เปลี่ยนอารมณ์หรือจงใจท้าทายกรอบเดิมๆ? พบกับความจัดจ้านครั้งใหม่ในร่าง MB&F Legacy Machine Perpetual Chromatic Editions

Date:

เกิดอะไรขึ้นเมื่อแบรนด์สายอินดี้อย่าง MB&F ที่หันมาล้อมพลอยสีจัดจ้านบนจักรกลปฏิทินร้อยปี? 

สำหรับนักสะสมนาฬิกาขั้นสูง หากเอ่ยชื่อภาพจำของคอลเลกชัน Legacy Machine Perpetual หรือ LM Perpetual สิ่งที่วิ่งเข้ามาในความคิดมักเป็นความโรแมนติกเชิงวิศวกรรมที่เปลือยแผงจักรกลปฏิทินร้อยปีให้ลอยเด่นอยู่ใต้กระจกโดมแซฟไฟร์โค้งมน ชิ้นงานชุดนี้เคยพิชิตรางวัลนาฬิกาปฏิทินยอดเยี่ยมจากเวที GPHG มาแล้วเมื่อปี 2016 ด้วยการพลิกทฤษฎีกลไกปฏิทินถาวรแบบเดิมๆ จนราบคาบ

MB&F Legacy Machine Perpetual Chromatic Editions

ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 ห้องแล็บแนวคิดเวลาของ Maximilian Büsser เลือกที่จะหยิบพิมพ์เขียวระดับมาสเตอร์ชิ้นนี้มาเล่าใหม่ พวกเขาไม่ได้รื้อระบบฟาร์มกลไกด้านใน แต่เลือกเปลี่ยนอารมณ์จากนาฬิกาคลาสสิกขรึมๆ ให้กลายเป็นความจัดจ้านผ่านโปรเจกต์พิเศษที่ชื่อว่า LM Perpetual Chromatic Editions ซึ่งเป็นการนำพลอยแซฟไฟร์และทับทิมทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Baguette-cut) มาล้อมขอบตัวเรือนในแบบที่จำกัดจำนวนการผลิตเอาไว้เพียงรุ่นละ 8 เรือนทั่วโลก

และการเติมประกายสีสันลงไปบนสถาปัตยกรรมจักรกลที่ซับซ้อนระดับ 581 ชิ้นส่วน คือความท้าทายที่น่าสนใจชวนสังเกต เพราะหากแบรนด์ทำไม่ถึง ผลงานชิ้นนี้อาจจะกลายสภาพเป็นเพียงนาฬิกาฝังเพชรพลอยแฟชั่นทั่วไปทันที

ความลับของสมองกล ‘Mechanical Processor’ ที่ซ่อนอยู่ใต้ความงาม

หากเราลองย้อนมองไปที่ประวัติศาสตร์ของนาฬิกาปฏิทินร้อยปี (Perpetual Calendar) แบบดั้งเดิม ช่างนาฬิกามักจะเรียกพวกมันว่า “นาฬิกาบูมเมอแรง” เพราะระบบเดิมมักจะใช้กลไกคานดีดตัวใหญ่ (Grand Levier) ซึ่งมีจุดอ่อนสำคัญคือฟันเฟืองมักจะขัดตัวจนพังพินาศได้ง่าย หากผู้สวมใส่เผลอไปกดปุ่มตั้งเวลาในช่วงที่นาฬิกากำลังเปลี่ยนผ่านวันที่ตอนเที่ยงคืน แถมการคำนวณเดือนที่มี 28 หรือ 30 วัน ระบบเก่าจะใช้วิธีหมุนผ่านวันส่วนเกินแบบเร็วๆ (Fast-forward) จากวันที่ 28 ข้ามไปวันที่ 1 ซึ่งสร้างความบอบช้ำให้กลไกไม่น้อย

แต่สิ่งที่ Stephen McDonnell ช่างนาฬิกาอิสระชาวไอริชเหนือร่วมมือกับ MB&F ทำใน LM Perpetual คือการโยนคานดีดตัวใหญ่นั้นทิ้งไป แล้วประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า “Mechanical Processor” ขึ้นมาแทน

ระบบสมองกลนี้จึงเปลี่ยนวิธีคิดใหม่หมด โดยตั้งค่าเริ่มต้นให้ทุกเดือนมีแค่ 28 วันเป็นที่ตั้ง (เพราะไม่ว่าเดือนไหนๆ บนโลกก็ต้องมีอย่างน้อย 28 วัน) จากนั้นฟันเฟืองซ้อนระบบจะทำหน้าที่ “เติม” วันที่ขาดเข้าไปให้ตรงตามปฏิทินจริงแทน ผลลัพธ์ที่ได้คือนอกจากจะไม่มีการหมุนข้ามวันให้เฟืองล้าแล้ว ตัวนาฬิกายังมาพร้อมระบบเซฟตี้อัจฉริยะที่จะล็อกตัดการทำงานของปุ่มกดตั้งเวลาโดยอัตโนมัติในขณะที่กลไกกำลังขยับเปลี่ยนวันที่ ทำให้นักสะสมสามารถปรับตั้งวัน เดือน ปี ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกลัวเครื่องพัง

เจาะลึก 3 ขั้วเฉดสีประดับหัตถศิลป์

เมื่อพื้นที่ตรงกลางกลไกไร้การรบกวนจากคานดีดระบบเก่า McDonnell จึงสามารถยกชุดจักรกลสมดุล (Suspended Balance Wheel) ขนาดใหญ่ 14 มิลลิเมตร ขึ้นไปแขวนลอยเด่นรับสายตาอยู่ด้านบนสุดของหน้าปัดได้อย่างอิสระ โดยใช้แกนจักรที่ยาวที่สุดในโลกเชื่อมต่อลงไปหาชุดปล่อยจักรที่อยู่ด้านหลังตัวเรือน

ในซีรีส์ Chromatic ปี 2026 นี้ การจัดวางองค์ประกอบถูกขยับจังหวะให้รับกับประกายของอัญมณีจำนวน 48 เม็ดที่ล้อมอยู่รอบขอบเรือนอย่างประณีตโดยฝีมือของเวิร์กชอปคู่บุญอย่าง STG Creation ในเจนีวา โดยแยกออกเป็น 3 เวอร์ชันในเฉดสีที่ต่างกัน

18k White Gold / Blue Sapphires

ตัวเรือนไวท์โกลด์ที่จับคู่กับพลอยแซฟไฟร์สีน้ำเงินคัดเกรดจากมาดากัสการ์และศรีลังกา จุดเด่นที่ชวนให้มองคือการใช้เทคนิค PVD เคลือบสีเข็มนาฬิกาบนหน้าปัดย่อยให้เป็นสีน้ำเงินเฉดเดียวกันอย่างกลมกลืน

18k White Gold / Purple Sapphires

โครงสร้างไวท์โกลด์รับกับแซฟไฟร์สีม่วงจากมาดากัสการ์ และเข็มเคลือบ PVD สีม่วงเข้ม ให้ความรู้สึกแปลกตาและลึกลับตามแบบฉบับงานดีไซน์ยุคใหม่

18k Red Gold / Red Rubies

ขยับมาที่ความดุดันด้วยตัวเรือนสีเรดโกลด์ (Red Gold) ล้อมทับทิมสีแดงสดจากโมซัมบิก รับกับเข็มนาฬิกาที่เคลือบ PVD โทนสี 5N เพื่อล้อไปกับเนื้อทองคำของตัวเรือนอย่างสมมาตร

ทุกรุ่นยังคงรักษาสัดส่วนตัวเรือนไว้ที่ขนาด 44 มิลลิเมตร หนา 17.5 มิลลิเมตร ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ โดยการฝังอัญมณีล้อมรอบในครั้งนี้ ไม่ได้ไปเพิ่มความหนาหรือขยายเส้นผ่านศูนย์กลางของนาฬิกาให้เสียทัศนียภาพเดิมเลยแม้แต่น้อย

หลังจากที่เห็นผลงานนี้ในครั้งแรก หากพิจารณากันตามเนื้อผ้า การเอาชิ้นงานระดับคลาสสิกที่ขึ้นหิ้งไปแล้วมาประดับอัญมณีล้อมกรอบ มักเป็นสูตรสำเร็จทางการตลาดที่แบรนด์กระแสหลักนิยมทำกันเพื่อเพิ่มมูลค่า ทว่าสำหรับ MB&F การขยับหมากมาทำ Chromatic Editions ครั้งนี้ แฝงไปด้วยนัยที่น่าสนใจสำหรับนักสะสมสายลึก

เพราะปฏิทินร้อยปีตระกูล LM มักจะถูกจดจำในฐานะนาฬิกาแนว “สถาปัตยกรรมเครื่องจักรสามมิติ” ที่เน้นความโปร่งตาของหน้าปัดย่อยที่ดูลอยได้ (Floating Subdials) การนำพลอยทรงเหลี่ยมตัดขอบคมกริบ (Baguette-cut) มาล้อมตีกรอบล้อมรอบตัวเรือน ไม่ได้ทำให้สถาปัตยกรรมจักรกลด้านในดูดรอปลง แต่กลับช่วยทำหน้าที่เป็น “กรอบรูปหรูหรา” ที่ช่วยนำสายตาของผู้สวมใส่ให้เพ่งเล็งเจาะลึกเข้าไปที่ชุดกลไก 581 ชิ้นส่วนตรงกลางได้อย่างมีพลังมากกว่าเดิม

ส่วนตัวมีความรู้สึกว่า ถ้ามองให้ลึกลงไปในอีกมุมหนึ่ง นี่ไม่ใช่การตะโกนขายความร่ำรวยด้วยประกายเพชรระยิบระยับแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เป็นการใช้ทฤษฎีคู่สีโมโนโครม (Tone-on-tone) ระหว่างพลอยและเข็ม PVD มารับส่งหน้าที่กันอย่างรู้ใจ และด้วยจำนวนการผลิตที่จำกัดเพียงสีละ 8 เรือน มันจึงกลายเป็นหนึ่งในเวอร์ชันที่หาพบได้ยากที่สุดในทำเนียบประวัติศาสตร์ของแบรนด์ไปโดยปริยาย

แล้วสำหรับทุกท่านที่ติดตามงานของค่ายอินดี้ค่ายนี้ คิดเห็นอย่างไรกับการนำอัญมณีสีสันจัดจ้านมาผสมผสานลงบนจักรกลปฏิทินร้อยปีในครั้งนี้? ระหว่างสีน้ำเงินขรึม สีม่วงลึกลับ หรือสีแดงทับทิมที่รับกับทองคำกุหลาบ เฉดสีไหนที่ท่านคิดว่าถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งโลกอนาคตในร่างย้อนยุคของ MB&F ได้ลงตัวที่สุด ลองมาแชร์มุมมองกันได้เลย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: วัสดุไวท์โกลด์ 18k (สำหรับรุ่นล้อมแซฟไฟร์สีน้ำเงินและสีม่วง) หรือทองคำเรดโกลด์ 18k (สำหรับรุ่นล้อมทับทิม) ขนาด 44 มม. x 17.5 มม. กันน้ำ 30 เมตร ขอบตัวเรือนฝังอัญมณีทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Baguette-cut) จำนวน 48 เม็ด น้ำหนักรวมประมาณ 1.93 – 1.95 กะรัต โดยเวิร์กชอป STG Creation
  • หน้าปัด: ดีไซน์เปิดเปลือย (Open dial) โชว์ชุดกลไกปฏิทินถาวรและจักรสมดุลแบบแขวนลอยขนาด 14 มม. ด้านบน พร้อมหน้าปัดย่อยแบบฉลุโปร่ง (Skeletonised subdials) แสดงค่าแบบลอยตัว เข็มนาฬิกาเคลือบสาร PVD สีแมตช์ตามเฉดสีของอัญมณีหรือตัวเรือน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วัน วันที่ เดือน รอบปีอธิกสุรทินแบบตีกลับ (Retrograde leap year) และมาตรวัดสำรองพลังงาน
  • กลไก: อินเฮ้าส์ไขลานด้วยมือจักรกลปฏิทินถาวร (Fully integrated) พัฒนาโดย Stephen McDonnell ควบคุมด้วยระบบสมองกล (Mechanical processor) พร้อมระบบเซฟตี้ในตัว ความถี่ 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง (2.5 เฮิรตซ์) ชิ้นส่วนรวม 581 ชิ้น ทับทิม 41 เม็ด ตลับลานคู่สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้เย็บด้วยมือ สีดำ เทา น้ำตาล น้ำเงิน หรือขาว พร้อมตัวล็อกแบบบานพับวัสดุทองคำแมตช์ตามตัวเรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Changes the Game? เมื่อรางวัลออสการ์ของโลกนาฬิกา ยอมทุบกำแพงเรื่องเพศ รื้อกฎเดิม จะมีอะไรซ่อนอยู่หลังกติกาใหม่ของ GPHG 2026 บ้าง?
Geneva – The Capital of Haute Horlogerie
Moritz Grossmann เฉลิมฉลองสองศตวรรษด้วยสีสันและวัสดุสดใหม่ในนาฬิการุ่น TEFNUT Silver-Plated by Friction 

Share post:

More like this

ตอกย้ำกระแสนาฬิกาพก? เมื่อสิงโตคำรามจากผ้าพันคอไหม ย้ายไปอยู่บนฝา Pocket Watch ด้วยงานต่อไม้ชิ้นเล็กระดับเศษมิลลิเมตรหน้าตาจะเป็นอย่างไร?

เบื้องหลังการรังสรรค์นาฬิกาพกเรือนพิเศษ Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar! ประจำปี 2026 ที่ผสานความงามของฝาเปิดงานต่อลายไม้ 10 ชนิดเข้ากับหน้าปัดลงยา Grand Feu และกลไกอัตโนมัติบางพิเศษ H1950 ผลิตจำกัดเพียงสีละ 3 เรือนเท่านั้น

Blancpain Ladybird Colors Diamond Bloom (Ref. 3662) ใครบอกว่านาฬิกาผู้หญิงต้องเน้นแค่เพชร แล้วยอมลดสเปกเรื่องกลไก?

ส่องสถาปัตยกรรมเรือนเวลาสำหรับสุภาพสตรีล่าสุดจาก Blancpain กับรุ่น Ladybird Colors Diamond Bloom (Ref. 3662) ที่หลอมรวมงานฝังเพชรแบบเกล็ดหิมะ 919 เม็ด เข้ากับแผ่นหน้าปัดมุกแรร์เกรด 2% และกลไกอินเฮ้าส์อัจฉริยะที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 4 วันเต็ม

Breitling Chronomat 2026 กับเทรนด์นาฬิกาสปอร์ตเรือนโตหนาเตอะกำลังถูกแทนที่ด้วยความประณีตเชิงสรีรศาสตร์และการสวมใส่ได้จริงในทุกวัน

เจาะลึกรายละเอียดการปรับโฉมครั้งสำคัญประจำปี 2026 ของนาฬิกาตระกูล Breitling Chronomat ตั้งแต่โครงสร้างสาย Rouleaux แบบควบรวมเป็นเนื้อเดียวกับตัวเรือน การรีดความหนาลงเพื่อมิติที่เพรียวบาง และการเปิดตัวพิกัด 40 มม. กลไกอินเฮ้าส์สำรองพลังงาน 4 วันเป็นครั้งแรก

เมื่อ Bremont เปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ด้วยซีรีส์ Air Force Blue นาฬิกานักบินจำเป็นต้องมีหน้าปัดสีน้ำเงินจริงหรือ?

สำรวจรายละเอียดเชิงลึกของ Bremont Altitude Air Force Blue แคปซูลคอลเลกชันล่าสุดที่นำเฉดสีน้ำเงินลึกของกองทัพทหารอากาศมาถ่ายทอดลงบนตัวเรือนไทเทเนียมและเหล็ก 904L ครบทั้ง 4 รุ่นยอดนิยม