ถ้าหาเราย้อนกลับไปช่วงยุค 1980s ในยุคสมัยที่คุณ Gerd-Rüttger Lang ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Chronoswiss ในลูเซิร์น ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ทำให้แบรนด์นี้ดูโดดเด่นขึ้นมาก็คือการยึดมั่นในโครงสร้างหน้าปัดแบบ Regulator และการใช้เม็ดมะยมทรงหัวหอม (Onion Crown) ขนาดใหญ่ ซึ่งเอกลักษณ์พวกนี้มันดูเข้มข้นเสียจนนักสะสมแม้จะมองผ่านๆ ก็รู้ได้ในทันทีว่านี่คือนาฬิกาของใคร
แล้วพอขยับมาถึงยุคร่วมสมัย ทางแบรนด์ Chronoswiss เองก็พยายามที่จะสลัดภาพความเก๋าแบบเดิมๆ แล้วหันมาเติมเต็มด้วยซีรีส์ Neo Digiteur ซึ่งก็จะเป็นนาฬิกาตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบไร้เข็ม ที่แสดงผลเวลาผ่านช่องหน้าต่างอ่านค่าเวลาแบบดิจิทัลกลไก (หรือที่เรียกว่า Jumping Hour และ Sweeping Discs) ซึ่งได้เปิดตัวรอบแรกไปเมื่อราวๆ ปี 2025 ก่อนที่จะตามมาด้วยงานแกะสลักสไตล์เทพปกรณัมในงาน Watches and Wonders ที่เพิ่งผ่านมาเมื่อต้นปี

ล่าสุดทางแบรนด์ก็ได้เลือกปล่อยของใหม่ออกมาแบบเงียบๆ แต่สิ่งที่ทำให้มันดูน่าสนใจจนอยากหยิบมาเล่านั่นก็เพราะคอลเลกชัน Neo Digiteur Pastel Code ทั้งสามเรือนนี้มาพร้อมขอบขัดเกลา และโทนสีหวานละมุนดูเป็นลุคใหม่ๆ ที่ดูน่าสนใจมากขึ้น
หนึ่งในโจทย์ที่ท้าทายเรื่องนาฬิกาหน้าปัดสีพาสเทลนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในตลาดช่วง 2-3 ปีนี้ แม้หลายๆ แบรนด์พยายามทำออกมาขายความสดใสเข้าสู้ แต่จุดที่ Chronoswiss ทำได้ฉลาดมากก็คือการใช้เทคนิคพ่นทรายแบบที่เรียกกันว่า Matte Sandblasted ลงบนหน้าปัดสีชมพูพาสเทล (Ref. CH-1373.2-LR) สีเขียวมิ้นต์ (Ref. -LG) และสีฟ้าสกายบลู (Ref. -LB) และบนพื้นผิวแมตต์ดูหยาบๆ นี่แหละที่ช่วยลดความฉูดฉาดของสีลงได้ ทำให้ได้โทนพาสเทลที่ดูนุ่ม สดใส แต่สุขุมในเวลาเดียวกัน ดูเข้าคู่กันกับตัวเรือนสแตนเลสสตีลได้แบบไม่ขัดตา ดูลงตัวไปหมด




แล้วเมื่อพูดถึงสัดส่วนตัวเรือนสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 48 มม. x 30 มม. มีความหนา 9.7 มม. สำหรับเรามองว่าเป็นสัดส่วนที่เข้าข้อพอดี ตัวเรือนนั้นจะขัดแบบซาตินทำให้ได้ผิวสัมผัสที่เล่นแสง จับคู่มากับสายผ้าเท็กซ์ไทล์ในโทนสีเทาหรือสีดำ ให้ลุคโมเดิร์นที่ดูเข้าถึงได้ง่าย แต่ไส้ในยังคงความซับซ้อนตามสไตล์กลไกไขสลักที่เราคุ้นเคย
ภายใต้ตัวเรือนสี่เหลี่ยมทรงนิยมนั้นจะขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber C.85757 ซึ่งมีความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง และสามารถสำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง และอีกหนึ่งจุดที่ช่างทำนาฬิกาต้องคำนวณอย่างหนักนั่นก็คือแรงเหวี่ยงตอนตัวเลขชั่วโมงกระโดด (Jumping Hour) ตรงหน้าต่าง 12 นาฬิกา เพราะกลไกต้องจ่ายพลังงานกระชากชั่วขณะโดยไม่ให้ไปกวนการหมุนอย่างราบรื่นของแผ่นดิสก์นาทีตรงกลาง และดิสก์วินาทีตรง 6 นาฬิกา (ดังที่เห็นตามภาพ)




พลิกกลับมาที่ด้านหลังผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ที่เผยให้เห็นการตกแต่งลาย Côtes de Genève ในสไตล์โมเดิร์นหน่อย ซึ่งแบรนด์เลือกลดรายละเอียดพวกงานแกะลายกิโยเช่ด้วยมือแบบดั้งเดิมออก เพื่อให้ภาพรวมของกลไกดูสะอาดตาและดูเข้ากับคอนเซปต์ยุคใหม่มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ลืมทิ้งดีเอ็นเออย่างเม็ดมะยมทรงหัวหอมที่ถูกปรับให้แบนลงเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับขอบตัวเรือนสี่เหลี่ยมเอาไว้
คอลเลกชันนี้จะผลิตจำกัดสีละ 99 เรือนเท่านั้น เป็นอย่างไรกันบ้างคะคอลเลกชันนี้ถูกใจนักสะสมกันบ้างรึเปล่า สำหรับผู้เขียนแล้วนับว่าเป็นผลงานที่ Chronoswiss ได้นำเอาประวัติศาสตร์การวางเลย์เอาต์หน้าปัดของตัวเอง มาบิดมุมมองใหม่ด้วยสีสันสดใสและดูมีความขี้เล่นที่ลงตัวไม่น้อย ทุกคนคิดเห็นอย่างไร สามารถมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้

ข้อมูลทางเทคนิค
- ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดซาติน ขนาด 48.00 มม. × 30.00 มม. หนา 9.70 มม. กันน้ำ 50 เมตร (5 ATM)
- หน้าปัด: พื้นผิวพ่นทรายละเอียด (Matte Sandblasting) มีให้เลือก 3 เฉดสีพาสเทล ได้แก่ Rose (ชมพู) Mint (เขียว) และ Sky (ฟ้า)
- ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมงแบบกระโดด (Jumping Hour) แสดงนาทีแบบแผ่นดิสก์หมุน (Digital Minute) และแสดงวินาทีแบบกวาด (Sweeping Second)
- กลไก: ไขลาน Caliber C.85757 ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชม. สำรองพลังงาน 48 ชั่วโมง ตกแต่งลาย Côtes de Genève
- สาย: สายผ้าเท็กซ์ไทล์เกรดพรีเมียมสีเทาหรือสีดำ พร้อมหัวสายแบบแบบเข็มมัด (Pin Buckle) สเตนเลสสตีล
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
สำรวจทิศทางใหม่ของ Alpina กับการนำกลไกควอตซ์พลังงานแสง Solarmetre มาใช้ใน Startimer Pilot และ Alpiner Extreme
นี่คือนาฬิกาเรือนแรกที่ฝังเพชรบน Balance Wheel กับ Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino
Arceau Samarcande กับศิลปะการเล่นซ่อนแอบกับกลไกชั้นสูงในแบบฉบับของ Hermès

