Louis Moinet ส่ง 4 รุ่นใหม่ เป็นตัวแทนต่อยอดมรดกของแบรนด์ในบริบทร่วมสมัย ภายในงาน Watches and Wonders 2026 

Date:

1816 สองรุ่นเพื่อสดุดีนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรก Time to Race รุ่นใหม่ และ Skydance นาฬิกาสุภาพสตรีที่หลายคนรอคอย 

ปี 2026 นับเป็นปีสำคัญของ Louis Moinet เพราะตรงกับปีที่ทางแบรนด์อันเก่าแก่ให้กำเนิดนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรกของโลก ทั้งยังครบรอบ 220 ปีที่ทางแบรนด์ได้สร้างนาฬิกาตั้งโต๊ะถวายแด่องค์จักพรรดิ Napoléon Bonaparte หลังจากการเดินทางบนโลกแห่งเรือนเวลาอันยาวนานกว่าสองศตวรรษและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ควรค่าแก่การจารึกมากมาย จวบจนถึงวันนี้ Louis Moinet ก็ยังไม่เคยละทิ้งมรดกที่แบรนด์สร้างไว้ แต่ยังนำมาพัฒนาต่อยอดให้สิ่งที่วางรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างสง่างาม สิ่งที่เราได้เห็นจากรุ่น novelties ที่เปิดตัวในงาน Watches and Wonders 2026 นี้คือบทพิสูจน์ว่า การเดินตามขนบอย่างแน่วแน่ควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ให้อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน คือ แนวทางที่แบรนด์เก่าแก่ในตำนานทำได้อย่างงดงาม 

1816 CHRONOGRAPH

ถ้าหากต้องเลือกเฉลิมฉลองอายุครบ 210 ปีให้กับนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกของโลก คงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าไปเลือกหน้าปัดสีแชมเปญหรูหราบนนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากรุ่นดั้งเดิม และทาง Louis Monet ก็ทำเช่นนั้นจริงๆ เสียด้วย ทีนี้ความน่าสนใจอยู่ที่นาฬิกาโครโนกราฟดีเอ็นเอดั้งเดิมในร่างใหม่นี้จะมีอะไรให้ว้าวได้บ้าง สิ่งแรกที่มองเผินๆ แล้วสะดุดตาทันทีแน่นอนว่าต้องเป็นเฉดสีแชมเปญที่สอดแทรกเข้ามาเพื่อเติมไวบ์แห่งการเฉลิมฉลอง เราจะได้เห็นเฉดสีทองหรู (แต่ไม่โอเวอร์เกินเหตุ) บริเวณหน้าปัดโครงสร้างซับซ้อนที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 23 ชิ้น รวมถึงหมุดนิกเกิลเคลือบดำสิบตำแหน่งที่ตัดกับหน้าปัดสีแชมเปญที่ตกแต่งด้วยเทคนิค bead-blasted ตรงตามต้นฉบับ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เติมความเฉพาะตัวยังแสดงออกผ่านสกรูสีน้ำเงินรับกับเข็มโครโนกราฟจำนวน 4 ตัว ที่ทำหน้าที่ยึดขอบหน้าปัดเข้ากับตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ทรง double-gadroon ขนาด 40.6 มม. แต่งผิวขัดเงาผสมผสานกับขัดซาติน และยังคงดีไซน์แบบ semi-bassine แบบ Directoire ขนานแท้ที่ดูเรียบหรูคลาสสิก

การแสดงค่าบนหน้าปัดถูกจัดระเบียบให้อ่านค่าได้ง่ายดาย ด้วยวงแหวน rhodium-plated บนหน้าปัดย่อย และเฉดสีดังกล่าวยังสอดแทรกอยู่บนข้อต่อกลางของสายนาฬิกาไทเทเนียมเกรด 5 แต่ก็ไม่ได้แสดงตัวชัดเจนเพราะพรางตัวอยู่ระหว่างข้อต่อแต่ละข้อได้อย่างแนบเนียน ต้องพลิกดูด้านหลังของสายจึงจะได้ชื่นชมสีทองแชมเปญอย่างเต็มตา อีกหนึ่งรายละเอียดที่แสดงถึงความเคารพต่อต้นฉบับคือการเลือกใช้ตัวเลขโรมันบนหน้าปัดย่อยแสดงมาตรวัดชั่วโมงโครโนกราฟ ที่ชวนให้นึกถึงนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นดั้งเดิม 

สำหรับกลไกนั้นเลือกขับเคลื่อนด้วยกลไก LM1816 ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่โดยยังคงรักษาดีเอ็นเอดั้งเดิมของกลไกโครโนกราฟที่ใช้ขับเคลื่อนนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรก โดยการพัฒนากลไกคำนึงถึงโครงสร้างของหน้าปัดย่อยอันเป็นโฉมหน้าของนาฬิกาที่แสดงความเคารพต่อต้นฉบับในปี 1816 ทำงานด้วยระบบไขลานด้วยมือที่มอบพลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง ขับเคลื่อนฟังก์ชันโครโนกราฟที่จับเวลาได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็น  ระบบเข็มนาทีแบบขยับฉับพลัน คอลัมน์วีล ตัวปรับตั้งสมดุลรูปคอหงส์ เบื้องหลังการทำงานของกลไกชุดใหม่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วน 330 ชิ้น ทับทิม 34 เม็ด ที่ทำงานร่วมกันด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกอวดความงามผ่านฝาหลังที่เผยให้เห็นสีสันที่ตัดกันของสีขาวในส่วนสตีล ประกายทองเหลืองบนสะพานจักร สีแดงก่ำของทับทิม และสีน้ำเงินของสกรู พร้อมการขัดแต่งผิวลบขอบมุมอย่างประณีต  

นาฬิกาโครโนกราฟต้นแบบในปี 1816 จึงราวกับได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งในร่างที่สมบูรณ์พร้อมทุกชิ้นส่วน 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ไขลานด้วยมือ LM1816 สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที วินาทีบนหน้าปัดย่อย โครโนกราฟจับเวลา 30 นาที และ 12 ชั่วโมงบนหน้าปัดย่อย
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาและขัดซาติน ขนาด 40.6 มม. 
  • หน้าปัด: สี rhodium-plated และแชมเปญผิวพ่นทราย
  • สาย: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาและขัดซาติน พร้อมเคลือบ DLC สีแชมเปญ

1816 TOURBILLON CHRONOGRAPH

อีกหนึ่งผลงานที่สร้างสรรค์มาเพื่อสดุดีนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรกโดย Louis Moinet คราวนี้นาฬิกาโครโนกราฟแบบควบคุมด้วยปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว เสริมกลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองเข้าไปด้วย เรียกได้ว่ายกระดับความท้าทายไปอีกขั้น และยังเป็นการยกย่องมิตรภาพอันงดงามของ Louis Moinet และ Abraham-Louis Breguet สองช่างนาฬิกาผู้ส่งมอบมรดกอันล้ำค่าให้กับวงการนาฬิกาจวบจนถึงปัจจุบัน 

ตัวเรือนมาในวัสดุไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 40.6 มม. ทรง Directoire semi-bassine ขอบตัวเรือนแบบ double gadroon ปุ่มกดควบคุมฟังก์ชันโครโนกราฟแบบโมโนพุชเชอร์ ควบคุมฟังก์ชันจับเวลาภายในปุ่มเดียว หน้าปัดเคลือบโรเดียมสีเทาเรียบหรู เล่นมิติด้วยการผสมผสานการขัดแต่งผิวแบบซาตินและ bead-blasted หน้าปัดย่อยวินาทีและสเกลจับเวลา 30 นาที ล้อมรอบด้วยวงแหวนซาตินพร้อมตัวเลขอารบิกที่อ่านค่าได้ชัดเจน ใจกลางหน้าปัดดึงดูดสายตาด้วยบาร์เรลประดับทับทิม พร้อมสกรูขัดเงา ตัวอักษรและเครื่องหมายต่างๆ บนหน้าปัดสลักด้วยความแม่นยำสูง และเลือกใช้ฟอนต์เดียวกับนาฬิกาโครโนกราฟต้นแบบในปี 1816 ซึ่งช่วยคงความคลาสสิก เชื่อมโยงกับรุ่นดั้งเดิม และยังคงอ่านค่าได้ง่ายอันเป็นหัวใจสำคัญ เข็มโครโนกราฟ เข็มหน้าปัดย่อย และสกรู 4 ตัว ทำจากบลูสตีลซึ่งเป็นเทคนิคการเผาด้วยความร้อนสูง รับกับกรงทูร์บิญองเคลือบ DLC สีน้ำเงิน ขับเน้นองค์ประกอบสำคัญให้ดูโดดเด่น และยังคงเสน่ห์แบบนาฬิกาโบราณ แต่ยังคงดูร่วมสมัยด้วยการคุมโทนสีเทาตั้งแต่หน้าปัด ตัวเรือน จรดสายนาฬิกาไทเทเนียมเกรด 5 ขัดแต่งผิวรูปแบบเดียวกับตัวเรือน 

ในส่วนของกลไกขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ LM114 ที่ผลิตขึ้นในโรงงานของแบรนด์เอง กลไกไขลานด้วยมือ พร้อมดับเบิลบาร์เรลนี้มอบพลังงานสำรองยาวนานถึง 96 ชั่วโมง เป็นกลไกขับเคลื่อนฟังก์ชันโครโนกราฟที่มาพร้อมคอลัมน์วีล ควบคุมด้วยปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว ทั้งยังพ่วงมาด้วยกลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองแบบเยื้องศูนย์ นับเป็นการรวมตัวของสองสุดยอดกลไกโดยสองช่างนาฬิการะดับตำนานในหนึ่งเดียว ซึ่งจะผลิตออกมาเพียงแค่ 12 เรือนเท่านั้น

น่าจะถูกใจนักสะสมสายโครโนกราฟที่อยากได้ทูร์บิญองมาประดับคอลเลกชันเพิ่มอีกสักเรือน  

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก:ไขลานด้วยมือ LM114 ฟลายอิ้งทูร์บิญองแบบเยื้องศูนย์ โครโนกราฟพร้อมคอลัมน์วีล และปุ่มกดโมโนพุชเชอร์ พลังงานสำรอง 96 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที วินาที และโครโนกราฟ 30 นาที ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาและขัดซาติน ขนาด 40.6 มม.
  • หน้าปัด: สีโรเดียม ขัดผิว bead-blasted
  • สาย: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาและขัดซาติน
  • จำนวน: จำกัด 12 เรือน

TIME TO RACE FLASH

นาฬิกาสำหรับนักแข่งอันแสนเร้าใจและโก้หรูกลับมาอีกครั้งในมาดที่เท่ขรึมกว่าเดิม ด้วยการคุมโทนสีกราไฟต์ตัดกับความหรูหราของเฉดสีทอง และยังมีให้เลือกในสองเวอร์ชัน ทั้งเวอร์ชันตัวเรือนเรดโกลด์ 18 กะรัต ที่ให้ความรู้สึกหรูหราอย่างมีระดับ และตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 สำหรับลุคเท่คุมโทนขรึม ซึ่งการใช้โทนสีกราไฟต์ผิวแมตต์สลับกับสีทองนั้นไม่ใช่เพียงแค่จงใจเติมความหรู แต่ยังสื่อถึงสีที่ใช้ในยุคทองของการแข่งขันกรังด์ปรีซ์อีกด้วย 

นอกเหนือจากความแตกต่างทางรูปลักษณ์และวัสดุแล้วยังมีการใส่กิมมิกเป็น ‘Lucky Number’ ลงไป โดยแต่ละเรือนสามารถระบุหมายเลขเฉพาะที่เจ้าของเรือนนั้นๆ เป็นผู้กำหนดเอง แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ถ้าหากเป็นเจ้าของสองเรือนต่างวัสดุ ไม่สามารถเลือกกำหนดหมายเลขเดียวกันได้ 

บนหน้าปัดสำดำแบบเยื้องศูนย์เต็มไปด้วยรายละเอียดแต่ก็ยังคงออกแบบมาให้อ่านค่าต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ที่สะดุดตากว่าใครเห็นจะหนีไม่พ้นหมายเลข Lucky Number บนพื้นสีขาวบนพื้นหน้าปัดกราไฟต์ ส่วนหน้าปัดย่อยที่ขนาบทั้งสองข้างทำจากแซฟไฟร์รมควันซึ่งมีความใสที่ดูมีมิติลึกลับ ทั้งหมดนี้ถูกรองรับไว้ด้วยแผ่นไฟบอนคาร์เบอร์ถักด้านล่าง ช่วยเพิ่มเท็กซ์เจอร์ที่ดูน่าสนใจและยังขับเน้นให้แรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ตเด่นชัด 

สีทองที่ถูกนำมาใช้ตกแต่งบางส่วนบนหน้าปัดไม่เพียงแต่เพิ่มความหรูหรา แต่การเลือกใช้ในบางส่วนทำให้ช่วยเสริมบรรยากาศการชิงชัยในสนามประลองความเร็วได้ดี โดยเลือกฉาบสีทองในส่วนสเกลทาคีมิเตอร์รอบหน้าปัดที่ได้แรงบันดาลใจจากกระบอกสูบของรถแข่ง รวมถึงสกรูสองตัวบนแผ่นสามเหลี่ยมกราไฟต์ด้านล่าง และชุดเข็มทั้งหมดที่ถูกฉาบสีทองให้โดดเด่นเป็นที่สังเกตเห็นได้ง่าย     

ชุดกลไกไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ LM96 มาในโครงสร้างแบบโอเพ่นเวิร์กเผยให้เห็นการทำงานที่สอดประสานกันของชิ้นส่วนต่างๆ กว่า 311 ชิ้น เมื่อเพียงแค่กดปุ่มควบคุมฟังก์ชันโครโนกราฟเพียงปุ่มเดียว อีกหนึ่งดาวเด่นในชุดกลไกย่อมเป็นโรเตอร์แบบเจาะโครงโปร่งเคลือบสีดำผิวแมตต์ ซึ่งดูตัดกับชิ้นส่วนต่างๆ ที่เคลือบโรเดียมสีเงินอย่างเห็นได้ชัด ด้านหลังยังมีการแต่งแต้มสีทองในบางจุดทำให้เกิดความเชื่อมต่อกับด้านหน้าที่ออกแบบมาอย่างเท่หรูมีระดับ 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ LM96 พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที วินาที โครโนกราฟจับเวลารอบ 60 วินาที และ 30 นาที บนหน้าปัดย่อยตัวเรือน: เรดโกลด์ 18 กะรัต หรือไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาและขัดซาติน ขนาด 40.7 มม. กันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด:  สีดำ เครื่องหมายตัวเลขสีขาวขัดเงา ขอบสีทองขัดซาตินลายวงกลม หน้าปัดย่อยแซฟไฟร์รมควัน
  • สาย: ยางขึ้นรูปสำเร็จ ตัวล็อกบานพับสามทบ  สตีลเคลือบ PVD สีดำ

SKYDANCE

หลังจากที่เราได้เห็นนาฬิกาโครโนกราฟที่เต็มไปด้วยรายละเอียดยุบยับ และฟังก์ชันอันล้ำเลิศมาหลายต่อหลายรุ่น ในที่สุดเราก็ได้สัมผัส Louis Moinet ในมุมที่โรแมนติกชวนฝันผ่านนาฬิกา Skydance ที่ออกมาสองเวอร์ชันด้วยกัน ซึ่งเรื่องราวที่บอกเล่าผ่านนาฬิการุ่นนี้ก็คือเรื่องราวของการโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ สมชื่อ Skydance ที่สื่อถึงการเริงระบำบนท้องฟ้า 

การออกแบบนาฬิกาที่สื่อถึงท้องฟ้านั้นหน้าปัดคือส่วนสำคัญที่สุด เพราะมันคือท้องฟ้าที่ถูกจำลองมาไว้บนตัวเรือน ซึ่งท้องฟ้าของ Skydance นั้นถูกถ่ายทอดผ่านเปลือกหอยมุกสีขาวเหลือบรุ้ง ประดับหลักชั่วโมงเพชรน้ำงาม 11 เม็ด 

ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เป็นที่ตั้งของแผ่นดิสก์ขนาดเล็กทำจากหินอุกกาบาต Dhofar 457 ซึ่งเป็นเศษเสี้ยวของหินอุกกาบาตจากดวงจันทร์ที่เคยตกลงมาบนพื้นโลก บนแผ่นดิสก์ตกแต่งด้วยลวลวดลายดวงจันทร์เสี้ยวสีทอง ฟากฝั่งตรงข้ามเป็นที่ตั้งของแผ่นดิสก์ดวงอาทิตย์เปล่งรัศมีเจิดจ้าอยู่เหนือดิสก์อเวนจูรีนเปล่งประกายระยิบระยับ ซึ่งดิสก์ดวงอาทิตย์นี้สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยการติดตั้งแผ่นดิสก์สองชั้น ชั้นหนึ่งติดตั้งแบบคงที่ อีกชั้นสามารถหมุนไปตามการขับเคลื่อนของกลไก แผ่นดิสก์ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เชื่อมต่อกันไว้ด้วยวงแหวนเงิน แสดงวงโคจรที่สัมพันธ์กันโดยสมบูรณ์ โดยมีเข็มชั่วโมงและนาทีทรงหยาดน้ำค้างทำจากนิกเกิลสีดำเคลือบสารเรืองแสงเพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจนในที่มืดอยู่เหนือวงแหวน


การเริงระบำของท้องฟ้าจัดแสดงอยู่บนตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 36 มม. ล้อมรอบด้วยขอบตัวเรือนเซรามิกสีขาว ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบประดับเพชร 6 เม็ด และ 60 เม็ด แล้วแต่ว่าจะชอบประกายระยิบระยับในระดับไหน มาพร้อมเม็ดมะยมไทเทเนียมล้อมวงแหวนเซรามิกล้อกันกับตัวเรือน ส่วนขาตัวเรือนก็เลือกตกแต่งด้วยวัสดุเซรามิกสีขาวทรงคาโบชงเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เพิ่มมิติให้กับตัวเรือนได้อย่างนุ่มนวล ตัวเรือนไทเทเนียมขนาดกำลังพอเหมาะกับข้อมือสุภาพสตรีถูกจับคู่กับสายนาฬิกายางผิวซาตินนุ่มละมุนผิว มอบสัมผัสสบายในยามสวมใส่ในชีวิตประจำวัน 

ส่วนกลไกไขลานอัตโนมัติ LM58 นั้นก็ยังได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวการเริงระบำบนท้องฟ้าผ่านโรเตอร์ประดับลวดลายดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ประกอบไปด้วยสี่ส่วนด้วยกัน ส่วนฐานเคลือบโรเดียม ส่วนดวงอาทิตย์สีทองขัดเงา และส่วนแผ่นดิสก์เคลือบ PVD สีดำ ติดตั้งดวงจันทร์สีทองสุกสว่าง 

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เข้ามาเติมเต็มปีแห่งการเฉลิมฉลองของ Louis Moinet ด้วยความโรแมนติกในเชิงดาราศาสตร์ที่ไม่ว่าจะถูกนำมาเล่าอีกสักกี่ครั้งเราก็เคลิ้มกับมนตร์ขลังในเรื่องราวนี้ได้เสมอ

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: LM-132.20.80 และ LM-132.2D.80
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ LM58 พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง 
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาและขัดซาตินพร้อมขอบหน้าปัดเซรามิกสีขาว
  • หน้าปัด: เปลือกในหอยมุกสีขาว ประดับเพชร 11 เม็ด ชิ้นส่วนจากอุกกาบาตดวงจันทร์ Dhofar 457
  • และอเวนจูรีนสีดำ
  • สาย: ยางผิวซาติน ตัวล็อกแบบบานพับวัสดุสตีล
  • จำนวน: จำกัดเวอร์ชันละ 28 เรือน  

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Angelus ส่ง Tinkler 1958 การตีความใหม่ของนาฬิกาควอเตอร์-รีพีทเตอร์อันเป็นมรดกของแบรนด์ร่วมแสดงในงาน Watches and Wonders 2026

Jacob & Co. Bugatti Tourbillon Sapphire Crystal: ความบ้าพลังขั้นสุดในโลกนาฬิกาจักรกลคือการยกเครื่องยนต์ V16 มาไว้บนข้อมือ

Laurent Ferrier เปิดตัว Sport Traveller Slate Grey ในงาน W&W 2026 นำเสนอฟังก์ชัน Dual Time ที่ปรับง่ายผ่านปุ่มกด

Share post:

More like this

Hublot จับมือศิลปินชื่อดัง Jeff Koons เปิดตัวนาฬิกาสองรุ่นใหม่ Balloon Dog และ MP-14

เบื้องหลังการร่วมมือกันครั้งแรกระหว่าง Hublot และ Jeff Koons สองเรือนเวลาที่ผสานงานศิลปะสไตล์ Balloon Dog เข้ากับกลไกตองบิยองระดับสูง

เมื่อ Rolex นำกลไก Complete Calendar มาเซอร์ไพรส์ในนาฬิกาลุคคลาสสิกรุ่น Perpetual Padellone

นาฬิการุ่นที่สองในคอลเลกชัน Perpetual ที่ต่อยอดจากรุ่น 1908 ได้อย่างเหนือชั้น ต้องยอมรับว่า เสน่ห์ของสไตล์วินเทจที่ปรากฎอยู่บน Rolex 1908...

Chopard เปิดตัว Happy Diamonds Heritage ฉลอง 50 ปีเรือนเวลาไอคอนิก

Chopard Happy Diamonds Heritage การกลับมาของเรือนเวลาไอคอนิกปี 1976 ในตัวเรือนทองคำ 18K หน้าปัดนิลดำ และกลไกอินเฮาส์สุดบางเฉียบ

Panerai ฉลองครบรอบ 100 ปีร้านแรกในฟลอเรนซ์ด้วย Luminor Firenze 8 Giorni รุ่นใหม่

พาไปทำความรู้จัก Panerai Luminor Firenze 8 Giorni สองรุ่นพิเศษฉลอง 100 ปีร้านดั้งเดิมบนจัตุรัส Piazza San Giovanni ในตัวเรือน Platinumtech และสเตนเลสสตีล