รอบนี้กลับสร้างความน่าสนใจตรง “สัดส่วนบนข้อมือ” ใส่สบายขึ้น ในราคาที่จับต้องได้
ดูเหมือนว่าในบูธของ Alpina จากงาน Geneva Watch Days รอบนี้ หลายคนอาจไม่ได้คาดหวังว่าจะเจองานวิศวกรรมสลับซับซ้อนอะไรให้ต้องขมวดคิ้ว แต่แล้วสิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นก็คือการปรับสัดส่วนตัวเรือนลงอย่างมีนัยสำคัญ มาดูกันว่าน่าสนใจยังไงบ้าง

ต้องบอกว่าการนำเครื่องควอตซ์พลังงานแสง Solarmetre จาก La Joux-Perret มาใส่ในคอลเลกชันหลักอย่างเช่น Startimer Pilot และ Alpiner Extreme ถือเป็นท่าทีที่เดาได้ไม่ยากในเชิงธุรกิจ แฟนๆ น่าจะทราบกันดีค่ะว่าทั้ง Alpina และ La Joux-Perret เองต่างก็ยืนอยู่ใต้ร่มเงาของ Citizen Group ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี Solar Quartz มาตั้งแต่นานมาแล้ว และการขยับขยายเทคโนโลยีนี้ขึ้นมาสู่นาฬิกาเกรดสวิสเลยเนี่ยก็ดูเป็นขั้นตอนที่สมเหตุสมผล
ความน่าสนใจจริงๆ อาจจะไม่ได้อยู่ที่ระบบชาร์จแสง แต่อยู่ที่สัดส่วนบนข้อมือ ซึ่งเรากำลังจะพูดถึงกันในบทความนี้ค่ะ
โดยปกติแล้ว Startimer Pilot รุ่นกลไกออโตเมติกมักจะมีขนาดตัวเรือนราวๆ 40 มิลลิเมตร และหนาเกิน 10 มิลลิเมตรไปเล็กน้อย (บางครั้งดูด้วยตาเปล่ายังแยกแทบไม่ออกด้วยซ้ำ) และพอสลับมาใช้กลไก Solarmetre คาลิเบอร์ AL-140 ก็ทำให้ตัวเรือนถูกหดลงเหลือ 38 มิลลิเมตร มาพร้อมความหนาเพียง 9.3 มิลลิเมตรเท่านั้น
แม้ตัวเลขดูจะลดลงไม่กี่มิลลิเมตร แต่ในด้านความรู้สึกนั้น ถ้าลองนึกถึงตอนเวลาเราวางทาบลงบนข้อมือมันจะต่างกันชัดเจนพอสมควรเลย ขนาดที่บางลงเพียงเล็กน้อยแต่มันทำให้ใส่สบายขึ้น บาลานซ์ดีขึ้นอย่างรู้สึกได้ ส่วนเรื่องแบตเตอรี่ Alpina ได้ระบุว่าอยู่ได้นาน 10 เดือนในความมืดสนิท ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มองว่าการใช้งานทั่วไปพอเจอแสงไฟในห้องก็นับว่าเพียงพอให้เดินยาวๆ แบบไม่ต้องกังวลแล้ว


รอบนี้ออกมา 3 รหัสด้วยกัน โดยตัวเรือนสเตนเลสสตีลนั้นจะจับคู่กับตัวหน้าปัดสีดำและสีน้ำเงิน ส่วนเรือนไฮไลต์คือตัวเรือนที่เคลือบด้วย PVD สีแชมเปญหน้าปัดสีน้ำตาลๆ สีจะออกไปทางโทน ‘Mojave’ ที่ IWC เคยทำในเซรามิก
ถึงแม้ว่าจะเป็นวัสดุคนละชั้นและราคาต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่กลิ่นอายความลุยบนโทนสีทรายถือว่าออกมาดูดีทีเดียว ทั้งสามรุ่นนั้นจะใช้หน้าปัดพื้นผิวสัมผัสแบบ Grain ดูหยาบๆ พอตัดกับตัวเลขหลักอารบิกอัดสารเรืองแสงขนาดใหญ่ มีช่องแสดงวันที่ตรง 3 นาฬิกา ก็ถือว่าดูลงตัวมากๆ

อีกหนึ่งรุ่นคือ Alpiner Extreme Solarmetre เป็นรุ่นพิเศษสำหรับฉลองการแข่งเรือใบ Route du Rhum ที่ Alpina เป็นสปอนเซอร์ รูปแบบการปรับขนาดตัวเรือนนี้ยังคงเดินตามสูตรเดิมคือ รุ่นออโตเมติกอย่าง Seastrong Diver Extreme ที่ปกติจะมีขนาด 39 มิลลิเมตร นั้นถูกย่อลงเหลือ 37.5 มิลลิเมตรในเวอร์ชัน Solarmetre ส่วนตัวเรือนใช้ขอบเบเซิลคาร์บอนไฟเบอร์ ขอบสเกลหน้าปัดสีเทอร์ควอยซ์ และผลิตจำกัด 513 เรือนเท่านั้น


โจทย์ที่ต้องคิดต่อคือเรื่องความคุ้มค่า ถ้าเราลองถอยออกมามองภาพกว้างๆ เราอาจจะรู้สึกว่าด้วยนาฬิกาควอตซ์พลังงานแสงสเปกใกล้เคียงกันภายใต้แบรนด์ Citizen มักวางราคาต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่การที่ Alpina วางราคาสูงกว่า ย่อมมาพร้อมงานเกลาตัวเรือน และรายละเอียดหน้าปัดที่ประณีตขึ้นหรือเปล่า แต่โดยธรรมชาติแล้ว คนรักนาฬิกามักมองว่าพลังงานแสงคือเทคโนโลยี เน้นฟังก์ชัน และความคุ้มค่า ทำให้การตั้งราคาขยับขึ้นมาในระดับสวิสเมกจึงเกิดแรงต้านในความรู้สึกอยู่บ้างพอสมควร

แต่ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถ้าเราจำกันได้ TAG Heuer เองก็เคยใช้กลไกพลังงานแสงจาก La Joux-Perret หรือ Cartier เองก็เคยทำ SolarBeat ในรุ่น Tank จนได้รับกระแสตอบรับที่ดี และการที่ Alpina ยอมใช้ข้อดีเรื่องขนาดของกลไกควอตซ์ เพื่อทำนาฬิกาไซส์ 37.5 – 38 มิลลิเมตรที่รับกับข้อมือคนส่วนใหญ่ได้ดีขึ้น จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่มองหานาฬิกาเรือนลุยที่ใส่ง่าย ไม่ต้องคอยตั้งเวลา และมีรายละเอียดงานประกอบเกินมาตรฐานนาฬิกาทั่วไป แล้วทุกคนคิดเห็นว่ายังไงบ้าง มาแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Hermès Arceau Cheval Natté นาฬิกาที่ถักทอเส้นด้ายไหมเป็นงานศิลป์บนหน้าปัด
ทำไม Czapek ถึงยอมกลับมาปักหลักที่เดิมในเจนีวา? พร้อมส่อง 2 รุ่นลิมิเต็ดเอาใจคนรักนาฬิกา
A. Lange & Söhne เผยโฉม Triple Split แพลตตินัม และคู่หู 1815 Up/Down ขนาดกะทัดรัด 37.5 มม.

