดูดีๆ ภายในรูปทรงห้าเหลี่ยมของตราสัญลักษณ์เพนตากอน จะเห็นสัญลักษณ์ดอกกุหลาบ Tudor ปรากฎอยู่ด้วย ซึ่งสื่อถึงการรักษาความลับเช่นกัน

Tudor เริ่มเปิดตัวสู่ตลาดในช่วงปี 1930s โดยชูคอนเซ็ปต์ “นาฬิกาที่บอกเวลาได้อย่างเชื่อถือได้ในราคาที่สมเหตุสมผล” หรือ “นาฬิกาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในราคาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” แนวทางดังกล่าวช่วยให้แบรนด์สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression)

“ในเวลานั้นแบรนด์ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก เมื่อผู้คนมีเงินใช้จ่ายอย่างจำกัด พวกเขาก็จำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้เงินมากขึ้น Tudor จึงสามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดและสร้างฐานที่มั่นของแบรนด์ได้อย่างมากในช่วงปี 1930s และค่อยๆ พัฒนาอัตลักษณ์ของตัวเองให้ชัดเจนขึ้น”

Cole Pennington –  ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และสื่อสารองค์กรจาก Tudor

ในขณะเดียวกันช่วงปี 1930s ก็ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกิดขึ้น นั่นคือ Tudor Ranger ได้รับการจดทะเบียนเป็นครั้งแรกในยุคนี้ และจวบจนถึงทุกวันนี้รุ่น Ranger ก็ยังคงผลิตอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้มีการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นหนึ่งในรุ่นหลักที่อยู่คู่กับคอลเลกชันของ Tudor มาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

การเข้าสู่ตลาดไทย

อีกหนึ่งเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจคือการเข้าสู่ตลาดสินค้าลักซ์ชัวรีในยุคแรกเริ่มของ Tudor ในประเทศไทยเป็นการนำเข้าโดย S.A.B. (Siam S.A.B.) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1907 โดยแพทย์ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำเข้าสินค้าลักซ์ชัวรีจากยุโรปมายังประเทศไทย รวมถึงนาฬิกา Tudor ด้วยเช่นกัน โดยโฆษณา Tudor ในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปี 1950s ยังเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงความสำคัญของตลาดไทยที่มีต่อแบรนด์มาอย่างยาวนาน

การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ผ่านบททดสอบในโลกแห่งความเป็นจริง (1940s–1960s)

1940s: การสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจน

Tudor เริ่มสร้างอัตลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านการนำเสนอในแคตตาล็อกด้วยความโดดเด่นในระดับเดียวกับแบรนด์พี่น้องอย่าง Rolex

1950s: การสำรวจ British North Greenland Expedition และกำเนิด Oyster Prince

นับเป็นยุคสมัยแห่งการสำรวจที่พิสูจน์ความกล้าท้าทายต่ออุปสรรคและสภาวะสุดขั้ว ตำนานบทนี้เริ่มจากนาฬิกา Tudor Oyster Prince ถูกมอบให้แก่วิศวกรและนักสำรวจโดย Royal Geographic Society เพื่อทดสอบน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ชนิดใหม่ในสภาพแวดล้อมสุดขั้วของอาร์กติก ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำถึงประมาณ -50 องศาเซลเซียส การทดสอบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิส่งผลต่อความเที่ยงตรงในการบอกเวลาอย่างไร อย่างไรก็ตามบทพิสูจน์ของการออกสำรวจในครั้งนั้นเพิ่งได้รับการยืนยันเมื่อ Major Howard ช่างเครื่องจากคณะสำรวจ ได้นำนาฬิกา Tudor ที่สูญหายไปเป็นเวลานานกลับมาเข้ารับบริการ ซึ่งทำให้เรื่องราวอันน่าทึ่งและความทนทานของนาฬิกาเรือนดังกล่าวได้รับการเปิดเผย

จึงอาจกล่าวได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งการวางรากฐานแนวทางการสื่อสารของ Tudor ซึ่งก็คือ “ส่งนาฬิกาออกไปทำบางสิ่ง แล้วจึงนำเรื่องราวนั้นมาถ่ายทอด” Cole เล่าถึงอีกหนึ่งบททดสอบความทนทานของนาฬิกาเครื่องมือคู่ใจนักสำรวจ

“ในครั้งนั้น มีการแข่งขันรถจักรยานยนต์ที่เริ่มต้นจากเจนีวา ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Tudor ไปจนถึงโมนาโก โดยใช้รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สูบเดียว ในยุคนั้น เครื่องยนต์จะถูกยึดติดเข้ากับเฟรมของรถจักรยานยนต์โดยตรง และแน่นอนว่าผู้ขับขี่ต้องจับแฮนด์รถเอาไว้ แรงสั่นสะเทือนทั้งหมดจึงส่งผ่านจากเครื่องยนต์ไปยังเฟรม และถ่ายทอดไปยังนาฬิกาโดยตรง ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดสอบคุณสมบัติการทนต่อแรงกระแทกของนาฬิกา จึงมีการมอบนาฬิกาเรือนหนึ่งให้กับนักแข่ง และหลังจากการแข่งขัน นักแข่งก็รายงานกลับมาว่า นาฬิกายังคงทำงานได้ตามปกติ ตอนแรกผมเองก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บ้าง แต่เมื่อได้อ่านรายงานภายในของบริษัทจริง ๆ ก็พบว่าเรื่องนี้เป็นความจริง หลังจบการแข่งขัน นาฬิกาไม่มีความคลาดเคลื่อนเลยแม้แต่น้อย ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ”

ความร่วมมือทางการทหาร

บทพิสูจน์ความทนทานต่อทุกสภาวการณ์ของนาฬิกา Tudor ยังได้รับการยืนยันผ่านความร่วมมือทางการทหารที่กองทัพในหลายชาติให้ความไว้วางใจ

  • กองทัพเรือฝรั่งเศส (Marine Nationale) – 1956: กองทัพเรือฝรั่งเศสเลือกใช้นาฬิกา Tudor หลังผ่านการทดสอบคุณสมบัติ โดยพิจารณาจากความเที่ยงตรง ความน่าเชื่อถือ ราคา และความสะดวกในการบำรุงรักษา ความร่วมมือนี้ยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน
  • กองทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Navy) – 1960s: นาฬิกา Tudor Submariner Ref. 7928 ได้รับการกล่าวถึงในคู่มือของ UDT (Underwater Demolition Team) ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการที่มีมาก่อนการก่อตั้ง Navy SEALs นาฬิกาเหล่านี้ถูกใช้งานโดยนักว่ายน้ำกู้ภัยในภารกิจสำคัญ รวมถึงภารกิจกู้คืนตัวนักบินอวกาศจากโครงการ Apollo ทุกภารกิจ
  • Project Commando (P01): นาฬิกาต้นแบบที่พัฒนาขึ้นสำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ และต่อมาได้รับการเปิดตัวในชื่อ P01 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Tudor ในการแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติด้วยเทคโนโลยีกลไก พร้อมตอกย้ำปรัชญาการสร้างนาฬิกา Tool Watch

วิวัฒนาการด้านสไตล์และแบรนด์แอมบาสเดอร์ (1970s–2000s)

1970s: Tudor Chronograph

ยุค 70s ถือเป็นจุดออกสตาร์ทของนาฬิกาโครโนกราฟของ Tudor โดยทางแบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกในปี 1971 ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ทางแบรนด์ยังเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันรถ Formula 1 ในประเทศญี่ปุ่น และนาฬิกา Tudor ยังถูกสวมใส่โดยผู้ชนะการแข่งขัน Macau Grand Prix สะท้อนถึงงานออกแบบที่มีความโดดเด่น สนุกสนาน และเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ ควบคู่กับความแข็งแกร่งทนทาน “ช่วงปี 1970s จึงเป็นยุคที่ Tudor ให้ความสำคัญกับวงการมอเตอร์สปอร์ตเป็นอย่างมากขณะเดียวกัน ที่มาเก๊า ในการแข่งขัน Macau Grand Prix ผู้ชนะอย่าง John MacDonald ก็สวมใส่นาฬิกา Tudor และยังมีรถแข่งที่ติดตรา Tudor อีกด้วย”

1980s: Tudor Le Royer

จากนั้นเมื่อย่างเข้าสู่ช่วงปี 1980s Cole หยิบยกตัวอย่างนาฬิกาที่สะท้อนตัวตนของ Tudor ในยุคนี้ได้ดีที่สุด นั่นก็คือ Tudor Le Royer ที่ได้รับการตั้งชื่อตามถนนสายที่ถูกซื้อเพื่อใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Rolex และ Tudor นาฬิการุ่นนี้สะท้อนสไตล์แห่งยุค ‘80s อย่างชัดเจนผ่านการออกแบบตัวเรือนและรายละเอียดแบบทูโทน รวมถึงตัวเลขโรมัน โดยผสมผสานความสง่างามเข้ากับความแข็งแกร่งในแบบฉบับนาฬิกาเครื่องมือ

1990s:  Tudor Tiger

เข้าสู่ยุคที่ Tudor เริ่มแสดงตัวตนของแบรนด์ผ่านบุคคลที่มีจิตวิญญาณ Born to Dare และผู้ได้รับเกียรตินั้นเป็นคนแรกก็คือนักกอล์ฟระดับโลกอย่าง Tiger Woods ผู้ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในช่วงปี 1997–2003 ซึ่งนับเป็นครั้งเดียวที่กลุ่มบริษัทนำชื่อของแบรนด์แอมบาสเดอร์มาตั้งเป็นชื่อนาฬิกาโดยตรง และมีชื่อของเขาปรากฎบนหน้าปัดสีเหลืองสดอีกด้วย ซึ่งสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความกล้าท้าทายของ Tudor ในการสนับสนุนบุคคลที่กำลังสร้างชื่อเสียง แทนที่จะเลือกเฉพาะซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

2000s: California Dial

เป็นยุคสมัยที่เราได้ทำความรู้จักกับการออกแบบหน้าปัดที่เรียกว่า ‘Error-proof’ หรือ ‘California Dial’ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคอลเลกชัน Monarch ในยุคปัจจุบัน

2010s: Tudor Black Bay

ในช่วงปี 2012–2014 Tudor เปิดตัวคอลเลกชัน Black Bay ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยการผสมผสานสไตล์ของนาฬิกาวินเทจเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และขึ้นแท่นกลายเป็นนาฬิการุ่นไอคอนิกของ Tudor ปี 2017 ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของแบรนด์ เพราะเป็นปีที่แคมเปญ Born to Dare เปิดตัวในช่วงเวลาเดียวกับการประกาศความร่วมมือกับ David Beckham สุดยอดนักเตะระดับตำนาน การขยับตัวปรับกลยุทธ์ในการสื่อสารดังกล่าวนับเป็นการตอกย้ำแนวคิดที่หล่อเลี้ยงประวัติศาสตร์ของ Tudor มาโดยตลอด นั่นคือการท้าทายแบบแผนดั้งเดิมและป่าวประกาศจิตวิญญาณแห่งความหาญกล้า หรือ ‘Born to Dare’ ที่ทางแบรนด์ยึดมั่น และเราเชื่อว่า วลีนี้กลายเป็นสโลแกนที่สาวก Tudor ยึดเป็นแนวทางการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน

เมื่อตัวตนของแบรนด์มีความชัดเจนและเป็นที่จดจำได้ ความต้องการเป็นเจ้าของนาฬิกา Tudor จึงทะยานสูงขึ้น แบรนด์จึงต้องทำการขยายฐานการผลิต  โดยในช่วงแรก นาฬิกาของ Tudor ได้รับการประกอบในกรุงเจนีวา ก่อนที่แบรนด์จะย้ายไปยังโรงงานผลิตเฉพาะของตนเองที่ Kenissi ในเมืองเลอ ล็อกค์ โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2019 และเปิดตัวต่อสาธารณชนในปี 2023 และในโรงงานที่ Kenissi นี่เองที่ทำหน้าที่พัฒนากลไกอินเฮ้าส์สำหรับ Tudor และซัพพลายเออร์ทั้งหมดของโรงงานตั้งอยู่ภายในรัศมีการเดินทางไม่เกินหนึ่งชั่วโมง

ปัจจุบัน Tudor ผลิตนาฬิกาที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน METAS (Master Chronometer) ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพที่เข้มงวด ชิ้นส่วนทุกชิ้นของนาฬิกา Tudor ผลิตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ยกเว้นสายนาฬิกาผ้า ซึ่งผลิตโดย Julien Faure ในประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบัน Tudor มีจุดจำหน่าย 1,600 แห่งใน 110 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสแตนด์อโลนบูติก 240 แห่ง และมีคอลเลกชันนาฬิกาทั้งหมด 7 ไลน์

ในอนาคต Tudor ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการรักษาความสม่ำเสมอ โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นทีละขั้น พร้อมยึดมั่นในวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของผู้ก่อตั้ง นั่นคือ

“การส่งมอบนาฬิกาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในราคาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

Q & A: คำถามจากผู้ชม

Q: ใครคือ ‘Paul Newman แห่ง Tudor’

A: “ผมคิดว่า Tudor ยังไม่มีบุคคลที่ก้าวขึ้นมาเป็นไอคอนในลักษณะนั้น และอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักสะสมจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจในท้ายที่สุด มันยังเป็นเรื่องราวที่รอการค้นพบและเปิดเผยให้ผู้คนได้รู้จักครับ”

Q: เมื่อได้เห็นพัฒนาการของแบรนด์ตลอดระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา คุณอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นกับ Tudor ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า

A: ผมคิดว่าคำถามที่ดีกว่าสำหรับผมคือ แล้วพวกคุณอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นกับแบรนด์ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าล่ะครับ และนี่ไม่ใช่การเลี่ยงคำถามนะครับ สิ่งที่ผมอยากเห็นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับการรักษาความสม่ำเสมอ ผมอยากเห็นแบรนด์พัฒนาขึ้นทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง และทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่าการเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่แบบพลิกโฉมไปเลย ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในความคิดของเรา แต่สิ่งที่เราจะทำต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พวกคุณอยากเห็นด้วยเช่นกันครับ

Q: สิ่งที่คุณคิดถึงมากที่สุดเพียงอย่างเดียวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในประเทศไทยคืออะไร

A: ผมคงต้องบอกว่าปัจจุบันผมอาศัยอยู่ที่เจนีวา ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมาก แต่ผมคิดถึงความวุ่นวายของกรุงเทพฯ เพราะในความวุ่นวายนั้นมีโอกาสซ่อนอยู่ครับ ผมคิดถึงความรู้สึกที่ว่า ในแต่ละวันเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างครับ

Q: อะไรคือสิ่งที่ทำให้คอมมูนิตี้คนรักนาฬิกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเอกลักษณ์แตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆ ในโลก
A:
ผู้คนมักพูดถึงวัฒนธรรมความเป็นโอตาคุของญี่ปุ่น หรือความคลั่งไคล้ในสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างลึกซึ้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราไม่ค่อยพูดถึงกันเลยก็คือ ระดับความหลงใหลในรายละเอียดอย่างลึกซึ้งของนักสะสมชาวไทยนักสะสมที่นี่มีความหลงใหลในระดับที่เรียกได้ว่าไม่แพ้ที่ไหนในโลก และผมอาจพูดได้ด้วยซ้ำว่าลึกซึ้งยิ่งกว่าที่อื่นเสียอีก ประเทศไทยมีวัฒนธรรมการสะสมและการชื่นชมสิ่งของที่หยั่งรากลึกมาก ซึ่งอาจไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาในระดับโลกมากนัก แต่เมื่อคุณได้มาสัมผัสด้วยตัวเองที่นี่ คุณจะเข้าใจทันทีครับ ผู้คนสะสมกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของนาฬิกาแต่ละ Ref. ไปจนถึงการสะสมหลายสิบเรือน และอื่นๆ อีกมากมาย ผมคิดว่านี่คือเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของนักสะสมนาฬิกาในไทยครับ

Q: ในตอนนี้แบรนด์ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมด้านใดเป็นหลักสำหรับศตวรรษหน้า

A: ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ได้อีกสักส่วนใหญ่ของศตวรรษหน้า ผมก็คงมีความสุขมากแล้วครับ (หัวเราะ) แต่อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอครับ ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ นะครับ นาฬิกาสีเหลืองที่เราเพิ่งเห็นกันไป นั่นคือรุ่น Bumblebee สิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจก็คือ พวกเขามักจะถามว่า “ทำไมคุณไม่ทำตัวเรือนขนาด 39 มม. ออกมาเลยล่ะ แล้วก็ทำให้ตัวเรือนบางลงด้วย?” คำตอบก็คือ การทำเช่นนั้นต้องอาศัยการพัฒนาด้านวิศวกรรมอย่างละเอียดและใช้เวลาหลายพันชั่วโมงในการปรับแต่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ครับ ขอเล่าให้ฟังสักนิดนะครับ หน้าปัดถูกขยับขึ้นไปด้านบน ขอบข้างตัวเรือนถูกทำให้บางลง และกระจกหน้าปัดมีลักษณะเว้าเข้าด้านใน นี่คือวิธีที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าวครับ ดังนั้น การบอกว่าเราจะทำสิ่งเดิมต่อไป อาจฟังดูเหมือนเป็นคำตอบเดิมๆ ที่พูดซ้ำไปซ้ำมา แต่ในความเป็นจริง นี่คือแนวทางการดำเนินงานของแบรนด์ครับ

สำหรับอีก 100 ปีข้างหน้า อย่างที่ผมบอกไป คงเป็นเรื่องยากที่จะตอบได้อย่างชัดเจน แต่ผมหวังว่าพวกเราทุกคนจะยังอยู่ที่นี่ และได้สนุกกับการชื่นชมนาฬิกาด้วยกันในอีก 100 ปีข้างหน้าครับ

Q: หากคุณ Hans Wilsdorf อยู่ที่นี่กับเราด้วย คุณคิดว่าเมื่อมองย้อนกลับไปตลอด 100 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งใดที่เขาจะรู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุด หรือประหลาดใจมากที่สุด

A: ผมคิดว่าสิ่งที่เขาน่าจะภูมิใจมากที่สุดก็คือ วิสัยทัศน์ดั้งเดิมที่เขาวางไว้ในปี 1926 ซึ่งในเวลานั้นคือการผลิตนาฬิกาที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ในราคาที่สมเหตุสมผล และเราก็ยังคงยึดมั่นในสิ่งนั้นมาตลอด โดยไม่เคยเปลี่ยนทิศทางไปจากเดิมเลย วิสัยทัศน์ที่เขาวางไว้ก่อนจากพวกเราไปเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน ยังคงเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงานของแบรนด์จนถึงทุกวันนี้

สำหรับคำถามที่สอง ผมขอเลือก Oyster Prince ในช่วงทศวรรษ 1950 เป็นรุ่นแรกครับ เพราะนาฬิการุ่นนี้สะท้อนคุณสมบัติ 3 ประการที่ Tudor ทุกเรือนควรมี นั่นคือ ระบบขึ้นลานอัตโนมัติ กันน้ำ และความเที่ยงตรงแม่นยำ ส่วนเรื่องหน้าปัด Smiley Dial ผมขอเล่าเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ฟังครับ เวลาพูดถึงรอยยิ้มบนหน้าปัด หลายคนอาจไม่ทราบว่ารอยยิ้มนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงโรเตอร์ของนาฬิกา และข้อความ ‘Self-Winding’ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าปัดนั้นก็หมายถึงระบบขึ้นลานอัตโนมัติ และเมื่อเป็นรุ่น Oyster Prince คำว่า ‘Oyster’ ก็สื่อถึงคุณสมบัติการกันน้ำ ส่วน ‘Prince’ ก็สื่อถึงความเที่ยงตรงแม่นยำครับ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า Oyster Prince เป็นนาฬิกาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของแบรนด์เลยก็ได้ครับ

อีกรุ่นหนึ่งอาจเป็น Black Bay ในปี 2013 เพราะเป็นรุ่นที่นำ Tudor เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ พร้อมทั้งรวบรวมองค์ประกอบการออกแบบหลายอย่างจากอดีตมาไว้ในนาฬิกาเรือนเดียว ดังนั้น หากให้ผมเลือก ผมก็จะเลือกสองรุ่นนี้ครับ แต่อย่างที่บอกไปอีกครั้ง ในท้ายที่สุดแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับนักสะสมที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าพวกเขาชื่นชอบอะไร และมองเห็นคุณค่าในสิ่งใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันนี้พวกเขามีบริบทและข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์มากขึ้นแล้วครับเพราะบางครั้งเราก็เห็นหลายแบรนด์ปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ หรือเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ตามสภาพเศรษฐกิจโลก แต่ผมคิดว่าการที่ Tudor ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ดั้งเดิม น่าจะเป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิใจมากที่สุดครับ

Cole ปิดฉากการบอกเล่าเรื่องราวหนึ่งศตวรรษของ Tudor ด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง เชื่อว่า หลังจากได้ร่วมเดินทางสำรวจหมุดหมายสำคัญต่างๆ ของแบรนด์แล้ว คงช่วยปลุกจิตวิญญาณ Born to Dare ในตัวให้แกร่งกล้า และตั้งตารอชมเส้นทางข้างหน้าของ Tudor ไปด้วยกันอย่างแน่วแน่

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

รีแคปตรงจากขอบเวที Bangkok Watch Week เรื่องราวของ Universal Genève กับการคืนชีพของ ‘Le Couturier de la Montre’


ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026

สรุปวิสัยทัศน์ผู้บริหาร Siam Paragon และ FHH หลังเวที Opening Symposium งาน Bangkok Watch Week 2026

เรียนรู้งานช่างฝีมือและสัมผัสประการณ์การลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลา Franck Muller บนเวทีเสวนา ‘The Art of Dial Painting’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ อาเล็ก-ธีรเดช และ โบว์-เมลดา เข้าร่วมเสวนาและสาธิตบนเวที

เรือนเวลาของ Franck Muller นั้นขึ้นชื่อเรื่องความคิดสร้างสรรค์อันบรรเจิดถ่ายทอดผ่านหน้าปัดที่ทำหน้าที่ดุจผืนผ้าใบชั้นดี ทางแบรนด์ยังให้ความสำคัญกับ ‘หน้าปัด’ ชิ้นส่วนที่เป็นดั่งโฉมหน้าของเรือนเวลา ถึงขั้นมีโรงงานผลิตหน้าปัดของตัวเองตั้งอยู่ ณ เลส์ บัวส์ เลยทีเดียว ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026 นี้ Nicolas Rudaz ซีอีโอของแบรนด์พาช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญในการลงสีบนหน้าปัดมาให้เหล่าคนรักนาฬิกาได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์จริง และได้เห็นว่า แต่ละสีสันบนหลักตัวเลขหลากสีที่แฟนๆ Franck Muller คุ้นตากันดีนั้น ต้องอาศัยความชำนาญและเป็นงานฝีมืออันแสนละเอียดอ่อน

ดีเอ็นเอของ Franck Muller

การเสวนาเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าถึงตัวตนของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระ กระบวนการผลิตแบบครบวงจรภายในโรงงานของตัวเอง นวัตกรรมอันเหนือชั้น และความใส่ใจในรายละเอียด

โดยความเป็นอิสระที่กล่าวถึงเป็นลำดับแรกนั้นไม่ได้หมายถึง อิสระในเชิงความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงความจริงที่ว่า Franck Muller เป็นแบรนด์ที่มีความเป็นอิสระสูง โดยมีผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียว ซึ่งช่วยให้แบรนด์มีอิสระในการสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ต้องรอวัสดุในการผลิตเป็นเวลานาน และสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนกระบวนการผลิตแบบครบวงจรของ Franck Muller นั้นเป็นไปในรูปแบบที่เรียกว่า Vertical Integration โดยชิ้นส่วนส่วนใหญ่ภายในโรงงานของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสายนาฬิกา ชิ้นส่วนโลหะที่ผ่านกระบวนการปั๊มขึ้นรูป (Stampings) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าปัดนาฬิกา ซึ่งแนวทางดังกล่าวช่วยให้แบรนด์สามารถควบคุมคุณภาพ เพิ่มความรวดเร็วในการผลิต และขยายขอบเขตของความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

Franck Muller ยังขึ้นชื่อในการผลิตนวัตกรรมเรือนเวลาที่ล้ำสมัยและเปี่ยมประสิทธิภาพ   โดยเป็นแบรนด์แรกที่นำกลไกทูร์บิญองมาแสดงไว้บนหน้าปัดนาฬิกา รวมถึงการพัฒนากลไกทูร์บิญองแบบสองแกนและสามแกน และยังเป็นผู้ผลิตกลไกทูร์บิญงที่หมุนเร็วที่สุดในโลกอีกด้วย รวมถึงการนำสีสันมาตกแต่งบนหน้าปัดซึ่งถือเป็นนวัตกรรมเชิงความคิดสร้างสรรค์ที่บ่งบอกตัวตนของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

ความคิดสร้างสรรค์คือดีเอ็นเอของ Franck Muller เราอาจไม่ใช่แบรนด์เก่าแก่ เพราะเรามีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เราเป็นแบรนด์ที่มีความคิดสร้างสรรค์อันโดดเด่นและเปี่ยมด้วยจินตนาการ

Nicolas Rudaz – CEO Franck Muller

และสิ่งที่ละเลยไม่ได้ก็คือ ความใส่ใจในรายละเอียด ภายใน Watch Land อันเป็นที่ตั้งของบริษัทและฐานการผลิต ทำหน้าที่ผลิตแม้กระทั่งชิ้นส่วนที่มีขนาดเล็กที่สุด เช่น น็อตและสลักเกลียวที่มีขนาดเทียบเท่าเมล็ดน้ำตาล และเฟืองพินเนียนที่มีขนาดเทียบเท่าเมล็ดน้ำตาลสองเมล็ด โดยยึดมั่นในขนบธรรมเนียมการผลิตนาฬิกาสวิสอย่างเคร่งครัด

ศิลปะอันซับซ้อนในการผลิตหน้าปัดนาฬิกา

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า Franck Muller ใส่ใจในการผลิตชิ้นส่วนหน้าปัดนาฬิกาอย่างยิ่ง ถึงขั้นมีโรงงานผลิตหน้าปัดโดยเฉพาะ เดิมทีโรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตหน้าปัดให้แบรนด์นาฬิกาชั้นนำหลายแบรนด์ด้วยกัน โดย Franck Muller ได้เข้าซื้อกิจการเมื่อกว่า 25 ปีที่แล้ว ทุกวันนี้โรงงานแห่งนี้มีพนักงานมากกว่า 120 คน ซึ่งทำงานเฉพาะด้านการสร้างสรรค์หน้าปัดสำหรับ Franck Muller เท่านั้น

หน้าปัดของเรือนเวลา Franck Muller ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงและใช้ความประณีตในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน โดยเฉพาะหน้าปัดของรุ่น Cintrée Curvex ที่เป็นซิกเนเจอร์อันโดดเด่นของแบรนด์ที่มีรูปทรงโค้งเว้า ทำให้กระบวนการผลิตชิ้นส่วนทุกองค์ประกอบมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ตัวเรือน หน้าปัด ไปจนถึงกลไกนาฬิกาหน้าปัดแต่ละเรือนยังต้องผ่านกระบวนการและการเคลือบแล็กเกอร์มากกว่า 23 ชั้น โดยแต่ละชั้นจำเป็นต้องใช้เวลาในการทำให้แห้งก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนถัดไป

การเพ้นต์ตัวเลขด้วยมือยังเป็นเทคนิคที่ทางแบรนด์ยึดมั่นมาโดยตลอด ตัวเลขอันเป็นเอกลักษณ์ของ Franck Muller ทุกตัวได้รับการลงสีด้วยมือ สำหรับนาฬิการุ่น Cintrée Curvex ตัวเลข 1 แต่ละตำแหน่ง เช่น ในเลข 1, 10, 11 และ 12 จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องมีบุคลากรเฉพาะที่ทำหน้าที่คัดแยกและจัดวางตัวเลขแต่ละตัวลงบนหน้าปัดในตำแหน่งที่ถูกต้อง แตกต่างจากแบรนด์อื่นที่อาจใช้หลักชั่วโมงที่มีรูปแบบเหมือนกัน หรือใช้ตัวเลขรูปแบบเดิมแต่นำมากลับด้าน เช่น เลข 6 และ 9 แต่ Franck Muller ให้ความสำคัญกับการออกแบบตัวเลขแต่ละตัวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแม้กระทั่งตัวเลขที่มีรูปทรงใกล้เคียงกัน

แน่นอนว่า ทุกกระบวนการผลิตดังกล่าวต้องผ่านการฝึกฝนทักษะอย่างเข้มข้นจนกระทั่งชำนาญ โดยช่างหนึ่งคนต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีจึงจะสามารถพัฒนาฝีมือจนสร้างสรรค์ผลงานที่พร้อมออกสู่ตลาดได้ ในการเพ้นต์สีลงบนชิ้นส่วนเล็กจิ๋วต้องอาศัยความแม่นยำและการควบคุม กระบวนการนี้ต้องอาศัยความอดทน สมาธิ มือที่นิ่ง และการประสานงานของร่างกายอย่างแม่นยำ โดยช่างลงสีหน้าปัดจะต้องควบคุมเครื่องจักรด้วยแป้นเหยียบเพื่อปรับแรงดันของสี ขณะเดียวกันก็ยังต้องใช้มือประคองพู่กัน และต้องรักษาสมาธิในการเพ่งมองรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเกิดข้อผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยระหว่างการลงสี หน้าปัดทั้งชิ้นจะต้องถูกคัดทิ้ง และเริ่มต้นกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น

มุมมองของแขกรับเชิญและการสาธิตสด

เมื่อได้รับฟังเบื้องหลังการผลิตหน้าปัดของ Franck Muller แขกรับเชิญทั้งสอง อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ และโบว์-เมลดา สุศรี คู่รักนักแสดงชื่อดัง ต่างแสดงความประหลาดใจอย่างมากเมื่อได้ตระหนักถึงรายละเอียดอันมหาศาล จำนวนขั้นตอนการผลิต และจำนวนบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์นาฬิกาเพียงหนึ่งเรือน โดยเฉพาะในส่วนของหน้าปัด ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยคิดว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นเพียงงานด้านเทคนิคที่ไม่ซับซ้อนมากนัก และยังรู้สึกซาบซึ้งในงานฝีมืออันละเอียดอ่อน หลังจากได้สัมผัสกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด ทั้งคู่มีความเข้าใจและซาบซึ้งในทักษะฝีมือมนุษย์ ความอดทน และความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังผลงานมากยิ่งขึ้น โดยมองว่า เบื้องหลังขั้นตอนการผลิตหน้าปัดนาฬิกานั้น สามารถเปรียบเทียบได้กับความพยายามและการทำงานเบื้องหลังของนักแสดงที่ผู้ชมมักมองไม่เห็นในอุตสาหกรรมบันเทิง

“โบว์ทำงานด้านการแสดง ซึ่งเป็นเรื่องของดนตรีและศิลปะเช่นกัน ผู้คนมักจะเห็นเพียงผลงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่เบื้องหลังนั้น เราต้องทำงานกับรายละเอียดมากมาย ซึ่งโบว์คิดว่าศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน”

โบว์-เมลดา สุศรี – นักแสดง

ต่อมาแขกรับเชิญทั้งสองได้ลองลงสีบนตัวเลขของหน้าปัด  เริ่มจากการชมการสาธิตสดโดย Laurence Delaby ช่างเพ้นต์หน้าปัดระดับมาสเตอร์ผู้มีประสบการณ์ยาวนานถึง 24 ปี แสดงให้เห็นถึงความชำนาญที่ทำให้การลงสีบนตัวเลขแต่ละตัวดูเป็นเรื่องง่ายดายอย่างน่าทึ่ง จากนั้นแขกรับเชิญทั้งสองจึงได้ทดลองลงมือเพ้นต์ด้วยตนเอง ทั้งคู่กลับพบว่ากระบวนการนี้ยากอย่างยิ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแม่นยำระดับสูงและความนิ่งของมือที่จำเป็นต่อการสร้างสรรค์หน้าปัดแต่ละเรือน โดย Mr. Rudaz ยังเสริมว่า โดยปกติแล้วมือของผู้หญิงมักจะนิ่งกว่า ซึ่งเมื่อจบการทดลองสัมผัสประสบการณ์จริงบนเวทีแล้วก็พบว่า มือของคุณโบผู้เป็นสุภาพสตรีนั้นมีความเสถียรมั่นคงมากกว่าจริงๆ

Q&A จากผู้ชม

Q: ทำไม Franck Muller ถึงเลือกใช้กาวแทนยางในการติดตั้งกระจกหน้าปัดนาฬิกา

A: บางครั้งจำเป็นต้องใช้กาวกับกระจกที่มีรูปทรงโค้งซับซ้อน เพื่อเพิ่มการปกป้องและทำให้ระบบกันน้ำมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้มีความท้าทายมากกว่าการติดตั้งกระจกนาฬิกาทั่วไปที่เป็นกระจกแบน

ปิดท้าย The Symposium ‘The Art of Dial Painting’ ด้วยการเชิญชวนผู้ชมไปสัมผัสประสบการณ์กางลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลาได้ที่ Franck Muller บูติก ชั้น M สยามพารากอน ที่เปิดให้ร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงถึงวันที่ 26 กันยายนนี้เท่านั้น

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026

กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จเตรียมจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

รีแคปเวทีเสวนา Bangkok Watch Week 2026: สามทศวรรษของ Roger Dubuis เมื่อความกล้าฉีกทุกกฎ กลายเป็นรากฐานของ High Watchmaking

Symposium Recap: Jacob & Co. เปิดเบื้องหลังความบ้าพลังของสองพ่อลูก Arabov และงานวิศวกรรมฉีกทุกกฎบนเวที Bangkok Watch Week 2026

เจาะลึก DNA ความบ้าพลังของ Jacob & Co. เมื่อ “ขอบเขต” ไม่มีอยู่จริงในพจนานุกรมของสองพ่อลูก Arabov

ในฐานะคนที่วนเวียนอยู่ในวงการเรือนเวลามานานหลายปี ผ่านการฟังผู้บริหารแบรนด์สวิสระดับตำนานมาก็เยอะ ส่วนใหญ่คำพูดในงานแถลงใหญ่มักตกอยู่ในกรอบเดิมๆ อย่าง “ประวัติศาสตร์อันยาวนาน” หรือ “ความประณีตตามประเพณีดั้งเดิม” แต่บรรยากาศในงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week ครั้งนี้ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

การได้นั่งฟัง Benjamin Arabov CEO เจนเนอเรชั่นที่สองของ Jacob & Co. ขึ้นมาพูดบนเวที มันเหมือนเรากำลังนั่งฟังบทสนทนาของคนที่มองโลกเรือนเวลาผ่านเลนส์อีกตัว ตัวที่คนอื่นไม่ใช้กัน ภาพประธานบริหารหนุ่มเดินขึ้นเวทีแล้วสั่งเบรกโปรมป์เตอร์กลางคันเพราะขัดใจ เป็นโมเมนต์เล็กๆ ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์นี้ได้ดีที่สุด คือไม่ยอมเดินตามสคริปต์ใคร และพร้อมจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบฉับพลัน

40 ปีแห่งคำว่า “เป็นไปไม่ได้” และกรอบความคิดที่ไม่ยอมจำนน

ย้อนกลับไปในคลิปวิดีโอเปิดตัว ประโยคแรกที่กระแทกเข้ามาคือประโยคที่ซ้ำไปซ้ำมาอย่าง “It can’t be done. It’s impossible.” นี่คือเสียงสะท้อนที่พวกเขาได้ยินมาตลอด 40 ปีนับตั้งแต่ Jacob Arabo ผู้เป็นพ่อก่อตั้งแบรนด์ขึ้นที่นิวยอร์กเมื่อปี 1986

จุดที่น่าคิดคือ ในโลกไฮเอนด์วอทช์เมกกิ้ง แบรนด์กระแสหลักมักเริ่มจากการคิดกลไกขึ้นมาก่อน แล้วค่อยออกแบบหน้าตาเรือนเวลาทีหลัง แต่ Jacob & Co. สลับสมการนั้นสิ้นเชิง พวกเขาเอาความฝันประหลาดๆ ตั้งไว้ แล้วค่อยไปทรมานทีมวิศวกรให้สร้างกลไกมาตอบโจทย์ ตั้งแต่การเอาโต๊ะรูเล็ตต์ที่หมุนได้จริงไปใส่ในเรือนเวลา การย่อขนาดป้ายบอกเวลาแบบ Split-flap ในสนามบินลงมาไว้บนข้อมือ ไปจนถึงการยกเครื่องยนต์ W16 ของ Bugatti มาใส่ไว้ในตัวเรือนที่แค่กดปุ่ม ลูกสูบก็ทำงานทันที

Benjamin เผยให้เห็นตัวเลขจุดขายกว่า 160 แห่งในมากกว่า 60 ประเทศ แผนที่นี้บอกเราว่า ตลาดทั่วโลกไม่ได้เปิดรับพวกเขาเพราะนาฬิกาเดรสเรียบหรูแบบดั้งเดิม แต่มันเริ่มจากความอยากรู้อยากเห็นของคนที่เห็นเรือนเวลาแล้วต้องตั้งคำถามว่า “ทำแบบนี้ได้ยังไง?”

เบื้องหลังความเร็วระดับสถิติโลก และปรัชญาที่มองข้ามไม่ได้

สิ่งที่ Benjamin ย้ำบนเวทีคือหลักการสามข้อที่สืบทอดกันมา ข้อแรกคือสร้างสิ่งที่ยังไม่มีอยู่จริง ข้อที่สองคือกล้าที่จะแตกต่าง และข้อที่สามคือไม่ยอมประนีประนอม เมื่อลองวิเคราะห์ดูแล้ว เรือนเวลาอย่าง Quenttin ในปี 2006 ที่เคยทำสถิติสำรองพลังงาน 31 วันด้วยตลับลานแนวตั้ง 7 ตลับ มาจนถึง Astronomia Revolution 4-Axis Tourbillon ในปี 2025 มันคือการพิสูจน์ปรัชญาข้อแรกอย่างชัดเจน

แต่ไฮไลท์จริงของงานนี้อยู่ที่การเผยโฉม God of Time เรือนเวลาที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองอายุครบ 60 ปีของ Jacob Arabo และผลิตจำกัดเพียง 60 เรือน สิ่งที่น่าทึ่งไม่ใช่แค่การทำลายสถิติโลกด้วยทูร์บิญองที่หมุนเร็วที่สุดในโลกด้วยรอบเพียง 4 วินาที ซึ่งเร็วกว่าทูร์บิญองทั่วไปถึง 15 เท่า แต่มันคือโจทย์ทางวิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลัง

ลองจินตนาการตามว่า ยิ่งทูร์บิญองหมุนเร็วเท่าไหร่ มันยิ่งกินพลังงานมหาศาล การพัฒนาตั้งแต่ปี 2014 จาก Astronomia รุ่นแรกที่กรงหมุนครบรอบทุก 20 นาที ขยับมาเป็น 10 นาทีในรุ่น Solar ลงมาเหลือ 60 วินาที และแตะ 4 วินาทีในที่สุด มันคือมหากาพย์การเรียนรู้เรื่องการจัดการพลังงานตลอดหนึ่งทศวรรษ

เคล็ดลับที่ซ่อนอยู่คือกรงทูร์บิญองขนาด 12 มิลลิเมตร ที่มีน้ำหนักเพียง 0.27 กรัม ทำงานร่วมกับกลไก Constant Force ที่ได้รับสิทธิบัตร คอยปล่อยพลังงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ 6 ครั้งต่อวินาที ทำให้จักรกลทำงานได้นิ่งและสำรองพลังงานได้ยาวนานกว่า 60 ชั่วโมง โดยมีรูปแกะสลักเทพโครนอส (Chronos) กุมกรงทูร์บิญองไว้บนหน้าปัด เป็นการประสานงานศิลป์เข้ากับวิศวกรรมขั้นสูงอย่างลงตัว

เมื่อกล่องดนตรีคู่สเกลลงบนข้อมือ และความละเมียดในงานอัญมณี

อีกหนึ่งเรือนเวลาที่ Benjamin ยอมรับว่าเป็นชิ้นโปรดส่วนตัวคือ The Godfather II ซึ่งแก้โจทย์ความซ้ำซากของนาฬิกาดนตรีทั่วไป นาฬิกาเพลงส่วนใหญ่เล่นได้แค่บทเพลงเดียว แต่ชิ้นนี้ถูกใช้เวลาพัฒนาถึง 3 ปีเพื่อใส่เพลงระดับตำนานของ Nino Rota ลงไปถึง 2 บทเพลง ทั้ง Godfather Waltz และ Godfather Love Theme

ความแยบยลไม่ได้อยู่ที่การบีบกลไกใส่ลงไป แต่คือการออกแบบทรงกระบอกทรงดนตรีชุดเดียวให้มีหมุดสองชุด เมื่อผู้สวมใส่ปรับคันเกียร์ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา ชุดกล่องดนตรีทั้งหมดจะขยับไปข้างหน้าเพียงไม่ถึง 1 มิลลิเมตร เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งหมุดให้ไปเตะกับหวีเหล็ก 18 ซี่ โดยที่ยังมีพื้นที่เหลือให้ใส่ Flying Tourbillon แบบ 1 นาทีลงไปได้ด้วย ผลิตจำกัดเพียง 74 เรือน ตามปีที่ภาพยนตร์ภาคสองออกฉายในปี 1974

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือรากฐานการเป็นช่างอัญมณีของแบรนด์ ปกติแล้วนาฬิกา High Jewelry มักจะต้องยอมถอดชิ้นส่วนกลไกบางชิ้นออกเพื่อเปิดทางให้การฝังเพชร แต่ Jacob & Co. เลือกเดินคนละทาง เคสของ Brilliant Flying Tourbillon คือตัวอย่างชัดเจนของการฝังเพชร 48 เม็ดลงบนจักรกรอกโดยไม่เสียความแม่นยำ หรือการคิดค้นการเจียระไนรูปแบบเฉพาะอย่าง Jacob-Cut 288 เหลี่ยม และ Angel Cut 37 เหลี่ยม บน Billionaire Double Tourbillon ที่ใช้เวลาสะท้อนแสงตามองศาที่คิดคำนวณไว้อย่างประณีต

ก้าวต่อไปของอิสระในการสร้างสรรค์

การได้นั่งฟังการบรรยายครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า Jacob & Co. ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้ผลิตเรือนเวลา แต่มันคือสตูดิโอสร้างสรรค์ที่ใช้กลไกนาฬิกาเป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่อง พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากการมองว่ากลไกที่มีอยู่ทำอะไรได้บ้าง แต่เริ่มจากความคิดสร้างสรรค์แล้วค่อยสร้างกลไกขึ้นมารับรองความคิดนั้น

ท่ามกลางอุตสาหกรรมนาฬิกาที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และการเดินตามรอยเท้าประวัติศาสตร์ การตั้งคำถามและท้าทายขีดจำกัดเดิมๆ ของสองพ่อลูก Arabov คือลมหายใจสดใหม่ที่ทำให้โลกเรือนเวลายังคงมีความตื่นเต้น และตราบใดที่พวกเขายังคงถือคติว่าคำว่าเป็นไปไม่ได้คือจุดเริ่มต้น เราคงได้เห็นผลงานที่ทลายทุกความเชื่อเดิมๆ ออกมาให้ชื่นชมกันอีกยาวนาน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

รีแคปเวทีเสวนา Bangkok Watch Week 2026: สามทศวรรษของ Roger Dubuis เมื่อความกล้าฉีกทุกกฎ กลายเป็นรากฐานของ High Watchmaking

เบื้องหลังกลไกสามทศวรรษ เมื่อ Roger Dubuis ไม่ใช่แค่ชื่อบนหน้าปัด

วงการนาฬิกาไฮโฮรโลจีมีเรื่องเล่าซ้ำซากอยู่บ่อยครั้ง เรื่องของช่างทำนาฬิการุ่นปู่ย่าที่เริ่มต้นในโรงนาเล็กๆ กลางหุบเขาสวิส แต่พอถึงคิวของแบรนด์ที่มีอายุเพียง 30 ปีอย่าง Roger Dubuis บทสนทนากลับเปลี่ยนทิศทางไปอย่างสิ้นเชิง เซสชันการเสวนาระหว่าง Jean-Philippe Pons ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของแบรนด์ และ Carson ผู้ก่อตั้ง The Watch Professor ได้ฉีกตำราการเล่าเรื่องแบบเดิมทิ้งไปจนหมด โดยเปิดฉากด้วยเสียงจริงของมร. โรเจอร์ ดูบุยส์ พร้อมดึงคนฟังเข้าสู่โลกของความบ้าคลั่งและความประณีตที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลข 30 ปีแห่งความท้าทาย

จุดเริ่มต้นและคำแนะนำตัวจากคนวงนอก

บนเวที Bangkok Watch Week 2026 นี้ การเสวนาเริ่มต้นอย่างมีเสน่ห์เมื่อ Jean-Philippe Pons แนะนำ Jean-Marc Wiederrecht ผู้สร้างสรรค์กลไกชั้นครูที่เริ่มต้นเส้นทางจากโรงเรียนสอนทำนาฬิกาที่เมืองโปลิมิเยร์ (Le Polysemiez) ย้ายไปทำงานในปารีส ก่อนจะมาร่วมงานกับ Roger Dubuis ในเวลาต่อมา ทางผู้ดำเนินรายการเสริมว่า เสียงที่ทุกคนได้ยินตอนเปิดงานคือเสียงของมร. โรเจอร์ ดูบุยส์ ตัวจริง เสียงนั้นตอกย้ำว่าแม้แบรนด์จะมีอายุเพียงสามทศวรรษ แต่วิสัยทัศน์ที่ทิ้งไว้นั้นเข้มข้นยิ่งนัก

ไฮไลต์ของงานคือการดึง Carson จาก The Watch Professor มาร่วมวง Carson ออกตัวชัดเจนบนเวทีแบบตรงไปตรงมาว่า

“ผมเป็นที่ปรึกษาอิสระ ไม่ได้เป็นพนักงานของ Roger Dubuis ดังนั้นผมจึงรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง”

การวางตัวแบบนี้ทำให้เนื้อหาในงานเสวนาเต็มไปด้วยอินไซด์ที่จริงใจ Carson พาย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของเด็กชายโรเจอร์ ดูบุยส์ ที่เกิดในปี ค.ศ. 1938 ณ หมู่บ้านโปซี-ซูร์-แวร์ซัว (Posieux-sur-Vandoeuvres) ริมทะเลสาบเจนีวา

เด็กชายวัยสิบขวบหน้าโบสถ์ และความลับของหมายเลข 28

เรื่องราวอันเป็นจุดเริ่มความหลงใหลเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1948 ขณะโรเจอร์ มีอายุเพียง 10 ขวบ เดินผ่านโบสถ์ในหมู่บ้านแล้วเห็นนาฬิกาเรือนใหญ่หยุดเดิน ความสงสัยผลักดันให้เขาลงมือซ่อมแซมจนกลไกกลับมาเดินได้อีกครั้ง ถือเป็นก้าวแรกบนเส้นทางเรือนเวลา

อีก 5 ปีต่อมา เขาจบการศึกษาจาก Geneva Watchmaking School ใบประกาศนียบัตรของเขาระบุหมายเลข 208 Carson ตั้งข้อสังเกตเชิงลึกได้อย่างน่าสนใจว่า ตัวเลข “28” ที่แบรนด์มักนำมาใช้ในรุ่น Limited Edition แท้จริงแล้วมีที่มาจากเลขนักศึกษาและเลขโต๊ะทำงานของโรเจอร์เอง ไม่ใช่ตัวเลขทางการตลาดที่แต่งขึ้นมาลอยๆ

วิชาจากยักษ์ใหญ่ และการฝ่าวิกฤตควอตซ์

หลังฝึกงานนาน 7 ปี โรเจอร์เริ่มทำงานกับ Longines ในปี ค.ศ. 1960 ซึ่งเป็นยุคที่แบรนด์นั้นโดดเด่นเรื่องนวัตกรรมกลไกซับซ้อน จากนั้นย้ายไปทำงานที่ Patek Philippe นานถึง 14 ปี ที่นี่เองที่เป็นโรงเรียนขัดเหลาและฝึกฝนทักษะการตกแต่งชิ้นส่วนขั้นสูงเพื่อปูทางสู่การสร้างแบรนด์ของตนเอง

เมื่อสวิตเซอร์แลนด์เจอวิกฤตการณ์ควอตซ์ (Quartz Crisis) ในทศวรรษ 1970 โรเจอร์ไม่ได้นั่งมองอุตสาหกรรมร่วงโรย แต่รับบทบาทสำคัญในการรวมตัวช่างฝีมือทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มาทำงานร่วมกันใต้หลังคาเดียวกัน เพื่อรักษาภูมิปัญญาทำนาฬิกาไม่ให้สูญหาย และด้วยเครือข่ายที่สะสมมา ในปี ค.ศ. 1995 ขณะอายุ 57 ปี เขาจึงจับมือกับ Carlos Dias ก่อตั้งแบรนด์ Roger Dubuis ขึ้นอย่างเป็นทางการ

ล้างข่าวลือร้านกาแฟ ความจริงเบื้องหลัง Jean-Marc Wiederrecht

ในวงการนาฬิกามีข่าวลือหนาหูมานานว่า Roger Dubuis เริ่มต้นแบรนด์ร่วมกับพนักงานเสิร์ฟในคาเฟ่ Carson ใช้โอกาสนี้สยบข่าวลือทันทีว่า บุคคลในตำนานร้านกาแฟนั้นแท้จริงคือ Jean-Marc Wiederrecht ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Agenhor ต่างหาก

ทั้งสองเคยร่วมกันออกแบบกลไก Double Retrograde ในคาเฟ่แห่งหนึ่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 ต่อมา Jean-Marc ให้สิทธิ์ลิขสิทธิ์กลไกดังกล่าวแก่ Harry Winston และได้มาร่วมงานกับ Carlos Dias และ Roger Dubuis ในปี ค.ศ. 1995 เรื่องเล่านี้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมเปลี่ยนโลกบางครั้งก็เกิดขึ้นบนโต๊ะกาแฟธรรมดาๆ

30 ปีแห่งวิสัยทัศน์ และการสร้างรากฐาน Manufacture

เป้าหมายของแบรนด์ตั้งแต่วันแรกคือการสร้างเรือนเวลาที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น ผสมผสาน High Watchmaking เข้ากับความสร้างสรรค์ที่ไม่น่าเบื่อ ประเดิมด้วยรุ่น Sympathie ที่ใส่กลไก Double Retrograde, Perpetual Calendar และ Moon Phase เข้าด้วยกัน

Jean-Philippe Pons เล่าเรื่องเบื้องหลังด้วยอารมณ์ขันถึง Annie ภรรยาของเขา ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการบูติก Roger Dubuis ในฮ่องกงช่วงปี 2002-2004 ว่า

“เธอต้องมานั่งเรียนรู้คำศัพท์ทางเทคนิคอย่างคำว่า Retrograde ทุกคืนผ่านการทำการบ้านร่วมกัน”

ต่อมาในปี ค.ศ. 2001 แบรนด์ได้สร้างอาคารโรงงานผลิต (Manufacture) ขึ้นที่เจนีวา นำช่างทุกคนมาอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน และตั้งมาตรฐานว่าทุกเรือนต้องได้รับการรับรอง Poinçon de Genève (Geneva Seal) การันตีทั้งแหล่งกำเนิด งานขัดแต่งด้วยมือ และประสิทธิภาพ โดย Roger Dubuis ครองตำแหน่งแบรนด์เดียวที่มีชิ้นส่วนซับซ้อนอย่าง Common Tourbillon Cage ที่ได้รับการรับรอง Geneva Seal มาจนถึงปัจจุบัน

เสาหลัก 3 ประการ จากงานศิลป์บนข้อมือสู่ความร่วมมือกับ Lamborghini

ตัวตนของ Roger Dubuis ถูกขับเคลื่อนผ่านเสาหลัก 3 ประการอย่างชัดเจน:

  • Signature Watches: รวมนวัตกรรมจักรกลชั้นสูง เช่น Tourbillon, Double Tourbillon, Monobalancier, Skeleton ไปจนถึง Excalibur Biritourbillon ที่เตรียมเปิดตัวในวาระครบรอบ 30 ปี ช่วงเดือนเมษายน ค.ศ. 2025
  • Arts and Métiers d’Art: การถ่ายทอดงานศิลป์ผ่านเรื่องราวตำนาน เช่น คอลเลกชัน Knights of the Roundtable หรือ Excalibur Canto ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซามูไร
  • Adrenaline & Lamborghini Partnership: จิตวิญญาณแห่งความเร็วที่ดึงเอา DNA และสมรรถนะของซูเปอร์คาร์ Lamborghini มาผสานกับกลไกไฮโฮรโลจี เกิดเป็นนาฬิกาที่มีโครงสร้างดุดัน พร้อมการสร้างคอมมูนิตี้ผ่านกิจกรรมอย่างการพาพาร์ทเนอร์และลูกค้าขับรถล่องใต้ของฝรั่งเศสไปจบที่งาน Monaco Grand Prix

ห้องลับชั้น 3 และมิตรภาพตลอดสามทศวรรษ

ช่วงท้ายของการเสวนา มีการเปิดเผยถึงห้องลับบนชั้น 3 ของโรงงาน ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานของทีมช่างฝีมือและนักออกแบบสำหรับการสร้างสรรค์นาฬิกาสั่งทำพิเศษ (Bespoke) โดยเฉพาะ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับลูกค้าและมิตรภาพในคอมมูนิตี้อย่างแน่นแฟ้น

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา Roger Dubuis พัฒนากลไกมาแล้วกว่า 70 แบบ ผ่านการสร้างสรรค์กว่า 2,000 เรฟเฟอเรนซ์ สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ตัวเลขสามทศวรรษอาจดูน้อยในโลกนาฬิกาสวิส แต่ความกล้าที่จะแตกต่างและมาตรฐานที่ไม่เคยยอมอ่อนข้อ ได้ทำให้ชื่อของ Roger Dubuis กลายเป็นสัญลักษณ์ของความตื่นเต้นที่ไม่มีวันน่าเบื่อในโลกเรือนเวลารษพิสูจน์ให้เห็นว่า ความตั้งใจที่จะทำนาฬิกาที่ไม่น่าเบื่อและไม่อาจหาได้จากที่อื่นของโรเจอร์ ดูบุยส์ ได้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026

เมื่อมรดก 271 ปีออกจากห้องใต้ดินเจนีวา

การฟังบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์แบรนด์นาฬิกากลุ่มไฮโฮรโลจีมักจะพาให้ชวนง่วงนอนได้ง่าย ถ้าผู้บรรยายเลือกที่จะเปิดสไลด์ตัวเลขยอดขายหรือเล่าเรื่องผู้ก่อตั้งแบบเรียงปีตามตำราเรียน แต่เซสชันล่าสุดที่จัดขึ้น ในงาน Bangkok Watch Week 2026 ภายใต้ธีม “Explore Always Possible” กลับสร้างบรรยากาศที่ต่างออกไป เมื่อคุณ Morgan Maillard (มอร์แกน มายาร์ด) ผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกและสไตล์จากเจนีวา บินตรงมาเปิดห้องเก็บสมบัติส่วนตัวขนาดมโหฬารของแบรนด์ให้คนไทยได้สัมผัสกันแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

ในฐานะคนที่ผ่านตางานอีเวนต์นาฬิกามานับไม่ถ้วน สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การบอกว่าแบรนด์เก่าแก่อายุกว่า 271 ปีเท่านั้น แต่คือวิธีการที่แบรนด์ระดับตำนานเลือก “หยิบของในคลัง” มาเล่าเรื่องให้เข้ากับบริบทปัจจุบัน บทสนทนาระหว่าง บาตอง ปารอง เตรโม และมอร์แกน มายาร์ด ในวันนั้นเต็มไปด้วยรายละเอียดเชิงลึกและเกร็ดพงศาวดารที่หาฟังยาก ซึ่งสะท้อนวิธีคิดของแบรนด์ที่อยู่รอดมาได้ร่วมสามศตวรรษได้อย่างชัดเจน

ห้องใต้ดิน 420 เมตร และคลังนาฬิกา 1,600 เรือนที่ไม่ได้มีไว้แค่เก็บสะสม

ตัวเลข 420 เมตรของเอกสารประวัติศาสตร์ในห้องใต้ดินที่เจนีวาอาจดูเป็นเพียงสถิติในเอกสารประชาสัมพันธ์ แต่เมื่อฟังวิธีกดปุ่มเลือกนาฬิกาออกมาจัดแสดงแค่ 8 เรือนจากคอลเลกชันกว่า 1,600 เรือน เพื่อให้สอดคล้องกับการเดินทางมาเยือนกรุงเทพฯ มันบอกถึงความพิถีพิถันในการคัดสรร

มอร์แกนเล่าถึงการเลือกเรือนไฮไลท์อย่าง “Tribute to the Explorer” ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ มาร์โค โปโล ว่าไม่ได้เลือกเพราะความเก่าแก่โบราณ แต่เลือกเพราะมันเชื่อมโยงเส้นทางสายไหมกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หน้าปัดที่ใช้กลไก ultra-thin คาลิเบอร์ 1120 พร้อมระบบดาวเทียม (satellite system) และหน้าต่างแสดงเวลาแบบซ่อนตัวจากตำแหน่ง 4 ถึง 8 นาฬิกา ผ่านการแกะสลักเลเยอร์และการลงยาจากปรมาจารย์ ทำให้เห็นว่าแบรนด์ไม่ได้มองประวัติศาสตร์เป็นแค่เรื่องในอดีต แต่มันคือฐานรากของงานฝีมือที่ยังคงท้าทายขีดจำกัดในยุคปัจจุบัน

เมื่อตำนานเวิลด์ไทม์เวอร์ยุค 50s ฟื้นคืนชีพจากประกวดรถยนต์โบราณ

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ดึงดูดสายตาคนในห้องเสวนาคือ การพูดถึงนาฬิกาบอกเวลาโลก (World timer) ยุคปลายทศวรรษที่ 50 ซึ่งสร้างขึ้นตามเค้าโครงของ หลุยส์ กอตติเอร์ (Louis Cottier) ผู้พัฒนาโลกแห่งเวลา 24 เมืองในปี 1932 นาฬิกาเรือนเล็กๆ ที่แสดงทั้งเขตเวลา กลางวัน และกลางคืนนี้ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญว่านวัตกรรมไม่ได้เพิ่งเกิดในยุคดิจิทัล

สิ่งที่น่าติดตามคือเรื่องเล่าเบื้องหลัง “Concours d’Elegance” การประกวดรถยนต์โบราณและความงามที่แบรนด์จัดขึ้นเมื่อต้นปี ซึ่งนำไปสู่การค้นพบนาฬิกาสุดหายากจากปี 1957 ที่เกือบสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ มันคือการทดลองผสมผสานกลไกอัตโนมัติเข้ากับระบบเวิลด์ไทม์เวอร์แบบดั้งเดิม การค้นพบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่มันเกิดจากการสร้างพื้นที่ให้คอมมูนิตี้ของนักสะสมได้นำสมบัติของตนเองกลับมาสู่สายตาของแบรนด์อีกครั้ง

ความทนทานของกาลเวลา จากวิชาช่างศตวรรษที่ 19 สู่มาตรฐานบริการที่ครอบคลุมถึงปี 1955

ในช่วงถาม-ตอบกับผู้ชมแบรนด์ได้เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่คมคาย มีคำถามจากผู้ชมเรื่องการรักษาคุณภาพนาฬิกาย้อนหลังไปถึง 20 ปีข้างหน้า ได้รับคำตอบที่น่าสนใจจากมอร์แกน โดยเขายกตัวอย่างโปรเจกต์ฉลองครบรอบ 220 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทางแบรนด์รื้อฟื้นเทคนิคการตกแต่งแบบ “Couteau” (รูปทรงมีด) จากศตวรรษที่ 19 ของนาฬิกาต้นแบบอเมริกันในปี 1921 ช่างฝีมือต้องใช้เวลากว่า 6 เดือนในการศึกษาเครื่องมือโบราณ เพื่อนำเอาความเรียบง่ายแบบแปรงขัดกลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านช่างฝีมือที่ทำงานกับแบรนด์มานานกว่า 30 ปี

ประเด็นที่สร้างความมั่นใจให้กับนักสะสมอย่างแท้จริง คือคำยืนยันเรื่องบริการหลังการขายและการออกใบรับรองความแท้ (Certificate of Authenticity) มอร์แกนระบุอย่างหนักแน่นว่า:

“ทุกเรือนเวลาที่ผลิตโดย Vacheron Constantin ตั้งแต่ปี 1755 จนถึงปี 2026 จะสามารถซ่อมแซมได้ เรามีเครื่องมือและทักษะความสามารถพร้อมทุกอย่าง และเรามีบันทึกเอกสารของนาฬิกทุกเรือนที่ผลิตขึ้นมา”

เมื่อถูกถามถึงตลาดประมูลและข้อกังวลใจในการซื้อนาฬิกามือสองราคาสูง มอร์แกนให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติว่า โรงประมูลใหญ่ส่วนใหญ่จะมีเอกสารรองรับอยู่แล้ว แต่ทางแบรนด์เองก็มีโปรแกรม “L’Collectionneurs” ที่รวบรวมนาฬิกาวินเทจผ่านการซ่อมแซมเต็มรูปแบบและออกใบรับรองการันตีโดยตรงจากโรงงาน ซึ่งเป็นช่องทางที่ช่วยลดความเสี่ยงให้กับนักสะสมยุคปัจจุบันได้ดีที่สุด

บทสรุปจากเวทีเสวนา

หลังจากนั่งฟังการเสวนาแล้ว สำหรับเราแล้วรู้สึกว่าเซสชันนี้ไม่ได้ให้แค่ความรู้เรื่องกลไกหรือมูลค่าการสะสม แต่สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์นาฬิกาอายุกว่าสองศตวรรษบริหารจัดการ “มรดก” ของตัวเองอย่างไร การดึงเอาประวัติศาสตร์ 1,600 เรือนออกมาเล่าผ่านมุมมองร่วมสมัย การตามหานาฬิกาที่หายสาบสูญผ่านคอมมูนิตี้ ไปจนถึงความพร้อมในการซ่อมแซมทุกเรือนตั้งแต่ปี 1755 คือคำตอบว่าทำไมแบรนด์ถึงยังรักษาความน่าเชื่อถือไว้ได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และน่าจับตามองมากจริงๆ ค่ะ


อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

รีแคปตรงจากขอบเวที Bangkok Watch Week เรื่องราวของ Universal Genève กับการคืนชีพของ ‘Le Couturier de la Montre’

เมื่อพูดถึงการชุบชีวิตแบรนด์นาฬิการะดับตำนานในยุคนี้ วงการสื่อมักแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งถอนหายใจรอรับงานขายฝันตามสูตรการตลาด ส่วนอีกฝั่งคาดหวังว่าจะได้เห็นงานระดับเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรม การได้นั่งฟัง Georges Kern ซีอีโอของ House of Brands ขึ้นพูดบนเวที Siam Paragon Bangkok Watch Week ในเสวนา “Universal Genève Returns: The Beginning of a New Era for Le Couturier de la Montre” จึงเป็นหมุดหมายที่คนทำสื่อนาฬิกาจดไว้ตั้งแต่ต้นปี

สิ่งที่เห็นบนเวทีวันนั้นไม่ใช่เรื่องของการขายความทรงจำเก่าๆ แบบฉาบฉวย แต่เป็นการวางโครงสร้างธุรกิจและการออกแบบที่วิเคราะห์มาอย่างแหลมคม

จิตวิญญาณแห่ง Couturier กับความสมดุลที่อุตสาหกรรมมองข้าม

การตั้งประวัติศาสตร์ของ Universal Genève (UG) ตั้งแต่ปี 1894 โดย Numa-Emile Descombes และ Ulysse George Perret บนถนน Rue du Rhône ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนรักนาฬิกา แต่สิ่งที่ Georges Kern นำเสนอคือการตีความคำว่า “Le Couturier de la Montre” หรือช่างตัดเสื้อแห่งเรือนเวลาใหม่ทั้งหมด

สมญาที่ได้มาในยุค 1960s นี้ ไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู สิ่งที่สะดุดใจคือการที่แบรนด์ดึงดูดคนระดับ Jean Cocteau ผู้เคยกล่าวประโยคคลาสสิกไว้ว่า “ผมไม่เคยรู้เวลาเลย แต่นาฬิกา Universal ทำให้ผมอยากรู้มัน” หรือไอคอนอย่าง Alain Delon, Bruce Lee และ Jean Lanvin จุดนี้ชี้ให้เห็นว่าแบรนด์ไม่ได้ขายแค่เครื่องมือวัดเวลา แต่มันคือวัตถุทางวัฒนธรรม

วิสัยทัศน์ที่แบรนด์ใช้ในรอบนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับโครงสร้างชัดเจนนั่นก็คือ

  1. Haute Couture: งาน Bespoke ผลิตเฉพาะบุคคล
  2. The Capsule: งานผลิตจำนวนจำกัดที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์แบบเต็มที่
  3. Prêt-à-Porter: ผลิตภัณฑ์คอลเลกชันหลักที่มีจำหน่ายต่อเนื่อง

ข้อสังเกตที่น่าสนใจและถือเป็นความกล้าหาญมากคือการตั้งเป้าสัดส่วนผลิตภัณฑ์เป็น ชาย 50% และหญิง 50% ในอุตสาหกรรมนาฬิกาลักชูรีส่วนใหญ่ ถ้าไม่เอียงไปทางผู้ชายเต็มตัว ก็มักจะใช้วิธี ‘เอาเรือนผู้ชายมาลดขนาดแล้วเอายอดเพชรแปะ’ สำหรับผู้หญิง การแบ่งสัดส่วนเท่ากันตั้งแต่เริ่มต้นบ่งบอกว่าพวกเขาอ่านเกมแฟชั่นและตลาดเรือนเวลาสุภาพสตรีออก

Polerouter การคืนชีพของงานระดับ Gérald Genta ในขนาดที่ถูกต้อง

การนำ Polerouter กลับมาเล่นในตลาดคือโจทย์ที่ท้าทายที่สุด ผลงานการออกแบบชิ้นแรกในวัย 23 ปีของ Gérald Genta เมื่อปี 1954 ที่ร่วมมือกับสายการบิน Scandinavian Airlines (SAS) เพื่อแก้ปัญหาสนามแม่เหล็กขั้วโลกเหนือ คือผลงานระดับไอคอนิกที่ขึ้นหิ้งไปแล้ว

ความยากของการคืนชีพงานดีไซน์ที่หลับใหลไปกว่า 50 ปี คือการทำอย่างไรไม่ให้ดูเหมือนการก๊อปปี้งานตัวเอง Georges Kern อธิบายว่าพวกเขาต้องทำงานร่วมกับ Advisory Board ที่เป็นนักสะสมระดับท็อปของโลก เพื่อถอดรหัสว่าอะไรคือ DNA ที่แท้จริง:

  • เส้นกากบาทกลางหน้าปัด (Cross on the dial)
  • ขาสายแบบบิดทรงเสน่ห์ (Twisted lugs)
  • ช่องหน้าต่างแสดงวันที่ที่เป็นเอกลักษณ์ (Date window)
  • สายเหล็กสแตนเลสตรงยุค

การตัดสินใจผลิตในขนาด 39 มม. และ 37 มม. (ทั้งวัสดุสแตนเลสและทองคำ) เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าแบรนด์จะไม่ตามกระแสนาฬิกาเรือนโตเกินจำเป็น แต่เน้นความสวมสบายและความสง่างาม สำหรับคนที่เคยสัมผัส Polerouter วินเทจ ขนาด 37 มม. คือสัดส่วนที่ลงตัวที่สุดสำหรับนาฬิกาประเภท Dress/Tool watch

วิศวกรรมเบื้องหลัง Three-Quarter Micro-rotor โดย Grégory

ช่วงเจาะลึกกลไกบนเวทีโดย Grégory อัจฉริยะเบื้องหลังงานวิศวกรรมการเคลื่อนไหว ถือเป็นไฮไลต์สำหรับคนที่ชอบความลึกทางเทคนิค เพราะการที่ UG เคยเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกกลไก Micro-rotor มาตั้งแต่ปี 1955 ทำให้การกลับมาครั้งนี้ไม่สามารถใช้กลไกสำเร็จรูปตามท้องตลาดได้ แต่พวกเขากลับเลือกพัฒนากลไก Three-Quarter Micro-rotor ของตัวเองขึ้นมาใหม่ เหตุผลทางวิศวกรรมที่ Grégory นำเสนอมีความสมเหตุสมผลสูง นั่นก็คือ

  • ความบางต่ำกว่า 4 มิลลิเมตร: โครงสร้างโรเตอร์แบบ 3 ใน 4 เป็นทางออกเดียวที่ทำให้กลไกบางพอจะคงคอนเซปต์ความสง่างาม
  • การเพิ่ม inertia บน Free sprung balance wheel: โรเตอร์ขนาดเล็กมักมีปัญหาเรื่องแรงเหวี่ยงไม่พอ การใช้โรเตอร์ขนาด 3/4 ช่วยเพิ่มมวลและแรงเหวี่ยง
  • พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง: ตอบโจทย์มาตรฐานตลาดยุคใหม่ ทำงานที่ความถี่ 4Hz
  • เทคโนโลยี Silicon escapement: เพิ่มคุณสมบัติป้องกันสนามแม่เหล็ก

ความประณีตของการตกแต่งยังคงยึดปรัชญาเจนีวาอย่างเคร่งครัด ทั้งลวดลาย Côtes de Genève และการลบมุมขอบกลไก (Anglage) ชี้ให้เห็นว่า UG วางตำแหน่งตัวเองอยู่ในระดับ High Horology อย่างแท้จริง

เล่นกับงานศิลปะ Art Stone, Camaïeu และการก้าวข้ามกรอบเดิม

ในส่วนของ Capsule Collection แบรนด์แสดงให้เห็นถึงความขี้เล่นที่ไม่ทิ้งความประณีต

สำหรับ Art Stone แบรนด์นำเสนอการตัดหินธรรมชาติ 4 ชนิด ได้แก่ Tiger’s eye (ตาเสือ), Bull’s eye (ตาโค), Malachite (มาลาไคต์) และ Lapis lazuli สิ่งที่น่าสนใจคือการปฏิวัติวิธีวางหน้าปัดหินด้วยการตัดแบ่งออกเป็น 4 ส่วนในลักษณะ Twist แล้วนำมาประกอบกันใหม่เป็นปริศนาแห่งแสง วิธีนี้ทำให้หน้าปัดหินธรรมชาติมีการสะท้อนแสงหลากทิศทาง ซึ่งต่างจากหน้าปัดหินแผ่นเดียวแบบดั้งเดิม

ฝั่งคอลเลกชันสุภาพสตรีอย่าง Camaïeu นำไอเดียจาก Haute Couture มาสร้างจังหวะสีเฉพาะตัว โดยเปิดตัวด้วย 3 เฉดสีได้แก่ Berry (ม่วงเบอร์รี่), Aqua Mint (ฟ้าอความินต์) และ Truffle (น้ำตาลทรัฟเฟิล) ซึ่งวางแผนจะหมุนเวียนเฉดสีตามฤดูกาลแฟชั่น

การดึงช่างฝีมือระดับครูอย่าง Julien Faure (ช่างทำริบบิ้น) และ Isabelle Vila (จิตรกรลงสีขนาดจิ๋ว) มาร่วมสร้างระบบนิเวศความคิดสร้างสรรค์ เป็นการยืนยันแนวคิด Functional Beauty หรือความงามที่ใช้งานได้จริง

Compax, “The Nina” และการเล่าเรื่องผ่านวัฒนธรรม Pop Culture

โครโนกราฟระดับตำนานอย่าง Compax ที่ถือกำเนิดในปี 1930 ถูกนำกลับมาเล่าใหม่ได้อย่างมีเสน่ห์

เรื่องราวของ Nina Rindt นางแบบสาวชาวฟินแลนด์ ภาพของเธอนั่งข้างสนามแข่งรถ F1 จับเวลาให้สามี Jochen Rindt พร้อมนาฬิกา Compax หน้าปัดสีขาววงจับเวลาสีดำบนสายหนังเส้นกว้าง คือประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการ นักสะสมตั้งชื่อมันว่า “The Nina” และเรียกเวอร์ชันตรงกันข้ามว่า “Evil Nina” ส่วน Tri-Compax ก็ถูกเรียกว่ารุ่น “Clapton” จากการที่ Eric Clapton สวมใส่

ความจริงใจของ Georges Kern บนเวทีที่เล่าถึง Nina Rindt ในวัย 80 ปีที่อาศัยอยู่ใกล้เจนีวา บ่งบอกว่าแบรนด์ให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงของบุคคลจริง ไม่ใช่เรื่องแต่ง

ในด้านเทคนิคแบรนด์ได้นำกลไก Chronograph มาผสานเข้ากับ Micro-rotor ซึ่งเป็น DNA หลักของแบรนด์ ทำให้ได้นาฬิกาจับเวลาที่มีความโปร่ง บาง และยังคงประสิทธิภาพพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง พร้อมทั้งการนำสายสแตนเลสสไตล์ Gay Frères กลับมาทำใหม่เพื่อเอาใจนักสะสมสายวินเทจโดยเฉพาะ

การกลับมาของ Universal Genève ในรอบนี้ คงไม่ใช่แค่การปัดฝุ่นของเก่ามาขายใหม่ แต่มันคือการวางกลยุทธ์อย่างรัดกุม รักษาสมดุลระหว่างงานออกแบบประวัติศาสตร์ ศิลปะการตัดเย็บ และงานวิศวกรรมกลไกร่วมสมัย หากแบรนด์สามารถรักษามาตรฐานการผลิตให้ได้อย่างที่ Georges Kern และทีมงานนำเสนอบนเวที นี่อาจเป็นการคืนชีพของแบรนด์นาฬิกาที่น่าจับตามองที่สุดในรอบทศวรรษก็เป็นได้

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

เบื้องหลังความสำเร็จ Piaget Polo จากงานเสวนา Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

การเดินทางของไอคอนที่ไม่ได้สร้างได้ในข้ามคืน

วงการนาฬิกามักพูดถึงคำว่า ‘ไอคอน’ กันจนเกร่อ ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวเรือนเวลาดีไซน์ใหม่ แบรนด์ส่วนใหญ่มักพยายามแปะป้ายคำนี้ให้กับสินค้าของตัวเองทันที แต่ในความเป็นจริง จะมีนาฬิกาสสักกี่รุ่นกันเชียวที่ยืนระยะและทรงคุณค่าข้ามกาลเวลาได้จริง

เมื่อได้มาร่วมรับฟังการเสวนาพิเศษภายในงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 โดยมี จูน สาวิตรี รับหน้าที่ดำเนินรายการ และได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากเพียเจต์อย่าง คุณปิแอร์บินตรงมาจากเจนีวา ร่วมด้วยคุณอาโป โกลบอลแบรนด์แอมบาสเดอร์ การสนทนาบนเวทีในวันนั้นไม่ได้เป็นแค่การเล่าประวัติศาสตร์แบรนด์แบบน่าเบื่อ แต่เป็นการเปิดมุมมองเบื้องหลังความสำเร็จของคอลเลกชันระดับตำนานอย่าง Piaget Polo ที่สะท้อนผ่านแนวคิดและการทำงานจริง

3 องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดเรือนเวลาในตำนาน

คุณปิแอร์ได้ฉายภาพให้เห็นถึงนิยามของนาฬิกาไอคอนไว้อย่างน่าสนใจว่า มันต้องประกอบไปด้วย 3 ส่วนผสมหลักที่ขาดไม่ได้ เริ่มตั้งแต่เอกลักษณ์ของตัวผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน ความมุ่งมั่นในระยะยาวจากทางแบรนด์ และสุดท้ายคือความสำเร็จที่สะท้อนผ่านตัวกลุ่มลูกค้า

หากมองย้อนกลับไปในปี 1979 ยุคที่ Yves Piaget พกพาความหลงใหลในโลกแห่งการขี่ม้าและไลฟ์สไตล์แบบเฮโดนิสติกมาผสานเข้ากับงานออกแบบ จนเกิดเป็น Piaget Polo มันไม่ใช่แค่การสร้างนาฬิกาข้อมือทั่วไป แต่เป็นการสร้าง “สร้อยข้อมือที่บอกเวลาได้” งานโลหะทองคำชิ้นเดียวที่เล่นผิวสัมผัสสลับระหว่างด้านและเงา ในมุมมองของคนทำสื่อ นี่คือความกล้าหาญทางดีไซน์ที่ฉีกกรอบเดิมๆ ของยุคนั้นอย่างสิ้นเชิง การผสานความสปอร์ตและความหรูหราเข้าด้วยกันในแบบ casual chic กลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งจนทำให้คนทั่วโลกหลงรัก

ความท้าทายในการคืนชีพไอคอนผ่าน Piaget Polo 79

การนำนาฬิกาในอดีตกลับมาปัดฝุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นเรือนเวลาที่เป็นไอคอนด้วยแล้ว ความละเอียดอ่อนในการรักษาจิตวิญญาณเดิมพร้อมกับความแม่นยำสมัยใหม่คือโจทย์ที่ยากที่สุด เมื่อ Piaget ตัดสินใจปลุกชีพ Piaget Polo 79 ขึ้นมาในปี 2024 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 150 ปีของแบรนด์ ทางทีมงานเลือกถอดกลไกควอตซ์ประวัติศาสตร์อย่าง 7P ออก แล้วแทนที่ด้วยกลไกออโตเมติกความบางระดับโลกอย่าง 1200P จากปี 2010 เพื่อเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญเรื่องความบางเข้ากับงานดีไซน์ดั้งเดิม

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ เบื้องหลังความสำเร็จถล่มทลายจนคิวผลิตในเจนีวาล้นทะลักนั้น มาจากช่างฝีมือเพียงแค่ 3 ถึง 4 คนที่ยังคงใช้มือในการประกอบสร้อยข้อมือทองคำเหล่านี้ ในยุคที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักร การที่แบรนด์ยังดื้อรั้นจะรักษาทักษะงานฝีมือแบบดั้งเดิมเอาไว้ คือเครื่องยืนยันว่าทำไมนาฬิกาเรือนนี้ถึงมีมูลค่าทางจิตใจสูงมาก จนสามารถคว้ารางวัลสาขา Iconic Watch Prize จากเวที GPHG มาครองได้

ก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร จากโปรดักต์เดี่ยวสู่การเป็นคอลเลกชันที่เหนือกาลเวลา

ความสำเร็จของ Polo 79 ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่มันกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เพียเจต์ย้อนกลับมาทบทวนคอลเลกชัน Polo ทั้งหมด โดยการนำเอาดีไซน์ ‘Gadroons’ ซึ่งเป็นลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นปี 79 มาผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับให้ไลน์สินค้ามีความสอดคล้องและมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การเปิดตัวหน้าปัดหินธรรมชาติอย่างโซดาไลต์ (Sodalite) ในรุ่นใหม่อีกหนึ่งความท้าทายเชิงเทคนิค เนื่องจากทีมช่างต้องฝานหินให้มีความบางเฉียบเพียง 0.6 ถึง 0.8 มิลลิเมตร (เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือเส้นผมของคนเรามีความหนาประมาณ 0.2 มิลลิเมตรเท่านั้น) ความบางระดับนี้ทำให้หินเปราะและแตกหักได้ง่ายมาก แต่มันก็แลกมาด้วยความยูนีคที่ไม่มีวันซ้ำกัน เพราะลวดลายของหินธรรมชาติในแต่ละเรือนไม่เหมือนกันเลย ซึ่งนี่แหละคือแก่นแท้ของความลักชัวรีที่แบรนด์พยายามส่งมอบ

และในช่วงท้ายของการเสวนาทางแบรนด์ยังได้ร่วมพูดคุยกับคุณอาโป (แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของแบรนด์ Piaget) โดยเนื้อหาในช่วงนี้มีการพูดคุยถึงประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น

ความประทับใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Piaget โดยคุณอาโปได้ขึ้นมากล่าวทักทายแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน โดยเล่าถึงความรู้สึกประทับใจและความพิเศษในการได้เดินทางไปร่วมงานกับแบรนด์ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเพียเจต์ รวมถึงการนำเสนอนาฬิกาเรือนพิเศษและการต้อนรับที่ดีเยี่ยมในงาน Piaget Society

การได้มารับฟังเรื่องราวทั้งหมดผ่านการเสวนาในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าความสำเร็จของ Piaget Polo ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่มาจากความกล้าที่จะแตกต่าง การรักษามาตรฐานงานฝีมือระดับสูง และการสร้างคอมมูนิตี้ของผู้ที่รักในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หรือที่เรียกว่า “Piaget Society” ซึ่งเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้แบรนด์ก้าวเดินอย่างมั่นคงในฐานะผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาที่เป็นงานศิลปะสวมใส่ได้มาจนถึงปัจจุบัน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

สรุปวิสัยทัศน์ผู้บริหาร Siam Paragon และ FHH หลังเวที Opening Symposium งาน Bangkok Watch Week 2026

Siam Paragon และ Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) กับเป้าหมายร่วมกันในการวางรากฐานวัฒนธรรมนาฬิกาให้แข็งแกร่งผ่านอีเวนต์นาฬิกาสุดยิ่งใหญ่แห่งกรุงเทพฯ

เปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ Bangkok Watch Week 2026 เทศกาลนาฬิกาที่รวมตัวคนรักนาฬิกาในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ได้มากที่สุด ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่สองแล้วหลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการจัดครั้งแรก ในการจัดงานขึ้นเป็นครั้งที่สองนี้เกิดจากความเชื่อมั่นในกระแสตอบรับอันดีเยี่ยมของเหล่าคนรักนาฬิกาในประเทศไทย และในครั้งนี้หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนวัฒนธรรมนาฬิกาของ Siam Paragon ศูนย์รวมสินค้าลักซ์ชัวรีแห่งประเทศไทย คือ การร่วมมือกับ Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีเป้าหมายหลักในการให้ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกา และสนับสนุนให้วัฒนธรรมนี้เติบโตในวงกว้างอย่างยั่งยืน ที่บินตรงจากกรุงเจนีวามาเข้าร่วม Symposium และยังนำ FHH Academy มาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับนาฬิกาให้ชาวไทยได้มีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมของ FHH อย่างใกล้ชิด

ภายหลังจากลงเวที Opening Symposium ทาง Revolution Thailand และสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศได้ร่วมสนทนากับสองผู้บริหารหญิงแรงขับเคลื่อนสำคัญของงานนี้ ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน และ Aurélie Streit รองประธาน Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) และนี่คือบทสรุปวิสัยทัศน์ของสองผู้นำที่ช่วยวางรากฐานและยกระดับวัฒนธรรมนาฬิกา ผ่านงานเทศกาลนาฬิกาครั้งสำคัญอย่าง Bangkok Watch Week 2026

จุดเริ่มต้นและการตอบรับจากการจัดงานครั้งแรก

บทสนทนาเริ่มต้นด้วยการตอบคำถามสื่อมวลชนต่างประเทศที่ตัดสินใจเข้าร่วมงาน Bangkok Watch Week เป็นครั้งแรกในปีนี้ โดยผู้บริหาร Siam Paragon ได้เผยถึงที่มาของงาน Bangkok Watch Week ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมาโดยทาง Siam Paragon เป็นผู้ริเริ่มจัดงานนี้ขึ้น เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมลักซ์ชัวรีที่กำลังให้ความสำคัญกับการมอบประสบการณ์และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค มากกว่าการซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว

                  “หลังสถานการณ์โควิด-19 เราได้เห็นการชะลอตัวของตลาดลักซ์ชัวรีโดยรวม แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยังเห็นว่าอุตสาหกรรมนาฬิกายังคงเป็นอุตสาหกรรมที่มีความยั่งยืน และยังมีเรื่องราวมากมายที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ อุตสาหกรรมนาฬิกายังคงดำเนินไปได้อย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับสินค้าลักซ์ชัวรีประเภทอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ เราจึงพยายามสร้างบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนาฬิกาขึ้นมา และสิ่งที่เรามองว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมนี้ก็คือ ‘คอมมูนิตี้’ หรือชุมชนของคนรักนาฬิกา เพราะนาฬิกาเป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก อุตสาหกรรมนี้เป็นอุตสาหกรรมที่มีความพิเศษ เพราะสามารถเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนักสะสม แบรนด์ ผู้ที่เพิ่งเริ่มสนใจนาฬิกา สื่อมวลชน ตลอดจนผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาจากทั่วทุกมุมโลก”

                  ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมนาฬิกาหรูยังสะท้อนผ่านการเพิ่มขึ้นของนักสะสมผู้หญิง ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ก็เข้ามามีบทบาทในวงการสะสมมากขึ้น และมีความสนใจในนาฬิกาหลากหลายรูปแบบ ทั้งนาฬิกาวินเทจและนาฬิกาที่เดิมมักถูกมองว่าเป็นนาฬิกาสำหรับผู้ชาย แต่ในทุกวันนี้เส้นแบ่งดังกล่าวเริ่มเลือนรางลง

                  “ปัจจุบันผู้หญิงกำลังกลายเป็นกลุ่มนักสะสมที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น และเริ่มให้ความสนใจในศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกามากขึ้นด้วย เมื่อปีที่แล้ว เรามีนักสะสมนาฬิกาผู้หญิงอย่าง @ticktockbelles มาร่วมงาน และในปีนี้เธอก็พาคอมมูนิตี้ทั้งหมดของเธอมาร่วมงานด้วย โดยมีสมาชิกจากคอมมูนิตี้เดินทางมาจากต่างประเทศ รวมแล้วประมาณ 30 คน ซึ่งเป็นนักสะสมนาฬิกาผู้หญิงทั้งหมด และหากคุณได้มาร่วมงานตลอดระยะเวลา 6 วัน คุณจะได้พบกับนักสะสมนาฬิกาผู้หญิงจำนวนมากที่เดินทางมาร่วมงาน Bangkok Watch Week ในครั้งนี้”

ต่อยอดความสำเร็จ

ความสำเร็จเกินความคาดหมาย ของงาน Bangkok Watch Week ครั้งแรก สามารถพิสูจน์ได้จากยอดขายนาฬิกาที่ทะยานสูงขึ้น รวมถึงยังสามารถดึงดูดผู้บริหารระดับสูงจากแบรนด์นาฬิการะดับโลก ทั้ง CEO ผู้ก่อตั้งแบรนด์ และนักสะสมจากทั่วเอเชียให้มารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ อีกทั้งเครือข่ายและฐานข้อมูลลูกค้ากลุ่ม High-Net-Worth Individuals (HNWIs) ของ Siam Paragon ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของยอดขายสินค้าลักชัวรีในประเทศไทย ทำให้งาน Bangkok Watch Week โดย Siam Paragon มีรากฐานที่แข็งแกร่ง และด้วยการสนับสนุนของเครือข่ายพันธมิตรในหลายภาคส่วนยิ่งทำให้งานเทศกาลนาฬิกางานนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างจากงานเทศกาลนาฬิกาอื่นๆ อย่างชัดเจน

สำหรับการจัดงานครั้งที่สองนับเป็นบทพิสูจน์ว่า Bangkok Watch Week มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น จำนวนแบรนด์ที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นจาก 30 เป็น 45 แบรนด์ ครอบคลุมทั้งแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์อิสระ หลายแบรนด์ที่เข้าร่วมงานเลือกเทศกาลนาฬิกาครั้งนี้เป็นเวทีสำหรับการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก นอกจากนี้จำนวนสมาชิกจากกลุ่มนักสะสมนาฬิกาที่เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึงสองเท่า จำนวนผู้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ยังเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าด้วยกัน โดยครึ่งหนึ่งเป็นลูกค้าต่างชาติ สะท้อนถึงการเติบโตของ Bangkok Watch Week จากงานระดับประเทศยกระดับสู่การเป็นงานที่มีความสำคัญในระดับภูมิภาค และกำลังก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ ทางผู้บริหาร Siam Paragon ยังยืนยันว่า งานเทศกาลนาฬิกาในกรุงเทพฯ จะจัดขึ้นเป็นงานประจำทุกปี พร้อมตั้งเป้าหมายในการขยายแพลตฟอร์มทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

“เราอยากให้ Bangkok Watch Week ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในงานสำคัญระดับโลกของอุตสาหกรรมนาฬิกา เช่นเดียวกับเจนีวาและดูไบ อยากให้กรุงเทพฯ เป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญของวงการนาฬิกาในระดับโลก  เห็นได้ชัดว่า ในปีนี้มีแบรนด์จำนวนมากขึ้นที่เริ่มเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ๆ ร่วมกับเรา และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เราคิดว่าสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาได้เห็นสิ่งที่เราทำในปีที่แล้ว รวมถึงความมุ่งมั่นของเราในการช่วยแบรนด์ขยายฐานผู้ชม เพิ่มฐานข้อมูลลูกค้า และเชื่อมโยงกลุ่มนักสะสมนาฬิกา รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงให้มาอยู่ในงานเดียวกัน”

ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน

จุดเด่นของ Bangkok Watch Week

อีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้ Bangkok Watch Week มีศักยภาพที่สามารถยกระดับขึ้นทัดเทียมงานเทศกาลนาฬิการะดับสากลได้ คือ จุดเด่นของงานที่มีความแตกต่างจากงานเทศกาลนาฬิกาในประเทศอื่นๆ ที่สาวกนาฬิกาคุ้นเคย นับตั้งแต่การที่ทาง Siam Paragon เปิดโอกาสให้ทั้งแบรนด์ที่เป็นผู้เช่าพื้นที่ของศูนย์การค้าและแบรนด์ที่ไม่ได้เป็นผู้เช่าพื้นที่เข้าร่วมงาน ทำให้เกิดความหลากหลายของแบรนด์และมุมมองภายในงาน

“ในปีนี้เรายังได้รับเกียรติจาก FHH เข้ามามีส่วนร่วมใน Bangkok Watch Week ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับเรา การที่ FHH เข้ามาร่วมงานในกรุงเทพฯ ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในระดับโลก และทำให้งานมีความเชื่อมโยงกับแวดวงนาฬิกาในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาได้นำทั้งความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ด้านการศึกษาศาสตร์แห่งนาฬิกาเข้ามาร่วมแบ่งปัน ซึ่งเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากต่ออุตสาหกรรมนาฬิกา โดยเฉพาะการสืบทอดองค์ความรู้และส่งต่อศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาไปสู่คนรุ่นถัดไป”

Bangkok Watch Week ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ใกล้ชิดและการมีส่วนร่วมกับลูกค้า ควบคู่ไปกับการให้ความรู้และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกซื้อ นาฬิการุ่นใหม่และรุ่นพิเศษ ได้โดยตรง โดยมีนาฬิกามากกว่า 200 รุ่น ให้เลือก รวมถึงการเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษภายในงานอย่าง Roger Dubuis ‘Knight of the Round Table’ และ Oris ได้เปิดตัว ‘Bangkok Limited Edition’ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมิอาจปฏิเสธได้ว่า กรุงเทพฯ มีจุดแข็งจากชื่อเสียงด้านการต้อนรับนักท่องเที่ยว ระบบนิเวศของตลาดลักซ์ชัวรีที่มีความหลากหลาย รวมถึงประสบการณ์ระดับไฮเอนด์ในงบประมาณที่สามารถเข้าถึงได้เมื่อเทียบกับจุดหมายปลายทางอื่นๆ ปัจจัยเหล่านี้ช่วยส่งเสริมให้กรุงเทพฯ มีศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็นหมุดหมายสำคัญในด้าน Luxury Tourism โดยการจัดงานในครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอีกด้วย และการปักหมุดกรุงเทพฯ เป็นสถานที่จัดงานเป็นประจำทุกปีน่าจะสามารถดึงดูดนักสะสมนาฬิกาจากทั่วโลกให้บินตรงมายังเมืองหลวงแห่งเรือนเวลาแห่งใหม่นี้ได้

ความร่วมมือระหว่าง Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)

การให้ความรู้ด้านศาสตร์ในการผลิตนาฬิกาเป็นรากฐานสำคัญในการปลูกฝังวัฒนธรรมนาฬิกาให้แก่คนรุ่นใหม่ และหน้าที่นี้ต้องยกให้กับ Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเผยแพร่ความหลงใหลในศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาแก่ผู้เข้าร่วมงาน ในปีนี้ Siam Paragon จึงได้เชื้อเชิญ FHH เข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว ผ่านการเสวนาบนเวที The Symposium และการถ่ายทอดความรู้ผ่านประสบการณ์แบบ immersive ณ FHH Academy Lounge และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในศาสตร์แห่งนาฬิกามีโอกาสได้เข้ารับการทดสอบเพื่อรับ FHH Certification การรับรองมาตรฐานระดับสากลซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกอีกด้วย ซึ่งการให้ความรู้ในแบบฉบับของ FHH นั้นเป็นการพยายามทำให้ทุกคนสามารถเพลิดเพลินกับการเข้าถึงศาสตร์แห่งเรือนเวลาได้ผ่านรูปแบบที่เรียกว่า ‘Edutainment’

“สำหรับ FHH เอง การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานลักษณะนี้ก็มีความสำคัญอย่างมากเช่นกัน เพราะในฐานะ FHH เรามีพันธกิจในการส่งเสริมศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาชั้นสูง (Fine Watchmaking) ไปทั่วโลกผ่านการศึกษา สำหรับเรา การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมนาฬิกา เพราะนาฬิกาเป็นวัตถุที่แม้คุณจะมีความรู้เกี่ยวกับมันเพียงเล็กน้อย คุณก็สามารถหลงใหลในตัวมันได้ แต่เมื่อคุณเข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ภายในนาฬิกาคืออะไร เข้าใจถึงงานฝีมือและความประณีตที่อยู่เบื้องหลัง คุณก็จะยิ่งสนใจและสามารถตกหลุมรักศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

สิ่งที่ FHH พยายามทำก็คือการทำให้องค์ความรู้เหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ ช่างฝีมือ และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม นั่นคือเหตุผลที่เรามาอยู่ที่ Bangkok Watch Week เพราะสำหรับเรา งานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมในการเข้าถึงผู้คนกลุ่มใหม่ๆ เนื่องจากกิจกรรมของเราเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมได้ และนี่เป็นช่องทางที่ยอดเยี่ยมในการเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ๆ รวมถึงคนรุ่นใหม่

Aurélie Streit รองประธาน Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)

…สิ่งที่เราพยายามทำคือการถ่ายทอดความรู้ผ่านสื่อและรูปแบบที่หลากหลาย ต้องขอบคุณผู้จัดงานที่เปิดโอกาสให้เรามีพื้นที่สำหรับจัดบูธ เพื่อให้เราได้ถ่ายทอดและสาธิตองค์ความรู้ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ทดลองและทดสอบความรู้ของตัวเอง เพราะแนวทางการทำงานที่เราชื่นชอบคือสิ่งที่เราเรียกว่า ‘Edutainment’ หรือการผสมผสานระหว่างการศึกษาและความสนุกสนาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ FHH เชี่ยวชาญ นั่นคือการทำให้ศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาเป็นเรื่องที่สนุกและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน”

นี่เป็นครั้งแรกที่ทาง FHH เข้าร่วมในงาน Bangkok Watch Week 2026 และได้นำ FHH Academy มานำเสนอในงานนี้ในรูปแบบ FHH Academy Lounge ที่เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้รับการรับรองความรู้ในศาสตร์แห่งเรือนเวลา

“ในมุมมองของเรา เราเปิดตัว Academy ขึ้นเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว โดยในช่วงแรกเราใช้ชื่อว่า Professional Academy จุดประสงค์คือการมอบองค์ความรู้ที่เพียงพอให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจนาฬิกา รวมถึงสามารถอธิบายและถ่ายทอดเรื่องราวของนาฬิกาให้กับลูกค้าได้ เราไม่ได้ให้ความรู้เฉพาะเรื่องเทคนิคเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมศาสตร์และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนาฬิกาอีกหลากหลายด้าน เพราะการทำความเข้าใจนาฬิกาไม่ได้หมายถึงเพียงการรู้ว่าอะไรอยู่ภายในกลไกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รายรอบนาฬิกาด้วย เพราะสิ่งที่สร้างคุณค่าให้กับนาฬิกาไม่ได้มีเพียงตัวผลิตภัณฑ์ แต่ยังรวมถึงเรื่องราวทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังนาฬิกาเรือนนั้น และมันก็น่าสนใจเช่นกันเมื่อเราได้ตระหนักว่า นาฬิกาไม่ได้มีหน้าที่เพียงบอกเวลาเท่านั้น แต่เรายังสามารถมองนาฬิกาในแง่มุมทางปรัชญาได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่ทุกวันนี้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราพยายามถ่ายทอดผ่านหลักสูตรและการฝึกอบรมของเรา”

หลักสูตรของ FHH ครอบคลุมตั้งแต่เทคนิคการผลิตนาฬิกา ประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรม นาฬิการุ่นสำคัญ ไปจนถึงงานฝีมือและความเชี่ยวชาญด้านการผลิต เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและเห็นคุณค่าของศาสตร์แห่งนาฬิกาในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ถึงแม้จะยังไม่อาจวัดผลได้แน่ชัดว่ามีผู้ร่วมทดสอบในอัตราส่วนเท่าไร แต่ทาง FHH ก็มั่นใจจากบรรยากาศอันคึกคักภายใน Bangkok Watch Week ว่า “กรุงเทพฯ กลายเป็น Watch Destination จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของคนรักนาฬิกาไปเรียบร้อยแล้ว” ในอนาคต FHH ยังมีแผนที่จะพัฒนาความร่วมมือเพิ่มเติม โดยอาจมีการจัดตั้งพื้นที่หรือการดำเนินงานด้าน GIA (Gemological Institute of America) campus ในกรุงเทพฯ อีกด้วย

                  งาน Bangkok Watch Week 2026 โดย Siam Paragon จึงเป็นการส่งสัญญาณว่า กรุงเทพฯ พร้อมแล้วที่จะเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของคนรักนาฬิกา และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการสนับสนุนและต่อยอดวัฒนธรรมนาฬิกาให้เติบโตอย่างยั่งยืน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?

บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)

กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จเตรียมจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)

กับบทบาทในการเผยแพร่และอนุรักษ์วัฒนธรรมนาฬิกาให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เป็นที่ทราบในหมู่คนรักนาฬิกาโดยทั่วกันว่า Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) เป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ความเข้าใจและความหลงใหลในศาสตร์แห่งนาฬิกาชั้นสูงมาร่วมสองทศวรรษ และเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งเมื่อได้ทราบว่า FHH กำลังจะมาเผยแพร่วัฒนธรรมนาฬิกาภายในงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในวันที่ 22-27 กันยายนนี้ซึ่งภายในสัปดาห์แห่งคนรักนาฬิกานี้ ทาง FHH จะนำประสบการณ์และความรู้เชิงลึกในศาสตร์แห่งนาฬิกามาเผยแพร่ผ่าน Academy Lounge ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์ด้านศาสตร์การทำนาฬิกาผ่านกิจกรรมต่างๆ รวมถึง FHH Watch Advisor Certification ที่เปิดให้ผู้สนใจเข้ารับการรับรองได้โดยตรงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตลอดจนการเสวนาแบบ Panel Discussion จำนวน 2 หัวข้อ ภายในงาน Symposium

เรามีโอกาสได้สนทนากับ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) ระหว่างช่วงที่ทุกฝ่ายกำลังตระเตรียมงานครั้งสำคัญในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก Ravessoud มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของโครงการด้านการศึกษา ขับเคลื่อนเนื้อหาเชิงบรรณาธิการที่สร้างสรรค์และให้ความรู้ รวมถึงกำกับดูแลโครงการและกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร เขาได้รับการยอมรับจากความรู้และความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในอุตสาหกรรมนาฬิกา Ravessoud เข้าร่วมงานกับ FHH ในปี 2007
ในตำแหน่ง Marketing & Development Director เขามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแพลตฟอร์มสำคัญและโครงการที่มีชื่อเสียงขององค์กรหลายรายการ รวมถึง Cultural Council และ FHH Forum ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมผู้บริหาร ผู้แทนจากต่างประเทศ สื่อชั้นนำ และผู้นำทางความคิดจากหลากหลายแวดวง เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญและความท้าทายของอุตสาหกรรมนาฬิกา

หลังจากได้อ่านประวัติของคุณแล้ว ต้องบอกว่าประสบการณ์ของคุณในอุตสาหกรรมนาฬิกานั้นน่าประทับใจมาก สำหรับการทำงานที่ FHH  คุณเข้ามาร่วมงานตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเลยหรือว่าเข้ามาภายหลัง

เกือบจะตั้งแต่เริ่มต้นเลยครับ เพราะมูลนิธิก่อตั้งขึ้นในปี 2005 ส่วนผมเข้ามาในปี 2007 ตอนนั้นเราเพิ่งเปิดตัวเว็บไซต์ และนั่นก็ถือเป็นกิจกรรมแรกของเรา ดังนั้นผมจึงพูดได้ว่าผมเข้ามาเกือบจะตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของมูลนิธิเลย

ในมุมมองของคุณอะไรคือความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของมูลนิธิ

เรื่องแรกคือ เราเริ่มต้นจากฝั่งหนึ่งของธุรกิจ เพราะอย่างที่ทราบกัน มูลนิธิของเราก่อตั้งขึ้นโดย Audemars Piguet, Richemont Group และ Girard-Perregaux แต่ตั้งแต่แรกเริ่ม เรามีความตั้งใจที่จะเป็นมูลนิธิสำหรับอุตสาหกรรมนาฬิกาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การที่เราเริ่มต้นมาจากฝั่งหนึ่งของอุตสาหกรรม ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะสร้างตัวตนของเราให้เป็นองค์กรระดับโลกอย่างแท้จริง ดังนั้น หนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญสำหรับผมก็คือ วันนี้เราได้กลายเป็นมูลนิธิที่ไม่แสวงหาผลกำไร 100% และได้รับการรับรองจากกรุงเจนีวาว่าเป็นองค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์ นั่นหมายความว่าเราได้รับการยอมรับอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เราทำนั้นไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อผลกำไร เราดำเนินงานอยู่ทั่วโลก และได้รับการมองว่าเป็นองค์กรที่ช่วยส่งเสริมและสืบสานวัฒนธรรมนาฬิกาให้กับอุตสาหกรรมทั้งหมดในหลากหลายรูปแบบ สำหรับผม นี่คือหนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญที่สุด

และอีกหนึ่งความสำเร็จที่สำคัญซึ่งเราได้มอบให้กับอุตสาหกรรมนาฬิกา ก็คือ FHH Academy และหลักสูตร FHH Certification ปัจจุบันหลักสูตรนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในหลักสูตรชั้นนำด้านความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการผลิตนาฬิกา เช่นเดียวกับที่ TOEFL หรือ GMAT กลายเป็นมาตรฐานอ้างอิงในแวดวงของตัวเอง ผู้คนจำนวนมากนำใบรับรอง FHH ไปใส่ไว้ในประวัติย่อเมื่อสมัครงาน และสำหรับเรา นี่ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ เพราะเราเป็นสถาบันเพียงแห่งเดียวที่สามารถทำสิ่งนี้ในระดับโลกได้

เราคิดว่า ทุกวันนี้อุตสาหกรรมนาฬิกามีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมนาฬิกาในอดีตที่มักถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีความดั้งเดิมสูง และสำหรับบางคน ก็แทบจะเหมือนเป็น ‘สมาคมลับ’ คุณเห็นด้วยกับเรื่องนี้ไหม และตั้งแต่วันแรกที่คุณเข้ามาทำงานจนถึงวันนี้คุณเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

แน่นอนครับ โดยทั่วไปแล้ว โลกของลักชัวรี่ค่อนข้างเป็นโลกที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ผมคิดว่าในอดีต การทำนาฬิกามักจะไม่ถึงกับเป็นความลับ แต่ผมจะเรียกว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีความ ‘สงวนตัว’ หรือมีความเป็นส่วนตัวสูงมากกว่า แต่ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้ โลกได้เปิดกว้างและมีความโปร่งใสมากขึ้น และโซเชียลมีเดียก็ยิ่งเร่งให้ข้อมูลต่างๆ ถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถรู้ทุกอย่างได้แบบเรียลไทม์ บางครั้งถึงขั้นมีข้อมูลมากเกินไปด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ดีหรือไม่ดี ทุกอย่างสามารถเข้าถึงได้ ผมคิดว่าสิ่งนี้ได้สั่นคลอนรากฐานของอุตสาหกรรม และบังคับให้อุตสาหกรรมต้องเปิดกว้างและปรับตัว แต่จริงๆ แล้วการปรับตัวถือเป็นหนึ่งในคุณลักษณะสำคัญของอุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว

หากย้อนกลับไปดูวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ เช่น วิกฤตควอตซ์ในช่วงทศวรรษ 1970 อุตสาหกรรมก็เคยถูกท้าทายอย่างหนักมาแล้ว แต่เมื่อเผชิญกับความท้าทาย อุตสาหกรรมก็สามารถค้นหาทรัพยากรและแนวทางที่จะกลับมาได้ และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ เสมอ เช่นเดียวกับช่วงโควิด-19 ซึ่งจู่ๆ จุดจำหน่ายสินค้านาฬิกาทั่วโลกต้องปิดลงแทบจะในชั่วข้ามคืน แต่ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ อุตสาหกรรมก็สามารถปรับตัว ค้นหาทรัพยากรในท้องถิ่น และปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานได้ ดังนั้น ผมคิดว่าอุตสาหกรรมก็สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ และนี่คือหนึ่งในคุณลักษณะสำคัญของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส บางครั้งอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสอาจถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ช้าและดั้งเดิม แต่เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องเคลื่อนไหว พวกเขาก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและปรับตัวได้

วิกฤตควอตซ์ถือเป็นช่วงเวลาที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมนาฬิกาอย่างแท้จริง เพราะในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน การทำนาฬิกากลไกก็ถูกทำให้ดูเหมือนล้าสมัยจากการเข้ามาของกลไกควอตซ์ แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมาเกือบ 60 ปีแล้ว และแม้ทุกวันนี้การใช้นาฬิกาจะไม่ได้มีความสำคัญในแง่ของการบอกเวลาเหมือนในอดีต แต่วัฒนธรรมของนาฬิกาก็ยังคงอยู่ และตัวนาฬิกาเองก็ยังคงอยู่ รวมถึงอุตสาหกรรมก็ยังเติบโตมาได้ยาวนานจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมาก อุตสาหกรรมนาฬิกากำลังมีความโปร่งใสมากขึ้น แม้จะต้องใช้เวลา แต่สิ่งต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน

สิ่งหนึ่งที่มูลนิธิทำให้เราเห็นอย่างชัดเจนก็คือการสร้างแพลตฟอร์มอย่างแอคเคาต์อินสตาแกรม @watches_and_culture ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพาผู้ที่เพิ่งเริ่มสนใจเข้ามาสู่โลกแห่งการทำนาฬิกา ในมุมมองของคุณ อะไรคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การทำนาฬิกาเข้าถึงผู้คนที่อยู่นอกอุตสาหกรรมได้มากขึ้น

ผมคิดว่าโดยธรรมชาติแล้ว วงการลักชัวรี่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนาฬิกา เป็นสิ่งที่มีความดั้งเดิมสูง มันเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอของอุตสาหกรรม และมันจำเป็นต้องมีความดั้งเดิม เพราะอุตสาหกรรมนี้วิวัฒนาการโดยนับกันเป็นรุ่นต่อรุ่น ไม่ใช่ปีต่อปีหรือเดือนต่อเดือน ดังนั้น เราจำเป็นต้องรักษาดีเอ็นเอที่แข็งแกร่ง รวมถึงประวัติศาสตร์และสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเอาไว้ แน่นอนว่าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้จึงกลายเป็นความท้าทาย นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราสร้าง @watches_and_culture ขึ้นมา เพื่อพยายามสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ผ่านรหัสทางวัฒนธรรมและน้ำเสียงที่พวกเขาคุ้นเคย เราต้องการทำให้โลกของลักชัวรี่ดูเข้าถึงง่ายขึ้น ลดความเป็นทางการและความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไกลตัว พยายามทำให้เนื้อหาสนุกขึ้น เบาสบายขึ้น และเล่าเรื่องต่างๆ ในรูปแบบที่น่าสนใจ รวมถึงอธิบายเรื่องสนุกๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลกของนาฬิกา ผมคิดว่านี่คือหัวใจสำคัญ นั่นคือการพยายามเปลี่ยนน้ำเสียงในการสื่อสาร จากน้ำเสียงแบบดั้งเดิมที่มีความเป็นสถาบันเป็นทางการ ไปสู่รูปแบบที่สามารถปรับให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ ซึ่งกำลังมองหาทั้ง ‘ความหมาย’ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการสิ่งที่เบาสบาย สนุก และสามารถแชร์ต่อได้ง่าย

การเข้าถึง Gen Z หรือคนรุ่นใหม่กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่สื่อและอุตสาหกรรมนาฬิกาให้ความสำคัญมากขึ้น และเราคิดว่า FHH ก็ให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้เช่นกัน คุณคิดว่าคนรุ่นนี้กำลังมองหาอะไรจากอุตสาหกรรมนาฬิกา

ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z กำลังมองหาสองสิ่งที่มีความเชื่อมโยงกัน อย่างแรกคือ ‘ความหมาย’ พวกเขาต้องการรู้เรื่องราวของนาฬิกาไอคอนิก เรื่องราวของคนดังที่สวมใส่นาฬิกาเหล่านั้น รวมถึงเรื่องราวว่าภูมิภาคเล็กๆ อย่างเทือกเขาจูราในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่ยากจนและแทบไม่มีใครรู้จัก กลายมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของสินค้าลักชัวรี่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดได้อย่างไร พวกเขาต้องการเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้มีความหมายอย่างไรสำหรับตัวพวกเขาเอง

แต่สิ่งที่เราได้ค้นพบหรือสังเกตเห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนรุ่นใหม่ได้สร้างสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น ‘วัฒนธรรมแห่งการตระหนักรู้ในตัวเอง’ (self-awareness) ดังนั้น ผมคิดว่า ความเอ็กซ์คลูซีฟและการใช้สิ่งต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงตัวตนที่แตกต่างจากคนอื่น ก็เป็นอีกหนึ่งคุณลักษณะสำคัญของ Gen Z พวกเขาต้องการสร้างความแตกต่างให้กับตัวเอง และต้องการแสดงออกถึงตัวตนในแบบของตัวเอง พวกเขาอาจเลือกมองหานาฬิกาวินเทจเรือนหนึ่ง เพราะนาฬิกาเรือนนั้นมีเรื่องราวบางอย่างที่เชื่อมโยงกับพวกเขา เป็นเรื่องราวที่สะท้อนตัวตนของพวกเขาได้อย่างแท้จริง หรือพวกเขาอาจเลือกค้นหา Microbrand แบรนด์หนึ่งที่สามารถสื่อสารกับพวกเขาได้อย่างเฉพาะเจาะจง ดังนั้น ผมคิดว่า สองคุณลักษณะที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนคือการแสดงออกถึงตัวตนในแบบที่เป็นส่วนตัวอย่างมาก และความรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีความหมาย เพราะฉะนั้นแค่รูปลักษณ์ภายนอก ความหรูหรา ความเปล่งประกาย หรือความเย้ายวนใจเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป คุณต้องเพิ่ม ‘ความหมาย’ เข้าไปด้วย

พูดถึง FHH Academy เราคิดว่านี่ก็เป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่สำคัญของ FHH แล้วคุณมีแผนที่จะขยายเสาหลักนี้ต่อไปในอนาคตอย่างไรบ้าง

สำหรับเราแล้ว นี่คือเสาหลักหลักของกิจกรรมทั้งหมดของเรา และถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างสามารถค้นหาได้ทางออนไลน์ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ ผมคิดว่า FHH Academy ซึ่งมาจากสถาบันที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก และในขณะเดียวกันก็มีความใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมจึงมีความสำคัญอย่างมากในการรักษาวัฒนธรรมของการทำนาฬิกาให้คงอยู่ต่อไป ด้วยการอธิบายเรื่องราวเหล่านี้ให้กับผู้คนในวงกว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น แน่นอนว่า เราต้องการทำให้ FHH Academy เข้าถึงผู้บริโภคทั่วไปมากขึ้น

เมื่อ FHH Academy ถูกสร้างขึ้นในช่วงแรก จุดประสงค์หลักคือต้องการเปิดโอกาสให้พนักงานขายมีความรู้เกี่ยวกับนาฬิกามากขึ้น เพื่อที่จะสามารถทำงานด้านการขายและพบปะกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่หลังจากนั้น ความสนใจจากคนในอุตสาหกรรมทั้งหมดก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนเราได้รับคำขอจากลูกค้าทั่วไปสำหรับหลักสูตรของเราเป็นจำนวนมาก ตอนนี้เราจึงต้องการทำให้หลักสูตรเหล่านี้เปิดกว้างสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา และนักสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจพื้นฐานของศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาชั้นสูง การพัฒนา Academy ให้เติบโตขึ้นในทุกภูมิภาคทั่วโลกจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเรา ทั้งในรูปแบบออนไลน์ และการเปิดสอนในภาษาต่างๆ โดยมีเป้าหมายคือการทำให้ข้อมูลเหล่านี้กลายเป็นแหล่งอ้างอิงที่สามารถเข้าถึงได้โดยผู้คนในวงกว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และมีหลักสูตรสำหรับทุกคนมากขึ้น และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เรามาร่วมงาน Bangkok Watch Week ในครั้งนี้ครับ

นอกเหนือจากเหตุผลที่ว่าแล้ว อะไรคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเข้าร่วมงาน Bangkok Watch Week 2026 และผู้ที่เข้าร่วมฟัง Forum ของ FHH จะได้รับประสบการณ์อะไรบ้าง

มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งครับ เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ในบทบาทการทำงานก่อนหน้านี้ของผม ผมเคยทำงานให้กับ Harry Winston และตอนนั้นผมก็เคยมาที่นี่แล้ว ผมเคยมาที่ Siam Paragon แห่งนี้ และในเวลานั้นก็มีงานนาฬิกาอีกงานหนึ่ง ตอนนั้นมีแบรนด์เข้าร่วมประมาณ 15-20 แบรนด์เท่านั้น ซึ่งถือว่าเล็กกว่ามาก และสำหรับผมแล้ว นั่นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมนาฬิกาชั้นสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ตอนนี้ ผ่านมาหนึ่งชั่วอายุคน

ทุกอย่างเติบโตขึ้นอย่างมาก งานในวันนี้มีขนาดใหญ่มาก มีผู้จัดแสดงหลายสิบราย และผมคิดว่า การมีงานอีเวนต์แบบ physical event ในตลาดแห่งนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้คนจะได้สัมผัสกับแบรนด์ที่น่าสนใจมากมายที่มาร่วมงาน ผมคิดว่าเมื่อพิจารณาจากคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจและต้องการมีส่วนร่วมกับโลกของนาฬิกาอย่างมาก พวกเขาจะได้รับสิ่งต่างๆ มากมาย ซึ่งมีมากกว่าที่เราเห็นด้วยตาเสียอีก และเราก็ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมกับงานนี้ เพราะปัจจุบันงานนี้ได้กลายเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างมาก ผมคิดว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาอย่างมากในอุตสาหกรรมนาฬิกา และจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราคิดว่า แบรนด์พันธมิตรส่วนใหญ่ของเราก็อยู่ที่นี่ และเราควรสนับสนุนความพยายามดังกล่าวด้วย

สำหรับผู้เข้าชมแล้ว มีสิ่งต่างๆ ให้ชมและเรียนรู้มากมายตลอดระยะเวลาหลายวันนี้ พวกเขาจะได้รับประสบการณ์กลับไปมากมาย เพราะมีทั้งกิจกรรมและประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมหลักสูตรของเราและได้รับใบรับรองได้ด้วย ดังนั้น ผมคิดว่ามันเหมือนกับว่า โลกทั้งใบกำลังเดินทางมาที่กรุงเทพฯ ภายในระยะเวลา 4-5 วัน ผู้คนจะได้ค้นพบสิ่งต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ ประสบการณ์ อีเวนต์ ไปจนถึงหลักสูตรและการรับรองต่างๆ และพวกเขาจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

เป้าหมายสูงสุดของ FHH คือการส่งเสริมและปลูกฝังวัฒนธรรมนาฬิกาให้เติบโตขึ้นต่อไปใช่หรือไม่

ผมคิดว่า หากเรามองไปข้างหน้าและมองไปไกลมากๆ การทำนาฬิกาก็มีความคล้ายคลึงกับ ‘โอเปร่า’ มันเป็นวัฒนธรรมที่เก่าแก่และแข็งแกร่งมาก แต่จำเป็นต้องมีการอธิบายให้ผู้คนเข้าใจ เพราะไม่เช่นนั้น ผู้คนก็จะไม่เข้าใจ ‘จังหวะ’ หรือแก่นของมัน และหากไม่มีความทุ่มเท วัฒนธรรมนี้ก็อาจค่อยๆ เลือนหายไป

Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)

ลองนึกถึงโอเปร่าดูสิครับ คุณอาจได้ยินเสียงดนตรีที่ไพเราะ แต่ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าดนตรีนั้นมีที่มาอย่างไร ใครคือผู้ขับร้อง ทำไมท่วงทำนองจึงเป็นเช่นนั้น และรายละเอียดต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลัง คุณก็จะสูญเสียความเข้าใจทั้งหมดไป เช่นเดียวกันกับการทำนาฬิกา เรากำลังพูดถึงประวัติศาสตร์และงานฝีมือที่สั่งสมมาหลายศตวรรษ รวมถึงศาสตร์และงานช่างแขนงต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริม ปกป้อง และนำออกมาให้ผู้คนได้เห็น เพื่อให้มันสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ วัฒนธรรมนี้อยู่กับเรามาเป็นเวลายาวนานกว่า 500 ปี เราต้องการรักษามันเอาไว้ พร้อมทั้งนำมันออกมาให้ผู้คนได้เห็น เพื่อให้คนรุ่นต่อๆ ไปสามารถชื่นชมและเพลิดเพลินกับวัฒนธรรมนี้ไปได้อีกยาวนานที่สุด นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของ FHH ครับ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Geneva Watch Days 2026: มหกรรมนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมเขย่าวงการนาฬิกาโลก

หมุดหมายแห่งรางวัลระดับโลก PMT The Hour Glass คว้าสิทธิ์จัดนิทรรศการ GPHG 2026 ในกรุงเทพฯ 1 ใน 4 จุดหมายทั่วโลก

กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จเตรียมจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

Czapek Promenade L’Écume des Jours เบื้องหลังผลงานที่ซ่อนไว้ด้วยเรื่องราวความเจ็บปวดของความรัก ที่มีเพียง 18 เรือนทั่วโลก

เมื่อแบรนด์นาฬิกาขอหยิบวรรณกรรมสุดเพี้ยนมาทำนาฬิกา 18 เรือน ผ่านตัวเรือนเหล็ก ลายเปียโน และดอกบัวตอง ชวนสัมผัสเรื่องราวของฟองคลื่นแห่งวันเวลา การเดินเล่นท่ามกลางดอกบัวและเสียงดนตรี

ทุกๆ ผลงานระดับชั้นปรมาจารย์ ล้วนมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่เปราะบางและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่นเดียวกับความเจ็บป่วยที่มันเป็นตัวแทนความงดงามที่แลกมาด้วยบาดแผล และคงอยู่เหนือกาลเวลา…  

ในบรรดากล่องอีเมลล์ของนักข่าวสายนาฬิกา มักชินชากับข่าวเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดมักจะมาทรงเดียวกันหมด กลไกใหม่ วัสดุตัวเรือนน้ำหนักเบา หรือไม่ก็โทนสีหน้าปัดประจำฤดูกาลนั่นแหละ แต่ตอนที่เห็นข่าว Czapek Promenade L’Écume des Jours ที่เพิ่งส่งมาถึงกล่องข้อความ เราแอบสะดุดตาตรงชื่อรุ่นทันทีอยู่เหมือนกัน

พอได้ลองศึกษาทำความเข้าใจอยู่ซักพัก คำว่า L’Écume des Jours ไม่ใช่คำภาษาฝรั่งเศสที่ใช้บรรยายความหรูหรา แต่มันคือชื่อนวนิยายเซอร์เรียลลิสต์ปี 1947 ของ Boris Vian (คนที่คนฝรั่งเศสต่างจดจำในฐานะวิศวกร นักเล่นเปียโนแจ๊ส และนักเขียนสุดโฉด) แปลเป็นไทยคงประมาณ “ฟองคลื่นแห่งวันวาน” 

เรื่องย่อของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้หวานซึ้งอย่างที่คิด เนื่องจากเส้นเรื่องนั้นเป็นเรื่องราวของของโคลินและโคลอี กับความรักที่พังทลายลงเพราะความเจ็บป่วย และโลกที่บิดเบี้ยวภายใต้น้ำหนักของจินตนาการของตนเอง พระเอกมีเปียโนที่ผสมค็อกเทลตามท่วงทำนองที่เล่น (เปียโนที่สามารถปรุงค็อกเทลให้เข้ากับอารมณ์ของดนตรีที่เล่น) ส่วนนางเอกก็ป่วยเป็นโรคประหลาด มี “ดอกบัว” ค่อยๆ งอกและเติบโตหยั่งรากขึ้นในปอดของโคลอี 

คำถามแรกที่เด้งขึ้นมาในหัวทันที ใครมันจะเอาเรื่องดอกบัวกินปอดคนมาทำนาฬิกาสวิสราคาหลักแสน? 

แต่พอได้พิจารณาองค์ประกอบหน้าปัดใกล้ๆ ถึงได้เข้าใจว่า อ๋อออ Chloé Desbiolles ดีไซเนอร์ของ Czapek ไม่ได้ตีความตรงไปตรงมาแบบกำปั้นทุบดินแบบนั้นค่ะทุกคน

นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมกับตัวเรือนเหล็กขนาด 38 มิลลิเมตร ซึ่งถ้าเราดูผ่านๆ ก็คงจะเหมือนกับตระกูล Promenade รุ่นทั่วไป แต่ขอบหน้าปัดด้านใน (Flange) นั้นถูกแต่งเป็นลายคีย์เปียโนวงกลม สื่อถึงเครื่อง “Pianocktail” จากในเล่ม และตรงตำแหน่ง 4:30 น. ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น Goutte d’Eau ทางแบรนด์เลิกใช้เข็มวินาทีทรงปกติ แล้วแทนที่ด้วยเข็มรูปดอกบัวที่ตัดด้วยเลเซอร์จากไทเทเนียม หมุนแล่นอยู่เหนือแผ่นหินเจด (Jade) ตามภาพที่เราเห็น

ภาพตัวอย่างจาก https://blubee.com/

ความเคี่ยวของช่างทำหน้าปัดสวิสนั้นซ่อนอยู่ในจุดนี้เอง ต้องบอกว่าการจะทำหน้าปัดชิ้นนี้ ต้องใช้ความร่วมมือถึงสามสำนักนั่นก็คือ Donzé Cadrans ทำพื้นหน้าปัดลงยา Grand Feu โทนสีน้ำเงิน จากนั้นส่งต่อให้กับเวิร์กชอป MD’Art แล้วใช้เลเซอร์เซาะร่องพื้นผิวลงไป เพื่อวางวงแหวนมุก (Mother-of-pearl) เพ้นท์ลายคีย์เปียโนด้วยมือ แล้วค่อยๆ ฝังหินเจดลงไปใต้ตำแหน่งเข็มวินาทีอีกชั้นหนึ่ง

ถ้าเราลองนึกภาพการตัดกระจก มุก และหินธรรมชาติ ให้ลงล็อกกันพอดีบนพื้นที่หนาไม่ถึงมิลลิเมตร ล้วนต้องอาศัยความชำนาญมากๆ เพราะความผิดพลาดแค่ความหนาของเส้นผมก็ทำรอยร้าวบนแผ่นมุกได้ทันที

เราเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในวงการนี้มานานจะทราบกันดีว่า งานที่ยากที่สุด ไม่ใช่งานที่ซับซ้อนที่สุด แต่เป็นงานที่นำเอาวัสดุต่างชนิดที่มีการขยายตัวไม่เท่ากันมาวางซ้อนกันบนหน้าปัดเดียวกัน ต่างหากที่ยากและปราบเซียนขั้นสุด และ Czapek รุ่นนี้ ก็สอบผ่านในแง่ของความประณีตเชิงช่างอย่างไม่มีข้อสงสัย

หากเราพลิกมาดูฝาหลัง จะเห็นโรเตอร์จิ๋ว (Micro-rotor) ที่ทำจากแพลทินัม 950 รีไซเคิล ที่ทำงานร่วมกับกลไกอินเฮาส์ Calibre SXH5.1 ผสมผสนานงานขัดแต่งสะพานจักร (Bridges) สีดำแซนด์บลาสต์ฉลุโปร่ง 7 ชิ้น ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกของ François Czapek ในศตวรรษที่ 19 ให้พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง เดินด้วยความถี่ 4Hz เป็นกลไกที่เราคุ้นเคยกันดีในแง่ความเสถียรและการเก็บงาน

Xavier de Roquemaurel ซีอีโอของ Czapek ได้เล่าเบื้องหลังไว้ว่า โครงการนี้เริ่มจากการนั่งมองหน้าปัดมุกเปลือกหอย แล้วชื่อหนังสือของ Boris Vian ก็ลอยเข้ามาในหัว เขาก็เลยลองส่งจดหมายไปหา Cohérie Boris Vian (หน่วยงานดูแลมรดกของนักเขียน) แบบไม่คาดหวัง แต่ผลคือฝั่งนั้นกลับตอบตกลงเกือบจะทันที เพราะเห็นว่าวิญญาณความขบถแบบเซอร์เรียลลิสต์ของหนังสือมันเข้ากับทิศทางของแบรนด์

นอกจากนี้ งานเปิดตัวสื่อมวลชนของตระกูลนี้ ไม่ได้จัดขึ้นภายในโรงแรมหรูตามธรรมเนียม แต่จัดขึ้นที่ Moulin Rouge ในปารีส ซึ่งเป็นที่ตั้งของอพาร์ตเมนต์เดิมที่ Boris Vian เคยอยู่อาศัย

นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำกัดแค่ 18 เรือนทั่วโลก และมาพร้อมกับหนังสือ L’Écume des Jours ฉบับพิเศษใส่มาในกล่อง

สำหรับเราแล้วหากเรามองในมุมของการตลาด นาฬิกาเรือนนี้สอบผ่านเรื่องความเอ็กซ์คลูซีฟแบบไม่ต้องเชียร์เยอะ แต่ในมุมคนชอบนาฬิกา มันก็สะท้อนภาพชัดเจนว่าตลาดคอนเซ็ปต์กูตูร์นั้นกำลังเปลี่ยนไป ยิ่งในยุคที่เอาเรื่องความแม่นยำหรือประวัติศาสตร์การบินมาเล่าซ้ำๆ มันเริ่มตื่นเต้นน้อยลง การหยิบเอาดนตรีแจ๊ส วรรณกรรมฝรั่งเศส และความรักที่จบลงด้วยความสูญเสีย มาแปลงเป็นวัตถุบนข้อมือ คือความกล้าหาญของแบรนด์อิสระที่แบรนด์กระแสหลักไม่กล้าทำ

คำถามสำคัญคือ คนที่ยอมจ่ายเงินซื้อนาฬิกาเรือนนี้ จำเป็นต้องอ่านหนังสือของ Boris Vian จบไหม?

คงไม่จำเป็นขนาดนั้น แต่การรู้ว่าเข็มวินาทีรูปดอกบัวที่หมุนอยู่บนข้อมือ มีที่มาจากกวีนิพนธ์โศกนาฏกรรม ก็ทำให้ผลงานชิ้นนี้มีมิติที่ลึกกว่านาฬิกาหน้าปัดมุกทั่วไปตามท้องตลาดอย่างแน่นอน 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สแตนเลส (Stainless Steel) ขนาด 38 มม. หนา 10.8 มม. กระจกแซฟไฟร์ทรงโดม กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: ลงยา Grand Feu สีน้ำเงิน (Goutte d’Eau) ซ้อนวงแหวนมุกเพ้นท์ลายคีย์เปียโน ฝังแผ่นหินเจด (Jade) และเข็มวินาทีรูปดอกบัววัสดุไทเทเนียมทำสีมินิเอเจอร์
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาทีแยกที่ตำแหน่ง 4:30 น.)
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ SXH5.1 พร้อมไมโครโรเตอร์แพลตตินัม 950 รีไซเคิล สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz)
  • สาย: สายหนัง นูบัค (Nubuck) สีน้ำเงินเข้ม พร้อมตัวเลือกสายถัก มิลานีส (Milanese Mesh) เหล็กกล้าไร้สนิม

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Hublot จับมือศิลปินชื่อดัง Jeff Koons เปิดตัวนาฬิกาสองรุ่นใหม่ Balloon Dog และ MP-14
Chopard เปิดตัว Happy Diamonds Heritage ฉลอง 50 ปีเรือนเวลาไอคอนิก
Arceau Samarcande กับศิลปะการเล่นซ่อนแอบกับกลไกชั้นสูงในแบบฉบับของ Hermès

Arnold & Son Perpetual Moon 41.5 Platinum “Horse of the Dunes” ศิลปะแห่งเวลาที่ผลิตจำกัด 8 เรือน

ย่อความงามของท้องฟ้าและทะเลทรายไว้บนข้อมือ

เคยสังเกตไหมคะว่า ทุกครั้งที่วงการนาฬิกาเราพูดถึงคำว่า “งานคราฟต์ระดับสูง” คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงความล้ำยุค ความสลับซับซ้อนของเฟืองกลไก หรือความยุ่งยากระดับตารางคำนวณ แต่เมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนที่เปิดอีเมลล์ข่าวจาก Arnold & Son เรื่องรุ่น Perpetual Moon 41.5 Platinum “Horse of the Dunes” สิ่งแรกที่สะดุดตาเรานั้นไม่ใช่แค่เรื่องระบบข้างขึ้น-ข้างแรมที่แม่นยำยาวนาน 122 ปี แต่กลับเป็นความกล้าในการเลือกใช้โทนสีและเนื้อสัมผัสของหน้าปัด 

เอาจริงๆ ในมุมมองของคนที่นั่งมองนาฬิกาผ่านการสัมผัสเรือนจริงมาบ้าง ต้องบอกว่าการแกะสลักทองคำขาว หรือไวท์โกลด์ 18K ขึ้นมาเป็นรูปม้าตัวเล็กๆ กลางเนินทราย ไม่ใช่เรื่องใหม่โดยเฉพาะกับแบรนด์ Arnold & Son แต่ความน่าสนใจของเรือนนี้อยู่ที่ “การเล่าเรื่อง” ผ่านหน้าปัดแก้ว Aventurine สีดำที่ดูลึกลับ เรามาดูกันค่ะว่าเรือนนี้น่าสนใจยังไงบ้าง

ถ้าใครเคยมองท้องฟ้าคืนที่ไร้แสงไฟในทะเลทราย เราจะรู้ว่ามันไม่ได้เป็นสีน้ำเงินเข้มเหมือนในหนัง หรือในภาพถ่ายที่เราคุ้นเคยหรือจิตนาการ แต่มันคือสีดำที่มีประกายระยิบระยับของเกล็ดโลหะจางๆ ซึ่งแก้ว Aventurine ในเรือนนี้ทำหน้าที่อธิบายคำนิยามนั้นได้อย่างน่าทึ่ง ถ้าเราดูจากรูปภาพเราจะเห็นเนินทรายด้านล่างไม่ได้ถูกแต่งด้วยการลงยาแบบเรียบๆ แต่ใส่สารเรืองแสง Super-LumiNova เข้าไปกับงานเพ้นท์มือ พอเข้าสู่มืด ตัวม้าไวท์โกลด์ที่ตั้งอยู่ตรงกลางจึงไม่ได้ดูเหมือนเป็นแค่องค์ประกอบประดับ แต่เหมือนถูกโอบล้อมด้วยเงาของมิติแสงจริง

จำได้ว่าปีก่อน เคยมีโอกาสนั่งคุยกับช่างแกะสลักหน้าปัดท่านหนึ่งจากสวิตเซอร์แลนด์ เขาเคยเปรยไว้ว่า “ส่วนที่ยากที่สุดของการทำนาฬิกามินิเอเจอร์ (Miniature) หรือนาฬิกาที่มีการเพนต์หน้าปัดหรือลงยาลวดลายจิ๋วด้วยมือนั้น ไม่ใช่การเก็บรายละเอียดให้เหมือนจริงที่สุด แต่คือการตัดรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเฉพาะอารมณ์ของภาพ” พอได้เห็นเรือนนี้จึงเข้าใจได้ว่า นี่แหละคือผลงานที่แสดงให้เราได้เห็นและเข้าใจจุดนั้นอย่างชัดเจน เพราะม้าบนเนินทรายบนหน้าปัดของเรือนนี้ไม่ได้ถูกระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ มันดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระท่ามกลางความเงียบสงบมากกว่า

ตัดภาพกลับมาที่ฝาหลัง ตัวเรือนแพลตตินัมขนาด 41.5 มม. บรรจุกลไก A&S1512 การสำรองพลังงาน 90 ชั่วโมงถือว่าเหลือแหล่สำหรับการใช้งานจริง และยังมีอินดิเคเตอร์แสดงดิถีจันทร์ซ้ำอีกชุดที่ด้านหลัง เพื่อให้ตั้งเวลาข้างขึ้น-ข้างแรมได้อย่างแม่นยำและง่ายขึ้น

นาฬิกาเรือนนี้จะมีจำนวนผลิตแค่ 8 เรือนทั่วโลกเท่านั้น แน่นอนว่ามันถูกวางไว้ในกลุ่มเรือนสะสมของคนเฉพาะกลุ่มอย่างไม่ต้องสงสัย สิ่งที่น่าคิดต่อคือ ในยุคที่แบรนด์นาฬิกาหลายแห่งแข่งกันสร้างความหวือหวาด้วยเทคโนโลยีหรือวัสดุล้ำยุค การที่ Arnold & Son ยังคงยึดมั่นกับงานฝีมือดั้งเดิมที่ใช้เวลาทำต่อชิ้นนับร้อยชั่วโมง จะยังคงส่งเสียงได้ดังพอในตลาดยุคใหม่หรือไม่?

บางที คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขยอดขาย แต่อยู่ที่ว่ายังคงมีคนกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นความงดงามของการย่อจักรวาลและทะเลทรายมาไว้บนข้อมืออยู่หรือเปล่า ทุกคนเห็นเรือนนี้แล้วมีคิดเห็นยังไง มาแชร์กันได้นะคะ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Arnold & Son Perpetual Moon 41.5 Platinum “Horse of the Dunes”
  • ตัวเรือน: แพลตตินัม (Platinum) ขนาด 41.5 มม.
  • หน้าปัด: แก้ว Aventurine สีดำลึก ประดับงานแกะสลักม้าทองคำขาว 18K บนเนินทรายเพ้นท์มือพร้อมสารเรืองแสง Super-LumiNova
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที) ข้างขึ้น-ข้างแรมดวงจันทร์ขนาดใหญ่ (Moonphase) และอินดิเคเตอร์แสดงดิถีจันทร์ที่ด้านหลังตัวเรือน
  • กลไก: ไขคาน คาลิเบอร์ A&S1512 สำรองพลังงาน 90 ชั่วโมง ความแม่นยำระบบ Moonphase ยาวนาน 122 ปี
  • สาย: สายหนังแท้ (พร้อมตัวล็อกแบบพินบัคเกิล)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Hublot จับมือศิลปินชื่อดัง Jeff Koons เปิดตัวนาฬิกาสองรุ่นใหม่ Balloon Dog และ MP-14
Chopard เปิดตัว Happy Diamonds Heritage ฉลอง 50 ปีเรือนเวลาไอคอนิก
Arceau Samarcande กับศิลปะการเล่นซ่อนแอบกับกลไกชั้นสูงในแบบฉบับของ Hermès

Collector’s Perspective EP.18 | เปิดกรุนาฬิกา Independent & Microbrand กับ ตินติน Nilsson

0

ทำไมการสะสมนาฬิกา ยุคนี้ต้องมองข้ามคำว่า “แบรนด์ดัง”?

“นาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องบอกเวลา แต่คือส่วนต่อขยายของตัวตนและทุกความทรงจำในชีวิต” ใน Collector’s Perspective EP.18 ทาง Revolution Watch Thailand พาทุกคนไปพูดคุยแบบเป็นกันเองกับ คุณตินติน (@Tintin Nilsson) นักสะสมนาฬิกาที่มีรสนิยมโดดเด่นและสะท้อนความชอบส่วนตัวออกมาได้อย่างลึกซึ้ง พร้อมดำเนินรายการโดย คุณเทียน (@tellingthetime) จาก Watchladsbkk ทำไม Independent Brands & Microbrands ถึงเข้ามาเปลี่ยนนิยามการสะสม?ในยุคที่กระแสนิยมและ Algorithm มักกำหนดว่าเราควรชอบอะไร คุณตินตินได้ร่วมแชร์มุมมองสุดเอ็กซ์คลูซีฟถึงเสน่ห์ของแบรนด์อิสระ (Independent Watchmaking) และ Microbrands ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่ชื่อเสียงของแบรนด์ แต่กลับโดดเด่นด้วย ความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต การใส่ใจในรายละเอียด และเรื่องราวอันน่าหลงใหลที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้สวมใส่ได้อย่างแท้จริง

ไฮไลต์สำคัญใน EP.18

  • ตัวตนผ่านเรือนเวลา: เจาะลึกจุดเริ่มต้นและปรัชญาในการเลือกสะสมนาฬิกาของคุณตินติน
  • เสน่ห์ของ Microbrand: ทำไมนาฬิกาแบรนด์อิสระถึงกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่จับตามองของนักสะสมรุ่นใหม่
  • Unbox & Hands-On: พาชมและสัมผัสนาฬิกาเรือนจริงอย่างใกล้ชิด พร้อมบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

รับชมวิดีโอฉบับเต็ม (Full Episode)

ติดตาม Revolution Watch Thailand ได้ทุกช่องทาง

#TheCollectorsPerspective #REVOLUTIONTHAILAND #RevolutionWatchThailand #TinTinNilsson #WatchCollector #IndependentWatchmaking #Microbrands

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

Rolex ร่วมกับสถาบัน Phillips เปิดประมูล Cosmograph Daytona รุ่นพิเศษ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก 4 ฤดูกาล
ตำนานแห่งความเป็นเลิศของตัวเรือน Oyster ด้วยนาฬิกา 8 รุ่นใหม่ ในงาน Watches and Wonders 2026
Chopard เปิดตัว Happy Diamonds Heritage ฉลอง 50 ปีเรือนเวลาไอคอนิก

Wrist Check: Alexander Zverev ชูถ้วย US Open พร้อมนาฬิกา Dual Time Zone บนข้อมือ

พาสำรวจความประณีตของเรือนเวลาที่ย่อโลกทั้งใบมาไว้บนข้อมือกับ Jacob & Co. ‘The World Is Yours’ Dual Time Zone Tourbillon

เชื่อว่าหลายคนรอดูช็อตที่นักเทนนิสระดับโลกชูถ้วยรางวัลหลังปิดแมตช์ชี้ชะตา เพราะนี่คืออีกหนึ่งช่วงเวลาที่แบรนด์นาฬิกาและแฟนๆ ทั่วโลกต่างจับจ้องไม่กระพริบ และในรอบชิงชนะเลิศ US Open 2026Alexander Zverev ก็ไม่ทำให้ Jacob & Co. ผิดหวัง ด้วยการคว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่สองในอาชีพมาครองได้สำเร็จ

แต่ถ้าใครสังเกตรายละเอียดบนข้อมือของ Zverev ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ ก็น่าจะเห็นกลยุทธ์การเลือกใช้นาฬิกาที่แบ่งแยกหน้าที่กันชัดเจน ซึ่งวันนี้เราจะมาดูความน่าสนใจของนาฬิกาเรือนนี้กันค่ะ

ตอนอยู่ในสนามแข่งจังหวะที่ Zverev หวดลูกด้วยหลายคนน่าจะสังเกตุเห็นนาฬิกาบนข้อมือของเขานั่นก็คือ Epic X Skeleton ซึ่งเป็นรุ่นคัสตอมพิเศษแบบ Piece-Unique ที่ออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษเพื่อลดภาระข้อมือเวลาตีสโตรกหนักๆ พร้อมสายผ้าเอลาสติกยืดหยุ่นสูง ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของนาฬิกาสปอร์ตยุคนี้ที่ต้องทนแรงเหวี่ยงเหวี่ยงซ้ำๆ ระดับหลายร้อย G ได้โดยไม่พังคาสนาม

แต่พอถึงวินาทีที่ต้องเดินขึ้นมารับถ้วยแชมป์ Zverev ได้สลับไปใส่นาฬิกา ‘The World Is Yours’ Dual Time Zone Tourbillon ที่มาพร้อมกับตัวเรือนโรสโกลด์ 18K ขนาด 43 มิลลิเมตร หนา 18 มิลลิเมตร ขึ้นชูถ้วยแทน

สำหรับ Jacob & Co. คอลเลกชัน ‘The World Is Yours’ นั้นจะมีเบื้องหลังทางประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างส่วนตัว เพราะมันมาจากนาฬิกาวินเทจที่เป็นมรดกตกทอดในตระกูลของ Jacob Arabo เอง โดยตัวเรือนนั้นจะโดดเด่นด้วยหน้าปัดไทเทเนียมสีน้ำเงินรมดำ ปั๊มลายทวีปสีทองแบบHand-finished ผสานฟังก์ชัน Dual Time Zone ที่แยกหน้าปัดย่อยปรับชั่วโมงและนาทีได้อย่างเป็นอิสระจากกัน

ส่วนภายในนั้นจะขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก Caliber JCAA45 สามารถสำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง แต่ไฮไลต์เด็ดอยู่ที่ทูร์บิญองตรงกลางที่หมุนครบรอบทุก 30 วินาที จะซ่อนอยู่ใต้สะพานจักรแซฟไฟร์พร้อมเข็มรูปเข็มทิศ (Compass Rose)

ความน่าสนใจในการเลือกใส่เรือนนี้ขึ้นรับถ้วย อยู่ที่ความหนาตัวเรือนระดับ 18 มิลลิเมตร ซึ่งไม่ได้เป็นนาฬิกาเดรสที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อได้อย่างแนบเนียน แต่มันคือนาฬิกาประเภทที่ตั้งใจเปิดเผยตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ผลิตจำกัดเพียง 199 เรือนทั่วโลก

การที่แบรนด์อิสระอย่าง Jacob & Co. สามารถแทรกตัวขึ้นไปอยู่บนโพเดียมแกรนด์สแลมเคียงข้างแบรนด์ยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดได้นั้น อาจจะกลายเป็นภาพสะท้อนว่ารสนิยมของนักกีฬารุ่นใหม่เริ่มเปิดรับงานออกแบบที่มีความจัดจ้านและมีเรื่องเล่าเฉพาะตัวมากกว่าแบบเดิมๆ

ข้อมูลทางเทคนิค
Jacob & Co. The World Is Yours’ Dual Time Zone Tourbillon
  • ชื่อรุ่น: Jacob & Co. ‘The World Is Yours’ Dual Time Zone Tourbillon (Limited Edition 199 Pieces)
  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ 18K ขนาด 43 มม. หนา 18 มม. ฝาหลังแซปไฟร์ตกแต่งลายมหาสมุทรสีฟ้าและทวีปทองคำ กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ไทเทเนียมสีน้ำเงินปั๊มลายทวีป งานตกแต่งด้วยมือเคลือบโรสโกลด์ พร้อมเข็มทิศตรงกลางและเข็มนาฬิกาเคลือบโรสโกลด์
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาสองไทม์โซนที่ตั้งค่าชั่วโมงและนาทีได้อย่างอิสระ
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ In-house Caliber JCAA45 ชิ้นส่วน 300 ชิ้น ความถี่ 3 Hz สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง พร้อมเซ็นทรัลทูร์บิญอง 30 วินาที สะพานจักรแซปไฟร์
  • สาย: สายหนัง (หรือวัสดุตามมาตรฐานรุ่น) พร้อมตัวล็อก

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Rolex ร่วมกับสถาบัน Phillips เปิดประมูล Cosmograph Daytona รุ่นพิเศษ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก 4 ฤดูกาล
ตำนานแห่งความเป็นเลิศของตัวเรือน Oyster ด้วยนาฬิกา 8 รุ่นใหม่ ในงาน Watches and Wonders 2026
Chopard เปิดตัว Happy Diamonds Heritage ฉลอง 50 ปีเรือนเวลาไอคอนิก

Hublot จับมือศิลปินชื่อดัง Jeff Koons เปิดตัวนาฬิกาสองรุ่นใหม่ Balloon Dog และ MP-14

บทสนทนาระหว่างศิลปะและเวลา หมาลูกโป่ง, ทูร์บิญอง และศิลปะแห่งการยอมรับ นี่คือเบื้องหลังความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง Hublot กับ Jeff Koons

วันนี้เราของมาเล่าเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นในวงการนาฬิกาตอนนี้ นั่นก็คือแบรนด์นาฬิกาสุดหรูจากสวิตเซอร์แลนด์อย่าง Hublot ที่ได้สร้างความฮือฮาครั้งใหญ่ด้วยการร่วมมือกับคุณ Jeff Koons (เจฟฟ์ คูนส์) ศิลปินร่วมสมัยชาวอเมริกันผู้โด่งดังระดับโลก และนี่ถือว่าเป็นครั้งแรกในการสร้างสรรค์นาฬิกาสองรุ่นที่สะท้อนมุมมองอันลึกซึ้งผ่านงานดีไซน์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ Classic Fusion Balloon Dog และ MP-14 Origin มาดูกันว่ามีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

สองนาฬิกา สองเรื่องราวแต่มีรากฐานเดียวกัน

แม้ว่าในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอก นาฬิกาทั้งสองเรือนจะดูเหมือนอยู่กันคนละขั้ว แต่ในมุมมองของศิลปินผู้สร้างสรรค์กลับมีแก่นแท้ที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกซึ้ง อย่างเช่น

ในรุ่น Classic Fusion Balloon Dog จะเป็นนาฬิกาที่ดึงเอาประติมากรรมรูปสุนัขลูกโป่งอันโด่งดังจากซีรีส์ Celebration มาตีความใหม่ มีให้เลือกทั้งแบบสเตนเลสตีด้วยกระจกเงา และอะโนไดซ์อะลูมิเนียมสีแดงหรือสีน้ำเงิน ตัวเรือนถูกออกแบบให้มีความกลมมน โทนสีมีความมันเงาราวกับทำจากลูกโป่งจริงๆ และมีรายละเอียดต่างๆ ที่สะท้อนรูปทรงของลูกโป่ง ไม่ว่าจะเป็นเม็ดมะยมหรือเข็มวินาที เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกถึงความหวัง ความสุข และพลังบวก

และอีกหนึ่งรุ่นคือ MP-14 Origin เป็นนาฬิกาสุดล้ำที่สร้างขึ้นจากแซฟไพรและไทเทเนียม โดดเด่นด้วยกลไก Tourbillon วางอยู่ตรงกลางหน้าปัดระบบอัตโนมัติรุ่นแรกของแบรนด์ โดยแรงบันดาลใจไม่ได้มาจากสิ่งของบนโลก แต่สะท้อนถึงการกำเนิดของจักรวาลและบิ๊กแบง (Big Bang) ตัวเรือนโปร่งใสนั้นช่วยให้เห็นกลไกอันซับซ้อนราวกับดวงดาวที่กำลังหมุนวนอยู่ในห้วงอวกาศ แต่มันให้ลุคที่ดูล้ำสมัยแต่คลาสสิคในเวลาเดียวกัน

ปรัชญาเบื้องหลัง กับการยอมรับความสมบูรณ์แบบในแบบของตัวเอง

ประเด็นสำคัญที่คุณ Jeff Koons ยึดถือมาตลอดหลายทศวรรษคือ “การยอมรับ” (Acceptance) และการลบล้างลำดับชั้นทางคุณค่า (Hierarchy) ระหว่างสิ่งของต่างๆ เขาเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางที่พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ศูนย์กลางชีวิต ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะชื่นชมข้าวของเครื่องใช้ธรรมดาๆ รอบตัว เช่น ของเล่นหรือแม้แต่ที่เขี่ยบุหรี่ของปู่ย่าตายาย ไม่ต่างจากการได้ชื่นชมประติมากรรมของไมเคิลแองเจโล เนื่องจากสิ่งสำคัญที่สุดนั่นก็คือ “ความรู้สึกมหัศจรรย์” ที่มีต่อสิ่งนั้นๆ

เมื่อต้องมาร่วมงานกับ Hublot แนวคิดนี้จึงถูกนำมาถ่ายทอดลงสู่กระบวนการผลิตนาฬิกา Koons ค้นพบว่าความพิถีพิถัน ความตั้งใจในการแก้ปัญหาทางเทคนิค และความพยายามที่จะทำทุกชิ้นส่วนให้ออกมาดีที่สุดของช่างนาฬิกา ล้วนมีความงดงามและจริงจังไม่ต่างจากการสร้างสรรค์งานศิลปะในสตูดิโอของเขาเอง

ศิลปะเพื่อการสื่อสารและการเชื่อมโยงผู้คน

อีกหนึ่งจุดเด่นของโปรเจกต์นี้ก็คือ เป็นการแสดงให้เห็นว่างานศิลปะหรือความหรูหราไม่ได้มีไว้เพื่อการครอบครอง แต่มีไว้เพื่อเป็น “การสื่อสาร” (Communication) เปรียบเสมือนการที่เราชื่นชมภาพวาดโมนาลิซาร์โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของมัน เพียงแค่เป็นการได้พบเห็น ได้สัมผัส และเกิดความรู้สึกร่วมต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

และนี่ก็คือเรื่องราวการเดินทางร่วมกันเป็นเวลาสองปีในการพัฒนานาฬิกาทั้งสองรุ่นนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การนำภาพงานศิลปะมาแปะลงบนหน้าปัดนาฬิกา แต่เป็นการผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับจินตนาการ เพื่อให้ชิ้นงานเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน สร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อความสุขในทุกช่วงเวลาของชีวิต แล้วทุกคนคิดเห็นกับทั้งสองเรือนนี้ยังไงกันบ้าง แวะเข้ามาแชร์กันได้นะคะ

ข้อมูลทางเทคนิค
Hublot Classic Fusion Balloon Dog
  • References: 542.UR.8170.NR.JKN26 (แดง) / 542.UB.5170.NR.JKN26 (น้ำเงิน) / 542.SX.0820.NR.JKN26 (เงิน)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ HUB1710 / ชิ้นส่วน 185 ชิ้น / 27 ทับทิม / ความถี่ 4Hz / สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง / โรเตอร์ออกแบบพิเศษได้แรงบันดาลใจจากความโค้งมนของตัวเรือน
  • ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. สเตนเลสสตีลขัดเงาแบบกระจก, อลูมิเนียมชุบสีแดง หรืออลูมิเนียมชุบสีน้ำเงิน / กระจกแซปไฟร์ทรงโดม / เม็ดมะยมดีไซน์ทรงลูกโป่ง / หางประดับที่ตำแหน่ง 10:30 น. / กันน้ำ 30 เมตร (ระบุในสเปคคือ 50 เมตร)
  • หน้าปัด: โครงสร้างโลหะปั๊มขึ้นรูปพร้อมหลักชั่วโมงทรงโดม / เข็มวินาทีถ่วงน้ำหนักด้วยรูปหมาลูกโป่ง / ลายเซ็น Jeff Koons ที่ตำแหน่ง 6 น.
  • สาย: สายยางจับคู่กับสายหนังเมทัลลิกสีเข้ากัน พร้อมตัวล็อกแบบบานพับ
  • จำนวนการผลิต: ผลิตรุ่นละ 200 เรือน
Hublot MP-14 Origin by Jeff Koons
  • Reference: 914.NJ.0100.JX.9941
  • กลไก: กลไกอินเฮาส์ HUB9014 ทูร์บิญองแบบอัตโนมัติรุ่นแรกของ Hublot ชิ้นส่วน 594 ชิ้น ระบบขึ้นลานรอบตัวเรือน (Peripheral winding) ความถี่ 3Hz สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. ตัวเรือนแซปไฟร์และไทเทเนียมทรงแปดเหลี่ยม สายนาฬิกาแซปไฟร์แบบบูรณาการ กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: คริสตัลแซปไฟร์ขัดเงาพร้อมวงแหวนไวท์โกลด์ขัดเงาสองวง ประดับด้วยเพชรทรงบาแก็ตต์และแซปไฟร์สีน้ำเงิน ลูกบาศก์สเตนเลสสตีลเคลือบวานิชสีแดงโปร่งแสงสำหรับแสดงชั่วโมง ลูกบาศก์สเตนเลสสตีลสำหรับแสดงนาที ทูร์บิญองตรงกลาง โดมแซปไฟร์สีน้ำเงินโปร่งแสงที่ได้แรงบันดาลใจจากซีรีส์ Gazing Ball ของ Koons
  • จำนวนการผลิต: ผลิต 30 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Rolex ร่วมกับสถาบัน Phillips เปิดประมูล Cosmograph Daytona รุ่นพิเศษ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก 4 ฤดูกาล
ตำนานแห่งความเป็นเลิศของตัวเรือน Oyster ด้วยนาฬิกา 8 รุ่นใหม่ ในงาน Watches and Wonders 2026
Chopard เปิดตัว Happy Diamonds Heritage ฉลอง 50 ปีเรือนเวลาไอคอนิก

เมื่อ Rolex นำกลไก Complete Calendar มาเซอร์ไพรส์ในนาฬิกาลุคคลาสสิกรุ่น Perpetual Padellone

นาฬิการุ่นที่สองในคอลเลกชัน Perpetual ที่ต่อยอดจากรุ่น 1908 ได้อย่างเหนือชั้น

ต้องยอมรับว่า เสน่ห์ของสไตล์วินเทจที่ปรากฎอยู่บน Rolex 1908 ยังคงสร้างความประทับใจให้กับบรรดานักสะสมที่หลงใหลในมนตร์ขลังของ Rolex ในรูปแบบดั้งเดิมอย่างไม่เสื่อมคลาย ในปีนี้ Rolex จึงเลือกเซอร์ไพรส์ด้วยการเผยโฉม Perpetual Padellone นาฬิการุ่นที่สองของคอลเลกชัน Perpetual ที่ไม่เพียงแต่มีเสน่ห์ในตัวเองด้วยรูปลักษณ์วินเทจอย่างชัดเจน แต่ยังทำให้เราถึงกับตกตะลึงเมื่อได้เห็นดิสก์ moon phase บนหน้าปัด รวมถึงการแสดงค่าต่างๆ ที่ประกาศตัวตนชัดเจนว่า Perpetual Padellone คือนาฬิกาปฏิทินรายปีอย่างเต็มรูปแบบ

ปฏิทินรายปีแบบ Complete Calendar ทื่จัดวางอย่างลงตัว

สิ่งที่ดึงดูดสายใจตั้งแต่แรกเห็นอาจไม่ใช่รูปลักษณ์หวือหวา แต่เป็นการจัดวางเลย์เอาต์การแสดงค่าต่างๆ บนหน้าปัดได้อย่างลงตัว ลองคิดดูว่ามันน่าทึ่งสักเพียงไหนที่เราสามารถกวาดสายตาบนหน้าปัดแล้วก็สามารถอ่านค่าเวลา วันที่ วันประจำสัปดาห์ เดือน รวมถึงข้างขึ้นข้างแรมได้ในทันที แต่สิ่งที่ท้าทายคือการจัดวางการแสดงค่าต่างๆ ให้สวยงาม และเอื้อต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่ง Perpetual Padellone ก็สามารถทำได้ดีทีเดียว

                  สำหรับการอ่านค่าเวลานั้นทำได้ผ่านชุดเข็มอยู่แล้ว แต่การแสดงค่าปฏิทินอื่นๆ ที่เสริมเข้ามา จำเป็นต้องใช้พื้นที่บนหน้าปัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เริ่มจากการแสดงค่าวันประจำสัปดาห์และเดือนผ่านช่องหน้าต่างถูกจับวางไว้ ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ส่วนการแสดงวันที่ทั้ง 31 วันสามารถทำได้ผ่านเข็มทรงพระจันทร์เสี้ยวสีน้ำเงินที่ชี้ค่าวันที่บริเวณรางวันที่รายล้อมรอบขอบหน้าปัด

จุดที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือดิสก์ moon phase บอกข้างขึ้นข้างแรมที่ถูกจัดวางไว้ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ตัวแผ่นดิสก์ทรงกลมถูกเคลือบด้วยอีนาเมลสีน้ำเงินสด ตัวดวงจันทร์สีเงินยวงที่ดูมีเอกลักษณ์ถ้าหากพิจารณาดูใกล้จะพบว่า ดวงจันทร์ทั้งสองที่เป็นตัวแทนข้างขึ้นและข้างแรมทำจากเมทิโอไรต์หรือหินอุกกาบาต ข้างขึ้นเป็นสีเงิน ส่วนข้างแรมนั้นดวงจันทร์ในเงามืดสลัวจะถูกเคลือบพีวีดีสีน้ำเงิน พื้นผิวดวงจันทร์ทั้งสองถูกตกแต่งด้วยภาพใบหน้าด้วยเทคนิคการพิมพ์แบบแพด ลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวสีเงิน ใบหน้าบนดวงจันทร์อาจจะดูคุ้นตาสำหรับแฟนตัวจริงของ Rolex เพราะเป็นรูปลักษณ์ได้แรงบันดาลใจมาจาก Rolex Ref. 8171 ที่เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Padellone’ และมีดิสก์ moon phase บนหน้าปัดเช่นกัน และแทนที่จะมีลีลาการแสดงข้างขึ้นข้างแรมแบบที่ดวงจันทร์ค่อยๆ ถูกบดบัง เผยโฉมเพียงเสี้ยวหน้าบางส่วน ดิสก์ moon phase ของ Perpetual Padellone รุ่นใหม่ล่าสุดกลับแสดงค่าผ่านการเคลื่อนตัวของดวงจันทร์ทั้งสอง โดยมีสามเหลี่ยมด้านบนเป็นตัวบ่งชี้ว่า คืนวันนั้นดวงจันทร์สว่างสุกใสหรือถูกปกคลุมภายใต้เงามืด

กลไกเบื้องหลังความแม่นยำ

ฟังก์ชันปฏิทินรายปีจำเป็นต้องอาศัยการทำงานของกลไกที่มีการคำนวณค่าต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ สำหรับ Perpetual Padellone นั้น ความแม่นยำดังกล่าวมาจากกลไก Haplos ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเฉพาะ ความชาญฉลาดของกลไกระบบนี้สามารถวัดได้จากความสามารถในการแยกแยะเดือนที่มี 30 และ 31 วันได้อย่างแม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยการปรับตั้งค่าใหม่แค่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของแต่ละปีเท่านั้น นอกจากนี้สิทธิบัตรเฉพาะยังรวมถึงกลไกการปรับเปลี่ยนแบบฉับพลันที่ทำให้การแสดงค่าวันประจำสัปดาห์ วันที่ และเดือน สามารถเปลี่ยนค่าได้อย่างพร้อมเพรียงกันภายในช่วงเวลาเที่ยงคืน

ไม่เพียงแต่คำนวณค่าตามปฏิทินรายปีได้อย่างแม่นยำและเปลี่ยนค่าได้อย่างฉับพลันเท่านั้น แต่ปฏิทินรายปีแบบสมบูรณ์ใน Perpetual Padellone ยังถูกออกแบบมาให้ผู้สวมใส่สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ด้วยการปรับตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อกลไก ซึ่งการปรับตั้งค่าต่างๆ นี้สามารถทำได้ผ่านปุ่มทั้งสี่ปุ่มข้างตัวเรือน รวมถึงสไตลัสที่ออกแบบมาเพื่อเอื้อให้การปรับตั้งสามารถทำได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้หัวใจที่ขับเคลื่อนความเที่ยงตรงและแม่นยำยังอยู่ที่กลไกอินเฮาส์คาลิเบอร์ใหม่ 7190 ที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากคาลิเบอร์ 7135 ที่ใช้ขับเคลื่อนนาฬิการุ่น Land-Dweller ที่สร้างความฮือฮาเมื่อแรกเปิดตัวในปี 2025 กลไกชุดใหม่นี้ขับเคลื่อนด้วยความถี่สูงถึง 5 เฮิรตซ์  ทำงานร่วมกับแฮร์สปริง Syloxi ที่ทำจากซิลิคอน และแกนจักรกรอกเซรามิก เสริมประสิทธิภาพด้วยชุดกลไกปล่อยจักร Dynapulse ที่ทำจากซิลิคอนด้วยเช่นกัน ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทนทานต่อสนามแม่เหล็กแรงสูงได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมมอบพลังงานสำรองร่วม 66 ชั่วโมง อีกทั้งตัวกลไกยังได้รับการตกแต่งอย่างงดงามพร้อมอวดโฉมผ่านฝาหลังใสอย่างไม่มีจุดไหนต้องปกปิด เราจึงได้เห็นโรเตอร์แบบคัตเอาต์ทำจากทองคำ สะพานจักรตกแต่งด้วยลวดลาย Rolex Côtes de Genève พร้อมการขัดแต่งผิวอย่างประณีตในทุกมุม ทุกองค์ประกอบของกลไกคาลิเบอร์ 7190 ล้วนแสดงถึงความเชี่ยวชาญรอบด้านของ Rolex


รูปลักษณ์สุดคลาสสิก

ความสง่างามของ Perpetual Padellone ตอกย้ำชัดเจนว่า เสน่ห์อันชวนหลงใหลในอดีตกาลนั้นไม่ว่าจะเดินทางผ่านกาลเวลามาอีกสักกี่ปีก็ยังไม่เสื่อมมนตร์ขลัง นาฬิกาปฏิทินรายปีรุ่นใหม่นี้มาในตัวเรือน Everose gold 18 กะรัต หรือแพลทินัม 950 ขนาด 39 มม. ซึ่งถือว่าเป็นขนาดที่กำลังดีสำหรับการเป็น Dress Watch หน้าตาของนาฬิการุ่นนี้ยังชวนให้นึกถึง Padellone รุ่นพี่อย่าง Ref. 8171 ที่เคยโลดแล่นในช่วงปี 1940s – 1950s แต่ดีไซน์ของรุ่นใหม่ถูกออกแบบให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้น ขอบตัวเรือนดีไซน์สองมิติเหมือนเป็นการเสริมดีไซน์ของตัวเรือนให้คมชัด ส่วนบนโอบรับความโค้งมน ส่วนฐานได้รับการเซาะร่องอย่างประณีต หน้าปัดที่รองรับฟังก์ชันการแสดงค่าหลากหลายมีผิวสัมผัสแบบเกรนในช่วงใจกลาง ตัดกับขอบหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยการขัดซาติน ด้านข้างตัวเรือนติดตั้งปุ่มปรับตั้งค่าทั้ง 4 ปุ่มรวมถึงสไตลัสที่ออกแบบมาเพื่อการปรับตั้งค่าได้อย่างแนบเนียน

การจับคู่สายของ Perpetual Padellone ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะมีการเปิดทางเลือกให้ทั้งรูปแบบสายนาฬิกา Settimo  ในเวอร์ชัน Everose gold 18 กะรัต ซึ่งเป็นสายรูปแบบเดียวกับรุ่น 1908 และเป็นรูปแบบสายที่นิยมใช้ในนาฬิการุ่นวินเทจ สาย Settimo ประกอบไปด้วยข้อต่อขนาดเล็กเจ็ดข้อร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ด้วยความที่ข้อต่อมีขนาดเล็กจึงทำให้สามารถโอบรับกับสรีระข้อมือได้ดี สายลักษณะนี้มาพร้อมระบบยึดติดกับตัวเรือนตรงกลางที่ได้รับการจดสิทธิบัตร และชุดตัวล็อก Crownclasp ที่พรางตัวอยู่ร่วมกับสายได้อย่างแนบเนียน ส่วนอีกหนึ่งทางเลือกสายนั้นก็ยังคงความคลาสสิกและเข้ากันได้ดีกับรูปลักษณ์ของนาฬิการุ่นนี้ นั่นก็คือสายหนังจระเข้สีน้ำตาลผิวแมตต์ในรุ่น Everose gold 18 กะรัต และสายหนังจระเข้สีดำผิวแมตต์ในรุ่นแพลตินัม 950

          นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า เมื่อ Rolex หวนคืนสู่ลุคคลาสสิก แล้วยิ่งมาพร้อมกับคอมพลิเคชันอันเหนือชั้นแล้ว ยากที่นักสะสมตัวจริงจะต้านทานมนตร์เสน่ห์นี้ได้  โดยเฉพาะเวอร์ชันแพลตินัม 950 ที่มาพร้อมหน้าปัดสีฟ้าขับดิสก์ moon phase สีน้ำเงินให้โดดเด่นในโทนสีเย็น สำหรับเราแล้วนี่คือความสง่างามที่ผสานความร่วมสมัยได้อย่างกลมกล่อมอย่างแท้จริง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Rolex ร่วมกับสถาบัน Phillips เปิดประมูล Cosmograph Daytona รุ่นพิเศษ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก 4 ฤดูกาล

Rolex ฉลองตำนานแห่งความเป็นเลิศของตัวเรือน Oyster ด้วยนาฬิกา 8 รุ่นใหม่ ในงาน Watches and Wonders 2026

Oyster Perpetual Datejust บันทึกแห่งความเชี่ยวชาญเหนือกาลเวลา