ผลงานเปิดทศวรรษใหม่ที่เชื่อมโยงความทรงจำวัยเด็กยุค 80s เข้ากับงานขัดแต่งกลไกระดับสูง
หากคุณคิดว่าวงการนาฬิกาหรูในปัจจุบันค่อนข้างจืดชืด และเต็มไปด้วยการปรับสีหน้าปัดแบบเดิมๆ บนตัวเรือนทรงคลาสสิก MB&F (Maximilian Büsser & Friends) คือหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่พร้อมจะทลายความน่าเบื่อนั้น และผลงานล่าสุดอย่าง HM12 The Guardian ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า พวกเขาไม่ได้มองเวลาเป็นแค่ตัวเลข แต่เล่ามันออกมาเป็นเรื่องราวที่ชวนให้ผู้ชายยุค 80s และ 90s ต้องยิ้มออกมา

โปรเจกต์นี้ใช้เวลาพัฒนาตัวกลไกและตัวเรือนนานถึง 4 ปี ซึ่งเดิมทีตั้งใจจะให้เป็นผลงานฉลองครบรอบ 20 ปีของแบรนด์เมื่อปีที่ผ่านมา แต่เมื่อ Max Büsser และทีมงานตัดสินใจปรับปรุงรายละเอียดให้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น นาฬิกาเรือนนี้จึงกลายเป็นผลงานเปิดทศวรรษที่สามของแบรนด์แทน โดยสิ่งที่น่าสนใจคือการร่วมมืออย่างเต็มตัวครั้งแรกระหว่าง Max Büsser และ Max Maertens ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนใหม่ผู้เติบโตมาในยุคที่หุ่นยนต์ทรานส์ฟอร์เมอร์สครองเมือง

ผลงานชิ้นนี้ไม่ได้มาเดี่ยวๆ เพราะมันถูกออกแบบและขายร่วมกันเป็นเซ็ตระหว่าง “HM12” ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือจักรกล และ “The Guardian” หุ่นยนต์ตั้งโต๊ะขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นแท่นวางนาฬิกา โดยแบรนด์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีการแยกขายชิ้นใดชิ้นหนึ่งอย่างเด็ดขาด
เมื่อรายละเอียดหน้าปัดและฝาหลังเล่าเรื่องคนละขั้ว
เมื่อพิจารณาในแง่การออกแบบ ตัวนาฬิกา HM12 ใช้วัสดุไทเทเนียมเกรด 5 ในการสร้างสรรค์ตัวเรือน และถูกคิดมาให้มีภาพลักษณ์ที่ตัดกันอย่างสุดขั้วในเรือนเดียว
- ด้านหน้า
เลย์เอาต์ของหน้าปัดถูกจัดวางให้ดูคล้ายกับใบหน้าของหุ่นยนต์แห่งอนาคต วงหน้าปัดย่อยฝั่ง 9 นาฬิกาทำหน้าที่แสดงชั่วโมงแบบกระโดด (Jumping Hour) ขณะที่ฝั่ง 3 นาฬิกาแสดงนาทีแบบเคลื่อนที่ต่อเนื่อง (Trailing Minutes) ส่วนด้านบนที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาเปรียบเสมือนสมองของหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของกรงจักรกลทูร์บิยองแบบลอยตัว (Flying Tourbillon) ที่หมุนครบรอบในทุก 60 วินาที เพิ่มความดุดันด้วยโรเตอร์ลานด้านหน้ารูปทรงขวานรบ (Battle Axe) ที่ดูเหมือนริมฝีปากจักรกล



- ฟังก์ชันแปลงร่าง (Transformer Mode)
ความสนุกที่ซ่อนอยู่คือระบบหน้ากากกลไก (Face Shield) เมื่อผู้สวมใส่หมุนเม็ดมะยมฝั่งซ้ายตามเข็มนาฬิกา หน้ากากไทเทเนียมจะค่อยๆ เลื่อนมาบดบังหน้าปัดทั้งหมดเพื่อเข้าสู่โหมดป้องกัน และเมื่อหมุนทวนเข็มนาฬิกาหน้ากากก็จะเปิดออก ระบบนี้ใช้ชิ้นส่วนกลไกกว่า 200 ชิ้น ทำงานแยกอิสระจากระบบบอกเวลาโดยสิ้นเชิง ซึ่งแม้จะไม่มีผลต่อความเที่ยงตรง แต่ในแง่ของวิศวกรรมอารมณ์ ถือเป็นรายละเอียดที่ทำให้ผู้รักจักรกลหลงใหลได้ไม่ยาก

- ด้านหลังในสไตล์ดั้งเดิม
เมื่อพลิกดูฝาหลัง ภาพลักษณ์หุ่นยนต์ไซไฟจะหายไปทันที กลายสภาพเป็นงานตกแต่งสไตล์ดั้งเดิม (Traditional Horology) ที่มีความประณีตสูง ตัวสะพานจักรถูกแต่งผิวแบบฟรอสเต็ด (Frosted) และลบมุมด้วยมือ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่โรเตอร์ลานด้านหลังที่ทำจากโรสโกลด์ 22 กะรัต ทรงโดมโค้งมน ซึ่งได้รับการแกะสลักลวดลายกิโยเช่ (Guillochage) บนพื้นผิวส่วนโค้ง โดยได้รับความช่วยเหลือจากช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์อย่าง Kari Voutailainen และทีมงาน Brodbeck Guillochage ซึ่งการทำกิโยเช่บนพื้นผิวที่โค้งมนเช่นนี้ถือเป็นงานที่ท้าทายฝีมือช่างอย่างมาก



แม้ตัวเรือนจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ (49.3 x 43.6 มิลลิเมตร) แต่การออกแบบให้ขาตัวเรือนฝั่ง 12 นาฬิกาสามารถขยับเคลื่อนไหวได้ (Mobile Lugs) ช่วยให้การสวมใส่บนข้อมือที่มีขนาดต่างกันทำได้กระชับและสบายกว่าที่คิด ตัวสายมาพร้อมระบบถอดเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว (Quick Release) เพื่อให้ผู้ใช้นำตัวเรือนไปติดตั้งบนตัวหุ่นยนต์แท่นวางได้อย่างสะดวก
สังเกตองค์ประกอบ ที่เป็นมากกว่าแค่แท่นวาง แต่ออกแบบมาเพื่อปกป้อง
สำหรับตัวหุ่นยนต์ “The Guardian” ที่มีความสูง 38 เซนติเมตร และมีน้ำหนักถึง 15 กิโลกรัมนั้น ได้รับการพัฒนาร่วมกับแบรนด์ผู้สร้างนาฬิกาตั้งโต๊ะชั้นนำอย่าง L’Epée 1839 โดยทีมออกแบบไม่ได้ปล่อยให้หุ่นยนต์ตัวนี้เป็นเพียงโครงเหล็กเปล่าประโยชน์ แต่ใส่ฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริงเข้าไปในมาดของอาวุธประจำตัว

- แขนขวาพร้อมโล่ขยายภาพ: โล่ที่แขนขวาแท้จริงแล้วคือแว่นขยายคุณภาพสูงที่ช่วยให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถส่องมองรายละเอียดการขัดแต่งอันประณีตของกลไกทูร์บิยองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- แขนซ้ายพร้อมปืนรังสี UV: ปืนเรย์กันที่มือซ้ายคือไฟฉาย UV ในตัว ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้ส่องชาร์จพลังงานให้กับสารเรืองแสง Super-LumiNova บนตัวนาฬิกาโดยเฉพาะ
- ห้องเครื่องตรงหน้าอก: บริเวณกลางอกของหุ่นยนต์ติดตั้งมาตรวัดอุณหภูมิแบบกลไก (Mechanical Thermometer) เพื่อรายงานสภาพอากาศในห้อง นอกจากนี้ บริเวณฐานยังมีลิ้นชักขนาดเล็กที่สลักช่องไว้สำหรับจัดเก็บสายนาฬิกายามที่ตัวเรือนถูกย้ายมาติดตั้งเป็นใบหน้าของหุ่นยนต์

มุมมองและความคุ้มค่าในสายตานักสะสม
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของโปรเจกต์นี้ อาจไม่ใช่เรื่องของเทคนิค แต่เป็นเรื่องของกลยุทธ์ทางธุรกิจ Max Büsser ได้เปิดเผยข้อมูลอินไซด์อย่างตรงไปตรงมาว่า ต้นทุนในการผลิตเซ็ต HM12 The Guardian นั้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกอย่างมหาศาล จนทำให้แบรนด์ตัดสินใจหั่นราคาตั้งขายลงมาเกือบครึ่งหนึ่งจากต้นทุนจริง ส่งผลให้การผลิตนาฬิการุ่นนี้เป็นการ “ขายเท่าทุนหรือขาดทุน” สำหรับแบรนด์



เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้คือ แบรนด์เลือกที่จะจำกัดจำนวนการผลิตไว้เพียง 3 รุ่นสี (สีเขียว สีน้ำเงิน และสีม่วง) รุ่นละ 12 เซ็ต รวมทั้งสิ้นเพียง 36 เซ็ตทั่วโลก และประกาศว่านี่จะเป็นเวอร์ชันแรกและเวอร์ชันเดียวเท่านั้น โดยจะไม่มีการผลิตเพิ่มอีก เพื่อรักษาสถานะการเป็นสิ่งสะสมที่ทรงคุณค่าสำหรับอนาคต
การยอมเฉือนกำไรของตนเองเพื่อสร้างผลงานที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ แสดงให้เห็นถึงวิธีคิดของแบรนด์อิสระที่ไม่ได้ถูกตีกรอบด้วยตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้างหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การประดิษฐ์เรือนเวลา และน่าคิดว่าทิศทางในทศวรรษที่สามของ MB&F หลังจากนี้ จะมีผลงานชิ้นไหนที่บ้าคลั่งและท้าทายข้อจำกัดได้มากไปกว่าหุ่นยนต์ผู้พิทักษ์เรือนนี้อีกบ้าง


ทุกท่านมองว่าการผสมผสานระหว่างของเล่นวัยเด็กยุค 80s กับงานไฮเอนด์ฮอโรโลจีในลักษณะนี้ เป็นแนวทางที่น่าสะสมในระยะยาว หรือคิดเห็นอย่างไรกับฟังก์ชันหน้ากากกลไก สามารถมาร่วมแบ่งปันมุมมองความคิดเห็นกันได้ครับ
ข้อมูลทางเทคนิค
- ชื่อรุ่น: MB&F HM12 The Guardian
- ตัวเรือน: วัสดุไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 49.3 มม. x 43.6 มม. หนา 13.8 มม. ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 84 ชิ้น กันน้ำ 30 เมตร
- หน้าปัด: แสดงชั่วโมงแบบกระโดด (Jumping Hours) ที่ 9 นาฬิกา แสดงนาทีแบบต่อเนื่อง (Trailing Minutes) ที่ 3 นาฬิกา ติดตั้ง Flying Tourbillon ที่ 12 นาฬิกา พร้อมระบบหน้ากากกลไกควบคุมด้วยเม็ดมะยมฝั่งซ้าย ตัวเรือนแต่งรายละเอียดด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง (Jumping), นาที (Trailing), จักรกลทูร์บิยองลอยตัว และระบบเปิด-ปิดหน้ากากกลไกแยกอิสระ
- กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นอินเฮ้าส์ พร้อมระบบโรเตอร์ลานแบบคู่ (ด้านหน้าทรงขวานรบ ด้านหลังทำจากโรสโกลด์ 22k แกะลายกิโยเช่ทรงโดม) พลังงานสำรอง 84 ชั่วโมง
- สาย: สายเวลโคร (Velcro) พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายอย่างรวดเร็ว (Quick-release system)
- หุ่นยนต์ตั้งโต๊ะ (The Guardian Robot): พัฒนาร่วมกับ L’Epée 1839 สูง 38.2 ซม. น้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม ติดตั้งมาตรวัดอุณหภูมิแบบกลไก แขนขวาเป็นแว่นขยาย แขนซ้ายเป็นไฟฉาย UV มีลิ้นชักเก็บสายนาฬิกาที่ฐาน ผลิตจำกัดสีละ 12 เซ็ต (เขียว, น้ำเงิน, ม่วง) รวม 36 เซ็ตทั่วโลก
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
เมื่อ Audi แอบซุ่มทำซูเปอร์คาร์ 987 แรงม้า ออกมาขิง Lamborghini
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง

