เบื้องหลังกลไกสามทศวรรษ เมื่อ Roger Dubuis ไม่ใช่แค่ชื่อบนหน้าปัด


วงการนาฬิกาไฮโฮรโลจีมีเรื่องเล่าซ้ำซากอยู่บ่อยครั้ง เรื่องของช่างทำนาฬิการุ่นปู่ย่าที่เริ่มต้นในโรงนาเล็กๆ กลางหุบเขาสวิส แต่พอถึงคิวของแบรนด์ที่มีอายุเพียง 30 ปีอย่าง Roger Dubuis บทสนทนากลับเปลี่ยนทิศทางไปอย่างสิ้นเชิง เซสชันการเสวนาระหว่าง Jean-Philippe Pons ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของแบรนด์ และ Carson ผู้ก่อตั้ง The Watch Professor ได้ฉีกตำราการเล่าเรื่องแบบเดิมทิ้งไปจนหมด โดยเปิดฉากด้วยเสียงจริงของมร. โรเจอร์ ดูบุยส์ พร้อมดึงคนฟังเข้าสู่โลกของความบ้าคลั่งและความประณีตที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลข 30 ปีแห่งความท้าทาย
จุดเริ่มต้นและคำแนะนำตัวจากคนวงนอก
บนเวที Bangkok Watch Week 2026 นี้ การเสวนาเริ่มต้นอย่างมีเสน่ห์เมื่อ Jean-Philippe Pons แนะนำ Jean-Marc Wiederrecht ผู้สร้างสรรค์กลไกชั้นครูที่เริ่มต้นเส้นทางจากโรงเรียนสอนทำนาฬิกาที่เมืองโปลิมิเยร์ (Le Polysemiez) ย้ายไปทำงานในปารีส ก่อนจะมาร่วมงานกับ Roger Dubuis ในเวลาต่อมา ทางผู้ดำเนินรายการเสริมว่า เสียงที่ทุกคนได้ยินตอนเปิดงานคือเสียงของมร. โรเจอร์ ดูบุยส์ ตัวจริง เสียงนั้นตอกย้ำว่าแม้แบรนด์จะมีอายุเพียงสามทศวรรษ แต่วิสัยทัศน์ที่ทิ้งไว้นั้นเข้มข้นยิ่งนัก
ไฮไลต์ของงานคือการดึง Carson จาก The Watch Professor มาร่วมวง Carson ออกตัวชัดเจนบนเวทีแบบตรงไปตรงมาว่า
“ผมเป็นที่ปรึกษาอิสระ ไม่ได้เป็นพนักงานของ Roger Dubuis ดังนั้นผมจึงรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง”
การวางตัวแบบนี้ทำให้เนื้อหาในงานเสวนาเต็มไปด้วยอินไซด์ที่จริงใจ Carson พาย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของเด็กชายโรเจอร์ ดูบุยส์ ที่เกิดในปี ค.ศ. 1938 ณ หมู่บ้านโปซี-ซูร์-แวร์ซัว (Posieux-sur-Vandoeuvres) ริมทะเลสาบเจนีวา

เด็กชายวัยสิบขวบหน้าโบสถ์ และความลับของหมายเลข 28
เรื่องราวอันเป็นจุดเริ่มความหลงใหลเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1948 ขณะโรเจอร์ มีอายุเพียง 10 ขวบ เดินผ่านโบสถ์ในหมู่บ้านแล้วเห็นนาฬิกาเรือนใหญ่หยุดเดิน ความสงสัยผลักดันให้เขาลงมือซ่อมแซมจนกลไกกลับมาเดินได้อีกครั้ง ถือเป็นก้าวแรกบนเส้นทางเรือนเวลา
อีก 5 ปีต่อมา เขาจบการศึกษาจาก Geneva Watchmaking School ใบประกาศนียบัตรของเขาระบุหมายเลข 208 Carson ตั้งข้อสังเกตเชิงลึกได้อย่างน่าสนใจว่า ตัวเลข “28” ที่แบรนด์มักนำมาใช้ในรุ่น Limited Edition แท้จริงแล้วมีที่มาจากเลขนักศึกษาและเลขโต๊ะทำงานของโรเจอร์เอง ไม่ใช่ตัวเลขทางการตลาดที่แต่งขึ้นมาลอยๆ

วิชาจากยักษ์ใหญ่ และการฝ่าวิกฤตควอตซ์
หลังฝึกงานนาน 7 ปี โรเจอร์เริ่มทำงานกับ Longines ในปี ค.ศ. 1960 ซึ่งเป็นยุคที่แบรนด์นั้นโดดเด่นเรื่องนวัตกรรมกลไกซับซ้อน จากนั้นย้ายไปทำงานที่ Patek Philippe นานถึง 14 ปี ที่นี่เองที่เป็นโรงเรียนขัดเหลาและฝึกฝนทักษะการตกแต่งชิ้นส่วนขั้นสูงเพื่อปูทางสู่การสร้างแบรนด์ของตนเอง
เมื่อสวิตเซอร์แลนด์เจอวิกฤตการณ์ควอตซ์ (Quartz Crisis) ในทศวรรษ 1970 โรเจอร์ไม่ได้นั่งมองอุตสาหกรรมร่วงโรย แต่รับบทบาทสำคัญในการรวมตัวช่างฝีมือทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่มาทำงานร่วมกันใต้หลังคาเดียวกัน เพื่อรักษาภูมิปัญญาทำนาฬิกาไม่ให้สูญหาย และด้วยเครือข่ายที่สะสมมา ในปี ค.ศ. 1995 ขณะอายุ 57 ปี เขาจึงจับมือกับ Carlos Dias ก่อตั้งแบรนด์ Roger Dubuis ขึ้นอย่างเป็นทางการ
ล้างข่าวลือร้านกาแฟ ความจริงเบื้องหลัง Jean-Marc Wiederrecht
ในวงการนาฬิกามีข่าวลือหนาหูมานานว่า Roger Dubuis เริ่มต้นแบรนด์ร่วมกับพนักงานเสิร์ฟในคาเฟ่ Carson ใช้โอกาสนี้สยบข่าวลือทันทีว่า บุคคลในตำนานร้านกาแฟนั้นแท้จริงคือ Jean-Marc Wiederrecht ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Agenhor ต่างหาก
ทั้งสองเคยร่วมกันออกแบบกลไก Double Retrograde ในคาเฟ่แห่งหนึ่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 ต่อมา Jean-Marc ให้สิทธิ์ลิขสิทธิ์กลไกดังกล่าวแก่ Harry Winston และได้มาร่วมงานกับ Carlos Dias และ Roger Dubuis ในปี ค.ศ. 1995 เรื่องเล่านี้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมเปลี่ยนโลกบางครั้งก็เกิดขึ้นบนโต๊ะกาแฟธรรมดาๆ

30 ปีแห่งวิสัยทัศน์ และการสร้างรากฐาน Manufacture
เป้าหมายของแบรนด์ตั้งแต่วันแรกคือการสร้างเรือนเวลาที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น ผสมผสาน High Watchmaking เข้ากับความสร้างสรรค์ที่ไม่น่าเบื่อ ประเดิมด้วยรุ่น Sympathie ที่ใส่กลไก Double Retrograde, Perpetual Calendar และ Moon Phase เข้าด้วยกัน
Jean-Philippe Pons เล่าเรื่องเบื้องหลังด้วยอารมณ์ขันถึง Annie ภรรยาของเขา ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการบูติก Roger Dubuis ในฮ่องกงช่วงปี 2002-2004 ว่า
“เธอต้องมานั่งเรียนรู้คำศัพท์ทางเทคนิคอย่างคำว่า Retrograde ทุกคืนผ่านการทำการบ้านร่วมกัน”
ต่อมาในปี ค.ศ. 2001 แบรนด์ได้สร้างอาคารโรงงานผลิต (Manufacture) ขึ้นที่เจนีวา นำช่างทุกคนมาอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน และตั้งมาตรฐานว่าทุกเรือนต้องได้รับการรับรอง Poinçon de Genève (Geneva Seal) การันตีทั้งแหล่งกำเนิด งานขัดแต่งด้วยมือ และประสิทธิภาพ โดย Roger Dubuis ครองตำแหน่งแบรนด์เดียวที่มีชิ้นส่วนซับซ้อนอย่าง Common Tourbillon Cage ที่ได้รับการรับรอง Geneva Seal มาจนถึงปัจจุบัน

เสาหลัก 3 ประการ จากงานศิลป์บนข้อมือสู่ความร่วมมือกับ Lamborghini
ตัวตนของ Roger Dubuis ถูกขับเคลื่อนผ่านเสาหลัก 3 ประการอย่างชัดเจน:
- Signature Watches: รวมนวัตกรรมจักรกลชั้นสูง เช่น Tourbillon, Double Tourbillon, Monobalancier, Skeleton ไปจนถึง Excalibur Biritourbillon ที่เตรียมเปิดตัวในวาระครบรอบ 30 ปี ช่วงเดือนเมษายน ค.ศ. 2025
- Arts and Métiers d’Art: การถ่ายทอดงานศิลป์ผ่านเรื่องราวตำนาน เช่น คอลเลกชัน Knights of the Roundtable หรือ Excalibur Canto ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซามูไร
- Adrenaline & Lamborghini Partnership: จิตวิญญาณแห่งความเร็วที่ดึงเอา DNA และสมรรถนะของซูเปอร์คาร์ Lamborghini มาผสานกับกลไกไฮโฮรโลจี เกิดเป็นนาฬิกาที่มีโครงสร้างดุดัน พร้อมการสร้างคอมมูนิตี้ผ่านกิจกรรมอย่างการพาพาร์ทเนอร์และลูกค้าขับรถล่องใต้ของฝรั่งเศสไปจบที่งาน Monaco Grand Prix




ห้องลับชั้น 3 และมิตรภาพตลอดสามทศวรรษ
ช่วงท้ายของการเสวนา มีการเปิดเผยถึงห้องลับบนชั้น 3 ของโรงงาน ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานของทีมช่างฝีมือและนักออกแบบสำหรับการสร้างสรรค์นาฬิกาสั่งทำพิเศษ (Bespoke) โดยเฉพาะ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับลูกค้าและมิตรภาพในคอมมูนิตี้อย่างแน่นแฟ้น



ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา Roger Dubuis พัฒนากลไกมาแล้วกว่า 70 แบบ ผ่านการสร้างสรรค์กว่า 2,000 เรฟเฟอเรนซ์ สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ตัวเลขสามทศวรรษอาจดูน้อยในโลกนาฬิกาสวิส แต่ความกล้าที่จะแตกต่างและมาตรฐานที่ไม่เคยยอมอ่อนข้อ ได้ทำให้ชื่อของ Roger Dubuis กลายเป็นสัญลักษณ์ของความตื่นเต้นที่ไม่มีวันน่าเบื่อในโลกเรือนเวลารษพิสูจน์ให้เห็นว่า ความตั้งใจที่จะทำนาฬิกาที่ไม่น่าเบื่อและไม่อาจหาได้จากที่อื่นของโรเจอร์ ดูบุยส์ ได้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

