เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอยสำหรับงาน Patek Philippe WATCH ART Grand Exhibition – Milan 2026 ที่คราวนี้ปักหมุดกรุงมิลานดินแดนแห่งศิลปะเป็นโลเกชันหลักและสามารถดึงดูดเหล่าคนรักนาฬิกาและงานศิลปะจากทั่วโลกมารวมตัวกันได้อย่างคับคั่งภายในงานนิทรรศการในครั้งนี้แน่นอนว่าต้องมีการจัดแสดงผลงานชิ้นพิเศษสุด รวมถึงการเปิดตัวนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันที่หลายคนตั้งตารอ
จำนวนกว่า 500 ชิ้นงานเรือนเวลา คือ ผลงานอันทรงคุณค่าของ Patek Philippe ที่เราจะได้ชมในงานนี้ นับตั้งแต่คอลเลกชันปัจจุบันทั้งหมดของ Patek Philippe ไปจนถึงนาฬิกาในทุกไลน์ของแบรนด์ ไล่เรียงไปตั้งแต่นาฬิการุ่นไอคอนิกไปจนถึง Grand Complication ที่มีกลไกซับซ้อนสูงสุด ทุกรุ่นล้วนยกขบวนมาให้ชมอย่างเต็มตาในงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่นี้
อีกหนึ่งโซนจัดแสดงคอลเลกชันกลไกจำนวนมากที่ออกแบบและผลิตขึ้นโดย Patek Philippe ทั้งหมด โดยแบ่งพื้นที่สำหรับนำเสนอขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วนของนาฬิกา และอีกส่วนสำหรับงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ยังอุทิศให้กับนาฬิกากลไกซับซ้อนสูง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความเชี่ยวชาญของ Patek Philippe รวมถึงโซนสำหรับสุดยอดคอมพลิเคชันอย่าง Calibre 89 และ Star Caliber 2000
Star Caliber 2000
อีกหนึ่งไฮไลต์คือโซน ‘Master of Sound’ ซึ่งจัดแสดงนาฬิกาตีบอกเวลาด้วยเสียงอย่าง Patek Philippe Grandmaster Chime ซึ่งประกอบด้วย 20 คอมพลิเคชัน และ Sky Moon Tourbillon Ref. 6002R-001 ที่รวบรวม 12 คอมพลิเคชันไว้ในตัวเรือนโรสโกลด์แกะสลักด้วยมือ พร้อมตกแต่งด้วยเทคนิคงานหัตถศิลป์ชั้นสูงหลากหลายเทคนิคด้วยกัน
ไม่เพียงแต่ได้ชมผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่างเต็มอิ่ม ผู้ชมยังมีโอกาสพบกับช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ของ Patek Philippe ที่มาสาธิตการทำงานกับกลไกหลากหลายรูปแบบ ให้เราได้เข้าใจกระบวนการทำงานของกลไกได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Grand Exhibition ของ Patek Philippe นำสมบัติล้ำค่าจากคลังประวัติศาสตร์ของ Patek Philippe มาจัดแสดงให้ชมกันอย่างใกล้ชิดเช่นนี้
อีกหนึ่งจุดเด่นที่มองข้ามไม่ได้บนหน้าปัดเซกเตอร์นี้คือชุดเข็มนาฬิกาที่ทำด้วยมือล้วนๆ ทรงของมันกว้างขึ้น โค้งมนและอวบอิ่มกว่ารุ่น Benu Power Reserve ปกติเล็กน้อย ตัวเข็มเหล็กขัดเงากริบและลบมุมอย่างประณีต ปลายเข็มเรียวบางราวกับแผ่นเวเฟอร์ ส่วนตุ้มถ่วงน้ำหนักที่เข็มนาทีออกแบบมาเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนแบบปิดทึบ
ถ้าสังเกตุดูจะเห็นว่ารอยต่อและการหักเหของแสงบนสันเข็ม ความเนียนระดับนี้บอกได้ทันทีว่าผ่านชั่วโมงการแต่งผิวด้วยมือมาอย่างโชกโชน ไม่ใช่ชิ้นงานปั๊มขึ้นรูปจากโรงงาน mass production ทั่วไปความใส่ใจในดีเทลเล็กๆ แบบนี้แหละที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีคาแรคเตอร์เฉพาะตัว
นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2009 นาฬิกา Tambour Spin Time นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางแห่งศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาของ Louis Vuitton
“มีดีไซน์นาฬิกาเพียงไม่กี่แบบเท่านั้นที่เมื่อมองแล้วสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลงานของเมซงใดเมซงหนึ่ง และ Spin Time คือหนึ่งในนั้น เพราะนี่คือสิ่งที่สามารถถือกำเนิดขึ้นจาก Louis Vuitton เท่านั้น” Jean Arnault, Watch Director of Louis Vuitton กล่าวถึงผลงานไอคอนิกของเมซงซึ่งเชื่อมโยงกับการเดินทาง ความกล้าหาญในการแสดงเวลา และองค์ความรู้เชิงลึก
นับตั้งแต่เขาเข้ามามีบทบาทในธุรกิจนาฬิกาของ Louis Vuitton ตั้งแต่ปี 2021 ก็ได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางใหม่ของเมซง เขาตั้งใจวางตำแหน่ง Louis Vuitton ให้มีแนวทางใกล้เคียงกับแบรนด์นาฬิกาบูติก ให้ความสำคัญกับการผลิตในจำนวนจำกัด การพัฒนากลไก In-house ตลอดจนงานออกแบบที่กล้าทดลองและก้าวออกจากกรอบเดิม แนวทางดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเพียงขยายบทบาทของ Louis Vuitton ในโลกนาฬิกา แต่ยังต้องการสร้างภาษาและตัวตนด้าน Haute Horlogerie ที่เป็นของเมซงอย่างชัดเจน
และหลังจากได้นำเสนอ Tambour Spin Time ดีไซน์ใหม่แบบลิมิเต็ดเอชั่นไปเมื่อปี 2025 ในปีนี้ ทางแบรนด์ต่อยอดจากความสำเร็จนั้นด้วยการนำ Tambour Spin Time จำนวน 5 รุ่น เข้าสู่คอลเลกชั่นถาวร โดยแต่ละรุ่นโดดเด่นด้วยการใช้สีสันอย่างกล้าหาญ ซึ่งไม่เพียงเติมบุคลิกใหม่ให้กับเรือนเวลา แต่ยังถือเป็นการเปิดบทใหม่ให้กับเรื่องราวของ Spin Time หนึ่งในกลไกอันเป็นไอคอนของ Louis Vuitton
แรงบันดาลใจจากการเดินทาง
The Art of Travel เป็นหัวใจของ Louis Vuitton มาตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ในปี 1854 และมรดกแห่งการเดินทางนี้หล่อหลอมศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาของ Louis Vuitton โดยเฉพาะรุ่น Spin Time กลไกซับซ้อนที่ถือกำเนิดขึ้นจากมนตร์เสน่ห์ของการออกเดินทางโดยตรง
กลไกนี้ถือกำเนิดในปี 2007 เมื่อ Michel Navas และ Enrico Barbasini สองผู้ก่อตั้ง La Fabrique du Temps ออกแบบกลไก Jumping Hour รูปแบบใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากป้ายบอกเวลาออกเดินทางแบบกลไกที่พบเห็นได้ตามสนามบินและสถานีรถไฟทั่วโลก “เมื่อเงยหน้ามองป้ายบอกเวลาออกเดินทาง เรานึกถึงกลไก Jumping Hour ขึ้นมาทันที” Navas เล่า “สิ่งที่เราต้องการคือการนำแนวคิดนั้นมาสร้างเป็นสามมิติ เพื่อให้มันมีตัวตนและสร้างมิติที่ชัดเจนบนข้อมือ และ ลูกบาศก์คือคำตอบ เมื่อเราได้องค์ประกอบนี้มา ทุกอย่างหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ตามมา”
Tambour Spin Time เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 ในฐานะกลไกชุดแรกที่ La Fabrique du Temps พัฒนาขึ้นสำหรับ Louis Vuitton (ต่อมาเวิร์คชอปแห่งนี้ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Louis Vuitton อย่างเป็นทางการในปี 2011) เอกลักษณ์สำคัญของ Spin Time คือ ลูกบาศก์หมุนได้ 12 ชิ้นที่เรียงตัวอยู่รอบหน้าปัด ซึ่งทำให้กลไกนี้กลายเป็นหนึ่งในลายเซ็นด้าน Haute Horlogerie ของ Louis Vuitton อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการจดสิทธิบัตร มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกจาก Art of Travel ของเมซง
กลไก Spin Time นี้ได้รับการตีความตามยุคสมัย เช่นในโอกาสครบรอบ 10 ปี ในปี 2019 Louis Vuitton ได้นำแนวคิดดั้งเดิมกลับมาตีความใหม่ผ่าน Spin Time Air ด้วยการเปิดพื้นที่บริเวณหน้าปัด เพื่อเผยให้เห็นลูกบาศก์บอกเวลาราวกับกำลัง ลอยอยู่กลางอากาศ และเมื่อปี 2025 กลไกนี้ก้าวเข้าสู่อีกบทสำคัญในปี 2025 กับการเปิดตัว Tambour Spin Time จำนวน 6 รุ่นแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น เป็นครั้งแรกที่ทุกองค์ประกอบของ Spin Time ตั้งแต่ ตัวเรือน หน้าปัด ไปจนถึงกลไก ได้รับการออกแบบ พัฒนา และผลิตขึ้นภายใน La Fabrique du Temps Louis Vuitton
นาฬิการุ่นนี้เปล่งประกายสีสันราวกับเปลวไฟเนื่องจากตกแต่งด้วย Blue Australian Opal ซึ่งเมื่อกระทบกับแสงในแต่ละมุม เฉดสีจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ Indigo, Teal ไปจนถึง Cerulean Blue โอปอลยังไม่ได้ปรากฏเฉพาะบริเวณกึ่งกลางหน้าปัดเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้ในพื้นที่ระหว่างลูกบาศก์ Spin Time ทั้ง 12 ชิ้น สะท้อนถึงขอบเขตของ Savoir-faire หลากหลายแขนงที่รวมอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกัน ณ La Fabrique du Temps Louis Vuitton ใน Meyrin
“เราสามารถพบโอปอลได้แทบทุกเฉดสีในออสเตรเลีย แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผมคือ สีน้ำเงิน” Matthieu Hegi, Artistic Director of La Fabrique du Temps Louis Vuitton กล่าว “มันสะท้อนสีสันได้แทบทุกเฉด แต่หัวใจยังคงเป็นสีน้ำเงินที่ลุ่มลึก เข้มข้น และเปล่งประกายเหลือบสี คุณสมบัติเช่นนี้เหมาะกับ Spin Time อย่างมาก มันเป็นอัญมณีที่โดดเด่นและกล้าแสดงตัวตน พร้อมนำบางสิ่งที่คอลเลกชั่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเข้ามา นั่นคือ ความเป็นเฟมินีนที่ยังคงไว้ซึ่งพลังและการปรากฏตัวอย่างชัดเจน”
Spin Time คือผลงานที่ประลายเซ็นของ Louis Vuitton ในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา และสำหรับนาฬิกาทั้ง 5 รุ่นที่ก้าวเข้าสู่คอลเลกชั่นถาวร ตัวเรือน Tambour ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ด้วยรูปทรงและบุคลิกที่โดดเด่นจนจดจำได้ทันทีบนข้อมือ ไม่ต่างจากทรังก์เดินทางของ Louis Vuitton ที่กลายเป็นภาพจำของเมซงมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน Spin Time ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกากับวัฒนธรรมแห่งการเดินทาง ถ่ายทอดแนวคิด Art of Travel ผ่านกลไกจักรกลที่สร้างขึ้นไม่เพียงเพื่อบอกเวลา หากยังเปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่พร้อมเคลื่อนไปกับผู้สวมใส่ในทุกจุดหมาย
ความคลีนบนหน้าปัดถูกถอดรหัสมาจากรุ่นแกรนด์ฟูอีนาเมลเมื่อปีที่แล้ว ไม่มีตัวเลขหรือขีดเกะกะสายตา ปล่อยให้องค์ประกอบหลักของ Monterey ทำงานของมันเอง ทั้งทรงก้อนกรวดอันเป็นเอกลักษณ์ เข็มทรงเข็มฉีดยา และเม็ดมะยมที่ย้ายไปอยู่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา รอบนี้แบรนด์เพิ่มลวดลายกิโยเช่แบบ Clous de Paris ลงบนเม็ดมะยม ช่วยให้จับกระชับมือขึ้นเวลาหมุนปรับเวลา
ทุกอย่างถูกดึงเข้ามาผลิตในโรงงานของตัวเองแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ตัวเรือนเซรามิก หน้าปัดแลคเกอร์ ไปจนถึงกลไกจักรกล ฝีมือจาก La Fabrique du Temps Louis Vuitton ทำให้เห็นเลยว่านี่ไม่ใช่แค่โปรเจกต์แฟชั่นฉาบฉวย แต่เป็นงานระดับแมกนัฟำก์เจอร์ที่เอาจริงเอาจัง
Piaget: ถอดรหัสการเดินทางของ Piaget Polo จากนาฬิกาประจำวันสู่การเป็นคอลเลกชันอมตะที่ครองใจคนรักนาฬิกาทั่วโลก
Roger Dubuis: การฉลองครบสามทศวรรษแห่งความกล้าฉีกทุกกฎเกณฑ์ดั้งเดิม ผลักดันขีดจำกัดของ High Watchmaking ให้หลุดกรอบความจำเจ
Vacheron Constantin & Grand Seiko: การผสานขั้วระหว่างงานฝีมือดั้งเดิมกับนวัตกรรมความบางระดับสถิติโลกและกลไกสปริงไดรฟ์ ที่ตอบโจทย์นักสะสมรุ่นใหม่ซึ่งมองหาความสมบูรณ์แบบทั้งภายในและภายนอก
หลังจากได้เรียนรู้พัฒนาการของแบรนด์เรือนเวลาที่มีเป้าหมายมุ่งสู่ความเที่ยงตรงสูงสุดในวันที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นมาตรวัดค่าเวลาที่คนส่วนใหญ่พึ่งพาไปแล้ว TanTan Wang พาสำรวจความหมายของนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบ และความสำคัญของความเที่ยงตรงในวันนี้ไปพร้อมๆ กับสองตัวแทนจากทาง Grand Seiko
Takeshi Sakamoto – รองประธาน Grand Seiko Global Division
ความรู้สึกนี้สามารถเชื่อมโยงได้กับเอกลักษณ์ของ Spring Drive โดยเฉพาะการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องของเข็มวินาทีที่แฟนๆ Grand Seiko ชื่นชอบ ซึ่งสำหรับเขาเองนี่เป็นนวัตกรรมที่ทำให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็น ‘การไหลของเวลา’ และสัมผัสความสัมพันธ์กับธรรมชาติอันเป็นหัวใจของ Grand Seiko ซึ่ง Wang ผู้เป็นโมเดอเรเตอร์เองก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นดังกล่าว และแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกที่นาฬิกาสามารถมอบให้ได้ อย่างนาฬิกาที่เป็นตัวแทนความทรงจำในวันที่ลูกชายของเขาเกิด ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกที่แก็ดเจ็ตไม่สามารถมอบให้ได้
หลายคนอาจคิดว่า นี่คือการนั่งฟังพรีเซนเทชันของแบรนด์ที่เล่าเรื่องตามลำดับขั้นตอนตามขนบ แต่ต้องบอกว่า ความรู้สึกขณะที่นั่งฟัง Cole Penningtonโฆษกของ Tudorบนเวทีเสวนา‘A Century of Tudor’เรารู้สึกเหมือนเขาเป็นมัคคุเทศก์มือโปรผู้พาเราออกเดินทางบนเส้นทางประวัติศาสตร์ร่วมศตวรรษของ Tudorเสียมากกว่าเพราะเขาพาผู้เข้าร่วมเสวนาออกสำรวจเส้นทางแห่งจิตวิญญาณ Born to Dareอย่างมีสีสันนับตั้งแต่แรกก่อตั้ง วิวัฒนาการของแบรนด์ในยุคต่างๆ ตลอดจนอัตลักษณ์ของแบรนด์ในปัจจุบัน รวมถึงบทบาทสำคัญต่อศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาและหลากหลายวงการทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงปรัชญาหลักที่แบรนด์ยึดมั่นและหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางประวัติศาสตร์ และนี่คือเกร็ดความรู้เกี่ยวกับTudorที่เราได้จากเวทีเสวนาในครั้งนี้
1950s:การสำรวจ British North Greenland Expeditionและกำเนิด Oyster Prince
นับเป็นยุคสมัยแห่งการสำรวจที่พิสูจน์ความกล้าท้าทายต่ออุปสรรคและสภาวะสุดขั้ว ตำนานบทนี้เริ่มจากนาฬิกา Tudor Oyster Prince ถูกมอบให้แก่วิศวกรและนักสำรวจโดย Royal Geographic Society เพื่อทดสอบน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ชนิดใหม่ในสภาพแวดล้อมสุดขั้วของอาร์กติก ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำถึงประมาณ -50 องศาเซลเซียส การทดสอบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิส่งผลต่อความเที่ยงตรงในการบอกเวลาอย่างไร อย่างไรก็ตามบทพิสูจน์ของการออกสำรวจในครั้งนั้นเพิ่งได้รับการยืนยันเมื่อ Major Howard ช่างเครื่องจากคณะสำรวจ ได้นำนาฬิกา Tudor ที่สูญหายไปเป็นเวลานานกลับมาเข้ารับบริการ ซึ่งทำให้เรื่องราวอันน่าทึ่งและความทนทานของนาฬิกาเรือนดังกล่าวได้รับการเปิดเผย
ปิดท้าย The Symposium ‘The Art of Dial Painting’ด้วยการเชิญชวนผู้ชมไปสัมผัสประสบการณ์กางลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลาได้ที่ Franck Mullerบูติก ชั้น Mสยามพารากอน ที่เปิดให้ร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงถึงวันที่ 26กันยายนนี้เท่านั้น
แต่ไฮไลท์จริงของงานนี้อยู่ที่การเผยโฉม God of Time เรือนเวลาที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองอายุครบ 60 ปีของ Jacob Arabo และผลิตจำกัดเพียง 60 เรือน สิ่งที่น่าทึ่งไม่ใช่แค่การทำลายสถิติโลกด้วยทูร์บิญองที่หมุนเร็วที่สุดในโลกด้วยรอบเพียง 4 วินาที ซึ่งเร็วกว่าทูร์บิญองทั่วไปถึง 15 เท่า แต่มันคือโจทย์ทางวิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลัง
Arts and Métiers d’Art: การถ่ายทอดงานศิลป์ผ่านเรื่องราวตำนาน เช่น คอลเลกชัน Knights of the Roundtable หรือ Excalibur Canto ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซามูไร
Adrenaline & Lamborghini Partnership: จิตวิญญาณแห่งความเร็วที่ดึงเอา DNA และสมรรถนะของซูเปอร์คาร์ Lamborghini มาผสานกับกลไกไฮโฮรโลจี เกิดเป็นนาฬิกาที่มีโครงสร้างดุดัน พร้อมการสร้างคอมมูนิตี้ผ่านกิจกรรมอย่างการพาพาร์ทเนอร์และลูกค้าขับรถล่องใต้ของฝรั่งเศสไปจบที่งาน Monaco Grand Prix
เมื่อพูดถึงการชุบชีวิตแบรนด์นาฬิการะดับตำนานในยุคนี้ วงการสื่อมักแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งถอนหายใจรอรับงานขายฝันตามสูตรการตลาด ส่วนอีกฝั่งคาดหวังว่าจะได้เห็นงานระดับเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรม การได้นั่งฟัง Georges Kern ซีอีโอของ House of Brands ขึ้นพูดบนเวที Siam ParagonBangkok Watch Week ในเสวนา “Universal Genève Returns: The Beginning of a New Era for Le Couturier de la Montre” จึงเป็นหมุดหมายที่คนทำสื่อนาฬิกาจดไว้ตั้งแต่ต้นปี
การตั้งประวัติศาสตร์ของ Universal Genève (UG) ตั้งแต่ปี 1894 โดย Numa-Emile Descombes และ Ulysse George Perret บนถนน Rue du Rhône ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนรักนาฬิกา แต่สิ่งที่ Georges Kern นำเสนอคือการตีความคำว่า “Le Couturier de la Montre” หรือช่างตัดเสื้อแห่งเรือนเวลาใหม่ทั้งหมด
สมญาที่ได้มาในยุค 1960s นี้ ไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู สิ่งที่สะดุดใจคือการที่แบรนด์ดึงดูดคนระดับ Jean Cocteau ผู้เคยกล่าวประโยคคลาสสิกไว้ว่า “ผมไม่เคยรู้เวลาเลย แต่นาฬิกา Universal ทำให้ผมอยากรู้มัน” หรือไอคอนอย่าง Alain Delon, Bruce Lee และ Jean Lanvin จุดนี้ชี้ให้เห็นว่าแบรนด์ไม่ได้ขายแค่เครื่องมือวัดเวลา แต่มันคือวัตถุทางวัฒนธรรม
ความประณีตของการตกแต่งยังคงยึดปรัชญาเจนีวาอย่างเคร่งครัด ทั้งลวดลาย Côtes de Genève และการลบมุมขอบกลไก (Anglage) ชี้ให้เห็นว่า UG วางตำแหน่งตัวเองอยู่ในระดับ High Horology อย่างแท้จริง
เล่นกับงานศิลปะ Art Stone, Camaïeu และการก้าวข้ามกรอบเดิม
Siam Paragon และ Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) กับเป้าหมายร่วมกันในการวางรากฐานวัฒนธรรมนาฬิกาให้แข็งแกร่งผ่านอีเวนต์นาฬิกาสุดยิ่งใหญ่แห่งกรุงเทพฯ
เปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับBangkok Watch Week 2026 เทศกาลนาฬิกาที่รวมตัวคนรักนาฬิกาในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ได้มากที่สุด ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่สองแล้วหลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการจัดครั้งแรก ในการจัดงานขึ้นเป็นครั้งที่สองนี้เกิดจากความเชื่อมั่นในกระแสตอบรับอันดีเยี่ยมของเหล่าคนรักนาฬิกาในประเทศไทย และในครั้งนี้หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนวัฒนธรรมนาฬิกาของ Siam Paragon ศูนย์รวมสินค้าลักซ์ชัวรีแห่งประเทศไทย คือ การร่วมมือกับ Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีเป้าหมายหลักในการให้ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกา และสนับสนุนให้วัฒนธรรมนี้เติบโตในวงกว้างอย่างยั่งยืน ที่บินตรงจากกรุงเจนีวามาเข้าร่วม Symposium และยังนำ FHH Academy มาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับนาฬิกาให้ชาวไทยได้มีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมของ FHH อย่างใกล้ชิด
การเข้าถึง Gen Z หรือคนรุ่นใหม่กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่สื่อและอุตสาหกรรมนาฬิกาให้ความสำคัญมากขึ้น และเราคิดว่า FHH ก็ให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้เช่นกัน คุณคิดว่าคนรุ่นนี้กำลังมองหาอะไรจากอุตสาหกรรมนาฬิกา
ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z กำลังมองหาสองสิ่งที่มีความเชื่อมโยงกัน อย่างแรกคือ ‘ความหมาย’ พวกเขาต้องการรู้เรื่องราวของนาฬิกาไอคอนิก เรื่องราวของคนดังที่สวมใส่นาฬิกาเหล่านั้น รวมถึงเรื่องราวว่าภูมิภาคเล็กๆ อย่างเทือกเขาจูราในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่ยากจนและแทบไม่มีใครรู้จัก กลายมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของสินค้าลักชัวรี่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดได้อย่างไร พวกเขาต้องการเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้มีความหมายอย่างไรสำหรับตัวพวกเขาเอง
พาสำรวจความประณีตของเรือนเวลาที่ย่อโลกทั้งใบมาไว้บนข้อมือกับ Jacob & Co. ‘The World Is Yours’ Dual Time Zone Tourbillon
เชื่อว่าหลายคนรอดูช็อตที่นักเทนนิสระดับโลกชูถ้วยรางวัลหลังปิดแมตช์ชี้ชะตา เพราะนี่คืออีกหนึ่งช่วงเวลาที่แบรนด์นาฬิกาและแฟนๆ ทั่วโลกต่างจับจ้องไม่กระพริบ และในรอบชิงชนะเลิศ US Open 2026Alexander Zverev ก็ไม่ทำให้ Jacob & Co. ผิดหวัง ด้วยการคว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่สองในอาชีพมาครองได้สำเร็จ
ตอนอยู่ในสนามแข่งจังหวะที่ Zverev หวดลูกด้วยหลายคนน่าจะสังเกตุเห็นนาฬิกาบนข้อมือของเขานั่นก็คือ Epic X Skeleton ซึ่งเป็นรุ่นคัสตอมพิเศษแบบ Piece-Unique ที่ออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษเพื่อลดภาระข้อมือเวลาตีสโตรกหนักๆ พร้อมสายผ้าเอลาสติกยืดหยุ่นสูง ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของนาฬิกาสปอร์ตยุคนี้ที่ต้องทนแรงเหวี่ยงเหวี่ยงซ้ำๆ ระดับหลายร้อย G ได้โดยไม่พังคาสนาม
แต่พอถึงวินาทีที่ต้องเดินขึ้นมารับถ้วยแชมป์ Zverev ได้สลับไปใส่นาฬิกา ‘The World Is Yours’ Dual Time Zone Tourbillon ที่มาพร้อมกับตัวเรือนโรสโกลด์ 18K ขนาด 43 มิลลิเมตร หนา 18 มิลลิเมตร ขึ้นชูถ้วยแทน
สำหรับ Jacob & Co. คอลเลกชัน ‘The World Is Yours’ นั้นจะมีเบื้องหลังทางประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างส่วนตัว เพราะมันมาจากนาฬิกาวินเทจที่เป็นมรดกตกทอดในตระกูลของ Jacob Arabo เอง โดยตัวเรือนนั้นจะโดดเด่นด้วยหน้าปัดไทเทเนียมสีน้ำเงินรมดำ ปั๊มลายทวีปสีทองแบบHand-finished ผสานฟังก์ชัน Dual Time Zone ที่แยกหน้าปัดย่อยปรับชั่วโมงและนาทีได้อย่างเป็นอิสระจากกัน