ตอกย้ำกระแสนาฬิกาพก? เมื่อสิงโตคำรามจากผ้าพันคอไหม ย้ายไปอยู่บนฝา Pocket Watch ด้วยงานต่อไม้ชิ้นเล็กระดับเศษมิลลิเมตรหน้าตาจะเป็นอย่างไร?

Date:

เบื้องหลังการผสานสองศาสตร์ระหว่างงานมาร์เก็ตทรี (Marquetry) และงานลงยาของ Hermès ในผลงานล่าสุดปี 2026 ที่ใช้ความประณีตระดับงานคราฟต์มาสยบความเร่งรีบของโลกยุคใหม่

ในยุคที่นาฬิกาข้อมือแบบสปอร์ตยังคงยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ในตลาด การที่แบรนด์ลักชัวรีระดับบนเลือกที่จะหันมาปล่อยนาฬิกาพก (Pocket Watch) จึงไม่ใช่เรื่องของการวิ่งตามกระแส แต่เป็นเรื่องของการแสดงออกถึงรสนิยมเชิงศิลปะชั้นสูงที่ตั้งใจทำขึ้นเพื่อกลุ่มผู้ที่เข้าใจในงานฝีมือดั้งเดิมอย่างแท้จริง

ล่าสุดในปี 2026 แอร์เมส (Hermès) ได้ขยายขอบเขตการทำงานของตระกูล Slim d’Hermès ที่เดิมทีออกแบบโดย Philippe Delhotal มาตั้งแต่ปี 2015 ให้ก้าวข้ามจากนาฬิกาข้อมือทรงกลมเรียบง่ายที่มีเอกลักษณ์ตรงหูตัวเรือนเชิงมุม สู่ผลงานลิมิเต็ดเอดิชันอย่าง Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar! ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 45 มิลลิเมตร ซึ่งความน่าสนใจของงานชุดนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่กลไกการบอกเวลา แต่คือการใช้พื้นที่บนฝาเปิด-ปิดนาฬิกาเป็นผืนผ้าใบในการท้าทายฝีมือช่างไม้และช่างลงยา

ความมีชีวิตชีวาจากเศษไม้ 10 สายพันธุ์

กระบวนการทำงานนั้นเริ่มต้นจากการย่อส่วนภาพต้นฉบับลงสู่ขนาดของฝาปิด จากนั้นช่างฝีมือจะต้องทำหน้าที่ประหนึ่งนักสะสมสีสันจากธรรมชาติ คัดเลือกเนื้อไม้ล้ำค่ารวมถึง 10 สายพันธุ์ เช่น ไม้อะมารันธ์ (Amaranth), ไม้ตาไม้ (Burl), ไม้บูบิงก้า (Bubinga), ไม้ทิวลิป (Tulipwood) และไม้เมเปิล (Maple) เพื่อให้ได้เฉดสีและลายไม้ธรรมชาติที่ใกล้เคียงกับสีขนและแผงคอของราชาแห่งผืนป่ามากที่สุด

La Montre Hermès marqueterie de bois Olivier Varennes Paris, 30.06.2025 Photo David Marchon

ลวดลายหลักของสิงโตคำรามที่ปรากฏอยู่บนฝาหน้านั้น หลายคนอาจจะรู้สึกคุ้นตา เพราะมันถูกถอดแบบมาจากลวดลายบนผืนผ้าพันคอไหมอันโด่งดังของ อลิซ เชอร์ลีย์ (Alice Shirley) ศิลปินชาวอังกฤษ ทว่าการเปลี่ยนหมึกพิมพ์บนผ้าไหมให้กลายเป็นงานไม้ที่มีมิติตื้นลึกบนหน้าปัดนาฬิกานั้น ช่างฝีมือต้องพึ่งพาเทคนิคงานต่อลายไม้ขั้นสูง (Wood Marquetry)

ไม้แต่ละชิ้นจะถูกตัดแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กเศษน้อยที่มีขนาดแตกต่างกันอย่างละเอียดอ่อน ก่อนจะนำมาประกอบเข้าด้วยกันทีละชิ้นราวกับการต่อจิ๊กซอว์ ปิดท้ายด้วยการขัดด้วยกระดาษทรายเนื้อละเอียดและเคลือบเงาเพื่อขับเน้นให้ลวดลายของเนื้อไม้ดูมีมิติและดูราวกับว่าสิงโตตัวนั้นกำลังขยับแผงคออยู่จริงๆ การออกแบบโครงสร้างฝาให้เป็นแบบโปร่ง (Openworked) ยังช่วยให้มองเห็นความงามที่ซ่อนอยู่บนพื้นหลังของหน้าปัดด้านในได้อีกด้วย

หน้าปัด Grand Feu ศิลปะการควบคุมเปลวไฟที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส

เมื่อเปิดฝาโอเพนเวิร์กออก สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความประณีตของงานไม้คือ หน้าปัดลงยาแบบกรองด์เฟอ (Grand Feu) ซึ่งแอร์เมสทำออกมาในสองโทนสีเข้มขรึม คือ สีเขียว แวร์ ซีเปร (Vert cyprès) และสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์ (Bleu saphir)

ต้องบอกว่ากระบวนการผลิตหน้าปัดชุดนี้เริ่มต้นจากการแกะสลักลวดลายก้างปลาลงบนฐานทองคำขาว (White Gold) ลายแกะสลักนี้ทำหน้าที่สร้างมิติเพื่อให้ผิวหน้าปัดสามารถเล่นกับแสงที่ตกกระทบได้จากหลายมุมมอง จากนั้นช่างผู้ชำนาญก็จะผสมผงแก้วสีเข้ากับน้ำมันระบายลงบนฐานโลหะอย่างสม่ำเสมอ ก่อนจะนำเข้าเตาเผาด้วยความร้อนสูงกว่า 800 องศาเซลเซียส

ขั้นตอนนี้ถือเป็นจุดปราบเซียน เพราะความร้อนที่สูงเกินไปหรือเวลาที่คลาดเคลื่อนเพียงเสี้ยวนาทีอาจทำให้หน้าปัดแตกร้าวหรือสีเพี้ยนได้ทันที การเผาไฟในระดับนี้ช่วยให้ชั้นของแก้วหลอมละลายและผสานเข้ากับเนื้อทองคำขาวด้านล่างอย่างถาวร เกิดเป็นสีสันที่เข้มข้น มีความวาว และไม่ซีดจางไปตามเวลา

กลไกบางพิเศษและอัตลักษณ์เครื่องหนังระดับวิลเลจ

ภายใต้ความงามของงานศิลปะบนหน้าปัด นาฬิกาพกเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติบางพิเศษ (Ultra-thin) Manufacture Hermès H1950 ตัวเครื่องมีความหนาเพียง 2.6 มิลลิเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมความสามารถในการสำรองพลังงาน 48 ชั่วโมง สำหรับทำหน้าที่แสดงเวลาชั่วโมงและนาทีได้อย่างแม่นยำและสมดุล

และในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหนังที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน แอร์เมสได้จับคู่ผลงานชิ้นนี้เข้ากับสายหนังคล้องและกระเป๋าใส่นาฬิกาพกที่เย็บอย่างประณีตจากหนังจระเข้แบบด้าน (Matte alligator) โดยย้อมสีให้แมตช์ตามโทนสีของหน้าปัด ทั้งสีเขียว แวร์ เซเปร และสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์

หลังจากที่ได้เห็นนาฬิกาพกเรือนนี้ ความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวตอนแรกต้องยอมรับว่าตั้งคำถามในใจว่า เอ๊ะ หรือนี่จะการเกาะกระแสนาฬิกาพก? รึเปล่า แต่หากมองอีกมุมหนึ่งการขยับตัวของ Hermès Horroger ในรอบปี 2026 นี้ ตอกย้ำให้เห็นว่าวิธีคิดเรื่องเวลาของแบรนด์มีความแตกต่างจากอุตสาหกรรมกระแสหลักอย่างชัดเจน ในขณะที่ผู้ผลิตนาฬิกาส่วนใหญ่หมกมุ่นอยู่กับการทำนาฬิกาให้จับเวลาได้ละเอียดขึ้น หรือพยายามควบคุมเวลาให้เที่ยงตรงที่สุด แอร์เมสกลับมองว่าเวลามีมิติที่มากกว่านั้น พวกเขาเลือกที่จะเปลี่ยนเครื่องบอกเวลาให้กลายเป็น “วัตถุแห่งการปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึก” และสร้างความสนุกสนานในการใช้งาน

การหยิบเอาความสุนทรีย์จากภาพวาดฝีมือ Alice Shirley มาผสมกับงานวิศวกรรมกลไกบางพิเศษ H1950 คือข้อพิสูจน์ว่าแบรนด์ไม่ได้มองนาฬิกาพกเป็นเพียงของสะสมโบราณ แต่เป็นดั่งสนามเด็กเล่นที่เปิดโอกาสให้ช่างฝีมือต่างแขนงได้เข้ามาประลองฝีมือร่วมกัน ซึ่งการผลิตจำกัดเพียงแค่เฉดสีละ 3 เรือนทั่วโลก ยิ่งเป็นการยืนยันว่านาฬิกาชุดนี้ทำขึ้นมาเพื่อนักสะสมสายลึกที่พร้อมจะใช้เวลาละเลียดไปกับรายละเอียดของชิ้นงานอย่างแท้จริง

แล้วสำหรับผู้ที่หลงใหลในงาน Micro-craftsmanship ล่ะคะ มองความร่วมมือระหว่างช่างไม้และช่างลงยาในครั้งนี้อย่างไร? ระหว่างโทนสีเขียวแวร์ ซีเปร ที่ให้ความรู้สึกสุขุมลุ่มลึกเหมือนผืนป่า กับสีน้ำเงินเบลอ แซฟไฟร์ ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกสง่างาม เฉดสีไหนที่ทุกท่านคิดว่าดึงเอาความดุดันและมีชีวิตชีวาของราชาแห่งผืนป่าบนงานต่อลายไม้ออกมาได้น่าประทับใจที่สุด มาร่วมแบ่งปันมุมมองกันได้ 

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • คอลเลกชัน: Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar!
  • จำนวนการผลิต: ซีรีส์ผลิตจำนวนจำกัดเพียงสีละ 3 เรือนทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 เรือน)
  • ตัวเรือน: รูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 มิลลิเมตร วัสดุไวท์โกลด์ (White Gold) หูตัวเรือนดีไซน์เชิงมุม กระจกหน้าปัดและฝาหลังทำจากคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน ประสิทธิภาพการกันน้ำ 3 บาร์ (30 เมตร)
  • ฝาเปิด-ปิด: โครงสร้างแบบ Openworked ตกแต่งด้วยงานต่อลายไม้ เป็นลวดลายสิงโตคำราม รังสรรค์ขึ้นจากการผสมผสานไม้ล้ำค่า 10 สายพันธุ์ อาทิ ไม้อะมารันธ์, ไม้ตาไม้ (Burl), ไม้บูบิงก้า, ไม้ทิวลิป และไม้เมเปิล
  • หน้าปัด: พื้นผิวฐานทองคำขาว เคลือบผิวด้วยเทคนิคลงยาแบบกรองด์เฟอ (Grand Feu) มีให้เลือก 2 เฉดสี: สีเขียว แวร์ เซเปร (Vert cyprès) หรือสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์ (Bleu saphir) แสดงเวลาแบบ 2 เข็ม (ชั่วโมงและนาที)
  • กลไก: กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติบางพิเศษ Manufacture Hermès H1950 ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง
  • เครื่องหนัง: สายหนังคล้องยาวและกระเป๋าหนังใส่นาฬิกาพก ทำจากหนังจระเข้ชนิดด้าน (Matte alligator) ย้อมสีเขียว แวร์ เซเปร หรือสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์ ตามเฉดสีของหน้าปัด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

Share post:

More like this

Blancpain Ladybird Colors Diamond Bloom (Ref. 3662) ใครบอกว่านาฬิกาผู้หญิงต้องเน้นแค่เพชร แล้วยอมลดสเปกเรื่องกลไก?

ส่องสถาปัตยกรรมเรือนเวลาสำหรับสุภาพสตรีล่าสุดจาก Blancpain กับรุ่น Ladybird Colors Diamond Bloom (Ref. 3662) ที่หลอมรวมงานฝังเพชรแบบเกล็ดหิมะ 919 เม็ด เข้ากับแผ่นหน้าปัดมุกแรร์เกรด 2% และกลไกอินเฮ้าส์อัจฉริยะที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 4 วันเต็ม

เปลี่ยนอารมณ์หรือจงใจท้าทายกรอบเดิมๆ? พบกับความจัดจ้านครั้งใหม่ในร่าง MB&F Legacy Machine Perpetual Chromatic Editions

เมื่อ MB&F เลือกเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กลุ่มนักสะสมสายลึก ด้วยการตีกรอบจักรกล 581 ชิ้นส่วนของ LM Perpetual ให้อยู่ภายใต้ประกายอัญมณีทรงสี่เหลี่ยมที่คมกริบ ในจำนวนการผลิตที่จำกัดเพียงขั้วสีละ 8 เรือนทั่วโลก

Breitling Chronomat 2026 กับเทรนด์นาฬิกาสปอร์ตเรือนโตหนาเตอะกำลังถูกแทนที่ด้วยความประณีตเชิงสรีรศาสตร์และการสวมใส่ได้จริงในทุกวัน

เจาะลึกรายละเอียดการปรับโฉมครั้งสำคัญประจำปี 2026 ของนาฬิกาตระกูล Breitling Chronomat ตั้งแต่โครงสร้างสาย Rouleaux แบบควบรวมเป็นเนื้อเดียวกับตัวเรือน การรีดความหนาลงเพื่อมิติที่เพรียวบาง และการเปิดตัวพิกัด 40 มม. กลไกอินเฮ้าส์สำรองพลังงาน 4 วันเป็นครั้งแรก

เมื่อ Bremont เปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ด้วยซีรีส์ Air Force Blue นาฬิกานักบินจำเป็นต้องมีหน้าปัดสีน้ำเงินจริงหรือ?

สำรวจรายละเอียดเชิงลึกของ Bremont Altitude Air Force Blue แคปซูลคอลเลกชันล่าสุดที่นำเฉดสีน้ำเงินลึกของกองทัพทหารอากาศมาถ่ายทอดลงบนตัวเรือนไทเทเนียมและเหล็ก 904L ครบทั้ง 4 รุ่นยอดนิยม