ทำไม Czapek ถึงยอมกลับมาปักหลักที่เดิมในเจนีวา? พร้อมส่อง 2 เรือนเวลาลิมิเต็ดเอาใจคนรักนาฬิกา

Date:

ร้านขายนาฬิกาที่ไม่มีเคาน์เตอร์กั้น พร้อมสัมผัสบรรยากาศบูติกที่ฉีกทุกกฎดั้งเดิม

การเดินทางกลับคืนสู่รากเหง้าประวัติศาสตร์ ณ นครเจนีวา

การกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของแบรนด์นาฬิกา Czapek & Cie ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดร้านขายนาฬิกาแห่งใหม่ธรรมดาๆ แต่เปรียบเสมือนการเดินทางย้อนเวลากลับคืนสู่รากเหง้าดั้งเดิมของแบรนด์เลยก็ว่าได้ โดยพวกเขาได้ถือโอกาสดีในช่วงเทศกาล Geneva Watch Days เปิดตัว Flagship Boutique แห่งใหม่ ณ หมายเลข 27 ถนน Quai des Bergues ในนครเจนีวา ซึ่งพื้นที่ริมฝั่งน้ำแห่งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะย้อนกลับไปเมื่อปี 1839 François Czapek ช่างทำนาฬิกาชาวโปแลนด์เชื้อสายเช็กที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองมาจากกรุงวอร์ซอ ได้มาร่วมมือกับหุ้นส่วนตั้งบริษัทนาฬิกาแห่งแรกขึ้นที่หมายเลข 29 บนถนนสายเดียวกันนี้

ก่อนที่เขาจะออกมาตั้ง Czapek & Cie อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม ปี 1845 และขยายก้าวใหญ่ไปเปิดบูติกที่ Place Vendôme ในปารีส จนกลายเป็นหนึ่งในช่างทำนาฬิกาผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค การที่กลุ่มผู้หลงใหลในเรือนเวลาได้ร่วมกันฟื้นคืนชื่อของ Czapek ขึ้นมาอีกครั้งในปี 2015 แล้วพาแบรนด์กลับมาปักหลักบนถนน Quai des Bergues แห่งนี้ จึงเป็นเหมือนการตอกย้ำอุดมการณ์ว่าการจะก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง ต้องไม่ลืมตัวตนและจุดเริ่มต้นของตัวเอง

ฉีกทุกขนบร้านนาฬิกาหรู ด้วยคอนเซปต์หอศิลป์แห่งเรือนเวลา

สำหรับบรรยากาศภายในบูติกแห่งใหม่นี้ ได้ถูกพลิกโฉมจากร้านนาฬิกาหรูแบบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง โดยร่วมมือกับสตูดิโอดีไซน์ Live Teams สร้างสรรค์แนวคิดร้านรูปแบบใหม่ที่ตัดเคาน์เตอร์กั้นระหว่างพนักงานกับลูกค้าออกไปทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยโต๊ะกลางและแท่นจัดแสดงแบบเปิด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้นั่งพัก พูดคุย และสัมผัสเรือนเวลาตามจังหวะของตัวเองอย่างผ่อนคลาย การตกแต่งนำเอาผนังหินขัดธรรมชาติที่สะท้อนถึงภูมิทัศน์ของเมืองเจนีวา มาจับคู่กับเฟอร์นิเจอร์ไม้ American walnut และผ้า Alcantara สีน้ำเงินมิดไนท์บลูอย่างลงตัว

โดยมีประติมากรรมเหล็กกล้าขัดเงารูปทรงโค้งมนชุด Rondo ผลงานของศิลปินระดับโลกชาวโปแลนด์ Oskar Zięta ตั้งเด่นอยู่กลางร้าน ซึ่งการออกแบบที่เน้นปฏิสัมพันธ์มากกว่าการขายนี้ ทำให้พื้นที่ทั้งหมดให้ความรู้สึกเหมือนเดินชมงานศิลปะในหอศิลป์แห่งโลกเรือนเวลาตามคำนิยามของ Xavier Dietlin ผู้ร่วมออกแบบตู้โชว์ โดยภายในร้านยังมีพื้นที่ห้องรับรองส่วนตัวสำหรับการพูดคุยเชิงลึก และพื้นที่แกลเลอรีหลักที่จัดแสดงนาฬิกาทุกคอลเลกชัน กลไกทุกตัว ตลอดจนนาฬิกาวินเทจหายากให้ได้ชมกันแบบเต็มอิ่ม

Quai des Bergues “Midnight in Geneva” งานหัตถศิลป์หน้าปัดอเวนจูรีนในขนาดใหม่

พร้อมกันนี้ Czapek ยังได้เปิดตัวเรือนเวลารุ่นพิเศษออกมาพร้อมกันสองรุ่นเพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญ รุ่นแรกคือ Quai des Bergues “Midnight in Geneva” ซึ่งเป็นการนำความสำเร็จจากรุ่นผลิตจำกัดปี 2019 มาเล่าใหม่ในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาดใหม่ 40.5 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นขนาดลำดับที่สามของคอลเลกชัน โดยยังคงส่วนโค้งและรูปทรงสลักสายอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ครบถ้วน พร้อมปรับปรุงร่องข้างตัวเรือนและองศาสลักสายใหม่เพื่อให้สวมใส่บนข้อมือได้อย่างกระชับ

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่หน้าปัดแก้ว Aventurine สีน้ำเงินเข้มทอประกายระยิบระยับดุจท้องฟ้ายามค่ำคืน ซึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ที่ทำยากและเปราะบางมาก โดยเฉพาะการทำหน้าปัดย่อยสำหรับวินาทีแยกและมาตรแสดงพลังงานสำรอง ที่ช่างต้องใช้เทคนิคเจาะทะลุแผ่นหน้าปัดหลัก แล้วนำหน้าปัดย่อยไปติดตั้งลงบนเพลทโลหะฐานชั้นล่างที่มีความหนาเพียง 0.4 มิลลิเมตร เพื่อให้มองเห็นมิติความลึกผ่านช่องเปิดโดยที่แก้วอเวนจูรีนไม่เกิดความเสียหาย

ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอินเฮาส์ Calibre SXH1 ที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 7 วัน และผลิตขึ้นเพียง 18 เรือนเท่านั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ระลึกถึงหมายเลข 18 ถนน Rue de la Corraterie ซึ่งเป็นที่ตั้งของบูติกร่วมสมัยแห่งแรกในเจนีวา

Place Vendôme Complicité Glacier Blue สุดยอดนวัตกรรมกลไกจากสายสัมพันธ์อันลึกซึ้ง

อีกหนึ่งประดิษฐกรรมไฮไลต์คือ Place Vendôme Complicité Glacier Blue เรือนเวลาแพลทินัม Pt 950 ที่ผลิตขึ้นเพียง 10 เรือน ซึ่งเกิดจากมิตรภาพและความร่วมมือเชิงกลไกอันลึกซึ้งระหว่าง Xavier de Roquemaurel CEO ของแบรนด์ และ Bernhard Lederer ยอดช่างทำนาฬิกาชั้นครูแห่งสมาคม AHCI หัวใจสำคัญของรุ่นนี้อยู่ที่สถาปัตยกรรมกลไกอินเฮาส์ Calibre 8 ระบบไขลานด้วยมือ ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 293 ชิ้น มอบพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง

โดดเด่นด้วยชุดจักรกรอกอิสระสองชุดที่แกว่งในทิศทางตรงกันข้ามบนฝั่งหน้าปัด โดยแต่ละชุดมีระบบปล่อยกำลังของตัวเอง และทำงานร่วมกับเฟืองต่างระดับ ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ที่คอยปรับและคืนสมดุลความคลาดเคลื่อนของอัตราความเร็วระหว่างกัน ตัวกลไกจัดวางอยู่บนแท่นเครื่องสีฟ้าอ่อน Glacier Blue พ่นทรายเคลือบ PVD รับกับหลักชั่วโมงขัดเงาและเข็มทรงดาบฉลุโปร่ง สะพานเฟืองทำจากกระจกแซฟไฟร์เผยให้เห็นชุดเฟืองอย่างชัดเจน ส่วนฝาหลังยังโชว์งานขัดลบมุมด้วยมือตามมาตรฐานการประกอบนาฬิกาชั้นสูงแบบ Établissage อีกด้วย

ข้อมูลทางเทคนิค
Quai des Bergues “Midnight in Geneva”
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำกัด 18 เรือน
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40.5 มม. ฝาหลังกระจกแซฟไฟร์
  • หน้าปัด: แก้วอเวนจูรีน (Aventurine) สีน้ำเงินเข้ม เจาะช่องสำหรับหน้าปัดย่อย
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง, นาที, วินาทีแยก (Small Seconds) และมาตรแสดงกำลังสำรองพลังงาน
  • กลไก: อินเฮาส์ ไขลานด้วยมือ Calibre SXH1 สำรองพลังงานได้ 7 วัน
Place Vendôme Complicité Glacier Blue
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำกัด 10 เรือน
  • ตัวเรือน: แพลทินัม Pt 950
  • หน้าปัด: พื้นผิวทรายเคลือบ PVD สีฟ้าอ่อน Glacier Blue โชว์ชุดจักรกรอกคู่และสะพานเฟืองกระจกแซฟไฟร์ด้านหน้า
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง, นาที, วินาทีกลาง และมาตรแสดงกำลังสำรองพลังงาน
  • กลไก: อินเฮาส์ ไขลานด้วยมือ Calibre 8 (ชิ้นส่วน 293 ชิ้น) ระบบจักรกรอกคู่พร้อมเฟืองต่างระดับ (Differential) สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
การกลับมาของ Gallet ในวาระครบรอบ 200 ปี
Hublot เปิดตัว Big Bang Original Soft Touch ในงาน Geneva Watch Days 2026 
Laurent Ferrier เปิดตัว Classic Moon Dusk ความสง่างามแห่งยามสนธยา

Share post:

More like this

Girard-Perregaux ต่อยอดการฉลองครบรอบ 50 โมเดล Laureato ด้วย Laureato Fifty Tourbillon Micro-Rotor 39 m

นอกจากขนาดตัวเรือนที่เล็กลงแล้วยังยกระดับไปอีกขั้นด้วยทูร์บิญองและไมโครโรเตอร์ เราได้เห็นพัฒนาการของนาฬิกาสปอร์ตหรูรุ่น Laureato จาก Girard-Perregaux อย่างต่อเนื่อง และในปีที่ 50 ของนาฬิการะดับไอคอนิกรุ่นนี้เราก็ได้เห็น การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยพร้อมกับการก้าวไปอีกขั้นของ...

Hublot เปิดตัว Big Bang Original Soft Touch ในงาน Geneva Watch Days 2026 

ลุคใหม่ที่ซอฟต์กว่าเดิม แต่ยังคงโดดเด่นท้าทายทุกสายตาเช่นเคย  ภายในงาน Geneva Watch Days 2026 Hublot ได้เปิดตัวนาฬิกา Big...

การกลับมาของ Gallet ในวาระครบรอบ 200 ปี

ย้อนตำนานแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1826 ที่ถูกชุบชีวิตใหม่อีกครั้งภายใต้ร่มเงาของ Breitling สู่การเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ ทั้ง Flying Officer, Multichron Pilot, Multichron Sport และซีรีส์พิเศษ Gallet Classics บรรณาการความสำเร็จด้วยกลไกอินเฮ้าส์และการออกแบบที่ผสานประวัติศาสตร์เข้ากับความร่วมสมัย

หมาป่าผู้หิวโหยแห่งแดนบูรพา Konstantin Chaykin Hungry Wolf

Konstantin Chaykin Wolf ผลงาน Wristmon ล่าสุดจากคอลเลกชัน East มาพร้อมตัวเรือนสตีล 40 มม. หูแหลมทรงหูหมาป่า หน้าปัดสลักกิโยเช 20 ชิ้นส่วน และโมดูลกลไก K.18-28 แสดงผลช่วงเวลาพระจันทร์เต็มดวงในช่องปาก ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสำรอง 68 ชั่วโมง