เบื้องหลังความสำเร็จ Piaget Polo จากงานเสวนา Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

Date:

การเดินทางของไอคอนที่ไม่ได้สร้างได้ในข้ามคืน

วงการนาฬิกามักพูดถึงคำว่า ‘ไอคอน’ กันจนเกร่อ ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวเรือนเวลาดีไซน์ใหม่ แบรนด์ส่วนใหญ่มักพยายามแปะป้ายคำนี้ให้กับสินค้าของตัวเองทันที แต่ในความเป็นจริง จะมีนาฬิกาสสักกี่รุ่นกันเชียวที่ยืนระยะและทรงคุณค่าข้ามกาลเวลาได้จริง

เมื่อได้มาร่วมรับฟังการเสวนาพิเศษภายในงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 โดยมี จูน ศาปิตรี รัตนพฤกษ์ รับหน้าที่ดำเนินรายการ และได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากเพียเจต์อย่าง คุณเปียร์ บินตรงมาจากเจนีวา ร่วมด้วยคุณอาโป โกลบอลแบรนด์แอมบาสเดอร์ การสนทนาบนเวทีในวันนั้นไม่ได้เป็นแค่การเล่าประวัติศาสตร์แบรนด์แบบน่าเบื่อ แต่เป็นการเปิดมุมมองเบื้องหลังความสำเร็จของคอลเลกชันระดับตำนานอย่าง Piaget Polo ที่สะท้อนผ่านแนวคิดและการทำงานจริง

3 องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดเรือนเวลาในตำนาน

คุณเปียร์ได้ฉายภาพให้เห็นถึงนิยามของนาฬิกาไอคอนไว้อย่างน่าสนใจว่า มันต้องประกอบไปด้วย 3 ส่วนผสมหลักที่ขาดไม่ได้ เริ่มตั้งแต่เอกลักษณ์ของตัวผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน ความมุ่งมั่นในระยะยาวจากทางแบรนด์ และสุดท้ายคือความสำเร็จที่สะท้อนผ่านตัวกลุ่มลูกค้า

หากมองย้อนกลับไปในปี 1979 ยุคที่ Yves Piaget พกพาความหลงใหลในโลกแห่งการขี่ม้าและไลฟ์สไตล์แบบเฮโดนิสติกมาผสานเข้ากับงานออกแบบ จนเกิดเป็น Piaget Polo มันไม่ใช่แค่การสร้างนาฬิกาข้อมือทั่วไป แต่เป็นการสร้าง “สร้อยข้อมือที่บอกเวลาได้” งานโลหะทองคำชิ้นเดียวที่เล่นผิวสัมผัสสลับระหว่างด้านและเงา ในมุมมองของคนทำสื่อ นี่คือความกล้าหาญทางดีไซน์ที่ฉีกกรอบเดิมๆ ของยุคนั้นอย่างสิ้นเชิง การผสานความสปอร์ตและความหรูหราเข้าด้วยกันในแบบ casual chic กลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งจนทำให้คนทั่วולกหลงรัก

ความท้าทายในการคืนชีพไอคอนผ่าน Piaget Polo 79

การนำนาฬิกาในอดีตกลับมาปัดฝุ่นใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นเรือนเวลาที่เป็นไอคอนด้วยแล้ว ความละเอียดอ่อนในการรักษาจิตวิญญาณเดิมพร้อมกับความแม่นยำสมัยใหม่คือโจทย์ที่ยากที่สุด เมื่อ Piaget ตัดสินใจปลุกชีพ Piaget Polo 79 ขึ้นมาในปี 2024 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 150 ปีของแบรนด์ ทางทีมงานเลือกถอดกลไกควอตซ์ประวัติศาสตร์อย่าง 7P ออก แล้วแทนที่ด้วยกลไกออโตเมติกความบางระดับโลกอย่าง 1200P จากปี 2010 เพื่อเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญเรื่องความบางเข้ากับงานดีไซน์ดั้งเดิม

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ เบื้องหลังความสำเร็จถล่มทลายจนคิวผลิตในเจนีวาล้นทะลักนั้น มาจากช่างฝีมือเพียงแค่ 3 ถึง 4 คนที่ยังคงใช้มือในการประกอบสร้อยข้อมือทองคำเหล่านี้ ในยุคที่ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักร การที่แบรนด์ยังดื้อรั้นจะรักษาทักษะงานฝีมือแบบดั้งเดิมเอาไว้ คือเครื่องยืนยันว่าทำไมนาฬิกาเรือนนี้ถึงมีมูลค่าทางจิตใจสูงมาก จนสามารถคว้ารางวัลจากเวที GPHG มาครองได้

ก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร จากโปรดักต์เดี่ยวสู่การเป็นคอลเลกชันที่เหนือกาลเวลา

ความสำเร็จของ Polo 79 ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่มันกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เพียเจต์ย้อนกลับมาทบทวนคอลเลกชัน Polo ทั้งหมด โดยการนำเอาดีไซน์ ‘Gradones’ ซึ่งเป็นลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นปี 79 มาผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับให้ไลน์สินค้ามีความสอดคล้องและมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การเปิดตัวหน้าปัดหินธรรมชาติอย่างโซดาไลต์ (Sodalite) ในรุ่นใหม่อีกหนึ่งความท้าทายเชิงเทคนิค เนื่องจากทีมช่างต้องฝานหินให้มีความบางเฉียบเพียง 0.6 ถึง 0.8 มิลลิเมตร (เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือเส้นผมของคนเรามีความหนาประมาณ 0.2 มิลลิเมตรเท่านั้น) ความบางระดับนี้ทำให้หินเปราะและแตกหักได้ง่ายมาก แต่มันก็แลกมาด้วยความยูนีคที่ไม่มีวันซ้ำกัน เพราะลวดลายของหินธรรมชาติในแต่ละเรือนไม่เหมือนกันเลย ซึ่งนี่แหละคือแก่นแท้ของความลักชัวรีที่แบรนด์พยายามส่งมอบ

และในช่วงท้ายของการเสวนาทางแบรนด์ยังได้ร่วมพูดคุยกับคุณอาโป (แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของแบรนด์ Piaget) โดยเนื้อหาในช่วงนี้มีการพูดคุยถึงประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น

ความประทับใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Piaget โดยคุณอาโปได้ขึ้นมากล่าวทักทายแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน โดยเล่าถึงความรู้สึกประทับใจและความพิเศษในการได้เดินทางไปร่วมงานกับแบรนด์ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเพียเจต์ รวมถึงการนำเสนอนาฬิกาเรือนพิเศษและการต้อนรับที่ดีเยี่ยมในงาน Piaget Society

การได้มารับฟังเรื่องราวทั้งหมดผ่านการเสวนาในครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าความสำเร็จของ Piaget Polo ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่มาจากความกล้าที่จะแตกต่าง การรักษามาตรฐานงานฝีมือระดับสูง และการสร้างคอมมูนิตี้ของผู้ที่รักในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หรือที่เรียกว่า “Piaget Society” ซึ่งเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้แบรนด์ก้าวเดินอย่างมั่นคงในฐานะผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาที่เป็นงานศิลปะสวมใส่ได้มาจนถึงปัจจุบัน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

Share post:

More like this

รีแคปตรงจากขอบเวที Bangkok Watch Week เรื่องราวของ Universal Genève กับการคืนชีพของ ‘Le Couturier de la Montre’

เกาะติดขอบเวที Bangkok Watch Week ถอดรหัสการคืนชีพ Universal Genève ภายใต้การนำของ Georges Kern ทั้งกลไก Micro-rotor สามส่วนสี่ Polerouter ขนาดวินเทจ และกลยุทธ์กูตูร์แห่งเรือนเวลา

เจาะลึกแก่นแท้ของ ‘Quiet Luxury’ ผ่านเรือนเวลา Laurent Ferrier

พร้อมเปิดมุมมองของนักสะสมผู้ได้สัมผัสแนวคิด Quiet Luxury บนเวทีเสวนา The Irresistible Charm of Laurent...

TAG Heuer เข้าร่วม Bangkok Watch Week 2025 พร้อมเปิดตัว TH-Carbon Hairspring ครั้งแรกในไทย

TAG Heuer ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมด้วยการเปิดตัว TH-Carbon Hairspring เทคโนโลยีสปริงบาลานซ์ที่พัฒนาขึ้นเอง ณ งาน Bangkok Watch Week 2025 นวัตกรรมนี้ช่วยเพิ่มความเสถียรและความแม่นยำให้กับกลไกนาฬิกา และถูกนำไปใช้ในเรือนเวลารุ่นไฮไลต์อย่าง TAG Heuer Monaco