เจาะลึก DNA ความบ้าพลังของ Jacob & Co. เมื่อ “ขอบเขต” ไม่มีอยู่จริงในพจนานุกรมของสองพ่อลูก Arabov
ในฐานะคนที่วนเวียนอยู่ในวงการเรือนเวลามานานหลายปี ผ่านการฟังผู้บริหารแบรนด์สวิสระดับตำนานมาก็เยอะ ส่วนใหญ่คำพูดในงานแถลงใหญ่มักตกอยู่ในกรอบเดิมๆ อย่าง “ประวัติศาสตร์อันยาวนาน” หรือ “ความประณีตตามประเพณีดั้งเดิม” แต่บรรยากาศในงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week ครั้งนี้ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

การได้นั่งฟัง Benjamin Arabov CEO เจนเนอเรชั่นที่สองของ Jacob & Co. ขึ้นมาพูดบนเวที มันเหมือนเรากำลังนั่งฟังบทสนทนาของคนที่มองโลกเรือนเวลาผ่านเลนส์อีกตัว ตัวที่คนอื่นไม่ใช้กัน ภาพประธานบริหารหนุ่มเดินขึ้นเวทีแล้วสั่งเบรกโปรมป์เตอร์กลางคันเพราะขัดใจ เป็นโมเมนต์เล็กๆ ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์นี้ได้ดีที่สุด คือไม่ยอมเดินตามสคริปต์ใคร และพร้อมจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบฉับพลัน



40 ปีแห่งคำว่า “เป็นไปไม่ได้” และกรอบความคิดที่ไม่ยอมจำนน
ย้อนกลับไปในคลิปวิดีโอเปิดตัว ประโยคแรกที่กระแทกเข้ามาคือประโยคที่ซ้ำไปซ้ำมาอย่าง “It can’t be done. It’s impossible.” นี่คือเสียงสะท้อนที่พวกเขาได้ยินมาตลอด 40 ปีนับตั้งแต่ Jacob Arabo ผู้เป็นพ่อก่อตั้งแบรนด์ขึ้นที่นิวยอร์กเมื่อปี 1986
จุดที่น่าคิดคือ ในโลกไฮเอนด์วอทช์เมกกิ้ง แบรนด์กระแสหลักมักเริ่มจากการคิดกลไกขึ้นมาก่อน แล้วค่อยออกแบบหน้าตาเรือนเวลาทีหลัง แต่ Jacob & Co. สลับสมการนั้นสิ้นเชิง พวกเขาเอาความฝันประหลาดๆ ตั้งไว้ แล้วค่อยไปทรมานทีมวิศวกรให้สร้างกลไกมาตอบโจทย์ ตั้งแต่การเอาโต๊ะรูเล็ตต์ที่หมุนได้จริงไปใส่ในเรือนเวลา การย่อขนาดป้ายบอกเวลาแบบ Split-flap ในสนามบินลงมาไว้บนข้อมือ ไปจนถึงการยกเครื่องยนต์ W16 ของ Bugatti มาใส่ไว้ในตัวเรือนที่แค่กดปุ่ม ลูกสูบก็ทำงานทันที

Benjamin เผยให้เห็นตัวเลขจุดขายกว่า 160 แห่งในมากกว่า 60 ประเทศ แผนที่นี้บอกเราว่า ตลาดทั่วโลกไม่ได้เปิดรับพวกเขาเพราะนาฬิกาเดรสเรียบหรูแบบดั้งเดิม แต่มันเริ่มจากความอยากรู้อยากเห็นของคนที่เห็นเรือนเวลาแล้วต้องตั้งคำถามว่า “ทำแบบนี้ได้ยังไง?”
เบื้องหลังความเร็วระดับสถิติโลก และปรัชญาที่มองข้ามไม่ได้
สิ่งที่ Benjamin ย้ำบนเวทีคือหลักการสามข้อที่สืบทอดกันมา ข้อแรกคือสร้างสิ่งที่ยังไม่มีอยู่จริง ข้อที่สองคือกล้าที่จะแตกต่าง และข้อที่สามคือไม่ยอมประนีประนอม เมื่อลองวิเคราะห์ดูแล้ว เรือนเวลาอย่าง Quenttin ในปี 2006 ที่เคยทำสถิติสำรองพลังงาน 31 วันด้วยตลับลานแนวตั้ง 7 ตลับ มาจนถึง Astronomia Revolution 4-Axis Tourbillon ในปี 2025 มันคือการพิสูจน์ปรัชญาข้อแรกอย่างชัดเจน


แต่ไฮไลท์จริงของงานนี้อยู่ที่การเผยโฉม God of Time เรือนเวลาที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองอายุครบ 60 ปีของ Jacob Arabo และผลิตจำกัดเพียง 60 เรือน สิ่งที่น่าทึ่งไม่ใช่แค่การทำลายสถิติโลกด้วยทูร์บิญองที่หมุนเร็วที่สุดในโลกด้วยรอบเพียง 4 วินาที ซึ่งเร็วกว่าทูร์บิญองทั่วไปถึง 15 เท่า แต่มันคือโจทย์ทางวิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลัง



ลองจินตนาการตามว่า ยิ่งทูร์บิญองหมุนเร็วเท่าไหร่ มันยิ่งกินพลังงานมหาศาล การพัฒนาตั้งแต่ปี 2014 จาก Astronomia รุ่นแรกที่กรงหมุนครบรอบทุก 20 นาที ขยับมาเป็น 10 นาทีในรุ่น Solar ลงมาเหลือ 60 วินาที และแตะ 4 วินาทีในที่สุด มันคือมหากาพย์การเรียนรู้เรื่องการจัดการพลังงานตลอดหนึ่งทศวรรษ
เคล็ดลับที่ซ่อนอยู่คือกรงทูร์บิญองขนาด 12 มิลลิเมตร ที่มีน้ำหนักเพียง 0.27 กรัม ทำงานร่วมกับกลไก Constant Force ที่ได้รับสิทธิบัตร คอยปล่อยพลังงานเป็นจังหวะสม่ำเสมอ 6 ครั้งต่อวินาที ทำให้จักรกลทำงานได้นิ่งและสำรองพลังงานได้ยาวนานกว่า 60 ชั่วโมง โดยมีรูปแกะสลักเทพโครนอส (Chronos) กุมกรงทูร์บิญองไว้บนหน้าปัด เป็นการประสานงานศิลป์เข้ากับวิศวกรรมขั้นสูงอย่างลงตัว
เมื่อกล่องดนตรีคู่สเกลลงบนข้อมือ และความละเมียดในงานอัญมณี
อีกหนึ่งเรือนเวลาที่ Benjamin ยอมรับว่าเป็นชิ้นโปรดส่วนตัวคือ The Godfather II ซึ่งแก้โจทย์ความซ้ำซากของนาฬิกาดนตรีทั่วไป นาฬิกาเพลงส่วนใหญ่เล่นได้แค่บทเพลงเดียว แต่ชิ้นนี้ถูกใช้เวลาพัฒนาถึง 3 ปีเพื่อใส่เพลงระดับตำนานของ Nino Rota ลงไปถึง 2 บทเพลง ทั้ง Godfather Waltz และ Godfather Love Theme

ความแยบยลไม่ได้อยู่ที่การบีบกลไกใส่ลงไป แต่คือการออกแบบทรงกระบอกทรงดนตรีชุดเดียวให้มีหมุดสองชุด เมื่อผู้สวมใส่ปรับคันเกียร์ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา ชุดกล่องดนตรีทั้งหมดจะขยับไปข้างหน้าเพียงไม่ถึง 1 มิลลิเมตร เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งหมุดให้ไปเตะกับหวีเหล็ก 18 ซี่ โดยที่ยังมีพื้นที่เหลือให้ใส่ Flying Tourbillon แบบ 1 นาทีลงไปได้ด้วย ผลิตจำกัดเพียง 74 เรือน ตามปีที่ภาพยนตร์ภาคสองออกฉายในปี 1974

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือรากฐานการเป็นช่างอัญมณีของแบรนด์ ปกติแล้วนาฬิกา High Jewelry มักจะต้องยอมถอดชิ้นส่วนกลไกบางชิ้นออกเพื่อเปิดทางให้การฝังเพชร แต่ Jacob & Co. เลือกเดินคนละทาง เคสของ Brilliant Flying Tourbillon คือตัวอย่างชัดเจนของการฝังเพชร 48 เม็ดลงบนจักรกรอกโดยไม่เสียความแม่นยำ หรือการคิดค้นการเจียระไนรูปแบบเฉพาะอย่าง Jacob-Cut 288 เหลี่ยม และ Angel Cut 37 เหลี่ยม บน Billionaire Double Tourbillon ที่ใช้เวลาสะท้อนแสงตามองศาที่คิดคำนวณไว้อย่างประณีต








ก้าวต่อไปของอิสระในการสร้างสรรค์
การได้นั่งฟังการบรรยายครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า Jacob & Co. ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้ผลิตเรือนเวลา แต่มันคือสตูดิโอสร้างสรรค์ที่ใช้กลไกนาฬิกาเป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่อง พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากการมองว่ากลไกที่มีอยู่ทำอะไรได้บ้าง แต่เริ่มจากความคิดสร้างสรรค์แล้วค่อยสร้างกลไกขึ้นมารับรองความคิดนั้น

ท่ามกลางอุตสาหกรรมนาฬิกาที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และการเดินตามรอยเท้าประวัติศาสตร์ การตั้งคำถามและท้าทายขีดจำกัดเดิมๆ ของสองพ่อลูก Arabov คือลมหายใจสดใหม่ที่ทำให้โลกเรือนเวลายังคงมีความตื่นเต้น และตราบใดที่พวกเขายังคงถือคติว่าคำว่าเป็นไปไม่ได้คือจุดเริ่มต้น เราคงได้เห็นผลงานที่ทลายทุกความเชื่อเดิมๆ ออกมาให้ชื่นชมกันอีกยาวนาน
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่
เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

