เมื่อแบรนด์นาฬิกาขอหยิบวรรณกรรมสุดเพี้ยนมาทำนาฬิกา 18 เรือน ผ่านตัวเรือนเหล็ก ลายเปียโน และดอกบัวตอง ชวนสัมผัสเรื่องราวของฟองคลื่นแห่งวันเวลา การเดินเล่นท่ามกลางดอกบัวและเสียงดนตรี
ทุกๆ ผลงานระดับชั้นปรมาจารย์ ล้วนมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่เปราะบางและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่นเดียวกับความเจ็บป่วยที่มันเป็นตัวแทนความงดงามที่แลกมาด้วยบาดแผล และคงอยู่เหนือกาลเวลา…
ในบรรดากล่องอีเมลล์ของนักข่าวสายนาฬิกา มักชินชากับข่าวเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดมักจะมาทรงเดียวกันหมด กลไกใหม่ วัสดุตัวเรือนน้ำหนักเบา หรือไม่ก็โทนสีหน้าปัดประจำฤดูกาลนั่นแหละ แต่ตอนที่เห็นข่าว Czapek Promenade L’Écume des Jours ที่เพิ่งส่งมาถึงกล่องข้อความ เราแอบสะดุดตาตรงชื่อรุ่นทันทีอยู่เหมือนกัน
พอได้ลองศึกษาทำความเข้าใจอยู่ซักพัก คำว่า L’Écume des Jours ไม่ใช่คำภาษาฝรั่งเศสที่ใช้บรรยายความหรูหรา แต่มันคือชื่อนวนิยายเซอร์เรียลลิสต์ปี 1947 ของ Boris Vian (คนที่คนฝรั่งเศสต่างจดจำในฐานะวิศวกร นักเล่นเปียโนแจ๊ส และนักเขียนสุดโฉด) แปลเป็นไทยคงประมาณ “ฟองคลื่นแห่งวันวาน”
เรื่องย่อของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้หวานซึ้งอย่างที่คิด เนื่องจากเส้นเรื่องนั้นเป็นเรื่องราวของของโคลินและโคลอี กับความรักที่พังทลายลงเพราะความเจ็บป่วย และโลกที่บิดเบี้ยวภายใต้น้ำหนักของจินตนาการของตนเอง พระเอกมีเปียโนที่ผสมค็อกเทลตามท่วงทำนองที่เล่น (เปียโนที่สามารถปรุงค็อกเทลให้เข้ากับอารมณ์ของดนตรีที่เล่น) ส่วนนางเอกก็ป่วยเป็นโรคประหลาด มี “ดอกบัว” ค่อยๆ งอกและเติบโตหยั่งรากขึ้นในปอดของโคลอี



คำถามแรกที่เด้งขึ้นมาในหัวทันที ใครมันจะเอาเรื่องดอกบัวกินปอดคนมาทำนาฬิกาสวิสราคาหลักแสน?
แต่พอได้พิจารณาองค์ประกอบหน้าปัดใกล้ๆ ถึงได้เข้าใจว่า อ๋อออ Chloé Desbiolles ดีไซเนอร์ของ Czapek ไม่ได้ตีความตรงไปตรงมาแบบกำปั้นทุบดินแบบนั้นค่ะทุกคน
นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมกับตัวเรือนเหล็กขนาด 38 มิลลิเมตร ซึ่งถ้าเราดูผ่านๆ ก็คงจะเหมือนกับตระกูล Promenade รุ่นทั่วไป แต่ขอบหน้าปัดด้านใน (Flange) นั้นถูกแต่งเป็นลายคีย์เปียโนวงกลม สื่อถึงเครื่อง “Pianocktail” จากในเล่ม และตรงตำแหน่ง 4:30 น. ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น Goutte d’Eau ทางแบรนด์เลิกใช้เข็มวินาทีทรงปกติ แล้วแทนที่ด้วยเข็มรูปดอกบัวที่ตัดด้วยเลเซอร์จากไทเทเนียม หมุนแล่นอยู่เหนือแผ่นหินเจด (Jade) ตามภาพที่เราเห็น


ความเคี่ยวของช่างทำหน้าปัดสวิสนั้นซ่อนอยู่ในจุดนี้เอง ต้องบอกว่าการจะทำหน้าปัดชิ้นนี้ ต้องใช้ความร่วมมือถึงสามสำนักนั่นก็คือ Donzé Cadrans ทำพื้นหน้าปัดลงยา Grand Feu โทนสีน้ำเงิน จากนั้นส่งต่อให้กับเวิร์กชอป MD’Art แล้วใช้เลเซอร์เซาะร่องพื้นผิวลงไป เพื่อวางวงแหวนมุก (Mother-of-pearl) เพ้นท์ลายคีย์เปียโนด้วยมือ แล้วค่อยๆ ฝังหินเจดลงไปใต้ตำแหน่งเข็มวินาทีอีกชั้นหนึ่ง
ถ้าเราลองนึกภาพการตัดกระจก มุก และหินธรรมชาติ ให้ลงล็อกกันพอดีบนพื้นที่หนาไม่ถึงมิลลิเมตร ล้วนต้องอาศัยความชำนาญมากๆ เพราะความผิดพลาดแค่ความหนาของเส้นผมก็ทำรอยร้าวบนแผ่นมุกได้ทันที




เราเชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในวงการนี้มานานจะทราบกันดีว่า งานที่ยากที่สุด ไม่ใช่งานที่ซับซ้อนที่สุด แต่เป็นงานที่นำเอาวัสดุต่างชนิดที่มีการขยายตัวไม่เท่ากันมาวางซ้อนกันบนหน้าปัดเดียวกัน ต่างหากที่ยากและปราบเซียนขั้นสุด และ Czapek รุ่นนี้ ก็สอบผ่านในแง่ของความประณีตเชิงช่างอย่างไม่มีข้อสงสัย

หากเราพลิกมาดูฝาหลัง จะเห็นโรเตอร์จิ๋ว (Micro-rotor) ที่ทำจากแพลทินัม 950 รีไซเคิล ที่ทำงานร่วมกับกลไกอินเฮาส์ Calibre SXH5.1 ผสมผสนานงานขัดแต่งสะพานจักร (Bridges) สีดำแซนด์บลาสต์ฉลุโปร่ง 7 ชิ้น ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกของ François Czapek ในศตวรรษที่ 19 ให้พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง เดินด้วยความถี่ 4Hz เป็นกลไกที่เราคุ้นเคยกันดีในแง่ความเสถียรและการเก็บงาน
Xavier de Roquemaurel ซีอีโอของ Czapek ได้เล่าเบื้องหลังไว้ว่า โครงการนี้เริ่มจากการนั่งมองหน้าปัดมุกเปลือกหอย แล้วชื่อหนังสือของ Boris Vian ก็ลอยเข้ามาในหัว เขาก็เลยลองส่งจดหมายไปหา Cohérie Boris Vian (หน่วยงานดูแลมรดกของนักเขียน) แบบไม่คาดหวัง แต่ผลคือฝั่งนั้นกลับตอบตกลงเกือบจะทันที เพราะเห็นว่าวิญญาณความขบถแบบเซอร์เรียลลิสต์ของหนังสือมันเข้ากับทิศทางของแบรนด์


นอกจากนี้ งานเปิดตัวสื่อมวลชนของตระกูลนี้ ไม่ได้จัดขึ้นภายในโรงแรมหรูตามธรรมเนียม แต่จัดขึ้นที่ Moulin Rouge ในปารีส ซึ่งเป็นที่ตั้งของอพาร์ตเมนต์เดิมที่ Boris Vian เคยอยู่อาศัย
นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำกัดแค่ 18 เรือนทั่วโลก และมาพร้อมกับหนังสือ L’Écume des Jours ฉบับพิเศษใส่มาในกล่อง
สำหรับเราแล้วหากเรามองในมุมของการตลาด นาฬิกาเรือนนี้สอบผ่านเรื่องความเอ็กซ์คลูซีฟแบบไม่ต้องเชียร์เยอะ แต่ในมุมคนชอบนาฬิกา มันก็สะท้อนภาพชัดเจนว่าตลาดคอนเซ็ปต์กูตูร์นั้นกำลังเปลี่ยนไป ยิ่งในยุคที่เอาเรื่องความแม่นยำหรือประวัติศาสตร์การบินมาเล่าซ้ำๆ มันเริ่มตื่นเต้นน้อยลง การหยิบเอาดนตรีแจ๊ส วรรณกรรมฝรั่งเศส และความรักที่จบลงด้วยความสูญเสีย มาแปลงเป็นวัตถุบนข้อมือ คือความกล้าหาญของแบรนด์อิสระที่แบรนด์กระแสหลักไม่กล้าทำ
คำถามสำคัญคือ คนที่ยอมจ่ายเงินซื้อนาฬิกาเรือนนี้ จำเป็นต้องอ่านหนังสือของ Boris Vian จบไหม?
คงไม่จำเป็นขนาดนั้น แต่การรู้ว่าเข็มวินาทีรูปดอกบัวที่หมุนอยู่บนข้อมือ มีที่มาจากกวีนิพนธ์โศกนาฏกรรม ก็ทำให้ผลงานชิ้นนี้มีมิติที่ลึกกว่านาฬิกาหน้าปัดมุกทั่วไปตามท้องตลาดอย่างแน่นอน
ข้อมูลทางเทคนิค
- ตัวเรือน: สแตนเลส (Stainless Steel) ขนาด 38 มม. หนา 10.8 มม. กระจกแซฟไฟร์ทรงโดม กันน้ำ 50 เมตร
- หน้าปัด: ลงยา Grand Feu สีน้ำเงิน (Goutte d’Eau) ซ้อนวงแหวนมุกเพ้นท์ลายคีย์เปียโน ฝังแผ่นหินเจด (Jade) และเข็มวินาทีรูปดอกบัววัสดุไทเทเนียมทำสีมินิเอเจอร์
- ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที วินาทีแยกที่ตำแหน่ง 4:30 น.)
- กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ SXH5.1 พร้อมไมโครโรเตอร์แพลตตินัม 950 รีไซเคิล สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง (4Hz)
- สาย: สายหนัง นูบัค (Nubuck) สีน้ำเงินเข้ม พร้อมตัวเลือกสายถัก มิลานีส (Milanese Mesh) เหล็กกล้าไร้สนิม
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Hublot จับมือศิลปินชื่อดัง Jeff Koons เปิดตัวนาฬิกาสองรุ่นใหม่ Balloon Dog และ MP-14
Chopard เปิดตัว Happy Diamonds Heritage ฉลอง 50 ปีเรือนเวลาไอคอนิก
Arceau Samarcande กับศิลปะการเล่นซ่อนแอบกับกลไกชั้นสูงในแบบฉบับของ Hermès

