ในปีนั้น Chopard Happy Diamonds สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ Golden Rose of Baden-Baden มาครองได้สำเร็จ จากดีไซน์ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อันสดใหม่
ถามใจตัวเองดูเหมือนกันว่า ถ้ามีโอกาสได้ครอบครองสักเรือน การกดสั่งออนไลน์คงไม่ใช่คำตอบ การบินไปรับที่หน้าร้านเดิมบน Piazza San Giovanni คงเป็นพิธีกรรมเดียวที่ทำให้การเดินทางร้อยปีนี้มีความหมายที่สุด
ข้อมูลทางเทคนิค Panerai Luminor Firenze 8 Giorni (PAM01734)
ถัดมาที่เรือนที่สองของลิสต์นี้ นั่นก็คือการชุบชีวิต Daniel Roth โดย La Fabrique du Temps ที่เราเชื่อว่ายังคงเป็นหนึ่งในเคสกรณีศึกษาที่น่าประทับใจที่สุดของวงการเรือนเวลาร่วมสมัย และในรุ่น Extra Plat ตัวเรือนโรสโกลด์คู่หน้าปัดกิ้ลต์สีดำ (Gilt Dial) เรือนนี้อาจจะกลายเป็นจุดสูงสุดของคอลเลกชันก็เป็นไปได้นะ
นี่ก้เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เราชอบ เพราะการชุบชีวิตชื่อของปรมาจารย์ดีไซเนอร์อย่าง Gérald Genta โดย La Fabrique du Temps นั้นมักจะถูกนำเสนอมิติใหม่ของ High Horology อยู่เสมอ และเรือนนี้คือการชูเสน่ห์แห่งระบบจักรกลเสียงกังวานให้อยู่ในตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม Octagonal อันเป็นลายเซ็นระดับไอคอน (นี่เทใจไปแล้วนะ)
มุมมองใหม่แห่งกาลเวลาผ่านคอลเลกชัน Tambour Spin Time
สำหรับใครก็ตามที่เคยตื่นตะลึงกับกองทัพเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดเอดิชันของ Tambour Taiko Spin Time ของ Louis Vuitton เมื่อปีที่แล้ว เตรียมตัวพบกับความตื่นตาตื่นใจที่จะทำให้คุณต้องทึ่งยิ่งกว่าเดิม
ล่าสุดแบรนด์เพิ่งเปิดตัวนาฬิกา Tambour Spin Time รุ่นใหม่อีก 5 เรือนเข้าสู่คอลเลกชันถาวร โดยต่อยอดมาจากรุ่นผลิตจำกัดเมื่อปีที่แล้ว ประกอบด้วย Tambour Spin Time Green ในตัวเรือนไวท์โกลด์, Tambour Spin Time Australia’s Opal ในตัวเรือนโรสโกลด์, Tambour Spin Time Air Blue ในตัวเรือนไวท์โกลด์, Tambour Spin Time Air Antipode Blue ในตัวเรือนไวท์โกลด์ และปิดท้ายด้วย Tambour Spin Time Air Flying Tourbillon ที่มาพร้อมการจับคู่สีหน้าปัดแซลมอนกับตัวเรือนแพลตตินัมสุดงดงาม แม้จะสร้างสรรค์ขึ้นบนพื้นฐานกลไกที่มีอยู่เดิม แต่นาฬิกาชุดใหม่นี้มาพร้อมโทนสีที่สะดุดตา ตัดกับภาพจำของโทนสีแบบโมโนโครมจากรุ่นก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
Tambour Spin Time Green ปี 2026 ตัวเรือนไวท์โกลด์ และ Tambour Spin Time Australia’s Opal ตัวเรือนโรสโกลด์Tambour Spin Time Air คอลเลกชันปี 2026: Antipode Blue ตัวเรือนไวท์โกลด์, Blue ตัวเรือนไวท์โกลด์ และ Flying Tourbillon Salmon ตัวเรือนแพลทินัม
โรงงานผลิต La Fabrique du Temps ของ Navas และ Barbasini ได้ควบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ในปี 2011 และเป็นที่รู้จักในนาม La Fabrique du Temps Louis Vuitton ต่อมาในปี 2019 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 10 ปีนับตั้งแต่รุ่นดั้งเดิม แบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิกา Tambour Spin Time Air อันน่าทึ่ง ซึ่งเป็นการต่อยอดและยกระดับแนวคิดดั้งเดิมของทั้งสองคนให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น Tambour Spin Time Air ได้ตัดทอนองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นบนหน้าปัดออกทั้งหมด พร้อมกับแขวนลูกบาศก์ไว้กลางอากาศด้วยเทคนิคอันชาญฉลาด จนทำให้ลูกบาศก์เหล่านั้นดูราวกับกำลังลอยละลิ่วอยู่รอบหน้าปัด
นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับชุดกลไกชุดใหม่ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดโดย La Fabrique du Temps Louis Vuitton ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งตัวเรือน หน้าปัด และกลไกของ Spin Time ถูกผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนเองอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนับเป็นสัญญาณอันชัดเจนถึงความเชี่ยวชาญด้านการผลิตนาฬิกาภายในองค์กร (in-house) ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ของ Louis Vuitton เนื่องจากก่อนหน้านี้ โมดูล Spin Time เคยถูกใช้งานร่วมกับกลไกสัญชาติสวิสที่จัดหาจากภายนอกมาโดยตลอด
5 รุ่นในฤดูกาลใหม่
สำหรับปี 2026 นี้ แบรนด์ยังคงรักษาแนวทางเดิมไว้ แต่ออกแบบมาให้มีความสดใหม่ผ่านการใช้สีสันและวัสดุรูปแบบใหม่ โดยมีนาฬิกา Tambour Spin Time สองรุ่นที่นำเสนอมุมมองต่อกลไกอันเป็นไอคอนนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
Tambour Spin Time รุ่น Opal สีโรสโกลด์ จากออสเตรเลีย
ในขณะเดียวกัน นาฬิกา Tambour Spin Time Air กลับมาอีกครั้งในโทนสีฟ้าซิกเนเจอร์ของ Tambour จับคู่กับตัวเรือนไวท์โกลด์ ขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber ST13.01 ซึ่งลอยอยู่บริเวณกึ่งกลางหน้าปัด รายล้อมด้วยลูกบาศก์ 12 ลูกที่โคจรรอบตัวเรือน และสลักตัวอักษร 12 ตัวที่ประกอบกันเป็นชื่อแบรนด์ Louis Vuitton
Tambour Spin Time Air สีน้ำเงินในตัวเรือนไวท์โกลด์
แต่นาฬิกาเรือนที่เราเฝ้ารอคอยกันมากที่สุดคงหนีไม่พ้น Spin Time Air Antipode ซึ่งตอนนี้มาในโทนสีฟ้าสดใสจับคู่กับตัวเรือนไวท์โกลด์ โดย Spin Time Air Antipode เปิดตัวครั้งแรกในฐานะรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเมื่อปี 2025 โดยใช้ลูกบาศก์เอกลักษณ์ 12 ลูกเพื่อแสดงเขตเวลาทั้ง 24 เขตทั่วโลก ซึ่งจะจับคู่เขตเวลาที่อยู่ตรงข้ามกันซึ่งห่างกัน 12 ชั่วโมงไว้บนลูกบาศก์ลูกเดียวกัน จึงเป็นที่มาของชื่อ “Antipode” (ซีกโลกตรงข้าม) และบนหน้าปัดนาฬิกาแบบ 12 ชั่วโมง เขตเวลาที่จับคู่กันนี้จะใช้ตัวเลขบอกชั่วโมงตัวเดียวกัน
Tambour Spin Time Air Antipode Blue ตัวเรือนไวท์โกลด์
“ความแตกต่างเดียวคือด้านหนึ่งเป็นเวลากลางวันและอีกด้านเป็นเวลากลางคืน และด้วยเอฟเฟกต์ความตัดกันนี้ ทำให้ Spin Time Air Antipode สามารถแจ้งให้ผู้ใช้ทราบว่าเป็นช่วงเวลากลางวันหรือกลางคืน (AM/PM) สำหรับแต่ละเขตเวลาได้”
ความงดงามของงานในปีนี้คือความหลากหลายของผลงานที่นำมาจัดแสดง ทั้งจากแบรนด์ระดับตำนาน แบรนด์อิสระ ตลอดจนช่างทำนาฬิกาอิสระที่สร้างสรรค์ผลงานภายใต้ชื่อของตนเอง นอกเหนือจากการจัดแสดงเรือนเวลาแล้ว งานนี้ยังเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความรู้ ผ่านกิจกรรม Power Breakfast ที่รวมตัวเหล่าผู้บริหารมาพูดคุยถึงทิศทางของอุตสาหกรรม และการเสวนาด้านวิทยาศาสตร์และมิติของเวลาในเซสชัน Amplitude Op. II โดยมูลนิธิ Dominique Renaud ร่วมกับนักฟิสิกส์รางวัลโนเบล
ขณะเดียวกัน งานยังให้ความสำคัญกับการส่งต่อความรู้สู่คนรุ่นใหม่ผ่านเวิร์กช็อปสร้างสรรค์ กิจกรรมสำหรับครอบครัว และการแข่งขัน CaliberShip Challenge ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ประลองฝีมือในการปรับแต่งกลไกจักรกลร่วมกับนักเรียนจาก Geneva Watchmaking School
การประมูลเพื่อการกุศลและพันธมิตรที่เหนียวแน่น
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่นับเป็นสีสันของงานนี้ก็คือ การประมูลเพื่อการกุศลซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน โดยสถาบันการประมูล Phillips in Association with Bacs & Russo ร่วมกับแบรนด์ชั้นนำ นำนาฬิการุ่นพิเศษ 16 ชิ้นมาร่วมประมูล และสามารถระดมทุนได้สูงถึง 115,500 ฟรังก์สวิส เพื่อมอบให้แก่โรงเรียนสอนทำนาฬิกา Geneva Watchmaking School และกองทุน Pierre Amstutz Fund สำหรับช่วยเหลือช่างทำนาฬิการุ่นใหม่ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
โดยชิ้นงานที่ทำราคาได้สูงที่สุดคือผลงานชิ้นเดียวในโลกจาก Konstantin Chaykin ในราคา 24,000 ฟรังก์สวิส ส่งผลให้ยอดรวมการระดมทุนเพื่อการศึกษานับตั้งแต่ปี 2023 สูงถึง 519,400 ฟรังก์สวิส สะท้อนให้เห็นว่า Geneva Watch Days ได้เติบโตจากการรวมตัวของ 8 แบรนด์ผู้ก่อตั้งในปี 2020 มาเป็นเทศกาลเรือนเวลาที่ยิ่งใหญ่และเปิดกว้างสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
สนามแข่งรถกับนาฬิกาคู่ใจเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาเสมอ และรอบนี้ TAG Heuer ได้หยิบเอานาฬิกาโครโนกราฟตระกูลดังอย่าง Carrera Chronograph Sport กลับมาปรับโฉมครั้งใหญ่อีกครั้ง การเปิดตัวรอบนี้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน ในช่วงการแข่งขัน Formula 1 Spanish Grand Prix ปี 2026 ซึ่งทางแบรนด์เป็นทั้งผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันรายการนี้ และเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของ F1 อีกด้วย ตัวตระกูล Carrera นี้จริงๆ มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 1963 จากการที่ Jack Heuer ได้ออกแบบนาฬิกาจับเวลาให้เหล่านักแข่งมืออาชีพ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรายการแข่งรถสุดท้าทายอย่าง Carrera Panamericana หัวใจสำคัญตั้งแต่ยุคนั้นคือการทำหน้าปัดให้ดูง่าย ชัดเจน อ่านค่าเวลาได้ทันทีแม้ยามกำลังขับรถด้วยความเร็วสูง ซึ่งในรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ก็ยังคงยึดหลักการเดิมเอาไว้ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดและสัดส่วนให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น
ภายในงาน Geneva Watch Days 2026 Hublot ได้เปิดตัวนาฬิกา Big Bang รุ่นใหม่ Big Bang Original Soft Touch ที่เปลี่ยนจากลุคดุดันมาเป็นสายซอฟต์ ด้วยวัสดุยางสูตรพิเศษที่ได้รับการพัฒนาผ่านกระบวนการขึ้นรูปแบบ Overmoulding นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายครั้งใหญ่ของแบรนด์นาฬิกาที่หมั่นพัฒนานวัตกรรมวัสดุในแล็บของตัวเองอยู่เสมอ
วัสดุใหม่ที่นุ่มกว่าเดิม แต่ไม่ลดทอนความแข็งแกร่ง
เป็นที่ทราบกันดีว่า Hublot คือเจ้าแห่งการผสมผสานวัสดุและการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ในการเลือกใช้วัสดุใหม่ๆ ในนาฬิกาสปอร์ตหรู สำหรับ Big Bang Original Soft Touch ในคราวนี้ Hublot เลือกเล่นกับนาฬิกาที่มาในลุคเท่ โฉบเฉี่ยว ดึงดูดสายตาเช่นเคย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือผิวสัมผัสที่ให้ความรู้สึกนุ่มละมุนกว่าผิวสัมผัสเดิมๆ และมอบพื้นผิวที่ดูแตกต่างเป็นมาใช้ในส่วนของตัวเรือน ขอบตัวเรือน หน้าปัด และสาย
ในเมื่อชูเท็กซ์เจอร์รูปแบบใหม่ให้โดดเด่นแล้ว สีสันที่เลือกใช้ใน Big Bang Original Soft Touch ก็เลือกที่จะคงเอกลักษณ์ของนาฬิการุ่นต้นฉบับอย่าง Big Bang Original ไว้ อย่างในเวอร์ชัน All Black ที่เรามักจะเห็นสีคุมโทนดำเท่ขรึมทั่วทั้งตัวเรือนจรดสายอยู่บ่อยครั้งบนโมเดลนี้ คราวนี้สี All Black ที่เท่ตลอดกาลก็ยังคงถูกนำมาใช้ในนาฬิกา Big Bang Original สายซอฟต์รุ่นล่าสุด โดยเลือกคุมโทนดำตั้งแต่ ตัวเรือนไทเทเนียมสีดำสนิท ปุ่มกดเคลือบ DLC สีดำ และโครงสร้างยาง Soft Touch ที่มอบสัมผัสนุ่มนวลที่คอนทราสต์กับสีดำเคร่งขรึม กลายเป็นความขัดแย้งที่แปลกใหม่
ส่วน All Red ที่คุมโทนสีแดงก่ำนั้นได้แรงบันดาลใจจากวัสดุไฮเทคเซรามิกที่ Hublot สร้างสรรค์ขึ้นในปี 2018 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลกที่วัสดุเซรามิกสามารถใส่สีสันเจิดจ้าได้ขนาดนี้ ซึ่งต้องบอกว่า สีแดงของ Big Bang Original Soft Touch All Red นั้นไม่ได้แดงสดจัดแบบรถสปอร์ตสีแดงฉานอย่างที่เราคุ้นเคยกันดีกับสี Red Ceramic ของ Hublot แต่มาในสีแดงในโทนเบอร์กันดีที่ไปกันได้ดีกับผิวสัมผัสกำมะหยี่บนหน้าปัดลายตารางที่สร้างความรู้สึก ‘นุ่ม’ ในทันทีที่เห็น
กลไกอินเฮาส์ที่เชื่อถือได้
หัวใจที่ขับเคลื่อน Big Bang Original Soft Touch ยังคงเป็นกลไกที่ได้รับความไว้วางใจในโมเดลนี้มาแล้วหลายเจเนอเรชัน นั่นก็คือกลไกโครโนกราฟ Unico ซึ่งพัฒนาและผลิตขึ้นภายในโรงงานของ Hublot ทั้งหมด มาพร้อมสิทธิบัตรถึง 5 รายการเข้าไว้ด้วยกัน เอกลักษณ์เฉพาะของกลไก Unico ยังอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็น คอลัมน์วีล คลัตช์แบบคู่ โครงสร้างแบบหลายเลเยอร์ ชุดเฟืองที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพ และโรเตอร์ทังสเตนแบบฉลุโปร่งเป็นรูปทรงตัว H โดยมอบพลังงานสำรองได้ยาวนาน 72 ชั่วโมง
ปี 1939 คือปีแห่งจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์โลก มันคือปีที่มนุษยชาติต้องตกอยู่ในกรงเล็บของสงครามครั้งใหม่อีกครั้ง หลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งไปได้เพียงสองทศวรรษ แต่มันก็เป็นปีเดียวกันกับที่เครื่องบิน Heinkel He 178 ประสบความสำเร็จในการทะยานสู่ฟ้านครด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทเป็นครั้งแรกของโลก เป็นปีที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ฝั่งยุโรปตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นสำคัญเกี่ยวกับนิวเคลียร์ฟิชชัน ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ของพลังงานและอาวุธนิวเคลียร์ และยังเป็นปีที่ระบบปรับอากาศสำหรับยานยนต์ชิ้นแรกถูกนำมาจัดแสดงในงาน Chicago Auto Show
ในฝั่งของป็อปคัลเจอร์ อัศวินรัตติกาลอย่าง Batman ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในหนังสือการ์ตูน Detective Comics ฉบับที่ 27 ในปี 1939 ก่อนที่ภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง The Wizard of Oz และ Gone with the Wind จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในปีเดียวกัน ขณะเดียวกัน ดนตรีสวิง (Swing) ครองแชมป์แนวเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอเมริกา และเพลง “Strange Fruit” ของ Billie Holiday ก็ได้กลายเป็นบทเพลงแห่งการประท้วงการก่อการร้ายทางเชื้อชาติ
ณ เมืองอีสต์เซนต์หลุยส์ รัฐอิลลินอยส์ เมืองซึ่งเป็นจุดตัดทางดนตรีระหว่างแจ๊สแห่งชิคาโกทางตอนเหนือ และบลูส์แห่งเซนต์หลุยส์ข้ามแม่น้ำมิสซิสซิปปี ปี 1939 คือปีที่ผู้เป็นพ่อมอบทรัมเป็ตเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบ 13 ปีให้กับลูกชายในวันที่ 26 พฤษภาคม ของขวัญชิ้นนั้นกลายเป็นของขวัญที่ส่งแรงขับเคลื่อนอย่างไม่รู้จบตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีต่อมา และเด็กชายคนนั้นก็คือ Miles Davis ชายผู้ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นศิลปินดนตรีแจ๊สที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และทรงอิทธิพลมากที่สุดตลอดกาล
และเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีแห่งชาตกาลของ Miles Davis ทาง Breitling จึงได้เผยโฉมนาฬิการุ่นพิเศษ Navitimer B09 Chronograph 41 Tribute to Miles Davis ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนทั่วโลก นอกจากนี้ การเปิดตัวดังกล่าวยังเป็นการเปิดม่านต้อนรับ Breitling Social Club คลับสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิกเท่านั้น ซึ่งมีกำหนดจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2027
ตำนานบทใหม่บนข้อมือของ Miles Davis
Miles Davis ไม่ใช่แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Breitling ในความหมายดั้งเดิม เขาไม่เคยได้รับค่าจ้างให้เลือก สวมใส่ หรือถ่ายภาพคู่กับนาฬิกา Breitling แต่อย่างใด ทว่าเขากลับเลือกที่จะสวมใส่มันด้วยตัวเอง และปรากฏตัวพร้อมนาฬิกา Breitling บนข้อหัตถ์ผ่านภาพถ่ายนับครั้งไม่ถ้วนตลอดช่วงชีวิตของเขา
นาฬิกา Breitling เรือนโปรดของ Davis เป็นตัวเลือกที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย และดูไกลตัวจากแวดวงรอบตัวเขาในตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง Navitimer ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในปี 1952 ในฐานะรุ่นพิเศษตามคำเรียกร้องของสมาคมเจ้าของเครื่องบินและนักบิน (Aircraft Owners and Pilots Association หรือ AOPA) ไม่ได้ถูกสร้างมาเพียงเพื่อบอกเวลาเท่านั้น แต่ยังถูกวางไว้ให้เป็นเครื่องมือคำนวณประจำห้องนักบิน เพื่อช่วยคำนวณอัตราความเร็ว ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และระยะเวลาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งชื่อ Navitimer ก็ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่ามันถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อหน้าที่อะไร Navigation (การนำทาง) และ Timer (การจับเวลา)
องค์ประกอบทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเป็นโชว์การแสดงที่แผ่ออกไปไกลกว่าแค่ตัวบทเพลงและเวที ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Rolling Stone ก่อนหน้าพิธีเสนอชื่อ Davis เข้าสู่ Hall of Fame ในปี 2006 นักเปียโนระดับตำนานชาวอเมริกันอย่าง Herbie Hancock ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกวง Second Great Quintet ของ Davis
ในทศวรรษ 1960s ได้กล่าวยกย่องเขาว่าเป็น “สัญลักษณ์แห่งความคูลอย่างแท้จริง” (The Epitome of Cool) ซึ่งเป็นสมญานามที่ถูกกล่าวขวัญถึงเขาบ่อยครั้ง เพราะแม้ชีวิตส่วนตัวจะมีบาดแผลจากมรสุมปัญหาสารเสพติด อารมณ์ฉุนเฉียวอันเป็นที่ลือชา และข่าวคราวเรื่องราวรักขมขื่น ทว่าเขาก็ยังคงเป็นมนุษย์ที่ “คูล” อย่างเด็ดขาดและไม่อาจปฏิเสธได้
Georges Kern ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ House of Brands กล่าวว่า “เมื่ออยู่บนข้อมือของ Miles Davis นาฬิกา Navitimer ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเดิม”
และในนาฬิการุ่นพิเศษ Navitimer B09 Chronograph 41 Tribute to Miles Davis ผลิตจำนวนจำกัดประจำปีนี้ ก็ยังคงรักษากลิ่นอายและเอกลักษณ์อันเป็นหัวใจสำคัญจาก Ref. 806 Mk5 เรือนโปรดของ Davis เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้มันกลายเป็นเรือนเวลาคลาสสิกขวัญใจคนทั่วโลก พร้อมสอดแทรกการยกระดับตามมาตรฐานเรือนเวลาร่วมสมัยได้อย่างลงตัว
“เป้าหมายของเราไม่ใช่การสร้างนาฬิการุ่นประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่แบบถอดแบบดั้งเดิม แต่เป็นการดึงเอาแก่นแท้ของ Navitimer เรือนที่ Miles Davis ได้สร้างให้กลายเป็นตัวตนของเขา ออกมาโลดแล่นอีกครั้ง ควบคู่ไปกับการส่งมอบสมรรถนะและงานฝีมืออันวิจิตรสมบูรณ์แบบตามความคาดหวังที่มีต่อนวัตกรรมยุคใหม่ของ Breitling”
เรือนเวลาสดุดีแด่ Miles Davis รุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชิ้นงานสะสมสุดพิเศษเท่านั้น แต่ยังเป็นบทโหมโรงสู่การเปิดตัวโครงการที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมซึ่งวางกำหนดการไว้ในปีหน้า นั่นคือ Breitling Social Club โดยสโมสรแห่งแรกมีกำหนดจะเปิดประตูต้อนรับสมาชิก ณ ย่านวิลเลียมสเบิร์ก (Williamsburg) บรู๊คลิน นครนิวยอร์ก ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะสมาชิกเท่านั้น เพื่อสร้างประชาคมในการรวมตัวกันของเหล่านักสะสมและผู้หลงใหลใน Breitling จากทั่วทุกมุมโลก ตลอดจนเหล่าผู้ประกอบการ ศิลปิน และแน่นอนว่ารวมถึงเหล่านักดนตรีด้วย
ข้อมูลจาก Breitling ระบุว่า คลับแห่งนี้จะนำเสนอประสบการณ์ด้านการต้อนรับระดับพรีเมียมและกิจกรรมทางวัฒนธรรมสุดพิเศษตลอดทั้งปี เพื่อถ่ายทอดและเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่ง Breitling อย่างแท้จริง โดยสิทธิ์การเข้าใช้บริการจะจำกัดไว้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น ซึ่งรวมถึงผู้ที่ครอบครองนาฬิกา Navitimer B09 Chronograph 41 Tribute to Miles Davis ทั้ง 500 เรือนทั่วโลก ที่จะได้รับเอกสิทธิ์สมาชิก Breitling Social Club เป็นระยะเวลา 2 ปีเต็มทันที
ผลงานระดับมาสเตอร์พีซในกล่องทรัมเป็ต
นอกจากนี้ ยังมีกล่องชุดเซ็ตพิเศษ Miles Davis Edition Box Set ที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 50 ชุด (พร้อมรันหมายเลขกำกับทุกชุด) ซึ่งผู้ที่ได้ครอบครองจะได้รับเอกสิทธิ์สมาชิก Breitling Social Club ตลอดชีพ โดยในเซ็ต “Lifetime Club Member Set” นี้จะรวบรวมเรือนเวลาสดุดี Ref. 806 Mk5 ไว้ถึงสามเรือนสามวัสดุ ได้แก่ สแตนเลสสตีล, ทองคำ 18K (18K Yellow Gold) และแพลทินัม (Platinum)
ในขณะที่สองเรือนแรกสะท้อนงานดีไซน์หน้าปัดโทนสีขาว-ดำอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม เรือนเรือนแพลทินัมกลับโดดเด่นด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินนาวี (Navy Blue) ตัดกับวงหน้าปัดย่อยสีขาวอย่างสง่างาม โดยนาฬิกาทั้งสามเรือนจะถูกบรรจุมาในหีบห่อสุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกล่องใส่ทรัมเป็ตทรงคลาสสิก บุภายในด้วยผ้าโทนสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเป็นการคารวะต่อ Kind of Blue ผลงานอัลบั้มเพลงแจ๊สที่ประสบความสำเร็จและขายดีที่สุดตลอดกาลของ Miles Davis ได้อย่างละมุนละไม
ภาคต่อลำดับที่สามของการคอลแลปสุดฮิตระหว่าง Oris และ The Muppets ที่ครั้งนี้พกเอาความป่วนและความประหลาดใจมาแบบจัดเต็ม
สานต่อความสำเร็จอันล้นพ้นจากผลงานคอลลาโบเรชันก่อนหน้าอย่าง Kermit และ Miss Piggy ในครั้งนี้ Oris กลับมาร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ The Muppets เป็นครั้งที่สาม และตัวละครที่ได้รับเลือกให้มาวาดลวดลายบนเรือนเวลาครั้งล่าสุดก็คือ เอเลี่ยนสตันท์แมนสุดเพี้ยนและขวัญใจแฟนๆ ทั่วโลกอย่าง Gonzo the Great
ขณะที่อีกกลุ่มก็อาจตั้งข้อสงสัยอย่างมีเหตุผลว่า การตัดฟังก์ชั่นโครโนกราฟออกไปนั้น ได้ถอดถอนหัวใจสำคัญที่เคยนิยามความเป็น Chronomaster ออกไปด้วยหรือไม่ และบางที สิ่งที่น่าหลงใหลที่สุดเกี่ยวกับ Solo Sport ก็คือการที่ความคิดเห็นของทั้งสองฝั่งต่างมีน้ำหนักและมุมมองที่น่ารับฟังด้วยกันทั้งคู่