Chopard เปิดตัว Happy Diamonds Heritage ฉลอง 50 ปีเรือนเวลาไอคอนิก

Date:

ครองรักชั่วนิรันดร์ไปกับมรดกแห่ง Chopard Happy Diamonds

ส่งต่อความสุขด้วยนาฬิกา Happy Diamonds รุ่น Heritage สองเรือนใหม่ ซึ่งเป็นการหยิบเอาตัวเรือนทองคำอันเพรียวบางและหน้าปัดนิลสีดำ (onyx) จากดีไซน์ดั้งเดิมในปี 1976 กลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง

เพชรอาจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้หญิง แต่ Chopard ต่างหากที่ทำให้เพชรพวกนั้นมีความสุข เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตามคำขวัญอันโด่งดังของเมซงที่ว่า “เพชรจะมีความสุขที่สุดเมื่อพวกมันเป็นอิสระ”

ดีไซน์ Happy Diamonds ของ Chopard เปิดตัวครั้งแรกในปี 1976 และกลายเป็นไอคอนในทันทีด้วยกลุ่มเพชรที่ลอย หมุน และเต้นระบำได้อย่างอิสระบนหน้าปัดนาฬิกาตามทุกการเคลื่อนไหวของข้อมือ Ronald Kurowski ดีไซเนอร์ของแบรนด์ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงแดดที่ส่องประกายระยิบระยับบนน้ำตก ขณะที่เขากำลังเดินเล่นอยู่ในป่าดำ (Black Forest) ของประเทศเยอรมนีวันหนึ่ง เมื่อกลับมาถึงโรงงานผลิต เขาต้องการที่จะจำลองเวทมนตร์อันชั่วพริบตาของฉากนั้น จำลองภาพหยดน้ำที่กำลังเริงระบำท่ามกลางแสงแดด และนั่นจึงเป็นจุดกำเนิดของไอเดีย Happy Diamonds

โฆษณาจากยุค 1970

แทนที่จะล็อกเพชรไว้กับที่ด้วยหนามเตยแบบดั้งเดิม Kurowski กลับปิ๊งไอเดียในการฝังเพชรเจียระไนเหลี่ยมเกสร (brilliant-cut) แต่ละเม็ดลงในตัวเรือนทองคำขนาดเล็กที่มีฐานโค้งมนลาดเอียง ซึ่งช่วยให้เพชรเหล่านี้หมุนได้อย่างอิสระโดยไม่ขูดขีดหน้าปัด จากนั้นเขาก็ปล่อยให้เพชรทั้งหมด 30 เม็ด น้ำหนักรวม 1.7 กะรัต ได้โลดแล่นอย่างอิสระระหว่างกระจกคริสตัลแซฟไพร์สองแผ่น 

คอลเลกชันจากยุค 1970

ฉีกขนบแบบเดิมๆ Kurowski เลือกใช้ตัวเรือนทรงคุชชั่น (cushion-shaped) ที่สะท้อนกลิ่นอายยุคสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน โดยมีความโค้งมนบริเวณขอบและทำจากไวท์โกลด์ พร้อมหน้าปัดทรงเดียวกันตรงกลางสำหรับบอกเวลา ซึ่งถูกล้อมกรอบด้วยนิลสีดำ (onyx) ขัดเงา นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานความถี่ 3Hz อย่าง ETA 2442 ที่ให้พลังงานสำรองราว 41 ชั่วโมง

ในปีนั้น Chopard Happy Diamonds สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ Golden Rose of Baden-Baden มาครองได้สำเร็จ จากดีไซน์ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อันสดใหม่

เกร็ดความรู้ที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ ดีไซน์ Happy Diamonds ของ Kurowski ในตอนแรกไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อผลิตจริงในจำนวนมาก แต่เป็นเพียงชิ้นงานชิ้นเดียวสำหรับส่งเข้าประกวดเท่านั้น แต่เมื่อนาฬิกาที่ชนะรางวัลเรือนนั้นถูกนำมาจัดแสดงที่บูทของ Chopard ในงาน Basel ปี 1977 มันกลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจนคำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ส่งผลให้ในปีแรกนั้นแบรนด์สามารถขายนาฬิกา Happy Diamonds ได้มากกว่า 10,000 เรือน 

ภาพร่างตัวตลกแสนสุขของแคโรไลน์ เชอเฟเล่ จากยุค 1980
โฆษณาของ Chopard สำหรับนาฬิการุ่น Happy Diamonds Clown จากยุค 1980

ครอบครัวแห่งความสุข

ในบรรดาปีต่อๆ มา คอลเลกชัน Happy Diamonds ได้ส่งต่อความสุขอย่างต่อเนื่อง โดยแปลงโฉมไปสู่เครื่องประดับเป็นครั้งแรกด้วยรุ่น Happy Clown (ตัวตลกแฮปปี้) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากภาพร่างฝีมือของ Caroline Scheufele ในวัยสาวเมื่อปี 1985 และถูกทำให้กลายเป็นจริงโดย Karl Scheufele ผู้เป็นพ่อ “มันคือจุดเริ่มต้นการเดินทางของแบรนด์สู่โลกแห่งเครื่องประดับ” เธอกล่าว “มันเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกและอิสรภาพที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้เรามาจนถึงทุกวันนี้”

แคโรไลน์, คาร์ล, คาริน และ คาร์ล-ฟรีดริช เชอเฟเล

อันที่จริงแบรนด์เดินหน้าต่อยอดตระกูลเรือนเวลาทั้งซีรีส์โดยอิงจากแนวคิดที่ริเริ่มขึ้นครั้งแรกใน Happy Diamonds จนกระทั่งในปี 1993 Caroline เกิดปิ๊งไอเดียสำคัญและเพิ่มประกายเพชรขี้เล่นลงบนนาฬิกาสปอร์ตสเตนเลสสตีลสำหรับผู้หญิง โดยเธอตั้งชื่อมันว่า Happy Sport ซึ่งไม่เพียงแต่สานต่อมรดกของ Happy Diamonds ด้วยเพชรเต้นระบำเท่านั้น แต่ยังพาแนวคิดนี้ไปในทิศทางใหม่ที่กล้าหาญยิ่งขึ้นด้วยการปล่อยให้เพชรเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระทั่วทั้งหน้าปัด นับตั้งแต่นั้นมา Happy Sport ก็ได้ออกรุ่นย่อยต่างๆ มากมาย และกลายเป็นหนึ่งในความสำเร็จเชิงพาณิชย์ที่ยั่งยืนที่สุดของแบรนด์โดยในรุ่น Happy Sport the First ของปีนี้ ได้หยิบเอาดีไซน์ดั้งเดิมกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งในสองขนาดที่สวมแต่งได้ง่าย ได้แก่ ขนาด 26 มม. และ 33 มม. ซึ่งประดับด้วยเพชร 5 เม็ดในรุ่นแรก และ 7 เม็ดในรุ่นหลัง 

Chopard Happy Sport, 1993
Chopard Happy Sport, 2026

จาก Happy Sport ทาง Chopard ยังคงเดินหน้าต่อยอดไอเดียนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านคอลเลกชันอย่าง Happy Fish ในปี 2002 ที่นำปลาทองฝังอัญมณีมาแหวกว่ายแทนที่เพชรเต้นระบำรอบหน้าปัด และ Happy Spirit ในปี 2003 ที่มาพร้อมวงกลมซ้อนกันหลายชั้นบนหน้าปัดโอบอุ้มเพชรเม็ดงามไว้ตรงกลาง นอกจากนี้ยังมีรุ่น Happy Sport Tourbillon Joaillerie ซึ่งเข้าชิงรางวัล GPHG ในปี 2014 โดยเป็นการผสานโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูงเข้ากับเครื่องประดับชั้นสูง เข้าคู่กันระหว่างความเชี่ยวชาญด้านกลไกอินาสาส์ (In-house) ของ Chopard กับทักษะการฝังอัญมณีอันไร้ที่ติ และแน่นอนว่ายังคงมีเพชรเต้นระบำอีก 7 เม็ดร่วมสร้างสีสันด้วยเช่นเคย 

Chopard Happy Fish, 2002
Chopard Happy Spirit, 2003
Chopard Happy Sport Tourbillon Joaillerie, 2014

อย่างไรก็ตาม ในวาระครบรอบ 40 ปีเมื่อปี 2016 ทาง Chopard ได้หวนกลับไปใช้ตัวเรือนทรงคุชชั่นดั้งเดิมสำหรับนาฬิกาข้อมือผู้หญิงรุ่น Happy Diamonds อันน่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งประดับประดาด้วยเพชรบนหน้าปัดมุก (mother-of-pearl) ส่วนในวาระครบรอบ 50 ปีของปีนี้ ถือเป็นการกลับมาสู่ดีไซน์ดั้งเดิมของ Happy Diamonds อย่างแท้จริงและใกล้เคียงต้นฉบับมากยิ่งขึ้นไปอีก 

40th Anniversary, 2016

นาฬิการุ่นนี้ใช้ชื่อว่า Happy Diamonds Heritage โดยรุ่นของปีนี้เป็นการถอดแบบสัดส่วนอันกะทัดรัดและโฉบเฉี่ยวของนาฬิกาผู้ชายต้นฉบับในปี 1976 ในตัวเรือนทรงคุชชั่นรูปทรงเดิม แต่เลือกใช้วัสดุทองคำ (ethical yellow gold) 18K จับคู่กับนิลสีดำ (black onyx) ที่ขัดเงาจนเปล่งประกายระยิบระยับทั่วทั้งพื้นหน้าปัด พร้อมด้วยเพชรเจียระไนเหลี่ยมเกสร (brilliant-cut) จำนวน 21 เม็ด น้ำหนักรวม 1.05 กะรัต ที่โลดแล่นหมุนวนอย่างอิสระรอบหน้าปัดตามทุกการเคลื่อนไหวของข้อมือ 

Happily Ever After with Chopard Happy Diamonds Heritage
Happily Ever After with Chopard Happy Diamonds Heritage
Happily Ever After with Chopard Happy Diamonds Heritage

แทนที่กลไก ETA แบบดั้งเดิม Chopard ได้ยกระดับครั้งใหญ่ด้วยกลไกไขลานอินเฮาส์ Chopard 10.01-C ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในนาฬิกา L’Heure du Diamant เมื่อปี 2024 โดยถือเป็นหนึ่งในกลไกที่มีขนาดเล็กและบางที่สุดของแบรนด์ ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลาง 15.7 มม. และความหนาเพียง 2.9 มม. ส่งผลให้นาฬิการุ่นใหม่นี้มีขนาดตัวเรือนกะทัดรัดอยู่ที่ 34 มม. และหนาเพียง 8.53 มม. เท่านั้น ผู้สวมใส่ยังสามารถชื่นชมความงามของการตกแต่งลาย Côtes de Genève บนสะพานจักรนิกเกิล-ซิลเวอร์ได้ผ่านช่องหน้าต่างกระจกทรงกลมที่ฝาหลัง ซึ่งออกแบบมาให้สะท้อนลวดลายของหน้าปัดวงกลมตรงกลางด้านหน้า ขณะที่พลังงานสำรองให้มาอยู่ที่ 45 ชั่วโมงอย่างน่าประทับใจ 

ภาพบางส่วนของกลไกไขลาน Chopard รุ่น 10.01-C จากฝาหลัง (©Revolution)
Chopard Happy Diamonds Heritage
Chopard Happy Diamonds Heritage

สิ่งดีๆ มักมาเป็นคู่ เช่นเดียวกันแบรนด์จึงได้เปิดตัวนาฬิกา Happy Diamonds Heritage ขนาด 24 มม. ออกมาพร้อมกันกับรุ่น 34 มม. โดยประดับด้วยเพชร 9 เม็ด และขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ 

ข้อมูลทางเทคนิค:
Happy Diamonds Heritage 34mm
  • Movement: กลไกไขลาน In-house Chopard Caliber 10.01-C สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง
  • Function: ชั่วโมง และ นาที
  • Case: ขนาด 34 มม. หนา 8.53 มม. ผลิตจากทองคำ 18K (Ethical Yellow Gold) กันน้ำ 30 เมตร
  • Dial: นิลสีดำ (Black onyx) พร้อมเพชรไวท์ไดมอนด์กลิ้งอิสระ 21 เม็ด
  • Strap: สายหนังจระเข้สีดำ พร้อมหัวเข็มขัดทองคำ 18K
Happy Diamonds Heritage 24mm
  • Movement: กลไกควอตซ์
  • Function: ชั่วโมง และ นาที
  • Case: ขนาด 24 มม. หนา 6.72 มม. ผลิตจากทองคำ 18K (Ethical Yellow Gold) กันน้ำ 30 เมตร
  • Dial: นิลสีดำ (Black onyx) พร้อมเพชรไวท์ไดมอนด์กลิ้งอิสระ 9 เม็ด
  • Strap: สายหนังจระเข้สีดำ พร้อมหัวเข็มขัดทองคำ 18K
Chopard Happy Diamonds Heritage

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont Terra Nova Jumping Hour รุ่นใหม่ ก้าวล้ำเหนือชั้นกว่าเคย
De Bethune ยกระดับเรือนเวลา Jump Hour ขึ้นไปอีกขั้นด้วย DB25 Digitale
Bvlgari จับมือ Vianney Halter เผยโฉมเรือนเวลารูปทรงเรโทร-ฟิวเจอริสติกอันงดงามตระการตา บนฐานตัวเรือน Octo Finissimo ขนาด 40 มิลลิเมตร 

Previous article

Share post:

More like this

Panerai ฉลองครบรอบ 100 ปีร้านแรกในฟลอเรนซ์ด้วย Luminor Firenze 8 Giorni รุ่นใหม่

พาไปทำความรู้จัก Panerai Luminor Firenze 8 Giorni สองรุ่นพิเศษฉลอง 100 ปีร้านดั้งเดิมบนจัตุรัส Piazza San Giovanni ในตัวเรือน Platinumtech และสเตนเลสสตีล

พาชม Chronoswiss Neo Digiteur Pastel Code นาฬิกาไร้เข็มทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มาในโทนสีพาสเทลแสนหวาน

Chronoswiss Neo Digiteur Pastel Code เรือนเวลารูปทรงสี่เหลี่ยมไร้เข็มในโทนสีพาสเทล 3 เฉดสีใหม่ ผลิตจำกัดสีละ 99 เรือน ผสานงานพ่นทรายแบบ Matte เข้ากับกลไก Jumping Hour สไตล์ดิจิทัลจักรกลได้อย่างลงตัว

นี่คือนาฬิกาเรือนแรกที่ฝังเพชรบน Balance Wheel กับ Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino

ย้อนดูเบื้องหลัง Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino เรือนเวลา Pièce Unique ที่กล้าท้าทายกฎวิศวกรรมเรือนเวลาด้วยการฝังเพชร 54 เม็ดลงบน Balance Wheel พร้อมเทคนิคการคัดสรรพลอยพาสเทลแบบ Invisible Setting ทั้งเรือน

Arceau Samarcande กับศิลปะการเล่นซ่อนแอบกับกลไกชั้นสูงในแบบฉบับของ Hermès

หน้าปัด Openwork ฉลุช่องรูปหัวม้าแอบซ่อนกลไกมินิตรีพีทเตอร์อันล้ำเลิศ ถ้าพูดถึงงานเรือนเวลาเผยกลไกในรูปแบบสเกเลตันและโอเพนเวิร์ก เมซง Hermès Horloger ถือเป็นหนึ่งในเมซงที่สามารถผลิตผลงานเรือนเวลาในรูปแบบดังกล่าวได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบที่มองแวบแรกก็สามารถระบุได้เลยว่านี่คือผลงานของ Hermès แน่นอน...