เมื่อ Octo Finissimo ก้าวไปข้างหน้า ในขณะที่ Serpenti หวนคืนสู่จิตวิญญาณแห่งเครื่องประดับชั้นสูง
Bvlgari ตั้งเป้าที่จะพานาฬิกาไอคอนิกเจ้าของสถิติโลกไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ที่กว้างขึ้น ด้วยการเปิดตัว Octo Finissimo 37 ถึง 4 รุ่นใหม่พร้อมกัน ซึ่งถือเป็นการปรับจังหวะครั้งสำคัญที่ทำให้ความเพรียวบางระดับตำนานเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
เคยมีอยู่ยุคหนึ่งที่ Octo Finissimo ปรากฏตัวพร้อมกับการทำลายสถิติโลกแบบ “ไมค์ดรอป” ต้องเป็นนาฬิกาที่บางที่สุดเท่าที่เคยมีมา เป็นตัวเลขที่ดุดันจนคนทั้งวงการต้องหันมามอง และยอมรับว่า Bvlgari ไม่ได้แค่ลงมาเล่นในตลาดนาฬิกา แต่พวกเขากำลังนิยามคำว่านาฬิกาเพรียวบางยุคใหม่ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
ไม่น่าเชื่อเลยว่าทศวรรษแห่งการทำลายสถิตินั้นได้ทำหน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว ทั้งการสร้างความเชื่อมั่น ความน่าหลงใหล จนมาถึงสิ่งที่หาได้ยากที่สุดนั่นคือการเป็นที่จดจำ จนทุกวันนี้ Octo Finissimo กลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีรูปทรงโดดเด่นจนมองเห็นได้ชัดจากอีกฝั่งของห้อง นั่นคือเหตุผลที่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดที่ Bvlgari ทำในงาน Watches and Wonders 2026 ไม่ใช่การวิ่งไล่หาตัวเลขสถิติใหม่ แต่เป็นการปรับสัดส่วนให้ลงตัวขึ้น เพื่อให้เข้ากับข้อมือที่หลากหลายกว่าเดิม ซึ่ง Jean-Christophe Babin ซีอีโอของแบรนด์นิยามว่านี่คือก้าวย่างแห่งความเติบโตที่ก้าวข้ามแค่เรื่องความเก่งกาจทางเทคนิค ไปสู่การตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นความสมดุลระหว่างความสง่างามที่เรียบง่าย ความสบายเมื่อสวมใส่ และนวัตกรรมที่ลงตัว
ถ้าจะย้อนดูบันทึกประวัติศาสตร์การทำสถิติโลกของเขาก็มีให้เห็นกันยาวเหยียด ตั้งแต่ Tourbillon (2014) ไล่มาจนถึง Ultra Tourbillon (2025) แต่ในปีนี้ เสียงกลองแห่งการทำลายสถิติเหล่านั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะวันนี้ Octo Finissimo สามารถยืนหยัดได้อย่างสง่าผ่าเผยในฐานะต้นแบบของงานดีไซน์ที่ยอดเยี่ยมด้วยตัวมันเอง
ทิศทางที่เปลี่ยนไปนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อได้ฟังมุมมองจากทีมผู้บริหารอย่าง Jonathan Brinbaum และ Fabrizio Buonamassa Stigliani ที่มองว่านี่คือช่วงเวลาที่ Octo Finissimo ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว มันคือนางฬิกาที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ “สวมใส่” มากกว่าจะเอาไว้แค่ “วัดตัวเลข” กันเหมือนเมื่อก่อน


Antoine Pin (Managing Director ของ Bvlgari Watches) ย้ำชัดว่าสถิติโลกตลอดทศวรรษที่ผ่านมาของ Octo Finissimo คือรากฐานสำคัญที่ทำให้มันกลายเป็นรุ่นเรือธงของวงการ แต่สำหรับบทใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้นนี้ เขามองหาเป้าหมายที่ต่างออกไป แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุตสาหกรรมนาฬิกา แต่ Finissimo ถูกสร้างมาให้เป็นมากกว่าแค่การพาดหัวข่าวสถิติโลก เพราะมันคืองานศิลปะเชิงสถาปัตยกรรมมาตั้งแต่ต้น
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการพัฒนาขนาด 37 มม. นี้ถึงเริ่มทำมาตั้งแต่ 3 ปีก่อน “มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายสถิติ และนั่นคือสิ่งที่เราหลงรักในตัวมัน” เขากล่าว ซึ่งสิ่งที่ได้มาคือการก้าวกระโดดทางวิศวกรรมที่น่าทึ่ง เพราะพวกเขาสามารถเพิ่มพลังงานสำรองได้มากขึ้นราว 20% ในขณะที่ใช้พื้นที่กลไกลดลงไปถึง 20% เช่นกัน
เรื่องราวของ Finissimo ที่ถูกเล่าออกเป็น 4 บท
เรื่องราวของ Octo Finissimo ในปีนี้ถูกเล่าผ่าน 4 บทตอนสำคัญ โดยการเปิดตัว Octo Finissimo 37 ที่มาพร้อมกับการยกเครื่องโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ทั้งในรุ่นกลไกอัตโนมัติ 3 รุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ micro-rotor BVF 100 และรุ่น Minute Repeater ขนาด 37 มม. ซึ่งตัวเลข 37 มม. นี้มาพร้อมความเพรียวบางเพียง 6.45 มม. ฝาหลังเปลือยโชว์กลไก และเม็ดมะยมประดับเซรามิกสีดำที่เป็นเอกลักษณ์ โดยยังคงประสิทธิภาพการกันน้ำที่ 30 เมตร
ในแง่ของวัสดุและงานดีไซน์ Bvlgari เลือกนำเสนอความต่างผ่านพื้นผิวที่หลากหลาย รุ่นไทเทเนียมเกรด 5 แบบพ่นทราย (Sandblasted) จะให้ลุคที่ดูโมเดิร์นขรึมด้วยหน้าปัดสีไทเทเนียมโอพาลีนตัดกับเข็มสีดำ ขณะที่รุ่นทองคำเหลือง (Yellow Gold) แบบขัดเงาสลับด้าน มอบความหรูหราแบบคลาสสิกด้วยหน้าปัดและเข็มที่ทำจากวัสดุสีทองเข้ากับตัวเรือนอย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนรุ่นไทเทเนียมขัดเงาสลับด้าน (Satin-polished) จะมาพร้อมกับหน้าปัดไทเทเนียมโอพาลีนและเข็มชุบโรเดียม ซึ่งงานขัดผิว Satin ทั้งหมดในรุ่นนี้เป็นงานทำมือที่ละเอียดอ่อนมาก
สำหรับจังหวะการวางจำหน่าย รุ่นไทเทเนียมพ่นทรายและรุ่นทองคำจะเริ่มเปิดตัวก่อนในเดือนเมษายน 2026 ตามมาด้วยรุ่นไทเทเนียมขัดเงาที่จะตามมาสมทบในเดือนกันยายนปีเดียวกัน การปรับขนาดมาที่ 37 มม. ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Octo Finissimo เข้าถึงข้อมือได้หลากหลายขึ้น โดยยังคงรักษา DNA ความบางเฉียบและความเท่ในแบบสถาปัตยกรรมอิตาลีไว้อย่างครบถ้วน

ถัดมาคือรุ่น Minute Repeater (Ref. 104250) ที่มาในตัวเรือนไทเทเนียมพ่นทรายขนาดหน้าปัด 37 มม. และหนาเพียง 6.85 มม. พร้อมการฉลุหลักชั่วโมงแบบโปร่งและเข็มสีเทาโรเดียม ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน BVL 362 ที่หนาเพียง 3.12 มม. แต่สามารถบรรจุค้อนตีระฆังไว้ถึงสองชุดและสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง ซึ่งหากดูแค่ตัวเลขก็นับว่าน่าทึ่งมากแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือการที่ Bvlgari ไม่ได้พยายามวางตำแหน่งนาฬิกาเรือนนี้เพื่อทุบสถิติโลกอะไรอีก เพราะนาฬิกาในตระกูล Octo Finissimo ก้าวข้ามจุดที่ต้องใช้คำจำกัดความว่า “ที่สุด” มาไกลแล้ว

การเปิดตัวนาฬิกาทั้ง 4 รุ่นนี้ เปรียบเสมือนการสรุปใจความสำคัญของโปรเจกต์ Finissimo ออกมาได้อย่างเข้มข้น เริ่มจากรุ่นกลไกอัตโนมัติวัสดุไทเทเนียมที่เป็นตัวแทนของความต่อเนื่องและยึดโยงรากเหง้าดั้งเดิมของคอลเลกชั่นเอาไว้ ส่วนรุ่นไทเทเนียมขัดเงาก็ถือเป็นการนำเสนอความแปลกใหม่ทั้งในแง่ของงานผิวสัมผัสและทัศนคติ ซึ่งช่วยขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้นแต่ยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้อย่างครบถ้วน ในขณะที่รุ่นทองคำเป็นการตอกย้ำตัวตนในฐานะช่างอัญมณีชั้นสูง และปิดท้ายด้วยรุ่น Minute Repeater ที่เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจให้ทุกคนรู้ว่า Bvlgari ยังคงเชี่ยวชาญในศาสตร์กลไกสลับซับซ้อนระดับสูงเสมอเมื่อพวกเขาต้องการ ซึ่ง Brinbaum อธิบายว่านาฬิกาทั้ง 4 เรือนนี้ทำหน้าที่ต่างกันชัดเจน รุ่นไทเทเนียม 37 คือตัวอ้างอิงหลัก รุ่นไทเทเนียมขัดเงาคือตัวขยายฐานผู้ฟัง รุ่น Minute Repeater คือข้อพิสูจน์ว่าไม่มีการประนีประนอมเรื่องเทคนิค และรุ่นทองคำคือการแสดงออกถึงความเป็น Bvlgari ที่สัญชาตญาณรับรู้ได้ทันที
สำหรับ Brinbaum แล้ว ขนาด 37 มม. ไม่ใช่ขนาดที่ทำขึ้นเพื่อรอมชอมกับใคร แต่มันคือจุดที่รูปทรงเรขาคณิตของ Octo กลไกชุดใหม่ และฟีลลิ่งตอนสวมใส่เข้าคู่กันได้อย่างสมดุลที่สุด เขาเรียกมันว่าจุดลงตัวที่ทำให้เกิดความมหัศจรรย์ เป็นความพอดีระหว่างความหนากับเส้นผ่านศูนย์กลาง และเขายืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่การย่อส่วนรุ่น 40 มม. ให้เล็กลง แต่มันคือ Finissimo ในรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการต่างออกไป โดยเป็นการสานต่อเรื่องราวที่มีอยู่เดิมให้เดินหน้าต่อไปอย่างไม่สะดุด
ความต่อเนื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจาก Finissimo ถือกำเนิดขึ้นจากวัสดุไทเทเนียม ดังนั้นไทเทเนียมจึงต้องเป็นจุดเชื่อมโยงหลักกลับไปยังรุ่น 40 มม. แม้ว่าที่ผ่านมาแบรนด์จะเคยทดลองใช้วัสดุอื่นมาบ้าง ทั้งสเตนเลสสตีลหรือคาร์บอน แต่สำหรับ Brinbaum รากฐานที่แท้จริงของ Finissimo คือไทเทเนียมเท่านั้น ขณะเดียวกัน Bvlgari ก็ต้องการสร้างภาษาใหม่ในงานขัดแต่งที่ให้ความรู้สึกต่างไปจากเดิม ผลลัพธ์จึงมาจบที่ไทเทเนียมขัดเงา ซึ่งมอบความคล่องตัวในการใช้งานเหมือนสเตนเลสสตีล แต่ให้สัมผัสที่ต่างออกไป ทั้งความเบาและมิติของแสงที่ตกกระทบลงบนตัวเรือนได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ในมุมมองของ Brinbaum การเลือกใช้ไทเทเนียมขัดเงายังเป็นการพากลับไปหาจิตวิญญาณดั้งเดิมของรุ่นขนาด 40 มม. เพราะ Octo Finissimo รุ่นแรกถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของความสง่างามสไตล์อิตาลี เป็นนาฬิกาบางเฉียบที่ตั้งใจให้อยู่ภายใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้อย่างแนบเนียน ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในงานดีไซน์ของ Bvlgari โดยแท้จริง ดังนั้นการมาถึงของรุ่น 37 มม. จึงไม่ได้เข้ามาเพื่อแทนที่รุ่นไหน แต่มันคือการเปิดบทใหม่และช่วยขยายขอบเขตของสิ่งที่มีอยู่เดิมให้กว้างไกลกว่าเดิม
ขนาดที่ลงตัวที่สุด
แม้ว่าขนาด 37 มม. จะถูกมองว่าเป็นระยะที่ลงตัวที่สุด แต่การเดินทางเพื่อให้ได้ตัวเลขนี้มากลับไม่ใช่เรื่องง่าย Fabrizio Buonamassa Stigliani เล่าว่าพวกเขาใช้เวลาพัฒนากว่า 3 ปี และทดสอบนาฬิกาต้นแบบตั้งแต่ขนาด 36 ไปจนถึง 39 มม. ผลปรากฏว่าขนาด 36 มม. นั้นเล็กเกินไปจนดูเหมือนนาฬิกาสุภาพสตรี ซึ่งขัดกับความตั้งใจแรก แถมทีมช่างนาฬิกายังสำทับว่าถ้าจะใช้ตัวเรือนไซส์นี้ กลไกจะต้องมีขนาดจิ๋วมากเป็นพิเศษ ส่วนขนาด 38 และ 39 มม. เมื่อลองสวมจริงกลับให้ความรู้สึกแทบไม่ต่างจากรุ่น 40 มม. เพราะรูปทรงของ Octo มีบุคลิกการสวมใส่ที่กางออกคล้ายทรงเหลี่ยม สุดท้ายจึงมาจบที่ 37 มม. ซึ่งเล็กลงกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน และเข้าคู่กับกลไกที่กำลังพัฒนาอยู่ได้อย่างพอดี
ประเด็นเรื่องกลไกถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะโปรเจกต์นี้ไม่ได้เริ่มจากการทำตัวเรือนแล้วค่อยไปควานหาเครื่องมาใส่ แต่เป็นการปั้นตัวเรือนและกลไกขึ้นมาพร้อมกัน เนื่องด้วยรูปทรงเรขาคณิตของ Octo Finissimo นั้นละเอียดอ่อนและไม่ยอมให้มีความผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว การพัฒนาแบบคู่ขนานจึงจำเป็นมาก เพราะหากขนาด 37 มม. ไม่ใช่ระยะที่ใช่ หรือทีมช่างไม่สามารถย่อส่วนกลไกให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้อง การเดินหน้าทำตัวเรือนต่อไปก็คงไร้ความหมาย
ผลลัพธ์ที่ได้คือกลไก In-house อัตโนมัติรหัส BVF 100 ที่มีความบางพิเศษ พัฒนาขึ้นที่โรงงานใน Le Sentier โดยมีความหนาเพียง 2.35 มม. ทำงานด้วยความถี่ 3 เฮิรตซ์ และที่น่าทึ่งคือสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่ารุ่น 40 มม. ที่ทำได้ 60 ชั่วโมงเสียอีก งานขัดแต่งยังคงความประณีตด้วยลาย Côtes de Genève แบบรัศมีและลายก้นหอยที่ทำด้วยมือ จุดที่น่าสนใจคือการยังคงเลือกใช้ไมโครโรเตอร์ที่ทำจากแพลทินัม ซึ่งถือเป็นดีเอ็นเอสำคัญที่เชื่อมโยงรุ่น 37 มม. นี้เข้ากับตำนานตระกูล Finissimo ได้อย่างเหนียวแน่นแม้สัดส่วนรอบข้างจะเปลี่ยนไปก็ตาม


ในฝั่งของ Brinbaum โจทย์ที่ได้รับมานั้นสั้นและง่าย คือต้องรักษาความเป็น Finissimo เอาไว้ให้ได้ แต่ในเชิงปฏิบัติ ความท้าทายที่แท้จริงกลับไม่ใช่เรื่องความบางเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือนลง เพราะเมื่อพื้นที่เล็กลง ปัญหาเรื่องพลังงานจะตามมาทันที ตอนแรก Bvlgari คิดว่าจะใช้วิธีลดสัดส่วนกลไกเดิมลงตรงๆ แต่สุดท้ายก็พบว่ามันใช้ไม่ได้ผล กลไกชุดนี้จึงต้องถูกรื้อเพื่อออกแบบวิศวกรรมใหม่ทั้งหมด แม้จะยังคงเอกลักษณ์งานดีไซน์ของ Finissimo ไว้ครบถ้วน แต่การปรับเปลี่ยนไส้ในครั้งนี้กลับให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง คือสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่ากลไก BVL 138 ในรุ่นขนาด 40 มม. ถึงเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ ในมุมมองของ Brinbaum แม้นาฬิกาจะขยับเข้าหาความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น แต่แบรนด์จะไม่มีวันลดราวาศอกเรื่องเทคนิคหรือยอมเสียคุณภาพของกลไกไปเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน Buonamassa Stigliani ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จอีกด้านนั่นคือหน้าปัด เขาอธิบายว่าหน้าปัดของ Finissimo รุ่นแรกนั้นหนาเพียง 0.4 มม. แต่รุ่นใหม่นี้ขยับขึ้นมาเป็น 0.8 มม. ความต่างเพียงเล็กน้อยนี้กลับช่วยเปิดพื้นที่ในการเล่นสนุกได้อีกมหาศาล ทั้งการใช้หน้าปัดหิน การประดับเพชร การวางหลักชั่วโมงแบบนูน หรือการตกแต่งที่จัดเต็มกว่าที่รุ่นดั้งเดิมซึ่งเน้นความเรียบง่ายจะทำได้ นี่คือแนวคิดหลักของ Octo Finissimo 37 ที่ตั้งใจให้มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้หลากหลายกว่ารุ่น 40 มม.
พื้นที่ความสูงที่เพิ่มขึ้นมานี้เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมรุ่น 37 ถึงมีความหนากว่ารุ่นคลาสสิกออโตเมติก แต่มันก็กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ขยับขยายต่อยอดไปได้ไกลกว่า เปรียบได้กับการออกแบบเพื่อไปให้สุดทางในด้านเดียวกับการออกแบบเพื่อสร้างรากฐานให้คนในครอบครัว Buonamassa Stigliani เล่าว่าความรู้สึกแรกของทุกคนที่ได้สัมผัสนาฬิการุ่นนี้คือมันดูมีมิติมากกว่ารุ่น 40 มม. เพราะขนาดที่เล็กลงแต่หนาขึ้นนิดหน่อย ทำให้งานขัดแต่งและเหลี่ยมมุมสะท้อนแสงออกมาในมุมมองที่ต่างไปจากเดิม แม้รูปทรงและสัดส่วนจะดูเหมือนเดิมเป๊ะ แต่ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาเปรียบเทียบว่ามันเหมือนกับ Porsche 911 ที่หน้าตาดูเหมือนเดิมตลอดกาล แต่ในรุ่นใหม่ทุกครั้ง ชิ้นส่วนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ถูกทำขึ้นใหม่ทั้งหมด เพราะเป้าหมายคือการปฏิบัติกับ Octo Finissimo ในฐานะผลงานระดับไอคอนนั่นเอง

หัวใจสำคัญของการปรับโฉมครั้งนี้อยู่ที่สายนาฬิกา เพราะ Octo Finissimo จะใส่สวยหรือไม่ขึ้นอยู่กับการโอบรับเข้ากับข้อมือ โจทย์หลักไม่ใช่การเปลี่ยนปรัชญาสรีรศาสตร์ใหม่ แต่เป็นการรักษาท่วงท่าการทิ้งตัวของสายแบบเดิมไว้ พร้อมกับยกระดับงานประกอบและการผลิตให้เนี้ยบขึ้น สายรุ่นนี้จึงถูกรื้อทำใหม่ทั้งหมด เป็นครั้งแรกที่ข้อสายถูกสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนแยกกันแทนที่จะเป็นโลหะชิ้นเดียวโดดๆ ซึ่งเกิดจากความต้องการของทีมดีไซน์ที่อยากทดลองอะไรใหม่ๆ
Fabrizio Buonamassa Stigliani อธิบายว่าโครงสร้างแบบเก่าทำให้การผสมวัสดุต่างชนิดอย่างเหล็กคู่กับทอง หรือไทเทเนียมคู่กับทองทำได้ยากและไม่สวยงามเท่าที่ควร แต่โครงสร้างใหม่นี้ช่วยให้ Bvlgari ทลายกำแพงนั้นลงได้สำเร็จ สิ่งสำคัญอีกจุดคือการยึดข้อสายชิ้นแรกเข้ากับตัวเรือนโดยตรง ทำให้ไม่มีช่องว่างให้แสงลอดผ่าน ช่วยรักษาความต่อเนื่องทางสายตาซึ่งเป็นหัวใจของนาฬิการุ่นนี้ให้สมบูรณ์แบบกว่าเดิม
ในส่วนของตัวล็อกสาย Antoine Pin (หรือ Brinbaum ในบทความ) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบให้มีความแข็งแรง ทนทาน และใช้งานได้จริงในระยะยาว ตัวล็อกแบบใหม่นี้ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมโดยยังคงความบางและเรียบหรูเอาไว้ แม้จะเป็นรายละเอียดที่มองไม่เห็นผ่านรูปถ่าย แต่ส่งผลอย่างมากต่อความรู้สึกขณะสวมใส่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมรุ่นไซส์ 37 มม. ถึงไม่ใช่แค่การย่อขนาดนาฬิกาให้เล็กลง แต่มันคือการวางรากฐานใหม่ให้กับอนาคตของ Finissimo ในทศวรรษหน้า เพื่อรองรับการผสมผสานวัสดุที่หลากหลายตามเสียงเรียกร้องของนักสะสมมาโดยตลอด
สิ่งที่น่าสนใจคือนาฬิกาต้นแบบไซส์ 37 มม. จริงๆ แล้วเสร็จทันงาน Watches and Wonders 2025 แต่เนื่องจากสายการผลิตยังไม่พร้อมเต็มร้อย แบรนด์จึงเลือกที่จะไม่เปิดตัวแล้วปล่อยให้ลูกค้าต้องรอของนานหลายเดือน การตัดสินใจเลื่อนมาเปิดตัวในงาน Watches and Wonders 2026 แทนเพื่อให้สินค้าพร้อมวางจำหน่ายในบูติกทันที สะท้อนให้เห็นว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่การทำนาฬิกาต้นแบบมาโชว์เพื่อสร้างกระแสชั่วคราว แต่เป็นการตั้งใจทำนาฬิกาที่เน้นการใช้งานจริงและพร้อมให้ทุกคนได้ครอบครองอย่างแท้จริง
ความพอดีที่ลงตัว
“Finissimo คือไอคอนของพวกเรา และถึงเวลาแล้วที่เราจะเปิดประตูให้กว้างขึ้นกว่าเดิม” Brinbaum อธิบาย พร้อมกับให้มุมมองว่าการมุ่งมั่นทุบสถิติความบางในช่วงที่ผ่านมาเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะมันช่วยสร้างฐานความเชื่อมั่นในกลุ่มนักสะสมและคนที่หลงใหลในงานวิศวกรรมขั้นสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องการเพื่อยืนยันความเชี่ยวชาญ
ในก้าวต่อไป Bvlgari ยังคงรักษาฐานแฟนกลุ่มเดิมเอาไว้ผ่านผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Minute Repeater แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการสื่อสารว่า Octo Finissimo เป็นนาฬิกาที่ตอบโจทย์เรื่องงานดีไซน์และไลฟ์สไตล์ด้วยเช่นกัน นาฬิกาเรือนนี้ก้าวข้ามเรื่องเพศ ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นเจ้าของได้ เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ Finissimo กลายเป็นนาฬิกาที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นของส่วนตัวและถูกสร้างมาเพื่อผู้สวมใส่ทุกคนอย่างแท้จริง
สำหรับรุ่น 37 มม. ใหม่นี้ Bvlgari เลือกใช้เพียงวัสดุทองคำและไทเทเนียมเท่านั้น โดยตัดสินใจตัดตัวเลือกสเตนเลสสตีลออกไป เหตุผลสำคัญจากมุมมองของ Fabrizio Buonamassa Stigliani คือการสร้างขอบเขตที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับรุ่นขนาด 40 มม. เดิม โดยเฉพาะงานตกแต่งแบบ Double Finishing บนไทเทเนียมที่ดูน่าสนใจมาก เพราะแม้แวบแรกจะให้ความรู้สึกคล้ายเหล็ก แต่เมื่อสัมผัสจริงจะพบคาแรกเตอร์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไทเทเนียมให้โทนสีที่ดูอบอุ่นและนุ่มนวลกว่าความเย็นกระด้างของสเตนเลสสตีล
การพัฒนาเวอร์ชันทองคำถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก ทีมออกแบบเลือกที่จะไม่ขุดเนื้อทองด้านในสายนาฬิกาออก ซึ่งเป็นวิธีที่หลายแบรนด์มักทำเพื่อลดต้นทุนและน้ำหนัก ผลการศึกษาของ Bvlgari ชี้ให้เห็นว่าการทำแบบนั้นแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แถมยังทำให้โครงสร้างสถาปัตยกรรมภายในดูเป็นโพรงไม่สวยงาม พวกเขาจึงเลือกคงความสมบูรณ์แบบของชิ้นงานเอาไว้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เนี้ยบที่สุด
กระแสตอบรับที่กลับมานั้นรวดเร็วและเป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่มองว่านี่คือ Octo Finissimo รุ่นที่พวกเขารอคอยมาตลอด เป็นขนาดที่ลงตัวจนสามารถสวมใส่คอลเลกชั่นนี้ได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องยอมลดทอนความสวยงามหรือสไตล์ส่วนตัวเพื่อให้เข้ากับขนาดนาฬิกาที่ใหญ่เกินไปเหมือนเมื่อก่อน

นี่คือความเป็น Bvlgari ในแบบที่ชัดเจนที่สุด ด้วยการเลือกใช้วัสดุที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกพอๆ กับงานวิศวกรรม การใช้ไทเทเนียมช่วยรักษาจิตวิญญาณทางสถาปัตยกรรมของ Finissimo เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ขณะที่วัสดุทองคำช่วยเปลี่ยนมุมมองให้ Octo กลายเป็นเครื่องประดับร่วมสมัยที่ยังคงความเท่แบบดุดัน นอกจากนี้การแบ่งสัดส่วนระหว่างขนาด 37 และ 40 มม. ก็เริ่มชัดเจนขึ้น โดยไซส์ 37 มม. จะเน้นความเนี้ยบที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ส่วนไซส์ 40 มม. จะเป็นพื้นที่ของวัสดุที่หลากหลายกว่า รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับกลไกสลับซับซ้อนระดับสูง
การตัดสินใจเปิดตัวกลไกตีบอกเวลา Minute Repeater อันทรงคุณค่าไปพร้อมกับรุ่นออโตเมติกใหม่ สะท้อนถึงสมดุลที่แบรนด์ต้องการนำเสนอได้เป็นอย่างดี Fabrizio Buonamassa Stigliani ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์นิยามว่านี่คือหนึ่งในกลไกที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Octo Finissimo และถูกออกแบบมาเพื่อลงในตัวเรือนขนาดเล็กอยู่แล้ว จึงพร้อมมากสำหรับการก้าวเข้าสู่บทใหม่นี้ อีกทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณว่าตัวเรือนขนาด 37 มม. ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ฟังก์ชันบอกเวลาทั่วไป แต่ยังมีกลไกซับซ้อนอื่นๆ รอจังหวะเปิดตัวตามมาอีกในอนาคต เขายังยืนยันด้วยว่าขนาดตัวเรือนที่เล็กลงไม่ได้ส่งผลเสียต่อคุณภาพเสียง ตรงกันข้ามเสียงอาจจะดีขึ้นด้วยซ้ำ แม้จะอยู่ในห้องที่มีเสียงดังเรายังคงได้ยินเสียงกังวานของมันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากเมื่อเทียบกับขนาดอันน้อยนิดของกลไก ค้อน และขดลวดส่งเสียง เพราะโจทย์หินของ Minute Repeater คือถ้านาฬิกาดูเท่แต่เสียงน่าผิดหวัง หรือถ้าเสียงเพราะแต่ดีไซน์ดูเกอะกะ นาฬิกาเรือนนั้นก็สอบตกพอกัน
หน้าประวัติศาสตร์ของ 37mm Minute Repeater จึงไม่ใช่การออกมาเพื่อไล่ล่ารางวัลหรือทุบสถิติความบางเพียงอย่างเดียว แต่มันกำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า Octo Finissimo สามารถนำเสนอความซับซ้อนระดับสูงในสัดส่วนที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยมีความสวยงามและฟังก์ชันเป็นตัวนำหน้า มากกว่าจะใช้คำว่า “บางที่สุด” เป็นเพียงเหตุผลเดียวในการครอบครอง

“การจะทำลายสถิติได้นั้นต้องใช้เวลา ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ทำสำเร็จมามากพอแล้ว” Buonamassa Stigliani กล่าว “ตอนนี้แนวคิดของเราคือการทำให้ออกโต ฟินิสสิโม (Octo Finissimo) กลายเป็นนาฬิกาสำหรับใส่ในชีวิตประจำวันที่มีเนื้อหาภายในน่าประทับใจ ทั้งในเรื่องขนาดและความบาง ในอนาคตเราอาจจะกลับไปทำลายสถิติใหม่ๆ อีก เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอเราไปแล้ว แต่ปีนี้เรามีความสุขกับการให้ความสำคัญกับรุ่น 37 มากกว่า ส่วนรุ่น 40 และรุ่น Ultra นั้นมีหน้าที่ทำลายสถิติในตัวมันเองอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเค้นรุ่น 37 ให้ไปถึงจุดสุดโต่งขนาดนั้น เพราะรุ่นนี้คือผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่ายกว่าสำหรับครอบครัวออกโต”
ข้อความนี้สะท้อนถึงการขยับตัวครั้งสำคัญของตระกูลฟินิสสิโมได้ในย่อเดียว แม้การทำลายสถิติจะยังเป็นตัวตนของแบรนด์ แต่สิ่งนั้นไม่ใช่ประเด็นหลักที่แบรนด์เลือกใช้เล่าเรื่องอีกต่อไป ในปีนี้ ตัวผลิตภัณฑ์เองต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญ ทั้งเรื่องสัดส่วน ความสบาย งานขัดแต่ง และกลไกที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัวเรือนโดยเฉพาะ แทนที่จะเป็นกลไกที่ต้องพยายามยัดลงไปให้ได้ Brinbaum เปรียบเทียบจุดเปลี่ยนจากการเน้นสถิติมาสู่เรื่องสัดส่วนและการสวมใส่จริงเหมือนกับวงการรถยนต์ โดยมองว่านี่ไม่ใช่การถอยหลังหนีจากเรื่องเทคนิค แต่เป็นก้าวต่อไปที่สมเหตุสมผลหลังจากที่แนวคิดเดิมพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จแล้ว
ในมุมมองของเขา อะไรที่ดูสุดโต่งอาจเป็นสิ่งที่แสดงให้เหล่านักสะสมเห็นว่าแบรนด์ทำอะไรได้บ้าง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ย่อมถึงเวลาที่เหมาะสมในการเปิดกว้างและเปลี่ยนผลงานเหล่านั้นให้กลายเป็นตัวเลือกที่ใส่ได้ทุกวันโดยไม่ต้องมีข้อแม้ใดๆ บทเรียนในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของการเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่กว้างกว่าเดิม
ไปต่อกันเลย
Buonamassa Stigliani ผู้อยู่เบื้องหลังงานดีไซน์ของ Bvlgari ย้ำชัดว่ารากฐานความงามของแบรนด์มาจากความเรียบง่ายตามหลักเหตุผลและรูปทรงเรขาคณิตของสถาปัตยกรรมโรมัน Octo Finissimo ในยุคแรกเริ่มถูกสร้างขึ้นจากการผสมผสานวงกลมเข้ากับสี่เหลี่ยมแปดเหลี่ยมที่มีมุม 45 องศาอันเป็นเอกลักษณ์ จนวันนี้มันกลายเป็นนาฬิกาที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งพอจะยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเรื่องราวในอดีตมาช่วยขับเคลื่อนอีกต่อไป
การเปิดตัวไซส์ 37 มม. เปรียบเสมือนก้าวย่างที่เติบโตขึ้นของ Octo แม้ประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดจะยังคงอยู่ แต่นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นจุดอ้างอิงใหม่ที่มีดีไซน์ทรงพลังพอจะเปิดรับวัสดุและกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ โดยไม่สูญเสียตัวตนเดิมไป การขยับขยายครั้งนี้ทำให้ Octo ขนาด 37 มม. และ 40 มม. สามารถเดินหน้าคู่ขนานกันไปได้อย่างน่าสนใจ
ในอนาคตเราจะได้เห็นความซับซ้อนระดับสูง (Grand Complications) และงานคอลแลบกับศิลปินระดับโลกบนตัวเรือนขนาด 40 มม. อย่างต่อเนื่อง ส่วนรุ่น 37 มม. จะเน้นการนำฟังก์ชันซับซ้อนมาตีความใหม่ในขนาดที่เล็กลง ซึ่งท้าทายกว่าเดิมด้วยพื้นที่กลไกที่จำกัด แต่ยังคงรักษาประสิทธิภาพความเที่ยงตรงไว้ได้ในมาตรฐานเดียวกัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Finissimo กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงชื่อรุ่นหรือชื่อกลไก ไปสู่การเป็นแนวคิด (Concept) หลักของแบรนด์
Antoine Pin ผู้อำนวยการฝ่ายนาฬิกาของ Bvlgari มองว่าไซส์ 37 มม. คือบทพิสูจน์ว่าแบรนด์ไม่ได้ยึดติดอยู่กับขนาดเดียว และพร้อมเปิดพื้นที่สู่การทดลองในขนาดและกลไกใหม่ ๆ หลังจากใช้เวลา 10 ปีทุ่มเทให้กับความบางในนาฬิกาผู้ชาย ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะนำองค์ความรู้เรื่องการย่อส่วนและความบางเฉียบนี้ไปใช้กับนาฬิกาผู้หญิงด้วยเช่นกัน เพราะการทำสิ่งต่างๆ ให้เล็กลงและบางลงคือดีเอ็นเอสำคัญที่ Bvlgari จะใช้ขับเคลื่อนนวัตกรรมต่อไปในอนาคต

มุมมองของ Birnbaum สอดคล้องกับ Buonamassa Stigliani ที่เห็นว่ารุ่นหน้าปัด 37 มม. และ 40 มม. คือส่วนผสมที่ลงตัวมากกว่าจะเป็นคู่แข่งกัน โดยรุ่น 40 มม. ยังคงเป็นพื้นที่โชว์ความเหนือชั้นทางเทคนิค ทั้งพลังงานสำรอง 8 วัน หรือการทำกลไกแบบสเกเลตันเพื่อท้าทายขีดจำกัดความบาง ส่วนรุ่น 37 มม. เข้ามาเติมเต็มเรื่องความหลากหลาย ทั้งการตกแต่งหน้าปัด วัสดุ และสีสันที่สดใหม่ การสร้างรุ่น 37 มม. ให้กลายเป็นเสาหลักที่สองอย่างเต็มตัวอาจต้องใช้เวลาอีกสองสามปี แต่นี่คือภารกิจสำคัญที่แบรนด์ให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ


ณ เวลานี้ Octo Finissimo 37 แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อทำลายสถิติโลก แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อให้สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน หลังจากที่คอลเลกชั่นนี้ใช้เวลาเดินทางกว่าทศวรรษเพื่อพิสูจน์ขีดจำกัดของความเป็นไปได้ การหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งานจริงจึงเป็นการขยับตัวที่ดูมั่นใจและเฉลียวฉลาดที่สุดของ Bvlgari ในชั่วโมงนี้
ข้อมูลทางเทคนิค
Octo Finissimo Automatic 37 Yellow Gold
- กลไก: กลไกอัตโนมัติแบบ ultra-thin อินเฮาส์ Calibre BVF 100 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก
- ตัวเรือน: ขนาด 37 มม. หนา 6.45 มม. ผลิตจาก 18K เยลโลว์โกลด์ ขัดซาติน-ขัดเงา มาพร้อมเม็ดมะยมฝังอินเสิร์ตเซรามิกสีดำ กันน้ำ 30 เมตร
- หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดเยลโลว์โกลด์ เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบสีเยลโลว์โกลด์
- สาย: สายเยลโลว์โกลด์ 18K ขัดซาติน-ขัดเงา แบบ integrated พร้อมตัวล็อกพับ
Automatic 37 Polished Titanium
- กลไก: กลไกอัตโนมัติแบบ ultra-thin อินเฮาส์ Calibre BVF 100 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก
- ตัวเรือน: ขนาด 37 มม. หนา 6.45 มม. ไทเทเนียมขัดซาติน-ขัดเงา พร้อมเม็ดมะยมอินเสิร์ตเซรามิกสีดำ กันน้ำ 30 เมตร
- หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดไทเทเนียมโทน opaline เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบโรเดียม
- สาย: สายไทเทเนียมแบบ integrated ขัดซาติน-ขัดเงา พร้อมตัวล็อกพับ
Automatic 37 Sandblasted Titanium
- กลไก: กลไกอัตโนมัติแบบ ultra-thin อินเฮาส์ Calibre BVF 100 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก
- ตัวเรือน: ขนาด 37 มม. หนา 6.45 มม. ไทเทเนียมพ่นทราย พร้อมเม็ดมะยมอินเสิร์ตเซรามิกสีดำ กันน้ำ 30 เมตร
- หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดไทเทเนียมโทน opaline เข็มและหลักชั่วโมงสีดำ
- สาย: สายไทเทเนียมพ่นทรายแบบ integrated พร้อมตัวล็อกพับ
Octo Finissimo 37 Minute Repeater
- กลไก: กลไกไขลานแบบ ultra-thin Calibre BVL 362 สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก และระบบ Minute Repeater แบบสองฆ้อน
- ตัวเรือน: ขนาด 37 มม. หนา 6.85 มม. ไทเทเนียมพ่นทราย พร้อมเม็ดมะยมอินเสิร์ตเซรามิกสีดำ กันน้ำ 30 เมตร
- หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดไทเทเนียมโทน opaline เข็มเคลือบโรเดียมโทนเทา พร้อมหลักชั่วโมงแบบ open-worked
- สาย: สายไทเทเนียมพ่นทรายแบบ integrated พร้อมตัวล็อกพับ
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre ในงาน Watches and Wonders 2026: เมื่อความแม่นยำและศิลปะถูกร้อยเรียงไว้ใต้หลังคาเดียวกัน
Chopard ในงาน Watches and Wonders 2026 เน้นความบางเฉียบและการผสานงานวิศวกรรมระดับสูงเข้ากับวัสดุรักษ์โลก
Greubel Forsey Tourbillon 24 Secondes Architecture Final Edition ปิดตำนาน 11 เรือนสุดท้าย

