เมื่อความอลังการของอัญมณีโคจรมาพบกับกลไกทูร์บิญอง 4 แกน และระบบ Remontoir แรงบิดคงที่ความถี่สูง
หนึ่งในพัฒนาการที่น่าสนใจยิ่งของวงการเรือนเวลาร่วมสมัย คือการที่เรือนเวลาซึ่งเปี่ยมด้วยความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและกล้าท้าทายขีดจำกัดมากที่สุดจำนวนหนึ่ง กลับถือกำเนิดขึ้นจากสถานที่ที่ไม่มีใครคาดคิด
ก่อนที่ Jacob & Co. จะกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเรือนเวลาสไตล์ Maximalist อันวิจิตรอลังการ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เคยเป็นที่รู้จักกันในนาม “Jacob the Jeweler” ช่างอัญมณีผู้สร้างสรรค์จิวเวลรีสั่งทำพิเศษ (Bespoke) อันโด่งดังในยุคฮิปฮอป ทว่าตลอดระยะเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทได้สั่งสมชื่อเสียงอย่างจริงจังในฐานะหนึ่งในผู้สร้างสรรค์นาฬิกากลไกซับซ้อน (Complicated Watches) ที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดรายหนึ่ง
ผลงานของแบรนด์ครอบคลุมตั้งแต่รุ่น Quenttin ที่มาพร้อมพลังงานสำรองยาวนานถึง 31 วัน ในรุ่น Opera Godfather ที่ผสานกลไก Minute Repeater เข้ากับกลไกเสียงดนตรี (Mechanical Musical Complication), กลไกหุ่นกลอย่าง Oil Pump Automaton, เรือนเวลาระดับ Grand Complication สุดล้ำอย่าง Twin Turbo Furious ไปจนถึง Jean Bugatti Tourbillon Chronograph ซึ่งนับเป็นหนึ่งในนาฬิกาโครโนกราฟที่มีความทะเยอทะยานทางเทคนิคมากที่สุดในเรือนเวลาร่วมสมัยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ไม่มีผลงานชิ้นใดที่จะสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้เด่นชัดเท่ากับตระกูล Astronomia ด้วยระบบแสดงผลแบบดาวเทียม (Satellite Display) ที่โคจรอย่างต่อเนื่อง โดยหมุนวนพาเอาทูร์บิญองแบบหลายแกน (Multi-Axis Tourbillon) หน้าปัดแสดงเวลาแบบปรับระดับอัตโนมัติ (Self-Leveling Time Display) และลูกโลกหมุนได้ โคจรอยู่ภายใต้กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมขนาดใหญ่ สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นภาพจำที่แยกไม่ออกจากแนวคิดของเรือนเวลาระดับ Hyperwatch ร่วมสมัยอย่างแท้จริง

นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 Astronomia ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านหลากหลายเวอร์ชันที่เพิ่มความประณีตพิถีพิถันตระการตายิ่งขึ้น เรือนเวลารุ่นนี้เคยรวบรวมฟังก์ชันดาราศาสตร์ไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงเวลาทางดาราศาสตร์ (Sidereal Time), กลไกเสียง Carillon Minute Repeater หรือแม้กระทั่งวงล้อรูเล็ตต์ที่ใช้งานได้จริง เป็นต้น ขณะเดียวกัน ระบบกลไกพื้นฐานก็ได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดไม่แพ้กัน โดยในรุ่นต้นตำหรับ Astronomia แพลตฟอร์มแกนหมุนกลางจะโคจรรอบตัวเองครบหนึ่งรอบในทุกๆ 20 นาที ก่อนที่เวอร์ชันต่อๆ มาจะลดระยะเวลาลงเหลือเพียง 10 นาที
กระทั่งการมาถึงของ Astronomia Revolution ในปี 2023 แพลตฟอร์มหมุนกลางได้เร่งความเร็วขึ้นจนสามารถหมุนครบรอบได้ในเวลาเพียง 1 นาที ซึ่งเป็นความเร็วระดับเดียวกับกลไกทูร์บิญองมาตรฐาน เปิดโอกาสให้แกนหมุนนี้ทำหน้าที่แสดงวินาทีได้อย่างเที่ยงตรง นอกจากนี้ เรือนเวลาดังกล่าวยังได้เปิดตัวระบบ Remontoir ความถี่สูง ซึ่งจะทำการรีไวนด์หรือขึ้นลานสะสมพลังงานใหม่ในทุกๆ การสั่นของจักรกรอก (Balance Wheel)


เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของตระกูล Astronomia เมื่อปีที่แล้ว Jacob & Co. ได้ผลักดันแนวคิดนี้ไปอีกขั้นด้วย Astronomia Revolution Fourth Dimension เรือนเวลาที่มาพร้อมกลไกทูร์บิญอง 4 แกนเรือนแรกของโลก ซึ่งพัฒนาร่วมกับสำนักพัฒนากลไกชั้นนำอย่าง Concepto ตัวชุดทูร์บิญองได้รับการอัปเกรดให้หมุนรอบตัวเองบน 3 แกน (จากเดิม 2 แกน) ควบคู่ไปกับชุดโครงสร้างทั้งหมดที่ยังคงหมุนโคจรรอบหน้าปัดครบหนึ่งรอบในทุกๆ 1 นาที ซึ่งนับรวมเป็นทั้งหมด 4 แกนการหมุนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในปีนี้ เรือนเวลาตระกูลดังกล่าวนำเสนอเรือนเวลารุ่นประดับอัญมณีใหม่ล่าสุด 3 รหัส (Reference) โดยฐานตัวเรือนโรสโกลด์แบบฉลุเกลาจากรุ่นก่อน ได้ถูกแทนที่ด้วยพื้นหลังผลึกคริสตัลเจียระไนเหลี่ยมเพชรอย่างวิจิตรอลังการ ทั้งในโทนไร้สี (Colorless), สีเขียว และสีแดง ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียงสีละ 6 เรือนเท่านั้น
และด้วยความที่ Astronomia เป็นเรือนเวลาซึ่งเปิดโปร่งรอบทิศทางภายใต้โดมแซฟไฟร์ขนาดใหญ่ แสงสว่างจึงสามารถส่องผ่านเข้ามาได้จากเกือบทุกมุมมอง ในขณะที่ผลึกคริสตัลแบบโปร่งแสงยังช่วยเผยให้เห็นรายละเอียดของชุดกลไกพื้นฐานที่ซ่อนอยู่ด้านล่างอย่างงดงาม ส่งผลให้เกิดมิติทางทัศนวิสัยอันตระการตาและรุ่มรวยอย่างที่สุด จนการอ่านค่าเวลากลายเป็นเพียงองค์ประกอบรองไปโดยสิ้นเชิง

ตัวเรือนมีขนาดโดดเด่นตระการตาด้วยความกว้าง 47 มิลลิเมตร และหนา 27 มิลลิเมตร ซึ่งนับเป็นสัดส่วนอันเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเรือนเวลาที่สร้างขึ้นซ้อนทับชุดกลไกทูร์บิญองแบบหลายแกนเช่นนี้ ทว่าประสบการณ์ยามสวมใส่จริงกลับสบายและสวมใส่ง่ายกว่าที่ตัวเลขสเปกทำให้คาดเดาไว้มาก เนื่องจากโครงสร้างส่วนใหญ่ของตัวเรือนผลิตจากกระจกแซฟไฟร์โดยไม่มีขอบตัวเรือน (Bezel) จึงช่วยมอบภาพลักษณ์ที่โปร่งเบาและดูโปร่งตา ขณะเดียวกัน ขานาฬิกา (Lugs) แบบสั้นที่โค้งรับลงด้านล่าง ยังช่วยให้ตัวเรือนรัดเข้ากับข้อมือได้อย่างกระชับและงดงาม แม้จะใช้กระจกแซฟไฟร์เป็นองค์ประกอบหลักในปริมาณมาก แต่ตัวเรือนยังคงความสามารถในการกันน้ำได้ถึงระดับ 30 เมตร
กลไก Caliber JCAM54 โดดเด่นด้วยแกนหมุนดาวเทียมแบบ 2 แขน (Two-armed Satellite Carrier) ซึ่งมอบโครงสร้างโปร่งตาและเปิดกว้างยิ่งกว่ารุ่นก่อนๆ ในตระกูล Astronomia แต่ยังคงรักษาองค์ประกอบอันน่าหลงใหลที่สุดของแนวคิดนี้ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งหน้าปัดย่อยแสดงเวลาแบบปรับระดับอัตโนมัติ (Self-Leveling Subdial) และกลไกทูร์บิญองหลายแกนที่ทำงานร่วมกับระบบ Remontoir ความถี่สูงระดับ 1/6 วินาที
หน้าปัดย่อยแสดงนาฬิกาและนาทีรังสรรค์ขึ้นจากแผ่นโพลีคาร์บอเนตแบบฉลุโปร่ง (Open-worked) ในขณะที่แกนหมุน carrier โคจรรอบศูนย์กลางของเรือนเวลาครบหนึ่งรอบในทุกๆ 1 นาที หน้าปัดย่อยนี้จะยังคงตั้งตรงในแนวระนาบอย่างถาวร โดยที่ตัวเลขแสดงเวลาจะไม่เอียงหรือเปลี่ยนทิศทางเลยแม้แต่น้อย ซึ่งดูแนบเนียนเป็นธรรมชาติเสียจนผู้พบเห็นส่วนใหญ่อาจไม่ได้เฉลียวใจถึงความซับซ้อนเชิงกลไกที่ซ่อนอยู่ ทว่าหากหน้าปัดนี้ถูกยึดติดกับแกนหมุนอย่างแน่นหนาโดยไม่มีกลไกชดเชย มันก็คงจะหมุนตามแกนและทำให้ตัวเลขพลิกเอียงทิศทางไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ ทีมผู้สร้างจึงติดตั้งชุดเฟืองพินเนียน (Pinion) บนแกนหมุน เพื่อให้วิ่งวนรอบเฟืองกลางที่ตรึงอยู่กับที่ คอยขับเคลื่อนหน้าปัดย่อยไปในทิศทางตรงกันข้ามด้วยความเร็วเชิงมุมที่เท่ากันเป๊ะๆ การเคลื่อนที่ในทิศตรงข้ามของสองชุดกลไกนี้จึงหักล้างกันเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้หน้าปัดย่อยสามารถโคจรรอบเรือนเวลาได้โดยยังคงตั้งตรงอย่างงดงามเสมอ

ทว่าความท้าทายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การรักษาหน้าปัดย่อยให้อยู่ในแนวตั้งเท่านั้น แต่คือการเปิดโอกาสให้สามารถตั้งเวลาของเข็มนาฬิกาแยกได้อย่างเป็นอิสระ เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ Jacob & Co. จึงได้นำระบบชุดเฟืองต่างระดับคู่ (Double Differential) มาประยุกต์ใช้ โดยในยามที่กลไกทำงานตามปกติ ชุดเฟืองต่างระดับนี้จะคอยประสานการทำงานระหว่างหน้าปัดย่อยแบบปรับระดับอัตโนมัติเข้ากับชุดเฟืองขับเคลื่อนเข็ม (Motion Works) อย่างต่อเนื่อง เพื่อมั่นใจได้ว่าเข็มนาฬิกาจะยังคงชี้ตรงตามหลักชั่วโมงอย่างแม่นยำ ในขณะที่ชุดแสดงผลทั้งหมดหมุนโคจรรอบเรือนเวลา
และเมื่อมีการดึงสลักสำหรับตั้งเวลาแบบพับได้ที่ฝาหลังตัวเรือนขึ้น ชุดเฟืองต่างระดับจะทำหน้าที่ล็อกหน้าปัดย่อยเอาไว้เพื่อรักษาทิศทางแนวตั้งเดิม พร้อมกับตัดการเชื่อมต่อออกจากชุดเฟืองขับเข็ม เพื่อเปิดทางให้ผู้สวมใส่สามารถหมุนปรับตั้งเข็มนาฬิกาได้อย่างเป็นอิสระ และทันทีที่การตั้งเวลาเสร็จสิ้นลง ชุดเฟืองต่างระดับก็จะเชื่อมต่อลิงก์ระหว่างเข็มนาฬิกาและหน้าปัดย่อยกลับคืนดังเดิม เพื่อให้ระบบแสดงเวลาเข้าสู่การโคจรแบบปรับระดับอัตโนมัติต่อไป
ผลลัพธ์ที่ปรากฏสู่สายตาจึงดูนุ่มนวลและแทบไร้การฝืนบังคับ ทั้งที่ภาพของหน้าปัดแสดงเวลาแบบตั้งตรงอันราบเรียบนั้น ในแท้จริงแล้วเป็นผลผลิตมาจากการทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อนระหว่างเฟืองพินเนียนดรรชนี (Indexing Pinion), เฟืองตรึงกลาง (Fixed Wheel) และชุดเฟืองต่างระดับ (Differential) ซึ่งซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบโดยที่ผู้สวมใส่แทบไม่ทันได้สังเกตเห็นเลย
ทูร์บิญอง 4 แกน (Four-Axis Tourbillon)
คุณสมบัติอันทะเยอทะยานที่สุดทางเทคนิคของเรือนเวลารุ่นนี้ คือกลไกทูร์บิญอง ซึ่งโดยโครงสร้างพื้นฐานได้รับการออกแบบมาให้เป็นแบบ 3 แกน (Triple-Axis) ทว่าได้รับการยกย่องให้เป็นแกนที่ 4 (Fourth Axis) เพิ่มเติมจากการหมุนโคจรของแพลตฟอร์มแกนหมุนกลาง (Central Carrier)
กรงทูร์บิญองชั้นในสุดเป็นที่อยู่ของชุดปล่อยเข็ม (Escapement) และจักรกรอก (Balance Wheel) โดยถูกติดตั้งไว้ภายในกรงชั้นที่สองบนแกนเอียง ซึ่งกรงชั้นที่สองนี้เองก็ถูกยึดและนำพาโดยกรงชั้นที่สามที่หมุนรอบแกนในทิศทางตั้งฉาก (Orthogonal Axis)

กลไกทูร์บิญองแบบหลายแกนมักถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงองค์ประกอบที่เน้นผลลัพธ์ทางทัศนวิสัย แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งนี้คือสุดยอดแห่งศาสตร์วิศวกรรมไมโครเมคานิกส์ระดับสุดขั้ว เพราะกรงทูร์บิญองแต่ละชั้นจะต้องแบกรับมวลน้ำหนักขององค์ประกอบทั้งหมดที่บรรจุอยู่ภายใน พร้อมๆ กับทำหน้าที่ส่งผ่านพลังงานไปยังกลไกในลำดับถัดไป โดยการขบกันของชุดเฟืองจะต้องรักษาความต่อเนื่องสม่ำเสมอในขณะที่กรงหมุนวนไปในระนาบที่แตกต่างกัน อีกทั้งแกนหมุน (Pivots) ยังต้องคงความแข็งแกร่งและเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุด แม้ว่าจะต้องเผชิญกับแรงกดและน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากการเคลื่อนที่ของชุดโครงสร้างก็ตาม
กรงหมุนทั้งสามชั้นในกลไกทูร์บิยอน 4 แกนนี้ แต่ละชั้นได้รับการออกแบบให้มีแขนยื่นแบบเยื้องศูนย์ที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับแกนหมุนของกรงชั้นในถัดไป การแยกแกนเอียง (Inclined Axis) และแกนตั้งฉาก (Orthogonal Axis)ออกจากกันอย่างมีระบบ ช่วยสร้างระยะห่างที่จำเป็นให้กรงทูร์บิญองที่ซ้อนกันอยู่สามารถหมุนได้อย่างเป็นอิสระโดยไม่เกิดการขัดจังหวะหรือรบกวนกัน นอกจากนี้ มิติต่างๆ และมวลน้ำหนักขององค์ประกอบทั้งหมด ยังได้รับการถ่วงดุลอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้จุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ของชุดกลไกทั้งหมดยังคงเสถียรและคงที่อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าทิศทางของกรงหมุนทั้งสามชั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องก็ตาม

พลังงานจะถูกส่งผ่านเข้าสู่ศูนย์กลางภายในอย่างต่อเนื่องตามลำดับ ผ่านชุดเฟืองตรึง (Fixed Wheels) และเฟืองขับ (Drive Wheels) โดยกรงทูร์บิญองแต่ละชั้นจะนำพาเฟืองขับที่ไปขบเข้ากับเฟืองตรึงบนกรงชั้นนอกถัดไป ช่วยให้ชุดโครงสร้างที่ซ้อนกันอยู่สามารถหมุนรอบหลายแกนไปพร้อมๆ กับการส่งผ่านพลังงานเข้าสู่ชุดปล่อยเข็ม (Escapement) ได้อย่างแม่นยำ
พื้นฐานของกลไกทูร์บิญอง และรวมไปถึงทูร์บิญองแบบหลายแกน ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า อัตราความเที่ยงตรงของนาฬิการะบบจักรกลจะผันแปรไปตามทิศทางและระนาบการวางตัว เนื่องจากแรงโน้มถ่วงจะส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ควบคุมการเดิน (Regulating Organ) แตกต่างกันไปในแต่ละตำแหน่ง ความไม่สมบูรณ์แบบเพียงเล็กน้อยในการถ่วงดุลของจักรกรอก (Balance Poise), ภูมิสถาปัตย์ของสายใยจักรกรอก (Hairspring Geometry), แรงเสียดทาน ณ แกนหมุน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของระยะแอมพลิจูด (Balance Amplitude) ลล้วนเป็นสาเหตุให้นาฬิกาเดินด้วยอัตราความเร็วที่ไม่เท่ากันในแต่ละตำแหน่ง การแก้ปัญหาของ Breguet จึงเป็นการนำเอาจักรกรอก สายใยจักรกรอก และชุดปล่อยเข็ม ไปติดตั้งไว้ภายในกรงที่หมุนได้ แทนที่จะปล่อยให้อุปกรณ์ควบคุมการเดินอยู่ในตำแหน่งแนวตั้งตำแหน่งเดียวยาวนานพอจนทำให้ข้อผิดพลาดจากตำแหน่งนั้นส่งผลกระทบหลัก กรงหมุนจะคอยหมุนวนอุปกรณ์ควบคุมการเดินผ่านทุกทิศทางในแนวตั้งอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ค่าความคลาดเคลื่อนในแต่ละตำแหน่งถูกนำมาหาค่าเฉลี่ยเป็นค่าอัตราการเดินกลางเพียงค่าเดียว จากนั้นตัวนาฬิกาก็จะสามารถได้รับการปรับตั้ง (Regulate) ในระนาบแนวนอนให้ตรงกับค่าเฉลี่ยนี้ ช่วยลดความผันแปรโดยรวมของการรักษาเวลาลงได้
ตรรกะเบื้องหลังกลไกทูร์บิญองแบบหลายแกน คือการเปิดโอกาสให้อุปกรณ์ควบคุมการเดินได้สัมผัสกับมิติการวางตัวในอวกาศที่กว้างยิ่งขึ้นไปอีก ทูร์บิญองแบบดั้งเดิมจะหาค่าเฉลี่ยของข้อผิดพลาดจากตำแหน่งรอบแกนหมุนเพียงแกนเดียว และจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเรือนเวลาตั้งอยู่ในแนวตั้งเท่านั้น ทว่านาฬิกาข้อมือกลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับตำแหน่งเฉียงและตำแหน่งกลางๆ มากมายตามการเคลื่อนไหวของท่อนแขน การเพิ่มแกนหมุนพิเศษเข้าไปจึงช่วยให้จักรกรอกปรับเปลี่ยนทิศทางการวางตัวต่อแรงโน้มถ่วงอยู่เสมอ ส่งผลให้ได้ค่าเฉลี่ยของข้อผิดพลาดจากตำแหน่งที่สะท้อนการใช้งานจริงตลอดช่วงเวลาการสวมใส่ได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น
ในเรือนเวลา Astronomia Four Axis แพลตฟอร์มแกนหมุนกลาง (Central Carrier) และกรงทูร์บิญองชั้นในสุดจะหมุนครบรอบในเวลา 1 นาทีเท่ากัน ในขณะที่กรงชั้นที่สามจะหมุนครบรอบทุกๆ 15 วินาที และกรงชั้นที่สองจะหมุนครบรอบทุกๆ 18 วินาที การหมุนวนของทั้ง 4 แกนได้ผสานเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นลำดับการวางตัวทางมิติที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และจะเวียนกลับมาซ้ำรูปแบบเดิมในทุกๆ 3 นาทีเท่านั้น
โครงสร้างการทำงานเช่นนี้ย่อมสร้างภาระและต้องการแรงบิดจากชุดเฟืองจักรประธาน (Going Train) มหาศาลอย่างเป็นธรรมชาติ Jacob & Co. จึงแก้ไขปัญหานี้ด้วยการใช้ตลับลานคู่ (Twin Mainspring Barrels) ทว่าแรงบิดอันมหาศาลระดับนี้ก็ไม่เหมาะสมที่จะส่งตรงไปยังชุดปล่อยเข็มอันละเอียดอ่อน กลไกเรือนเวลานี้จึงได้ติดตั้งระบบ Remontoir d’Égalité ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางคอยปรับสมดุล (Buffer) ระหว่างชุดเฟืองจักรประธานแรงบิดสูงกับตัวสั่นสะนาฬิกา (Oscillator) พร้อมกันนั้นยังช่วยแยกชุดปล่อยเข็มออกจากความผันผวนของแรงลานในตลับลาน โดยเปลี่ยนเป็นการป้อนพลังงานสม่ำเสมอในปริมาณน้อยแต่คงที่เป็นจังหวะแทน
กลไกแรงบิดคงที่ (Constant Force)
ระบบ Remontoir แบบดั้งเดิมจะติดตั้งแหล่งสะสมพลังงานสำรองขนาดเล็กไว้ระหว่างตลับลานและชุดปล่อยเข็ม (Escapement) แทนที่จะปล่อยให้ลานหลักขับเคลื่อนชุดปล่อยเข็มโดยตรง ตลับลานจะทำหน้าที่ขึ้นลานสปริงตัวกลางเป็นระยะๆ ซึ่งสปริงตัวกลางนี้จะส่งผ่านแรงบิดที่เกือบจะคงที่ไปสู่ตัวสั่นสะเทือน (Oscillator) โดยไม่ขึ้นกับระดับพลังงานที่เหลืออยู่ของลานหลัก
ตามธรรมเนียมปฏิบัตินั้น สปริง Remontoir จะถูกขึ้นลานเติมพลังงานใหม่ในทุกๆ 1 วินาที ซึ่งในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวมันจะค่อยๆ คายลานออกก่อนจะถูกดึงให้ตึงใหม่อีกครั้ง เกิดเป็นจังหวะการหยุดและปลดปล่อยพลังงาน (Stop-and-Release Action) ที่เป็นเอกลักษณ์อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี

ระบบ Remontoir ของ Jacob & Co. ยังคงรักษาหลักการพื้นฐานนี้ไว้ แต่ได้ปฏิวัติวิธีขึ้นลานสะสมพลังงานใหม่ โดยตลับลานจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนเฟืองพินเนียนขึ้นลาน (Winding Pinion) และเฟืองขึ้นลาน (Winding Wheel) ซึ่งจะคอยดึงสปริงสายใยทรงก้นหอย (Spiral Spring) ขนาดเล็กที่ติดตั้งอยู่ระหว่างชุดเฟืองประธานและกรงทูร์บิญองให้ตึงอย่างต่อเนื่อง
ความแปลกใหม่ทางเทคนิคนี้ซ่อนอยู่ในกลไกล็อก (Locking Mechanism) ที่คุมจังหวะการขึ้นลานสปริง โดยเลือกใช้กระเดื่องล็อกหรือ “Whip” ซ้อนกันสองชิ้นบนแกนเดียวกัน กระเดื่องแต่ละชิ้นจะมี 2 แขน และชิ้นที่สองจะถูกวางมุมทำองศาหมุนเบี่ยงจากชิ้นแรกประมาณ 90 องศา สร้างจุดล็อกทั้งหมด 4 จุดรอบแกนหมุน โดยมีเฟืองดาวปลดล็อก (Stop Star) ที่ยึดติดกับเฟืองขับคอยปลดปล่อยแขนล็อกเหล่านี้เป็นระยะ การปลดแต่ละครั้งจะเปิดโอกาสให้กระเดื่องหมุนและปลดล็อกเฟืองขึ้นลานช่วงสั้นๆ เพื่อให้ตลับลานดึงสปริงสายใยกลับมาตึงอีกครั้งก่อนที่ระบบจะกลับไปล็อกตามเดิม การใช้กระเดื่องซ้อนกันสองชิ้นแทนที่จะใช้ชิ้นเดียว ช่วยให้สามารถย่อขนาดเฟืองดาวปลดล็อกให้เล็กลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยลดแรงบิดที่ส่งผ่านในยามที่แขนล็อกสัมผัสกับเฟือง จึงลดการรบกวนหรือแรงกระแทกย้อนกลับไปยังอุปกรณ์ควบคุมการเดินในทุกๆ จังหวะการปลดล็อก
ความแตกต่างประการที่สองจากระบบ Remontoir แบบทั่วไป คือเรื่องของความถี่ในการขึ้นลาน แทนที่จะทำการขึ้นลานสปริงตัวกลางเพียงวินาทีละ 1 ครั้ง กลไกนี้กลับสามารถปลดล็อกเฟืองขึ้นลานได้ในทุกๆ จังหวะการสั่นของจักรกรอก หรือคิดเป็น 6 ครั้งต่อวินาที ซึ่งเป็นผลมาจากจุดล็อกต่อเนื่องทั้ง 4 จุด ผลลัพธ์คือสปริง Remontoir จะถูกเติมเต็มพลังงานในปริมาณที่ย่อยลงมากและถี่ขึ้นอย่างยิ่ง เปิดทางให้กลไกสามารถป้อนแรงบิดที่ราบเรียบสม่ำเสมอทรงพลังยิ่งกว่าเดิมตลอดระยะเวลาการสำรองพลังงาน นอกจากนี้ ด้วยความที่ระบบ Remontoir คอยคุมแรงบิดที่จะส่งไปยังตัวสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา ตลับลานจึงสามารถจ่ายพลังงานรวมที่สูงขึ้นได้ โดยไม่ส่งผลกระทบหรือลดทอนความเที่ยงตรงของการรักษาเวลา
ทั้งในเชิงสุนทรียภาพและกลไก Astronomia Four-Axis Tourbillon นับเป็นเรือนเวลาที่อยู่ขั้วตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับกระแสนิยมและรสนิยมยุคปัจจุบันที่มุ่งเน้นนาฬิกาคลาสสิกแบบแสดงเวลาอย่างเดียว (Time-Only) แม้ว่าในทางเทคนิคบริสุทธิ์ เรือนเวลานี้จะเป็นนาฬิกาแบบแสดงเวลาอย่างเดียวด้วยเช่นกันก็ตาม ความโดดเด่นที่ขัดแย้งเชิงแนวคิด และการปฏิเสธที่จะลดทอนความกล้าหาญทางอุดมการณ์เพื่อไปประนีประนอมกับสิ่งอื่นใด นอกเหนือจากความเชื่อมั่นของตนเอง คือสิ่งที่แยกแบรนด์และเรือนเวลาของ Jacob & Co. ออกจากผู้อื่นอย่างเด็ดขาด มันคือการจุดพลุเฉลิมฉลองแห่งศาสตร์เรือนเวลา (Horological Pyrotechnics) อันตระการตา เช่นเดียวกับผลงานสร้างสรรค์ส่วนใหญ่ของค่าย
ทว่าเมื่อความตื่นตาตื่นใจต่อรูปลักษณ์ภายนอกเริ่มคลายลง เรือนเวลานี้กลับซ่อนรายละเอียดอันเข้มข้นไว้ดึงดูดนักสะสมที่หลงใหลในกลไกเชิงวิศวกรรม ต่างจากนาฬิกาแบบแสดงเวลาอย่างเดียวทั่วไป ภายใต้การโคจรหมุนวนอย่างไม่หยุดนิ่ง คือลำดับขั้นของโจทย์ทางวิศวกรรมที่ท้าทายและยากลำบากอย่างที่สุด และโซลูชันคำตอบของโจทย์เหล่านั้นเอง ที่ไม่ด้อยไปกว่าความตระการตาภายนอก ที่หล่อเลี้ยงให้ Astronomia เป็นเรือนเวลาที่ทรงเสน่ห์และเปี่ยมด้วยพลังอย่างแท้จริง
รายละเอียดทางเทคนิค
- กลไก: กลไกไขคานแบบเอ็กซ์คลูซีฟ Caliber JCAM54 ผลิตโดย Jacob & Co. สำรองพลังงานได้นาน 36 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาทีแบบแยกเยื้องศูนย์กลาง (Off-centered) ระบบจ่ายแรงบิดคงที่ (Constant-force mechanism) และกลไกทูร์บิญอง 4 แกน (Four-axis tourbillon)
- ตัวเรือน: ขนาด 47 มม. × 27 มม. วัสดุโรสโกลด์ 18K พร้อมกระจกแซฟไฟร์ไร้รอยต่อรอบขอบตัวเรือน (Single-block sapphire caseband) กันน้ำได้ลึก 30 เมตร
- หน้าปัด: พื้นหลังประดับอัญมณีเจียระไนโทนสีไร้สี (Colorless) สีแดง หรือสีเขียว พร้อมหน้าปัดย่อยแบบฉลุโปร่ง (Skeletonized) รังสรรค์จากโพลีคาร์บอเนตสีแดงหรือสีเขียว และหลักชั่วโมงทองคำ 5N แบบประยุกต์
- สาย: หนังจระเข้ (Alligator leather) พร้อมตัวล็อกสายแบบพับได้วัสดุเรดโกลด์ 18K
- การผลิต: ผลิตในจำนวนจำกัด (Limited Edition) เพียงสีละ 6 เรือนทั่วโลกเท่านั้น
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อดารากลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบ มุมมองต่อ Rado True Square Open Heart x Ji Chang-wook
Introducing: Peacock เปิดตัว Black Hole III Curved Guilloche Central Tourbillon ผลงานที่ได้แรงบันดาลใจจากสเปซไทม์และแรงดึงดูดของหลุมดำ
Audemars Piguet เปิดคอนเซ็ปต์บูติกแห่งใหม่ ณ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่

