ครองรักชั่วนิรันดร์ไปกับมรดกแห่ง Chopard Happy Diamonds
ส่งต่อความสุขด้วยนาฬิกา Happy Diamonds รุ่น Heritage สองเรือนใหม่ ซึ่งเป็นการหยิบเอาตัวเรือนทองคำอันเพรียวบางและหน้าปัดนิลสีดำ (onyx) จากดีไซน์ดั้งเดิมในปี 1976 กลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง
เพชรอาจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้หญิง แต่ Chopard ต่างหากที่ทำให้เพชรพวกนั้นมีความสุข เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตามคำขวัญอันโด่งดังของเมซงที่ว่า “เพชรจะมีความสุขที่สุดเมื่อพวกมันเป็นอิสระ”

ดีไซน์ Happy Diamonds ของ Chopard เปิดตัวครั้งแรกในปี 1976 และกลายเป็นไอคอนในทันทีด้วยกลุ่มเพชรที่ลอย หมุน และเต้นระบำได้อย่างอิสระบนหน้าปัดนาฬิกาตามทุกการเคลื่อนไหวของข้อมือ Ronald Kurowski ดีไซเนอร์ของแบรนด์ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงแดดที่ส่องประกายระยิบระยับบนน้ำตก ขณะที่เขากำลังเดินเล่นอยู่ในป่าดำ (Black Forest) ของประเทศเยอรมนีวันหนึ่ง เมื่อกลับมาถึงโรงงานผลิต เขาต้องการที่จะจำลองเวทมนตร์อันชั่วพริบตาของฉากนั้น จำลองภาพหยดน้ำที่กำลังเริงระบำท่ามกลางแสงแดด และนั่นจึงเป็นจุดกำเนิดของไอเดีย Happy Diamonds

แทนที่จะล็อกเพชรไว้กับที่ด้วยหนามเตยแบบดั้งเดิม Kurowski กลับปิ๊งไอเดียในการฝังเพชรเจียระไนเหลี่ยมเกสร (brilliant-cut) แต่ละเม็ดลงในตัวเรือนทองคำขนาดเล็กที่มีฐานโค้งมนลาดเอียง ซึ่งช่วยให้เพชรเหล่านี้หมุนได้อย่างอิสระโดยไม่ขูดขีดหน้าปัด จากนั้นเขาก็ปล่อยให้เพชรทั้งหมด 30 เม็ด น้ำหนักรวม 1.7 กะรัต ได้โลดแล่นอย่างอิสระระหว่างกระจกคริสตัลแซฟไพร์สองแผ่น

ฉีกขนบแบบเดิมๆ Kurowski เลือกใช้ตัวเรือนทรงคุชชั่น (cushion-shaped) ที่สะท้อนกลิ่นอายยุคสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน โดยมีความโค้งมนบริเวณขอบและทำจากไวท์โกลด์ พร้อมหน้าปัดทรงเดียวกันตรงกลางสำหรับบอกเวลา ซึ่งถูกล้อมกรอบด้วยนิลสีดำ (onyx) ขัดเงา นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานความถี่ 3Hz อย่าง ETA 2442 ที่ให้พลังงานสำรองราว 41 ชั่วโมง
ในปีนั้น Chopard Happy Diamonds สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ Golden Rose of Baden-Baden มาครองได้สำเร็จ จากดีไซน์ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อันสดใหม่
เกร็ดความรู้ที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ ดีไซน์ Happy Diamonds ของ Kurowski ในตอนแรกไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อผลิตจริงในจำนวนมาก แต่เป็นเพียงชิ้นงานชิ้นเดียวสำหรับส่งเข้าประกวดเท่านั้น แต่เมื่อนาฬิกาที่ชนะรางวัลเรือนนั้นถูกนำมาจัดแสดงที่บูทของ Chopard ในงาน Basel ปี 1977 มันกลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจนคำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ส่งผลให้ในปีแรกนั้นแบรนด์สามารถขายนาฬิกา Happy Diamonds ได้มากกว่า 10,000 เรือน


ครอบครัวแห่งความสุข
ในบรรดาปีต่อๆ มา คอลเลกชัน Happy Diamonds ได้ส่งต่อความสุขอย่างต่อเนื่อง โดยแปลงโฉมไปสู่เครื่องประดับเป็นครั้งแรกด้วยรุ่น Happy Clown (ตัวตลกแฮปปี้) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากภาพร่างฝีมือของ Caroline Scheufele ในวัยสาวเมื่อปี 1985 และถูกทำให้กลายเป็นจริงโดย Karl Scheufele ผู้เป็นพ่อ “มันคือจุดเริ่มต้นการเดินทางของแบรนด์สู่โลกแห่งเครื่องประดับ” เธอกล่าว “มันเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกและอิสรภาพที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้เรามาจนถึงทุกวันนี้”

อันที่จริงแบรนด์เดินหน้าต่อยอดตระกูลเรือนเวลาทั้งซีรีส์โดยอิงจากแนวคิดที่ริเริ่มขึ้นครั้งแรกใน Happy Diamonds จนกระทั่งในปี 1993 Caroline เกิดปิ๊งไอเดียสำคัญและเพิ่มประกายเพชรขี้เล่นลงบนนาฬิกาสปอร์ตสเตนเลสสตีลสำหรับผู้หญิง โดยเธอตั้งชื่อมันว่า Happy Sport ซึ่งไม่เพียงแต่สานต่อมรดกของ Happy Diamonds ด้วยเพชรเต้นระบำเท่านั้น แต่ยังพาแนวคิดนี้ไปในทิศทางใหม่ที่กล้าหาญยิ่งขึ้นด้วยการปล่อยให้เพชรเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระทั่วทั้งหน้าปัด นับตั้งแต่นั้นมา Happy Sport ก็ได้ออกรุ่นย่อยต่างๆ มากมาย และกลายเป็นหนึ่งในความสำเร็จเชิงพาณิชย์ที่ยั่งยืนที่สุดของแบรนด์โดยในรุ่น Happy Sport the First ของปีนี้ ได้หยิบเอาดีไซน์ดั้งเดิมกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งในสองขนาดที่สวมแต่งได้ง่าย ได้แก่ ขนาด 26 มม. และ 33 มม. ซึ่งประดับด้วยเพชร 5 เม็ดในรุ่นแรก และ 7 เม็ดในรุ่นหลัง


จาก Happy Sport ทาง Chopard ยังคงเดินหน้าต่อยอดไอเดียนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านคอลเลกชันอย่าง Happy Fish ในปี 2002 ที่นำปลาทองฝังอัญมณีมาแหวกว่ายแทนที่เพชรเต้นระบำรอบหน้าปัด และ Happy Spirit ในปี 2003 ที่มาพร้อมวงกลมซ้อนกันหลายชั้นบนหน้าปัดโอบอุ้มเพชรเม็ดงามไว้ตรงกลาง นอกจากนี้ยังมีรุ่น Happy Sport Tourbillon Joaillerie ซึ่งเข้าชิงรางวัล GPHG ในปี 2014 โดยเป็นการผสานโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูงเข้ากับเครื่องประดับชั้นสูง เข้าคู่กันระหว่างความเชี่ยวชาญด้านกลไกอินาสาส์ (In-house) ของ Chopard กับทักษะการฝังอัญมณีอันไร้ที่ติ และแน่นอนว่ายังคงมีเพชรเต้นระบำอีก 7 เม็ดร่วมสร้างสีสันด้วยเช่นเคย



อย่างไรก็ตาม ในวาระครบรอบ 40 ปีเมื่อปี 2016 ทาง Chopard ได้หวนกลับไปใช้ตัวเรือนทรงคุชชั่นดั้งเดิมสำหรับนาฬิกาข้อมือผู้หญิงรุ่น Happy Diamonds อันน่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งประดับประดาด้วยเพชรบนหน้าปัดมุก (mother-of-pearl) ส่วนในวาระครบรอบ 50 ปีของปีนี้ ถือเป็นการกลับมาสู่ดีไซน์ดั้งเดิมของ Happy Diamonds อย่างแท้จริงและใกล้เคียงต้นฉบับมากยิ่งขึ้นไปอีก

นาฬิการุ่นนี้ใช้ชื่อว่า Happy Diamonds Heritage โดยรุ่นของปีนี้เป็นการถอดแบบสัดส่วนอันกะทัดรัดและโฉบเฉี่ยวของนาฬิกาผู้ชายต้นฉบับในปี 1976 ในตัวเรือนทรงคุชชั่นรูปทรงเดิม แต่เลือกใช้วัสดุทองคำ (ethical yellow gold) 18K จับคู่กับนิลสีดำ (black onyx) ที่ขัดเงาจนเปล่งประกายระยิบระยับทั่วทั้งพื้นหน้าปัด พร้อมด้วยเพชรเจียระไนเหลี่ยมเกสร (brilliant-cut) จำนวน 21 เม็ด น้ำหนักรวม 1.05 กะรัต ที่โลดแล่นหมุนวนอย่างอิสระรอบหน้าปัดตามทุกการเคลื่อนไหวของข้อมือ



แทนที่กลไก ETA แบบดั้งเดิม Chopard ได้ยกระดับครั้งใหญ่ด้วยกลไกไขลานอินเฮาส์ Chopard 10.01-C ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในนาฬิกา L’Heure du Diamant เมื่อปี 2024 โดยถือเป็นหนึ่งในกลไกที่มีขนาดเล็กและบางที่สุดของแบรนด์ ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลาง 15.7 มม. และความหนาเพียง 2.9 มม. ส่งผลให้นาฬิการุ่นใหม่นี้มีขนาดตัวเรือนกะทัดรัดอยู่ที่ 34 มม. และหนาเพียง 8.53 มม. เท่านั้น ผู้สวมใส่ยังสามารถชื่นชมความงามของการตกแต่งลาย Côtes de Genève บนสะพานจักรนิกเกิล-ซิลเวอร์ได้ผ่านช่องหน้าต่างกระจกทรงกลมที่ฝาหลัง ซึ่งออกแบบมาให้สะท้อนลวดลายของหน้าปัดวงกลมตรงกลางด้านหน้า ขณะที่พลังงานสำรองให้มาอยู่ที่ 45 ชั่วโมงอย่างน่าประทับใจ



สิ่งดีๆ มักมาเป็นคู่ เช่นเดียวกันแบรนด์จึงได้เปิดตัวนาฬิกา Happy Diamonds Heritage ขนาด 24 มม. ออกมาพร้อมกันกับรุ่น 34 มม. โดยประดับด้วยเพชร 9 เม็ด และขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์
ข้อมูลทางเทคนิค:
Happy Diamonds Heritage 34mm
- Movement: กลไกไขลาน In-house Chopard Caliber 10.01-C สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง
- Function: ชั่วโมง และ นาที
- Case: ขนาด 34 มม. หนา 8.53 มม. ผลิตจากทองคำ 18K (Ethical Yellow Gold) กันน้ำ 30 เมตร
- Dial: นิลสีดำ (Black onyx) พร้อมเพชรไวท์ไดมอนด์กลิ้งอิสระ 21 เม็ด
- Strap: สายหนังจระเข้สีดำ พร้อมหัวเข็มขัดทองคำ 18K
Happy Diamonds Heritage 24mm
- Movement: กลไกควอตซ์
- Function: ชั่วโมง และ นาที
- Case: ขนาด 24 มม. หนา 6.72 มม. ผลิตจากทองคำ 18K (Ethical Yellow Gold) กันน้ำ 30 เมตร
- Dial: นิลสีดำ (Black onyx) พร้อมเพชรไวท์ไดมอนด์กลิ้งอิสระ 9 เม็ด
- Strap: สายหนังจระเข้สีดำ พร้อมหัวเข็มขัดทองคำ 18K


อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont Terra Nova Jumping Hour รุ่นใหม่ ก้าวล้ำเหนือชั้นกว่าเคย
De Bethune ยกระดับเรือนเวลา Jump Hour ขึ้นไปอีกขั้นด้วย DB25 Digitale
Bvlgari จับมือ Vianney Halter เผยโฉมเรือนเวลารูปทรงเรโทร-ฟิวเจอริสติกอันงดงามตระการตา บนฐานตัวเรือน Octo Finissimo ขนาด 40 มิลลิเมตร

