เผยโฉม Navitimer B09 Chronograph 41 Tribute ลิมิเต็ดเอดิชัน 500 เรือนทั่วโลก ในวาระครบรอบ 100 ปี Miles Davis

Date:

ร่วมสดุดีวาระครบรอบ 100 ปีแห่งชาตกาลของ Miles Davis อัจฉริยะดนตรีแจ๊สผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์

เผยโฉม Navitimer B09 Chronograph 41 Tribute to Miles Davis ถ่ายทอดดีเอ็นเอเรือนเวลาคู่ใจ Ref. 806 Mk5 พร้อมสิทธิ์สมาชิก Breitling Social Club

Breitling ร่วมรำลึกและสดุดีแด่ Miles Davis หนึ่งในอัจฉริยะดนตรีแจ๊สผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการนำเสนอนาฬิการุ่นพิเศษ Navitimer B09 Chronograph 41 ที่หลอมรวมวัฒนธรรมแห่งจังหวะดนตรีเข้ากับวิศวกรรมโครโนกราฟระดับตำนาน

1939: หมุดหมายแห่งประวัติศาสตร์และปฐมบทของราชาแจ๊ส

ปี 1939 คือปีแห่งจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์โลก มันคือปีที่มนุษยชาติต้องตกอยู่ในกรงเล็บของสงครามครั้งใหม่อีกครั้ง หลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งไปได้เพียงสองทศวรรษ แต่มันก็เป็นปีเดียวกันกับที่เครื่องบิน Heinkel He 178 ประสบความสำเร็จในการทะยานสู่ฟ้านครด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทเป็นครั้งแรกของโลก เป็นปีที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ฝั่งยุโรปตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นสำคัญเกี่ยวกับนิวเคลียร์ฟิชชัน ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ของพลังงานและอาวุธนิวเคลียร์ และยังเป็นปีที่ระบบปรับอากาศสำหรับยานยนต์ชิ้นแรกถูกนำมาจัดแสดงในงาน Chicago Auto Show

ในฝั่งของป็อปคัลเจอร์ อัศวินรัตติกาลอย่าง Batman ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในหนังสือการ์ตูน Detective Comics ฉบับที่ 27 ในปี 1939 ก่อนที่ภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง The Wizard of Oz และ Gone with the Wind จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในปีเดียวกัน ขณะเดียวกัน ดนตรีสวิง (Swing) ครองแชมป์แนวเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอเมริกา และเพลง “Strange Fruit” ของ Billie Holiday ก็ได้กลายเป็นบทเพลงแห่งการประท้วงการก่อการร้ายทางเชื้อชาติ

ณ เมืองอีสต์เซนต์หลุยส์ รัฐอิลลินอยส์ เมืองซึ่งเป็นจุดตัดทางดนตรีระหว่างแจ๊สแห่งชิคาโกทางตอนเหนือ และบลูส์แห่งเซนต์หลุยส์ข้ามแม่น้ำมิสซิสซิปปี ปี 1939 คือปีที่ผู้เป็นพ่อมอบทรัมเป็ตเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบ 13 ปีให้กับลูกชายในวันที่ 26 พฤษภาคม ของขวัญชิ้นนั้นกลายเป็นของขวัญที่ส่งแรงขับเคลื่อนอย่างไม่รู้จบตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีต่อมา และเด็กชายคนนั้นก็คือ Miles Davis ชายผู้ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นศิลปินดนตรีแจ๊สที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และทรงอิทธิพลมากที่สุดตลอดกาล

และเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีแห่งชาตกาลของ Miles Davis ทาง Breitling จึงได้เผยโฉมนาฬิการุ่นพิเศษ Navitimer B09 Chronograph 41 Tribute to Miles Davis ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนทั่วโลก นอกจากนี้ การเปิดตัวดังกล่าวยังเป็นการเปิดม่านต้อนรับ Breitling Social Club คลับสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิกเท่านั้น ซึ่งมีกำหนดจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2027

ตำนานบทใหม่บนข้อมือของ Miles Davis

Miles Davis ไม่ใช่แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Breitling ในความหมายดั้งเดิม เขาไม่เคยได้รับค่าจ้างให้เลือก สวมใส่ หรือถ่ายภาพคู่กับนาฬิกา Breitling แต่อย่างใด ทว่าเขากลับเลือกที่จะสวมใส่มันด้วยตัวเอง และปรากฏตัวพร้อมนาฬิกา Breitling บนข้อหัตถ์ผ่านภาพถ่ายนับครั้งไม่ถ้วนตลอดช่วงชีวิตของเขา

นาฬิกา Breitling เรือนโปรดของ Davis เป็นตัวเลือกที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย และดูไกลตัวจากแวดวงรอบตัวเขาในตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง Navitimer ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในปี 1952 ในฐานะรุ่นพิเศษตามคำเรียกร้องของสมาคมเจ้าของเครื่องบินและนักบิน (Aircraft Owners and Pilots Association หรือ AOPA) ไม่ได้ถูกสร้างมาเพียงเพื่อบอกเวลาเท่านั้น แต่ยังถูกวางไว้ให้เป็นเครื่องมือคำนวณประจำห้องนักบิน เพื่อช่วยคำนวณอัตราความเร็ว ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และระยะเวลาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งชื่อ Navitimer ก็ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่ามันถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อหน้าที่อะไร Navigation (การนำทาง) และ Timer (การจับเวลา) 

จากห้องนักบินสู่สัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรม

Breitling ได้วางจำหน่ายนาฬิกา Navitimer รหัสอ้างอิงอย่างเป็นทางการรุ่นแรกสู่สาธารณชนในช่วงปลายปี 1955 โดย Ref. 806 มาพร้อมระบบจับเวลาโครโนกราฟแบบสามวงหน้าปัดย่อย ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขสลักระดับตำนาน Caliber Venus 178 โดดเด่นด้วยสเกลคำนวณ Slide Rule หลักบอกเวลาเรืองแสง และเข็มรูปทรงเข็มฉีดยา (Syringe Hands) วางตัดกับหน้าปัดสีดำสนิทและวงหน้าปัดย่อยโทนสีเดียวกัน ตีกรอบด้วยขอบตัวเรือนหมุนได้แบบรอยหยักละเอียด 125 หยัก

และด้วยดีไซน์ขอบตัวเรือนดังกล่าว ทำให้ Navitimer ดูมีขนาดใหญ่กว่ามิติHop 40 มิลลิเมตรจริงเมื่ออยู่บนข้อมือ ซึ่งในยุคสมัยที่นาฬิกาส่วนใหญ่มีขนาดไม่เกิน 36 มิลลิเมตร รูปลักษณ์ที่โดดเด่นและเด่นชัดของมันจึงสะดุดตาเป็นพิเศษ

และในช่วงเวลาที่ Davis ถูกจับภาพได้ขณะสวมใส่ Ref. 806 Mk5 ของเขาในทศวรรษ 1960s นั้น Breitling Navitimer ก็ได้สร้างฐานแฟนคลับที่ขยายขอบเขตไปไกลกว่าแวดวงการบินเป็นที่เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นเหล่านักบิน นักแข่งรถระดับดาวดัง และซูเปอร์สตาร์แห่งฮอลลีวูดอย่าง Graham Hill, Jim Clark, Alain Delon และ Tony Curtis ต่างก็เลือกสวมใส่ Navitimer ด้วยกันทั้งสิ้น

ทว่าเมื่อมันมาอยู่บนข้อมือของ Davis นาฬิกาเรือนนี้กลับเปิดประตูสู่มิติแห่งความ “คูล” บทใหม่โดยสมบูรณ์

เมื่อ Navitimer สะท้อนความ ‘คูล’ แบบฉบับ Miles Davis

Davis คือกิ้งก่าเปลี่ยนสีผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง เขาเพียรพยายามที่จะสร้างสรรค์แนวดนตรี และปรับโฉมภาพลักษณ์ของตัวเองใหม่อยู่ตลอดเวลา แม้สำเนียงเสียงดนตรีของเขาจะทรงเอกลักษณ์อย่างไม่มีใครเลียนแบบได้ แต่แนวดนตรีของเขากลับก้าวข้ามการจัดประเภทอย่างง่ายดาย ครอบคลุมตั้งแต่ Bebop (Walkin’) ไปจนถึง Modal Jazz (Kind of Blue), Jazz Fusion (Bitches Brew) และแนวเพลงย่อยอื่นๆ อีกมากมายที่เขาริเริ่มขึ้นตลอดอาชีพการทำงานกว่าห้าทศวรรษ

แต่สิ่งที่ทำให้ Davis กลายเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตจริง คือเรื่องของแฟชั่น ยานยนต์ทรงสปอร์ต (เจกัวร์, แรมโบกินี และแน่นอนว่ารวมถึงเฟอร์รารีอีกหลายต่อหลายคัน) และที่สำคัญที่สุดคือ “ทัศนคติ” อันหยิ่งผยอง ผ่อนคลาย ท้าทาย และไร้การประนีประนอมอันเป็นเอกลักษณ์

องค์ประกอบทั้งหมดนี้หลอมรวมกันเป็นโชว์การแสดงที่แผ่ออกไปไกลกว่าแค่ตัวบทเพลงและเวที ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Rolling Stone ก่อนหน้าพิธีเสนอชื่อ Davis เข้าสู่ Hall of Fame ในปี 2006 นักเปียโนระดับตำนานชาวอเมริกันอย่าง Herbie Hancock ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกวง Second Great Quintet ของ Davis

ในทศวรรษ 1960s ได้กล่าวยกย่องเขาว่าเป็น “สัญลักษณ์แห่งความคูลอย่างแท้จริง” (The Epitome of Cool) ซึ่งเป็นสมญานามที่ถูกกล่าวขวัญถึงเขาบ่อยครั้ง เพราะแม้ชีวิตส่วนตัวจะมีบาดแผลจากมรสุมปัญหาสารเสพติด อารมณ์ฉุนเฉียวอันเป็นที่ลือชา และข่าวคราวเรื่องราวรักขมขื่น ทว่าเขาก็ยังคงเป็นมนุษย์ที่ “คูล” อย่างเด็ดขาดและไม่อาจปฏิเสธได้

นอกจากนี้ ขอบตัวเรือนทรงเม็ดลูกปัด (Beaded Bezel) แบบเดิมยังถูกเปลี่ยนเป็นขอบรอยหยักสไตล์ Milled Serrated เพื่อมอบลุคที่คมคายยิ่งขึ้น แม้รุ่นย่อยหลังจากนั้นจะมีการปรับรายละเอียดเล็กน้อย เช่น วงหน้าปัดย่อยแบบ “Big Eye” หรือตัวเลข “10” ในกรอบสีแดง แต่ Ref. 806 Mk5 ก็ได้สร้างแม่แบบแห่งความคลาสสิกไว้ให้แก่คนรุ่นหลังเป็นที่เรียบร้อย โดย Davis มักจับคู่ Navitimer ของเขากับชุดสูทตัดเย็บสไตล์อิตาเลียนสุดเนี๊ยบ และในยุคต่อมาก็ปรับเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตพลิ้วไหวสไตล์อินเดียคู่กับกางเกงหนัง พร้อมแมตช์ Ref. 806 Mk5 เข้ากับสายหนังทรง Bund Strap สุดเท่

ยกระดับความคลาสสิกสู่เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชัน

Georges Kern ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ House of Brands กล่าวว่า “เมื่ออยู่บนข้อมือของ Miles Davis นาฬิกา Navitimer ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเดิม”

และในนาฬิการุ่นพิเศษ Navitimer B09 Chronograph 41 Tribute to Miles Davis ผลิตจำนวนจำกัดประจำปีนี้ ก็ยังคงรักษากลิ่นอายและเอกลักษณ์อันเป็นหัวใจสำคัญจาก Ref. 806 Mk5 เรือนโปรดของ Davis เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้มันกลายเป็นเรือนเวลาคลาสสิกขวัญใจคนทั่วโลก พร้อมสอดแทรกการยกระดับตามมาตรฐานเรือนเวลาร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

“เป้าหมายของเราไม่ใช่การสร้างนาฬิการุ่นประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่แบบถอดแบบดั้งเดิม แต่เป็นการดึงเอาแก่นแท้ของ Navitimer เรือนที่ Miles Davis ได้สร้างให้กลายเป็นตัวตนของเขา ออกมาโลดแล่นอีกครั้ง ควบคู่ไปกับการส่งมอบสมรรถนะและงานฝีมืออันวิจิตรสมบูรณ์แบบตามความคาดหวังที่มีต่อนวัตกรรมยุคใหม่ของ Breitling”

Jean-Marc Pontroué ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Breitling กล่าวเสริม
ยกระดับความคลาสสิกสู่เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชัน

ยกระดับความคลาสสิกสู่เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชัน

ดังนั้น นาฬิกาเรือนสดุดีฉบับลิมิเต็ดรุ่นนี้จึงยังคงขนาดตัวเรือน 41 มิลลิเมตรเอาไว้เช่นเดิม ร่วมกับหน้าปัดสไตล์ Reverse-panda คุมโทนสีขาว-ดำ พร้อมการตกแต่งสารเรืองแสง Super-LumiNova สีครีมสไตล์วินเทจบนหลักบอกเวลาและเข็มนาฬิกา รวมถึงการประดับโลโก้ “Twin Jet” ย้อนยุคอันทรงคุณค่า ทว่าในขณะที่ Ref. 806 Mk5 เรือนเดิมของ Davis เป็นเรือนชุบทองคำ ทว่าผลงานรุ่นพิเศษประจำปี 2026 นี้กลับรังสรรค์ขึ้นในตัวเรือนสแตนเลสสตีล โดยมีให้เลือกจับคู่ทั้งสายหนังวัวสีน้ำตาลสไตล์คลาสสิก หรือสายสแตนเลสสตีล Air Racer ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุค 1960s พร้อมดีไซน์ฉลุรูระบายอากาศอันเป็นเอกลักษณ์

ก่อนปี 1969 นาฬิกาจับเวลาโครโนกราฟทุกรุ่น ซึ่งรวมถึง Ref. 806 ล้วนทำงานด้วยระบบกลไกไขสลักด้วยมือ (Manual Winding) ทั้งสิ้น (จนกระทั่ง Breitling เผยโฉม Navitimer ออโตเมติกรุ่นแรกที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 11 ระดับตำนานในปีนั้น แบรนด์จึงได้ขยายขนาดตัวเรือนขึ้นเป็น 48 มิลลิเมตร พร้อมมอบรหัสอ้างอิงใหม่ในชื่อ Ref. 1806) ดังนั้น การตัดสินใจเลือกระบบกลไกอินเฮาส์ไขสลัก Manufacture Caliber B09 มาบรรจุไว้ในนาฬิการุ่นใหม่นี้ จึงเป็นการคารวะต่อประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งและถูกที่ถูกเวลา ซึ่งเหล่านักสะสม Breitling ต่างตระหนักและซาบซึ้งในรายละเอียดนี้เป็นอย่างดี และมั่นใจได้เลยว่ากลไกอินเฮาส์ชุดนี้ไม่ใช่กลไกธรรมดา เพราะกลไกความถี่ 4 เฮิรตซ์นี้ได้รับการรับรองมาตรฐานความแม่นยำระดับ COSC พร้อมมอบพลังงานสำรองยาวนานถึง 70 ชั่วโมง

ยกระดับความคลาสสิกสู่เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชัน

นวัตกรรมนำหน้าเสมอ (Miles Ahead)

เรือนเวลาสดุดีแด่ Miles Davis รุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชิ้นงานสะสมสุดพิเศษเท่านั้น แต่ยังเป็นบทโหมโรงสู่การเปิดตัวโครงการที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมซึ่งวางกำหนดการไว้ในปีหน้า นั่นคือ Breitling Social Club โดยสโมสรแห่งแรกมีกำหนดจะเปิดประตูต้อนรับสมาชิก ณ ย่านวิลเลียมสเบิร์ก (Williamsburg) บรู๊คลิน นครนิวยอร์ก ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะสมาชิกเท่านั้น เพื่อสร้างประชาคมในการรวมตัวกันของเหล่านักสะสมและผู้หลงใหลใน Breitling จากทั่วทุกมุมโลก ตลอดจนเหล่าผู้ประกอบการ ศิลปิน และแน่นอนว่ารวมถึงเหล่านักดนตรีด้วย

ข้อมูลจาก Breitling ระบุว่า คลับแห่งนี้จะนำเสนอประสบการณ์ด้านการต้อนรับระดับพรีเมียมและกิจกรรมทางวัฒนธรรมสุดพิเศษตลอดทั้งปี เพื่อถ่ายทอดและเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่ง Breitling อย่างแท้จริง โดยสิทธิ์การเข้าใช้บริการจะจำกัดไว้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น ซึ่งรวมถึงผู้ที่ครอบครองนาฬิกา Navitimer B09 Chronograph 41 Tribute to Miles Davis ทั้ง 500 เรือนทั่วโลก ที่จะได้รับเอกสิทธิ์สมาชิก Breitling Social Club เป็นระยะเวลา 2 ปีเต็มทันที

ยกระดับความคลาสสิกสู่เรือนเวลาลิมิเต็ดเอดิชัน

ผลงานระดับมาสเตอร์พีซในกล่องทรัมเป็ต

นอกจากนี้ ยังมีกล่องชุดเซ็ตพิเศษ Miles Davis Edition Box Set ที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 50 ชุด (พร้อมรันหมายเลขกำกับทุกชุด) ซึ่งผู้ที่ได้ครอบครองจะได้รับเอกสิทธิ์สมาชิก Breitling Social Club ตลอดชีพ โดยในเซ็ต “Lifetime Club Member Set” นี้จะรวบรวมเรือนเวลาสดุดี Ref. 806 Mk5 ไว้ถึงสามเรือนสามวัสดุ ได้แก่ สแตนเลสสตีล, ทองคำ 18K (18K Yellow Gold) และแพลทินัม (Platinum)

ในขณะที่สองเรือนแรกสะท้อนงานดีไซน์หน้าปัดโทนสีขาว-ดำอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม เรือนเรือนแพลทินัมกลับโดดเด่นด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินนาวี (Navy Blue) ตัดกับวงหน้าปัดย่อยสีขาวอย่างสง่างาม โดยนาฬิกาทั้งสามเรือนจะถูกบรรจุมาในหีบห่อสุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกล่องใส่ทรัมเป็ตทรงคลาสสิก บุภายในด้วยผ้าโทนสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเป็นการคารวะต่อ Kind of Blue ผลงานอัลบั้มเพลงแจ๊สที่ประสบความสำเร็จและขายดีที่สุดตลอดกาลของ Miles Davis ได้อย่างละมุนละไม

ข้อมูลทางเทคนิค
  • รหัสอ้างอิง: AB09501A1B1X1 (สายหนัง) / AB09501A1B1A1 (สายสตีล)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 41 มม. กันน้ำได้ลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำปัดลายซันเรย์ (Black Sunray-brushed) ตัดกับวงหน้าปัดย่อยสีขาว (Reverse-Panda) ประดับหลักบอกเวลาแบบประยุกต์ แต้มด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova สีครีมสไตล์วินเทจ และประดับโลโก้ Twin Jet
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาทีขนาดเล็ก (Small Seconds) และระบบจับเวลาโครโนกราฟ
  • กลไก: กลไกไขสลักอินเฮาส์ Breitling Manufacture Caliber B09 ได้รับการรับรองมาตรฐาน COSC ความถี่ 4Hz สำรองพลังงานนาน 70 ชั่วโมง
  • สายนาฬิกา: สายสแตนเลสสตีล Air Racer หรือสายหนังสีน้ำตาลพร้อมตัวล็อคแบบบานพับ
  • การวางจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัด 500 เรือนทั่วโลก (และรุ่นพิเศษ Lifetime Club Member Set ผลิตจำกัดเพียง 50 เซ็ต)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont Terra Nova Jumping Hour รุ่นใหม่ ก้าวล้ำเหนือชั้นกว่าเคย
De Bethune ยกระดับเรือนเวลา Jump Hour ขึ้นไปอีกขั้นด้วย DB25 Digitale
Bvlgari จับมือ Vianney Halter เผยโฉมเรือนเวลารูปทรงเรโทร-ฟิวเจอริสติกอันงดงามตระการตา บนฐานตัวเรือน Octo Finissimo ขนาด 40 มิลลิเมตร 

Share post:

More like this

Protected: Arceau Samarcande กับศิลปะการเล่นซ่อนแอบกับกลไกชั้นสูงในแบบฉบับของ Hermès

หน้าปัด Openwork ฉลุช่องรูปหัวม้าแอบซ่อนกลไกมินิตรีพีทเตอร์อันล้ำเลิศ ถ้าพูดถึงงานเรือนเวลาเผยกลไกในรูปแบบสเกเลตันและโอเพนเวิร์ก เมซง Hermès Horloger ถือเป็นหนึ่งในเมซงที่สามารถผลิตผลงานเรือนเวลาในรูปแบบดังกล่าวได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบที่มองแวบแรกก็สามารถระบุได้เลยว่านี่คือผลงานของ Hermès แน่นอน...

Louis Moinet ส่ง 4 รุ่นใหม่ เป็นตัวแทนต่อยอดมรดกของแบรนด์ในบริบทร่วมสมัย ภายในงาน Watches and Wonders 2026 

1816 สองรุ่นเพื่อสดุดีนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรก Time to Race รุ่นใหม่ และ Skydance นาฬิกาสุภาพสตรีที่หลายคนรอคอย  ปี...

Arnold & Son เผยโฉมทูร์บิญองรุ่นบางเฉียบ Ultrathin Tourbillon Onyx Edition อีกหนึ่งรุ่นในงาน Watches and Wonders 2026  

ทรงพลังด้วยหน้าปัดหินออนิกซ์เนื้อแมตต์ มาในสองวัสดุเรดโกลด์ 5N และแพลตินัม หลังจากเผยโฉม HM Pietersite นาฬิกาหน้าปัดหินแร่หายากมาเป็นทีเซอร์ก่อนเริ่มต้นเข้าสู่งาน Watches...

Piaget Watches and Wonders 2026: มนต์เสน่ห์หินสีและลาย Gadroon แห่งยุค 60s

Piaget ฉลองความหรูหราในงาน W&W 2026 ด้วยการนำหินสีธรรมชาติและลายสลัก Gadroon กลับมาเล่าใหม่ พบกับ Polo 79 หน้าปัด Sodalite และที่สุดของวิศวกรรม Altiplano Ultimate Concept Tourbillon ที่บางเพียง 2 มม.