Vincent Calabrese ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกยุคแรกเริ่มของวงการเรือนเวลาอิสระ (Indie Watchmaking) โดยในปี 1985 เขาได้ร่วมมือกับ Sven Andersen ก่อตั้งสถาบัน Académie Horlogère des Créateurs Indépendants ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบันผ่านอักษรย่อระดับตำนานอย่าง AHCI แม้ว่าประวัติและเกียรติประวัติทางวิศวกรรมเรือนเวลาของเขาจะมีมากมายนับไม่ถ้วน
แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงและได้รับการยกย่องสูงสุดคงหนีไม่พ้น Golden Bridge ซึ่งนำเสนอชุดกลไกเรียงตัวเป็นเส้นตรงแคบๆ ลอยตัวอย่างโปร่งตาในอวกาศโดยปราศจากหน้าปัด ผลงานต้นแบบของ Calabrese ชิ้นนี้เคยคว้าเหรียญทองจากงาน Geneva International Exhibition of Inventions and New Techniques ในปี 1977 ก่อนที่ต่อมา Corum จะซื้อลิขสิทธิ์ไปพัฒนาต่อจนกลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่เป็นไอคอนิกที่สุดของแบรนด์
สิ่งที่เรือนเวลาทั้งสองรุ่นมีร่วมกัน คือความกล้าหาญในอุดมการณ์ของตนเอง การกล้าที่จะก้าวสวนทางกับขนบดั้งเดิมและกฎเกณฑ์แบบเก่า และที่สำคัญที่สุดคือการเลือกเดินบนเส้นทางโคจรที่น้อยคนนักจะกล้าก้าวผ่าน ซึ่งเมื่อพลิกฝาหลังของตัวเรือนขึ้นมา คุณจะได้เห็นปรัชญานี้ถูกสลักไว้อย่างเด่นชัดบนกลไก ปรากฏแก่สายตาผ่านช่องว่างในขณะที่โรเตอร์ขึ้นลานหมุนวน ด้วยข้อความฝรั่งเศสอันลึกซึ้งที่ว่า “Il est assez aisé de plaire aux autres, bien plus ardu d’être fier de soi” (“การทำให้ผู้อื่นพึงพอใจนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย แต่การทำให้ตนเองภาคภูมิใจกลับยากเย็นกว่ามากนัก”)
สำหรับรุ่นล่าสุดในปีนี้ ได้นำเฉดสีฟ้า Milano Blue ซึ่งเคยจับคู่กับตัวเรือนพลาทินัมในปี 2024 กลับมาอีกครั้ง โดยเฉดสีฟ้าเข้มอันลุ่มลึกบนสะพานจักรนี้ รังสรรค์ขึ้นผ่านเทคโนโลยีการเคลือบระดับอะตอม Atomic Layer Deposition (ALD) เพื่อรักษาเส้นสายและทรวดทรงอันอ่อนช้อยของการแกะสลักเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นำมาจับคู่กับความอบอุ่นและนุ่มนวลของตัวเรือนโรสโกลด์ ซึ่งสีฟ้า Milano Blue นี้จะแปรเปลี่ยนมิติจากสว่างสดใสไปสู่โทนลุ่มลึกทรงพลัง ตามทิศทางแสงและมุมมองที่ตกกระทบ
การกลับมาของเรือนเวลาแห่งศักดิ์ศรี ที่เกิดจากความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่าง Hublot และการแข่งขัน UEFA Champions League
Hublot ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการผสานโลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูงเข้ากับกีฬาระดับโลก ด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด Big Bang Reloaded UEFA Champions League Titanium Ceramic ผลงานลำดับที่ 8 ที่เกิดจากความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่าง Hublot และการแข่งขัน UEFA Champions League ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 11 ฤดูกาล นับตั้งแต่ปี 2015
สำหรับเรือนนี้ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้น ก็คือสายยางสีน้ำเงินประกบหนังลูกวัวสีขาวพิมพ์ลายดาวอันเป็นสัญลักษณ์ของ UEFA Champions League ฝาหลังแซฟไฟร์ประดับโลโก้การแข่งขัน และนำเสนอพร้อมกล่องบรรจุถ้วยรางวัลจำลองขนาดย่อส่วน
Hublot Big Bang Reloaded UEFA Champions League Titanium Ceramic
นาฬิการุ่นนี้ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือนทั่วโลก นับเป็นการสะท้อนถึงคำกล่าวของ Julien Tornare CEO ของ Hublot ที่ว่า
หากพูดถึงการคอลแลปส์ระดับตำนาน ย่อมหนีไม่พ้น TAG Heuer และ Porsche ทั้งสองแบรนด์มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน โดยมีจุดเริ่มต้นร่วมกันจากรายการแข่งขันรถยนต์สุดท้าทายในยุค 1950s อย่าง Carrera Panamericana ซึ่งต่อมาถูกนำไปใช้เป็นชื่อรุ่นรถสปอร์ตระดับไอคอนอย่าง Porsche 911 Carrera และชื่อคอลเลกชันนาฬิกาชรอนโนกราฟสุดฮิต TAG Heuer Carrera
Girard-Perregaux x Aston Martin: สถาปัตยกรรมเวลาของสายพันธุ์ผู้ดี
แบรนด์ไฮเอนด์ระดับเก่าแก่ Girard-Perregaux (GP) มาร่วมมือกับ Aston Martin รถสปอร์ตสัญชาติอังกฤษ ผลิตเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดที่มีทั้งความหรูหราและความสปอร์ต เช่น Laureato Absolute Chronograph Aston Martin Edition หรือรุ่น Tourbillon with Three Flying Bridges
จุดเด่นงานดีไซน์: หน้าปัดลงยาหรือเคลือบด้วยสีเขียว Aston Martin Green อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเกิดจากการพ่นสีซ้ำหลายชั้นเพื่อสร้างมิติความลึก, ชิ้นส่วนโครงสร้างที่ถอดดีไซน์มาจากช่องระบายอากาศและแชสซีส์ของรถยนต์
ก่อนหน้านี้ Hublot เคยร่วมมือกับ Ferrari สร้างสรรค์นาฬิการุ่นเด่นที่พลิกโฉมวงการ เช่น MP-05 LaFerrari ที่สามารถสำรองพลังงานได้สูงถึง 50 วัน หรือรุ่น Big Bang Unico Ferrari
อีกฝั่งหนึ่งในเยอรมนี Karl Scheufele I เด็กกำพร้าที่เติบโตมาจนกลายเป็นช่างทองฝีมือดี ได้ก่อตั้งบริษัท Eszeha ในปี 1904 เชี่ยวชาญด้านเครื่องประดับและนาฬิกาประดับอัญมณี แม้ภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 จะทำลายโรงงานในเมือง Pforzheim จนราบคาบ แต่ Karl Scheufele II ก็ลงมือบูรณะโรงงานขึ้นใหม่ในเวลาเพียงสองปี ก่อนจะส่งต่อกิจการให้ Karl Scheufele III ผู้เป็นลูกชาย
ในโลกของนาฬิกาหรู การใช้คนดังหรือ Global Brand Ambassador มาใส่ผลิตภัณฑ์เพื่อถ่ายภาพแคมเปญโฆษณาเป็นสูตรสำเร็จที่เห็นกันจนชินตา มักจะจบลงด้วยภาพลักษณ์อันเพียบพร้อมแต่ขาดความเชื่อมโยงที่แท้จริงระหว่างตัวผู้สวมใส่กับตัวผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกันระหว่างแบรนด์เรือนเวลาสวิสอย่าง Rado และนักแสดงชาวเกาหลีใต้ จีชางอุค (Ji Chang-wook) ในเรือนเวลารุ่น True Square Open Heart x Ji Chang-wook ลิมิเต็ด เอดิชัน ได้นำเสนอทิศทางที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น
จุดเริ่มต้นของนาฬิการุ่นนี้ไม่ได้เกิดจากโจทย์ทางการตลาดที่วางไว้ล่วงหน้า แต่เริ่มขึ้นจากการเดินทางเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่และศูนย์วิจัยวัสดุไฮเทคเซรามิกของ Rado ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี 2024 ความสนใจในรายละเอียดทางเทคนิค งานออกแบบ และกระบวนการผลิต นำไปสู่การพูดคุยและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับทีมพัฒนาของแบรนด์อย่างใกล้ชิด
องค์ประกอบส่วนตัวในดีไซน์เชิงอุตสาหกรรม
สิ่งที่ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้มีความน่าสนใจในเชิงบรรณาธิการ คือการสอดแทรกความหมายส่วนบุคคลลงไปในโครงสร้างอันคมกริบของเรือนเวลาเซรามิกทรงสี่เหลี่ยม หน้าปัดแบบ Open Heart ที่ถูกปรับแต่งด้วยการประดับทับทิมสีแดงสดจำนวน 12 เม็ดลงบนหลักชั่วโมง ซึ่งนอกจากจะสะท้อนถึงอัญมณีประจำเดือนเกิดของจีชางอุคแล้ว สีแดงยังมีความหมายถึงโชคลาภในการรับรู้ทางวัฒนธรรมเกาหลีอีกด้วย
Watch to Try:Oris Big Crown Pointer Date Calibre 403: หน้าปัดสีเขียวสงบเงียบแฝงความหรูหรา จับคู่กับดีไซน์คลาสสิกทรงคุณค่า เสริมลุคให้ดูน่าเชื่อถืออย่างมีรสนิยม
เรือนแรกเลยเป็น Rolex GMT Master II Blue and Black ผมชื่นชอบในคู่สีของรุ่นนี้ และตอนนั้น Rolex GMT Master II Blue and Black ได้เปิดตัวรุ่นที่เป็นสาย Jubilee ซึ่งทำให้ผมสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยครับ ชื่นชอบทั้งเรื่องของสายที่มีการตกแต่งที่สวยงาม แล้วก็ตัวระบบกลไกที่เป็น GMT สามารถดูเวลาได้ทั้งสองไทม์โซนครับ โทนสีก็เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับรถยนต์ BMW ที่ผมชอบด้วยครับ ตรงนี้เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้เลือกซื้อรุ่นนี้เลยครับ
Tudor Black Bay 54 เป็นนาฬิกาที่สะท้อนตัวตนและความชอบของคุณได้ดีมากๆ เลยมีความเป็น tool watch ที่มีขนาดกำลังดีน่าจะเป็นเรือนโปรดหรือเรือนหนึ่งของคุณเลยทีเดียว รบกวนเล่าความเป็นมาของเรือนนี้ให้ฟังสักนิด
Tudor Black Bay 54 รุ่นนี้เป็นนาฬิกาที่ใส่ได้ในทุกสถานการณ์ครับ เป็นนาฬิกาที่ผมชอบใส่มาก ชื่นชอบดีไซน์หน้าปัดตัวสายตามรูปแบบชาติตระกูลของแบรนด์นี้เลยครับ ชอบไปเที่ยวขับรถตามภูเขาพาเรือนนี้ไปด้วย เป็นนาฬิกาที่ตอบโจทย์และลุยไปได้ทุกสถานการณ์ครับ
แล้วก็ยังมีตัว Black Bay 54 รุ่นนี้เป็นนาฬิกาที่สายสปอร์ต แล้วก็มีความเป็นลุคแบรนด์ดิ้งเดิม แล้วก็นำตัวเรือน Black Bay 54 จะเป็นนาฬิกาที่ใส่ดีมาก ค่อนข้างที่จะปรับให้ขนาดตัวเรือนที่พอเหมาะและใส่ได้ในหลายๆ ลุค และด้วยโทนสีขอบและหน้าปัดที่เป็นสีดำทอง ทำให้เวลาที่เรามองหน้าปัด จะไม่แยงตาและให้การอ่านค่าเวลานำสายตาค่อนข้างง่ายครับ และสวมใส่สบายมากครับ
มาถึงสายสปอร์ตเรือนต่อไปอย่าง Rolex Explorer I เรือนนี้คงจะตอบโจทย์ที่คุณชอบทุกอย่างเลย ทั้งความทนทาน ความสปอร์ตที่ยังคงความหรูหรา แล้วยังใส่ในชีวิตประจำวันได้ด้วย
นาฬิกา Rolex Explorer I เป็นอีกเรือนหนึ่งที่ผมชื่นชอบมากเช่นกันครับ เป็นนาฬิกาที่ใช้งานง่าย ใช้งานได้ทุกวัน อ่านค่าง่ายได้ดี แล้วก็มีความเป็นสปอร์ตของแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ แล้วงานตกแต่ง finishing ก็ได้มาตรฐานครับ ผมเคยใส่ขึ้นภูเขาทวนแห่งชาติปราณบุรี เป็นเรือนหนึ่งที่ใส่ลุยได้ดีเลยครับ จำได้ว่าไปสถานที่แบบนี้แล้ว ใส่นาฬิกาสปอร์ตเรือนนี้แล้วมันดูเข้ากันมากเลยครับ
นาฬิกาเรือนนี้มีความน่าสนใจตรงที่ใช้จริงจังแล้ว แต่มันดูไม่เสื่อมสภาพเลยครับ อย่างเรือนนี้พอได้ยินชื่อแล้วเห็นภาพแวบแรกก็คิดถึงรุ่นนี้เลย Explorer นี่พอได้ยินชื่อแล้วก็นึกถึงความลุยแล้ว Explorer I ก็มีความน่าสนใจค่อนข้างมากด้วยประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ Rolex Explorer I ก็มีความน่าสนใจค่อนข้างมากด้วย