Home Blog Page 4

De Bethune ยกระดับเรือนเวลา Jump Hour ขึ้นไปอีกขั้นด้วย DB25 Digitale

De Bethune ยกระดับเรือนเวลาชั่วโมงกระโดด DB25 Digitale ในตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 หน้าปัด Random Guilloché สีน้ำเงินลุ่มลึก และดวงจันทร์ทรงกลม

ฟังก์ชั่นชั่วโมงกระโดด (Jump Hours) ถือเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ De Bethune มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น โดยกลไกความซับซ้อนนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี 2006 ผ่านการเผยโฉมรุ่น DBD ก่อนจะตามมาด้วย DB28 Digitale ในปี 2014 ซึ่งได้เพิ่มอีกหนึ่งนวัตกรรมอันเป็นลายเซ็นของแบรนด์อย่าง “ระบบแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมแบบทรงกลม” (Spherical Moon Phase) เข้ามาผสานด้วย

ทว่า DB28 Digitale ในยุคนั้น อาจยังตอบสนองได้ไม่เต็มศักยภาพสูงสุดตามที่กลไกอันชาญฉลาดของมันได้สัญญาไว้ จนกระทั่งเวลาผ่านไปราว 12 ปี De Bethune ได้หวนคืนสู่อุดมการณ์เดิมอีกครั้งด้วย DB25 Digitale รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งนำเอาแนวคิดดั้งเดิมมาพัฒนาและก้าวล้ำไปไกลยิ่งกว่าเดิม

ด้วยขนาดตัวเรือน 42 มิลลิเมตร ทำให้เรือนเวลานี้สวมใส่สบายและลงตัวบนข้อมือยิ่งกว่าที่เคย แต่ไฮไลต์ที่แท้จริงกลับอยู่ที่แผ่นหน้าปัด ซึ่งได้รับการแกะสลักลวดลายกิโยเชแบบสุ่ม (Random Guilloché) ในเฉดสีน้ำเงินเข้มอันลุ่มลึก ซึ่งลวดลายนี้ตระการตาแผ่ขยายครอบคลุมทั่วทั้งหน้าปัด และต่อเนื่องยาวไปจนถึงชิ้นส่วนของชุดกลไกเลยทีเดียว

หนึ่งในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของ Jump Hour ของ De Bethune

ระบบชั่วโมงกระโดดและดวงจันทร์ทรงกลมแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม

หลังจากผ่านพ้นไปหลายปี แม้จะยังคงเค้าโครงดีไซน์ตัวเรือนดั้งเดิมไว้ แต่ De Bethune ก็ยังคงสร้างความประหลาดใจให้กับเราได้เสมอผ่านรายละเอียดการปรับเปลี่ยนเล็กๆ บนแผ่นหน้าปัด ซึ่งหากพูดกันตามตรงแล้ว รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้นี่เองที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

หากลองย้อนนึกถึง DB28 Digitale เรือนเวลารุ่นนั้นค่อนข้างจะมีรูปลักษณ์ที่เรียบขรึมและสุขุม (Austere) โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของหน้าปัดถูกปกคลุมด้วยลวดลายกิโยเชสีขาว ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่แย่แต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริง มันคือการหวนย้อนสะท้อนถึงดีไซน์ของรุ่นต้นตำรับอย่าง DBD ที่มีหน้าปัดเรียบขรึมและถอดประดิดประดอยออกจนเหลือเพียงความเรียบง่ายที่ยิ่งกว่า

ทว่ารูปลักษณ์อันทรงเสน่ห์แบบคลาสสิกของ DB28 Digitale ก็ไม่ได้ตอบโจทย์นักสะสมทุกคน เพราะสำหรับหลายๆ คนแล้ว ลายเซ็นที่เป็นเอกลักษณ์สูงสุดของ De Bethune ก็คือ ไทเทเนียมผ่านการอบความร้อนจนเกิดเฉดสีน้ำเงิน (Heat-blued Titanium) และนั่นคือสิ่งที่ DB25 Digitale นำกลับมาอวดโฉมอีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ยังรังสรรค์ออกมาได้อย่างไร้ที่ติ

ลวดลายสีน้ำเงินที่งดงาม

ใจกลางของแผ่นหน้าปัดโดดเด่นด้วยจานไทเทเนียมขัดเงารูปทรงแบนเรียบ ประดับประดาด้วยหมุดทองคำขนาดจิ๋วเพื่อถ่ายทอดห้วงอวกาศอันพราวพรายด้วยหมู่ดาว รังสรรค์เป็นกรอบอันแสนโรแมนติกที่โอบอุ้มระบบแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมแบบทรงกลม (Spherical Moon Phase) เอาไว้ โดยมีช่องมองตัวเลขชั่วโมงกระโดด (Jumping-hour Aperture) ขนาดใหญ่วางตำแหน่งอยู่เหนือขึ้นไปโดยตรง

ลวดลายท้องฟ้าประดับดาวอันงดงามนี้ ปรากฏขึ้นอีกครั้งบริเวณขอบนอกรอบหน้าปัด โดยระหว่างองค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้ คือพื้นที่ของลวดลายกิโยเชแบบสุ่ม (Random Guilloché) ที่มีลายคลื่นพลิ้วไหวอย่างเป็นอิสระ แผ่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของหน้าปัดและกลายเป็นศูนย์กลางทางทัศนวิสัยของเรือนเวลาอย่างแท้จริง

ขณะที่วงแหวนขนาดบางของลวดลายกิโยเชสีขาว ซึ่งครั้งนี้มาในรูปแบบลายหมุดปิรามิด (Hobnail Pattern) ได้ทำหน้าที่เป็นกรอบโอบล้อมดิสก์แสดงนาทีแบบหมุนวน (Rolling Minutes) พร้อมช่วยแบ่งสัดส่วนของผืนแผ่นไทเทเนียมสีน้ำเงินอันกว้างใหญ่ สร้างคอนทราสต์บนหน้าปัดได้อย่างพอเหมาะพอดี โดยไม่ลดทอนความลุ่มลึกและมิติอันวิจิตรซับซ้อนของดีไซน์ลงแม้แต่น้อย

ภาพตัวอย่างการผลิตนาฬิกา

สำรองพลังงานยาวนาน 5 วันจากการขึ้นลานเต็มเพียงครั้งเดียว

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก อินเฮาส์ Caliber DB2144 ของ De Bethune เอง ซึ่งเดินทางมาถึงเจเนอเรชันที่ 3 แล้ว โครงสร้างตลับลานคู่ (Twin-barrel) อันคุ้นเคยยังคงส่งมอบพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 5 วัน (120 ชั่วโมง) จากการขึ้นลานเต็มหนึ่งครั้ง พร้อมรักษาชิ้นส่วนสะพานจักรทรงเดลตอยด์ (Deltoid Bridge) ผลิตจากไทเทเนียมขัดเงาอันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ ทว่าความพิเศษเป็นครั้งแรกคือ สะพานจักรนี้ได้รับการแกะสลักลวดลายกิโยเชแบบสุ่ม (Random Guilloché) เช่นเดียวกับบนแผ่นหน้าปัด เชื่อมโยงสุนทรียภาพของทั้งสองฝั่งเรือนเวลาให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในชุดกลไกยังอัดแน่นด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงอันเป็นสัญลักษณ์สร้างชื่อของ De Bethune ไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นจักรกรอก (Balance Wheel) วัสดุไทเทเนียมผสมทองคำอันเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ พร้อมด้วยระบบกันสะเทือน Triple Pare-chute อันเป็นเอกลักษณ์ ตลอดจนนวัตกรรมทางวิศวกรรมเรือนเวลาชั้นสูงอื่นๆ อีกมากมาย 

ลวดลายกิโยเช่แบบสุ่มช่วยเสริมให้สะพานเดลทอยด์ขัดเงาดูสวยงามยิ่งกว่าที่เคย
ข้อมูลทางเทคนิค
  • Reference: DB25VD
  • ตัวเรือน: เกรด 5 ไทเทเนียม ขนาด 42 มม. หนา 11.9 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ไทเทเนียมผ่านกรรมวิธีอบความร้อนสีน้ำเงิน (Blued Titanium) แกะสลักลวดลายกิโยเชแบบสุ่ม (Random Guilloché) ผสานลายหมุดปิรามิด (Hobnail Pattern) และหมุดทองคำประดับลายท้องฟ้าประดับดาว
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงกระโดด (Jumping Hours), นาทีแบบหมุนวน (Rolling Minutes) และระบบแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมแบบทรงกลม (Spherical Moon Phase)
  • กลไก: กลไกไขลาน อินเฮาส์ Caliber DB2144V3 (เจเนอเรชันที่ 3) ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชม. (4Hz) สำรองพลังงานยาวนาน 5 วัน (120 ชั่วโมง) พร้อมตลับลานคู่, สะพานจักรทรงเดลตอยด์แกะสลักลายกิโยเช, จักรกรอกไทเทเนียมผสมทองคำ และระบบกันสะเทือน Triple Pare-chute
  • สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้ (Alligator Leather)
  • การวางจำหน่าย: วางจำหน่าย ณ บูติค De Bethune และตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bell & Ross เปิดตัว BR-X5 Meteorite รุ่นใหม่ล่าสุด รังสรรค์จากอุกกาบาตจริง
Longines เปิดตัวไลน์โปรดัคส์ย่อย Master Collection รุ่นใหม่ล่าสุด 
Introducing: Peacock เปิดตัว Black Hole III Curved Guilloche Central Tourbillon ผลงานที่ได้แรงบันดาลใจจากสเปซไทม์และแรงดึงดูดของหลุมดำ 

เมื่อนักแสดงสายฝีมือมาร่วมทางกับช่างทำนาฬิกา Robert Pattinson กับบทบาท Global Ambassador คนล่าสุดของ Jaeger-LeCoultre

0

Jaeger-LeCoultre แต่งตั้ง Robert Pattinson เป็น Global Ambassador คนล่าสุด

การประกาศเปิดตัว Robert Pattinson (โรเบิร์ต แพตทินสัน) ในฐานะ Global Ambassador คนใหม่ล่าสุดของ Jaeger-LeCoultre (เจเกอร์-เลอคูลทร์) กลายเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในวงการเรือนเวลา เพราะการจับมือกันครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการดึงดาราระดับโลกมาร่วมงานเพื่อสร้างกระแส แต่เป็นการโคจรมาเจอกันของคนที่หลงใหลในความประณีตเบื้องหลังและการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง

การพบกันของคนอินงานเบื้องหลังและความเรียบสงบ

ในโลกภาพยนตร์ Robert Pattinson คือนักแสดงที่สร้างเส้นทางอาชีพด้วยการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว เขาข้ามผ่านกรอบของดาราสุดฮอตจากหนังแมส ไปสู่บทบาทในหนังอินดี้ที่ต้องใช้ทักษะการแสดงอันลึกซึ้ง และเลือกทำงานกับผู้กำกับระดับครูหลายต่อหลายคน สไตล์ส่วนตัวของเขามักสะท้อนความเรียบง่าย ไม่ฉูดฉาด แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัวกับดีเอ็นเอของ Jaeger-LeCoultre ที่เป็นแบรนด์เรือนเวลาสาย Quiet Luxury เน้นความประณีตเบื้องหลังกลไกมากกว่าการประโคมดีไซน์ภายนอก

ตัวแทนของแบรนด์ระดับ “ช่างของช่าง”

เหตุผลที่การแต่งตั้งครั้งนี้น่าสนใจ เพราะ Jaeger-LeCoultre ไม่ใช่แบรนด์ที่เน้นตามกระแสแฟชั่น เพราะทุกคนคุ้นเคยกันดีว่านี่คือแบรนด์ที่มีฉายาว่า The Watchmaker of Watchmakers หรือช่างทำนาฬิกาของเหล่าช่างทำนาฬิกา ด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี 1833 จากหุบเขา Vallée de Joux แบรนด์ได้สร้างสรรค์กลไกมาแล้วกว่า 1,400 แบบ และถือสิทธิบัตรมากกว่า 430 รายการ การเลือก Robert Pattinson ผู้ซึ่งให้ความสำคัญกับความจริงใจและเนื้อแท้ของงานศิลปะ มารับหน้าที่สื่อสารตัวตน จึงช่วยถ่ายทอดคุณค่าทางประวัติศาสตร์และงานฝีมือของแบรนด์ให้คนรุ่นใหม่เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น

มุมมองร่วมกันต่อคุณค่าไร้กาลเวลา

Robert Pattinson เคยเปิดเผยความรู้สึกเกี่ยวกับความประทับใจที่มีต่อกลไกเรือนเวลาไว้ว่า สำหรับเขา สิ่งที่มีเสน่ห์ที่สุดคือสิ่งที่มีความลึกซึ้งในตัวเอง นาฬิกาที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของความแม่นยำ แต่คือตัวตน งานฝีมือ และเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Jérôme Lambert CEO ของ Jaeger-LeCoultre ที่มองว่าจิตวิญญาณแห่งความอิสระและการแสวงหาความสมบูรณ์แบบของ Robert Pattinson คือสิ่งที่สะท้อนคุณค่าของแบรนด์ได้อย่างแท้จริง โดยแคมเปญโฆษณาชุดแรกอย่างเป็นทางการมีกำหนดเปิดตัวให้ชมพร้อมกันทั่วโลกในช่วงกลางเดือนกันยายนนี้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Geneva Watch Days 2026: เตรียมพร้อมสำหรับมหกรรมนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมเขย่าวงการนาฬิกาโลก
เมื่อดารากลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบ มุมมองต่อ Rado True Square Open Heart x Ji Chang-wook
ข้ามขีดจำกัดแห่งอวกาศ Bell & Ross เปิดตัว BR-X5 Meteorite รุ่นใหม่ล่าสุด รังสรรค์จากอุกกาบาตจริง

Bremont Terra Nova Jumping Hour รุ่นใหม่ ก้าวล้ำเหนือชั้นกว่าเคย

Bremont ยกระดับเรือนเวลา Jumping Hour สู่ขนาด 35 มม. โดดเด่นด้วยพื้นผิวแบบ Frosted และกลไก Caliber BC634

  • Bremont ปรับขนาดตัวเรือน Terra Nova Jumping Hour ให้ลงตัวยิ่งขึ้น ด้วยเรือนเวลาขนาด 35 มิลลิเมตร ถึง 4รุ่น พร้อมเสริมทัพด้วยเวอร์ชันขนาด 40.5 มิลลิเมตร ในเฉดสีแดงเบอร์กันดี 

เมื่อ Bremont เปิดตัว Terra Nova Jumping Hour เป็นครั้งแรกในปี 2025 เรือนเวลารุ่นนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ความนิยมอย่างล้นหลาม แม้ว่าจะฉีกกรอบและแตกต่างจากผลงานทั้งหมดที่เคยมีมาของแบรนด์นาฬิกาสัญชาติอังกฤษแบรนด์นี้ก็ตาม ซึ่งนับแต่นั้นเป็นต้นมา Bremont ได้ทยอยเปิดตัวเวอร์ชันต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรุ่นผลิตจำนวนจำกัด (Limited Editions) ทว่าในปี 2026 นี้ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการขยายไลน์เรือนเวลาครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยการเผยโฉมเรือนเวลารหัสใหม่ถึง 5 รุ่น ในช่วงสัปดาห์งาน Geneva Watch Days เดือนกันยายน

การเปิดตัวขนาดตัวเรือนใหม่ที่ 35 มิลลิเมตร ช่วยเพิ่มความหลากหลายและเปิดกว้างในการสวมใส่ (Inclusive) โดยออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลารูปทรงกะทัดรัดโดยเฉพาะ ตัวเลือกใหม่ในคอลเลกชันหลักมีตั้งแต่รุ่นพื้นฐานอย่าง Terra Nova 35 Jumping Hour ในตัวเรือนสแตนเลสสตีล 904L ที่วางตำแหน่งช่องมองตัวเลขชั่วโมงไว้ ณ 12 นาฬิกา และช่องมองนาที ณ 6 นาฬิกา ไปจนถึงรุ่นขนาด 35 มิลลิเมตร ที่เพิ่มเข็มวินาทีกลางหน้าปัด พร้อมโดดเด่นด้วยหน้าปัดสีแดงเบอร์กันดีเคลือบเงาเล่นแสงปัดซันเรย์ (Sunray Lacquer) ประดับหลักชั่วโมงรูปดาวและจุด (Star-and-dot Markers) รวมถึงรุ่นขนาดดั้งเดิม 40.5 มิลลิเมตร ในเฉดสีแดงเบอร์กันดีเข้าชุดกัน ซึ่งจัดวางช่องมองชั่วโมงและนาทีไว้ ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา

นาฬิกา Bremont Terra Nova 35 Jumping Hour ตัวเรือนเหล็ก 904L
นาฬิกา Bremont Terra Nova 35 Jumping Hour หน้าปัดสีเบอร์กันดี
Bremont Terra Nova 40.5 Jumping Hour

ในส่วนของเรือนเวลาที่สะท้อนเสน่ห์อันอ่อนหวานและเป็นผู้หญิงยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราแทบไม่เคยเห็นมาก่อนจากยุคใหม่ของ Bremont ก็คือรุ่นผลิตจำนวนจำกัดอย่าง 35mm Frosted Pink ที่มาพร้อมหน้าปัดสีชมพูโรสโกลด์ปัดลายซันเรย์ (Rose Sunray Dial) ประดับเพชรแท้กระจายเรียงร้อยเป็นหลักชั่วโมงอย่างมีชั้นเชิง จับคู่กับสายหนังนูบัคสีเบบี้พิงก์ (Baby Pink Nubuck Strap) ได้อย่างลงตัว 

นาฬิกา Bremont Terra Nova 35 รุ่น Jumping Hour สีชมพู Frosted Pink

ไฮไลต์อันเป็นที่สุดคงต้องยกให้ Terra Nova 35 Jumping Hour Frosted ผลงานผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือนทั่วโลก โดยพื้นผิวด้านหน้าของตัวเรือนสตีลและขานาฬิกาได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายฟรอสต์ (Frosted Pattern) ที่มีความละเอียดประณีตสูงจนส่องประกายระยิบระยับราวกับละอองเพชร (Diamond Dust) ตัดด้วยขอบตัวเรือนแบบขัดเงาเพื่อเบรกประกายและเพิ่มมิติทางทัศนวิสัย ช่องมองตัวเลขชั่วโมงและนาทียังคงวางตำแหน่งไว้ ณ 12 และ 6 นาฬิกาอย่างลงตัว

ขณะที่โลโก้ Wayfinder ถูกแทนที่ด้วยแผ่นป้าย “Plaque” บริเวณส่วนล่างของหน้าปัดที่สลักชื่อแบรนด์ Bremont ไว้อย่างสง่างาม เรือนเวลานี้จับคู่มากับสายหนังนูบัคสีเทา และมีความบางเพียง 8.9 มิลลิเมตร เผยทิศทางของสไตล์ที่เอนเอียงเข้าสู่ความเป็นนาฬิกาเดรส (Dress Watch) อย่างเต็มภาคภูมิ 

นาฬิกา Bremont Terra Nova 35 Jumping Hour Frosted

ทั้ง 5 เรือนเวลานี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก Caliber BC634 (ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก Sellita) มาพร้อมพลังงานสำรองที่ยาวนาน 56 ชั่วโมง โดยความพิเศษของกลไกนี้คือความสามารถในการดีดเปลี่ยนตัวเลขชั่วโมงได้อย่างฉับไวด้วยเวลาน้อยกว่า 1 ใน 10 วินาที

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล 904L ขนาด 35 มม. × 40.93 มม. หนา 8.9 มม. ตกแต่งลวดลาย Frosted กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด/การแสดงผล: ดีไซน์หน้าปัดปิดแบบ Frosted, จานแสดงชั่วโมงสีขาวพร้อมตัวเลข Super-LumiNova สีดำ, จานแสดงนาทีสีขาวพร้อมตัวเลขสีดำ ติดตั้ง กระจกแซฟไฟร์แยกชิ้น เหนือช่องมองทั้งสอง พร้อมเลนส์ขยายบริเวณช่องแสดงนาที
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมงกระโดด (Jumping Hours) และนาที (Minutes)
  • กลไก: กลไกออโตเมติก Bremont Caliber BC634 สำรองพลังงานได้ 54 ชั่วโมง
  • สายนาฬิกา: สายหนังนูบัคสีเทาพร้อมระบบปลดสายเร็ว (Quick-release) เย็บด้ายสีโทนเดียวกัน
  • การวางจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Geneva Watch Days 2026: เตรียมพร้อมสำหรับมหกรรมนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมเขย่าวงการนาฬิกาโลก
เมื่อดารากลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบ มุมมองต่อ Rado True Square Open Heart x Ji Chang-wook
ข้ามขีดจำกัดแห่งอวกาศ Bell & Ross เปิดตัว BR-X5 Meteorite รุ่นใหม่ล่าสุด รังสรรค์จากอุกกาบาตจริง

บ้าคลั่งไปกับ M.A.D. 3 

ทำความรู้จักกับ M.A.D.3 เรือนเวลาร่วมสมัยอันโดดเด่น ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและตีความใหม่จากนาฬิการุ่น Baladin ผลงานระดับตำนานของ Vincent Calabrese ช่างทำนาฬิกาอิสระ 

เวียนกลับมาอีกครั้งสำหรับช่วงเวลาแห่งปีที่เราจะได้ส่งชื่อตัวเองลงไปในหมวกเสี่ยงโชคดิจิทัล แล้วรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ใช่แล้ว… เรากำลังพูดถึงการจับสลาก (Raffle) เพื่อสิทธิ์ซื้อนาฬิกา M.A.D. จาก MB&F ซึ่งดำเนินมาถึงรุ่นที่สามอันสง่างามอย่าง M.A.D.3 Vincent Calabrese 

สำหรับแฟนๆ ที่หลงใหลในโลกแห่งนาฬิกาอิสระ เรือนเวลานี้คือผลงานที่จะสะกดหัวใจและสร้างความประทับใจได้อย่างลึกซึ้งอย่างแน่นอน

Vincent Calabrese ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกยุคแรกเริ่มของวงการเรือนเวลาอิสระ (Indie Watchmaking) โดยในปี 1985 เขาได้ร่วมมือกับ Sven Andersen ก่อตั้งสถาบัน Académie Horlogère des Créateurs Indépendants ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบันผ่านอักษรย่อระดับตำนานอย่าง AHCI แม้ว่าประวัติและเกียรติประวัติทางวิศวกรรมเรือนเวลาของเขาจะมีมากมายนับไม่ถ้วน

แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงและได้รับการยกย่องสูงสุดคงหนีไม่พ้น Golden Bridge ซึ่งนำเสนอชุดกลไกเรียงตัวเป็นเส้นตรงแคบๆ ลอยตัวอย่างโปร่งตาในอวกาศโดยปราศจากหน้าปัด ผลงานต้นแบบของ Calabrese ชิ้นนี้เคยคว้าเหรียญทองจากงาน Geneva International Exhibition of Inventions and New Techniques ในปี 1977 ก่อนที่ต่อมา Corum จะซื้อลิขสิทธิ์ไปพัฒนาต่อจนกลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่เป็นไอคอนิกที่สุดของแบรนด์

นอกจากนี้ Calabrese ยังมีบทบาทสำคัญในการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมระดับปฏิวัติวงการของ Blancpain ในปี 2008 อย่างกลไก Carrousel Volant Une Minute (หรือ One Minute Carrousel) ซึ่งในยามเปิดตัว ได้จารึกประวัติศาสตร์ความเป็น “ที่สุดครั้งแรก” ไว้มากมาย ทั้งการเป็นนาฬิกาข้อมือระบบคารูเซลเรือนแรกของโลก, ระบบฟลายอิ้งคารูเซลเรือนแรก และระบบคารูเซลหมุนครบรอบใน 1 นาทีเรือนแรกของโลก

วินเซนต์ คาลาเบรส

แต่ก่อนหน้านั้น Calabrese ได้เคยฝากฝีมือไว้กับอีกหนึ่งแนวคิดอันทรงนวัตกรรมอย่าง Baladin ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจหลักในการรังสรรค์ M.A.D.3 เรือนเวลาลำดับล่าสุดจาก MB&F 

MB&F MAD3 Vincent Calabrese (©Revolution)

เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1980 โดย Calabrese ได้อธิบายเรือนเวลารุ่นนี้ไว้ว่าเป็น “นาฬิกาชั่วโมงกระโดดแบบโคจร” (Wandering Jumping Hour Watch) เนื่องจากเขาไม่พึงพอใจกับจังหวะการดีดตัวเปลี่ยนผ่านของระบบชั่วโมงกระโดด (Jumping Hour) แบบดั้งเดิมที่ดูหักโหมและฉับพลันเกินไปในการเปลี่ยนจากชั่วโมงหนึ่งไปสู่อีกชั่วโมงหนึ่ง เขาจึงตัดสินใจสร้างสรรค์เวอร์ชันของตัวเองขึ้นมา เพื่อให้เข็มแสดงผลสะท้อนการไหลผ่านไปของเวลาอย่างเป็นธรรมชาติและมีจังหวะจะโคนที่นุ่มนวลยิ่งขึ้น 

ตัวอย่างนาฬิกา Baladin ของ Calabrese

ในนาฬิการะบบ Wandering Hour หรือระบบแสดงเวลาชั่วโมงแบบโคจรตามประเพณีนิยม จานแสดงตัวเลขชั่วโมงหรือโครงสร้างแบบดาวเทียม (Satellites) จะหมุนเวียนกันเคลื่อนตัวผ่านสเกลนาทีแบบโค้งที่ตรึงอยู่กับที่ โดยตัวเลขชั่วโมงที่เคลื่อนผ่านสเกลนั้นจะบอกทั้งชั่วโมง และทำหน้าที่ควบคู่กันในการระบุนาทีตามตำแหน่งที่ตัวเลขนั้นชี้อยู่บนสเกล ซึ่งระบบแสดงเวลาแบบโคจรนี้ไม่ใช่แนวคิดยุคใหม่แต่อย่างใด

ทว่ามีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 17 เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 7 (Pope Alexander VII) ทรงสั่งทำนาฬิกาตั้งโต๊ะระบบนี้ขึ้นเป็นพิเศษโดยสองพี่น้อง Campani ช่างทำนาฬิกาหลวงประจำสำนักพระราชวังโป๊ป ณ กรุงโรม 

ปี 2019: Urwerk รุ่น UR-100V
ปี 2022: นาฬิกา Audemars Piguet รุ่น Code 11.59 Starwheel
MB&F MAD3 Vincent Calabrese (©Revolution)

ในทางกลับกัน นาฬิกา Baladin ของ Calabrese กลับพลิกแพลงแนวคิดนี้ไปโดยสิ้นเชิง เพราะแทนที่จะใช้จานดาวเทียมหมุนวนอย่างที่เราเห็นกันในนาฬิการ่วมสมัยยุคปัจจุบัน เช่น Urwerk UR-100V (2019) หรือ Audemars Piguet Code 11.59 Starwheel (2022) เรือนเวลานี้กลับเลือกใช้ ช่องมองตัวเลขชั่วโมงช่องเดียว (Hour Aperture) ที่ทำหน้าที่เดินทางหรือ “โคจร” ไปรอบๆ แผ่นหน้าปัดทั้งหมด

ตัวเลขที่ปรากฏอยู่ภายในช่องมองจะทำหน้าที่บอกชั่วโมง ซึ่งจะกระโดดเปลี่ยนเป็นชั่วโมงถัดไปอย่างแม่นยำเมื่อช่องมองเดินทางมาถึงตำแหน่ง 12 นาฬิกา ขณะเดียวกัน ช่องมองนี้ก็ทำหน้าที่ชี้บอกนาทีไปในตัวเหมือนกับเข็มนาที โดยตำแหน่งที่ช่องมองเคลื่อนไปหยุดอยู่บนหน้าปัดจะเป็นตัวระบุนาที ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Baladin ได้รับการรังสรรค์และตีความออกมาในหลากหลายเวอร์ชัน ทั้งในแง่ของขนาด วัสดุ ตัวเรือน รูปแบบหน้าปัด รวมถึงรุ่นที่เพิ่มเข็มวินาทีแบบเดินต่อเนื่องเข้ามาด้วย

มิตรแท้แห่งจิตวิญญาณ (Comrades in Spirit)

เพื่อความชัดเจน ทาง MB&F ระบุว่า M.A.D.3 ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นงานสำเนาหรือการนำ Baladin กลับมาผลิตใหม่ในสไตล์วินเทจ (Vintage Reissue) แต่อย่างใด ในความเป็นจริงแล้ว ทีมเทคนิคของ M.A.D.Editions ต้องยกก๊อกคิดค้นและพัฒนามอดูลระบบแสดงเวลา Wandering Hours ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากมอดูลดั้งเดิมของ Calabrese มีลักษณะเป็นงานหัตถศิลป์เฉพาะตัว (Artisanal) และมีโครงสร้างการประกอบที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้เป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับทีมงานที่จะนำมาผลิตในสเกลใหญ่เพื่อรองรับปริมาณการผลิตจำนวนมาก

สิ่งที่เรือนเวลาทั้งสองรุ่นมีร่วมกัน คือความกล้าหาญในอุดมการณ์ของตนเอง การกล้าที่จะก้าวสวนทางกับขนบดั้งเดิมและกฎเกณฑ์แบบเก่า และที่สำคัญที่สุดคือการเลือกเดินบนเส้นทางโคจรที่น้อยคนนักจะกล้าก้าวผ่าน ซึ่งเมื่อพลิกฝาหลังของตัวเรือนขึ้นมา คุณจะได้เห็นปรัชญานี้ถูกสลักไว้อย่างเด่นชัดบนกลไก ปรากฏแก่สายตาผ่านช่องว่างในขณะที่โรเตอร์ขึ้นลานหมุนวน ด้วยข้อความฝรั่งเศสอันลึกซึ้งที่ว่า “Il est assez aisé de plaire aux autres, bien plus ardu d’être fier de soi” (“การทำให้ผู้อื่นพึงพอใจนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย แต่การทำให้ตนเองภาคภูมิใจกลับยากเย็นกว่ามากนัก”) 

เพื่อรักษาทัศนียภาพและสุนทรียภาพอันอ่อนช้อยของระบบ Wandering Hour ตามมโนทัศน์ของ Calabrese พร้อมทั้งรับประกันการเคลื่อนตัวอันนุ่มนวลราบรื่นของช่องมองชั่วโมงยามโคจรไปรอบแผ่นหน้าปัด ทีมงานจึงเลือกใช้ชุดกลไกฐาน La Joux-Perret G111 ที่ได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งในแง่ของแรงบิด (Torque), ความเสถียรในการทำงาน และระยะเวลาการสำรองพลังงาน 

จารึกที่ซ่อนอยู่จะปรากฏขึ้นในช่องว่างขณะที่ใบพัดหมุน

ในส่วนของตัวเรือนได้รับการออกแบบโดย Eric Giroud พาร์ทเนอร์คู่บุญที่ร่วมงานกับ MB&F มาอย่างยาวนาน ซึ่งเขายังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังตัวเรือนของ M.A.D.Editions ทั้งสองรุ่นก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน

เมื่อแรกเห็น M.A.D.3 กลับมีจุดร่วมเพียงน้อยนิดกับจักรวาลอันทรงพลัง เฉียบคม และเปี่ยมด้วยไดนามิกของรุ่นพี่ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว M.A.D.3 มีภาษาการออกแบบที่เอนเอียงไปทางตระกูล Legacy Machine มากกว่า Horological Machine โดยเน้นความประณีต สุขุม และสง่างาม แทนที่จะเป็นความตื่นตาตระการตาแบบสุดขั้วอย่าง M.A.D.1 หรือความเปรี้ยวเก๋อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ M.A.D.2

หน้าปัดนาฬิกาจะสว่างไสวแม้ในที่มืด ด้วยสารเรืองแสงซูเปอร์ลูมิโนวา

Giroud ยังคงรักษาความหลงใหลในรายละเอียดทางเทคนิคและดีเทลทางทัศนวิสัยอันเป็นลายเซ็นของตระกูล M.A.D. ไว้อย่างครบถ้วน เห็นได้ชัดจากวงแหวนสเกลนาทีแซฟไฟร์ทรงโดม, การซ่อนสารส่องสว่าง Super-LumiNova ไว้ใต้ชิ้นส่วนโปร่งใสอย่างชาญฉลาดเพื่อจุดประกายความสว่างไสวบนหน้าปัดยามยามค่ำคืน ขานาฬิกาแบบลอยตัว (Floating Lugs) และแน่นอนคือแผ่นหน้าปัดอันตระการตาในเฉดสีพิงก์ราสเบอร์รี่ (Raspberry) หรือสีโคบอลต์บลู (Cobalt Blue) ที่แปรเปลี่ยนมิติแสงเงาตามมุมมองกระทบ เมื่อได้สัมผัสเรือนจริงและสวมลงบนข้อมือ M.A.D.3 จึงเป็นเรือนเวลาที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและเสน่ห์อย่างแท้จริง

สำหรับการเปิดตัว M.A.D.3 ปิดท้ายด้วยคำคมจาก Calabrese ซึ่งในปัจจุบันแม้วัยจะล่วงเลยมาถึง 82 ปีแล้ว แต่จิตวิญญาณแห่งความครีเอทีฟของเขายังคงเปี่ยมล้นและมีชีวิตชีวาไม่ต่างจากในอดีต มันคือคำพูดที่สรุปคติพจน์ในการสร้างสรรค์เรือนเวลาของตัวเขาเอง รวมถึงของ MB&F และโปรเจกต์ M.A.D.Editions ได้อย่างบริบูรณ์ว่า

“จงอย่าเดินอยู่แต่บนถนนสายหลัก แต่จงเลือกเส้นทางที่เป็นของตัวคุณเอง”

แม้ว่าเส้นทางนั้นจะเป็นเส้นทางที่ต้องคดเคี้ยวหรือหมุนวนไปก็ตาม เพราะอย่างไรเสีย… ผู้คนที่เลือกจะก้าวออกนอกเส้นทางสายหลัก ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขากำลังหลงทางเสมอไป พวกเขาเพียงแค่ต้องการโบกบินและเดินไปบนเส้นทางที่เลือกเองเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนนิค MB&F M.A.D.Editions M.A.D.3 Vincent Calabrese

  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขนาด 42 มม. หนา 14.2 มม. ขานาฬิกาแบบลอยตัว (Floating Lugs) กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมทั้งฝั่งหน้าปัดและฝั่งฝาหลัง
  • หน้าปัด: ระบบการแสดงผล Wandering Hours แบบฉลุโปร่ง รังสรรค์ในเฉดสีพิงก์ราสเบอร์รี่ (Raspberry) หรือ สีโคบอลต์บลู (Cobalt Blue) วงแหวนสเกลนาทีผลิตจากแซฟไฟร์ทรงโดม ตกแต่งพรายน้ำ Super-LumiNova ซ่อนใต้โครงสร้างโปร่งใส
  • กลไก: กลไกออโตเมติก La Joux-Perret G111 (ได้รับการปรับแต่งพิเศษ) ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชม. (4Hz) ปรับแต่งมอดูล Wandering Hours โดยทีม M.A.D.Editions โรเตอร์ขึ้นลานฉลุโปร่งพร้อมสลักปรัชญาภาษาฝรั่งเศส
  • สายนาฬิกา: สายหนังตัดเย็บพิเศษพร้อมบานพับล็อกสแตนเลสสตีล

TUDOR Northflag GMT นาฬิกาของคนสายลุยตัวจริง 

การกลับมาของเรือนเวลาลุยหิมะยุค 70s พร้อมกลไก GMT และมาตรฐาน Master Chronometer

หากคุณเป็นคนที่ชอบนาฬิกาประเภท “เรือนเดียวจบ” ใช้งานได้ทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะคนที่เดินทางบ่อย ลุยงานหนัก และมองหาความทนทานมากกว่าดีไซน์ฉูดฉาด TUDOR Northflag รุ่นใหม่ล่าสุดที่กลับมาพร้อมฟังก์ชัน GMT คือเพื่อนคู่ใจที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงได้ตรงจุด

เพื่อนเดินทางสำหรับคนที่ต้องลุยกลางแสงแดดและมืดมิด

นาฬิกาเรือนนี้สร้างมาเพื่อคนที่ชอบออกเดินทางหรือต้องลุยไปในพื้นที่สุดขั้ว ด้วยการใส่ฟังก์ชัน GMT (เข็ม 24 ชั่วโมง) ที่ช่วยให้อ่านเวลาประเทศที่สองได้ง่าย รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์การสำรวจกรีนแลนด์ของทีมอังกฤษในยุค 1950s ซึ่งต้องเจอกับปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืนหรือคืนยาวนานหลายเดือน ตัวมาร์กเกอร์บอกเวลาผลิตจากเซรามิกส่องสว่างเรืองแสงแบบ Monobloc ช่วยให้อ่านเวลาได้ชัดเจนไม่ว่าจะอยู่ในที่มืดสนิทหรือสภาพอากาศแย่แค่ไหน

คำตอบของคนที่มองหานาฬิกา “อึด แม่นยำ และไม่ต้องดูแลเยอะ”

หากคุณเบื่อนาฬิกาที่ต้องค่อยมานั่งตั้งเวลาใหม่ทุกวันจันทร์ TUDOR Northflag ตอบโจทย์ด้วยสำรองพลังงานยาวนาน 65 ชั่วโมง ถอดวางไว้เย็นวันศุกร์ หยิบมาใส่เช้าวันจันทร์ก็ยังเดินตรงปกติ ที่สำคัญยังผ่านการรับรองระดับ Master Chronometer จาก METAS ซึ่งการันตีความเที่ยงตรงสูง (คลาดเคลื่อนเพียง 0 ถึง +5 วินาทีต่อวัน) ทนทานต่อสนามแม่เหล็กในชีวิตประจำวันสูงถึง 15,000 กอส และกันน้ำได้ลึก 100 เมตร เรียกได้ว่าเป็นนาฬิกาที่เน้นสมรรถนะลุยๆ อย่างแท้จริง

งานสไตล์การแต่งตัวแบบสปอร์ตเรียบง่าย สายเชื่อมเข้ากับตัวเรือน

สำหรับคนที่ชอบงานสไตล์ Integrated Bracelet หรือสายนาฬิกาที่เชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกับตัวเรือนขนาด 40 มม. เรือนนี้ให้ลุคสปอร์ตเรียบเท่ ดีไซน์ถอดแบบมาจากรุ่น Ranger II ในปี 1973 พื้นผิวสแตนเลสปัดลายแบบซาตินช่วยลดรอยขนแมวจากการใช้งานจริง พร้อมหัวล็อกสายระบบ T-fit ที่สามารถปรับความยาวสายได้เองทันทีถึง 8 มม. โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ ช่วยให้ใส่สบายข้อมือตลอดทั้งวัน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล 316L ขนาด 40 มม. หนา 12.7 มม. ฝาหลังแซฟไฟร์ใส
  • หน้าปัด: สีดำ มาร์กเกอร์เซรามิกเรืองแสง พร้อมขอบขอบ inner ring 24 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง, นาที, วินาที, วันที่ และเข็ม GMT 24 ชั่วโมง
  • กลไก: ออโตเมติก In-house Calibre MT5652-U รับรองมาตรฐาน METAS Master Chronometer และ COSC
  • สำรองพลังงาน: 65 ชั่วโมง
  • การกันน้ำ: 100 เมตร (METAS-certified)
  • สาย: สแตนเลสสตีล Integrated 2 ข้อ พร้อมระบบปรับสาย T-fit

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Geneva Watch Days 2026: เตรียมพร้อมสำหรับมหกรรมนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมเขย่าวงการนาฬิกาโลก
เมื่อดารากลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบ มุมมองต่อ Rado True Square Open Heart x Ji Chang-wook
ข้ามขีดจำกัดแห่งอวกาศ Bell & Ross เปิดตัว BR-X5 Meteorite รุ่นใหม่ล่าสุด รังสรรค์จากอุกกาบาตจริง

Piaget Polo Minute Repeater นวัตกรรมความบางทรงพลังและเสียงสะท้อนจากสวิส

การผสานศิลปะเรือนเวลาความบางพิเศษและจิวเวลรีชั้นสูง กับกลไก Caliber 1290P ผลิตจำกัดเพียง 5 เรือนในปีนี้

Piaget (เพียเจต์) ตอกย้ำความเป็นเลิศในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกความบางพิเศษ (Ultra-thin) และงานอัญมณีชั้นสูง ด้วยการเปิดตัวเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุด Piaget Polo Minute Repeater ซึ่งนำเอาคอมพลิเคชันระดับซับซ้อนอย่างกลไกตีบอกเวลาด้วยเสียง (Minute Repeater) มาบรรจุลงในคอลเลกชันสปอร์ต-ชิกอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง Piaget Polo ได้อย่างลงตัว

การสร้างสรรค์เรือนเวลารุ่นนี้เป็นผลงานการพัฒนาร่วมกัน ณ โรงงาน La Côte-aux-Fées ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนาเฉพาะส่วนหน้าปัดยาวนานกว่า 150 ชั่วโมง และเพิ่มอีก 50 ชั่วโมงสำหรับงานประณีตศิลป์ด้วยมือในแต่ละเรือน สะท้อนถึงปรัชญาประจำแบรนด์ที่สืบทอดมาตั้งแต่ปี 1874 ว่า “ทำให้ดีกว่าที่จำเป็นเสมอ” (Always do better than necessary)

หน้าปัด Openwork ลาย Guilloché 

หน้าปัดทองคำโดดเด่นด้วยงานแกะสลักลาย Sunray guilloché สีน้ำเงินสดใส ออกแบบให้เปิดเปลือยแบบ Openworked บางส่วนเพื่อเผยให้เห็นการทำงานของกลไกภายใน พร้อมวงแหวนซัฟไฟร์รมดำสีน้ำเงินที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา สลักข้อความ “La Côte-aux-Fées” ครอบอยู่เหนือชุดกัลเวิร์นเนอร์ควบคุมจังหวะการตีบอกเวลา

ตัวเรือนสปอร์ต-ชิกบางพิเศษ 

ตัวเรือนผลิตจากไวท์โกลด์ 18K ขนาด 48 มม. มีความบางเพียง 9.30 มม. โดดเด่นด้วยดีไซน์รูปทรงซ้อนรูปทรง (Shape-in-shape) อันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Piaget Polo นอกจากนี้ยังรองรับการกันน้ำได้ที่ระดับ 3 ATM ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งสำหรับนาฬิกากลไก Minute Repeater ที่ต้องอาศัยการก้องกังวานของเสียง

กลไกอินเฮาส์ Caliber 1290P 

ขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติกที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรวม 430 ชิ้น เลือกใช้ไมโครโรเตอร์ทำจากแพลทินัมเคลือบ PVD สีน้ำเงินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขึ้นลาน ทุกชิ้นส่วนผ่านการตกแต่งด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ทั้งการลบมุมขอบ สะพานจักร การแกะสลักลวดลาย Guilloché บนแท่นเครื่อง และการขัดเงาตัวตอกจนเงาวาวราวกับกระจก

วิศวกรรมแห่งเสียงอันสมบูรณ์แบบ 

ระบบตีบอกเวลาให้ระดับความดังสูงสุดถึง 64 เดซิเบล ถ่ายทอดเสียงตีบอกชั่วโมงที่โน้ต G sharp และเสียงบอกนาทีที่โน้ต A sharp ในคีย์อ็อกเทฟที่ 5 โดยมีสไลด์สำหรับเปิดทำงานระบบตั้งอยู่ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ซึ่งออกแบบใหล้ลงด้านล่างตามโครงสร้างกลไกที่คิดค้นขึ้นใหม่ทั้งหมด

นอกจากนี้ Piaget ยังได้นำเสนอเวอร์ชันไฮจิวเวลรี (High Jewellery) ที่เพิ่มความอลังการด้วยการประดับไพลินทรงบาเก็ตต์ล้อมขอบตัวเรือน ประดับเพชรทรงบาเก็ตต์สลับทรงบริดเลียนต์บนตัวเรือน และหน้าปัดแบบโปร่งอย่างสมบูรณ์แบบ โดยสำหรับรุ่นมาตรฐานจะผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 5 เรือนที่มีหมายเลขกำกับเท่านั้นในปีนี้ เนื่องจากความซับซ้อนในทุกขั้นตอนการผลิต

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18K ขนาด 48 มม. บางพิเศษเพียง 9.30 มม. ดีไซน์ Shape-in-shape กันน้ำได้ลึก 3 ATM
  • หน้าปัด: ทองคำเปิดฉลุโปร่งบางส่วน (Partially Openworked) แกะสลักลาย Sunray Guilloché สีน้ำเงิน พร้อมวงแหวนแซฟไฟร์รมดำสลักข้อความ “La Côte-aux-Fées” ที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบมาตรฐาน (ชั่วโมง, นาที) และระบบตีบอกเวลาด้วยเสียง (Minute Repeater) สไลด์เปิดระบบที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ In-house Caliber 1290P ไมโครโรเตอร์แพลทินัมเคลือบ PVD สีน้ำเงิน ประกอบด้วยชิ้นส่วน 430 ชิ้น
  • สาย: หนังลูกวัวสีน้ำเงินปั๊มลายพร้อมตัวล็อกแบบบานพับ (มาพร้อมสายหนังเพิ่มเติมอีก 1 เส้น)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Hublot เปิดตัว Big Bang Reloaded UEFA Champions League Titanium Ceramic นาฬิการุ่นพิเศษผลิตจำกัด 100 เรือน
ตำนาน Chopard ประวัติศาสตร์เรือนเวลาและอัญมณีชั้นสูงกว่า 160 ปี
Geneva Watch Days 2026: เตรียมพร้อมสำหรับมหกรรมนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมเขย่าวงการนาฬิกาโลก

เผยความงามแห่งสถาปัตยกรรมภายใน Parmigiani Fleurier Tonda PF Skeleton ในเฉดสี Milano Blue และ Rose Gold 

เผยสถาปัตยกรรมเรือนเวลาภายใน ผ่านการจับคู่สี Milano Blue และตัวเรือนโรสโกลด์ 18K อันหรูหราทรงพลัง

การกลับมาอีกครั้งของเรือนเวลา Tonda PF Skeleton รุ่นล่าสุด ที่นำความสำเร็จจากปี 2022 มาตีความใหม่ด้วยความหรูหราเหนือระดับ ผ่านการผสานตัวเรือนโรสโกลด์เข้ากับหน้าปัดเฉดสี Milano Blue อันเป็นเอกลักษณ์ ปีนี้ถือเป็นปีที่ยิ่งใหญ่และโดดเด่นอย่างมากสำหรับ Parmigiani Fleurier เห็นได้จากความสำเร็จอย่างล้นหลามของรุ่น Chronographe Mystérieux และเรือนเวลารุ่น Toric 3 เรือนพิเศษฉลองครบรอบ 30 ปี ที่เปิดตัวไปในงาน Watches & Wonders เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

และล่าสุด ในช่วงก่อนเปิดฉากเทศกาลเรือนเวลา Geneva Watch Days ทางเมซงก็ได้นำเรือนเวลารุ่นฮิตระดับไฮไลต์จากปี 2022 กลับมาอัปเกรดใหม่เพื่อเอาใจเหล่านักสะสมอีกครั้ง 

2022: นาฬิกา Tonda PF Skeleton สีโรสโกลด์
2022: Tonda PF Skeleton in Steel
นาฬิกา Caliber PF777 รุ่นปีนี้

Parmigiani Tonda PF Skeleton เผยโฉมครั้งแรกในปี 2022 พร้อมกับรุ่น Tonda PF GMT Rattrapante และ Flying Tourbillon ซึ่งถือเป็นคลื่นลูกที่สองของการปฏิวัติเรือนเวลาสไตล์ “Quiet Luxury” โดยซีอีโอ Guido Terreni ในเวลานั้นเปิดตัวออกมา 2 รหัส (Reference) ได้แก่ ตัวเรือนสแตนเลสสตีลพร้อมขอบตัวเรือนพลาทินัม 950 และรุ่นตัวเรือนทองคำโรสโกลด์ 18K ทั้งเรือน ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติกฉลุโปร่งรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Caliber PF777 

ด้วยหน้าปัดแบบฉลุโปร่ง (Openworked) และฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ Tonda PF Skeleton จึงเปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่ได้ยลโฉมความงดงามของกลไกภายในตระกูล Tonda PF ได้อย่างเต็มตา โดยคงไว้เพียงขอบสเกลนาที (Chapter Ring) เพื่อรักษาความสะดวกในการอ่านค่าเวลาไว้ ขณะเดียวกัน แผ่นหน้าปัดได้รับการออกแบบเป็นโครงฉลุ (Latticework) ที่จัดสรรจังหวะช่องว่างอย่างพิถีพิถัน ล้อมรอบด้วยสะพานจักร (Bridges) ที่ได้รับการแกะสลักอย่างสเกลประณีต

ตกแต่งพื้นผิวสลับระหว่างการพ่นทราย (Sandblasted) และการปัดซาตินแนวตั้ง (Vertical Satin-brushing) พร้อมลบมุมและขัดเงาแบบกระจก (Mirror-polished Chamfers) เพื่อสร้างมิติความลึก ในบางมุม แสงสว่างสามารถส่องผ่านหน้าปัด ทะลุกลไกไปยังกระจกแซฟไฟร์ที่ฝาหลังอีกฝั่ง ช่วยส่องสว่างให้เห็นงานฝีมือและการตกแต่งด้วยมืออันประณีตบรรจงตลอดทั้งเรือนเวลา

Parmigiani Fleurier Tonda PF Skeleton Milano Blue & Rose Gold

สำหรับรุ่นล่าสุดในปีนี้ ได้นำเฉดสีฟ้า Milano Blue ซึ่งเคยจับคู่กับตัวเรือนพลาทินัมในปี 2024 กลับมาอีกครั้ง โดยเฉดสีฟ้าเข้มอันลุ่มลึกบนสะพานจักรนี้ รังสรรค์ขึ้นผ่านเทคโนโลยีการเคลือบระดับอะตอม Atomic Layer Deposition (ALD) เพื่อรักษาเส้นสายและทรวดทรงอันอ่อนช้อยของการแกะสลักเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นำมาจับคู่กับความอบอุ่นและนุ่มนวลของตัวเรือนโรสโกลด์ ซึ่งสีฟ้า Milano Blue นี้จะแปรเปลี่ยนมิติจากสว่างสดใสไปสู่โทนลุ่มลึกทรงพลัง ตามทิศทางแสงและมุมมองที่ตกกระทบ

Parmigiani Fleurier Tonda PF Skeleton Milano Blue & Rose Gold

ภายใต้สะพานจักร ชุดเฟือง (Gear Train), ตลับลาน (Barrel) และชุดปล่อยเข็ม (Escapement) ได้รับการเคลือบโรเดียมพร้อมขันยึดด้วยสกรูสีเข้าชุดกันอย่างลงตัว เพื่อสร้างมิติตัดกันในสไตล์สเตลท์ (Stealthy Contrast) ในขณะที่หลักชั่วโมงทองคำโรสโกลด์ 18K ประดิดประดอยด้วยมือ และเข็มนาฬิการูปทรงเดลต้าแบบฉลุโปร่ง (Skeletonized Delta Hands) วัสดุโรสโกลด์ กลับโดดเด่นลอยตัวขึ้นมาอย่างคมชัด

ภาพรวมของการตกแต่งในรุ่นนี้จึงให้ความรู้สึกหรูหราและจัดจ้านขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับรุ่นดั้งเดิมที่ใช้สะพานจักรสีเทากราไฟต์จับคู่กับตัวเรือนสแตนเลสสตีลหรือโรสโกลด์ รวมถึงรุ่นสี Milano Blue จับคู่กับพลาทินัมก่อนหน้านี้ ทว่าก็ยังคงรักษามาตรฐานสุนทรียภาพแห่งความหรูหราแบบเงียบสงบ (Understated Luxury) ตามDNA ของตระกูล Tonda PF ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

Parmigiani Fleurier Tonda PF Skeleton Milano Blue & Rose Gold

โลโก้ Parmigiani ประดิษฐานอย่างโดดเด่น ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เหนือตลับลานแบบฉลุโปร่ง (Open-worked Barrels) หนึ่งในสองตัวที่จัดวางเรียงต่อกันแบบซีรีส์ (Series) ตลับลานคู่นี้ทำหน้าที่จ่ายพลังงานให้กับชุดกลไกความถี่ 4Hz โดยป้อนแรงบิดสม่ำเสมอทรงพลังเพื่อให้มั่นใจได้ถึงพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 60 ชั่วโมง

และเช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า โครงสร้างแบบฉลุโปร่งช่วยให้ส่องเห็นสายลานหลัก (Mainsprings) ขณะกำลังหดเกร็งและผ่อนคลาย ซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งจากฝั่งหน้าปัดและฝั่งฝาหลัง 

Parmigiani Fleurier Tonda PF Skeleton Milano Blue & Rose Gold

ชุดกลไกเรือนนี้ได้รับการอวดโฉมอย่างสง่างามผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ โดยมีโรเตอร์ฉลุโปร่งวัสดุทองคำโรสโกลด์ 18K โดดเด่นเป็นพระเอกหลัก ซึ่งได้รับการตกแต่งผิวขัดเงาสลับปัดลายซาตินเพื่อสร้างมิติตัดกัน พร้อมประดับสัญลักษณ์โลโก้ PF ไว้อย่างประณีต ณ ใจกลาง และเช่นเดียวกันกับฝั่งหน้าปัด งานตกแต่งและขัดเงาด้วยมืออันพิถีพิถันถูกจัดแสดงไว้ให้เชยชมอย่างเต็มที่ในฝั่งนี้ด้วยเช่นกัน 

ในส่วนอื่นๆ ของตัวเรือน Tonda PF Skeleton ยังคงอุดมไปด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นประจำตระกูล PF ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสายนาฬิกาแบบเชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกับตัวเรือน (Integrated Bracelet) ที่มอบสัมผัสโค้งรับข้อมืออย่างนุ่มนวล

พร้อมขานาฬิการูปทรงสเกลประณีต การผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างข้อสายปัดลายซาตินและขัดเงา รวมถึงขอบตัวเรือนแบบรอยสลักละเอียด (Hand-knurled Bezel) ที่รังสรรค์ด้วยมือ และเพื่อให้สมกับฐานะนาฬิกาสปอร์ตหรูสายแบบอินทิเกรต เรือนเวลานี้ยังมาพร้อมความสามารถในการกันน้ำที่ระดับ 100 เมตรอีกด้วย 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ทองคำโรสโกลด์ 18K ขนาด 40 มม. หนา 8.5 มม. ขอบตัวเรือนแบบขัดรอยสลักด้วยมือ กระจกแซฟไฟร์หน้า-หลัง กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: โครงฉลุโปร่ง (Skeletonized) เฉดสี Milano Blue (เคลือบเทคโนโลยี ALD) ตกแต่งปัดลายซาตินสลับพ่นทราย ลบมุมขัดเงา เข็มและหลักชั่วโมงทองคำโรสโกลด์ 18K
  • กลไก: กลไกออโตเมติกอินเฮาส์ Caliber PF777 ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชม. (4Hz) ตลับลานคู่แบบซีรีส์ สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง โรเตอร์ทองคำโรสโกลด์ 18K ฉลุโปร่ง
  • สายนาฬิกา: ทองคำโรสโกลด์ 18K แบบ Integrated สลับขัดเงาและปัดลาย บานพับล็อกแบบพับทบ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
รวม 6 แบรนด์นาฬิกาไฮเอนด์ ที่เคยคอลแลปส์กับค่ายซูเปอร์คาร์ระดับโลก

Hublot เปิดตัว Big Bang Reloaded UEFA Champions League Titanium Ceramic นาฬิการุ่นพิเศษผลิตจำกัด 100 เรือน

การกลับมาของเรือนเวลาแห่งศักดิ์ศรี ที่เกิดจากความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่าง Hublot และการแข่งขัน UEFA Champions League

Hublot ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการผสานโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูงเข้ากับกีฬาระดับโลก ด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด Big Bang Reloaded UEFA Champions League Titanium Ceramic ผลงานลำดับที่ 8 ที่เกิดจากความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่าง Hublot และการแข่งขัน UEFA Champions League ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 11 ฤดูกาล นับตั้งแต่ปี 2015

การเปิดตัวเรือนเวลารุ่นนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมฉลองการจับสลากรอบลีกสำหรับการแข่งขันฤดูกาล 2026/27 โดยถ่ายทอดดีเอ็นเอของศึกลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรปผ่านเฉดสีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์และลวดลายดาว มาพร้อมการรับประกันสุดพิเศษแบบ “5+5” รวมสูงสุดถึง 10 ปี เพื่อยืนยันถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพระดับสูงสุด

นวัตกรรมวัสดุและการประณีตศิลป์แห่งเรือนเวลา

ดีไซน์ทรงพลังที่มาพร้อมตัวเรือนขนาด 44 มม. ผลิตจากไทเทเนียมขัดด้านสลับขัดเงา จับคู่กับขอบตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินสุดคมกริบ ส่วนกลไกอินเฮาส์ Unico นั้นมากับหน้าปัด Skeleton สีน้ำเงินเปิดเปลือยให้เห็นกลไกออโตเมติกโครโนกราฟ HUB1280 Unico ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 354 ชิ้น สำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง

สำหรับเรือนนี้ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้น ก็คือสายยางสีน้ำเงินประกบหนังลูกวัวสีขาวพิมพ์ลายดาวอันเป็นสัญลักษณ์ของ UEFA Champions League ฝาหลังแซฟไฟร์ประดับโลโก้การแข่งขัน และนำเสนอพร้อมกล่องบรรจุถ้วยรางวัลจำลองขนาดย่อส่วน

Hublot เปิดตัว Big Bang Reloaded UEFA Champions League Titanium Ceramic
Hublot Big Bang Reloaded UEFA Champions League Titanium Ceramic

นาฬิการุ่นนี้ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนทั่วโลก นับเป็นการสะท้อนถึงคำกล่าวของ Julien Tornare CEO ของ Hublot ที่ว่า 

“เมื่อพูดถึงฟุตบอล เวลาไม่ใช่เพียงสิ่งที่เรานับ แต่คือสิ่งที่เราได้สัมผัสและใช้ชีวิตไปด้วยกัน”

  • Ref: (รหัส 421.NL.5129.VR.UCL26 / ผลิตจำกัด 100 เรือนทั่วโลก)
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมขัดด้านและขัดเงา ขนาด 44 มม. กันน้ำลึก 100 เมตร (10 ATM) ขอบตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินและไทเทเนียม ฝาหลังเซรามิกสีน้ำเงินพร้อมกระจกแซฟไฟร์พิมพ์โลโก้ Champions League
  • หน้าปัด: แบบฉลุโปร่ง (Skeleton) สีน้ำเงินแมตต์ เผยให้เห็นการทำงานของกลไกภายใน พร้อมโลโก้ Hublot บนเข็มวินาที
  • ฟังก์ชัน: โครโนกราฟจับเวลา และแสดงเวลาแบบมาตรฐาน
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ In-house HUB1280 Unico Manufacture ประกอบด้วยชิ้นส่วน 354 ชิ้น (43 ทับทิม) ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชม. (4 Hz) สำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง
  • สาย: ยางสีน้ำเงินประกบหนังลูกวัวสีขาวพิมพ์ลายดาว เดินตะเข็บสีน้ำเงิน พร้อมตัวล็อกแบบบานพับผลิตจากไทเทเนียม

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สานต่อตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรู

เผยโฉม Jacob & Co. Astronomia Four-Axis Tourbillon ประดับอัญมณี

0

เมื่อความอลังการของอัญมณีโคจรมาพบกับกลไกทูร์บิญอง 4 แกน และระบบ Remontoir แรงบิดคงที่ความถี่สูง

หนึ่งในพัฒนาการที่น่าสนใจยิ่งของวงการเรือนเวลาร่วมสมัย คือการที่เรือนเวลาซึ่งเปี่ยมด้วยความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและกล้าท้าทายขีดจำกัดมากที่สุดจำนวนหนึ่ง กลับถือกำเนิดขึ้นจากสถานที่ที่ไม่มีใครคาดคิด

ก่อนที่ Jacob & Co. จะกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเรือนเวลาสไตล์ Maximalist อันวิจิตรอลังการ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เคยเป็นที่รู้จักกันในนาม “Jacob the Jeweler” ช่างอัญมณีผู้สร้างสรรค์จิวเวลรีสั่งทำพิเศษ (Bespoke) อันโด่งดังในยุคฮิปฮอป ทว่าตลอดระยะเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทได้สั่งสมชื่อเสียงอย่างจริงจังในฐานะหนึ่งในผู้สร้างสรรค์นาฬิกากลไกซับซ้อน (Complicated Watches) ที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดรายหนึ่ง

ผลงานของแบรนด์ครอบคลุมตั้งแต่รุ่น Quenttin ที่มาพร้อมพลังงานสำรองยาวนานถึง 31 วัน ในรุ่น Opera Godfather ที่ผสานกลไก Minute Repeater เข้ากับกลไกเสียงดนตรี (Mechanical Musical Complication), กลไกหุ่นกลอย่าง Oil Pump Automaton, เรือนเวลาระดับ Grand Complication สุดล้ำอย่าง Twin Turbo Furious ไปจนถึง Jean Bugatti Tourbillon Chronograph ซึ่งนับเป็นหนึ่งในนาฬิกาโครโนกราฟที่มีความทะเยอทะยานทางเทคนิคมากที่สุดในเรือนเวลาร่วมสมัยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ไม่มีผลงานชิ้นใดที่จะสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้เด่นชัดเท่ากับตระกูล Astronomia ด้วยระบบแสดงผลแบบดาวเทียม (Satellite Display) ที่โคจรอย่างต่อเนื่อง โดยหมุนวนพาเอาทูร์บิญองแบบหลายแกน (Multi-Axis Tourbillon) หน้าปัดแสดงเวลาแบบปรับระดับอัตโนมัติ (Self-Leveling Time Display) และลูกโลกหมุนได้ โคจรอยู่ภายใต้กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมขนาดใหญ่ สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นภาพจำที่แยกไม่ออกจากแนวคิดของเรือนเวลาระดับ Hyperwatch ร่วมสมัยอย่างแท้จริง

นาฬิกา Astronomia Four-Axis Tourbillon รุ่นปีนี้ มีให้เลือก 3 แบบ ประดับอัญมณี

นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 Astronomia ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านหลากหลายเวอร์ชันที่เพิ่มความประณีตพิถีพิถันตระการตายิ่งขึ้น เรือนเวลารุ่นนี้เคยรวบรวมฟังก์ชันดาราศาสตร์ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงเวลาทางดาราศาสตร์ (Sidereal Time), กลไกเสียง Carillon Minute Repeater หรือแม้กระทั่งวงล้อรูเล็ตต์ที่ใช้งานได้จริง เป็นต้น ขณะเดียวกัน ระบบกลไกพื้นฐานก็ได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดไม่แพ้กัน โดยในรุ่นต้นตำหรับ Astronomia แพลตฟอร์มแกนหมุนกลางจะโคจรรอบตัวเองครบหนึ่งรอบในทุกๆ 20 นาที ก่อนที่เวอร์ชันต่อๆ มาจะลดระยะเวลาลงเหลือเพียง 10 นาที

กระทั่งการมาถึงของ Astronomia Revolution ในปี 2023 แพลตฟอร์มหมุนกลางได้เร่งความเร็วขึ้นจนสามารถหมุนครบรอบได้ในเวลาเพียง 1 นาที ซึ่งเป็นความเร็วระดับเดียวกับกลไกทูร์บิญองมาตรฐาน เปิดโอกาสให้แกนหมุนนี้ทำหน้าที่แสดงวินาทีได้อย่างเที่ยงตรง นอกจากนี้ เรือนเวลาดังกล่าวยังได้เปิดตัวระบบ Remontoir ความถี่สูง ซึ่งจะทำการรีไวนด์หรือขึ้นลานสะสมพลังงานใหม่ในทุกๆ การสั่นของจักรกรอก (Balance Wheel)

2014: Jacob and Co. Astronomia Tourbillon
2023: Jacob & Co. Astronomia Revolution

เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของตระกูล Astronomia เมื่อปีที่แล้ว Jacob & Co. ได้ผลักดันแนวคิดนี้ไปอีกขั้นด้วย Astronomia Revolution Fourth Dimension เรือนเวลาที่มาพร้อมกลไกทูร์บิญอง 4 แกนเรือนแรกของโลก ซึ่งพัฒนาร่วมกับสำนักพัฒนากลไกชั้นนำอย่าง Concepto ตัวชุดทูร์บิญองได้รับการอัปเกรดให้หมุนรอบตัวเองบน 3 แกน (จากเดิม 2 แกน) ควบคู่ไปกับชุดโครงสร้างทั้งหมดที่ยังคงหมุนโคจรรอบหน้าปัดครบหนึ่งรอบในทุกๆ 1 นาที ซึ่งนับรวมเป็นทั้งหมด 4 แกนการหมุนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

2025: Jacob & Co. Astronomia Revolution Four-Axis Tourbillon “Fourth Dimension”

ในปีนี้ เรือนเวลาตระกูลดังกล่าวนำเสนอเรือนเวลารุ่นประดับอัญมณีใหม่ล่าสุด 3 รหัส (Reference) โดยฐานตัวเรือนโรสโกลด์แบบฉลุเกลาจากรุ่นก่อน ได้ถูกแทนที่ด้วยพื้นหลังผลึกคริสตัลเจียระไนเหลี่ยมเพชรอย่างวิจิตรอลังการ ทั้งในโทนไร้สี (Colorless), สีเขียว และสีแดง ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียงสีละ 6 เรือนเท่านั้น

และด้วยความที่ Astronomia เป็นเรือนเวลาซึ่งเปิดโปร่งรอบทิศทางภายใต้โดมแซฟไฟร์ขนาดใหญ่ แสงสว่างจึงสามารถส่องผ่านเข้ามาได้จากเกือบทุกมุมมอง ในขณะที่ผลึกคริสตัลแบบโปร่งแสงยังช่วยเผยให้เห็นรายละเอียดของชุดกลไกพื้นฐานที่ซ่อนอยู่ด้านล่างอย่างงดงาม ส่งผลให้เกิดมิติทางทัศนวิสัยอันตระการตาและรุ่มรวยอย่างที่สุด จนการอ่านค่าเวลากลายเป็นเพียงองค์ประกอบรองไปโดยสิ้นเชิง

นาฬิกา Astronomia Four-Axis Tourbillon นั้นจริงๆ แล้วมีแกนหมุนสามแกน แต่ได้แกนหมุนที่สี่มาจากการหมุนของตัวยึดกลาง

ตัวเรือนมีขนาดโดดเด่นตระการตาด้วยความกว้าง 47 มิลลิเมตร และหนา 27 มิลลิเมตร ซึ่งนับเป็นสัดส่วนอันเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเรือนเวลาที่สร้างขึ้นซ้อนทับชุดกลไกทูร์บิญองแบบหลายแกนเช่นนี้ ทว่าประสบการณ์ยามสวมใส่จริงกลับสบายและสวมใส่ง่ายกว่าที่ตัวเลขสเปกทำให้คาดเดาไว้มาก เนื่องจากโครงสร้างส่วนใหญ่ของตัวเรือนผลิตจากกระจกแซฟไฟร์โดยไม่มีขอบตัวเรือน (Bezel) จึงช่วยมอบภาพลักษณ์ที่โปร่งเบาและดูโปร่งตา ขณะเดียวกัน ขานาฬิกา (Lugs) แบบสั้นที่โค้งรับลงด้านล่าง ยังช่วยให้ตัวเรือนรัดเข้ากับข้อมือได้อย่างกระชับและงดงาม แม้จะใช้กระจกแซฟไฟร์เป็นองค์ประกอบหลักในปริมาณมาก แต่ตัวเรือนยังคงความสามารถในการกันน้ำได้ถึงระดับ 30 เมตร

กลไก Caliber JCAM54 โดดเด่นด้วยแกนหมุนดาวเทียมแบบ 2 แขน (Two-armed Satellite Carrier) ซึ่งมอบโครงสร้างโปร่งตาและเปิดกว้างยิ่งกว่ารุ่นก่อนๆ ในตระกูล Astronomia แต่ยังคงรักษาองค์ประกอบอันน่าหลงใหลที่สุดของแนวคิดนี้ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งหน้าปัดย่อยแสดงเวลาแบบปรับระดับอัตโนมัติ (Self-Leveling Subdial) และกลไกทูร์บิญองหลายแกนที่ทำงานร่วมกับระบบ Remontoir ความถี่สูงระดับ 1/6 วินาที

หน้าปัดย่อยแสดงนาฬิกาและนาทีรังสรรค์ขึ้นจากแผ่นโพลีคาร์บอเนตแบบฉลุโปร่ง (Open-worked) ในขณะที่แกนหมุน carrier โคจรรอบศูนย์กลางของเรือนเวลาครบหนึ่งรอบในทุกๆ 1 นาที หน้าปัดย่อยนี้จะยังคงตั้งตรงในแนวระนาบอย่างถาวร โดยที่ตัวเลขแสดงเวลาจะไม่เอียงหรือเปลี่ยนทิศทางเลยแม้แต่น้อย ซึ่งดูแนบเนียนเป็นธรรมชาติเสียจนผู้พบเห็นส่วนใหญ่อาจไม่ได้เฉลียวใจถึงความซับซ้อนเชิงกลไกที่ซ่อนอยู่ ทว่าหากหน้าปัดนี้ถูกยึดติดกับแกนหมุนอย่างแน่นหนาโดยไม่มีกลไกชดเชย มันก็คงจะหมุนตามแกนและทำให้ตัวเลขพลิกเอียงทิศทางไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ ทีมผู้สร้างจึงติดตั้งชุดเฟืองพินเนียน (Pinion) บนแกนหมุน เพื่อให้วิ่งวนรอบเฟืองกลางที่ตรึงอยู่กับที่ คอยขับเคลื่อนหน้าปัดย่อยไปในทิศทางตรงกันข้ามด้วยความเร็วเชิงมุมที่เท่ากันเป๊ะๆ การเคลื่อนที่ในทิศตรงข้ามของสองชุดกลไกนี้จึงหักล้างกันเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้หน้าปัดย่อยสามารถโคจรรอบเรือนเวลาได้โดยยังคงตั้งตรงอย่างงดงามเสมอ

ทว่าความท้าทายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การรักษาหน้าปัดย่อยให้อยู่ในแนวตั้งเท่านั้น แต่คือการเปิดโอกาสให้สามารถตั้งเวลาของเข็มนาฬิกาแยกได้อย่างเป็นอิสระ เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ Jacob & Co. จึงได้นำระบบชุดเฟืองต่างระดับคู่ (Double Differential) มาประยุกต์ใช้ โดยในยามที่กลไกทำงานตามปกติ ชุดเฟืองต่างระดับนี้จะคอยประสานการทำงานระหว่างหน้าปัดย่อยแบบปรับระดับอัตโนมัติเข้ากับชุดเฟืองขับเคลื่อนเข็ม (Motion Works) อย่างต่อเนื่อง เพื่อมั่นใจได้ว่าเข็มนาฬิกาจะยังคงชี้ตรงตามหลักชั่วโมงอย่างแม่นยำ ในขณะที่ชุดแสดงผลทั้งหมดหมุนโคจรรอบเรือนเวลา

และเมื่อมีการดึงสลักสำหรับตั้งเวลาแบบพับได้ที่ฝาหลังตัวเรือนขึ้น ชุดเฟืองต่างระดับจะทำหน้าที่ล็อกหน้าปัดย่อยเอาไว้เพื่อรักษาทิศทางแนวตั้งเดิม พร้อมกับตัดการเชื่อมต่อออกจากชุดเฟืองขับเข็ม เพื่อเปิดทางให้ผู้สวมใส่สามารถหมุนปรับตั้งเข็มนาฬิกาได้อย่างเป็นอิสระ และทันทีที่การตั้งเวลาเสร็จสิ้นลง ชุดเฟืองต่างระดับก็จะเชื่อมต่อลิงก์ระหว่างเข็มนาฬิกาและหน้าปัดย่อยกลับคืนดังเดิม เพื่อให้ระบบแสดงเวลาเข้าสู่การโคจรแบบปรับระดับอัตโนมัติต่อไป

ผลลัพธ์ที่ปรากฏสู่สายตาจึงดูนุ่มนวลและแทบไร้การฝืนบังคับ ทั้งที่ภาพของหน้าปัดแสดงเวลาแบบตั้งตรงอันราบเรียบนั้น ในแท้จริงแล้วเป็นผลผลิตมาจากการทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อนระหว่างเฟืองพินเนียนดรรชนี (Indexing Pinion), เฟืองตรึงกลาง (Fixed Wheel) และชุดเฟืองต่างระดับ (Differential) ซึ่งซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบโดยที่ผู้สวมใส่แทบไม่ทันได้สังเกตเห็นเลย

ทูร์บิญอง 4 แกน (Four-Axis Tourbillon)

คุณสมบัติอันทะเยอทะยานที่สุดทางเทคนิคของเรือนเวลารุ่นนี้ คือกลไกทูร์บิญอง ซึ่งโดยโครงสร้างพื้นฐานได้รับการออกแบบมาให้เป็นแบบ 3 แกน (Triple-Axis) ทว่าได้รับการยกย่องให้เป็นแกนที่ 4 (Fourth Axis) เพิ่มเติมจากการหมุนโคจรของแพลตฟอร์มแกนหมุนกลาง (Central Carrier)

กรงทูร์บิญองชั้นในสุดเป็นที่อยู่ของชุดปล่อยเข็ม (Escapement) และจักรกรอก (Balance Wheel) โดยถูกติดตั้งไว้ภายในกรงชั้นที่สองบนแกนเอียง ซึ่งกรงชั้นที่สองนี้เองก็ถูกยึดและนำพาโดยกรงชั้นที่สามที่หมุนรอบแกนในทิศทางตั้งฉาก (Orthogonal Axis)

กลไกทูร์บิญองแบบหลายแกนมักถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงองค์ประกอบที่เน้นผลลัพธ์ทางทัศนวิสัย แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งนี้คือสุดยอดแห่งศาสตร์วิศวกรรมไมโครเมคานิกส์ระดับสุดขั้ว เพราะกรงทูร์บิญองแต่ละชั้นจะต้องแบกรับมวลน้ำหนักขององค์ประกอบทั้งหมดที่บรรจุอยู่ภายใน พร้อมๆ กับทำหน้าที่ส่งผ่านพลังงานไปยังกลไกในลำดับถัดไป โดยการขบกันของชุดเฟืองจะต้องรักษาความต่อเนื่องสม่ำเสมอในขณะที่กรงหมุนวนไปในระนาบที่แตกต่างกัน อีกทั้งแกนหมุน (Pivots) ยังต้องคงความแข็งแกร่งและเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุด แม้ว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดและน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากการเคลื่อนที่ของชุดโครงสร้างก็ตาม

กรงหมุนทั้งสามชั้นในกลไกทูร์บิยอน 4 แกนนี้ แต่ละชั้นได้รับการออกแบบให้มีแขนยื่นแบบเยื้องศูนย์ที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับแกนหมุนของกรงชั้นในถัดไป การแยกแกนเอียง (Inclined Axis) และแกนตั้งฉาก (Orthogonal Axis)ออกจากกันอย่างมีระบบ ช่วยสร้างระยะห่างที่จำเป็นให้กรงทูร์บิญองที่ซ้อนกันอยู่สามารถหมุนได้อย่างเป็นอิสระโดยไม่เกิดการขัดจังหวะหรือรบกวนกัน นอกจากนี้ มิติต่างๆ และมวลน้ำหนักขององค์ประกอบทั้งหมด ยังได้รับการถ่วงดุลอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้จุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ของชุดกลไกทั้งหมดยังคงเสถียรและคงที่อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าทิศทางของกรงหมุนทั้งสามชั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องก็ตาม

นาฬิกา Astronomia Four-Axis Tourbillon มีให้เลือก 3 สี โดยแต่ละสีมีจำนวนจำกัดเพียง 6 เรือนเท่านั้น

พลังงานจะถูกส่งผ่านเข้าสู่ศูนย์กลางภายในอย่างต่อเนื่องตามลำดับ ผ่านชุดเฟืองตรึง (Fixed Wheels) และเฟืองขับ (Drive Wheels) โดยกรงทูร์บิญองแต่ละชั้นจะนำพาเฟืองขับที่ไปขบเข้ากับเฟืองตรึงบนกรงชั้นนอกถัดไป ช่วยให้ชุดโครงสร้างที่ซ้อนกันอยู่สามารถหมุนรอบหลายแกนไปพร้อมๆ กับการส่งผ่านพลังงานเข้าสู่ชุดปล่อยเข็ม (Escapement) ได้อย่างแม่นยำ

พื้นฐานของกลไกทูร์บิญอง และรวมไปถึงทูร์บิญองแบบหลายแกน ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า อัตราความเที่ยงตรงของนาฬิการะบบจักรกลจะผันแปรไปตามทิศทางและระนาบการวางตัว เนื่องจากแรงโน้มถ่วงจะส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ควบคุมการเดิน (Regulating Organ) แตกต่างกันไปในแต่ละตำแหน่ง ความไม่สมบูรณ์แบบเพียงเล็กน้อยในการถ่วงดุลของจักรกรอก (Balance Poise), ภูมิสถาปัตย์ของสายใยจักรกรอก (Hairspring Geometry), แรงเสียดทาน ณ แกนหมุน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของระยะแอมพลิจูด (Balance Amplitude) ลล้วนเป็นสาเหตุให้นาฬิกาเดินด้วยอัตราความเร็วที่ไม่เท่ากันในแต่ละตำแหน่ง การแก้ปัญหาของ Breguet จึงเป็นการนำเอาจักรกรอก สายใยจักรกรอก และชุดปล่อยเข็ม ไปติดตั้งไว้ภายในกรงที่หมุนได้ แทนที่จะปล่อยให้อุปกรณ์ควบคุมการเดินอยู่ในตำแหน่งแนวตั้งตำแหน่งเดียวยาวนานพอจนทำให้ข้อผิดพลาดจากตำแหน่งนั้นส่งผลกระทบหลัก กรงหมุนจะคอยหมุนวนอุปกรณ์ควบคุมการเดินผ่านทุกทิศทางในแนวตั้งอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ค่าความคลาดเคลื่อนในแต่ละตำแหน่งถูกนำมาหาค่าเฉลี่ยเป็นค่าอัตราการเดินกลางเพียงค่าเดียว จากนั้นตัวนาฬิกาก็จะสามารถได้รับการปรับตั้ง (Regulate) ในระนาบแนวนอนให้ตรงกับค่าเฉลี่ยนี้ ช่วยลดความผันแปรโดยรวมของการรักษาเวลาลงได้

ตรรกะเบื้องหลังกลไกทูร์บิญองแบบหลายแกน คือการเปิดโอกาสให้อุปกรณ์ควบคุมการเดินได้สัมผัสกับมิติการวางตัวในอวกาศที่กว้างยิ่งขึ้นไปอีก ทูร์บิญองแบบดั้งเดิมจะหาค่าเฉลี่ยของข้อผิดพลาดจากตำแหน่งรอบแกนหมุนเพียงแกนเดียว และจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเรือนเวลาตั้งอยู่ในแนวตั้งเท่านั้น ทว่านาฬิกาข้อมือกลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับตำแหน่งเฉียงและตำแหน่งกลางๆ มากมายตามการเคลื่อนไหวของท่อนแขน การเพิ่มแกนหมุนพิเศษเข้าไปจึงช่วยให้จักรกรอกปรับเปลี่ยนทิศทางการวางตัวต่อแรงโน้มถ่วงอยู่เสมอ ส่งผลให้ได้ค่าเฉลี่ยของข้อผิดพลาดจากตำแหน่งที่สะท้อนการใช้งานจริงตลอดช่วงเวลาการสวมใส่ได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

ในเรือนเวลา Astronomia Four Axis แพลตฟอร์มแกนหมุนกลาง (Central Carrier) และกรงทูร์บิญองชั้นในสุดจะหมุนครบรอบในเวลา 1 นาทีเท่ากัน ในขณะที่กรงชั้นที่สามจะหมุนครบรอบทุกๆ 15 วินาที และกรงชั้นที่สองจะหมุนครบรอบทุกๆ 18 วินาที การหมุนวนของทั้ง 4 แกนได้ผสานเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นลำดับการวางตัวทางมิติที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และจะเวียนกลับมาซ้ำรูปแบบเดิมในทุกๆ 3 นาทีเท่านั้น

โครงสร้างการทำงานเช่นนี้ย่อมสร้างภาระและต้องการแรงบิดจากชุดเฟืองจักรประธาน (Going Train) มหาศาลอย่างเป็นธรรมชาติ Jacob & Co. จึงแก้ไขปัญหานี้ด้วยการใช้ตลับลานคู่ (Twin Mainspring Barrels) ทว่าแรงบิดอันมหาศาลระดับนี้ก็ไม่เหมาะสมที่จะส่งตรงไปยังชุดปล่อยเข็มอันละเอียดอ่อน กลไกเรือนเวลานี้จึงได้ติดตั้งระบบ Remontoir d’Égalité ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางคอยปรับสมดุล (Buffer) ระหว่างชุดเฟืองจักรประธานแรงบิดสูงกับตัวสั่นสะนาฬิกา (Oscillator) พร้อมกันนั้นยังช่วยแยกชุดปล่อยเข็มออกจากความผันผวนของแรงลานในตลับลาน โดยเปลี่ยนเป็นการป้อนพลังงานสม่ำเสมอในปริมาณน้อยแต่คงที่เป็นจังหวะแทน

กลไกแรงบิดคงที่ (Constant Force)

ระบบ Remontoir แบบดั้งเดิมจะติดตั้งแหล่งสะสมพลังงานสำรองขนาดเล็กไว้ระหว่างตลับลานและชุดปล่อยเข็ม (Escapement) แทนที่จะปล่อยให้ลานหลักขับเคลื่อนชุดปล่อยเข็มโดยตรง ตลับลานจะทำหน้าที่ขึ้นลานสปริงตัวกลางเป็นระยะๆ ซึ่งสปริงตัวกลางนี้จะส่งผ่านแรงบิดที่เกือบจะคงที่ไปสู่ตัวสั่นสะเทือน (Oscillator) โดยไม่ขึ้นกับระดับพลังงานที่เหลืออยู่ของลานหลัก

ตามธรรมเนียมปฏิบัตินั้น สปริง Remontoir จะถูกขึ้นลานเติมพลังงานใหม่ในทุกๆ 1 วินาที ซึ่งในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวมันจะค่อยๆ คายลานออกก่อนจะถูกดึงให้ตึงใหม่อีกครั้ง เกิดเป็นจังหวะการหยุดและปลดปล่อยพลังงาน (Stop-and-Release Action) ที่เป็นเอกลักษณ์อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี

Jacob & Co. Astronomia Four-Axis Tourbillon

ระบบ Remontoir ของ Jacob & Co. ยังคงรักษาหลักการพื้นฐานนี้ไว้ แต่ได้ปฏิวัติวิธีขึ้นลานสะสมพลังงานใหม่ โดยตลับลานจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนเฟืองพินเนียนขึ้นลาน (Winding Pinion) และเฟืองขึ้นลาน (Winding Wheel) ซึ่งจะคอยดึงสปริงสายใยทรงก้นหอย (Spiral Spring) ขนาดเล็กที่ติดตั้งอยู่ระหว่างชุดเฟืองประธานและกรงทูร์บิญองให้ตึงอย่างต่อเนื่อง

ความแปลกใหม่ทางเทคนิคนี้ซ่อนอยู่ในกลไกล็อก (Locking Mechanism) ที่คุมจังหวะการขึ้นลานสปริง โดยเลือกใช้กระเดื่องล็อกหรือ “Whip” ซ้อนกันสองชิ้นบนแกนเดียวกัน กระเดื่องแต่ละชิ้นจะมี 2 แขน และชิ้นที่สองจะถูกวางมุมทำองศาหมุนเบี่ยงจากชิ้นแรกประมาณ 90 องศา สร้างจุดล็อกทั้งหมด 4 จุดรอบแกนหมุน โดยมีเฟืองดาวปลดล็อก (Stop Star) ที่ยึดติดกับเฟืองขับคอยปลดปล่อยแขนล็อกเหล่านี้เป็นระยะ การปลดแต่ละครั้งจะเปิดโอกาสให้กระเดื่องหมุนและปลดล็อกเฟืองขึ้นลานช่วงสั้นๆ เพื่อให้ตลับลานดึงสปริงสายใยกลับมาตึงอีกครั้งก่อนที่ระบบจะกลับไปล็อกตามเดิม การใช้กระเดื่องซ้อนกันสองชิ้นแทนที่จะใช้ชิ้นเดียว ช่วยให้สามารถย่อขนาดเฟืองดาวปลดล็อกให้เล็กลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยลดแรงบิดที่ส่งผ่านในยามที่แขนล็อกสัมผัสกับเฟือง จึงลดการรบกวนหรือแรงกระแทกย้อนกลับไปยังอุปกรณ์ควบคุมการเดินในทุกๆ จังหวะการปลดล็อก

ความแตกต่างประการที่สองจากระบบ Remontoir แบบทั่วไป คือเรื่องของความถี่ในการขึ้นลาน แทนที่จะทำการขึ้นลานสปริงตัวกลางเพียงวินาทีละ 1 ครั้ง กลไกนี้กลับสามารถปลดล็อกเฟืองขึ้นลานได้ในทุกๆ จังหวะการสั่นของจักรกรอก หรือคิดเป็น 6 ครั้งต่อวินาที ซึ่งเป็นผลมาจากจุดล็อกต่อเนื่องทั้ง 4 จุด ผลลัพธ์คือสปริง Remontoir จะถูกเติมเต็มพลังงานในปริมาณที่ย่อยลงมากและถี่ขึ้นอย่างยิ่ง เปิดทางให้กลไกสามารถป้อนแรงบิดที่ราบเรียบสม่ำเสมอทรงพลังยิ่งกว่าเดิมตลอดระยะเวลาการสำรองพลังงาน นอกจากนี้ ด้วยความที่ระบบ Remontoir คอยคุมแรงบิดที่จะส่งไปยังตัวสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา ตลับลานจึงสามารถจ่ายพลังงานรวมที่สูงขึ้นได้ โดยไม่ส่งผลกระทบหรือลดทอนความเที่ยงตรงของการรักษาเวลา

ทั้งในเชิงสุนทรียภาพและกลไก Astronomia Four-Axis Tourbillon นับเป็นเรือนเวลาที่อยู่ขั้วตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับกระแสนิยมและรสนิยมยุคปัจจุบันที่มุ่งเน้นนาฬิกาคลาสสิกแบบแสดงเวลาอย่างเดียว (Time-Only) แม้ว่าในทางเทคนิคบริสุทธิ์ เรือนเวลานี้จะเป็นนาฬิกาแบบแสดงเวลาอย่างเดียวด้วยเช่นกันก็ตาม ความโดดเด่นที่ขัดแย้งเชิงแนวคิด และการปฏิเสธที่จะลดทอนความกล้าหาญทางอุดมการณ์เพื่อไปประนีประนอมกับสิ่งอื่นใด นอกเหนือจากความเชื่อมั่นของตนเอง คือสิ่งที่แยกแบรนด์และเรือนเวลาของ Jacob & Co. ออกจากผู้อื่นอย่างเด็ดขาด มันคือการจุดพลุเฉลิมฉลองแห่งศาสตร์เรือนเวลา (Horological Pyrotechnics) อันตระการตา เช่นเดียวกับผลงานสร้างสรรค์ส่วนใหญ่ของค่าย

ทว่าเมื่อความตื่นตาตื่นใจต่อรูปลักษณ์ภายนอกเริ่มคลายลง เรือนเวลานี้กลับซ่อนรายละเอียดอันเข้มข้นไว้ดึงดูดนักสะสมที่หลงใหลในกลไกเชิงวิศวกรรม ต่างจากนาฬิกาแบบแสดงเวลาอย่างเดียวทั่วไป ภายใต้การโคจรหมุนวนอย่างไม่หยุดนิ่ง คือลำดับขั้นของโจทย์ทางวิศวกรรมที่ท้าทายและยากลำบากอย่างที่สุด และโซลูชันคำตอบของโจทย์เหล่านั้นเอง ที่ไม่ด้อยไปกว่าความตระการตาภายนอก ที่หล่อเลี้ยงให้ Astronomia เป็นเรือนเวลาที่ทรงเสน่ห์และเปี่ยมด้วยพลังอย่างแท้จริง

รายละเอียดทางเทคนิค
  • กลไก: กลไกไขคานแบบเอ็กซ์คลูซีฟ Caliber JCAM54 ผลิตโดย Jacob & Co. สำรองพลังงานได้นาน 36 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาทีแบบแยกเยื้องศูนย์กลาง (Off-centered) ระบบจ่ายแรงบิดคงที่ (Constant-force mechanism) และกลไกทูร์บิญอง 4 แกน (Four-axis tourbillon)
  • ตัวเรือน: ขนาด 47 มม. × 27 มม. วัสดุโรสโกลด์ 18K พร้อมกระจกแซฟไฟร์ไร้รอยต่อรอบขอบตัวเรือน (Single-block sapphire caseband) กันน้ำได้ลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: พื้นหลังประดับอัญมณีเจียระไนโทนสีไร้สี (Colorless) สีแดง หรือสีเขียว พร้อมหน้าปัดย่อยแบบฉลุโปร่ง (Skeletonized) รังสรรค์จากโพลีคาร์บอเนตสีแดงหรือสีเขียว และหลักชั่วโมงทองคำ 5N แบบประยุกต์
  • สาย: หนังจระเข้ (Alligator leather) พร้อมตัวล็อกสายแบบพับได้วัสดุเรดโกลด์ 18K
  • การผลิต: ผลิตในจำนวนจำกัด (Limited Edition) เพียงสีละ 6 เรือนทั่วโลกเท่านั้น

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อดารากลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบ มุมมองต่อ Rado True Square Open Heart x Ji Chang-wook
Introducing: Peacock เปิดตัว Black Hole III Curved Guilloche Central Tourbillon ผลงานที่ได้แรงบันดาลใจจากสเปซไทม์และแรงดึงดูดของหลุมดำ 
Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่

รวม 6 แบรนด์นาฬิกาไฮเอนด์ ที่เคยคอลแลปส์กับค่ายซูเปอร์คาร์ระดับโลก

มัดรวม 6 ความร่วมมือระดับตำนานระหว่างแบรนด์นาฬิกาไฮเอนด์และค่ายรถยนต์ระดับโลก ถ่ายทอดดีเอ็นเอแห่งความเร็ว วิศวกรรมเครื่องกล และดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟลงบนเรือนเวลาที่สายสะสมต้องรู้จัก

โลกของ “เครื่องบอกเวลา” (Horology) และ “ยนตรกรรม” (Automotive) ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วยดีเอ็นเอของความหลงใหลในสิ่งเดียวกัน นั่นคือ กลไกความเที่ยงตรง วิศวกรรมขั้นสูง และวิวัฒนาการด้านความเร็ว บทความนี้สรุปแบรนด์นาฬิกาไฮเอนด์ที่เคยจับมือคอลแลปส์ กับแบรนด์รถยนต์ระดับโลกจนกลายเป็นผลงาน Masterpiece ที่สายสะสมต้องรู้จัก

Horology Meets Horsepower: 6 Legendary Watch x Automotive Collaborations

TAG Heuer x Porsche: สองตำนานที่ถูกเชื่อมด้วยชื่อ “Carrera”

หากพูดถึงการคอลแลปส์ระดับตำนาน ย่อมหนีไม่พ้น TAG Heuer และ Porsche ทั้งสองแบรนด์มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน โดยมีจุดเริ่มต้นร่วมกันจากรายการแข่งขันรถยนต์สุดท้าทายในยุค 1950s อย่าง Carrera Panamericana ซึ่งต่อมาถูกนำไปใช้เป็นชื่อรุ่นรถสปอร์ตระดับไอคอนอย่าง Porsche 911 Carrera และชื่อคอลเลกชันนาฬิกาชรอนโนกราฟสุดฮิต TAG Heuer Carrera

Horology Meets Horsepower: 6 Legendary Watch x Automotive Collaborations
  • จุดเด่นงานดีไซน์: การนำเอาโทนสีอันเป็นเอกลักษณ์ของ Porsche มาใช้ เช่น Racing Yellow หรือ Porsche Red, ตัวเรือนประดับดีเทลขอบ Bezel โลโก้ Porsche, และหน้าปัดที่มีเท็กซ์เจอร์คล้ายพื้นถนนแอสฟัลต์

Richard Mille x McLaren: นิยามของไฮเปอร์คาร์บนข้อมือ

เมื่อสองแบรนด์ที่หลงใหลในการใช้วัสดุศาสตร์ขั้นสูง (Advanced Materials) มารวมตัวกัน ผลลัพธ์คือนาฬิกาเรือนละหลายสิบล้านบาท Richard Mille และ McLaren ร่วมกันพัฒนานาฬิกาขรอนโนกราฟที่ใช้นวัตกรรมน้ำหนักเบาและแข็งแกร่งเป็นพิเศษ เช่น RM 11-03 McLaren หรือ RM 40-01 Speedtail

Horology Meets Horsepower: 6 Legendary Watch x Automotive Collaborations
  • จุดเด่นงานดีไซน์: ถ่ายทอดเส้นสายแอโรไดนามิกของรถยนต์ไฮเปอร์คาร์ลงบนตัวเรือน ใช้นวัตกรรม Carbon TPT® และ Quartz TPT®, เม็ดมะยมถูกออกแบบให้เหมือนล้อแม็กซ์ และปุ่ม Chronograph รูปทรงคล้ายช่องดักอากาศ (Air Intake) ของ McLaren
Horology Meets Horsepower: 6 Legendary Watch x Automotive Collaborations
RM 40-01 McLAREN SPEEDTAIL

Roger Dubuis x Lamborghini Squadra Corse: ความดุดันสไตล์ Hyper Horology

สำหรับ Roger Dubuis นั้นโดดเด่นด้วยคอนเซ็ปต์ Hyper Horology อันล้ำสมัย และการจับมือกับแผนกมอเตอร์สปอร์ต Lamborghini Squadra Corse ก่อให้เกิดผลงานคอลเลกชันเรือนเวลาสุดฉูดฉาดอย่าง Excalibur Aventador S และ Excalibur Huracán

  • จุดเด่นงานดีไซน์: ตัวเรือนและบริดจ์หน้าปัดโครงกระดูก (Skeleton) ได้รับแรงบันดาลใจจากห้องเครื่อง V10 / V12 และค้ำโช้คอัพ (Strut Bar) ของซูเปอร์คาร์ รวมถึงโรเตอร์ด้านหลังที่จำลองทรงล้อแม็กซ์อัลลอยด์แบบเต็มๆ

Breitling x Bentley: พันธมิตรความหรูหราแห่งอังกฤษและสวิส

แม้ว่าสัญญาความร่วมมือของทั้งสองแบรนด์จะสิ้นสุดลงไปเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ Breitling for Bentley ก็ยังคงเป็นหนึ่งในความร่วมมือที่ยาวนานและคลาสสิกที่สุดในวงการ ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2002 เมื่อ Breitling ได้รับความไว้วางใจให้ดีไซน์นาฬิกาคอนโซลหน้ารถยนต์ Bentley Continental GT

นาฬิกาโครโนกราฟ Premier B01 42 สีเขียวเบนท์ลีย์ บริติช เรซซิ่ง กรีน พร้อมสายหนังสีเขียวบริติช เรซซิ่ง กรีน
ดับเบิลยู.โอ. เบนท์ลีย์ ขับรถ 3 ลิตร ในการแข่งขัน TT ปี 1922
นาฬิกา Breitling Premier ปี 1943
นักแข่งเบนท์ลีย์บอยส์ผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันเลอม็อง ปี 1929
  • จุดเด่นงานดีไซน์: ขอบ Bezel ฉลุลายตารางซิกเนเจอร์ (Knurling motif) ที่ถอดแบบมาจากกระจังหน้าของรถ Bentley, ฝาหลังฉลุลายล้อแม็กซ์ และสายหนังคุณภาพสูงที่เย็บแบบเดียวกับเบาะนั่งระดับพรีเมียม
นาฬิกาโครโนกราฟ Premier B01 รุ่น 42 Bentley Centenary Limited Edition ตัวเรือนเรดโกลด์ 18 กะรัต หน้าปัดไม้เอล์มเบิร์ลสีน้ำตาล และสายหนังสีน้ำตาลที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Bentley

Girard-Perregaux x Aston Martin: สถาปัตยกรรมเวลาของสายพันธุ์ผู้ดี

แบรนด์ไฮเอนด์ระดับเก่าแก่ Girard-Perregaux (GP) มาร่วมมือกับ Aston Martin รถสปอร์ตสัญชาติอังกฤษ ผลิตเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดที่มีทั้งความหรูหราและความสปอร์ต เช่น Laureato Absolute Chronograph Aston Martin Edition หรือรุ่น Tourbillon with Three Flying Bridges

  • จุดเด่นงานดีไซน์: หน้าปัดลงยาหรือเคลือบด้วยสีเขียว Aston Martin Green อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเกิดจากการพ่นสีซ้ำหลายชั้นเพื่อสร้างมิติความลึก, ชิ้นส่วนโครงสร้างที่ถอดดีไซน์มาจากช่องระบายอากาศและแชสซีส์ของรถยนต์

Hublot x Ferrari: ความล้ำยุคในโทนสี Rosso Corsa

ก่อนหน้านี้ Hublot เคยร่วมมือกับ Ferrari สร้างสรรค์นาฬิการุ่นเด่นที่พลิกโฉมวงการ เช่น MP-05 LaFerrari ที่สามารถสำรองพลังงานได้สูงถึง 50 วัน หรือรุ่น Big Bang Unico Ferrari

  • จุดเด่นงานดีไซน์: ตัวเรือนที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ชนิดเดียวกับที่ใช้ในรถแข่ง F1, ตัวเลขสเกลหน้าปัดแบบเดียวกับมาตรวัดความเร็ว (Speedometer) ของ Ferrari, และตราม้าลำพอง (Prancing Horse) อันทรงคุณค่าบริเวณหน้าปัด
นาฬิกาซีรีส์ Big Bang Ferrari Unico ที่โดดเด่นและสปอร์ต

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
เจาะลึกเทรนด์นาฬิกาสตรี ทำไมแบรนด์หรูถึงต้องหันมาแย่งตลาดนาฬิกาจักรกลสำหรับผู้หญิง หรือจะหมดยุค “ย่อขนาดแล้วทาสีชมพู”?
Baume & Mercier เผยโฉม Clifton Baumatic 39mm โดดเด่นด้วยหน้าปัดกิโยเชสีฟ้าไอซ์บลู ตัวเรือนขนาด 39 มม. สวมใส่ง่าย 
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย

ตำนาน Chopard ประวัติศาสตร์เรือนเวลาและอัญมณีชั้นสูงกว่า 160 ปี

นี่คือเรื่องราวของเส้นทางแห่งเรือนเวลาและอัญมณี ผ่านตำนานการเดินทางของ Chopard

หากพูดถึงแบรนด์เรือนเวลาและเครื่องประดับชั้นสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว Chopard คือหนึ่งในชื่อที่โดดเด่นที่สุดในโลกแห่งความหรูหรา แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าความยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากตระกูลใดตระกูลหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการเดินทางข้ามยุคสมัยและการบรรจบกันของสองตระกูลช่างฝีมือผู้ยิ่งใหญ่

ยุคก่อตั้งเรือนเวลาและความแม่นยำ
1860 – 1937

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ณ Sonvilier สวิตเซอร์แลนด์ ในปี 1860 เมื่อ Louis-Ulysse Chopard ช่างทำนาฬิกาวัยเพียง 24 ปี ก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาพกความแม่นยำสูง เขาเน้นสร้างสรรค์นาฬิกาที่บางและเที่ยงตรงจนได้รับความไว้วางใจจากสถาบันระดับชาติอย่างการรถไฟสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย จนกระทั่งในปี 1937 ตระกูล Chopard ได้ย้ายฐานการผลิตสู่เจนีวา ศูนย์กลางการทำนาฬิการะดับโลก

ปี 1860: หลุยส์-อูลิสส์ โชปาร์ด (ค.ศ. 1836–1915) วัย 24 ปี ก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาความแม่นยำสูง โดยเชี่ยวชาญด้านนาฬิกาพกและโครโนมิเตอร์ ในเมืองซงวิลิเยร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เขาตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าลูกค้าของเขากำลังมองหานาฬิกาพกที่บางเฉียบและมีความแม่นยำสูงมาก เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ในปี 1885: Chopard สร้างชื่อเสียงในด้านนาฬิกาสวิสคุณภาพสูงที่น่าเชื่อถือ และกลายเป็นผู้จัดหานาฬิกาให้กับ “Tir Fédéral” บริษัทการรถไฟแห่งสวิตเซอร์แลนด์ และซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย รวมถึงองค์กรอื่นๆ อีกมากมาย
ถัดมาในปี 1904: คาร์ล เชาเฟเลที่ 1 ก่อตั้งบริษัทของตนเองชื่อ “คาร์ล เชาเฟเล” ในเมืองพฟอร์ซไฮม์ ประเทศเยอรมนี โดยเชี่ยวชาญด้านนาฬิกาประดับอัญมณี รวมถึงจี้ เหรียญ สร้อยข้อมือ และเข็มกลัดที่ทำจากทองคำ เพชร และไข่มุก ประดับด้วยลวดลายดอกไม้สไตล์อาร์ตนูโว เขาจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ “เอสเซฮา” และด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์ในเอเชียตะวันออกและรัสเซีย ทำให้บริษัทได้รับชื่อเสียงระดับนานาชาติอย่างรวดเร็ว
ปี 1912: คาร์ล เชอเฟเลที่ 1 ประสบความสำเร็จอย่างมากในเชิงพาณิชย์ด้วยอุปกรณ์หนีบพิเศษที่ใช้ติดนาฬิกาพกเข้ากับข้อมือหรือสวมเป็นสร้อยคอได้ ระบบที่เป็นนวัตกรรมใหม่ซึ่งจดสิทธิบัตรในปี 1912 บริเวณตรงกลางของสายรัดข้อมือทำหน้าที่ยึดและตรึงนาฬิกาไว้อย่างแน่นหนาด้วย “อุ้งเท้า” สองข้าง ผู้หญิงต่างชื่นชอบวิธีการสวมเครื่องประดับแบบใหม่นี้อย่างรวดเร็ว
ปี 1913: โฆษณาชิ้นแรกสำหรับ “La fabrique de montre LUC L.-U. Chopard, maison fondée en 1860” ได้รับการเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2456 ระหว่างปี พ.ศ. 2457 ถึง พ.ศ. 2460 บุตรชายของ Louis-Ulysse, Paul-Louis (พ.ศ. 2402 – 2483) ค่อยๆ เข้ายึดโรงงาน และในปี พ.ศ. 2461 ได้เผยแพร่โฆษณาโดยมีหัวข้อข่าวว่า “La fabrique de montre LUC le fils de L.-U. Chopard, maison fondée en 1860” (โรงงานนาฬิกา LUC บุตรชายของ L.-U. Chopard, Maison ก่อตั้งในปี 1860)
ปี 1937: Chopard ย้ายฐานการผลิตไปยังศูนย์กลางการผลิตนาฬิกาที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติอย่างเจนีวา
ซึ่ง Paul-André Chopard (1898-1968) หลานชายของ Louis-Ulysse ยังคงสืบทอดมรดกของครอบครัวต่อไป

คู่ขนานจากเยอรมนีสู่การฝ่าฟันสงคราม
1890 – 1958

อีกฝั่งหนึ่งในเยอรมนี Karl Scheufele I เด็กกำพร้าที่เติบโตมาจนกลายเป็นช่างทองฝีมือดี ได้ก่อตั้งบริษัท Eszeha ในปี 1904 เชี่ยวชาญด้านเครื่องประดับและนาฬิกาประดับอัญมณี แม้ภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 จะทำลายโรงงานในเมือง Pforzheim จนราบคาบ แต่ Karl Scheufele II ก็ลงมือบูรณะโรงงานขึ้นใหม่ในเวลาเพียงสองปี ก่อนจะส่งต่อกิจการให้ Karl Scheufele III ผู้เป็นลูกชาย

ปี 1945: เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1945 การทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ได้ทำลายเมืองพฟอร์ซไฮม์และทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลเชอเฟเล่ คาร์ล เชอเฟเล่ที่ 2 (1907 – 1966) ซึ่งรับช่วงต่อบริษัทในปี 1941 ได้เริ่มภารกิจในการสร้างโรงงานขึ้นใหม่ในพฟอร์ซไฮม์ และเปิดทำการอีกครั้งในปี 1947

ปี 1958: คาร์ล เชอเฟเลที่ 2 เกษียณอายุในปี 1958 โดยมอบหมายโรงงานและพนักงาน 35 คนให้แก่ลูกชายวัย 20 ปีของเขา ซึ่งเป็นช่างทองและช่างทำนาฬิกา และแต่งงานกับคาริน รูฟเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านั้น

จุดบรรจบของสองตระกูลและการปฏิวัติงานดีไซน์
1963 – 1978

ปี 1963 โชคชะตาพาให้ Karl Scheufele III ได้พบกับ Paul-André Chopard และตกลงซื้อขายกิจการ Chopard เพื่อผสานศาสตร์แห่งเรือนเวลาเข้ากับศิลปะเครื่องประดับอย่างลงตัว

ความหลงใหลและจินตนาการนี้นำไปสู่การเปิดตัวนวัตกรรมเพชรเต้นรำได้หรือ Happy Diamonds ในปี 1976 ซึ่งเปลี่ยนโฉมนาฬิกาประดับเพชรรูปแบบเดิมไปอย่างสิ้นเชิง ตามด้วยการสร้างโรงหลอมทองของตนเองในปี 1978 เพื่อควบคุมคุณภาพอัลลอยด์ในทุกชิ้นงาน

ปี 1963: คาร์ล เชอเฟเลที่ 3 ต้องการซื้อกิจการผู้ผลิตนาฬิกาสวิส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเจนีวา เพื่อพัฒนาธุรกิจของเขาให้เติบโตยิ่งขึ้น เขาเดินทางไปเจนีวาและได้พบกับปอล-อังเดร โชปาร์ด การซื้อขายบริษัทเสร็จสิ้นในทันที และเขากับคารินภรรยาของเขาได้ร่วมกันพัฒนาแบรนด์โชปาร์ด ส่งผลให้การผลิตขยายตัวอย่างน่าทึ่งและชื่อเสียงของแบรนด์ดีขึ้นอย่างมาก
ปี 1976: Chopard ได้พลิกโฉมวงการนาฬิกาประดับเพชรด้วย Happy Diamonds นาฬิกาเพชรลอยตัวสุดพิเศษนี้ ประกอบด้วยเพชรที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระระหว่างกระจกแซฟไฟร์สองบาน กลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์

วิสัยทัศน์คนรุ่นใหม่และไอคอนระดับโลก
1980 – 1998

ทายาทรุ่นใหม่อย่าง Karl-Friedrich และ Caroline Scheufele เข้ามากำหนดทิศทางใหม่ให้แบรนด์ เริ่มจากนาฬิกาสปอร์ตหรูรุ่น St. Moritz ในปี 1980 และการเป็นพันธมิตรรถแข่งโบราณ Mille Miglia ในปี 1988 ฝ่าย Caroline นำพาแบรนด์เข้าสู่โลกเครื่องประดับด้วย Happy Clown ในปี 1985

ก่อนจะรังสรรค์ Happy Sport ในปี 1993 ผสานสแตนเลสสตีลเข้ากับเพชรหมุนวน เกิดเป็นสไตล์ Sporty-Chic ที่ครองใจคนทั่วโลก พร้อมกับตอกย้ำภาพลักษณ์ความเรียบหรูด้วยการเป็นพันธมิตรหลักกับเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ตั้งแต่ปี 1998

ต่อมาในปี 1980: ด้วยความเชื่อมั่นว่านาฬิกา Chopard ที่ทำจากสแตนเลสจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน คาร์ล-ฟรีดริช เชอเฟเล วัย 22 ปี
บุตรชายของคารินและคาร์ล เชอเฟเลที่ 3 จึงออกแบบนาฬิกา St. Moritz Swiss: นาฬิกาสปอร์ตหรูหราสง่างามที่ผลิตจากเหล็กกล้า ซึ่งดูดีมีสไตล์ในทุกสถานการณ์
ปี 1988: คาร์ล-ฟรีดริช เชอเฟเล ผู้ซึ่งมีความหลงใหลในรถสปอร์ตคลาสสิกเช่นเดียวกับบิดา ได้ร่วมมือกับการแข่งขันรถยนต์ระดับตำนาน 1000 มิกเลีย เพื่อเปิดตัวคอลเลกชันนาฬิกาสปอร์ตหรูในชื่อเดียวกันได้อย่างประสบความสำเร็จ
ปี 1993: Caroline Scheufele ออกแบบนาฬิกาเพชรสไตล์สปอร์ตโดยใช้การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างเหล็กและเพชรในชื่อ Happy Sport ด้วยดีไซน์อันโดดเด่นของเพชรที่ลอยตัวและหมุนวนอยู่บนหน้าปัดระหว่างกระจกแซฟไฟร์สองบาน ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของสไตล์ “สปอร์ตชิค” อย่างรวดเร็ว

การยกระดับกลไกชั้นสูงและพันธกิจแห่งความยั่งยืน
1996 – ปัจจุบัน

Chopard ก่อตั้ง Chopard Manufacture ในปี 1996 เพื่อรังสรรค์กลไกอินเฮาส์ระดับไฮเอนด์ เช่น L.U.C Quattro และเรือนเวลากลไก Minute Repeater ซับซ้อนสูงอย่าง L.U.C Full Strike

นอกจากนี้แบรนด์ยังเดินหน้าสู่ความยั่งยืนเต็มตัวผ่านโครงการ Journey to Sustainable Luxury ในปี 2013 และการประกาศใช้ทองคำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% ในปี 2018 พร้อมนำเรือนเวลาในตำนานมาตีความใหม่เป็น Alpine Eagle ในปี 2019 และคอลเลกชัน My Happy Hearts ในปี 2022

ปี 1996: คาร์ล-ฟรีดริช เชอเฟเล ก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกาโชปาร์ดในเมืองเฟอริเยร์ ซึ่งทุ่มเทให้กับการผลิตกลไกนาฬิกาสวิสที่มีความแม่นยำสูง
ปี 2000: Chopard ภูมิใจเสนอนวัตกรรมระดับโลก: นาฬิกา LUC Quattro ที่ติดตั้งกลไก LUC 1.98 และมีกระบอกลานสี่ชุด (สองชุด ชุดละสองกระบอกลานซ้อนกัน ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรในชื่อเทคโนโลยี LUC Quattro®)
ทำให้มีพลังงานสำรองที่ยอดเยี่ยมถึงเก้าวัน
2016: คาร์ล-ฟรีดริช เชอเฟิล เปิดตัวนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดรุ่นหนึ่งของ chopard: รุ่น LUC Full Strike นาฬิกาบอกเวลาแบบตีระฆังบอกนาทีที่ผลิตจากทองคำที่ได้มาอย่างมีจริยธรรม และได้รับรางวัล “Aiguille d’Or” Grand Prix ในงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève ปี 2017
2019: คาร์ล-ฟรีดริช เชอเฟเล นำนาฬิการุ่น St. Moritz ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกชิ้นแรกของเขา มาตีความใหม่ในคอลเลกชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ นั่นคือ นาฬิกา Alpine Eagle

ตลอดระยะเวลากว่า 160 ปี Chopard ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การผสานระหว่างมรดกทางประวัติศาสตร์ ความประณีตของช่างฝีมือ และความกล้าที่จะคิดค้นสิ่งใหม่ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างามในฐานะหนึ่งในผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาและอัญมณีชั้นสูงที่เป็นเอกเทศที่สุดในโลกจนถึงทุกวันนี้

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สานต่อตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรู

ประกอบ “นาฬิกาเอเลี่ยน” ด้วยมือคุณเอง นี่คือผลงานคอลแลบสุดล้ำระหว่าง Maison Alcée x MB&F

ตื่นตากับ Nostromo นาฬิกาตั้งโต๊ะ 222 ชิ้นส่วน ที่นำศาสตร์แห่งเรือนเวลาแบบสัมผัสจริงของ Maison Alcée มาพบกับจินตนาการแห่งโลกอนาคตจาก MB&F

ถ้า Weyland-Yutani องค์กรยักษ์ใหญ่สุดลึกลับจากภาพยนตร์เรื่อง Alien เกิดอยากจะสร้างนาฬิกาตั้งโต๊ะขึ้นมาสักเรือน หน้าตาของมันก็คงจะออกมาคล้ายกับ Nostromo ผลงานร่วมมือระหว่าง Maison Alcée และ MB&F เรือนนี้อย่างแน่นอน เพราะแม้แต่ชื่อ Nostromo เอง ก็ดึงมาจากชื่อยานขนส่งอวกาศของ เอลเลน ริปลีย์ และลูกเรือผู้โชคร้ายในหนังเวอร์ชันคลาสสิกปี 1979 ของ ริดลีย์ สกอตต์ นั่นเอง

Nostromo 

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา MB&F ได้ทุ่มเทให้กับการสร้างสรรค์เรือนเวลาจักรกล (Horological Machines) ที่ดูเหมือนหลุดมาจากต่างดาว และนาฬิการุ่นใหม่อย่าง Nostromo ก็ยังคงเสน่ห์นั้นไว้อย่างครบถ้วน ทว่าครั้งนี้ได้ยกระดับความหลงใหลให้ผู้เป็นเจ้าของได้สัมผัสด้วยมือตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะนาฬิกาตั้งโต๊ะทรงเอเลี่ยนเรือนนี้ถูกจัดส่งมาในรูปแบบชิ้นส่วนแยกกันถึง 222 ชิ้น และต้องลงมือประกอบเข้าด้วยกันด้วยตัวเอง

Nostromo รังสรรค์ขึ้นร่วมกับ Maison Alcée เมซงชั้นนำแห่งเรือนเวลาจากฝรั่งเศส เพื่อฉลองวาระครบรอบ 15 ปีของ M.A.D.Gallery ออกแบบโดย Maximilian Maertens ครีเอทีฟดีไซเนอร์แห่ง MB&F นาฬิการุ่นนี้ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนทั่วโลก ใช้เวลาในการประกอบประมาณ 10 ชั่วโมง โดยมีเพียงส่วนชุดควบคุมการเดินเวลา (Regulating Organ) เท่านั้นที่ประกอบเสร็จสมบูรณ์มาให้ล่วงหน้า

Maison Alcée ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 โดยสองสามีภรรยา Alcée และ Benoît Montfort ด้วยเป้าหมายที่ต้องการนำพาผู้หลงใหลเรือนเวลาไปนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานของช่างทำนาฬิกา ผลงานชิ้นแรกของพวกเขาอย่างนาฬิกา Persée ได้สร้างบรรทัดฐานของแบรนด์ด้วยการมาในรูปแบบชุดคิทสำหรับให้เจ้าของประกอบเองที่บ้าน โดยรุ่น Persée Azur ส่งผลให้ Maison Alcée คว้ารางวัล Audacity Prize จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ในปี 2023 มาครอบครอง

อัลเซและเบอนัวต์ มงต์ฟอร์
แม็กซิมิเลียน แมร์เทนส์

อันที่จริงแล้ว M.A.D.Gallery ถือเป็นบูติกแห่งแรกที่ให้การสนับสนุนเมซงน้องใหม่แห่งนี้ ด้วยการเล็งเห็นถึงความเชื่อมโยงอันเป็นธรรมชาติขององค์ประกอบหลักอย่าง ศิลปะเชิงกล (Mechanical Art) การให้ความรู้ และความสนุกสนาน ซึ่งผสมผสานและเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับจักรวาลของ MB&F

นาฬิการุ่น Nostromo ได้ยกระดับแนวคิดจากรุ่น Persée ไปสู่มิติที่ดูเหนือโลกยิ่งขึ้น โดย Maertens ได้จับตัวเรือนนาฬิกามาวางในแนวนอน พร้อมเพิ่มขาตั้งทรงประติมากรรมแบบออร์แกนิกจำนวนสามขา เข้าไป ทำให้ตัวเรือนมีรูปลักษณ์ราวกับสิ่งมีชีวิตจักรกลทรงรวดลายหนวดที่กำลังหมอบซุ่มอยู่

เมื่อประกอบเสร็จสมบูรณ์ ตัวนาฬิกาสามารถหมุนปรับมุมบนขาตั้งได้ ขณะที่การแสดงเวลาถูกปรับให้เอียงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้อ่านเวลาบนโต๊ะทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ วงแหวนหน้าปัดแบบต่อเนื่องดั้งเดิมยังถูกแยกออกเป็นส่วนๆ พร้อมตกแต่งด้วยสีฟ้าเป็ด (Peacock Blue) อันเป็นสีเอกลักษณ์ของ M.A.D.Gallery ซึ่งช่วยเผยให้เห็นกลไกและเฟืองภายในได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีเข็มนาฬิกาสีดำที่ปรับดีไซน์ใหม่เข้ามาช่วยสร้างมิติความคมชัดตัดกับตัวกลไกได้อย่างลงตัว

ภาพด้านหน้าของยานโนสโทรโม

ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกสไตล์ไซไฟ เรือนเวลานี้คือนาฬิกาจักรกลอันทรงพลังและเปี่ยมด้วยเทคนิคขั้นสูง ซึ่งสร้างขึ้นบนโครงสร้างกลไกของนาฬิกาข้อมือที่ถูกขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้นสำหรับโปรเจกต์นี้โดยเฉพาะ ตัวนาฬิกาสามารถแสดงเวลาเป็นชั่วโมง นาที และวินาที พร้อมทั้งมีฟังก์ชันเสียงตีบอกเวลาทุกชั่วโมง (Hour Chime) ที่สามารถเปิด-ปิดได้ตามต้องการ และยังรองรับพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 14 วัน

ภาพด้านหลังของยานโนสโทรโม

แม้จะเป็นนาฬิกาที่มีความซับซ้อนสูง แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อให้มือใหม่สามารถลงมือประกอบได้ด้วยตัวเอง โดยมาพร้อมกับหนังสือคู่มือภาพประกอบหนา 250 หน้า ที่จะนำทางผู้เป็นเจ้าของในทุกขั้นตอน พร้อมสแกน QR Code เพื่อรับชมคลิปวิดีโอสาธิตการประกอบในแต่ละขั้นตอนอย่างใกล้ชิดสำหรับผู้ที่ต้องการดูตัวอย่างเพิ่มเติม

ตัวเรือน Nostromo รังสรรค์ขึ้นจากวัสดุสแตนเลสสตีล ทองเหลือง และเงินเยอรมัน (German Silver) เมื่อประกอบเสร็จสมบูรณ์จะมีมิติขนาดความกว้าง 160 มิลลิเมตร ลึก 135 มิลลิเมตร และสูง 123 มิลลิเมตร โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 760 กรัม

นาฬิกาตั้งโต๊ะนี้จัดส่งเป็นชิ้นส่วนแยกกัน 222 ชิ้น และมาพร้อมกับคู่มือภาพประกอบ 250 หน้า

ข้อมูลทางเทคนิค: Maison Alcée x MB&F Nostromo

  • ระบบกลไก: กลไกนาฬิกาตั้งโต๊ะแบบจักรกล อ้างอิงจากโครงสร้างกลไกนาฬิกาข้อมือขยายขนาด พลังงานสำรองยาวนาน 14 วัน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที ระบบตีบอกเวลาประจำชั่วโมง (สามารถเลือกเปิดหรือปิดเสียงได้)
  • ขนาดและน้ำหนัก: กว้าง 160 มม. x สูง 123 มม. x ลึก 135 มม. น้ำหนัก 760 กรัม
  • การประกอบ: ใช้เวลาประกอบประมาณ 10 ชั่วโมง ส่วนชุดควบคุมการเดินเวลา (Regulating Organ) ประกอบเสร็จสมบูรณ์มาให้ล่วงหน้า มาพร้อมชุดอุปกรณ์เครื่องมือระดับมืออาชีพ และคู่มือภาพประกอบหนา 250 หน้า พร้อม QR Code เชื่อมต่อวิดีโอสาธิต
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สานต่อตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรู

Introducing: Atelier Wen ผนึกกำลัง Massena Lab เผยโฉมเรือนเวลารุ่นพิเศษ Inflection Shuò

การคอลแลบแห่งปี Atelier Wen จับมือ Massena Lab รังสรรค์เรือนเวลารุ่นพิเศษ Inflection Shuò

ปีนี้ถือเป็นปีทองของ Atelier Wen อย่างแท้จริง เพราะหลังจากประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นจากการเปิดตัวคอลเลกชัน Ancestra อันน่าตื่นตาตื่นใจ ตลอดจนรุ่น Perception V3 ที่แฟนๆ ตั้งตารอคอย ล่าสุดพวกเขากลับมาสร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วย Inflection Shuò เรือนเวลารุ่นลิมิเต็ด เอดิชัน ที่รังสรรค์ขึ้นจากรุ่นทรงคุณค่าที่สุดของแบรนด์ โดยจับมือร่วมกับ Massena Lab สตูดิโอสร้างสรรค์เรือนเวลาที่มีรสนิยมอันโดดเด่นอยู่เสมอ 

Atelier Wen x Massena Lab Inflection Shuò

ถึงแม้มองแวบแรก Inflection จะคล้ายกับรุ่น Perception แต่จริงๆ แล้วทั้งสองรุ่นมีความต่างกันอย่างมาก โดย Inflection จะมีมิติตัวเรือนที่เพรียวบางกว่า และไฮไลต์สำคัญคือการใช้วัสดุ แทนทาลัม (Tantalum) ทั้งเรือน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวัสดุทำตัวเรือนนาฬิกาที่หายากที่สุด แม้แต่แบรนด์ดังอย่าง Audemars Piguet หรือ Omega ก็เคยผลิตออกมาเพียงไม่กี่รุ่น เนื่องจากเป็นโลหะที่หนัก หนาแน่น และขึ้นรูปยากมาก อย่างไรก็ตาม ความสมบูรณ์แบบของตัวเรือนนี้ทำให้คุ้มค่าแก่การครอบครองอย่างยิ่ง ส่วนกลไกภายในเลือกใช้กลไกปรับแต่งพิเศษ Calibre GP03300 จาก Girard-Perregaux ซึ่งโดดเด่นและเป็นตัวเลือกที่แปลกใหม่สำหรับนาฬิการะดับราคานี้ 

หากตัวเรือนและกลไกคือฐานที่มั่น หน้าปัดก็คือไฮไลต์เด็ดของเรือนนี้อย่างแท้จริง เพราะเป็นจุดที่แสดงการคอลแลบระหว่าง Atelier Wen และ Massena Lab ได้อย่างชัดเจน

ตัวหน้าปัดทำจาก ทองคำแท้ 18K โดยรุ่น Rose Gold ผลิต 40 เรือน และรุ่น White Gold ผลิตเพียง 10 เรือน (เปิดขายเฉพาะลูกค้าเก่า) ดีไซน์หน้าปัดมาในสไตล์ California Dial แบบพิเศษ ครึ่งบนเป็นตัวเลขอารบิกฟอนต์ Massena Lab แกะสลักด้วยมือ ส่วนครึ่งล่างเป็นตัวอักษรจีนของ Atelier Wen ผลงานแกะสลักโดย Coralie Mercier สะท้อนการผสมผสานศิลปะตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว ล้อมรอบด้วยขอบวงแหวนขัดลายรัศมี ขนาบข้างด้วยงานตอกลายผิวสัมผัส Tremblage ด้วยมือ และลวดลายหุยเวิน (Huiwan) สัญลักษณ์ประเพณีจีนโบราณบริเวณขอบนอกสุด ปิดท้ายด้วยเข็มทรงใบไม้ชุบสีน้ำเงินที่ให้ลุคเรียบหรูคลาสสิก

ทุกครั้งที่เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ atelier Wen ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงแนวทางการสร้างสรรค์ที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและลุ่มลึกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเดิมทีรุ่น Inflection ก็นับเป็นเรือนเวลาที่น่าทึ่งอย่างยิ่งจากแบรนด์รุ่นใหม่เช่นนี้อยู่แล้ว และการผนึกกำลังร่วมกับ Massena Lab ในครั้งนี้ ยิ่งส่งให้เรือนเวลาที่โดดเด่นอยู่แล้ว ก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในเรือนเวลารุ่นใหม่ที่เท่และน่าจับตามองที่สุดแห่งปี 2026 

ข้อมูลทางเทคนิค: Atelier Wen x Massena Lab Inflection Shuò
  • กลไก: กลไกออโตเมติก คาลิเบอร์ Girard-Perregaux GP03300 ปรับแต่งพิเศษ สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: วัสดุแทนทาลัม (Tantalum) ขนาด 40 × 45 มม. ความหนา 10.2 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: ฐานหน้าปัดผลิตจากไวท์โกลด์ 18K แท้ (Solid 18k white gold base plate) มีให้เลือกทั้งเวอร์ชันไวท์โกลด์  และโรสโกลด์ 
  • สายนาฬิกา: สายแทนทาลัมพร้อมระบบปรับระยะความยาวสายแบบละเอียด (Micro-adjustment) ในตัวที่กำลังจดสิทธิบัตร สามารถปรับเปลี่ยนได้ 4 ตำแหน่งทันทีโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์
  • การจัดจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนทั่วโลก (แบ่งเป็น Rose Gold 40 เรือน และ White Gold 10 เรือน) เริ่มทยอยส่งมอบเป็นล็อตเล็กตั้งแต่ช่วงต้นปี 2027

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
เจาะลึกเทรนด์นาฬิกาสตรี ทำไมแบรนด์หรูถึงต้องหันมาแย่งตลาดนาฬิกาจักรกลสำหรับผู้หญิง หรือจะหมดยุค “ย่อขนาดแล้วทาสีชมพู”?
Baume & Mercier เผยโฉม Clifton Baumatic 39mm โดดเด่นด้วยหน้าปัดกิโยเชสีฟ้าไอซ์บลู ตัวเรือนขนาด 39 มม. สวมใส่ง่าย 
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย

Geneva Watch Days 2026: มหกรรมนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พร้อมเขย่าวงการนาฬิกาโลก

0

การรวมตัวของ 71 แบรนด์ชั้นนำและแบรนด์อิสระ ณ นครเจนีวา กับเทศกาลเรือนเวลาที่เปิดกว้างสำหรับนักสะสมทั่วโลก

  • งาน Geneva Watch Days (GWD) กลับมาอีกครั้งในวันที่ 2 – 6 กันยายน 2026 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยในปีนี้นับเป็นครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมา ด้วยการรวมตัวของแบรนด์นาฬิกาชั้นนำและแบรนด์อิสระ (Independents) กว่า 71 แบรนด์มาร่วมจัดแสดงนวัตกรรมเรือนเวลา

เสน่ห์ของการจัดงานแบบ Decentralized

ต่างจากงานแสดงนาฬิกาแบบดั้งเดิมที่มักกระจุกตัวอยู่ในอาคารนิทรรศการขนาดใหญ่ Geneva Watch Days ยังคงจุดเด่นในการจัดงานแบบกระจายตัว (Decentralized) ทั่วเมืองเจนีวา เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชม นักสะสม และสื่อมวลชน ได้เดินสัมผัสบรรยากาศของเมืองสวิสไปพร้อมกับการเยี่ยมชมโชว์รูมส่วนตัวของแต่ละแบรนด์

ไฮไลต์สำคัญประจำปี 2026

The Pavilion & Blue Box (Rotonde du Mont-Blanc): ศูนย์กลางหลักของงานใกล้ทะเลสาบเจนีวา เป็นพื้นที่จัดแสดงเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุดจากทั้ง 71 แบรนด์เคียงข้างกัน รวมถึงเป็นเวทีเสวนาทางเทคนิค (Technical Panels) งานประมูลการกุศล และกิจกรรมท้าทายความแม่นยำทางกลไกอย่าง COSC Precision Challenge

การเข้าถึงที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน: งานนี้ยังคงเปิดให้สาธารณชนเข้าชมพื้นที่จัดแสดงหลักได้ฟรี โดยมีบริการนำชม (Guided Tours) รวมถึงกิจกรรม Kids’ Club สำหรับผู้ร่วมงานรุ่นเยาว์

Collectors’ Lounge: พื้นที่พิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับนักสะสมระดับท็อปในการร่วมสัมผัสเรือนเวลาจริงอย่างใกล้ชิด (Touch & Feel)

งาน Geneva Watch Days 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นที่เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ แต่เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งเรือนเวลาที่เชื่อมโยงระหว่างช่างทำนาฬิกา นักสะสม และคนรักนาฬิกาทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

แบรนด์ที่เข้าร่วม (A–Z)

งาน Geneva Watch Days 2026 รวบรวมผู้เข้าร่วมมากเป็นประวัติการณ์ถึง 71 ราย ซึ่งประกอบไปด้วยแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ แบรนด์อิสระร่วมสมัย ผู้ผลิตนาฬิกาเฉพาะทาง และแบรนด์เกิดใหม่ที่มีแนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่โดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรม ตามรายชื่อดังนี้

  • Akhor
  • Alpina
  • Alto
  • Amida
  • Artisans de Genève
  • BA111OD
  • Beaubleu
  • Beauregard
  • Beda’a
  • Behrens
  • Bell & Ross
  • Bianchet
  • Bimbu
  • Breitling
  • Bremont
  • Bvlgari
  • Byrne
  • Cédric Johner
  • Claude Meylan
  • Corum
  • Czapek
  • Daniel Roth
  • David Candaux
  • De Bethune
  • Dennison
  • DOXA
  • Emmanuel Bouchet
  • Fears
  • Ferdinand Berthoud
  • Frédérique Constant
  • Furlan Marri
  • Gallet
  • Gerald Charles
  • Gérald Genta
  • Girard-Perregaux
  • Greubel Forsey
  • Hautlence
  • Kerbedanz
  • Keris
  • Konstantin Chaykin
  • Krayon
  • L. Leroy
  • Laurent Ferrier
  • Lederer
  • L’Épée
  • Linde Werdelin
  • Louis Erard
  • Louis Moinet
  • MARLI New York
  • Massena Lab
  • Maurice Lacroix
  • Mauron Musy
  • MB&F
  • MicroMilSpec
  • Ming
  • NAOYA HIDA & Co.
  • Oris
  • Otsuka Lotec
  • Perrelet
  • Phillips
  • Renaud Tixier
  • Réservoir
  • Singer Reimagined
  • Speake-Marin
  • Stollenwurm SA
  • Trilobe
  • Tutima
  • Unimatic
  • Universal Genève
  • Urwerk
  • Zenith

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สานต่อตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรู

เมื่อดารากลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบ มุมมองต่อ Rado True Square Open Heart x Ji Chang-wook

เมื่อแบรนด์สวิสและซูเปอร์สตาร์เกาหลีร่วมมือกัน ถ่ายทอดตัวตนผ่านไฮเทคเซรามิก

ในโลกของนาฬิกาหรู การใช้คนดังหรือ Global Brand Ambassador มาใส่ผลิตภัณฑ์เพื่อถ่ายภาพแคมเปญโฆษณาเป็นสูตรสำเร็จที่เห็นกันจนชินตา มักจะจบลงด้วยภาพลักษณ์อันเพียบพร้อมแต่ขาดความเชื่อมโยงที่แท้จริงระหว่างตัวผู้สวมใส่กับตัวผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกันระหว่างแบรนด์เรือนเวลาสวิสอย่าง Rado และนักแสดงชาวเกาหลีใต้ จีชางอุค (Ji Chang-wook) ในเรือนเวลารุ่น True Square Open Heart x Ji Chang-wook ลิมิเต็ด เอดิชัน ได้นำเสนอทิศทางที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น

จุดเริ่มต้นของนาฬิการุ่นนี้ไม่ได้เกิดจากโจทย์ทางการตลาดที่วางไว้ล่วงหน้า แต่เริ่มขึ้นจากการเดินทางเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่และศูนย์วิจัยวัสดุไฮเทคเซรามิกของ Rado ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี 2024 ความสนใจในรายละเอียดทางเทคนิค งานออกแบบ และกระบวนการผลิต นำไปสู่การพูดคุยและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับทีมพัฒนาของแบรนด์อย่างใกล้ชิด

องค์ประกอบส่วนตัวในดีไซน์เชิงอุตสาหกรรม

สิ่งที่ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้มีความน่าสนใจในเชิงบรรณาธิการ คือการสอดแทรกความหมายส่วนบุคคลลงไปในโครงสร้างอันคมกริบของเรือนเวลาเซรามิกทรงสี่เหลี่ยม หน้าปัดแบบ Open Heart ที่ถูกปรับแต่งด้วยการประดับทับทิมสีแดงสดจำนวน 12 เม็ดลงบนหลักชั่วโมง ซึ่งนอกจากจะสะท้อนถึงอัญมณีประจำเดือนเกิดของจีชางอุคแล้ว สีแดงยังมีความหมายถึงโชคลาภในการรับรู้ทางวัฒนธรรมเกาหลีอีกด้วย

โทนสีแดงของทับทิมถูกนำมาตัดกับตัวเรือนและสายไฮเทคเซรามิกสีดำแมตต์อย่างลงตัว พร้อมลงรายละเอียดด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova สีแดงบนเข็มนาฬิกา ในส่วนของฝาหลังไทเทเนียมที่ได้รับการพิมพ์ลายเซ็นของจีชางอุคพร้อมระบุหมายเลขการผลิตจำกัดเพียง 987 เรือนทั่วโลก ส่วนในด้านของกลไกภายในนั้นขับเคลื่อนด้วยระบบออโตเมติก Rado คาลิเบอร์ R734 ที่รองรับการสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง และติดตั้งแฮร์สปริง Nivachron™ เพื่อช่วยป้องกันสนามแม่เหล็ก

มากกว่าแค่พรีเซนเตอร์

การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า สายสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์เรือนเวลากับตัวแทนผู้สวมใส่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง “หน้าตา” ไปสู่การมีส่วนร่วมในเชิงสร้างสรรค์อย่างแท้จริง สำหรับผู้ที่สะสมเรือนเวลา นาฬิการุ่นนี้จึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่นาฬิการุ่นลิมิเต็ดของซูเปอร์สตาร์ แต่เป็นตัวอย่างของการผสานความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมวัสดุเข้ากับเรื่องราวเฉพาะบุคคลได้อย่างลงตัว

“
ฉันหลงรักนาฬิกา Rado ตั้งแต่ตอนเด็กๆ และก็ซื้อนาฬิกา Centrix เรือนแรกให้ตัวเองเป็นของขวัญหลังจากชนะการแข่งขัน รุ่นนี้ให้ความรู้สึกหรูหราและความแม่นยำ และตอนนี้ฉันยังคงชอบใส่นาฬิกาเรือนนี้อยู่ เนื่องจากนาฬิกาเรือนนี้ทำให้ฉันระลึกถึงความทรงจำแสนสุขจากการทุ่มเทอย่างหนักของฉัน จนทำให้ฉันชนะการแข่งขันและสามารถซื้อสิ่งที่ฉันอยากได้มาตลอดเป็นของขวัญให้ตนเองได้ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ของเราก็งอกงาม
”

JI CHANG-WOOK
นักร้องและนักแสดงเกาหลี

แล้วทุกคนล่ะคะ คิดเห็นอย่างไรกับความร่วมมือในครั้งนี้ สามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Rado True Square Open Heart x Ji Chang-wook Limited Edition (ผลิตจำกัด 987 เรือนทั่วโลก)
  • ตัวเรือน: ไฮเทคเซรามิกสีดำแมตต์ ทรงสี่เหลี่ยม ฝาหลังไทเทเนียมสลักลายเซ็นจีชางอุคและหมายเลขประจำเรือน
  • หน้าปัด: แบบฉลุโปร่ง (Open Heart) ประดับทับทิมสีแดงสด 12 เม็ดแทนหลักชั่วโมง เข็มเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova สีแดง
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม (ชั่วโมง, นาที, วินาที) และการต้านทานสนามแม่เหล็ก
  • กลไก: ออโตเมติก Rado คาลิเบอร์ R734 สำรองพลังงานได้นาน 80 ชั่วโมง พร้อมแฮร์สปริง Nivachron™
  • สาย: ไฮเทคเซรามิกสีดำแมตต์แบบข้อต่อชิ้นเดียว

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Introducing: Peacock เปิดตัว Black Hole III Curved Guilloche Central Tourbillon ผลงานที่ได้แรงบันดาลใจจากสเปซไทม์และแรงดึงดูดของหลุมดำ 
Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
Blancpain ย้อนเวลา Bathyscaphe สู่ปี 1968 เพื่อฉลองครบรอบ 70 ปี

ข้ามขีดจำกัดแห่งอวกาศ Bell & Ross เปิดตัว BR-X5 Meteorite รุ่นใหม่ล่าสุด รังสรรค์จากอุกกาบาตจริง

Bell & Ross ดึงเสน่ห์จากสรวงสวรรค์และจักรวาลมาสู่คอลเลกชัน BR-X5 

ถ้าพูดถึงเทรนด์หลักของวงการนาฬิกาปีนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องอวกาศ ไม่ว่าจะเป็น IWC ที่สร้างนาฬิกากลไกสำหรับเที่ยวบินอวกาศเชิงพาณิชย์ Breitling ที่เปิดตัว Cosmonaute Artemis II หรือ Bremont ที่เตรียมส่งรุ่น Supernova Chronograph ไปดวงจันทร์ และล่าสุด Bell & Ross ก็ร่วมแจมเทรนด์นี้ด้วยเช่นกันในมุมมองที่ต่างออกไป

แม้ตัวเรือน BR-X5 รุ่นใหม่จะไม่ได้ถูกส่งออกไปนอกโลก แต่ตัวหน้าปัดกลับทำมาจากวัตถุที่มาจากอวกาศโดยตรงอย่าง “อุกกาบาตมูโอเนียนลุสตา” (Muonionalusta) จากสวีเดนที่มีอายุราว 4,500 ล้านปี ลวดลายเส้นลวดบนหน้าปัดที่เรียกว่า Widmanstätten เกิดจากปฏิกิริยาความร้อนและการเย็นตัวของเหล็กกับนิกเกิลขณะตกลงสู่พื้นโลก

Bell & Ross BR-X5 Meteorite

ความพิเศษของหน้าปัดเรือนนี้แตกต่างจากหน้าปัดอุกกาบาตทั่วไป เพราะไม่ใช่แค่การนำแผ่นหินอุกกาบาตแผ่นบางๆ มาแปะลงบนฐานทองเหลือง ทว่าเป็นการใช้แผ่นอุกกาบาตแท้แบบชิ้นเดียว (Solid slice) ยึดติดโดยตรงผ่าน ‘ขาหน้าปัด’ (Dial feet) พื้นผิวถูกปกป้องด้วยการเคลือบ PVD พร้อมประดับด้วยหลักชั่วโมงและเข็มทรงแท่ง (Baton hands) ชุบโรเดียม ซึ่งทั้งสองส่วนได้รับการบรรจุสารเรืองแสง Super-LumiNova เอาไว้อย่างครบครัน นอกจากนี้ การจัดวางองค์ประกอบบนหน้าปัดยังสร้างสมดุลได้อย่างลงตัว ด้วยช่องหน้าต่างแสดงวันที่แบบเปิดกว้าง 3 วัน (Triple date window) ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และเข็มชี้ระดับพลังงานสำรองที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา 

กลิ่นอายสไตล์อุตสาหกรรมอันเป็นจุดเด่นของ BR-X5 เข้ากันได้ดีเป็นพิเศษกับหน้าปัดอุกกาบาต เพราะลวดลายผลึกธรรมชาติช่วยเพิ่มมิติและเทกซ์เจอร์ให้ดูมีเสน่ห์ โดยไม่แย่งความเด่นไปจากความเท่ล้ำสมัยของตัวเรือน การขัดลายแปรงสลับขัดเงาบนตัวเรือนช่วยเสริมโทนสีเทาเงินของหน้าปัด ขณะที่สายสแตนเลสสตีลและสายยางสีดำก็ช่วยตอกย้ำการคุมโทนสีในสไตล์ Tone-on-tone ได้อย่างลงตัว 

ข้อมูลทางเทคนิค: Bell & Ross BR-X5 Meteorite
  • กลไก: กลไกออโตเมติก คาลิเบอร์ BR-CAL.323 ผ่านการรับรองความแม่นยำระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC สำรองพลังงานได้ประมาณ 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที และวินาที หน้าต่างแสดงวันที่ขนาดใหญ่ (Large date) ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา มาตรวัดพลังงานสำรองที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีลขัดลายซาตินสลับขัดเงา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. ความหนา 12.8 มม. เม็ดมะยมแบบขันเกลียวพร้อมบ่าปกป้องเม็ดมะยม (Crown guard) ฝาหลังโปร่งใส แซฟไฟร์ คริสตัล กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: ชิ้นส่วนอุกกาบาตมูโอเนียนลุสตาแท้แบบเต็มชิ้น (Solid Muonionalusta meteorite) หลักชั่วโมงแบบติดนูนชุบโรเดียมแต้มสารเรืองแสง Super-LumiNova สีขาว เข็มโปร่ง (Skeletonised hands) ชุบโรเดียมแต้มสารเรืองแสง Super-LumiNova สีขาว วงแหวนขอบหน้าปัดนาที 60 นาที ขัดลายซาติน
  • สายนาฬิกา: สายสแตนเลสสตีลขัดลายซาตินสลับขัดเงา หรือ สายยางสีดำ บัคเคิลแบบพับวัสดุสแตนเลสสตีล
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 250 เรือนทั่วโลก (Limited edition of 250 pieces)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Blancpain ย้อนเวลา Bathyscaphe สู่ปี 1968 เพื่อฉลองครบรอบ 70 ปี
นิยามใหม่แห่งนาฬิกากีฬา Norqain Independence Skeleton Titanium DLC ดุดัน ละเมียดละไม ด้วยไทเทเนียมรมดำ
Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่

Longines เปิดตัวไลน์โปรดัคส์ย่อย Master Collection รุ่นใหม่ล่าสุด 

0

เพิ่มความชัดเจนให้อัตลักษณ์ความคลาสสิกด้วยระบบ Monopusher ตัวแรกของคอลเลกชัน, Chronograph Moonphase ปรับสัดส่วนใหม่ และนาฬิกาสามเข็มดีไซน์สดใหม่ 

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2005 Master Collection ถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชันระดับสัญลักษณ์ของ Longines ที่สะท้อนถึงศาสตร์การประดิษฐ์เรือนเวลาด้วยระบบกลไกตามแบบแผนดั้งเดิม โดยไลน์ผลิตภัณฑ์นี้มีความหลากหลายอย่างมาก ตั้งแต่นาฬิการะบบออโตเมติกแบบสามเข็มที่เรียบง่าย ไปจนถึงโครโนกราฟ ปฏิทิน ฟังก์ชันแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม (Moonphase) ตลอดจนการรวมฟังก์ชันซับซ้อน (Complications) ต่างๆ เข้าด้วยกัน 

Longines Master Collection Chrono Monopusher และ Chrono Moonphase

ในปีนี้ Longines ปรับโฉมคอลเลกชัน Master Collection ครั้งใหญ่ เพื่อสร้างทิศทางภาพลักษณ์ที่คมชัดยิ่งขึ้น หลังจากเปิดตัวดีไซน์เฟสแรกไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งวางมาตรฐานภาษาแห่งงานดีไซน์ใหม่ให้กับรุ่นสามเข็มขนาด 30 มม., 34 มม., 39 มม. และ 41 มม. ไม่ว่าจะเป็นขอบเบเซลแบบโค้งเว้า (Concave bezel) ลวดลายบาร์เลย์คอร์น (Barleycorn) บนหน้าปัดที่ได้รับการตีความใหม่ และสายนาฬิกาดีไซน์ใหม่ ล่าสุด Longines ได้นำ DNA ดังกล่าวมาถ่ายทอดสู่รุ่นโครโนกราฟอีก 2 รุ่น พร้อมเพิ่มตัวเลือกหน้าปัดสีน้ำเงินและรุ่นสองกษัตริย์ (Two-tone) เข้ามาเสริมในไลน์นาฬิกาแบบสามเข็ม 

Monopusher รุ่นแรกใน Master Collection 

Longines Master Collection Chrono Monopusher ถือเป็นนาฬิการุ่นไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดของการปรับโฉมครั้งนี้ ในฐานะนาฬิกาจับเวลาแบบปุ่มเดียว (Single-pusher chronograph) เรือนแรกที่ถูกเพิ่มเข้ามาในตระกูล และยังโดดเด่นด้วยงานออกแบบที่งดงามประณีต

Longines Master Collection Chrono Monopusher สีเงินโอปอล

ฟังก์ชันเริ่ม (Start), หยุด (Stop) และเซ็ตศูนย์ (Reset) ทั้งหมด ถูกควบคุมผ่านปุ่มเดียวที่รวมไว้ในเม็ดมะยม บริเวณขอบหน้าปัดล้อมรอบด้วยมาตรวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Pulsometer scale) ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่คำนวณอัตราการเต้นของหัวใจได้จากการจับเวลาจังหวะการเต้นครบ 30 ครั้ง นับเป็นฟังก์ชันพิเศษที่มีรากฐานมาจากนาฬิกาจับเวลาทางการแพทย์ที่แพทย์เคยใช้ในอดีตก่อนยุคระบบมอนิเตอร์อิเล็กทรอนิกส์

ตัวเรือนสแตนเลสสตีลมาในขนาด 41 มม. ความหนา 12.6 มม. และความยาวจากขาตัวเรือนถึงขาตัวเรือน (Lug-to-lug) 48.6 มม. พร้อมขอบเบเซลทรงเว้า (Concave bezel) ตามภาษาการดีไซน์ใหม่ของคอลเลกชัน จัดวางหน้าปัดย่อยแบบสองวง (Two-register layout) เพื่อความสะอาดตาและเป็นระเบียบ โดยแสดงวินาทีหลักอยู่ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และวงจับเวลา 30 นาทีอยู่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

ในช่วงเปิดตัวมีให้เลือก 2 หน้าปัด ได้แก่ หน้าปัดสีเงินโอพาลีน (Silver opaline) พร้อมหลักตัวเลขและเข็มชุบโรเดียมเงางาม และ หน้าปัดสีน้ำเงินผิวด้าน (Frosted blue) พร้อมรายละเอียดตกแต่งชุบโรสโกลด์ ทั้งสองแบบโดดเด่นด้วยลายบาร์เลย์คอร์น (Barleycorn) อันเป็นเอกลักษณ์, วงหน้าปัดย่อยขัดลายก้นหอย (Snail-finished) และวงแหวนขอบนอกพ่นทราย (Sandblasted) เพื่อแบ่งสัดส่วนแต่ละพื้นที่บนหน้าปัดอย่างชัดเจน จับคู่มากับสายหนังจระเข้สีเทาแอนทราไซต์หรือสีน้ำตาล พร้อมหัวล็อกแบบพับล็อกที่ปรับระยะได้อย่างละเอียด (Micro-adjustable folding clasp)

Longines Master Collection Chrono Monopusher สีฟ้าอมเทาแบบเม็ดเล็ก

หัวใจหลักในการขับเคลื่อนเรือนเวลานี้คือ กลไกไขคอหมุน คาลิเบอร์ L799.5 (Longines manual-winding caliber L799.5) ซึ่งโชว์ความงดงามผ่านฝาหลังแซฟไฟร์โปร่งใส กลไกนี้ทำงานด้วยระบบคอลัมน์วีล (Column-wheel) พร้อมสายใยจักรกรอกซิลิคอน (Silicon balance spring) ที่มีคุณสมบัติต้านทานสนามแม่เหล็ก โดยสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 68 ชั่วโมง

การนำกลไก Monopusher กลับมาใช้ในครั้งนี้ ยังช่วยเชื่อมโยง Master Collection เข้ากับหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของ Longines อีกด้วย เพราะเมื่อย้อนดูคลังจดหมายเหตุของแบรนด์ จะพบว่า Longines เริ่มพัฒนานาฬิกาจับเวลาข้อมือแบบ Monopusher เรือนแรกมาตั้งแต่ปี 1911 ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมา (ปี 1913) แบรนด์จะประสบความสำเร็จในการผลิตกลไกขนาดกะทัดรัด คาลิเบอร์ 13.33Z เพื่อใช้นำร่องผลิตนาฬิกาจับเวลาข้อมือแบบซีรีส์ใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า เป็นหนึ่งในกลไกจับเวลาขนาดเล็กยุคแรกเริ่มที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อนาฬิกาข้อมือโดยเฉพาะ

นาฬิกา Longines Monopusher รุ่นประวัติศาสตร์
ข้อมูลทางเทคนิค: Longines Master Collection Chrono Monopusher
  • กลไก: กลไกเอกสิทธิ์เฉพาะ Longines คาลิเบอร์ L799.5, ระบบไขคอหมุน (Manual-winding), ระบบจับเวลา คอลัมน์วีล (Column-wheel), สำรองพลังงาน 68 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง, นาที, วินาทีขนาดเล็ก (Small seconds); เข็มจับเวลาวินาทีตรงกลาง, เข็มจับเวลา 30 นาที; มาตรวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Pulsometer)
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขนาด 41 × 12.6 มม., ความยาว Lug-to-Lug 48.6 มม., กระจกหน้าปัดและฝาหลังโปร่งใส แซฟไฟร์ คริสตัล, กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ลายบาร์เลย์คอร์น (Barleycorn) สีเงินโอพาลีน (Silver opaline) หรือ สีน้ำเงินผิวด้าน (Frosted blue)
  • สายนาฬิกา: หนังจระเข้สีเทาแอนทราไซต์ (Anthracite) หรือ สีน้ำตาล พร้อมหัวล็อกแบบพับปรับระยะละเอียดได้ (Micro-adjustable folding clasp)

Chrono Moonphase ปรับขนาดใหม่เป็น 41 มม.

Longines Master Collection Chrono Moonphase รุ่นใหม่นี้ เป็นการปรับโฉมหนึ่งในกลไกซับซ้อนที่เป็นระดับลายเซ็นของคอลเลกชัน Master Collection โดยมาในขนาดตัวเรือนใหม่ 41 มม. จากเดิมที่มีให้เลือกระหว่างขนาด 40 มม. และ 42 มม. ส่งผลให้รุ่นปรับโฉมใหม่นี้ลงตัวพอดีตรงกลางระหว่างสองขนาดเดิม การเลือกใช้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. เช่นเดียวกับรุ่น Monopusher Chrono ยังช่วยสร้างมาตรฐานขนาดที่สอดคล้องกันและดูทันสมัยยิ่งขึ้นให้กับทั้งสองรุ่น

Longines Master Collection Chrono Moonphase

ตัวเรือนมีความหนา 13.8 มม. และมีความยาวจากขาตัวเรือนถึงขาตัวเรือน (Lug-to-lug) 48.6 มม. โอบล้อมหน้าปัดสีเงินที่ประดับด้วยลวดลายบาร์เลย์คอร์น (Barleycorn) เสริมความโดดเด่นด้วยหลักตัวเลขอารบิกสีน้ำเงินแบบนูน (Applied blue Arabic numerals) ทั้ง 9 ตำแหน่ง และเข็มเหล็กชุบสีน้ำเงิน (Blued steel hands) ปิดท้ายความประณีตบนหน้าปัดด้วยการขัดลายก้นหอย (Snail finishing) รอบวงหน้าปัดย่อยทั้งสามวงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Longines Master Collection Chrono Moonphase

นาฬิการุ่นนี้ยังคงอัดแน่นด้วยข้อมูลและฟังก์ชันบนหน้าปัดอย่างครบครัน โดยวงหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาทำหน้าที่บอกวินาทีหลักร่วมกับเข็มแสดงเวลา 24 ชั่วโมง ขณะที่วงหน้าปัดย่อยที่ 12 นาฬิกาได้รวมเข็มจับเวลา 30 นาทีเข้ากับช่องหน้าต่างแสดงวันและเดือน ส่วนที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เป็นวงจับเวลารวม 12 ชั่วโมงที่โอบล้อมดิสก์แสดงข้างขึ้น-ข้างแรม (Moonphase) เอาไว้ และปิดท้ายด้วยเข็มชี้ตรงกลางปลายทรงพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว (Half-moon-tipped hand) ที่ทำหน้าที่ชี้บอกวันที่รอบขอบหน้าปัด

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก คาลิเบอร์ L687.5 (Longines automatic caliber L687.5) พร้อมระบบจับเวลา คอลัมน์วีล (Column-wheel) และสายใยจักรกรอกซิลิคอน สำรองพลังงานได้ยาวนาน 66 ชั่วโมง มาพร้อมตัวเลือกสายหนังจระเข้สีน้ำเงินหรือสายสแตนเลสสตีลดีไซน์ใหม่ ซึ่งทั้งสองแบบติดตั้งหัวล็อกแบบพับที่สามารถปรับระยะได้อย่างละเอียด

ข้อมูลทางเทคนิค: Longines Master Collection Chrono Moonphase
  • กลไก: กลไกเอกสิทธิ์เฉพาะ Longines คาลิเบอร์ L687.5, ระบบออโตเมติก, ระบบจับเวลา คอลัมน์วีล (Column-wheel), สำรองพลังงาน 66 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง, นาที, วินาทีขนาดเล็ก (Small seconds), แสดงเวลา 24 ชั่วโมง, บอกวันที่ด้วยเข็มชี้ (Pointer date), แสดงวัน, เดือน, ข้างขึ้น-ข้างแรม (Moonphase); เข็มจับเวลาวินาทีตรงกลาง, วงจับเวลา 30 นาที และ 12 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขนาด 41 × 13.8 มม., ความยาว Lug-to-Lug 48.6 มม., กระจกหน้าปัดและฝาหลังโปร่งใส แซฟไฟร์ คริสตัล, กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ลายบาร์เลย์คอร์น (Barleycorn) สีเงิน พร้อมหลักตัวเลขอารบิกสีน้ำเงินแบบติดนูน และเข็มเหล็กชุบสีน้ำเงิน
  • สายนาฬิกา / สายเหล็ก: สายหนังจระเข้สีน้ำเงิน หรือ สายสแตนเลสสตีล พร้อมหัวล็อกแบบพับปรับระยะละเอียดได้

ไลน์สามเข็มจัดเต็ม 4 ขนาดตัวเรือน

การขยายไลน์ครั้งนี้ได้นำเสนอโทนสีและการตกแต่งใหม่ๆ โดยเพิ่มหน้าปัดสีน้ำเงินซันเรย์ผิวด้าน (Frosted blue sunray) ประดับเพชร Top Wesselton 11 เม็ด ให้กับตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 30 มม. และ 34 มม. รวมถึงเวอร์ชัน Two-tone หุ้มทองคำและทองโรสโกลด์ ที่มาพร้อมหน้าปัดมุกแท้สีขาวและหลักชั่วโมงประดับเพชรสุดหรู

Ref. L2.450.4.97.6 ตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 34 มม. หน้าปัดสีน้ำเงินด้านลายแสงอาทิตย์ ประดับด้วยเพชร Top Wesselton จำนวน 11 เม็ด
 Ref. L2.449.5.89.7 สายนาฬิกาทูโทนสีโรสโกลด์ขนาด 30 มม. ปลายสายปิดด้วยทองคำขาว หน้าปัดมุกประดับเพชรเป็นเครื่องหมายบอกเวลา
Ref.L2.450.5.87.7 สายนาฬิกาทูโทนทองคำเหลืองขนาด 34 มม. ปลายสายปิดด้วยทองคำเหลือง หน้าปัดมุกประดับเพชรเป็นเครื่องหมายบอกเวลา

สำหรับตัวเรือนขนาดใหญ่ขึ้นอย่าง 39 มม. และ 41 มม. มาพร้อมหน้าปัดลายบาร์เลย์คอร์นสีฟ้าอ่อน (Light blue barleycorn) ประดับหลักตัวเลขอารบิกแบบติดนูน และเข็มชุบโรเดียม โดยทั้งสองขนาดมีให้เลือกจับคู่กับสายหนังจระเข้สีเทาแอนทราไซต์ หรือสายสแตนเลสสตีล

สายรัดข้อมือได้รับการออกแบบใหม่โดยใช้ข้อต่อที่สั้นลง และตัวล็อกแบบพับได้ช่วยให้ปรับขนาดได้อย่างละเอียด

ในส่วนของกลไก รุ่นขนาด 30 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก คาลิเบอร์ L592.5 สำรองพลังงานได้สูงสุด 45 ชั่วโมง ส่วนรุ่นขนาด 34 มม., 39 มม. และ 41 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก คาลิเบอร์ L888.5 ทำงานด้วยความถี่ 3.5 เฮิรตซ์ (Hz) พร้อมสำรองพลังงานได้ยาวนานสูงสุด 72 ชั่วโมง ทุกรุ่นติดตั้งสายใยจักรกรอกซิลิคอน, หน้าต่างแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และฝาหลังโปร่งใส แซฟไฟร์ คริสตัล

นอกจากนี้ สายสแตนเลสสตีลยังได้รับการออกแบบใหม่ให้ข้อสายมีขนาดสั้นลง ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและโค้งรับกับข้อมือได้อย่างสบายยิ่งขึ้น พร้อมหัวล็อกแบบพับที่รองรับการปรับระยะได้อย่างละเอียด แม้จะมีรูปลักษณ์ที่เน้นความหรูหราแบบนาฬิกาเดรส (Dress watch) แต่ประสิทธิภาพการกันน้ำของนาฬิกาทั้งคอลเลกชันยังคงอยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไปที่ 30 เมตร 

ข้อมูลทางเทคนิค: Longines Master Collection รุ่นสามเข็ม (Three-Hand Models)
  • กลไก:
    • รุ่นขนาด 30 มม.: คาลิเบอร์ L592.5, ระบบออโตเมติก, ความถี่ 4Hz, สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง
    • รุ่นขนาด 34 มม., 39 มม. และ 41 มม.: คาลิเบอร์ L888.5, ระบบออโตเมติก, ความถี่ 3.5Hz, สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
    • ทุกรุ่นใช้สายใยจักรกรอกซิลิคอน
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล (ขนาด 30 × 9.1 มม. / 34 × 9.3 มม. / 39 × 9.05 มม. / 41 × 9.5 มม.), กระจกหน้าปัดและฝาหลังโปร่งใส แซฟไฟร์ คริสตัล, กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินซันเรย์ผิวด้าน (Frosted blue sunray), สีขาวมุกแท้ประดับเพชร (White mother-of-pearl with diamond indexes) หรือ สีฟ้าอ่อนลายบาร์เลย์คอร์น (Light blue barleycorn)
  • สายนาฬิกา / สายเหล็ก: สายหนังจระเข้, สายสแตนเลสสตีล หรือ สายสองกษัตริย์ (Two-tone) พร้อมหัวล็อกแบบพับปรับระยะละเอียดได้

Home of Elegance: บ้านแห่งความสง่างาม

การปรับโฉมใหม่ของคอลเลกชัน Master Collection ในครั้งนี้ ยังเป็นจุดสปอตไลต์สำคัญของแคมเปญใหม่ “Home of Elegance” จาก Longines ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ได้รวบรวมเหล่าแอมบาสเดอร์แห่งความสง่างาม (Ambassadors of Elegance) ทั้ง 6 คนของแบรนด์มาร่วมเฟรมกัน ได้แก่ เคต วินสเลต (Kate Winslet), เอ็ดดี้ เพิง (Eddie Peng), เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence), เฮนรี คาวิลล์ (Henry Cavill), จ้าว ลี่อิ่ง (Zhao Liying) และ ยอช ยู (Yosh Yu) ภายใต้หลังคาเดียวกันในบรรยากาศอันอบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งถ่ายทอดผ่านตัวตนและสไตล์เฉพาะตัวของแต่ละคนได้อย่างลงตัว

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
#WRISTLUCK : สีนาฬิกาประจำวันเกิด เสริมดวงและสไตล์ให้ปังตลอดวัน
หมุดหมายแห่งรางวัลระดับโลก PMT The Hour Glass คว้าสิทธิ์จัดนิทรรศการ GPHG 2026 ในกรุงเทพฯ 1 ใน 4 จุดหมายทั่วโลก
Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่

Introducing: Peacock เปิดตัว Black Hole III Curved Guilloche Central Tourbillon ผลงานที่ได้แรงบันดาลใจจากสเปซไทม์และแรงดึงดูดของหลุมดำ 

เหมือนทะลุมิติแห่งเวลา Peacock Black Hole III Curved Guilloche Central Tourbillon นวัตกรรมทูร์บิญองกลางหน้าปัด

Peacock (Liaoning Peacock Watch) แบรนด์ผู้ผลิตกลไกเรือนเวลาชั้นนำ ได้นำแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์อย่าง “หลุมดำ” และความโค้งโน้มถ่วงของอวกาศ มาสร้างสรรค์เป็นนาฬิกาสุดล้ำรุ่น Peacock Black Hole III Curved Guilloche Central Tourbillon

Peacock Black Hole III Curved Guilloche Central Tourbillon

ความพิเศษแรกคือการนำ ชุดกลไกทูร์บิญอง (Tourbillon) มาไว้ตรงกลางหน้าปัดพอดี โดยกรงทูร์บิญองทำจากวัสดุไทเทเนียม น้ำหนักเบาหวิวเพียง 0.46 กรัม การบอกชั่วโมงและนาทีจะใช้ดิสก์วงแหวนหมุนรอบกลไกทูร์บิญองแทนเข็มนาฬิกาแบบเดิมๆ

Peacock Black Hole III Curved Guilloche Central Tourbillon

ส่วนพื้นหลังหน้าปัดใช้เทคโนโลยีการแกะสลักลวดลายด้วยมือแบบ 3 มิติ (Curved Guilloché) เป็นลายเส้น V-shape โค้งลาดลงสู่ศูนย์กลาง เพื่อจำลองภาพแรงดึงดูดของหลุมดำที่ดูดทุกสิ่งลงไป เสริมความงดงามด้วยวงแหวนไทเทเนียมที่ผ่านกระบวนการเผาด้วยความร้อน (Titanium Flame Coloring) จนเกิดเฉดสีฟ้า-ม่วงสะท้อนแสง ซึ่งทำให้แต่ละเรือนมีลวดลายสีสันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน

ด้านประสิทธิภาพ นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์แบบประกอบมือรวม 196 ชิ้นชิ้นส่วน บรรจุตลับลานถึง 4 ตลับ ทำให้อัดพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 120 ชั่วโมง (5 วันเต็ม) ตัวเรือนทำจากไทเทเนียมเกรด 5 น้ำหนักเบาและทนทาน ขนาด 43.5 มิลลิเมตร หนา 11.9 มิลลิเมตร พร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงโดม และสายยางสปอร์ต กันน้ำได้ 50 เมตร

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 (Grade 5 Titanium) ขนาด 43.5 มม. หนา 11.9 มม. กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมเคลือบสารกันแสงสะท้อน กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: ดีไซน์สเกเลตันแกะสลักลวดลาย 3 มิติ (Curved Guilloché) ลาดลงสู่ศูนย์กลาง วงแหวนไทเทเนียมผ่านเทคโนโลยีเผาไฟ (Titanium Flame Coloring) โทนสีฟ้า-ม่วง แสดงเวลาด้วยดิสก์วงแหวนหมุนรอบกลไกทูร์บิญอง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง และนาที
  • กลไก: กลไกอินเฮาส์ระบบ Central Tourbillon แบบ Free-sprung กรงทูร์บิญองไทเทเนียมหนัก 0.46 กรัม ชิ้นส่วนรวม 196 ชิ้น ตลับลาน 4 ตลับ สำรองพลังงาน 120 ชั่วโมง (5 วัน)
  • สาย: สายยางคุณภาพสูง (Rubber strap) มาพร้อมหัวเข็มขัดไทเทเนียม

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย

Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

Audemars Piguet Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สานต่อตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรู

หมุดหมายแห่งรางวัลระดับโลก PMT The Hour Glass คว้าสิทธิ์จัดนิทรรศการ GPHG 2026 ในกรุงเทพฯ 1 ใน 4 จุดหมายทั่วโลก

0

PMT The Hour Glass นำนิทรรศการ GPHG 2026 ปักหมุดกรุงเทพฯ 1 ใน 4 เมืองโลก

ประเทศไทยตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเรือนเวลาแห่งภูมิภาค เมื่อ พีเอ็มที เดอะ อาวร์ กลาส (PMT The Hour Glass) ผู้แทนจำหน่ายนาฬิกาชั้นนำ ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานนิทรรศการ Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) Nomination Tour 2026 โดยกรุงเทพมหานครได้รับเลือกเป็น 1 ใน 4 เมืองหลักของโลก ร่วมกับเมืองมุมไบ เจนีวา และลอนดอน ที่จะได้จัดแสดงผลงานเรือนเวลาสุดยอดแห่งปี

นิทรรศการในครั้งนี้จะเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญ นักสะสม และบุคคลทั่วไปเข้าชมฟรีตั้งแต่วันที่ 15–18 ตุลาคม 2569 ณ The Forum, Gaysorn Amarin โดยจะขนทัพนาฬิกาที่ผ่านการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลทรงเกียรติรวม 78 เรือนมาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะมีการประกาศผลรางวัลอย่างเป็นทางการรวม 20 รางวัล รวมถึงรางวัลสูงสุดอย่าง Grand Prix de l’Aiguille d’Or ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ความพิเศษของ GPHG 2026 คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบประเภทรางวัลเพื่อยกระดับตามกาลเวลา โดยยกเลิกการแบ่งหมวดหมู่ตามเพศ (Men’s และ Ladies’) แล้วแทนที่ด้วยรางวัล Essential Watch และ Complication Watch เพื่อเน้นย้ำวัตถุประสงค์การใช้งานและเทคโนโลยีเชิงกลไกเป็นหลัก พร้อมเพิ่มรางวัลหมวดหมู่ใหม่อย่าง Gemset Watch เพื่อยกย่องศิลปะการประดับอัญมณีบนเรือนเวลาโดยเฉพาะ

คุณณรัณ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการ พีเอ็มที เดอะ อาวร์ กลาส เผยว่าการกลับมาของ GPHG ในรอบ 8 ปี นับตั้งแต่จัดครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2018 สะท้อนถึงการเติบโตของกลุ่มนักสะสมชาวไทยที่มีความเข้าใจในศาสตร์การทำนาฬิกาและเปิดรับแบรนด์นาฬิกาอิสระ (Independent Watchmaking) มากยิ่งขึ้น โดยตลอดการจัดงานจะมีกิจกรรมให้ความรู้และสร้างความเชื่อมโยงในหมู่คนรักเรือนเวลาอย่างเข้มข้น

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สานต่อตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรู

#WRISTLUCK : สีนาฬิกาประจำวันเกิด เสริมดวงและสไตล์ให้ปังตลอดวัน

0

เลือกสีหน้าปัดนาฬิกาเสริมพลังบวก ดึงดูดความสำเร็จ พร้อมแมตช์ 7 เรือนเวลาไฮไลต์ประจำวันเกิด

นาฬิกาไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเวลา แต่ยังเป็นแอ็กเซสซอรี่ที่สะท้อนคาแรกเตอร์และช่วยเสริมออร่าความมั่นใจในทุกๆ วัน การเลือกสีหน้าปัดให้สอดคล้องกับพลังงานประจำวันเกิด คือเคล็ดลับในการคอมพลีทลุคให้มีเสน่ห์ สมบูรณ์แบบ และพร้อมลุยทุกสถานการณ์

แล้ววันนี้เรือนเวลาไฮไลต์เรือนไหนที่จะมาช่วยเติมเต็มสไตล์และเสริมดวงของคุณ มาเช็กกันเลย!

วันจันทร์ – สีเขียว

  • ความหมาย: สีแห่งอำนาจ ความก้าวหน้า และความมั่นใจ สื่อถึงการเติบโตและการผลักดันตัวเอง เหมาะกับวันที่ต้องตัดสินใจหรือเจรจาสำคัญ ช่วยให้ลุคดูหรูแบบ Understated แมตช์ได้ทั้งทางการและ Casual
  • Watch to Try: Oris Big Crown Pointer Date Calibre 403: หน้าปัดสีเขียวสงบเงียบแฝงความหรูหรา จับคู่กับดีไซน์คลาสสิกทรงคุณค่า เสริมลุคให้ดูน่าเชื่อถืออย่างมีรสนิยม

วันอังคาร – สีม่วง

  • ความหมาย: สีแห่งเสน่ห์ ความโดดเด่น และพลังที่ไม่เหมือนใคร สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง เหมาะกับวันที่ต้องการสร้าง First Impression ให้ Mood ที่ดู Sophisticated และมีเสน่ห์ลึกลับ
  • Watch to Try: H. Moser & Cie. Endeavour Centre Seconds Concept Purple Enamel: งานศิลปะบนเรือนเวลาด้วยหน้าปัดลงยา Grand Feu สีม่วงฟูเมต์ทรงพลัง ไร้โลโก้และมาร์กเกอร์ สะท้อนรสนิยมชั้นสูงแบบฉบับยูนีค

วันพุธ – สีส้ม / สีแดง

  • ความหมาย: สีแห่งพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และการเริ่มต้น เติม Energy ให้กับลุค เปลี่ยนนาฬิกาให้กลายเป็น Statement Piece ทันที สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนจากหน้าปัดคลาสสิกไปสู่ความสนุก
  • Watch to Try: TAG Heuer Carrera Chronography Extreme Sport: สปอร์ตโครโนกราฟดีไซน์ Skeleton สายยางสีส้มสะดุดตา อัดแน่นด้วยพลังความสปอร์ตขั้นสุด เหมาะสำหรับการเริ่มต้นลุยโปรเจกต์ใหม่

วันพฤหัสบดี – สีฟ้า

  • ความหมาย: สีแห่งความสงบ ความมั่นใจ และความสุขุม ให้ความรู้สึกผ่อนคลายแต่ Sophisticated เหมาะกับวันประชุมหรือสถานการณ์ที่ต้องใช้เหตุผล จับคู่กับสูทหรือ Everyday Look ก็ลงตัว Versatile มาก
  • Watch to Try: IWC Schaffhausen Ingenieur Automatic 35: เรือนเวลาลุคสปอร์ตหรูสเติล Integrated Bracelet หน้าปัดลวดลายตารางสีฟ้า-เขียวตระการตา มอบความสุขุม คมเข้ม และดูร่วมสมัย

วันศุกร์ – สีเหลือง

  • ความหมาย: สีแห่งความสดใส โอกาส และพลังบวก สื่อถึงความสร้างสรรค์ ทำให้ตัวตนดู Approachable เข้าถึงง่าย เปลี่ยนเรือนเวลาธรรมดาให้กลายเป็นจุดเด่นของทั้ง Outfit
  • Watch to Try: Nomos Glashütte Club Campus Starlight: ดีไซน์มินิมัลจากเยอรมนีด้วยหน้าปัดสีเหลืองสดใส เติมออร่าความมีชีวิตชีวา และพลังบวกให้ทุกการแต่งตัว

วันเสาร์ – สีดำ

  • ความหมาย: สีแห่งความสุขุม อำนาจ และความหนักแน่น สร้าง Presence ได้โดยไม่ต้องพยายาม เหมาะกับวันที่ต้องการความจริงจัง ลุค Sharp และไร้กาลเวลา (Timeless) สลับจาก Business Look ไป Evening Look ได้อย่างง่ายดาย
  • Watch to Try: Cartier Santos de Cartier: ไอคอนิกเรือนเวลาตัวเรือนทรงเหลี่ยมหน้าปัดสีดำวงโรมัน คมเข้ม ดุดัน ทรงอำนาจ สะท้อนความเป็นมืออาชีพขั้นสุด

วันอาทิตย์ – สีชมพู

  • ความหมาย: สีแห่งเสน่ห์ ความสัมพันธ์ และพลังที่เป็นมิตร สะท้อนความอบอุ่น เปิดรับความสัมพันธ์ใหม่ๆ ทำให้ลุคดู Approachable ช่วยเติม Character โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับ Rose Gold หรือสายหนัง
  • Watch to Try: Grand Seiko Heritage Collection Automatic Spring Drive 3-Day: หน้าปัดสีชมพูอ่อนแรงบันดาลใจจากกลีบดอกซากุระ (Shunbun) ผสานกลไก Spring Drive เติมเต็มความประณีต อบอุ่น และเสน่ห์อันน่าหลงใหล

แล้ววันนี้… เรือนเวลาสีไหนที่จะเป็น Statement Piece บนข้อมือของคุณ?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Introducing: ศาสตร์แห่งงานดีไซน์สไตล์ฝรั่งเศส เมื่อ Version Watches ตีความความงามยุค Midcentury ผ่านเรือนเวลา
Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่
นิยามใหม่แห่งนาฬิกากีฬา Norqain Independence Skeleton Titanium DLC ดุดัน ละเมียดละไม ด้วยไทเทเนียมรมดำ

Blancpain ย้อนเวลา Bathyscaphe สู่ปี 1968 เพื่อฉลองครบรอบ 70 ปี

นาฬิการุ่นพิเศษฉลองครบรอบที่ผลิตจำกัดเพียง 300 เรือนนี้ ได้จำลองเรือนเวลารุ่นสำคัญอย่าง Bathyscaphe ขึ้นมาใหม่ ด้วยขนาดหน้าปัดดั้งเดิมที่ 37.40 มิลลิเมตร

นาฬิกาดำน้ำสไตล์วินเทจมีให้เห็นอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เราได้เห็นการนำรุ่นไอคอนิกระดับตำนานมาทำใหม่ในยุคร่วมสมัยมากมาย แต่มีเพียงไม่กี่เรือนเท่านั้นที่ถอดแบบจากต้นฉบับได้ใกล้เคียงและเที่ยงตรงเท่ากับ Bathyscaphe รุ่นใหม่จาก Blancpain เรือนนี้

นาฬิการุ่นลิมิเต็ดอิดิชันผลิตจำนวนจำกัดเพียง 300 เรือน ซึ่งรังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 70 ปีของไลน์เรือนเวลานี้ ได้พาเราย้อนกลับสู่ดีไซน์หมุดหมายสำคัญของ Bathyscaphe ในปี 1968 โดยยังคงรักษารูปลักษณ์แบบ Skin-Diver และตัวเรือนขนาดกะทัดรัด 37.4 มิลลิเมตรเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันก็ผสานการใช้วัสดุสมัยใหม่และกลไกจักรกลที่แข็งแกร่งทนทาน

นาฬิกา Blancpain Fifty Fathoms Bathyscaphe รุ่นฉลองครบรอบ 70 ปี รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น Ref. 5903 1110 63A

Blancpain เปิดตัว Bathyscaphe ครั้งแรกในปี 1956 โดยวางตำแหน่งเป็นคู่หูสายลำลองสำหรับคนทั่วไปของรุ่น Fifty Fathoms ซึ่ง Fifty Fathoms นั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอุปกรณ์ดำน้ำระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ และมีขนาดตัวเรือนราว 41–42 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่เป็นพิเศษสำหรับนาฬิกาข้อมือทั่วไปในยุค 1950s ถึง 1960s

ในทางกลับกัน Bathyscaphe มีขนาดที่เล็กกว่า หรูหราประณีตกว่า และเหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันมากกว่า แต่ยังคงประสิทธิภาพการใช้งานทางน้ำในระดับใกล้เคียงกัน ส่งผลให้มันก้าวขึ้นเป็นตัวชูโรงในกลุ่มนาฬิกา Skin-Diver ที่กำลังเติบโตตามกระแสนิยมของการดำน้ำเพื่อการนันทนาการ

นาฬิกา Blancpain Bathyscaphe รุ่นดั้งเดิมปี 1968

สำหรับรุ่นฉลองครบรอบนี้ แบรนด์ตัดสินใจเลือกใช้นาฬิกาต้นแบบจากปี 1968 ซึ่งถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชื่อ Bathyscaphe ออกมาได้อย่างกลมกล่อมและชัดเจนที่สุด ตัวเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีลที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ โดยยังคงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37.4 มิลลิเมตรเท่ากับรุ่นดั้งเดิม พร้อมความหนา 12.3 มิลลิเมตร และความยาวจากขาตัวเรือนถึงขาตัวเรือน (Lug-to-Lug) ที่ 46.5 มิลลิเมตร นอกจากนี้ Blancpain ยังได้พัฒนานวัตกรรมตัวเรือนครอบรับกับกลไก เพื่อคงลักษณะเฉพาะสไตล์วินเทจเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนส่วนกลางที่บางเฉียบ พื้นผิวโค้งมน และรูปทรงของขาตัวเรือนที่เหลาอย่างประณีต 

จิตวิญญาณส่วนใหญ่ของเรือนเวลาระดับตำนานรุ่นนี้ ถูกอัดแน่นลงบนหน้าปัดสีเทาอุกกาบาต (Meteor-gray) ปัดลายรัศมีดวงอาทิตย์ (Sunburst) พร้อมตีตราโลโก้ยุคกลางศตวรรษของ Blancpain ขับเน้นด้วยเข็มวินาทีปลายหัวลูกศร เข็มชั่วโมงและนาฬิกาทรงแท่ง (Baton hands) รวมถึงหลักชั่วโมงทองคำขาวทรงแท่ง ซึ่งทั้งหมดได้รับการเคลือบสารเรืองแสง Super-Luminova

Ref. 5903 1110 63A
Sapphire Caseback

ขอบตัวเรือนเหล็กคงดีไซน์คลาสสิกตามรุ่นวินเทจไว้อย่างใกล้เคียง แม้จะเปลี่ยนแผ่นขอบตัวเรือน (Insert) จากวัสดุเฮซาไลต์ (Hesalite) สีดำดั้งเดิม มาเป็นเซรามิกยุคใหม่ที่ลงรักตัวเลขอย่างประณีต ตัวเรือนมาพร้อมสายหนังวัวสีช็อกโกแลต ช่วยเติมเต็มลุคแบบสายลำลองสำหรับใส่ในชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การอัปเกรดครั้งใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้นระบบกลไกภายใน โดยใช้กลไกออโตเมติก Caliber 1150 ของ Blancpain ที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 100 ชั่วโมง พร้อมสายใยจักรกรอกซิลิคอน (Silicon hairspring) ที่ช่วยต้านทานสนามแม่เหล็ก นอกจากนี้ เรายังได้เชยชมฝาหลังที่กรุด้วยกระจกแซฟไฟร์ แทนที่จะเป็นฝาหลังแบบทึบเหมือนเวอร์ชันปี 1968 เผยให้เห็นการทำงานของกลไกและโรเตอร์ตีกระทบทำจากทองคำ 18K และแน่นอนว่าประสิทธิภาพการกันน้ำถูกจัดอยู่ในระดับพร้อมดำน้ำจริงที่ 300 เมตร

ข้อมูลทางเทคนิค
Blancpain Fifty Fathoms Bathyscaphe 70th Anniversary Limited Edition Ref. 5903 1110 63A

  • กลไก: กลไกออโตเมติก In-House Caliber 1150 สำรองพลังงานได้ยาวนาน 100 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 37.4 x 12.3 มิลลิเมตร (ความยาว Lug-to-Lug 46.5 มิลลิเมตร) ขอบตัวเรือนเหล็กพร้อมแผ่นขอบเซรามิกและตัวเลขลงรัก กระจกและฝาหลังแซฟไฟร์ ประสิทธิภาพการกันน้ำ 300 เมตร
  • หน้าปัด: สีเทาอุกกาบาต (Meteor gray) ขัดลาย Sunburst พร้อมหลักชั่วโมงและเข็มทรงแท่งทำจากทองคำขาว 18K เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova สีสไตล์วินเทจ
  • สาย: สายหนังวัวสีช็อกโกแลต พร้อมหัวสายแบบหัวเข็ม (Pin buckle)
  • การผลิต: ลิมิเต็ดอิดิชัน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 300 เรือนทั่วโลก (สลักหมายเลขประจำเรือน)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชม Selten x Watch Ho & Co. Yum Cha ศิลปะหัตถศิลป์ Grand Feu Enamel และสายใยแห่งความทรงจำยามเช้า
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
“Must-Have” 5 นาฬิกามอบให้คุณแม่ ของขวัญบอกเวลาแทนความรักที่งดงามกาลเวลา

Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่

ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากบ้านเกิดของแบรนด์ในรูปแบบร่วมสมัย

หลังจาก Audemars Piguet บูติกสาขาเซ็นทรัลเอ็มบาสซี่เปิดให้บริการมาสักพัก ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ตัดริบบิ้นเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงป๊อปอัพแบบอินเตอร์แอ็คทีฟระหว่างวันที่ 11-25 สิงหาคม ที่เปิดโอกาสให้ได้มาทำความรู้จักกับนาฬิกา Royal Oak Offshore รุ่นใหม่ได้อย่างใกล้ชิด ภายในงานเปิดตัวครั้งนี้จึงมีทั้งสาวก Audemars Piguet และเซเลบริตี้แถวหน้ามาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง

คอนเซ็ปต์บูติกที่ได้แรงบันดาลใจจากภูมิทัศน์รอบบ้านเกิด

บูติกแห่งใหม่นี้มีพื้นที่ 264 ตารางเมตร ภายในตกแต่งอย่างร่วมสมัย ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์เดียวกันกับ Audemars Piguet บูติกในภูมิภาคเอเชียอย่าง ออกแบบโดย Vincenzo De Cotiis Architects ร่วมกับสถาปนิกภายในของแบรนด์  แรงบันดาลใจหลักมาจากภูมิทัศน์ที่แวดล้อมแหล่งกำเนิดของแบรนด์โอเดอมาร์ ปิเกต์ที่เมืองเลอ บราซูส์ นำมาถ่ายทอดเป็นบรรยากาศร่วมสมัย หรูหราแต่อบอุ่น ด้วยการผสมผสานวัสดุต่างๆ ที่สะท้อนถึงธรรมชาติของภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็น โลหะเหลว หินทึบแสง กระจกฝ้า พื้นไม้ปาร์เกต์ และแผ่นไม้บุผนัง ถูกนำมาผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อสร้างผิวสัมผัสที่หลากหลาย

ทางเดินหลักภายในบูติกปูด้วยพื้นไม้ปาร์เกต์และเพดานโลหะเหลว ใจกลางร้านโดดเด่นด้วยประติมากรรมลำต้นไม้โลหะร่วมสมัยที่มีรูปทรงเหลี่ยมคม ทอดตัวจากพื้นจรดเพดาน แต่ละต้นมาพร้อมตู้จัดแสดงคริสตัลที่เผยโฉมนาฬิการุ่นต่างๆ มอบความรู้สึกราวกับนาฬิกากำลังลอยอยู่กลางอากาศ ฉากจัดแสดงหินแบล็กคอสมิก ช่วยเติมเต็มพื้นที่ด้วยพื้นผิวอันทรงพลัง องค์ประกอบต่างๆ ทำให้ผู้มาเยี่ยมชมบูติกก็รู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ในป่ากลางเทือกเขาจูรา

ไม่เพียงแต่จำลองบรรยากาศของแหล่งกำเนิดแบรนด์มาได้อย่างร่วมสมัย คอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่นี้ยังได้รับการรับรอง LEED หรือความเป็นผู้นำด้านการออกแบบเพื่อการประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อมในระดับ Gold หรือ Platinum ทุกครั้งที่เป็นไปได้ เพื่อให้บรรลุมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสูงสุดอีกด้วย

งานเปิดอย่างเป็นทางการ

ภายในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการได้รับเกียรติจาก Ilaria Resta ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Audemars Piguet พร้อมด้วย Stefanie NG ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Audemars Piguet ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปริญ จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม Central Group และ กุลฉัตร จารุเศรษฐิกุล ผู้จัดการทั่วไปของ Audemars Piguet ประเทศไทย โดยภายในงานยังได้รับเกียรติจากศิลปินและเหล่าคนดังชื่อดัง อาทิ วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร ต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง และ เต-ตะวัน วิหครัตน์ รวมถึงแขกผู้มีเกียรติอีกมากมายที่มาร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษครั้งนี้

แวะไปสัมผัสประสบการณ์แบบ Audemars Piguet อย่างเต็มรูปแบบได้ที่ Audemars Piguet บูติก ชั้น 1 เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย

Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

Audemars Piguet Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สานต่อตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรู




เปิดคอลเลกชันนาฬิกาสุดรัก ป๊อด-ธนณัฏฐ์ รุ่งโรจน์ญาณธร ผู้ก่อตั้ง Timezone

เปิดคอลเลกชันนาฬิกาสุดหวงของ ป๊อด-ธนณัฏฐ์ เจ้าของธุรกิจกล่องเก็บรักษานาฬิกา พร้อมบอกเล่าความผูกพันที่มีต่อนาฬิกาในชีวิต

WORDS PISUTHINEE B.
PHOTOS PIYAWAT JARUNPONG

ถ้าไม่หลงใหลในเรือนเวลาอย่างลึกซึ้ง ป๊อด-ธนณัฏฐ์ รุ่งโรจน์ญาณธร คงไม่เลือกที่จะก่อตั้งธุรกิจกล่องเก็บรักษานาฬิกา Timezone ขึ้นมาเพื่อแบ่งปันการเก็บรักษานาฬิกาอย่างดีเยี่ยมให้เหล่าคนรักนาฬิกาได้อุ่นใจว่า นาฬิกาที่เราปรักจะเดินคู่กับเราไปได้ตราบเท่านาน ดังนั้น ถ้าจะให้เล่าถึงเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ความหลงใหลไปจนถึงหวงแหนในเรือนเวลาของเขา นาฬิกาที่เขาเลือกมาให้ผู้ติดตาม Revolution Thailand ได้รับชมในวันนี้น่าจะเป็นตัวแทนบอกเล่าถึงความผูกพันระหว่างเขาและนาฬิกาในชีวิตได้ดีที่สุด

How My Passion Grows: จุดบ่มเพาะความหลงใหล

คุณทำธุรกิจกล่องเก็บรักษานาฬิกาอยู่แล้ว ความชอบเกี่ยวกับนาฬิกาของคุณน่าจะฝังรากลึกมานานเลยทีเดียว รบกวนเล่าถึงจุดเริ่มต้นความชอบนาฬิกาของคุณให้เราฟังหน่อย

จริงๆ แล้วผมชื่นชอบในนาฬิกาออโตเมติกมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ นาฬิกาข้อมือเรือนแรกของผมเป็นนาฬิกา Swatch ครับ ผมจำชื่อรุ่นไม่ได้แม่นพอนะครับ แต่จำได้ว่าเป็นหน้าปัด ตัวเรือน แล้วก็สายทุกอย่างเป็นสีดำทั้งหมดเลยครับ เรือนนี้ผมได้ใช้งานตอนช่วงมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย นับว่าเป็นนาฬิกาที่มีความทรงจำที่ดีมากแล้วตอนนี้ผมก็ยังเก็บไว้อยู่ แล้วพอผมมีโอกาสครอบครองนาฬิกาออโตเมติก ผมชื่นชอบและหลงใหลในกลไกของนาฬิกาออโตเมติกมากยิ่งขึ้น แล้วยังชอบในดีไซน์ของแต่ละแบรนด์ด้วยครับ ยิ่งพอผมได้เริ่มสะสมนาฬิกาหนึ่งเรือน ทำให้ผมอยากเรียนรู้ในเรือนต่อๆ ไปมากขึ้นครับ

ยังจำได้หรือไม่ว่านาฬิกาออโตเมติกเรือนแรกของคุณคือรุ่นไหน

เรือนแรกเลยเป็น Rolex GMT Master II Blue and Black ผมชื่นชอบในคู่สีของรุ่นนี้ และตอนนั้น Rolex GMT Master II Blue and Black ได้เปิดตัวรุ่นที่เป็นสาย Jubilee ซึ่งทำให้ผมสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยครับ ชื่นชอบทั้งเรื่องของสายที่มีการตกแต่งที่สวยงาม แล้วก็ตัวระบบกลไกที่เป็น GMT สามารถดูเวลาได้ทั้งสองไทม์โซนครับ โทนสีก็เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับรถยนต์ BMW ที่ผมชอบด้วยครับ ตรงนี้เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้เลือกซื้อรุ่นนี้เลยครับ

หลังจากเริ่มเรือนแรกแล้วคงต้องมีเรือนต่อๆ ไปที่ทำให้เริ่มอินกับนาฬิกาในระดับลึกขึ้นเรื่อยๆ เรือนต่อๆ ไปยังคงเป็น Rolex อยู่ไหม

ผมเริ่มสนใจและศึกษาแบรนด์อื่นๆ มากยิ่งขึ้นครับ แต่ไม่ได้เน้นแนวไหนเป็นพิเศษครับ ก็เลือกซื้อหลากหลายเลย ทั้งนาฬิกาสปอร์ต โครโนกราฟ หรือแม้กระทั่ง dress watch จนถึงตอนนี้ก็นับว่าเริ่มสะสมนาฬิกาอย่างจริงจังมาประมาณ 6 ปี ย่างเข้าปีที่เจ็ดแล้วครับ

Sport Spirit: นาฬิกาสายสปอร์ตที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แอ็คทีฟ

อย่างที่บอกว่า คุณเลือกเก็บสะสมนาฬิกาค่อนข้างหลากหลายแบบ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีความชอบที่เฉพาะเจาะจงอยู่เหมือนกัน เราเดาว่า คุณน่าจะชอบนาฬิกาแนวสปอร์ต แล้วต้องเป็นเรือนไซส์ค่อนข้างเล็กหน่อยใช่ไหม

ส่วนตัวเป็นคนใช้ชีวิตอย่างแอ็คทีฟครับ นาฬิกาที่ผมใช้ในชีวิตประจำวันจึงมักจะเป็นนาฬิกาแบบเรียบง่ายครับ อย่างนาฬิกาที่ผมนำมาวันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนาฬิกาที่ไม่มีฟังก์ชันวันที่ 3 เข็มที่ค่อนข้างเรียบง่ายและมีขนาดที่พอดีสมมาตรครับ แล้วขนาดจะไม่ใหญ่ไปกว่า 40 มม. เน้นความสวมใส่ง่ายครับ

Tudor Black Bay 54 เป็นนาฬิกาที่สะท้อนตัวตนและความชอบของคุณได้ดีมากๆ เลยมีความเป็น tool watch ที่มีขนาดกำลังดีน่าจะเป็นเรือนโปรดหรือเรือนหนึ่งของคุณเลยทีเดียว รบกวนเล่าความเป็นมาของเรือนนี้ให้ฟังสักนิด

นาฬิกา Tudor Black Bay 54 เป็นนาฬิกาเรือนหนึ่งที่ผมชอบมากมากๆ เลยครับ ตัวเรือนมีความพรีเมียมและได้ขนาด 37 มม. ที่มีความกระชับพอดีกับข้อมือ ผมชอบเรือนนี้ตรงที่หน้ากระดิ่งนี้แหละ แล้วยังเป็นรุ่นที่ได้ข้ามผลิตภัณฑ์ในปี 1954 จากรุ่นดั้งเดิมที่ชื่อ Tudor Oyster Prince Submariner ครับ โดยไม่มีการเปลี่ยนโทนสีใดๆ นอกจากโลโก้ หลังจากผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ด่านนี้ ยิ่งทำให้ผมอินกับนาฬิกาเรือนนี้มากขึ้นไปอีก สมัยก่อน Tudor จะเป็นโลโก้ดอกกุหลาบ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากตราสัญลักษณ์ของราชวงศ์ Tudor ได้ใช้โลโก้กุหลาบลงถึงความงดงามและเน้นเรื่องความอ่อนโยน แต่ต่อมาได้ปรับรูปแบบถ้วยตราให้เป็นรูปโล่เพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่ง

Tudor Black Bay 54 รุ่นนี้เป็นนาฬิกาที่ใส่ได้ในทุกสถานการณ์ครับ เป็นนาฬิกาที่ผมชอบใส่มาก ชื่นชอบดีไซน์หน้าปัดตัวสายตามรูปแบบชาติตระกูลของแบรนด์นี้เลยครับ ชอบไปเที่ยวขับรถตามภูเขาพาเรือนนี้ไปด้วย เป็นนาฬิกาที่ตอบโจทย์และลุยไปได้ทุกสถานการณ์ครับ

แล้วก็ยังมีตัว Black Bay 54 รุ่นนี้เป็นนาฬิกาที่สายสปอร์ต แล้วก็มีความเป็นลุคแบรนด์ดิ้งเดิม แล้วก็นำตัวเรือน Black Bay 54 จะเป็นนาฬิกาที่ใส่ดีมาก ค่อนข้างที่จะปรับให้ขนาดตัวเรือนที่พอเหมาะและใส่ได้ในหลายๆ ลุค และด้วยโทนสีขอบและหน้าปัดที่เป็นสีดำทอง ทำให้เวลาที่เรามองหน้าปัด จะไม่แยงตาและให้การอ่านค่าเวลานำสายตาค่อนข้างง่ายครับ และสวมใส่สบายมากครับ

และยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากๆ เลย คือประวัติศาสตร์ของนาฬิกา คือดีไซน์ภายนอกอาจจะมีการเปลี่ยนแปงตามยุคสมัย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ความงามและเสน่ห์ที่พัฒนาขึ้นตามกาลเวลา และเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เขาสร้างขึ้นมา และด้วยความที่ผมชอบการท่องเที่ยว และการเดินทาง ผมก็จะได้ไปเห็นประวัติศาสตร์ของนาฬิกาหลายๆ แบรนด์ ซึ่งทำให้เพิ่มความประทับใจให้กับผมครับ

มาถึงสายสปอร์ตเรือนต่อไปอย่าง Rolex Explorer I เรือนนี้คงจะตอบโจทย์ที่คุณชอบทุกอย่างเลย ทั้งความทนทาน ความสปอร์ตที่ยังคงความหรูหรา แล้วยังใส่ในชีวิตประจำวันได้ด้วย

นาฬิกา Rolex Explorer I เป็นอีกเรือนหนึ่งที่ผมชื่นชอบมากเช่นกันครับ เป็นนาฬิกาที่ใช้งานง่าย ใช้งานได้ทุกวัน อ่านค่าง่ายได้ดี แล้วก็มีความเป็นสปอร์ตของแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ แล้วงานตกแต่ง finishing ก็ได้มาตรฐานครับ ผมเคยใส่ขึ้นภูเขาทวนแห่งชาติปราณบุรี เป็นเรือนหนึ่งที่ใส่ลุยได้ดีเลยครับ จำได้ว่าไปสถานที่แบบนี้แล้ว ใส่นาฬิกาสปอร์ตเรือนนี้แล้วมันดูเข้ากันมากเลยครับ

นาฬิกาเรือนนี้มีความน่าสนใจตรงที่ใช้จริงจังแล้ว แต่มันดูไม่เสื่อมสภาพเลยครับ อย่างเรือนนี้พอได้ยินชื่อแล้วเห็นภาพแวบแรกก็คิดถึงรุ่นนี้เลย Explorer นี่พอได้ยินชื่อแล้วก็นึกถึงความลุยแล้ว Explorer I ก็มีความน่าสนใจค่อนข้างมากด้วยประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ Rolex Explorer I ก็มีความน่าสนใจค่อนข้างมากด้วย

เรือนต่อไป Longines Conquest รุ่นนี้เป็นนาฬิกาสปอร์ตที่ยังคงความหรูหราอย่างอยู่เช่นกัน อะไรทำให้ประทับใจในเรือนนี้

อย่างแรกเลยนะครับ ผมชื่นชอบในประวัติศาสตร์ของนาฬิกา Longines แบรนด์นี้เป็นแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่อันดับต้นๆ ของโลก จุดนี้เป็นจุดที่ทำให้สนใจในแบรนด์ Longines แล้วก็ผมเลือกหน้าปัดสีเงินในรุ่นนี้ ด้วยเอกลักษณ์ของ Longines ที่เป็นหน้าปัดสีเงิน ทำให้ผมเลือกซื้อเรือนนี้เป็นหน้าปัดสีเงินครับ เรือนนี้เป็น Longines เรือนที่สองของผม ได้มาประมาณ 2 ปีแล้วครับ ผมสัมผัสได้ว่า นี่เป็นนาฬิกาอีกแบรนด์หนึ่งที่มีความน่าเชื่อถือค่อนข้างสูงแล้วครับ งานประกอบเป็นมาตรฐานตาม Longines เลยครับ แล้วเครื่องกลไกของนาฬิกา Longines ก็เป็นอะไรที่ไว้ใจได้ ในตัวใหม่นี้ตัว Longines Conquest นะครับ ใช้จานสายสับปะรดที่ทำจากซิลิคอนด้วยครับ ซึ่งสามารถต้านทานสนามแม่เหล็กได้ แล้วรุ่นนี้ยังสามารถสำรองพลังงานได้ถึง 80 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงเลยครับ

Contemporary Design: ดีไซน์โดดเด่นร่วมสมัย

กลไกขับเคลื่อนเป็นเรื่องที่คุณให้ความสนใจในการเลือกเป็นเจ้าของนาฬิกาด้วยเช่นกัน และ Bvlgari Octo Finissimo เรือนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะโดดเด่นทั้งกลไกและดีไซน์ควบคู่กันไป

Bvlgari Octo Finissimo มีความโดดเด่นตั้งแต่ที่ผมเห็นมาเป็นหนึ่งเลยครับ ผมชอบการตัดแต่งผิว ความซับซ้อนในการออกแบบ แล้วก็ความบางของตัวเรือน และลงตัวด้วยครับ คือเป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวของนาฬิกาเรือนนี้อยู่แล้วที่ 44.1 มม. ครับ ทำจากไทเทเนียมเกรดสูง ความหนาอยู่แค่ 5.15 มม. ครับ รุ่นนี้สิ่งที่ผมชื่นชอบคือเรื่องของความบาง และความสบายสวมใส่ได้ง่าย นาฬิกาเรือนนี้ผมเลือกเป็นตัวสายหนังด้วย เวลาสวมใส่แล้วผมรู้สึกไม่ได้อึดอัด และใส่สบายครับ ถือเป็นใหม่ที่ผมอยากเอ่ยถึงเลย อยากจะแนะนำว่าถ้าใครได้รับรู้และใส่ในรูปแบบการแต่งตัวที่เป็นทางการขึ้นมาหน่อยครับ

แล้วสิ่งที่น่าสนใจชอบเกี่ยวกับนาฬิกาเรือนนี้คือด้านหลังของตัวเครื่อง ด้วยความที่ตัวเรือนนาฬิกามีความบางยิ่งทำให้เห็นข้อจำกัดว่าทำไมไมโครโรเตอร์ถึงเป็นวัสดุพลาตินัมซึ่งเป็นวัสดุที่มีความหนาแน่นและให้พลังงานสูงในการหมุน คืนสาน ชิ้นพาร์ทเรือนนี้สำรองพลังงานได้อยู่ประมาณ 42 ชั่วโมงครับ

เขยิบมาที่โปรแบรนด์จากอิตาลีกันบ้าง Venezianico Redentore Ultrablack ยิ่งเป็นแบรนด์ที่น่าสนใจ แล้วรูปทรงดีไซน์ก็ค่อนข้างแตกต่างจากเรือนอื่นๆ และมีความมินิมอลมากทำไมถึงสนใจในแบรนด์นี้

แบรนด์นี้ก่อตั้งเมื่อปี 2017 ก็เป็นโปรแบรนด์ เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีความน่าสนใจตรงที่ว่า ทุกปีเขาจะออกคอลเลกชันได้อย่างต่อเนื่องนะครับ แล้วในปี 2025 นี้เขาได้ผลิตกลไกอินเฮ้าส์เป็นของตัวเองแล้วด้วย และในรุ่น Redentore Ultrablack นี้น่าสนใจตรงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาหลายๆ จุดในการมองดูดึงดูดสายตาดีถึง 99.4% ครับ ผมชื่นชอบความแปลกและแนวคิดใหม่ๆ และความเรียบง่ายของดีไซน์ครับ

อะไรทำให้คุณตัดสินใจเป็นเจ้าของนาฬิกาโปรไมโครแบรนด์ชุดนี้ ออกเหนือนอกเรื่องราคาที่เข้าถึงได้ง่าย

พอผมได้รวบรวมเรื่องราวต่างๆ ก็อยากจะเกื้อหนุนในการที่เขามองเห็นเค้าลางแบรนด์อื่นๆ มากขึ้นครับ ผมมองไปในเรื่องของดีไซน์การแต่งตัวของตัวเองเป็นหลักครับ แล้วก็แนวคิดของตัวแบรนด์ครับ ตัวผมชอบแบรนด์ที่สร้างแนวคิดของโลโก้แบรนด์ที่ได้รับมาจากหอคอยเซนต์มาร์ก ซึ่งพอใช้งานจริงแล้วผมค่อนข้างชอบเลยครับ เพราะเป็นนาฬิกาที่เรียบง่าย แต่มีความรู้สึกสงบเมื่อดูครับ แล้วก็สัญลักษณ์ครุฑตรงนี้ เวลาผมใส่แบรนด์นี้ ไม่ค่อยมีคนทักนะครับ แต่เวลาผมใส่นาฬิกาโปรแบรนด์คนทักเยอะมากเลยครับ

The Next Milestone: หมุดหมายถัดไปในการสะสมนาฬิกา

คุณได้รับนาฬิกาเรือนไหนไว้เป็นพิเศษหรือเปล่า ผมชอบ IWC Ingenieur ขนาด 35 มม. ครับ ผมชอบในความที่แปดการออกแบบที่เป็น tool watch เหมือนกัน เป็นนาฬิกาที่เกิดมาเพื่อใช้งาน แล้วก็เป็นนาฬิกาที่ออกแบบมาสำหรับการต้านทานสนามแม่เหล็กโดยเฉพาะด้วยครับ

นาฬิกาที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของคุณที่รู้สึกว่าในชีวิตนี้อยากเป็นเจ้าของน่าจะเป็นรุ่นไหน

ผมมีอยู่ 2 เรือนนะครับ เรือนแรกเป็น Rolex Day-Date Everose Gold หน้าปัดสีโอลิฟกรีน ขนาด 40 มม. ครับ กับ Vacheron Constantin Patrimony สำหรับ Day-Date ผมชอบทุกองค์ประกอบของรุ่นนี้เลยครับ ด้วยสายที่พัฒนามาเป็นรูปแบบเฉพาะ และ Day-Date ทุกเรือนจะใช้วัสดุทองคำ หรือทองคำขาวด้วยครับ ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้น่าสนใจแล้วก็เรื่องของหน้าปัดก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลยครับ

ส่วน Vacheron Constantin Patrimony เป็นนาฬิกาอยู่อีกคอลเลกชันหนึ่งที่ผมชื่นชอบมากๆ ครับ ชื่นชอบความงามแบบเรียบง่าย ด้ามประวัติศาสตร์ และความงามแบบคลาสสิกของเข็มลิลลี่ ในทีนี้ผมดูแลกระเป๋าแบรนด์ดิ้งกับทางไปมาแล้วครับ อยากสะสมทั้งนาฬิกาและก็แบรนด์ดิ้งมีความสำคัญมากๆ ขึ้นด้วยครับ

Personal Care & Value: เห็นคุณค่าและเก็บรักษาอย่างดี

ดูเหมือนว่า คุณเป็นคนค่อนข้างหวงแหนนาฬิกาของตัวเองอยู่เหมือนกัน เราอยากรู้เทคนิคเคล็ดลับในการดูแลรักษานาฬิกาส่วนตัวของคุณ

ในเรื่องของการดูแลรักษานาฬิกาของผมง่ายๆ เป็นพื้นฐานเลยนะครับ คือ ขึ้นลานนาฬิกาบ้าง แล้วก็พักการใช้งานบ้างครับ แต่ถ้าอยากให้นาฬิกาพร้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ ผมแนะนำเป็นกล่องหมุนนาฬิกาครับ

สุดท้ายแล้วคุณคิดว่า สำหรับคุณแล้วนาฬิกามีความหมายต่อคุณอย่างไรบ้าง

ผมว่า นาฬิกาออโตเมติกเหมือนงานศิลปะประเภทหนึ่งที่สามารถสวมใส่บนข้อมือได้ แล้วทุกๆ เหตุการณ์ในการดำเนินชีวิต เมื่อเราได้ใส่นาฬิกาออโตเมติก แต่ละรุ่นที่เราเลือกอยู่นั้นเหตุการณ์ มันทำให้เป็นช่วงเวลาที่มีค่า ทำให้เรามีความรู้สึกเหมือนเราได้สัมผัสถึง ศิลปะอันงดงามครับ

รับชมบทสัมภาษณ์แบบเต็มๆ ได้แล้ววันนี้ คุณสามารถรับชมเรื่องราวและชมความงามของนาฬิกาหาชมยากแบบเต็มๆ ได้แล้วทาง

ร่วมพูดคุยและอัปเดตเทรนด์นาฬิกากับเราได้ที่:
Instagram: @revowatchthai
Facebook: REVOLUTION WATCH THAILAND
TikTok: @revowatchthai
YouTube: REVOLUTION WATCH THAILAND

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชม Selten x Watch Ho & Co. Yum Cha ศิลปะหัตถศิลป์ Grand Feu Enamel และสายใยแห่งความทรงจำยามเช้า
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
“Must-Have” 5 นาฬิกามอบให้คุณแม่ ของขวัญบอกเวลาแทนความรักที่งดงามกาลเวลา

นิยามใหม่แห่งนาฬิกากีฬา Norqain Independence Skeleton Titanium DLC ดุดัน ละเมียดละไม ด้วยไทเทเนียมรมดำ

0

เผยโฉมตัวเรือนไทเทเนียมรมดำตัดเฉดสีเรดโกลด์ ผสานความเบาและดุดันกับ Norqain Independence Skeleton Titanium DLC

นับตั้งแต่การเปิดตัวเรือนเวลารุ่น Independence Skeleton ในปี 2022 แบรนด์ Norqain ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการนำเสนอเรือนเวลาสไตล์สเกเลตันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำความสมดุลระหว่างโครงสร้างฉลุโปร่งสมัยใหม่เข้ากับ DNA สายลุยอันแข็งแกร่ง และในปี 2026 นี้ Norqain ได้ยกระดับเรือนเวลารุ่นยอดนิยมด้วยการเผยโฉม Independence Skeleton Titanium DLC ที่มาพร้อมรูปลักษณ์สปอร์ตดุดันสไตล์ Stealth ทว่าแฝงความหรูหราด้วยรายละเอียดสีทองเรดโกลด์อย่างลงตัว

ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 (Grade 5 titanium) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มิลลิเมตร หนา 11.8 มิลลิเมตร และมีความยาวขาถึงขา (Lug-to-lug) 48.75 มิลลิเมตร คุณสมบัติอันโดดเด่นของไทเทเนียมช่วยลดน้ำหนักเรือนเวลาให้เบาสบายยามสวมใส่ แต่ว่ายังคงความแข็งแกร่งทนทาน เสริมด้วยการเคลือบฟิล์มคาร์บอนคล้ายเพชร หรือ DLC (Diamond-Like Carbon) สีดำเข้ม มอบความสวยงามดุดันและช่วยทนทานต่อรอยขีดข่วน 

ตัวเรือนยังคงเอกลักษณ์ด้วยบ่าปกป้องเม็ดมะยมแบบขันเกลียว พร้อมแผ่นป้ายสลักชื่อเฉพาะอันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์บริเวณด้านซ้ายตัวเรือนซึ่งทำจากไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำเช่นกัน ปิดทับด้วยกระจกแซฟไฟร์ทั้งด้านหน้าและฝาหลัง พร้อมสมรรถนะการกันน้ำลึก 100 เมตร ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

บนหน้าปัดโครงสร้างสเกเลตันสีดำ ถูกจัดวางเพื่อเน้นการอ่านค่าเวลาที่ชัดเจน โดดเด่นด้วยหลักชั่วโมงและชุดเข็มบอกเวลาชุบทองเรดโกลด์เจียระไนเหลี่ยมมุม เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova X1 สีขาว 

ขณะที่เข็มวินาทีตรงกลางชุบทองเรดโกลด์เติมแต้มความสปอร์ตด้วยปลายเข็มสีแดง ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre NB08S (พัฒนาบนพื้นฐาน Sellita SW200-1) ที่ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และสำรองพลังงานได้ 41 ชั่วโมง ชิ้นส่วนสะพานจักรดีไซน์เฉียงโทนสีเข้มรับกับโครงสร้างสเกเลตันอย่างลงตัว ตัวเรือนจับคู่กับสายยางสีดำและหัวสายไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำที่มีให้เลือกทั้งแบบหัวเข็มและแบบบานพับล็อก

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 เคลือบ DLC สีดำ ขนาด 42 มม. หนา 11.8 มม. (Lug-to-Lug 48.75 มม.) กระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน บ่าปกป้องเม็ดมะยมแบบขันเกลียว ป้ายสลักชื่อข้างตัวเรือนไทเทเนียม DLC กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: ดีไซน์สเกเลตันฉลุโปร่งโครงสร้างสีดำ หลักชั่วโมงและชุดเข็มชุบทองเรดโกลด์เจียระไนเหลี่ยมมุม เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova X1 สีขาว เข็มวินาทีชุบทองเรดโกลด์แต้มปลายสีแดงเรืองแสง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Calibre NB08S (พื้นฐาน Sellita SW200-1S), ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC Chronometer ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชม. สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง โรเตอร์แกะสลักสัญลักษณ์เฉพาะ
  • สาย: สายยางสีดำ มาพร้อมหัวเข็มขัด (Pin buckle) หรือบานพับล็อก (Folding clasp) ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 เคลือบ DLC สีดำ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชม Selten x Watch Ho & Co. Yum Cha ศิลปะหัตถศิลป์ Grand Feu Enamel และสายใยแห่งความทรงจำยามเช้า
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
“Must-Have” 5 นาฬิกามอบให้คุณแม่ ของขวัญบอกเวลาแทนความรักที่งดงามกาลเวลา

Introducing: ศาสตร์แห่งงานดีไซน์สไตล์ฝรั่งเศส เมื่อ Version Watches ตีความความงามยุค Midcentury ผ่านเรือนเวลา

Version Watches V01-LCC นาฬิกาฝรั่งเศสกับการตีความงานดีไซน์ Midcentury

ในตลาดนาฬิกาไมโครบิวทีคแบรนด์ที่มีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้นอย่างคับคั่ง Version Watches แบรนด์นาฬิกาอิสระจากฝรั่งเศสที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 โดย Cybèle Vigneron และ Carla Lanfranchini สองดีไซเนอร์ผู้ผ่านการศึกษาจาก Strate École de Design และสั่งสมประสบการณ์ในแบรนด์หรูระดับโลกอย่าง Cartier, Bulgari, Berluti, Dom Pérignon และ Château de Pommard ได้นำเสนอเรือนเวลาด้วยปรัชญาที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง พวกเธอเลือกถอยห่างจากค่านิยมเดิมๆ อย่างการนำชิ้นส่วนสำเร็จรูปมาประกอบ หรือการพึ่งพาดีไซน์แนววินเทจแบบเดิม โดยตั้งใจสร้างสรรค์นาฬิกาผ่านมุมมองของนักออกแบบอย่างบริสุทธิ์

ผลงานเปิดตัวในคอลเลกชันแรกอย่างรุ่น V01-LCC ได้สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ด้วยหน้าปัดขนาด 38 มิลลิเมตร ที่แบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างมีมิติ ท่อนบนโดดเด่นด้วยโครงสร้างลวดลายตะแกรง (Lattice pattern) ฉลุโปร่ง สะท้อนการตีความหน้าปัดแบบสเกเลตันในรูปแบบใหม่ เผยให้เห็นการทำงานของกลไกอัตโนมัติ Sellita SW200-1 ที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง ขณะที่ท่อนล่างเป็นเส้นแกะสลักพุ่งเข้าสู่ศูนย์กลางราวกับแผนที่พิกัดพุ่งตรงสู่ขอบฟ้า เสริมด้วยการไล่ระดับเฉดสีที่ขัดแย้งแต่ลงตัว และหลักชั่วโมงทรงหัวกระสุนที่สอดรับกับเข็มชั่วโมงทรงปลายเข็มเย็บผ้า

แรงบันดาลใจในการรังสรรค์ไม่ได้มาจากเพียงขนบการทำนาฬิกาแบบเดิม แต่หล่อหลอมมาจากสถาปัตยกรรม ยานยนต์ และเฟอร์นิเจอร์อินดัสเทรียล ไม่ว่าจะเป็นทรวดทรงเรขาคณิตของ Bauhaus, เส้นสายความอ่อนช้อยของรถยนต์ Aston Martin DB5 ไปจนถึงเก้าอี้ LC4 Chaise Longue งานระดับตำนานในปี 1928 ของ Charlotte Perriand ที่ใช้โครงเหล็กและผืนหนังสร้างรูปทรงเออร์โกโนมิกส์

นอกจากนี้ ยังได้แรงบันดาลใจจากบานช่องลมระบายอากาศ (Jalousies) ของรถยนต์ฝรั่งเศสยุค 1970s อย่าง Citroën SM, Alpine A310 และ Matra Bagheera ซึ่งนำมาสู่แนวคิดการเผยให้เห็นหัวใจกลไกแบบกึ่งซ่อนกึ่งเปิด

Version Watches กำลังเตรียมเปิดตัวคอลเลกชันที่สอง ภายใต้ชื่อรุ่น V0201-TH ซึ่งเปลี่ยนแรงบันดาลใจสู่โลกการบินของฝรั่งเศสอย่างเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง Concorde โดยนำเสนอชิ้นส่วนสีสันโปร่งแสงเพื่อจำลองภาพทิวทัศน์พระอาทิตย์ขึ้นอันตระการตาผ่านหน้าต่างห้องนักบิน พร้อมวางแผนต่อยอดคอลเลกชันถัดไปโดยอ้างอิงงานออกแบบตกแต่งภายในของ Andrée Putman นับเป็นการสร้างตัวตนที่แข็งแกร่งและน่าจับตามองในโลกของเรือนเวลาอิสระร่วมสมัย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 38 มิลลิเมตร พร้อมขาสาย (Lugs) รูปทรงคลาสสิก ฝาหลังใสโชว์กลไก
  • หน้าปัด: ดีไซน์แบ่งครึ่งสองส่วน (Bisected dial) ครึ่งบนเป็นลายตะแกรง (Lattice pattern) ฉลุโปร่งกึ่งสเกเลตัน ครึ่งล่างเป็นลายเส้นแกะสลักพุ่งเข้าสู่ศูนย์กลาง หลักชั่วโมงทรงหัวกระสุน และเข็มชั่วโมงทรงปลายเข็มเย็บผ้า
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Sellita SW200-1 มองเห็นการทำงานได้ผ่านลายตะแกรงฝั่งหน้าปัดและฝาหลังใส
  • สาย: สายนาฬิกาดีไซน์เข้าชุดกับตัวเรือน (รายละเอียดวัสดุสายอ้างอิงตามคอลเลกชัน V01-LCC)

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
เจาะลึกเทรนด์นาฬิกาสตรี ทำไมแบรนด์หรูถึงต้องหันมาแย่งตลาดนาฬิกาจักรกลสำหรับผู้หญิง หรือจะหมดยุค “ย่อขนาดแล้วทาสีชมพู”?
Baume & Mercier เผยโฉม Clifton Baumatic 39mm โดดเด่นด้วยหน้าปัดกิโยเชสีฟ้าไอซ์บลู ตัวเรือนขนาด 39 มม. สวมใส่ง่าย 
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย

Czapek เผยโฉม Promenade Transparencies Aqua Blue

สัมผัสสถาปัตยกรรมกลไก Calibre SXH7 ผ่านหน้าปัดแซฟไฟร์ไล่เฉดสีฟ้า

การกลับมาอีกครั้งของ Czapek & Cie ในปี 2026 นี้ นำเสนอการเดินทางสู่ปรัชญาแห่งเรือนเวลาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านผลงานรุ่นลิมิเต็ดอิดิชันเพียง 38 เรือนทั่วโลกอย่าง Promenade Transparencies Aqua Blue สองปีหลังจากที่แบรนด์เคยสร้างความตื่นตะลึงด้วยรุ่น Viridian Green ครั้งนี้ Czapek ยืนหยัดในแนวคิดดั้งเดิมที่เน้นย้ำความโปร่งใสแบบสุดขั้ว แต่ถ่ายทอดออกมาในโทนสีฟ้า-น้ำเงินที่ให้ความรู้สึกละมุนและสง่างาม

แทนที่จะใช้หน้าปัดโลหะแบบดั้งเดิม Czapek เลือกใช้แผ่นคริสตัลแซฟไฟร์โปร่งใสเพื่อเปิดทางให้สายตาได้ดำดิ่งสู่สถาปัตยกรรมภายในของกลไกโดยตรง ความพิเศษไม่ได้หยุดอยู่แค่ความใส แต่คือเทคนิคการสร้างสีสันบนกระจกแซฟไฟร์โดยไม่พึ่งพาการทาแลคเกอร์ เลเยอร์สี หรือเม็ดสีลงบนเนื้อคริสตัล แบรนด์เลือกใช้นวัตกรรม Metallization หรือกระบวนการระเหยไอโลหะลงบนด้านหลังของแผ่นแซฟไฟร์ เกิดเป็นจุดไมโครสโคปิกขนาดเล็กเพียง 8 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์หลายเท่า จุดเหล่านี้จะมีความหนาแน่นสูงบริเวณขอบนอก และค่อยๆ เบาบางลงเมื่อเข้าสู่หน้าปัดย่อยวินาที ณ ตำแหน่ง 4:30 น. ก่อเกิดเป็นเฉดสีฟูเม่ไล่ระดับอย่างเป็นธรรมชาติ โดยยังคงรักษาความโปร่งใสอันเป็นหัวใจสำคัญของหน้าปัดไว้ได้อย่างสมบูรณ์

รายละเอียดบนหน้าปัดได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อรับกับเฉดสีใหม่ หลักชั่วโมงแต่ละชิ้นถูกรังสรรค์ขึ้นจากบล็อก Super-Luminova สีฟ้าอ่อน ตัดแต่งด้วยมืออย่างประณีตก่อนนำมาติดตั้งบนหน้าปัดแซฟไฟร์ ทำให้ตัวเรือนเปล่งประกายโทนสีฟ้าอ่อนที่เข้ากันทั้งในยามจดจ้องกลางวันและยามเปล่งแสงในความมืด

หัวใจแห่งเรือนเวลา กลไกสเกเลตัน Calibre SXH7

ความงดงามทางสายตาบนหน้าปัดถูกขับเคลื่อนด้วย Calibre SXH7 กลไกอัตโนมัติโครงสร้างสเกเลตันที่พัฒนาขึ้นอินเฮาส์ ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจาก Calibre SXH5 การดีไซน์กลไกนี้พิจารณาถึงความสวยงามทั้งจากด้านหน้าและฝาหลังอย่างเท่าเทียม โครงสร้างสะพานจักรโปร่ง 7 ชิ้นที่เฉียงจากขอบนอกเข้าหายึดชุดเฟือง คือการสะท้อนถึงสถาปัตยกรรมนาฬิกาพกของ François Czapek ในศตวรรษที่ 19

ทีมวิศวกรของ Czapek ได้พลิกตำแหน่งเอสเคปเมนท์กลับด้าน ย้ายชุดแสดงวินาทีไปยังตำแหน่ง 4:30 น. เพื่อขับเคลื่อนตรงจากเฟืองลำดับที่สี่ และวางระบบควบคุมเม็ดมะยมใหม่ให้จัดวางอย่างถูกต้องสมบูรณ์ทางฝั่งหน้าปัด ขณะที่ไมโครโรเตอร์หล่อขึ้นจากแพลทินัมรีไซเคิล 100% พร้อมแกะสลักประณีตทั้งสองด้าน เนื่องจากกลไกเผยให้เห็นรายละเอียดทะลุผ่านอย่างชัดเจน งานขัดแต่งด้วยมือจึงถูกใช้กับทุกชิ้นส่วนอย่างสมมาตรทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไม่ว่าจะเป็นงานลบมุมเอียงเข้าด้านใน งานพ่นทราย หรือการขัดลายเส้นตรง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรังสรรค์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า กลไกนี้ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 Hz) ใช้ทับทิม 25 เม็ด และสำรองพลังงานได้ยาวนาน 60 ชั่วโมง

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 38 มิลลิเมตร มาพร้อมขาตัวเรือนโค้งเว้าข้าง ช่วยรักษาความสเลนเดอร์ด้วยความหนาเพียง 10.8 มิลลิเมตร กระจกแซฟไฟร์ทั้งสองด้านเคลือบสารกันแสงสะท้อน มอบทัศนวิสัยที่คมชัด พร้อมสมรรถนะการกันน้ำ 50 เมตร สะท้อนถึงคำกล่าวของ Xavier de Roquemaurel ซีอีโอของแบรนด์ ที่เปรียบความงดงามเชิงกลไกนี้ว่าเป็นการเล่นกับเสน่ห์ของการเผยและเย้ายวนเชิงโครงสร้างได้อย่างน่าประทับใจ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: (ผลิตจำกัด 38 เรือน)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 38 มม. หนา 10.8 มม. ขาตัวเรือนดีไซน์โค้งและเว้าข้าง กระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งด้านหน้าและฝาหลัง กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: คริสตัลแซฟไฟร์โปร่งใส ไล่เฉดสีฟ้า-น้ำเงินฟูเม่ด้วยเทคนิคการระเหยไอโลหะ (Metallization) ความละเอียดระดับไมครอน หลักชั่วโมง Super-Luminova สีฟ้า
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: อินเฮาส์กลไกอัตโนมัติ Calibre SXH7 โครงสร้างสเกเลตัน ไมโครโรเตอร์แพลทินัมรีไซเคิล 100% แกะสลักสองด้าน สะพานจักรโปร่ง 7 ชิ้น ขัดแต่งและลบมุมด้วยมือแบบสมมาตรทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชม. (4 Hz) ทับทิม 25 เม็ด สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังแท้คุณภาพสูง (หรือสายตามมาตรฐานคอลเลกชัน Promenade)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชม Selten x Watch Ho & Co. Yum Cha ศิลปะหัตถศิลป์ Grand Feu Enamel และสายใยแห่งความทรงจำยามเช้า
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
“Must-Have” 5 นาฬิกามอบให้คุณแม่ ของขวัญบอกเวลาแทนความรักที่งดงามกาลเวลา

Introducing: LEGARE เปิดตัวผลงานรุ่นแรก Chapter 1 AGP Inverted ไทเทเนียมเกรด 5 โดดเด่นด้วยกลไกจักรกรอกคู่กลับด้าน

LEGARE Chapter 1 AGP Inverted ปฐมบทเรือนเวลาจักรกรอกคู่ระดับตำนาน อ้างอิงประวัติศาสตร์ปี 1932 ของ Albert-Gustave Piguet ผลิตจำกัดเพียงรุ่นละ 25 เรือน 

เรื่องราวการรังสรรค์เรือนเวลาเริ่มขึ้นจากประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือนของ Albert-Gustave Piguet ช่างทำนาฬิกาผู้เคยฝากผลงานระดับตำนานไว้กับ Lemania และการมีส่วนร่วมสร้างกลไก Calibre 2310 ย้อนกลับไปในปี 1932 ขณะที่เขามีอายุเพียง 17 ปี และเป็นนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนสอนประดิษฐ์นาฬิกาแห่ง Vallée de Joux เขาได้ประดิษฐ์นาฬิกาพกสุดพิเศษที่ใช้จักรกรอกคู่ขนาดใหญ่ทำงานร่วมกับกลไกเฟืองท้าย (Differential) คอยเฉลี่ยความเร็วเพื่อเพิ่มความแม่นยำ

ซึ่งในยุคนั้นถูกผลิตขึ้นเพียง 6 เรือนเท่านั้น แรงบันดาลใจนี้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ LEGARE แบรนด์นาฬิกาอิสระสวิสฯ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 โดย Wei Koh และ Guillaume Tetu ผู้ตั้งปณิธานเป็น “นักโบราณคดีแห่งโลกเรือนเวลา” นำแนวคิดทางศาสตร์แห่งเวลาที่เคยสูญหายกลับมาต่อยอดและชุบชีวิตขึ้นใหม่ในมิติร่วมสมัย

คำถามที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากคอนเซปต์จักรกรอกคู่ของ Piguet ถูกนำมาพัฒนาอย่างต่อเนื่องในยุคปัจจุบัน ได้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานเปิดตัวรุ่นแรกอย่าง LEGARE Chapter 1 AGP Inverted ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37.5 มิลลิเมตร และหนาเพียง 9.95 มิลลิเมตร โครงสร้างได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมจากยุค 1930s และ 1940s ผสานขอบตัวเรือนแบบเล่นระดับ ขาสายที่มีเหลี่ยมมุมคมชัด และการลบมุมแบบเว้าโค้งอย่างซับซ้อน

หัวใจสำคัญของเรือนเวลานี้คือการออกแบบกลไกแบบกลับด้าน (Inverted) เพื่ออวดโฉมชุดควบคุมเวลาแบบจักรกรอกคู่บนฝั่งหน้าปัดอย่างเด่นชัด จักรกรอกอิสระทั้งสองชุดสั่นไหวด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง โดยมีกลไกเฟืองท้ายคอยเฉลี่ยอัตราความเร็วส่งต่อไปยังชุดเข็มอย่างแม่นยำ พร้อมเปิดช่องสเกเลตันให้มองเห็นรายละเอียดงานขัดเงากระจกและการทำงานสอดประสานกันได้อย่างชัดเจน

เรือนเวลารุ่นนี้ผลิตขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์อย่างเต็มภาคภูมิผ่านความร่วมมือของเครือข่ายพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญ นำเสนอใน 2 รูปแบบการตกแต่ง ได้แก่ รุ่น Elegant ที่ใช้วัสดุเยอรมันซิลเวอร์แบบไม่เคลือบผิว และรุ่น Darth ที่ชุบเคลือบผิวด้วยแบล็กโรเดียม ผลิตจำกัดเพียงรุ่นละ 25 เรือนเท่านั้น สำหรับผู้ที่สนใจในประเทศไทย สามารถสัมผัสเรือนเวลาจริงได้ที่ SHH Pendulum ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ข้อมูลทางเทคนิค

1. Chapter 1 AGP Inverted Elegant

  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5, ขนาด 37.5 มม. หนา 9.95 มม., กันน้ำ 5 ATM
  • หน้าปัด: ดีไซน์สเกเลตันโชว์กลไกกลับด้าน, แผ่นสะพานจักรขัดเงากระจก, วัสดุเยอรมันซิลเวอร์แบบไม่ผ่านการเคลือบผิว, เข็มสตีลรมฟ้าด้วยความร้อน
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง, นาที และวินาที
  • กลไก: คาลิเบอร์ LC1-AGP01-A ระบบจักรกรอกคู่ (21,600 ครั้ง/ชม.) พร้อมกลไกเฟืองท้าย (Differential) บนจักรวินาที, สำรองพลังงานมากกว่า 50 ชั่วโมง, ทับทิม 34 เม็ด
  • สาย: ขนาด 20 มม. × 16 มม. พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายได้อย่างรวดเร็ว, หัวเข็มขัดไทเทเนียมเกรด 5

2. Chapter 1 AGP Inverted Darth

  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5, ขนาด 37.5 มม. หนา 9.95 มม., กันน้ำ 5 ATM
  • หน้าปัด: ดีไซน์สเกเลตันโชว์กลไกกลับด้าน, เคลือบผิวด้วยแบล็กโรเดียม (Black Rhodium), เข็มสตีลรมฟ้าด้วยความร้อน
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลาชั่วโมง, นาที และวินาที
  • กลไก: คาลิเบอร์ LC1-AGP01-B ระบบจักรกรอกคู่ (21,600 ครั้ง/ชม.) พร้อมกลไกเฟืองท้าย (Differential) บนจักรวินาที, สำรองพลังงานมากกว่า 50 ชั่วโมง, ทับทิม 34 เม็ด
  • สาย: ขนาด 20 มม. × 16 มม. พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายได้อย่างรวดเร็ว, หัวเข็มขัดไทเทเนียมเกรด 5

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชม Selten x Watch Ho & Co. Yum Cha ศิลปะหัตถศิลป์ Grand Feu Enamel และสายใยแห่งความทรงจำยามเช้า
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
“Must-Have” 5 นาฬิกามอบให้คุณแม่ ของขวัญบอกเวลาแทนความรักที่งดงามกาลเวลา

Lady Rencontre Céleste และ Lady Retrouvailles Célestes จาก Van Cleef & Arpels ถ่ายทอดตำนานรักดวงดาว

2 เรือนเวลาสุดวิจิตร จาก Van Cleef & Arpels หัตถศิลป์ชั้นสูงที่ผสานงานลงยาและนวัตกรรมฝังอัญมณีบนเนื้อลงยา

ความรักยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ของ Van Cleef & Arpels ผ่านปรัชญา “บทกวีบอกเวลา” (Poetry of Time) ล่าสุด เมซงถ่ายทอดตำนานรักพื้นบ้านชีซีของชาวจีนว่าด้วยเทพธิดาทอผ้า “จือหนี่ว์” (ดาวเวกา) และหนุ่มเลี้ยงวัว “หนิวหลาง” (ดาวอัลแตร์) ที่ได้โคจรมาพบกันปีละครั้งผ่านเรือนเวลารุ่นใหม่ในคอลเลกชัน Extraordinary Dials

ผลงานคู่เปิดตัวด้วย Lady Rencontre Céleste (“ดาริกาหวนคืน”) ในตัวเรือนไวท์โกลด์ เล่าถึงห้วงเวลาแห่งการกลับมาร่วมกันอีกครั้ง ประติมากรรมไวท์โกลด์ฝังเพชรขึ้นรูปคู่รักกำลังประสานมือกันหลังมวลเมฆลงยาลายฉลุ plique-à-jour ผสานเทคนิคลงยาล่องลายนูน champlevé เทคนิคจิตรกรรมย่อส่วน และเทคนิคการลงยาผงสีก่อเงาแสง grisaille ในการสร้างมิติผืนฟ้าราตรีสลับซับซ้อน

ขณะที่ Lady Retrouvailles Célestes (“ดาริกาพานพบ”) มาในตัวเรือนโรสโกลด์นำเสนอห่วงเวลาแห่งการรอคอย หน้าปัดไล่โทนสีชมพูถึงม่วงอมแดงเข้มด้วยงานลงยาล่องลายนูน เผยภาพสองหนุ่มสาวเหยียดแขนยื่นมือหากัน โดยมีฝูงนกสี่เชว่หรือสาลิกาสวรรค์ไวท์โกลด์ต่อตัวเป็นสะพานข้ามทางช้างเผือก บริเวณด้านหลังตัวเรือนทั้งสองรุ่นยังผ่านการสลักลายปรากฏการณ์ “สามเหลี่ยมฤดูร้อน” ของกลุ่มดาวเวกา อัลแตร์ และเดเน็บ

ความพิเศษของเรือนเวลาคอลเลกชันนี้ คือการใช้นวัตกรรม “เทคนิคขึ้นตัวเรือนบนงานลงยา” (setting in enamel) ที่วิจัยและพัฒนานานถึงสองปีจนได้รับการจดสิทธิบัตร ซึ่งช่วยให้ช่างฝีมือสามารถฝังอัญมณีลงบนเนื้อลงยาลายฉลุ plique-à-jour ได้โดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างโลหะรองรับ เผยความโปร่งเบาสบายและเร่งประกายแสงอัญมณีได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ข้อมูลทางเทคนิค

1. Lady Rencontre Céleste watch (“ดาริกาหวนคืน”)

  • ชื่อรุ่น: Van Cleef & Arpels Lady Rencontre Céleste watch
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ประดับเพชร
  • หน้าปัด: ตกแต่งประติมากรรมไวท์โกลด์ฝังเพชรรูปคู่รักประสานมือ, งานลงยาลายฉลุ plique-à-jour, งานลงยาล่องลายนูน champlevé, งานลงยาผงสีก่อเงาแสง grisaille, จิตรกรรมย่อส่วน, ประดับไพลิน, แม่มุกขาว และเพชรทรงเหลี่ยมกุหลาบ
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาชั่วโมงและนาที
  • กลไก: ระบบไขลานด้วยมือ
  • สาย: สายหนังจระเข้สีน้ำเงิน

2. Lady Retrouvailles Célestes watch (“ดาริกาพานพบ”)

  • ชื่อรุ่น: Van Cleef & Arpels Lady Retrouvailles Célestes watch
  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ ล้อมเพชร
  • หน้าปัด: ตกแต่งประติมากรรมไวท์โกลด์ฝังเพชรรูปคู่รักยื่นมือหากันและนกสาลิกาสวรรค์, งานลงยาลายฉลุ plique-à-jour, งานลงยาล่องลายนูน champlevé ไล่โทนสีชมพูถึงม่วงอมแดง จิตรกรรมย่อส่วน ประดับไพลินสีม่วงอมชมพู แม่มุกขาว และเพชร
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาชั่วโมงและนาที
  • กลไก: ระบบไขลานด้วยมือ
  • สาย: สายหนังจระเข้สีม่วง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชม Selten x Watch Ho & Co. Yum Cha ศิลปะหัตถศิลป์ Grand Feu Enamel และสายใยแห่งความทรงจำยามเช้า
Audemars Piguet เปิดตัวงาน Powerful Summer Pop-up ชวนคุณร่วมสัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
“Must-Have” 5 นาฬิกามอบให้คุณแม่ ของขวัญบอกเวลาแทนความรักที่งดงามกาลเวลา

เจาะลึกเทรนด์นาฬิกาสตรี ทำไมแบรนด์หรูถึงต้องหันมาแย่งตลาดนาฬิกาจักรกลสำหรับผู้หญิง หรือจะหมดยุค “ย่อขนาดแล้วทาสีชมพู”?

เจาะลึกวิวัฒนาการนาฬิกาผู้หญิง จากเพียงเครื่องประดับประดับเพชร สู่การปฏิวัติด้วยกลไกซับซ้อน (Complications) สะท้อนอำนาจการซื้อ รสนิยม และหมุดหมายใหม่ของวงการ Haute Horlogerie

หากย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์วงการนาฬิการะดับไฮเอนด์ นานมาแล้วที่โจทย์สำหรับ “นาฬิกาผู้หญิง” ถูกจำกัดไว้ด้วยกรอบแคบๆ นั่นคือความงามทางสุนทรียะภายนอก หน้าปัดมุกประดับเพชร ตัวเรือนทองคำขนาดจิ๋ว และกลไกควอตซ์ที่เน้นความบางเบาเพื่อความสะดวกสบาย โดยละเลยมิติทางวิศวกรรมจักรกลไปอย่างสิ้นเชิง

แต่ในปัจจุบัน วงการ Haute Horlogerie กลับพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ เมื่อเรือนเวลาสตรีไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องประดับข้อมืออีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นพื้นที่แสดง “กลไกซับซ้อน (Complications)” ที่แบรนด์ชั้นนำระดับโลกต่างงัดความอัจฉริยะทางวิศวกรรมมาประชันกันอย่างดุเดือด อะไรคือเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้? บทความนี้จะพาทุกท่านไปร่วมไขคำตอบผ่านมิติทางสังคม ตลาด และนวัตกรรม

กลไกซับซ้อนอย่าง Moon Phase ในเรือนเวลาสตรี

1. อำนาจทางการเงิน พฤติกรรมใหม่ และการหลุดพ้นจากมายาคติเดิม 

ปัจจัยขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดมาจากโครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนไป ผู้หญิงยุคใหม่มีความเป็นอิสระ มีอำนาจซื้อสูง และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารในหลากหลายอุตสาหกรรม มุมมองต่อเรือนเวลาจึงเปลี่ยนจากการเป็นเพียง “ของขวัญที่ได้รับ” สู่การเป็น “การลงทุนและการแสดงตัวตน” สตรีรุ่นใหม่เรียนรู้คุณค่าของการเก็บรักษาคุณค่า (Value Retention) งานตกแต่งชั้นสูง (Finishing) และความหายากของกลไกจักรกล ซึ่งกลไกควอตซ์แบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป

ความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นนี้ ทำให้นักสะสมสตรีเริ่มมองข้ามความเปล่งประกายของเพชรพลอย และตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่ใต้ฝาหลัง ส่งผลให้แบรนด์ระดับสูงต้องเลิกใช้แนวคิดดั้งเดิมอย่าง “Shrink it and pink it” (ย่อขนาดลงแล้วใส่สีชมพู) แล้วหันมาพัฒนาเรือนเวลาที่ออกแบบเพื่อข้อมือผู้หญิงโดยเฉพาะตั้งแต่วันแรกที่ร่างแบบ

A. Lange & Sohne Little Lange 1 Moon Phase

2. นวัตกรรมแห่งการย่อส่วน (Miniaturization): ศิลปะวิศวกรรมบนข้อมือสตรี 

ในอดีต ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีทำให้กลไกซับซ้อนอย่าง Tourbillon, Perpetual Calendar หรือ Minute Repeater มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะนำมาประดิษฐานในตัวเรือนสตรี แต่ด้วยความก้าวหน้าทางวิศวกรรมขั้นสูง โปรแกรม CAD และวัสดุศาสตร์สมัยใหม่ แบรนด์ชั้นนำจึงสามารถ “ย่อส่วน” กลไกซับซ้อนให้มีสัดส่วนกะทัดรัด โดยไม่สูญเสียความแม่นยำหรือประสิทธิภาพ

  • Patek Philippe: พิสูจน์ศักยภาพผ่านนาฬิกากลไกซับซ้อนสำหรับผู้หญิง ทั้งฟังก์ชัน World Time, Annual Calendar และ Moon Phase
  • Audemars Piguet: ในตระกูล Royal Oak Concept ที่ผสานกลไก Flying Tourbillon เข้ากับงานออกแบบเชิงอวกาศและอัญมณีศาสตร์ชั้นสูง
  • Richard Mille: ทลายกรอบเดิมด้วยการนำกลไก Tourbillon ระดับไฮเอนด์ มาผสานกับวัสดุน้ำหนักเบาและดีไซน์ล้ำอนาคต
Audemars Piguet Royal Oak Concept Flying Tourbillon ladies watch

3. การบรรจบกันของ Haute Horlogerie และ Haute Joaillerie 

ความงดงามของการเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่ใช่การละทิ้งศิลปะเรือนแบบเดิม แต่เป็นการยกระดับโดยผสาน ศิลปะการตกแต่งอัญมณี (Haute Joaillerie) เข้ากับ ศิลปะการสร้างกลไก (Haute Horlogerie) อย่างไร้รอยต่อ เราได้เห็นการฝังเพชรแบบ Invisible Setting บนสะพานจักร (Bridges) หรือการเผยกลไก Tourbillon ที่เต้นระรัวท่ามกลางลวดลายหน้าปัด Enamel หรือมุกธรรมชาติ สะท้อนว่างานฝีมือทั้งสองแขนงต่างส่งเสริมกันจนกลายเป็น “ศิลปะที่สวมใส่ได้” (Wearable Art)

Van Cleef Arpels Poetic Complications watch diamond enamel dial
Lady Arpels Heures Florales watch

4. พฤติกรรมการสวมใส่แบบ Fluid และกระแส Genderless 

เส้นบางๆ ของเส้นแบ่งระหว่างนาฬิกาชาย-หญิง (Genderless Trend) ทำให้สตรีจำนวนมากหันมาสนใจนาฬิกาแนว Sport-Luxury ขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงการทำความเข้าใจกับกลไกสลับซับซ้อนอย่าง Chronograph หรือ Minute Repeater ส่งผลให้แบรนด์ระดับสูงต้องพัฒนาเรือนเวลากลไกซับซ้อนที่มีขนาด สัดส่วน และบาลานซ์ที่ลงตัวกับข้อมือสตรีอย่างจริงจัง

ผู้หญิงสวมนาฬิกาสปอร์ตหรู ภาพถ่ายข้อมือสไตล์ไลฟ์สไตล์หรูหรา

บทสรุป: นิยามใหม่ของความหรูหราบนข้อมือสตรี 

การที่นาฬิกาผู้หญิงเปลี่ยนผ่านจาก “เครื่องประดับบอกเวลา” สู่ “กลไกซับซ้อน” ไม่ใช่แค่เรื่องของเทรนด์การตลาด แต่เป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการยอมรับในสติปัญญา รสนิยม และความหลงใหลของผู้หญิงยุคใหม่ นาฬิการะดับไฮเอนด์สำหรับสตรีในวันนี้ จึงเป็นตัวแทนของความงามภายนอกที่อัดแน่นด้วยสมอง หัวใจ และกลไกอันทรงพลังอยู่ภายในอย่างแท้จริง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Franck Muller ถ่ายทอดความรักผ่าน 3 นาฬิกาสุดประณีต ต้อนรับเทศกาลวันแม่
สัมผัสความสดชื่นแห่งฤดูร้อน ผ่านประกายแสงตกกระทบบน 3 เรือนเวลาใหม่จาก Seiko Presage Cocktail Time
LOUIS MOINET MEMORIS DIAMONDS เผยโฉมนาฬิกาโครโนกราฟระดับไฮจิวเวลรี ลิมิเต็ดอิดิชันผลิตเพียงรุ่นละ 12 เรือนทั่วโลก

Baume & Mercier เผยโฉม Clifton Baumatic 39mm โดดเด่นด้วยหน้าปัดกิโยเชสีฟ้าไอซ์บลู ตัวเรือนขนาด 39 มม. สวมใส่ง่าย 

ถ้ามองแวบแรกผ่านกระจกแซฟไฟร์ สิ่งที่สะกดสายตาของ Clifton Baumatic 39mm (รหัสรุ่น M0A10870) ผลงานรุ่นผลิตจำนวนจำกัด (Limited Edition) ชิ้นนี้ คือการเล่นแสงบนหน้าปัดสีฟ้าไอซ์บลู หรือกลาเซียร์บลู (Ice Blue / Glacier Blue) เฉดสีเย็นตาที่มาพร้อมลวดลายกิโยเช (Guilloché) อันละเอียดอ่อน ลวดลายเทกซ์เจอร์บนหน้าปัดช่วยสร้างมิติลึกยาวมิติแสงเปลี่ยนไปตามมุมตกกระทบ

ขณะเดียวกัน บริเวณจุดศูนย์กลางยังคงเอกลักษณ์ด้วยเส้น Crosshair สีดำที่ลากตัดกันอย่างสมดุล โอบล้อมด้วยวงขอบนาฬิกาตกแต่งลายนานาแบบสปอยล์ (Snailed) หน้าปัดยังเสริมความคมชัดด้วยหลักชั่วโมงรูปทรงคางหมูเคลือบโรเดียม ตัวเลขอารบิกตรงตำแหน่ง 12 นาฬิกา เข็มทรงอัลฟา (Alpha) ที่รับกับช่องแสดงวันที่สีคุมโทนบริเวณ 6 นาฬิกาได้อย่างเรียบง่าย

ตัวเรือนสแตนเลสสตีลถูกออกแบบมาในขนาด 39 มิลลิเมตร พร้อมความหนา 11.22 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นสัดส่วนที่พอดีกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน การขัดเงาสลับกับการปัดลายซาตินรอบตัวเรือนช่วยเพิ่มความประณีตโดยไม่ดูฉูดฉาด ด้านหน้าปกป้องด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งเคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ขณะที่ฝาหลังยึดด้วยสกรู 4 ตัว และเป็นกระจกแซฟไฟร์เช่นกัน พร้อมสลักคำว่า Limited Edition ไว้อย่างชัดเจน ตัวเรือนรองรับการกันน้ำที่ระดับ 50 เมตร เข้าคู่มากับสายสแตนเลสสตีลแบบ 3 ข้อสาย ที่สวมใส่สบาย และมีระบบเปลี่ยนสายได้เองอย่างสะดวกโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือ

ความน่าสนใจที่ซ่อนอยู่ภายในคือกลไกอินเฮาส์อัตโนมัติ Baumatic Calibre BM13-1975 A กลไกเรือนนี้ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4Hz) ใช้ทับทิม 21 เม็ด และจุดเด่นสำคัญคือการสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 120 ชั่วโมง หรือราว 5 วัน ทำให้สามารถถอดวางไว้ในวันหยุดแล้วกลับมาสวมใส่ต่อในวันทำงานได้โดยไม่ต้องตั้งเวลาใหม่ เมื่อมองผ่านฝาหลังใส จะเห็นงานตกแต่งกลไกอย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็นลายโค้ตเดอเฌอแนฟ (Côtes de Genève) หรือการขัดลายก้นหอย สะท้อนมาตรฐานนาฬิกาสวิสอย่างครบถ้วน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. หนา 11.22 มม. ขัดเงาสลับปัดลายซาติน กระจกแซฟไฟร์ทรงโค้งเคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ฝาหลังแซฟไฟร์ยึดด้วยสกรู 4 ตัว สลัก Limited Edition กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีฟ้าไอซ์บลู (Ice Blue / Glacier Blue) ลวดลาย Guilloché ตรงกลางมีเส้น Crosshair สีดำ วงขอบตกแต่งลายนานา (Snailed) หลักชั่วโมงรูปทรงคางหมูเคลือบโรเดียม ตัวเลขอารบิกที่ 12 นาฬิกา และเข็มทรง Alpha
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาชั่วโมง นาที วินาที และแสดงวันที่บริเวณ 6 นาฬิกา
  • กลไก: กลไกอินเฮาส์อัตโนมัติ Baumatic Calibre BM13-1975 A ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชม. (4Hz) ทับทิม 21 เม็ด สำรองพลังงาน 120 ชั่วโมง (5 วัน) ตกแต่งด้วยลาย Côtes de Genève และการขัดลายก้นหอย
  • สาย: สายสแตนเลสสตีลแบบ 3 ข้อสาย พร้อมระบบเปลี่ยนสายด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Franck Muller ถ่ายทอดความรักผ่าน 3 นาฬิกาสุดประณีต ต้อนรับเทศกาลวันแม่
สัมผัสความสดชื่นแห่งฤดูร้อน ผ่านประกายแสงตกกระทบบน 3 เรือนเวลาใหม่จาก Seiko Presage Cocktail Time
LOUIS MOINET MEMORIS DIAMONDS เผยโฉมนาฬิกาโครโนกราฟระดับไฮจิวเวลรี ลิมิเต็ดอิดิชันผลิตเพียงรุ่นละ 12 เรือนทั่วโลก