- ตัวละครลำดับที่สองจากคอลเลกชัน “East” อันประกอบด้วยนาฬิกาทั้งหมด 5 รุ่น เผยเขี้ยวคมเข้มด้วยดีไซน์ขนสัตว์มีมิติ ดวงตาสีเหลืองอำพันสุกสว่าง และระบบแสดงผลข้างขึ้น-ข้างแรมแบบพระจันทร์เต็มดวง
ผลงานชิ้นล่าสุดจาก Konstantin Chaykin ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งตำนานตะวันออกผ่านดีไซน์หน้าปัด “Wristmon” อันเป็นเอกลักษณ์ โดย Hungry Wolf นำเสนอภาพลักษณ์ของหมาป่าล่าเหยื่อใต้แสงจันทร์เต็มดวง ตัวเรือนได้รับการออกแบบให้สอดประสานระหว่างงานประติมากรรมบนหน้าปัดและกลไกจักรกลซับซ้อนได้อย่างลงตัว

ผลงานในตระกูล Wristmons ของ Konstantin Chaykin มักจะสร้างความประทับใจในลักษณะเดียวกันเสมอทุกครั้งที่มีคาแรกเตอร์ใหม่ออกมาจากป่าทึบ ใบหน้าที่แตกต่างกันและดวงตาขยับได้ซึ่งทำหน้าที่บอกเวลา มักเรียกรอยยิ้มได้ตั้งแต่แรกเห็น ก่อนที่คุณจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แล้วพบว่าภายใต้ความขี้เล่นนี้ คือระดับวิศวกรรมกลไกและงานตกแต่งที่ประณีตจริงจัง
“Wolf” รุ่นใหม่นี้คือสมาชิกอันดับที่สองในคอลเลกชัน “East” ของ Chaykin ถัดจาก Panda Titanium ที่เปิดตัวไปในช่วงงาน Geneva Watch Days ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของคอลเลกชันนี้เริ่มจากการร่างแบบภาพสัตว์และนกนานาชนิดในปี 2018 ก่อนจะพัฒนาจนกลายมาเป็นคอลเลกชันนาฬิกา 5 รุ่นที่เปี่ยมด้วยความสนุกสนาน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสิงสาราสัตว์ในวัฒนธรรมฝั่งตะวันออก

รายละเอียด ขนสัตว์ และคมเขี้ยว
สำหรับ Wristmon ทุกรุ่นของ Chaykin การแสดงผลบนหน้าปัดได้รับการออกแบบให้ประกอบกันเป็นใบหน้าของตัวละครอย่างสมบูรณ์แบบ ดวงตาฝั่งซ้ายทำหน้าที่บอกชั่วโมง ดวงตาฝั่งขวาบอกนาที โดยมีจุดสะท้อนแสงเล็กๆ ในม่านตาทำหน้าที่เป็นเข็มชี้นำทาง ส่วนม่านตาสีเหลืองขนาดใหญ่รังสรรค์ขึ้นผ่านกระบวนการพิมพ์พัด (Pad Printing) ความละเอียดสูงซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งแต่ละชั้นผ่านการลงสีและจัดวางตำแหน่งด้วยมืออย่างเที่ยงตรง
สลักสาย (Lugs) ฝั่งบนได้รับการออกแบบให้ยาวขึ้นเป็นพิเศษเพื่อจำลองรูปทรงหูแหลมตั้งของหมาป่าที่กำลังตื่นตัว แตกต่างจากรุ่นหมีแพนด้าตรงที่ขอบตัวเรือนแบบขัดลายรัศมี (Radially Brushed Bezel) รุ่นนี้เลือกที่จะตัดตัวอักษรสลักชื่อสัตว์ออกไป ส่งผลให้เค้าโครงตัวเรือนดูเรียบเกลี้ยงและขับเน้นความโดดเด่นไปที่รายละเอียดบนใบหน้าได้ดียิ่งขึ้น

ใบหน้านี้ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนที่แตกต่างกันถึง 20 ชิ้น ซึ่งอัดแน่นไปด้วยรายละเอียดอันประณีตระดับเหลือเชื่อ มีการสลักลายกิโยเช (Guilloché) นูนต่ำแบบลอกคลื่นข้ามผ่านบริเวณหน้าผากและหน้าปัดส่วนล่างเพื่อรับกับทิศทางเส้นขนของหมาป่า ขณะที่ลวดลายเรขาคณิตโทนเข้มลากยาวตามสันจมูกช่วยเน้นความยาวของปากและจมูกให้เด่นชัด เสริมด้วยโหนกคิ้วยกสูงขัดลายเม็ดทรายที่ช่วยเพิ่มมิติความลึกให้สมจริงยิ่งขึ้น
พื้นผิวเคลือบรูทีเนียม (Ruthenium-plated) ผสานสัมผัสแบบด้าน องค์ประกอบแบบนูนขัดเงา และส่วนจมูกโค้งมนเรียบเนียน ร่วมกันเติมเต็มองค์ประกอบของใบหน้าให้สมบูรณ์ โดย Chaykin คุมโทนสีส่วนใหญ่ด้วยเฉดสีดำ สีเทา และสีเงิน ซึ่งช่วยขับเน้นเขี้ยวขาวและภายในช่องปากสีแดงเข้มของหมาป่าที่อ้ากว้างอยู่ตลอดเวลาให้โดดเด่นออกมาอย่างชัดเจน

การเฝ้ารอวันพระจันทร์เต็มดวง
ภายในช่องปากของหมาป่ามีการบรรจุรายละเอียดทางกลไกเอาไว้เช่นเดียวกับรุ่นหมีแพนด้าและโจ๊กเกอร์ แม้เรือนเวลาตระกูล Wristmon ที่มาพร้อมฟังก์ชันข้างขึ้น-ข้างแรมส่วนใหญ่จะเลือกใช้เฟือง 59 ฟันแบบดั้งเดิมที่บรรจุภาพดวงจันทร์ไว้สองดวง ทว่ารุ่น Wolf เรือนนี้กลับเลือกใช้ระบบกลไกที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
แทนที่จะแสดงดิถีของดวงจันทร์ครบทุกสภาวะ กลไกชุดนี้เลือกที่จะแสดงผลเฉพาะช่วงเวลา 2 ถึง 3 วันรอบวันพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น สัญลักษณ์ดวงจันทร์สีแดงบนดิสก์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นลิ้นของหมาป่าไปในตัว จะเริ่มปรากฏให้เห็นก่อนวันพระจันทร์เต็มดวงหนึ่งวัน และคงอยู่ให้เห็นต่อเนื่องไปอีก 48 ชั่วโมง นับเป็นการสอดแทรกรายละเอียดที่ชาญฉลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเชื่อมโยงกับตำนานหมาป่า แม้ตามธรรมชาติหมาป่าจะไม่ได้คำรามใส่ดวงจันทร์จริงๆ ทว่าเรื่องเล่าปรัมปรานี้กลับกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กลไกซับซ้อนที่เปี่ยมด้วยบุคลิกเฉพาะตัว

การสร้างสรรค์ฟังก์ชันข้างขึ้น-ข้างแรมรูปแบบใหม่นี้ส่งผลให้ Chaykin ต้องออกแบบโมดูลแสดงผล Joker ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยโมดูลเวอร์ชันนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากถึง 111 ชิ้น (เมื่อเปรียบเทียบกับโมดูล Joker รุ่นดั้งเดิมที่มีชิ้นส่วนเพียง 61 ชิ้น) โดยติดตั้งอยู่บนฐานกลไกออโตเมติกสวิส La Joux-Perret G200 ที่นำมาปรับแต่งตามมาตรฐานของ Konstantin Chaykin Manufacture ซึ่งเมื่อประกอบเข้าด้วยกันจะได้เป็นกลไกออโตเมติก Caliber K.18-28 ที่ให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 68 ชั่วโมง
ตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 40 มิลลิเมตร ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรวม 38 ชิ้น มีความหนา 12.15 มิลลิเมตร และเพิ่มขึ้นเป็น 12.75 มิลลิเมตรบริเวณปลายสลักสายฝั่งบนทรงหูแหลม ปกป้องหน้าปัดและฝาหลังด้วยกระจกแซฟไฟร์ พร้อมประสิทธิภาพการกันน้ำที่ระดับ 30 เมตร
ข้อมูลทางเทคนิค
- ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ประกอบขึ้นจาก 38 ชิ้นส่วน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มม. หนา 12.15 มม. (หนา 12.75 มม. เมื่อวัดรวมสลักสายฝั่งบนทรงหูแหลม) กระจกแซฟไฟร์ทั้งด้านหน้าและฝาหลัง กันน้ำได้ลึก 30 เมตร
- หน้าปัด: สลักลายกิโยเชนูนต่ำ (Relief Guilloché) เคลือบรูทีเนียม ตกแต่งด้วยม่านตาสีเหลืองผ่านกระบวนการพิมพ์พัด (Pad Printing) หลายชั้นด้วยมือ องค์ประกอบใบหน้าประกอบขึ้นจาก 20 ชิ้นส่วน พร้อมช่องปากสีแดงและเขี้ยวสีขาว
- ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมงผ่านดวงตาฝั่งซ้าย (10 นาฬิกา), แสดงนาทีผ่านดวงตาฝั่งขวา (2 นาฬิกา) และแสดงผลเฉพาะช่วงวันพระจันทร์เต็มดวง (Full-moon Period Indicator) บริเวณช่องปาก
- กลไก: กลไกออโตเมติก Caliber K.18-28 (พัฒนาบนฐานกลไกสวิส La Joux-Perret G200 ร่วมกับโมดูลแสดงผลของ Konstantin Chaykin รวม 111 ชิ้นส่วน) ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานนาน 68 ชั่วโมง
- การวางจำหน่าย: สมาชิกผลงานลำดับที่สองจากคอลเลกชัน “East” (ผลิตจำนวนจำกัด)
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สานต่อตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรู

