การกลับมาของ Louis Vuitton Monterey Ceramic นาฬิกาทรงก้อนกรวดระดับไอคอนจากปี 1988 ที่ถูกปัดฝุ่นใหม่

Date:

เมื่อก้อนกรวดเซรามิกปี 1988 กลับมาทวงบัลลังก์ในคอลเลกชันถาวร

มองแวบแรก อาจมีคนคิดว่านี่คือของเล่นไฮเทคจากอนาคตที่หลุดออกมาจากบูติกแฟชั่นปารีส แต่ถ้าอยู่ในวงการมานานพอ จะรู้ว่าทรงนี้มีสตอรี่มาก่อน

ย้อนกลับไปช่วงปลายยุค 80s ตอนที่แบรนด์แฟชั่นยังกล้าๆ กลัวๆ กับวงการนาฬิกา Louis Vuitton ดึงเอาตำนานอย่าง Gérald Genta มาช่วยดีไซน์รุ่น Monterey ออกมา ผลลัพธ์คือนาฬิกายากจะจำแนกหมวดหมู่ หน้าปัดบอกเวลาแบบดิสเพลย์ซ้อนกัน ขอบตัวเรือนหมุนได้ และความแปลกที่กลายเป็นความคลาสสิกในหมู่คนสะสมยุคเก๋า รอบนี้กลับมาในวัสดุเซรามิกเงาวับ สองสีสองอารมณ์ ทั้งขาวคลีนและดำดาร์กสตรีท

ความน่าสนใจไม่ใช่แค่การรีแมคอัพของเก่าให้ดูทันสมัยนะ แต่คือวิธีที่แบรนด์เลือกใช้วัสดุ เซรามิกเงาแบบนี้ทำยากกว่าผิวแมตต์ทั่วไป รอยนิ้วมือและแสงสะท้อนคือศัตรูตัวฉกาจ แต่วิศวกรของหลุยส์ วิตตองจัดการมันได้เนียบพอสมควร น้ำหนักที่เบาลงทำให้ความรู้สึกบนข้อมือเปลี่ยนไปจากเหล็กตันๆ ในอดีตอย่างสิ้นเชิง

มันคือความพยายามที่จะบอกว่า งานออกแบบยุค 1988 ยังมีพื้นที่หายใจใน พ.ศ. นี้ โดยไม่ต้องพึ่งความเยินยอแบบเดิมๆ

ลองจินตนาการถึงวันที่หยิบมันขึ้นมาลองทาบข้อมือในห้องแอร์เย็นๆ ของงานพรีวิวนาฬิกา ความรู้สึกเย็นเฉียบของเซรามิกตัดกับความอุ่นของสายยาง มันให้ฟีลที่ต่างจากนาฬิกาสปอร์ตเหล็กทั่วไปอย่างชัดเจน ในฐานะคนที่ผ่านตานาฬิกามาหลากหลายรูปแบบ นี่ไม่ใช่ชิ้นที่ต้องรีบวิ่งไปแย่งกันซื้อตั้งแต่วันแรก แต่เป็นเรือนที่ยิ่งมองนานๆ ยิ่งเห็นความตั้งใจในการซ่อนรายละเอียด

เซรามิกบนข้อมือ เมื่อ Louis Vuitton พา Monterey เข้าสู่คอลเลกชันถาวร

หลังจากปีที่แล้วแบรนด์ปล่อยรุ่นเยลโลว์โกลด์แบบลิมิเต็ดออกมาเรียกน้ำย่อย ปีนี้ Louis Vuitton เดินเกมต่อแบบเงียบๆ ด้วยการส่งสองรุ่นเซรามิกเข้ามาอยู่ในคอลเลกชันถาวรอย่างเป็นทางการ

คนที่ตามข่าวแฟชั่นน่าจะเคยเห็นผ่านตามาบ้างจากรันเวย์คอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2027 ของ Pharrell Williams ที่ปารีส ตอนนั้นสไตลิสต์เลือกเอามาห้อยเป็นชาร์มประดับกระเป๋าและชุดบนรันเวย์ ดูเก๋ดีในแง่กิมมิคแฟชั่น แต่พอมาอยู่บนข้อมือนักสะสมจริงๆ มันทำงานได้ดีกว่าการเป็นเครื่องประดับห้อยกระเป๋าเยอะ

การดึงนาฬิกาประวัติศาสตร์รุ่นนี้มาปัดฝุ่นแล้วเปลี่ยนวัสดุเป็นเซรามิกเงา บอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับทิศทางของแบรนด์ พวกเขาไม่ได้แค่อยากทำนาฬิกาแฟชั่นใส่ตามเทรนด์ซีซั่นเดียวแล้วจบ แต่พยายามสร้างความต่อเนื่องให้กับไลน์อัปเครื่องบอกเวลา

ในรุ่นเซรามิกนี้มีความต่าง น้ำหนักจะเบากว่าที่คิด และผิวสัมผัสเรียบเนียนมือแบบที่สเตนเลสให้ไม่ได้ ความเงาวับของตัวเรือนตัดกับสายยางได้อย่างลงตัวโดยไม่ดูฉูดฉาดจนเกินพอใจ

ถ้ามองในมุมของคนสะสมนาฬิกา การที่แบรนด์เลือกทำไลน์นี้เป็นคอลเลกชันถาวร หมายความว่าพวกเขาตั้งใจปั้นให้มันเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ระยะยาว ไม่ใช่แค่ของหายากที่มีไว้เก็งกำไรแล้วหายเงียบ

ก้อนกรวดเซรามิก DNA ปี 1988 ที่กลับมาทวงบัลลังก์

รูปทรงก้อนกรวดมนไร้ขาตัวเรือนแบบนี้แหละคือเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Monterey นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกสุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ย้อนกลับไปปี 1988 ตอนที่โปรเจกต์ LV I และ LV II เริ่มต้นขึ้น พวกเขาดึงตัว Gae Aulenti สถาปนิกและนักออกแบบชื่อดังชาวอิตาเลียนมาจับมือร่วมงาน โดยมี IWC รับหน้าที่ผลิตเครื่องให้

ถ้ารุ่น LV I มาพร้อมความเรียบเนียนของทรงก้อนกรวดทองคำ ซึ่งเป็นต้นแบบของรุ่นลิมิเต็ดเมื่อปีที่แล้ว รุ่นพี่อย่าง LV II กลับเลือกเดินเกมล้ำหน้าด้วยการหยิบ เซอร์โคเนียเซรามิก มาใช้ ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็นวัสดุใหม่แกะกล่องในโลกการผลิตนาฬิกา

ลองนึกภาพตาม ช่วงเวลานั้น Rado เพิ่งจะเข็นเซรามิกไฮเทคลงในรุ่น Integrale ส่วน IWC ก็เพิ่งเปิดตัว Da Vinci Perpetual Calendar Ref. 3755 ที่ใช้เซรามิกสีดำไปแค่สองปีก่อนหน้า การที่ Louis Vuitton กระโดดเข้ามาเล่นวัสดุนี้ในรุ่น LV II เลยกลายเป็นความกล้าที่น่าสนใจ ตัวเรือนเซรามิกเงาวับในโทนสีดำสนิทหรือเขียวเข้มป่า ให้ฟีลที่เฉี่ยวและมีเสน่ห์แบบยุคแปดสิบส์โดยแท้จริง

การได้เห็นเซรามิกถูกหยิบมาใช้ตั้งแต่วันนั้น ทำให้การกลับมาในเวอร์ชันปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการหยิบเอาดีเอ็นเอเดิมมาย่อยใหม่ในยุคที่วัสดุศาสตร์ก้าวไปไกลกว่าเดิมมาก

ในมุมของคนชอบงานดีไซน์ การเลือกใช้วัสดุที่ล้ำหน้าตั้งแต่อดีตสะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์ได้ดีกว่าแค่การทำนาฬิกาตามกระแส

ขยายไซส์นิด ปรับเครื่องในใหม่ ความสมดุลของ Monterey Ceramic รุ่นล่าสุด

ขนาดตัวเรือน 37 มิลลิเมตรถูกรักษาไว้เท่ากับต้นฉบับเป๊ะ ความหนาอาจจะขยับขึ้นมานิดหน่อยจาก 9 มิลลิเมตรในรุ่นควอตซ์ LV II มาเป็น 11 มิลลิเมตรในรุ่นปัจจุบัน

เหตุผลเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะข้างในไม่ได้ใช้ถ่านแล้ว แต่ยัดกลไกอินเฮาส์อัตโนมัติ Caliber LFTMA01.02 เข้าไปแทน ความถี่ระดับ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง กับสำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง คือมาตรฐานร่วมสมัยที่ไว้ใจได้

ความคลีนบนหน้าปัดถูกถอดรหัสมาจากรุ่นแกรนด์ฟูอีนาเมลเมื่อปีที่แล้ว ไม่มีตัวเลขหรือขีดเกะกะสายตา ปล่อยให้องค์ประกอบหลักของ Monterey ทำงานของมันเอง ทั้งทรงก้อนกรวดอันเป็นเอกลักษณ์ เข็มทรงเข็มฉีดยา และเม็ดมะยมที่ย้ายไปอยู่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา รอบนี้แบรนด์เพิ่มลวดลายกิโยเช่แบบ Clous de Paris ลงบนเม็ดมะยม ช่วยให้จับกระชับมือขึ้นเวลาหมุนปรับเวลา

ทุกอย่างถูกดึงเข้ามาผลิตในโรงงานของตัวเองแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ตัวเรือนเซรามิก หน้าปัดแลคเกอร์ ไปจนถึงกลไกจักรกล ฝีมือจาก La Fabrique du Temps Louis Vuitton ทำให้เห็นเลยว่านี่ไม่ใช่แค่โปรเจกต์แฟชั่นฉาบฉวย แต่เป็นงานระดับแมกนัฟำก์เจอร์ที่เอาจริงเอาจัง

ถ้าเรามองงานประกอบใกล้ๆ แล้วรู้สึกได้ถึงความนิ่งของผิวเซรามิกและความประณีตในการเกลารอยต่อ มันคือความลงตัวระหว่างงานออกแบบยุคเก่ากับวิศวกรรมยุคใหม่

สองเฉดสี สองคาแรคเตอร์ เลือกความเขียวสตรีทหรือความคลาสสิกขโมยสายตา

เหมือนกับตอนรุ่น LV II เป๊ะ ทางแบรนด์ส่งตัวเลือกมาให้สะสมกันสองเฉดสี เริ่มจากตัวแรกสายร่วมสมัยที่เลือกใช้เรือนเซรามิกสีเขียวเข้าคู่กับหน้าปัดแลคเกอร์สีเขียว ตัดด้วยหลักเวลาสีขาวและสเกลนาทีรางรถไฟ เพิ่มกิมมิคความจัดจ้านด้วยเข็มทรงเข็มฉีดยาเคลือบแลคเกอร์สีเหลือง

ส่วนอีกตัวคือสายเพียวริสต์ที่ถอดรหัสสีดั้งเดิมมาแบบครบถ้วน คอนทราสต์สะใจด้วยการผสมผสานระหว่างสีดำ ขาว แดง และน้ำเงิน บนหน้าปัดที่มองกี่ทีก็รู้ว่าถอดแบบมาจากประวัติศาสตร์ปี 1988

ความกล้าในการใช้คู่สีตัดกันแบบนี้แหละคือเอกลักษณ์ที่ทำให้ Monterey ไม่เหมือนนาฬิกาทรงกลมทั่วไปบนตลาด สีเขียวทอนโทนให้ความรู้สึกสตรีทลักชูรีแบบร่วมสมัย ขณะที่ตัวคลาสสิกสี่สีให้กลิ่นอายเรโทรที่จัดจ้านโดยไม่ต้องพยายาม ถ้าวางเทียบกันสองเรือน ความต่างของโทนสีเปลี่ยนอารมณ์คนใส่ได้ทันที เรือนเขียวให้ความรู้สึกดื้อเงียบ ส่วนเรือนคลาสสิกตะโกนความเป็นการออกแบบยุคเก่าออกมาดังๆ

อ่านสเปกจบแล้วเห็นภาพเลยว่าแบรนด์ไม่ได้มาเล่นๆ ตัวเลข 37 มิลลิเมตรกับความหนา 11 มิลลิเมตรคือสัดส่วนที่พอดีข้อมือแบบไม่ต้องพยายามทำตัวเรือนให้ใหญ่โตตามเทรนด์ การเลือกใช้สายหนังลูกวัวแทนที่จะดันสายยางล้วนๆ ช่วยเบรกความสปอร์ตลง แล้วดึงความเนี้ยบสไตล์เดรสวอทช์กลับมาได้เนียนกริบ

ในฐานะคนชอบแกะสลักรายละเอียดทางเทคนิค การเลือกจับคู่สีเข็มกับหน้าปัดในสเปกนี้คือความใส่ใจระดับมินิมอลที่คนทำนาฬิกาเท่านั้นถึงจะเข้าใจ จากสเปกทั้งหมดที่คุณเพิ่งอ่าน ตัวเลขไหนหรือฟีเจอร์ตัวไหนที่ทำให้คุณรู้สึกว่าเรือนนี้ “ต้องไปลองจับตัวจริง” มากที่สุด?

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Caliber LFTMA01.02 สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง 
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาชั่วโมง นาที และวินาทีตรงกลาง 
  • ตัวเรือน: ขนาด 37 มิลลิเมตร หนา 11 มิลลิเมตร ทำจากเซรามิกขัดเงาสีดำหรือสีเขียว กันน้ำ 30 เมตร 
  • หน้าปัด: เคลือบแลคเกอร์สีขาวหรือเขียว ตัวเลขเลขอราบิกสีดำหรือขาว เข็มชั่วโมงและนาทีทองเหลืองเคลือบแลคเกอร์สีแดงหรือสีเหลือง เข็มวินาทีทองเหลืองเคลือบแลคเกอร์สีน้ำเงิน 
  • สาย: หนังลูกวัวสีดำหรือสีเขียว มาพร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสลักโลโก้ Louis Vuitton

Share post:

More like this

เรียนรู้งานช่างฝีมือและสัมผัสประการณ์การลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลา Franck Muller บนเวทีเสวนา ‘The Art of Dial Painting’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ อาเล็ก-ธีรเดช และ โบว์-เมลดา เข้าร่วมเสวนาและสาธิตบนเวที เรือนเวลาของ Franck Muller นั้นขึ้นชื่อเรื่องความคิดสร้างสรรค์อันบรรเจิดถ่ายทอดผ่านหน้าปัดที่ทำหน้าที่ดุจผืนผ้าใบชั้นดี ทางแบรนด์ยังให้ความสำคัญกับ...

Rolex ร่วมกับสถาบัน Phillips เปิดประมูล Cosmograph Daytona รุ่นพิเศษ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก 4 ฤดูกาล

รายได้จากการประมูลจะนำไปสนับสนุน Federer Foundation และ Re:Wild    4 สีสัน 4 ฤดูกาล หน้าปัดสีสดใส...

ทำไม Czapek ถึงยอมกลับมาปักหลักที่เดิมในเจนีวา? พร้อมส่อง 2 รุ่นลิมิเต็ดเอาใจคนรักนาฬิกา

พาไปหาคำตอบว่าทำไม Czapek & Cie ถึงเลือกย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้น ณ นครเจนีวา พร้อมเจาะลึกคอนเซปต์บูติกใหม่ไร้เคาน์เตอร์กั้น และเผยความพิเศษของ 2 เรือนเวลารุ่นจำกัดอย่าง Quai des Bergues "Midnight in Geneva" และ Place Vendôme Complicité Glacier Blue ที่สายสะสมไม่ควรพลาด