เบื้องหลังการผสานสองศาสตร์ระหว่างงานมาร์เก็ตทรี (Marquetry) และงานลงยาของ Hermès ในผลงานล่าสุดปี 2026 ที่ใช้ความประณีตระดับงานคราฟต์มาสยบความเร่งรีบของโลกยุคใหม่

ในยุคที่นาฬิกาข้อมือแบบสปอร์ตยังคงยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ในตลาด การที่แบรนด์ลักชัวรีระดับบนเลือกที่จะหันมาปล่อยนาฬิกาพก (Pocket Watch) จึงไม่ใช่เรื่องของการวิ่งตามกระแส แต่เป็นเรื่องของการแสดงออกถึงรสนิยมเชิงศิลปะชั้นสูงที่ตั้งใจทำขึ้นเพื่อกลุ่มผู้ที่เข้าใจในงานฝีมือดั้งเดิมอย่างแท้จริง
ล่าสุดในปี 2026 แอร์เมส (Hermès) ได้ขยายขอบเขตการทำงานของตระกูล Slim d’Hermès ที่เดิมทีออกแบบโดย Philippe Delhotal มาตั้งแต่ปี 2015 ให้ก้าวข้ามจากนาฬิกาข้อมือทรงกลมเรียบง่ายที่มีเอกลักษณ์ตรงหูตัวเรือนเชิงมุม สู่ผลงานลิมิเต็ดเอดิชันอย่าง Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar! ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 45 มิลลิเมตร ซึ่งความน่าสนใจของงานชุดนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่กลไกการบอกเวลา แต่คือการใช้พื้นที่บนฝาเปิด-ปิดนาฬิกาเป็นผืนผ้าใบในการท้าทายฝีมือช่างไม้และช่างลงยา
ความมีชีวิตชีวาจากเศษไม้ 10 สายพันธุ์
กระบวนการทำงานนั้นเริ่มต้นจากการย่อส่วนภาพต้นฉบับลงสู่ขนาดของฝาปิด จากนั้นช่างฝีมือจะต้องทำหน้าที่ประหนึ่งนักสะสมสีสันจากธรรมชาติ คัดเลือกเนื้อไม้ล้ำค่ารวมถึง 10 สายพันธุ์ เช่น ไม้อะมารันธ์ (Amaranth), ไม้ตาไม้ (Burl), ไม้บูบิงก้า (Bubinga), ไม้ทิวลิป (Tulipwood) และไม้เมเปิล (Maple) เพื่อให้ได้เฉดสีและลายไม้ธรรมชาติที่ใกล้เคียงกับสีขนและแผงคอของราชาแห่งผืนป่ามากที่สุด

ลวดลายหลักของสิงโตคำรามที่ปรากฏอยู่บนฝาหน้านั้น หลายคนอาจจะรู้สึกคุ้นตา เพราะมันถูกถอดแบบมาจากลวดลายบนผืนผ้าพันคอไหมอันโด่งดังของ อลิซ เชอร์ลีย์ (Alice Shirley) ศิลปินชาวอังกฤษ ทว่าการเปลี่ยนหมึกพิมพ์บนผ้าไหมให้กลายเป็นงานไม้ที่มีมิติตื้นลึกบนหน้าปัดนาฬิกานั้น ช่างฝีมือต้องพึ่งพาเทคนิคงานต่อลายไม้ขั้นสูง (Wood Marquetry)


ไม้แต่ละชิ้นจะถูกตัดแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กเศษน้อยที่มีขนาดแตกต่างกันอย่างละเอียดอ่อน ก่อนจะนำมาประกอบเข้าด้วยกันทีละชิ้นราวกับการต่อจิ๊กซอว์ ปิดท้ายด้วยการขัดด้วยกระดาษทรายเนื้อละเอียดและเคลือบเงาเพื่อขับเน้นให้ลวดลายของเนื้อไม้ดูมีมิติและดูราวกับว่าสิงโตตัวนั้นกำลังขยับแผงคออยู่จริงๆ การออกแบบโครงสร้างฝาให้เป็นแบบโปร่ง (Openworked) ยังช่วยให้มองเห็นความงามที่ซ่อนอยู่บนพื้นหลังของหน้าปัดด้านในได้อีกด้วย
หน้าปัด Grand Feu ศิลปะการควบคุมเปลวไฟที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส
เมื่อเปิดฝาโอเพนเวิร์กออก สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความประณีตของงานไม้คือ หน้าปัดลงยาแบบกรองด์เฟอ (Grand Feu) ซึ่งแอร์เมสทำออกมาในสองโทนสีเข้มขรึม คือ สีเขียว แวร์ ซีเปร (Vert cyprès) และสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์ (Bleu saphir)


ต้องบอกว่ากระบวนการผลิตหน้าปัดชุดนี้เริ่มต้นจากการแกะสลักลวดลายก้างปลาลงบนฐานทองคำขาว (White Gold) ลายแกะสลักนี้ทำหน้าที่สร้างมิติเพื่อให้ผิวหน้าปัดสามารถเล่นกับแสงที่ตกกระทบได้จากหลายมุมมอง จากนั้นช่างผู้ชำนาญก็จะผสมผงแก้วสีเข้ากับน้ำมันระบายลงบนฐานโลหะอย่างสม่ำเสมอ ก่อนจะนำเข้าเตาเผาด้วยความร้อนสูงกว่า 800 องศาเซลเซียส
ขั้นตอนนี้ถือเป็นจุดปราบเซียน เพราะความร้อนที่สูงเกินไปหรือเวลาที่คลาดเคลื่อนเพียงเสี้ยวนาทีอาจทำให้หน้าปัดแตกร้าวหรือสีเพี้ยนได้ทันที การเผาไฟในระดับนี้ช่วยให้ชั้นของแก้วหลอมละลายและผสานเข้ากับเนื้อทองคำขาวด้านล่างอย่างถาวร เกิดเป็นสีสันที่เข้มข้น มีความวาว และไม่ซีดจางไปตามเวลา
กลไกบางพิเศษและอัตลักษณ์เครื่องหนังระดับวิลเลจ
ภายใต้ความงามของงานศิลปะบนหน้าปัด นาฬิกาพกเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติบางพิเศษ (Ultra-thin) Manufacture Hermès H1950 ตัวเครื่องมีความหนาเพียง 2.6 มิลลิเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมความสามารถในการสำรองพลังงาน 48 ชั่วโมง สำหรับทำหน้าที่แสดงเวลาชั่วโมงและนาทีได้อย่างแม่นยำและสมดุล
และในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหนังที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน แอร์เมสได้จับคู่ผลงานชิ้นนี้เข้ากับสายหนังคล้องและกระเป๋าใส่นาฬิกาพกที่เย็บอย่างประณีตจากหนังจระเข้แบบด้าน (Matte alligator) โดยย้อมสีให้แมตช์ตามโทนสีของหน้าปัด ทั้งสีเขียว แวร์ เซเปร และสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์

หลังจากที่ได้เห็นนาฬิกาพกเรือนนี้ ความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวตอนแรกต้องยอมรับว่าตั้งคำถามในใจว่า เอ๊ะ หรือนี่จะการเกาะกระแสนาฬิกาพก? รึเปล่า แต่หากมองอีกมุมหนึ่งการขยับตัวของ Hermès Horroger ในรอบปี 2026 นี้ ตอกย้ำให้เห็นว่าวิธีคิดเรื่องเวลาของแบรนด์มีความแตกต่างจากอุตสาหกรรมกระแสหลักอย่างชัดเจน ในขณะที่ผู้ผลิตนาฬิกาส่วนใหญ่หมกมุ่นอยู่กับการทำนาฬิกาให้จับเวลาได้ละเอียดขึ้น หรือพยายามควบคุมเวลาให้เที่ยงตรงที่สุด แอร์เมสกลับมองว่าเวลามีมิติที่มากกว่านั้น พวกเขาเลือกที่จะเปลี่ยนเครื่องบอกเวลาให้กลายเป็น “วัตถุแห่งการปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึก” และสร้างความสนุกสนานในการใช้งาน
การหยิบเอาความสุนทรีย์จากภาพวาดฝีมือ Alice Shirley มาผสมกับงานวิศวกรรมกลไกบางพิเศษ H1950 คือข้อพิสูจน์ว่าแบรนด์ไม่ได้มองนาฬิกาพกเป็นเพียงของสะสมโบราณ แต่เป็นดั่งสนามเด็กเล่นที่เปิดโอกาสให้ช่างฝีมือต่างแขนงได้เข้ามาประลองฝีมือร่วมกัน ซึ่งการผลิตจำกัดเพียงแค่เฉดสีละ 3 เรือนทั่วโลก ยิ่งเป็นการยืนยันว่านาฬิกาชุดนี้ทำขึ้นมาเพื่อนักสะสมสายลึกที่พร้อมจะใช้เวลาละเลียดไปกับรายละเอียดของชิ้นงานอย่างแท้จริง
แล้วสำหรับผู้ที่หลงใหลในงาน Micro-craftsmanship ล่ะคะ มองความร่วมมือระหว่างช่างไม้และช่างลงยาในครั้งนี้อย่างไร? ระหว่างโทนสีเขียวแวร์ ซีเปร ที่ให้ความรู้สึกสุขุมลุ่มลึกเหมือนผืนป่า กับสีน้ำเงินเบลอ แซฟไฟร์ ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกสง่างาม เฉดสีไหนที่ทุกท่านคิดว่าดึงเอาความดุดันและมีชีวิตชีวาของราชาแห่งผืนป่าบนงานต่อลายไม้ออกมาได้น่าประทับใจที่สุด มาร่วมแบ่งปันมุมมองกันได้
ข้อมูลทางเทคนิค
- คอลเลกชัน: Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar!
- จำนวนการผลิต: ซีรีส์ผลิตจำนวนจำกัดเพียงสีละ 3 เรือนทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 เรือน)
- ตัวเรือน: รูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 มิลลิเมตร วัสดุไวท์โกลด์ (White Gold) หูตัวเรือนดีไซน์เชิงมุม กระจกหน้าปัดและฝาหลังทำจากคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน ประสิทธิภาพการกันน้ำ 3 บาร์ (30 เมตร)
- ฝาเปิด-ปิด: โครงสร้างแบบ Openworked ตกแต่งด้วยงานต่อลายไม้ เป็นลวดลายสิงโตคำราม รังสรรค์ขึ้นจากการผสมผสานไม้ล้ำค่า 10 สายพันธุ์ อาทิ ไม้อะมารันธ์, ไม้ตาไม้ (Burl), ไม้บูบิงก้า, ไม้ทิวลิป และไม้เมเปิล
- หน้าปัด: พื้นผิวฐานทองคำขาว เคลือบผิวด้วยเทคนิคลงยาแบบกรองด์เฟอ (Grand Feu) มีให้เลือก 2 เฉดสี: สีเขียว แวร์ เซเปร (Vert cyprès) หรือสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์ (Bleu saphir) แสดงเวลาแบบ 2 เข็ม (ชั่วโมงและนาที)
- กลไก: กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติบางพิเศษ Manufacture Hermès H1950 ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง
- เครื่องหนัง: สายหนังคล้องยาวและกระเป๋าหนังใส่นาฬิกาพก ทำจากหนังจระเข้ชนิดด้าน (Matte alligator) ย้อมสีเขียว แวร์ เซเปร หรือสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์ ตามเฉดสีของหน้าปัด
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

